Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (26088)
- Arts and Humanities (20606)
- Education (16747)
- Medicine and Health Sciences (16114)
- Physical Sciences and Mathematics (13025)
-
- Law (12013)
- Life Sciences (10627)
- Engineering (10505)
- Higher Education (6836)
- Business (6087)
- History (4404)
- Psychology (4055)
- Computer Sciences (3906)
- Library and Information Science (3676)
- Medical Specialties (3514)
- Sociology (3388)
- Music (3234)
- Religion (3154)
- Anthropology (2638)
- Public Health (2588)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2582)
- Communication (2509)
- Environmental Sciences (2233)
- Nursing (2168)
- Computer Engineering (2060)
- Economics (1963)
- Biology (1912)
- English Language and Literature (1888)
- Electrical and Computer Engineering (1819)
- Chemistry (1773)
- Institution
-
- University of Mississippi (4580)
- Georgia Southern University (3362)
- University of Nebraska - Lincoln (2884)
- Sigma Theta Tau International Honor Society of Nursing (2622)
- Chulalongkorn University (2478)
-
- Ohio University (2401)
- Nova Southeastern University (2384)
- Brigham Young University (2318)
- Utah State University (2219)
- Ministry of Higher and Secondary Specialized Education of the Republic of Uzbekistan (2098)
- University of South Florida (1949)
- City University of New York (CUNY) (1880)
- University of Kentucky (1850)
- Walden University (1774)
- Louisiana State University (1693)
- San Jose State University (1670)
- University of New Hampshire (1649)
- University of Alabama at Birmingham (1635)
- Villanova University Charles Widger School of Law (1596)
- UIdaho Law (1588)
- University of Dayton (1501)
- TÜBİTAK (1475)
- University of Plymouth (1460)
- Western Kentucky University (1456)
- University of Montana (1435)
- Portland State University (1318)
- University of New Mexico (1267)
- Singapore Management University (1244)
- New Jersey Institute of Technology (1240)
- Purdue University (1223)
- Keyword
-
- Georgia Southern University (2268)
- None (1270)
- Athletics (1249)
- Undergraduate (1130)
- Education (1121)
-
- History (627)
- News Releases (589)
- Humans (554)
- Louisiana Industrial Institute (533)
- Louisiana Polytechnic Institute (533)
- Louisiana Tech University (533)
- Newsletter (520)
- English (493)
- Gender (488)
- Western Kentucky University (478)
- Leadership (469)
- General Law Division (454)
- Higher education (445)
- News (437)
- Technology (426)
- United States (411)
- Sustainability (403)
- Climate change (402)
- Media (396)
- Indiana State University (393)
- Mathematics (391)
- Poetry (391)
- Children (385)
- Female (384)
- Release (377)
- Publication
-
- Theses and Dissertations (3735)
- Faculty Publications (2226)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (1910)
- Electronic Theses and Dissertations (1778)
- Walden Dissertations and Doctoral Studies (1662)
-
- 2019 Decisions (1492)
- Broadside Ballads: England (1328)
- JADARA (1314)
- Dissertations (1296)
- All Forum Articles (1222)
- Athletics: News & Publications (1148)
- Browse All News (1144)
- Open Access Publications (1093)
- Library Philosophy and Practice (e-journal) (1053)
- Not Reported (1005)
- OHIO News Articles Archive (1005)
- Defensive Publications Series (995)
- International Nursing Research Congress (INRC) (934)
- Journal of System Simulation (862)
- Wyoming Law Journal (802)
- Faculty Scholarship (799)
- Biennial Convention (CONV) (772)
- Honors Theses (750)
- Articles (719)
- University of Mississippi News (675)
- Publications and Research (640)
- Theses (634)
- Master's Theses (618)
- UNH Today Archive (592)
- USF Tampa Graduate Theses and Dissertations (564)
- Publication Type
Articles 163201 - 163230 of 165282
Full-Text Articles in Entire DC Network
รูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา, สามารถ รุ่งเรือง, ประกอบ คุณารักษ์
รูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา, สามารถ รุ่งเรือง, ประกอบ คุณารักษ์
Journal of Education Studies
