Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (23779)
- Social and Behavioral Sciences (22575)
- Arts and Humanities (20701)
- Physical Sciences and Mathematics (18217)
- Education (16606)
-
- Law (14826)
- Life Sciences (11984)
- Engineering (9379)
- Medical Specialties (6957)
- Business (6806)
- Earth Sciences (6508)
- Higher Education (5379)
- Geology (5201)
- History (4561)
- Public Health (4416)
- Psychology (4091)
- Medical Sciences (3929)
- Computer Sciences (3602)
- Sociology (3458)
- Religion (3198)
- Creative Writing (3175)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2973)
- Environmental Sciences (2778)
- Nursing (2476)
- Library and Information Science (2285)
- Communication (2244)
- United States History (2232)
- Economics (2031)
- Curriculum and Instruction (1995)
- Diseases (1988)
- Institution
-
- Western Michigan University (5995)
- The Texas Medical Center Library (3418)
- University of Florida Levin College of Law (3054)
- Brigham Young University (2790)
- University of Nebraska - Lincoln (2624)
-
- Chulalongkorn University (2493)
- Association of Arab Universities (2458)
- Georgia Southern University (2426)
- University of Central Florida (2003)
- Utah State University (1994)
- University of Mississippi (1914)
- Mississippi State University (1895)
- Washington University School of Medicine (1876)
- University of Montana (1865)
- University of New Hampshire (1859)
- Walden University (1725)
- City University of New York (CUNY) (1688)
- University of Kentucky (1672)
- Louisiana State University (1579)
- San Jose State University (1533)
- University of Colorado Law School (1431)
- University of Memphis (1422)
- Singapore Management University (1402)
- University of South Carolina (1396)
- University of Arkansas, Fayetteville (1387)
- Liberty University (1379)
- Purdue University (1339)
- University of Plymouth (1291)
- Fordham Law School (1274)
- University of Alabama at Birmingham (1272)
- Keyword
-
- Humans (3486)
- COVID-19 (3031)
- Education (1040)
- Animals (1036)
- Female (921)
-
- Georgia Southern (862)
- Mice (696)
- United States (664)
- Mental health (629)
- Male (617)
- Machine learning (616)
- Pandemic (565)
- Release (545)
- History (533)
- ICTS (Institute of Clinical and Translational Sciences) (531)
- Michigan (525)
- Students (521)
- Gender (511)
- Leadership (508)
- Georgia Southern University (504)
- Adult (493)
- Higher education (478)
- Climate change (461)
- Slavery (461)
- Child (449)
- Depression (428)
- SARS-CoV-2 (421)
- Women (421)
- Sustainability (416)
- Poetry (414)
- Publication
-
- Thin Sections (3688)
- Theses and Dissertations (3187)
- Florida Law Review (2248)
- Faculty Publications (2060)
- Faculty, Staff and Student Publications (2045)
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1919)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1597)
- 2020-Current year OA Pubs (1438)
- Session Laws 2001-Present (1294)
- Dissertations (1237)
- Legacy Color Lithology Strip Logs (1152)
- Electronic Theses and Dissertations (1147)
- Exile (1073)
- University of Montana Course Syllabi, 2021-2025 (1057)
- Florida Historical Quarterly (1027)
- 2022 Decisions (1015)
- Faculty Scholarship (851)
- Defensive Publications Series (792)
- Faculty, Staff and Students Publications (784)
- Research outputs 2022 to 2026 (768)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (765)
- Honors Theses (764)
- Doctoral Dissertations and Projects (738)
- Browse All News (713)
- Articles (699)
- Theses (675)
- Midad AL-Adab Refereed Quarterly Journal (633)
- Montgomery County Probate Court (Alabama) (594)
- Children's Book and Media Review (586)
- Baltic Journal of Health and Physical Activity (573)
- Publication Type
Articles 163681 - 163710 of 167964
Full-Text Articles in Entire DC Network
สิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาและบุตร ศึกษากรณีบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร, นันทินี บูรณานุสรพงษ์
สิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาและบุตร ศึกษากรณีบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร, นันทินี บูรณานุสรพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษากฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรในเรื่องหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูกับสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร กรณีที่บุตรอยู่ในสถานะเจ้ามรดก เพื่อศึกษาว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองบุตรที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดาเพียงพอแล้วหรือไม่ เนื่องด้วยกฎหมายมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายไว้โดยชัดแจ้งในประเด็นเรื่องสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก เรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกเพราะเหตุถูกกำจัดมิให้รับมรดกก็มิได้บัญญัติคุ้มครองบุตรผู้เป็นเจ้ามรดกในกรณีที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งและไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูไว้โดยเฉพาะซึ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อตัวบุตรผู้เป็นเจ้ามรดกเมื่อตนถึงแก่ความตาย แต่บิดามารดานั้นกลับมีสิทธิในการรับมรดกของบุตรได้ตามกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรม ในกรณีที่บุตรมิได้ทำพินัยกรรมไว้ จากการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายครอบครัวและมรดกของสาธารณรัฐเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าต่างมีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่ง เรื่องสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร รวมถึงทายาทที่ละเลยหรือทอดทิ้งเจ้ามรดกไว้เป็นการเฉพาะในการคุ้มครองสิทธิของเจ้ามรดกที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายไทยที่ไม่มีบทบัญญัติในการคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่บุตรผู้เป็นเจ้ามรดกที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้งแต่อย่างใด ผลของการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะให้ประเทศไทยควรมีบทบัญญัติเรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกของทายาทผู้ที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดกไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 โดยการกำจัดสิทธิในการรับมรดกของบิดามารดาที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูบุตร ผู้เขียนจึงขอเสนอให้มีการบัญญัติเพิ่มเติมให้การที่ไม่ได้อุปการะเลี้ยงดูเจ้ามรดกเป็นหนึ่งในเหตุที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1606 โดยนำหลักกฎหมายในเรื่องการเสียสิทธิในการรับมรดกของสาธารณรัฐเกาหลีและสาธารณรัฐประชาชนจีนมาเป็นแนวทางปรับใช้ เพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่บุตรผู้ที่ถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู
ปัญหาการนำหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ตามการตีความของประเทศอังกฤษมาใช้ใน ระบบลิขสิทธิ์ไทย : ศึกษาเปรียบเทียบกรณีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ปาริชา โฉมยงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาถึงปัญหาการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง (Originality) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งได้การได้มาซึ่งการคุ้มครองทางลิขสิทธิ์ของกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ซึ่งได้กำหนดให้งานที่ถูกสร้างสรรค์อันจะได้รับความคุ้มครองทางลิขสิทธิ์จะต้องเป็นงานที่มีการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 นั้นไม่ได้มีการกำหนดนิยามหรืออธิบายถึงหลักดังกล่าวไว้ แต่ในทางปฏิบัติคำพิพากษาศาลไทยได้มีการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเองโดยการนำหลักวิริยะ ทักษะ วิจารณญาณ (Skill Labour Judgement) มาบังคับใช้ ซึ่งหลักดังกล่าวปัจจุบันประเทศอังกฤษ สหภาพยุโรป รวมถึงอีกหลายประเทศไม่ได้มีการบังคับใช้หลักนี้ในการตีความหลักการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง หากแต่บังคับใช้หลักสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ (Author’s Own Intellectual Creation) มาใช้ในการตีความการสร้างสรรค์ด้วยตนเองแทน ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบของการนำหลักการสร้างสรรค์ทางปัญญาของผู้สร้างสรรค์ตามการตีความของประเทศอังกฤษมาใช้ในระบบลิขสิทธิ์ไทยโดยจะศึกษาเปรียบเทียบกรณีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาซึ่งรวมถึงการพิจารณาออกบทบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนในการบังคับใช้ และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ข้อพิจารณาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, ปาลิตา รุ่งระวี
ข้อพิจารณาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลในการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์, ปาลิตา รุ่งระวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมีการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นผ่านกระบวนการพิสูจน์และยืนยันตัวตน แต่ยังคงมีปัญหาในการนำไปใช้ซึ่งเกิดจากการไม่แยกพิจารณาหน้าที่ของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์กับอัตลักษณ์ดิจิทัล โดยผู้ใช้จำเป็นต้องรู้และเข้าใจถึงหน้าที่ของลายมือชื่อและอัตลักษณ์ดิจิทัลก่อน อันจะทำให้การใช้งานมีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับให้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และอัตลักษณ์ดิจิทัลมีผลทางกฎหมาย น่าเชื่อถือและใช้งานได้ แต่ความน่าเชื่อถือนั้นอาจถูกโต้แย้งได้จากประเด็นทางด้านเทคนิค บุคคลและเจตนา จึงจำเป็นต้องมีหลักฐานในการตรวจสอบการใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ การใช้อัตลักษณ์ดิจิทัลและการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นเรื่องของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนเช่นกัน แม้จะเป็นการดำเนินการทางดิจิทัลแต่กฎหมายก็รองรับในสิทธิในอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล การนำไปใช้งานจะไม่มีปัญหาความชัดเจนหากเข้าใจถึงแนวคิดทางกฎหมาย นอกจากนี้ การนำไปใช้งานควรต้องใช้ให้ถูกต้องตามหน้าที่ของสิ่งนั้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาความไม่ชัดเจนในเรื่องความน่าเชื่อถือและการใช้งานได้ ดังนั้น จากประเด็นปัญหาที่เกิดจึงต้องทำให้ข้อพิจารณาในด้านต่าง ๆ ของอัตลักษณ์ดิจิทัลและลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มีความชัดเจน
ปัญหาทางกฎหมายในการเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : ศึกษากรณีบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ, พัชราพรรณ รัตนไมตรีเกียรติ
ปัญหาทางกฎหมายในการเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : ศึกษากรณีบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ, พัชราพรรณ รัตนไมตรีเกียรติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะสำหรับการควบรวมกิจการ (Special Purpose Acquisition Company) เป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในต่างประเทศตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1992 โดยการจัดตั้งบริษัทที่ไม่มีการประกอบกิจการ และนำหุ้นของบริษัทดังกล่าวออกจำหน่ายแก่สาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ระดมทุนได้ไปควบรวมกิจการกับบริษัทอื่น ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่สามารถระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวได้ เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมายจากการขาดหลักเกณฑ์การอนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่สอดคล้องกับโครงสร้างของบริษัทประเภทดังกล่าว และอุปสรรคจากข้อจำกัดของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการรับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2558 (“หลักเกณฑ์การรับจดทะเบียน") เป็นเหตุให้บุคคลที่มีส่วนได้เสียไม่ได้รับประโยชน์จากการระดมทุนโดยใช้บริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ฯ อย่างที่ควร เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาเปรียบเทียบกับหลักเกณฑ์ในเรื่องเดียวกันของสหรัฐเมริกา สิงคโปร์ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับจดทะเบียนของไทยและขจัดอุปสรรคในการระดมทุนด้วยการเสนอขายหลักทรัพย์ออกใหม่ของบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะฯ
อาชีพช่างตัดผมภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, ศักดา เจริญสันติพงศ์