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบ กําหนดรูปแบบ และประเมินรูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ผู้อํานวยการ และตัวแทนครูโรงเรียนมัธยมศึกษาในโครงการโรงเรียนคุณธรรม โรงเรียนละ 1 คน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในเขตภาคกลาง รวมทั้งหมด 240 โรง รวม 480 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) แบบประเมินรูปแบบ ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบสภาพการจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา ได้แก่ (1) วางแผนเพื่อศึกษาความต้องการในการระบุความรู้ที่จําเป็นสําหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตนักเรียน (2) กําหนดจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง เนื้อหาสาระเพื่อการพัฒนาหลักสูตร 3) ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ (4) กําหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้ (5) กําหนดเนื้อหาตามแต่ละหน่วยการเรียนรู้ (6) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และคู่มือ (7) ออกแบบสื่อการเรียนรู้ (8) จัดการเรียนการสอนที่อยู่บนหลักการพัฒนาคุณภาพนักเรียนในศตวรรษที่ 21 (9) ประเมินผลการจัดการเรียนรู้ 2) รูปแบบการจัดการศึกษาที่พัฒนาขึ้นเป็นชุดของเนื้อหา วัตถุประสงค์ กระบวนการ วิธีการและการประเมินผล และ 3) รูปแบบการจัดการศึกษาที่พัฒนาขึ้นในภาพรวมมีความถูกต้อง เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุดและข้อมูลมีการกระจายตัวน้อย
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุพรรษา ศรประเสริฐ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุพรรษา ศรประเสริฐ, ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียน และเพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสารวิทยา จํานวน 89 คน นักเรียนกลุ่มทดลอง จํานวน 48 คน และนักเรียนกลุ่มควบคุม จํานวน 41 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบ วัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษ แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่าน และแบบบันทึกการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยขั้นตอนการสอน 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นกระตุ้นและเชื่อมโยงความรู้และประสบการณ์เดิม ขั้นแนะนําบทอ่านและวิธีการ ขั้นฝึกอ่านด้วยตนเอง ขั้นตรวจสอบความเข้าใจในการอ่าน ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการให้ข้อมูลป?อนกลับ และขั้นประเมินหลังการอ่านและประยุกต์ใช้ความรู้ ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนอ่านภาษาอังกฤษตามทฤษฎีโครงสร้างความรู้ และแนวคิดการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาทระหว่างครูกับนักเรียนพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม สังกัดกรุงเทพมหานคร, อัมรินทร์ โต๊ะลง, สุรชัย สิกขาบัณฑิต
ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม สังกัดกรุงเทพมหานคร, อัมรินทร์ โต๊ะลง, สุรชัย สิกขาบัณฑิต
Journal of Education Studies
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม (2) ระดับประสิทธิผลการบริหารของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม (3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรทั้ง 74 ศูนย์ฯ จํานวน 275 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่เป็น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) ระดับประสิทธิผลการบริหารของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยภาพรวมและเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อ (3) ภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม พบว่า ตัวแปรภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรสามารถพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอิสลาม โดยรวมส่งผลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งมีปัจจัยทางภาวะผู้นําการเปลี่ยนแปลงของบุคลากรที่ทํานายประสิทธิผลของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ทั้งหมด 5 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ตัวแปรเกณฑ์ได้ดีประกอบด้วย ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง ด้านการสร้างแรงดลใจ ด้านการกระตุ้นการใช้ปัญญา และด้านการคํานึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวรรณ เฉลิมสุข, อนิรุทธิ์ สติมั่น
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อเสริมสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐวรรณ เฉลิมสุข, อนิรุทธิ์ สติมั่น
Journal of Education Studies
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ด้วยการเรียนแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญาผ่านคลาวด์คอมพิวติ้งที่เสริมสร้างทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และการสร้างผลงานศิลปะของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนสาธิต จำนวน 113 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่ม อย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความต้องการ 2) รูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานแบบทักษะปฏิบัติร่วมกับเครื่องมือทางปัญญา ผ่านคลาวด์คอมพิวติ้ง 3) แผนการจัดการเรียนรู้ 4) แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียน การสอน ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ คือ 1) กิจกรรม การเรียนรู้ 2) แหล่งการเรียนรู้ 3) การให้ผลป้อนกลับ 4) การติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียน?ผู้สอน 5) การติดต่อสื่อสารระหว่างนักเรียน?นักเรียน และ 6) การประเมินผลการเรียน ขั้นตอนกิจกรรมการเรียนรู้ มี 6 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1) ค้นหา-สร้างแรงบันดาลใจ 2) รวบรวมข้อมูล 3) กระตุ้นความคิด 4) พินิจครุ่นคิด 5) ริเริ่มเอกลักษณ์ และ 6) วิพากษ์วิจารณ์-ประเมินผล (2) ผลการประเมินความเหมาะสมของ รูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (4.47, SD = 0.02) (3) ผลการประเมิน รูปแบบการเรียนการสอนโดยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับดี
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย, ฤติ สุนทรสิงห์, ปองสิน วิเศษศิริ
กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย, ฤติ สุนทรสิงห์, ปองสิน วิเศษศิริ
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากรอบแนวคิด (2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ (3) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม และ (4) พัฒนากลยุทธ์ของการบริหารโรงเรียน ตามแนวคิดการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ใช้แบบสอบถาม ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) กรอบแนวคิดประกอบด้วยงานการบริหารโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา คุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย 3 ด้านคือ (ก) การจัดการเรียนการสอน (ข) การจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน และ (ค) การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ และคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตย 3 ด้านคือ (ก) ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตย (ข) ทัศนคติแบบประชาธิปไตย และ (ค) ความสามารถแบบประชาธิปไตย (2) สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของงานการบริหารโรงเรียนฯ ทั้งสามด้านอยู่ในระดับมาก สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของคุณภาพนักเรียนด้านประชาธิปไตยทั้งสามด้านอยู่ในระดับมาก (3) จุดแข็งของงานด้านการบริหารโรงเรียน คือ การจัดการเรียนการสอน และ การจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน ในขณะที่การจัดสิ่งแวดล้อมทางกายภาพเป็นจุดอ่อน ส่วนจุดแข็งของคุณภาพนักเรียนด้าน ประชาธิปไตย คือ ทัศนคติแบบประชาธิปไตย ในขณะที่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยและความสามารถแบบ ประชาธิปไตยเป็นจุดอ่อน (4) กลยุทธ์การบริหารโรงเรียน มี 3 กลยุทธหลัก คือ (ก) เร่งพัฒนาการจัด สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ฯ เพื่อกระตุ้นให้การเรียนรู้ระเบิดจากภายใน (ข) ยกระดับการจัดกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียน โดยให้นักเรียนเป็นผู้ริเริ่มการเรียนรู้ และ (ค) ปรับกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนฯ โดยให้อนาคตภาพของนักเรียนกำหนดการเรียนรู้
ผลการใช้วิธีการสอนแบบจับคู่ดูแลกันในวิชาการพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาการทางการเรียนของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
ผลการใช้วิธีการสอนแบบจับคู่ดูแลกันในวิชาการพัฒนาเครื่องมือวิจัยต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และพัฒนาการทางการเรียนของนิสิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, อารีย์วรรณ อ่วมตานี
Journal of Education Studies
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาการทางการเรียน โดยใช้การเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นิสิตพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต คณะพยาบาล ศาสตร์ จำนวน 45 คนที่ลงทะเบียนเรียนการพัฒนาเครื่องมือวิจัย สุ่มอย่างง่ายได้กลุ่มเรียนตอน ที่ 1 จำนวน 30 คน เป็นกลุ่มทดลองจับคู่ได้ 15 คู่ และกลุ่มเรียนตอนที่ 2 จำนวน 15 คน เป็นก ลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน แผนการเรียน แบบปกติ และแบบทดสอบความรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที ผลการวิจัย พบว่า 1) กลุ่มทดลองหลังเรียนแบบจับคู่ดูแลกันมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง กว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองหลังเรียน แบบจับคู่ดูแลกัน มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนได้รับการเรียนแบบจับคู่ดูแลกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) กลุ่มทดลองหลังได้รับการเรียนแบบจับคู่ดูแลกันมีคะแนน พัฒนาการทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การเรียนแบบจับคู่ดูแลกันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนได้สูงกว่าการเรียนแบบปกติ ดังนั้นจึงควรนำรูปแบบการเรียนแบบจับคู่ดูแลกันไปประยุกต์ ใช้ในรายวิชาอื่น ๆ
ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Steam Education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, สุนารี ศรีบุญ, วิสูตร โพธิ์เงิน
ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Steam Education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, สุนารี ศรีบุญ, วิสูตร โพธิ์เงิน