อาชีพช่างตัดผมภายใต้พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560, ศักดา เจริญสันติพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อาชีพช่างตัดผม เป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนชาติตามกฎหมาย ห้ามมิให้คนต่างด้าวทำในราชอาณาจักรไทยโดยเด็ดขาดภายใต้กฎหมายมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความต้องการในการใช้บริการช่างตัดผมชาวต่างชาติที่มีทักษะความสามารถได้เกิดขึ้นในสังคม จากกระแสนิยมวัฒนธรรมต่างชาติที่ได้รับการยอมรับประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายกับคนต่างด้าวนั้นเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้มีร้านตัดผมที่ดำเนินธุรกิจโดยช่างตัดผมชาวต่างชาติเปิดให้บริการอย่างเปิดเผย และมีผู้ใช้บริการมากมาย ซึ่งเป็นลักษณะของกฎหมายที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของสังคม เอกัตตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการของกฎหมายในการกำหนดให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพสงวน ศึกษาแนวทางที่เหมาะสมและประโยชน์ในการปรับให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้ โดยทำการวิจัยเชิงเอกสาร ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานการประกอบอาชีพช่างตัดผมของประเทศไทย ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ หาข้อสรุป และเสนอแนวทางการวางมาตรฐานอาชีพสำหรับช่างทำผมที่จะประกอบอาชีพในประเทศไทยหากมีการปรับให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพที่อนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้ จากการศึกษาพบว่า ความเปลี่ยนแปลงของความต้องการในการใช้บริการช่างตัดผมชาวต่างชาตินั้น แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมของกฎหมาย ผู้วิจัยได้ศึกษาเปรียบเทียบหลักเกณฑ์การเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมของประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว พบว่าในต่างประเทศมีวิธีการคัดกรองบุคคลากรเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมที่หลากหลาย และเหมาะสมต่อสถานการณ์ความต้องการของสังคมมากกว่าการคัดกรองด้วยสัญญาติของประเทศไทยในปัจจุบัน ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนวทางกำหนดมาตรฐานการคัดกรองบุคคลากรเข้าสู่อาชีพช่างตัดผมอันมีหลักเกณฑ์ยึดโยงกับมาตรฐานความสามารถ ฝีมือ และทักษะของช่างตัดผมโดยให้ใช้บังคับกับทั้งช่างตัดผมชาวไทยและชาวต่างชาติ อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจและสังคม หรือด้านการส่งเสริมการแข่งขันและพัฒนาทักษะของช่างตัดผมไทย โดยไม่ต้องกำหนดให้อาชีพช่างตัดผมเป็นอาชีพสงวนเฉพาะชาติไทยอีกต่อไป
การคุ้มครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ : ศึกษาเฉพาะกรณีการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ ไทย, อวิรุทธ์ อภิศิกาญจนพงศ์
การคุ้มครองสิทธิบัตรเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ : ศึกษาเฉพาะกรณีการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และ ไทย, อวิรุทธ์ อภิศิกาญจนพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งศึกษาประเด็นการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งเป็นวิทยาการคอมพิวเตอร์แขนงหนึ่งและมีสาระสำคัญการประดิษฐ์เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันระหว่างระบบข้อมูล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ตลอดจนศึกษาการกำหนดขอบเขตของซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ อีกทั้งได้เสนอให้มีการปรับปรุงแนวปฏิบัติการตรวจสอบสิทธิบัตรการประดิษฐ์เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติที่สากล เนื่องจากการประดิษฐ์ที่มีลักษณะเป็น ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ไม่อาจขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ได้ภายใต้ พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ประกอบกับแนวปฏิบัติการตรวจสอบสิทธิบัตรของสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาว่าด้วยการประดิษฐ์ที่เกี่ยวกับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่มีความชัดเจน ทั้งยังใช้หลักเกณฑ์การการตรวจสอบที่กว้างจนเกินไปจนไม่สามารถกำหนดขอบเขตของถ้อยคำว่า ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของคอมพิวเตอร์ อันเป็นข้อมูลการทำงานพื้นฐานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อาจส่งผลให้ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรปฏิเสธคำขอรับสิทธิบัตรในสาขาการะดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผู้เขียนจึงได้ศึกษาวิธีปฏิบัติการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์เปรียบเทียบระหว่างแนวปฏิบัติของประเทศไทยกับแนวปฏิบัติของสาธารณรัฐประชาชนจีน สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ในฐานะกลุ่มประเทศที่มีการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับสาขาปัญญาประดิษฐ์มากที่สุดในโลก ถึงวิธีการตรวจสอบสาระสำคัญของการประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ อันเป็นระบบการทำงานของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ซึ่งอาจได้รับความคุ้มครองในระบบสิทธิบัตรได้
ข้อพิจารณาเพื่อยกเลิกความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้, ปริญญา มีศิริ
ข้อพิจารณาเพื่อยกเลิกความผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้, ปริญญา มีศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดความรับผิดอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ ผู้เขียนมุ่งศึกษาทฤษฎีการก่ออาชญากรรม ทฤษฎีการกำหนดความรับผิดทางอาญา ที่มาและเจตนารมณ์ทางกฎหมายของบทบัญญัติดังกล่าวของประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และต่างประเทศ เพื่อกำหนดความรับผิดทางอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ และนำเสนอแนวทางการพัฒนาแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองของประเทศไทยและสอดคล้องกับแนวคิดการกำหนดความรับผิดทางอาญาในปัจจุบัน สืบเนื่องจากบทบัญญัติความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญาได้มีการบัญญัติใช้บังคับเมื่อปี พ.ศ.2499 จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีการแก้ไขเพิ่มเติม ปัจจุบันสภาพบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม และแนวคิดในการกำหนดความผิดทางอาญาได้เปลี่ยนแปลงไป หากมีมาตรการอื่นนอกจากการใช้กฎหมายอาญาแก้ปัญหาแล้วก็ไม่สมควรกำหนดให้การกระทำนั้นเป็นความผิดอาญา และการกระทำความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เกิดจากการเข้าทำสัญญาทางแพ่ง จึงไม่สมควรลงโทษอาญาเพียงเพราะไม่ชำระหนี้ ในอดีตได้บัญญัติเป็นกฎหมายอาญาเนื่องจากยังไม่มีมาตรการอื่นใดมาใช้แก้ปัญหากรณีนี้ได้ และใช้กับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้มีเจ้าหนี้หลายรายเท่านั้นอันเป็นการแก้ปัญหาในกระบวนการล้มละลาย แต่ประมวลกฎหมายอาญาปัจจุบันกลับขยายขอบเขตให้รวมไปถึงแก่กรณีที่มีเจ้าหนี้รายเดียวด้วยและยังไม่คำนึงถึงประโยชน์ตามสมควรที่ลูกหนี้ได้รับอีกด้วย ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอแนะให้มีการยกเลิกความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ และเสนอให้สมควรปรับปรุงกระบวนการกฎหมายในทางแพ่งเพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่เจ้าหนี้และยังคงรักษาไว้ซึ่งหลักประกันของเจ้าหนี้โดยคำนึงวัตถุประสงค์ของเจ้าหนี้เป็นสำคัญอีกด้วย
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
ขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น, จรรยาสรรค์ จึงสงวนพรสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ผู้วิจัยมุ่งศึกษาพัฒนาการกฎหมายและการตีความของประเทศไทยในความผิดฐานดังกล่าว ตลอดจนศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับบทบัญญัติและแนวทางการวินิจฉัยในกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของถ้อยคำและถูกต้องตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายอาญาของประเทศไทยไม่มีบทนิยามคำว่า “ทรมาน" และ “ทารุณโหดร้าย" การตีความจึงพิจารณาจากความหมายทั่วไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายโดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป ส่งผลให้บางกรณีพนักงานอัยการไม่ได้บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทำให้ข้อเท็จจริงที่น่าจะพิจารณาได้ว่าเป็นการฆ่าลักษณะดังกล่าวกลับไม่ได้มีประเด็นให้ผู้พิพากษาได้วินิจฉัย นอกจากนั้นยังส่งผลในชั้นพิจารณาพิพากษาคดีของศาล การตีความที่ผู้พิพากษาให้ความสำคัญต่อองค์ประกอบด้านจิตใจของผู้กระทำและองค์ประกอบภายนอกยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้เกิดผลประหลาดขึ้น บางลักษณะของการกระทำน่าจะเป็นการทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย แต่ศาลฎีกาตัดสินว่าไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าว หรือในบางกรณีลักษณะของการกระทำคล้ายกัน แต่กลับมีคำพิพากษาตัดสินลงโทษที่แตกต่างกัน ผู้กระทำผิดจึงไม่ได้รับการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำ และผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรมจากการดำเนินคดี ดังนั้น ผู้วิจัยเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาขอบเขตของคำว่า “ทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย" ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่เหมาะสมกับเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ และสอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศในระดับสากล
การยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, เพชรมณี ศรีอ่อน
การยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์, เพชรมณี ศรีอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แม้ว่าบทบัญญัติกฎหมายของไทยจะอนุญาตให้มีการไกล่เกลี่ยคดีอาญาได้ แต่ก็จำกัดไว้เฉพาะคดีบางประเภทเท่านั้น และผลทางกฎหมายยังไม่สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาการยุติคดีอาญาโดยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททั้งก่อนและหลังฟ้องคดี โดยศึกษาเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ผ่านหลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการไกล่เกลี่ยคดีอาญาตามกฎหมายไทยโดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายประเทศฝรั่งเศส นิวซีแลนด์ และแคนาดา (รัฐโนวาสโกเทีย) จากการศึกษาพบว่า การไกล่เกลี่ยคดีอาญาเป็นมาตรการทางเลือกนอกเหนือจากกระบวนการพิพากษาของศาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่กรณีทุกฝ่ายได้แสวงหาแนวทางระงับข้อพิพาทร่วมกัน ชดใช้เยียวยาความเสียหาย และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายไทยจำกัดให้ไกล่เกลี่ยเพื่อยุติคดีได้เฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อันยอมความได้ และความผิดฐานลักทรัพย์ ตามมาตรา 334 เท่านั้น ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงความผิดเกี่ยวกับทรัพย์อื่น ๆ ที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตของความผิดที่สามารถไกล่เกลี่ยได้ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 มาตรา 336 วรรคหนึ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง และมาตรา 365 เนื่องจากความผิดเหล่านี้เป็นความผิดที่มีคุณธรรมทางกฎหมายเป็นเรื่องส่วนบุคคล และความเสียหายที่เกิดขึ้นกระทบต่อประโยชน์ของปัจเจกบุคคลเป็นการส่วนตัวมากกว่ากระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมส่วนรวม และเสนอให้กำหนดผลทางกฎหมายเมื่อการไกล่เกลี่ยคดีอาญาเป็นผลสำเร็จด้วย
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, ลักษมณ โอภาสวัฒนา
ปัญหาการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362, ลักษมณ โอภาสวัฒนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มุ่งศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดความผิดฐานอาญาฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 โดยเมื่อพิจารณาคำพิพากษาฎีกาแล้ว พบว่าการกระทำความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 362 ในหลายกรณีไม่ได้มีความร้ายแรงถึงขนาดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายอาญา ตัวอย่างเช่น การเข้าไปปลูกต้นไม้หรือปลูกสิ่งปลูกสร้างลงบนที่ดินของผู้อื่น ต่างจากความผิดฐานบุกรุกเคหสถานตามมาตรา 364 ที่เป็นการกระทำอันกระทบต่อสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคลอย่างร้ายแรง อีกทั้งมีความใกล้ชิดต่ออันตรายมากกว่า เนื่องจากเคหสถานเป็นที่อยู่อาศัยของบุคคล หากมีการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานก็ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และเสรีภาพของบุคคลได้โดยง่าย แต่ความผิดฐานบุกรุกทั้งสองมาตรากลับมีอัตราโทษที่เท่ากัน คือโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงนำไปสู่ปัญหาว่าการกำหนดความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 362 นั้นไม่ได้สัดส่วนกับลักษณะของการกระทำ จากศึกษาเปรียบเทียบกับบทบัญญัติความผิดฐานบุกรุกของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส พบว่าความผิดฐานบุกรุกของต่างประเทศนั้นให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นเป็นสำคัญ การบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นจะอยู่ในการกระทำละเมิดทางแพ่งเท่านั้น อีกทั้งมีการแบ่งระดับความผิดโดยพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งแตกต่างจากบทบัญญัติความผิดฐานบุกรุกตามกฎหมายไทยที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง และไม่สอดคล้องกับทฤษฎีการกำหนดความผิดต่าง ๆ ส่งผลให้กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้ยกเลิกความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 และให้การบุกรุกที่อยู่ภายใต้มาตรา 362 อยู่ในฐานะการกระทำละเมิดในทางแพ่งเป็นสำคัญ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายอาญาเป็นไปอย่างได้สัดส่วนและเป็นมาตรการสุดท้าย
การกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ, วรกมล เบ็ญจาธิกุล
การกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ, วรกมล เบ็ญจาธิกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ ปัญหาและอุปสรรคในการควบคุมการพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะของกฎหมายไทยในปัจจุบัน รวมถึงเปรียบเทียบการกำหนดความผิดอาญาในลักษณะดังกล่าวของกฎหมายต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดความผิดอาญากรณีพกพาสารกัดกร่อนในที่สาธารณะเป็นการเฉพาะ นอกจากนั้นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาตีความว่าน้ำกรดซึ่งเป็นสารกัดกร่อนประเภทหนึ่งไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแม้ว่าสารกัดกร่อนดังกล่าวสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้หากถูกใช้เป็นอาวุธ ทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายเนื่องจากโทษอาญาที่ลงไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของความผิด นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการปราบปรามอาชญากรรมรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้หากปล่อยให้มีการพกพาสารกัดกร่อนตามอำเภอใจในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม จากการเปรียบเทียบกฎหมายของประเทศอังกฤษ ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่ามีการบัญญัติกฎหมายควบคุมสารกัดกร่อนไว้เป็นการเฉพาะ มีการกำหนดนิยามของสารกัดกร่อน และมีการกำหนดโทษที่สูงกว่ากฎหมายของประเทศไทย โดยบางประเทศมีทั้งโทษจำคุกและเฆี่ยน และบางประเทศมีแนวทางสำหรับผู้พิพากษาในการตีความให้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธอันตรายอย่างสูง เพื่อลดโอกาสในการก่ออาชญากรรมโดยการใช้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธ ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้มีการตราพระราชบัญญัติสารกัดกร่อนขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อกำหนดคำนิยาม กำหนดความผิดและบทลงโทษที่เหมาะสม เพื่อลดโอกาสในการก่อภยันตรายในที่สาธารณะโดยใช้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธในการก่ออาชญากรรม และ กำหนดความผิดฐานพาสารกัดกร่อนติดตัวไปในสาธารณสถาน เว้นแต่เป็นกรณีที่มีเหตุอันควรหรือมีอำนาจตามกฎหมาย หรือมีไว้เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริต รวมถึงเสนอแนะการวางแนวทางของศาลว่าควรตีความให้สารกัดกร่อนเป็นอาวุธโดยสภาพ
การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 อันเนื่องมาจากการกระทำต่อเด็ก, ศักดิพัฒน์ ประทุม
การกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 อันเนื่องมาจากการกระทำต่อเด็ก, ศักดิพัฒน์ ประทุม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฆ่าเด็กเป็นการใช้ความรุนแรงต่อเด็กที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมไทย เนื่องจากเด็กเป็นเหยื่อที่มีความอ่อนแอทางชีวภาพส่งผลให้ผู้กระทำโดยส่วนใหญ่มุ่งที่จะกระทำความผิดต่อเด็ก เนื่องจากกระทำความผิดสำเร็จได้ง่ายและสะดวกกว่ากระทำต่อผู้ใหญ่ แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ในปัจจุบันกลับไม่ได้บัญญัติคุ้มครองเด็กเป็นพิเศษแต่อย่างใด ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 71 จะบัญญัติคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทั้งปวงและการฆ่าเด็กส่งผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ตาม ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายอาญาของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ตุรกี และฟิลิปปินส์ พบว่าได้กำหนดให้การฆ่าเด็กเป็นเหตุฉกรรจ์ซึ่งทำให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าการฆ่าผู้ใหญ่ โดยพิจารณาตามโครงสร้างรับผิดทางอาญา ได้แก่ องค์ประกอบภายนอกของความผิด คือ ผู้กระทํา การกระทำ และวัตถุแห่งการกระทำ และองค์ประกอบภายในของความผิด คือ เจตนา เพื่อเสนอแนวทางการกำหนดเหตุฉกรรจ์ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ที่เหมาะสมในการคุ้มครองผู้เสียหายที่เป็นเด็ก เพื่อให้ผู้กระทำความผิดเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมายและในขณะเดียวกันเพื่อป้องกันยับยั้งอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นกับเด็กในอนาคต
การกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส, อนัญญา จ่าวัง
การกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส, อนัญญา จ่าวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดในการกำหนดความผิดที่เกี่ยวข้องกับกรณีการบังคับให้เด็กสมรสและความจำเป็นที่ประเทศไทยควรจะกำหนดให้การบังคับให้เด็กสมรสเป็นความผิดทางอาญา และวิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยต่อกรณีการบังคับให้เด็กสมรส รวมถึงสำรวจมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศในการกำหนดความรับผิดทางอาญากรณีการบังคับให้เด็กสมรส และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองเด็กจากการถูกบังคับให้สมรสของประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และฟิลิปปินส์ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางที่เหมาะสมต่อการกำหนดความผิดทางอาญากรณีการบังคับให้เด็กสมรสในประเทศไทย การบังคับให้เด็กสมรสเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กอย่างร้ายแรงซึ่งผู้กระทำมักเป็นบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ในการดูแลเด็ก เด็กถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่อาจยังไม่มีความสามารถเพียงพอในการปกป้องสิทธิของตนเอง จึงทำให้ตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบทางด้านลบทั้งต่อตัวเด็กเองและต่อสังคม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายใด ๆ ที่จะนำมาใช้บังคับกับกรณีการบังคับให้เด็กสมรสได้อย่างชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาในการคุ้มครองเด็กจากการกระทำดังกล่าว และเมื่อสำรวจกฎหมายต่างประเทศพบว่าประเทศออสเตรเลีย อังกฤษ และฟิลิปปินส์ ได้มีการกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้เด็กสมรส รวมถึงมีมาตรการทางกฎหมายอื่นเพื่อคุ้มครองเด็กจากการกระทำนั้น ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์การกระทำกรณีบังคับให้เด็กสมรสประกอบกับหลักเกณฑ์การกำหนดความผิดทางอาญาแล้ว พบว่าการบังคับให้เด็กสมรสเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรงและสมควรที่จะกำหนดให้เป็นความผิดทางอาญา ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงเสนอให้มีการกำหนดความผิดทางอาญากรณีบังคับให้สมรสโดยการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ให้เป็นหนึ่งในการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำต่อเด็กซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษทางอาญาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบังคับใช้ในการคุ้มครองเด็กจากการถูกบังคับให้สมรสตามสิทธิและเสรีภาพของเด็กอันพึงจะได้รับต่อไป
การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาค, กมลชนก แจ่มจิตร
การแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาค, กมลชนก แจ่มจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาการแทรกแซงอำนาจหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคเกี่ยวกับการกำกับดูแลราชการส่วนท้องถิ่นในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งอาจมีลักษณะเป็นอำนาจบังคับบัญชามากกว่าอำนาจกำกับดูแลตามหลักการสากล รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาการแทรกแซงอำนาจหน้าที่ในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นของราชการส่วนภูมิภาคของประเทศไทยในปัจจุบัน ผ่านรูปแบบการวิจัยเอกสารเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศอังกฤษ โดยเมื่อพิจารณาขั้นตอนการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว ปรากฏหลักการ ทฤษฎี แนวคิดพื้นฐาน และขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญในกฎหมายต่างประเทศที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดถึงการให้อิสระแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น ผลการวิจัยพบว่าการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมายไทยให้อำนาจหน้าที่แก่ราชการส่วนภูมิภาคผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอมีอำนาจลงนามให้ความเห็นชอบในข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งมีลักษณะเกินขอบเขตอำนาจกำกับดูแลตามหลักการกระจายอำนาจและทฤษฎีความเป็นอิสระขององค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอันส่งผลให้การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นขาดความเป็นอิสระและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นจึงควรมีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อให้เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจและทฤษฎีความเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
บทบาทของวุฒิสภาในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ศึกษากรณีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในช่วง พ.ศ. 2562-2565, คณาธิป ไกยชน
บทบาทของวุฒิสภาในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ศึกษากรณีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในช่วง พ.ศ. 2562-2565, คณาธิป ไกยชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทของวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ในช่วง พ.ศ. 2562-2565 ว่าเป็นไปตามหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากมีที่มาจาก “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ" ซึ่งต่อมาได้เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจทางบริหาร ผลการศึกษาพบว่า ในช่วง พ.ศ. 2562-2565 การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ยังขาดความชัดเจนในเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ องค์ประกอบ การคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญ รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของวุฒิสภาในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารค่อนข้างน้อย ดังเห็นได้จากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญโดยส่วนใหญ่จะเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโดยไม่มีการแก้ไขหรือแก้ไขน้อย อีกทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญยังมีลักษณะเป็นการแนะนำหรือสนับสนุนฝ่ายบริหารมากกว่าการตรวจสอบถ่วงดุล ในขณะที่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญของประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา มีการกำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญค่อนข้างชัดเจน และมีการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ องค์ประกอบ และวิธีการคัดเลือกบุคคลภายนอกเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมบทบาทของวุฒิสภาในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารโดยกลไกของคณะกรรมาธิการวิสามัญให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุลและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น
ขอบเขตอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ, ชลกร ปัญญะสังข์
ขอบเขตอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ, ชลกร ปัญญะสังข์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดมีความไม่ชัดเจน คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงได้ตีความว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงการปราบปรามยาเสพติด เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ขอบเขต และการใช้อำนาจในการแก้ไขปัญหายาเสพติดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกฎหมายประเทศไทยเปรียบเทียบกับกฎหมายประเทศญี่ปุ่น และประเทศฝรั่งเศส จากการศึกษาพบว่าการในการแก้ไขปัญหายาเสพติด คือ การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของประเทศญี่ปุ่นเและประเทศฝรั่งเศสต่างกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดบริการสาธารณะดังกล่าว ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยที่ได้มีการตีความจำกัดอำนาจหน้าที่บางประการไว้ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเสนอให้มีการทบทวนการตีความอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมาย และกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่บนพื้นฐานของหลักการกระจายอำนาจ หลักบริการสาธารณะ และหลักความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เหมาะสม
อายุของสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา, ปัณณ์ สีมันตธรรมกุล
อายุของสภาผู้แทนราษฎร ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา, ปัณณ์ สีมันตธรรมกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อายุของสภาผู้แทนราษฎรเป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอันเป็นการสะท้อนเจตน์จำนงของประชาชนผ่านกลไกการเลือกตั้ง เพื่อให้มีผู้แทนของปวงชนเข้าสู่อำนาจ และปฏิบัติงานในหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง และอายุของสภาผู้แทนราษฎรยังเกี่ยวพันกับความใกล้ชิดกับประชาชน ผู้เลือกตั้งในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย และยังสัมพันธ์เกี่ยวข้องฝ่ายบริหาร ความมีเสถียรภาพของฝ่ายบริหารในการเมืองของประเทศที่ใช้ระบบการปกครองแบบรัฐสภา การกำหนดอายุสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยในปัจจุบันตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสะท้อนให้เห็นถึงการกำหนดอายุของสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่มีประชาชนมีส่วนร่วม การกำหนดระยะเวลาที่ทำให้ผู้แทนราษฎรขาดความใกล้ชิดกับประชาชน และทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการกำหนดอายุของสภาผู้แทนของสหรัฐอเมริกาและจากการศึกษาพบว่า การกำหนดอายุของสภาผู้แทนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนแรก และคำนึงถึงการใกล้ชิดกับประชาชนอันเป็นการกำหนดที่มีความเป็นประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองเป็นอย่างมาก ทำให้ประชาชนสามารถสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนได้บ่อยครั้งขึ้นตามเจตน์จำนง และรวมถึงเป็นกลไกในการควบคุมการปฏิบัติงานของรัฐบาลได้ผ่านการเลือกตั้ง ผู้เขียนจึงเสนอให้นำการกำหนดอายุสภาผู้แทนแบบของสหรัฐอเมริกามาปรับใช้กับประเทศไทยด้วยการแก้ไขในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้สะท้อนให้เห็นถึงประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และมุ่งสะท้อนและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อพลเมืองในการชุมนุมสาธารณะ, ชนาภา ชาตะรูปะ
การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อพลเมืองในการชุมนุมสาธารณะ, ชนาภา ชาตะรูปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงปัญหาการรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของสื่อพลเมืองในพื้นที่การชุมนุมสาธารณะในประเทศไทย โดยได้วิเคราะห์และศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายและแนวปฏิบัติของต่างประเทศ ประกอบกับแนวปฏิบัติในการให้ความคุ้มครองเสรีภาพสื่อและการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ตามข้อความเห็นทั่วไป (General Comment) ของคณะกรรการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Committee) ที่รัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ใช้อ้างอิงเป็นมาตรฐานเดียวกันในฐานะตัวอย่างของการตีความและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการให้ความคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการชุมนุม จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีปัญหาการแทรกแซงและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของสื่อพลเมืองในการชุมนุมสาธารณะอย่างไม่สอดคล้องกับหลักการและแนวปฏิบัติของคณะกรรการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติอยู่หลายประการด้วยกัน โดยที่สาเหตุหลักของปัญหานั้นมาจาก ความไม่ชัดเจนของขอบเขตของการคุ้มครองเสรีภาพที่ใช้ในการทำการรายงานข่าวในพื้นที่การชุมนุมสาธารณะ การกำหนดคำนิยามของคำว่า “ผู้ชุมนุม" ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มีลักษณะที่กว้างขวาง และกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อพลเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เอกัตศึกษาฉบับนี้จึงได้เสนอแนวทางในการแก้ไขที่สาเหตุหลักของปัญหา โดยรัฐควรมีการขยายขอบเขตของการคุ้มครองการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการนำเสนอข่าวของประชาชนให้ครอบคลุมสื่อมวลชนทุกแขนงมากยิ่งขึ้น ควรมีการปรับปรุงแก้ไขคำนิยามคำว่า “ผู้ชุมนุม" และเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า “สื่อมวลชน" และ “ผู้สังเกตการณ์" ในพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 รวมทั้งต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกลไกที่ใช้ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐให้สามารถคุ้มครองการใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนที่เป็นสื่อพลเมืองสามารถมั่นใจได้ว่า จะสามารถใช้เสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการเสนอข่าวเพื่อทำการรายงานข่าวในพื้นที่การชุมนุมสาธารณะได้ โดยไม่ถูกแทรกแซงและจำกัดอย่างไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วน และแนวปฏิบัติในการคุ้มครองเสรีภาพสื่อตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
สิทธิของผู้หญิงในการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารในประเทศไทยตามหลักความเสมอภาค, ณิชากร ปล้องนิราศ
สิทธิของผู้หญิงในการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารในประเทศไทยตามหลักความเสมอภาค, ณิชากร ปล้องนิราศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงสิทธิของผู้หญิงในการเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารตามหลักความเสมอภาค โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงสิทธิของผู้หญิงในการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารของประเทศไทยกับสิทธิของผู้หญิงในการศึกษาในการศึกษาในสถาบันการศึกษาทางทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา จากการศึกษาพบว่า ตามความในระเบียบกองทัพไทยว่าด้วยโรงเรียนเตรียมทหาร พ.ศ. 2560 ของประเทศไทยนั้นได้บัญญัติให้มีเพียงแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะมีสิทธิที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมทหารได้ ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้ผู้หญิงจึงไม่มีสิทธิในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมทหารไปโดยปริยายอันถือเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้น ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิงในการศึกษาในสถาบันการศึกษาทางทหารในประเทศสหรัฐอเมริกา และจากการศึกษาพบว่าในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นได้มีการบัญญัติรับรองถึงสิทธิของผู้หญิงในการเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษาทางทหารในแทบทุกสถาบันหากมีความสามารถมีทักษะและมีศักยภาพเพียงพอตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้สำหรับการเข้าศึกษาของสถาบันนั้น ๆ ทั้งนี้ เกณฑ์การคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาทางทหารของประเทศสหรัฐอเมริกานั้นจะมีการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกที่แตกต่างกันออกไปสำหรับผู้สมัครชายและผู้สมัครหญิงโดยคำนึงถึงเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศในความเป็นหญิงซึ่งมีความด้อยกว่าชายตามธรรมชาติเพื่อสามารถทำให้ผู้หญิงนั้นมีโอกาสเข้าถึงสิทธิในการศึกษาของตนได้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการแก้ไขความในระเบียบกองทัพไทยว่าด้วยโรงเรียนเตรียมทหาร พ.ศ. 2560 ให้มีการรับรองสิทธิของผู้หญิงในการเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารเช่นเดียวกับผู้ชายทั้งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกณฑ์และมาตรการในการคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารให้มีลักษณะเช่นเดียวกับในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการคำนึงถึงคุณลักษณะความแตกต่างทางกายภาพตามธรรมชาติของผู้ศึกษาชายและผู้ศึกษาหญิงประกอบ ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงสภาพและบริบทของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นส่วนประกอบเพื่อให้มีความเหมาะสมอย่างที่สุด
การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ศึกษากรณีการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน, มนฑิตา ปริสุทธิ์สุนทร
การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ศึกษากรณีการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน, มนฑิตา ปริสุทธิ์สุนทร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มุ่งศึกษาปัญหาของบทบัญญัติในการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในความผิดเกี่ยวกับการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สิน ทั้งกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและกรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบการทุจริตพุทธศักราช 2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 โดยศึกษาแนวคิดของสิทธิสมัคร รับเลือกตั้งและหลักการของการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งภายใต้หลักความได้สัดส่วน เจตนารมณ์ของ บทบัญญัติดังกล่าว กฎหมาย คำพิพากษาและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยการวิเคราะห์เทียบเคียงกับบทบัญญัติการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของต่างประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติในการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในลักษณะความผิดเกี่ยวกับการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินปรากฏเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชันอันเป็นปัญหาสำคัญที่มีอยู่ในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลายาวนานและเพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงการถือครองของทรัพย์สินและหนี้สินนับตั้งแต่วันที่เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐจนถึงวันที่พ้นจากตำแหน่งว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลงมากผิดปกติหรือไม่ อย่างไรก็ดี เห็นว่า การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลในลักษณะดังกล่าวมีปัญหาในเชิงหลักการ กล่าวคือ เป็นการกำหนดบทบัญญัติโดยมิได้พิจารณาถึงลักษณะพฤติการณ์และฐานความผิดให้เหมาะสม เนื่องจาก การเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาไว้ ซึ่งหากถือตามบทบัญญัติ จึงมีผลเท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิในการเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนเพื่อนําอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชนไปบริหารประเทศต่อไป กรณีเช่นนี้ย่อมขัดต่อหลักความได้สัดส่วน การกําหนดให้มีการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไปจึงไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของความผิด โดยจากการศึกษากฎหมาย ต่างประเทศพบว่ามีหลายประเทศที่ไม่ใช้มาตรการทางการเมืองดังกล่าวกับความผิดเกี่ยวกับการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงสมควรให้มีการยกเลิกหรือกำหนดระยะเวลาในการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในความผิดเกี่ยวกับการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งกรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และกรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
แนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมยุวกาชาดโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะชีวิต, กิตติภัค วงศ์ไพศาลสิน
แนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมยุวกาชาดโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะชีวิต, กิตติภัค วงศ์ไพศาลสิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารกิจกรรมยุวกาชาด โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะชีวิต 2) นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรม ยุวกาชาดโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดทักษะชีวิต ใช วิธีการวิจัยเชิงบรรยาย ประชากร ที่ใช้ ในการวิจัย คือ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 437 โรงเรียน เลือกตัวอย่างโดยการ กำหนดคุณสมบัติ จำนวน 50 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ บริหารและครูที่เป็นวิทยากรยุวกาชาด กรุงเทพมหานคร จำนวน 64 คน เครื่องมือที่ใช ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ของ (ร่าง) แนวทางฯ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ข้อมูล ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ดัชนีค่าความต้ องการจำเป็น ฐานนิยม และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารกิจกรรมยุวกาชาดที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การวางแผน และการปฏิบัติตามแผนมีความต้องการจำเป็นต่ำที่สุด โดยการบริหารกิจกรรมยุวกาชาด ทั้งหมดมีองค์ประกอบทักษะชีวิตที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การแสดงพฤติกรรมเชิงบวก 2) แนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมยุวกาชาด มีทั้งหมด 4 แนวทาง 12 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ แนวทางเรียงตามลำดับความต้องการจำเป็น ดังนี้ (1) ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วม วางแผนการจัดกิจกรรมยุวกาชาดด้านสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์ และการสร้างความเข้าใจอันดี (2) ประเมินผลการจัดกิจกรรมยุวกาชาดด้านมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไปที่ส่งเสริมการแสดง พฤติกรรมเชิงบวก (3) ปรับปรุงการจัดกิจกรรมยุวกาชาดด้านส่งเสริมความสงบสุข และการแสดง พฤติกรรมเชิงบวก และ (4) สนับสนุนการปฏิบัติตามแผนการจัดกิจกรรรมยุวกาชาดด้านมนุษยสัมพันธ์กับบุคคลทั่วไป และการแสดงพฤติกรรมเชิงบวก
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาตามแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวทางมงฟอร์ต, ประจักษ์ นันศรีทอง
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาตามแนวคิดการจัดการศึกษาในแนวทางมงฟอร์ต, ประจักษ์ นันศรีทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี, กัญญารัตน์ โพธิวัฒน์
แนวทางการพัฒนาความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี, กัญญารัตน์ โพธิวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการเรียนรู้ด้านอารมณ์และสังคมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, จิณณวัตร ปานจีน
แนวทางการพัฒนาครูตามแนวคิดทักษะการเรียนรู้ด้านอารมณ์และสังคมของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการของครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, จิณณวัตร ปานจีน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของวิทยาลัยในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ตามแนวคิดทักษะการทำงาน, กานต์สินี แสนใจงามวรภัทร์
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของวิทยาลัยในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ตามแนวคิดทักษะการทำงาน, กานต์สินี แสนใจงามวรภัทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) ตามแนวคิดสุขภาวะของครู, ชญานี จินดางาม
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนวัดท่าเกวียน (สัยอุทิศ) ตามแนวคิดสุขภาวะของครู, ชญานี จินดางาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนโยธินบูรณะตามแนวคิดครูที่มีแรงขับเคลื่อน, ณัฐวุฒิ เขตผดุง
แนวทางการพัฒนาครูโรงเรียนโยธินบูรณะตามแนวคิดครูที่มีแรงขับเคลื่อน, ณัฐวุฒิ เขตผดุง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตตลิ่งชัน เครือข่ายที่ 62 ตามแนวคิดความฉลาดทางสังคม, ทิพย์สุดา คฤห์ดี
แนวทางพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตตลิ่งชัน เครือข่ายที่ 62 ตามแนวคิดความฉลาดทางสังคม, ทิพย์สุดา คฤห์ดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดภาวะผู้นำผู้ประกอบการ, ปฏิภาณ เทพพิทักษ์
แนวทางการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร ตามแนวคิดภาวะผู้นำผู้ประกอบการ, ปฏิภาณ เทพพิทักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
แนวทางการพัฒนาครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามแนวคิดทักษะการนำกระบวนการ, ปฐมาภรณ์ ตานิ่ว
แนวทางการพัฒนาครูศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่ม 1 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามแนวคิดทักษะการนำกระบวนการ, ปฐมาภรณ์ ตานิ่ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.