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนด่านทับตะโกราษฎร์อุปถัมภ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 30 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัด การเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 3) แบบประเมินทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าคะแนนเฉลี่ย (X) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และทดสอบค่าที (t-test) แบบ dependent ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนหลัง การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับสูง 3) ความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด STEAM education โดยใช้ปัญหาเป็นฐานอยู่ในระดับมาก
แนะนำหนังสือ: วัคซีนคุ้มภัยคนยุคดิจิทัล, ณิชาภัทร โทนรัตน์
แนะนำหนังสือ: วัคซีนคุ้มภัยคนยุคดิจิทัล, ณิชาภัทร โทนรัตน์
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การจัดการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและประสบการณ์ การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัย, สิริญ์ลดาฌ์ เกียรติทวี, รัชชุกาญจน์ ทองถาวร, ไพบูลย์ อุปันโน
การจัดการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและประสบการณ์ การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัย, สิริญ์ลดาฌ์ เกียรติทวี, รัชชุกาญจน์ ทองถาวร, ไพบูลย์ อุปันโน
Journal of Education Studies
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างหน่วยบูรณาการการเรียนรู้จากงานของพ่อผ่าน สะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ผ่านสะเต็มศึกษา 3) เพื่อศึกษา ประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่เรียนรู้ผ่านสะเต็มศึกษา กลุ่มเป้าหมายเป็น นักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลไชยโรจน์สิริล เชียงใหม่ จำนวน 17 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษา 2) แบบประเมินทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย 3) แบบวัดประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละและค่าเฉลี่ย กำหนดเกณฑ์คะแนนการผ่าน ร้อยละ 70.00 ตามที่โรงเรียนได้กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้หน่วยบูรณาการการเรียนรู้ จากงานของพ่อผ่านสะเต็มศึกษา จำนวน 3 หน่วย 2) ผลการศึกษาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 84.41 สูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70.00 3) ผลการศึกษาประสบการณ์การเรียนรู้วิศวกรรมศาสตร์ของเด็กปฐมวัยกลุ่มเป้าหมาย ได้คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ 94.51 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70.00
การพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้, มนตรี วิวาห์สุข
การพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้, มนตรี วิวาห์สุข
Journal of Education Studies
การมีสติเผชิญกับสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์และเป็นแบบแผนตามหลักพระพุทธศาสนาให้ เข้ากับการจัดการห้องเรียน ทำให้ผู้เขียนมั่นใจว่าการสังเกตความรู้สึกของตนเองเมื่อก้าวเข้าไปในห้องเรียน คือ จุดเริ่มต้นของห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ รวมทั้งผลที่เกิดจากการจัดห้องเรียนนั้น ไม่อาจสรุปตายตัวได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงและแปลกใหม่มีอยู่เสมอซึ่งท้าทายให้เรียนรู้และพัฒนาต่อไป บทความนี้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการพัฒนาห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ประกอบด้วย 3 ระยะซึ่งพัฒนามา จากการประยุกต์การฝึกสติอย่างเป็นแบบแผนกับการจัดการห้องเรียน ระยะที่หนึ่ง คือ นวัตกรรม การเช็คชื่อ ระยะที่สอง คือ การจัดการเรียนการสอนประยุกต์: สติปัฏฐานกับการเรียนการสอน และระยะ ที่สาม คือ ห้องเรียนแห่งการตื่นรู้ ซึ่งสะท้อนความรู้สึก ความคิด และการจัดการของผู้เรียน
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการตำรวจไทย, สรช ชาติทอง, มนัสวาสน์ โกวิทยา, มิ่งขวัญ คงเจริญ
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการตำรวจไทย, สรช ชาติทอง, มนัสวาสน์ โกวิทยา, มิ่งขวัญ คงเจริญ
Journal of Education Studies
งานวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการ ตำรวจไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการของข้าราชการ ตำรวจไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการตำรวจไทยที่ปฏิบัติหน้าที่พนักงานสอบสวน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการเรียนรู้ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) กระบวนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ (1.1) ขั้นผ่านประสบการณ์ (1.2) ขั้นผ่านการสะท้อนความคิด (1.3) ขั้นผ่านการตัดสินใจ และ (1.4) ขั้นผ่าน การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 2) หลักยึดถือปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการบริการมี 8 ข้อ ได้แก่ (2.1) การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ (2.2) การดำรงตนเหมาะสม (2.3) การช่วยเหลือประชาชน (2.4) การรู้จักควบคุมอารมณ์ (2.5) การมีความซื่อสัตย์สุจริต (2.6) การมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ (2.7) การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และ (2.8) การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 3) ปัจจัยของ การใช้รูปแบบมี 2 ปัจจัย ได้แก่ (3.1) ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน และบุคคลภายนอก (3.2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ทำงาน และสภาพแวดล้อมอื่น ๆ และ 4) เงื่อนไข ของการใช้รูปแบบ ประกอบด้วย 2 เงื่อนไข ได้แก่ (4.1) เงื่อนไขจากบุคคล ประกอบด้วย ความพร้อมของ ผู้เรียน ประสบการณ์ พื้นฐานการศึกษา และวิธีการสะท้อนความคิด (4.2) เงือ่ นไขจากหนว่ ยงาน ประกอบดว้ ย รางวัลและแรงจูงใจ บทลงโทษทางวินัย และความต่อเนื่องของการดำเนินการในการสร้างจิตสำนึกการบริการ
สิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงห้องเรียนภาษาอังกฤษแบบการจัดการเรียนรวม สำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและนักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน, สมร สุทธิปิยภัทร, จุฑารัตน์ วิบูลผล, สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ
สิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงห้องเรียนภาษาอังกฤษแบบการจัดการเรียนรวม สำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและนักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน, สมร สุทธิปิยภัทร, จุฑารัตน์ วิบูลผล, สิริลักษณ์ โปร่งสันเทียะ
Journal of Education Studies
บทความนี้เสนอการพัฒนาโมเดลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ DI & UD สำหรับ ห้องเรียนแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับนักศึกษาที่มีการได้ยินปกติและที่มีความบกพร่องในการได้ยิน โมเดลนี้พัฒนาขึ้นโดยใช้การจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกและการดัดแปลงตามแนวคิดการสอน ตามความสามารถของผู้เรียนและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล ผลการทดลองโมเดลการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ DI & UD ในรายวิชาภาษาอังกฤษ พื้นฐานที่มีการจัดการเรียนรวม ซึ่งมีนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีการได้ยินปกติจำนวน 50 คนและ นักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยินจำนวน 4 คน พบว่าโมเดลสามารถเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ภาษาอังกฤษ ทักษะทางสังคม และความยึดมั่นผูกพันกับการเรียนของนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม โมเดลมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษและความยึดมั่นผูกพันกับการเรียนของนักศึกษาทั้งสอง กลุ่มแตกต่างกัน งานวิจัยนี้จึงเสนอแนะให้ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการสิ่งอำนวย ความสะดวกแก่นักศึกษาที่มีความบกพร่องในการได้ยิน การดัดแปลงสื่อการเรียนการสอน กิจกรรม การเรียนการสอนและการประเมินผลที่เหมาะสมกับบริบทแวดล้อมและทรัพยากรที่มีอยู่ในสถานศึกษา แต่ละแห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถสำหรับนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม
สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, สริน ประดู่, สมบัติ อ่อนศิริ, อำนวย ตันพานิชย์, มนธีร์ จิตต์อนันต์
สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, สริน ประดู่, สมบัติ อ่อนศิริ, อำนวย ตันพานิชย์, มนธีร์ จิตต์อนันต์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ของโรงเรียนสาธิต สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ครู วิชาพลศึกษาของโรงเรียนสาธิตจำนวน 186 คน สภาพปัญหาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้วิชาพลศึกษา ด้านความรู้ ครูพลศึกษาส่วนใหญ่ เลือกประเมินด้วยข้อสอบปรนัย ด้านทักษะกีฬา ครูพลศึกษาส่วนใหญ่ประเมินทักษะกีฬาเชิงปริมาณโดย ใช้แบบทดสอบและข้อทดสอบทักษะกีฬาที่ครูสร้างขึ้น ส่วนเชิงคุณภาพครูพลศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้เกณฑ์ การประเมิน (Scoring rubric) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ด้านคุณลักษณะที่พึ่งประสงค์ ครูพลศึกษา ส่วนใหญ่เลือกใช้แบบสังเกตพฤติกรรม ด้านสมรรถภาพทางกาย ครูพลศึกษาส่วนใหญ่เลือกใช้แบบทดสอบ และเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สภาพปัญหาที่ครูพลศึกษาพบในการวัดและประเมินผล ได้แก่ 1) ด้านความรู้ คือ การออกข้อสอบทั้งแบบปรนัยและอัตนัยไม่สามารถวัดได้ตรงตามวัตถุประสงค์ 2) ด้านทักษะกีฬา คือ การเลือกแบบทดสอบทักษะกีฬาไม่เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียน 3) ด้านสมรรถภาพทางกาย คือ จำนวนเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบไม่เพียงพอ 4) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม คือ การวัดคุณธรรมและจริยธรรมได้ไม่ครบทุกด้าน 5) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ ขาดแบบสังเกต ที่วัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่เป็นมาตรฐาน
ผลการใช้ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติของผู้เรียน ระดับปริญญาบัณฑิต ในรายวิชาการควบคุมน้ำหนัก, วรัญญา เตชะสุขถาวร
ผลการใช้ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติของผู้เรียน ระดับปริญญาบัณฑิต ในรายวิชาการควบคุมน้ำหนัก, วรัญญา เตชะสุขถาวร
Journal of Education Studies
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองและเจตคติเมื่อทำ ควิซออนไลน์รายสัปดาห์ เครื่องมือวิจัย 1) แบบทดสอบควิซออนไลน์รายสัปดาห์ ชนิดข้อสอบหลายตัว เลือก 10 ชุด บนระบบ Blackboard 2) แบบประเมินด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง 20 ข้อ ที่ปรับ มาจาก Self-directed learning readiness scale และ 3) แบบประเมินเจตคติของผู้เรียนต่อการใช้ ควิซออนไลน์ 10 ข้อ กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตปริญญาตรีที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการควบคุมนํ้าหนัก ปีการศึกษา 2558 จำนวน 123 คน ดำเนินการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองในสัปดาห์ที่ 2, 7 และ 12 และเก็บข้อมูลด้านเจตคติของผู้เรียนในสัปดาห์ที่ 2 และ 12 ผลคะแนนแบบประเมินด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองใน 3 ครั้ง วิเคราะห์ด้วยค่าสถิติ Repeated ANOVA พบว่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และวิเคราะห์ผลเปรียบเทียบทางด้าน เจตคติ 2 ครั้ง ด้วยค่าสถิติ Paired t-test พบว่าด้านที่มีผลต่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือ การทำควิซออนไลน์ รายสัปดาห์ช่วยลดเวลาการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบกลางภาค/ปลายภาคได้ จึงสรุปได้ว่า ควิซออนไลน์ รายสัปดาห์ไม่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง แต่ช่วยผู้เรียนบริหารจัดการเวลาอ่านหนังสือเพื่อ เตรียมสอบได้น้อยลง
Nurturing Undergraduates' Innovation Skills In Creative Faculties In Thailand, Sawitree Sutthijakra
Nurturing Undergraduates' Innovation Skills In Creative Faculties In Thailand, Sawitree Sutthijakra
Journal of Education Studies
Higher education plays a crucial role in developing innovative graduates who have been increasingly sought out by firms offering new and creative products or services to escape from a price-war competition. This paper attempts to investigate how universities can equip students with innovation skills so that students can become innovative graduates. Through a qualitative approach, in-depth interviews with twenty seven deans and three deputy deans of thirty creative faculties in ten universities in Bangkok, Thailand, and documentation were employed. The results show that creative faculties deploy a multi-disciplinary approach and collective learning to nurture students' innovation skills through three mechanisms, …
รูปแบบการจัดการศึกษานอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษา, สมใจ จงรักวิทย์
รูปแบบการจัดการศึกษานอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษา, สมใจ จงรักวิทย์
Journal of Education Studies
สุนทรียะ คือ ความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่งดงามหรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือ งานศิลปะ ที่พัฒนาได้ด้วยการศึกษาและฝึกฝนจนเป็นนิสัย เกิดรสนิยม ซึ่งเป็นพื้นฐานที่มีคุณค่าต่อคุณภาพ ของชีวิตมนุษย์ การจัดการศึกษาทางด้านสุนทรียะมีความสำคัญต่อนักเรียนในวัยประถมศึกษาที่ควรได้รับ การวางรากฐานของพัฒนาการที่ดีอันจะทำให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ที่มีสุนทรียภาพ พหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผน เป็นทฤษฎีการจัดการเรียนการสอนศิลปศึกษาที่เน้นการบูรณาการความรู้ 4 แกน คือ ประวัติศาสตร์ศิลป์ ศิลปปฏิบัติ ศิลปวิจารณ์และสุนทรียภาพ ซึ่งเป็นแกนที่สำคัญต่อการพัฒนานักเรียนและจัดการเรียนรู้ให้ นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงด้านสุนทรียะด้วยการจัดการศึกษานอกสถานที่ เพื่อให้นักเรียนได้สังเกต สำรวจสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มี ความละเอียดอ่อนลึกซึ้งในการคิดพิจารณาและส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียน ซึ่งรูปแบบการจัดการศึกษา นอกสถานที่ร่วมกับพหุศิลปศึกษาเชิงแบบแผนเพื่อส่งเสริมสุนทรียะของนักเรียนประถมศึกษามี 7 ขั้นตอน คือ (1) กำหนดกิจกรรมการไปทัศนศึกษา (2) สำรวจสถานที่จริง (3) วางแผนจัดกิจกรรมการศึกษา นอกสถานที่ (4) จัดเตรียมเอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกิจกรรม (5) จัดการเรียนรู้เกี่ยวกับบุคคลและ สถานที่ก่อนการไปทัศนศึกษา (6) จัดกิจกรรมตามแผนและกำหนดการที่วางไว้ และ (7) สรุป ประเมินผล และรายงานผล เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมต่อไป
ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา: การพัฒนาโมเดลและแบบวัดออนไลน์, ภูมิ พระรักษา, วนิดา สิมพล, ศิริเดช สุชีวะ
ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา: การพัฒนาโมเดลและแบบวัดออนไลน์, ภูมิ พระรักษา, วนิดา สิมพล, ศิริเดช สุชีวะ
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโมเดลการวัด พัฒนาเครื่องมือวัดออนไลน์ และศึกษาระดับ ทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนประถมศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ 11 คน และ นักเรียน 646 คน โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม ทฤษฎี การตอบสนองข้อสอบแบบพหุมิติ และความตรงเชิงโครงสร้างโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่า โมเดลการวัดทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานของนักเรียนมี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความยืดหยุ่นและการปรับตัว 2) ความคิดริเริ่มและการชี้นำตนเอง 3) ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ ข้ามวัฒนธรรม 4) การเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด และ 5) ภาวะผู้นำและความรับผิดชอบ เครื่องมือใน การวิจัยเป็นแบบวัดออนไลน์ 22 ข้อ เป็นการวัดการตัดสินใจเชิงสถานการณ์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก ตอบถูก ได้ 1 ตอบผิดได้ 0 โมเดลการวัด มีความตรงเชิงโครงสร้าง ด้วยค่า ?2 = 50.302, df = 37, p = 0.0711, CFI = 0.990, TLI = 0.986, RMSEA = 0.024, SRMR = 0.025 มีค่าอำนาจจำแนก (r) 0.1441 ถึง 0.5233 และค่าความยาก (p) 0.42 ถึง 0.88 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .818 ค่าพารามิเตอร์อำนาจจำแนก 0.29 ถึง 3.04 ค่าพารามิเตอร์ความยาก -2.01 ถึง 1.31 แสดงว่า แบบวัดมีค่าความยากและอำนาจจำแนก ปานกลาง มีความเที่ยงสูงและนักเรียนมีทักษะการดำรงชีวิตและการทำงานอยู่ในระดับมาก
The Social Determinant Factors And Policy Recommendations For An Efficient Management Of State Educational Funding: A Case Of Vocational Education In Thailand, Damrong Tumthong, Patcharin Sirasoonthorn, Robin Humphrey, Aumporn Lincharoen, Taweesak Siripornpaibu
The Social Determinant Factors And Policy Recommendations For An Efficient Management Of State Educational Funding: A Case Of Vocational Education In Thailand, Damrong Tumthong, Patcharin Sirasoonthorn, Robin Humphrey, Aumporn Lincharoen, Taweesak Siripornpaibu
Journal of Education Studies
This article has two major objectives; to analyze the factors affecting the state's education funding for vocational education, and to provide policy recommendations for a better management. The authors applied the embedded design of mixed method. Four hundred samples from student-borrowers of vocational education were selected from a stratified three-stage cluster sampling. The rating scale questionnaires were employed and the multiple regression was applied for the data analysis. Qualitative research's grassroots technique was later applied through an in-depth interview of 10 student-borrowers of vocational education in Northeastern Thailand. The content analysis was used to assess the results. Results of the …
เด็กปฐมวัยกับการเป็นพลเมืองดิจิทัล: โอกาสหรือความเสี่ยง, กุลชาติ พันธุ์วรกุล, เมษา นวลศรี
เด็กปฐมวัยกับการเป็นพลเมืองดิจิทัล: โอกาสหรือความเสี่ยง, กุลชาติ พันธุ์วรกุล, เมษา นวลศรี
Journal of Education Studies
เด็กปฐมวัยอยู่ในช่วงวัยที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคที่มีการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง เด็กวัยนี้จึงจําเป็นต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างโอกาสสําคัญใน การเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อภายใต้มิติแห่งความหลากหลายด้านสื่อเทคโนโลยี ซึ่งบทความฉบับนี้ได้นําเสนอองค์ประกอบเกี่ยวกับสภาพการณ์ในปัจจุบันของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กไทย คุณค่าของการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีต่อเด็กปฐมวัย ปัจจัยและความเสี่ยงในยุคดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัย รวมถึงการสร้างโอกาสให้แก่เด็กปฐมวัยสู่การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล โดยมีครูและ ผู้ปกครองเป็นกลไกสําคัญในการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ ผ่านบทบาทการเป็นแบบอย่างที่ดี มีความสามารถในการคัดกรองสื่อที่มีคุณภาพ และมีทักษะในการประสานความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเด็ก พัฒนาไปสู่การเกิดทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัล หรือที่เรียกว่า "ความฉลาดทางดิจิทัล"
การพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์ โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล, ปุณยวีร์ จิโรภาสวรพงศ์, วรวรรณ เหมชะญาติ, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ
การพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์ โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง เพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล, ปุณยวีร์ จิโรภาสวรพงศ์, วรวรรณ เหมชะญาติ, ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดของรูปแบบการจัดประสบการณ์โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล โดยการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการสอนภาษาอังกฤษสําหรับเด็กอนุบาล การสลับภาษา วิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทาง ความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศกรอบแนวคิดของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการของรูปแบบ 4 ประการ คือ (1) การพัฒนาทักษะการฟังอย่างเข้าใจ (2) การออกคําสั่งและทําท่าทางประกอบ (3) การใช้ภาษาแม่สลับกับภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ และ (4) ตรวจสอบความเข้าใจของเด็กอย่างสม่ําเสมอ ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน 4 ขั้น คือ (1) ขั้นทบทวนความรู้ (2) ขั้นสาธิตให้ดู (3) ขั้นฝึกปฏิบัติ และ (4) ขั้นสรุปความเข้าใจ การประเมินผลความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลใน 2 ด้าน คือ ด้านการเข้าใจความหมายของคําศัพท์/ประโยคที่ฟัง และด้านการถ่ายโอนข้อมูลจากสิ่งที่ฟัง ซึ่งกรอบแนวคิดที่ได้จะนําไปพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดประสบการณ์โดยบูรณาการการสลับภาษาและวิธีการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลต่อไป
การวิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, เมษา นวลศรี
การวิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, เมษา นวลศรี
Journal of Education Studies
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 2) เปรียบเทียบความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จําแนกตามเพศกลุ่มสาขาวิชาที่เรียน และชั้นปี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาจํานวน 250 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงสรุป อ้างอิง ได้แก่ t-test และ F-test ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีระดับความสุขในการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.88, SD = 0.50) และ 2) ความสุขในการเรียนรู้ของนักศึกษาไม่แตกต่างกันตามเพศ กลุ่มสาขาวิชา และ ชั้นปี
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของแรงงานไทย สำหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม, รวิกรานต์ นันทเวช, วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของแรงงานไทย สำหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม, รวิกรานต์ นันทเวช, วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และสังเคราะห์ทักษะการปฏิบัติงานของแรงงานไทยสําหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม 2) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาทักษะการปฏิบัติงานของแรงงานไทยสําหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรม และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตของแรงงานไทยสําหรับสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมกลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ได้แก่ แรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรมจํานวน 400 คน กลุ่มตัวอย่างในการพัฒนารูปแบบคือ แรงงาน ไทย 24 คนที่อาสาสมัครเข้าร่วมดําเนินการทดลองจํานวน 100 ชั่วโมง ผลการวิจัยพบว่า 1. ทักษะที่แรงงานไทยในสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมต้องการเรียนรู้มากที่สุด 3 ด้าน คือ ทักษะการใช้เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ทักษะด้านความปลอดภัยในการทํางาน และ ทักษะการสื่อสารในองค์กร 2. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิต พบว่า แรงงานไทยในสถานประกอบการภาคอุตสาหกรรมมีทักษะการปฏิบัติงานสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 05 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ (1) ความรู้ (2) ทักษะการปฏิบัติงาน และ (3) ระดับการเรียนรู้ด้วยการนําตนเอง 3. ปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ประกอบด้วย ปัจจัยสนับสนุน คือ ความสนใจใฝ่รู้ของผู้เรียนบทบาทของผู้สอน สื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการนิเทศฝึกปฏิบัติ ส่วนปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการนํารูปแบบไปใช้ ประกอบด้วย ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม สถานที่ในการจัดกิจกรรม ความพร้อมของอุปกรณ์และระบบเครือข่าย และความพร้อมในการเรียนรู้ของผู้เรียน
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหารสถานศึกษานิติบุคคล ระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหารสถานศึกษานิติบุคคล ระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สฎายุ ธีระวณิชตระกูล
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจําเป็น พัฒนาและประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองสําหรับผู้บริหารสถานศึกษานิติบุคคลระดับประถมศึกษา สังกัดสํานักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการวิจัยแบบผสม 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ประเมินความต้องการจําเป็นในการฝึกอบรม จากกลุ่มตัวอย่าง จํานวน 485 คน 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองฯ จากผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 13 คน และ 3) ประเมินผลการใช้หลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครอง ฯ จากผู้อํานวยการสถานศึกษา กลุ่มนําร่องจํานวน 40 คน และทําการติดตามผลการนําไปใช้ประโยชน์เมื่อเสร็จสิ้นการอบรมไปครบ 1 ปี
ผลการวิจัยพบว่า
1. ความต้องการจําเป็นในการฝึกอบรมกฎหมายปกครองสําหรับผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก
2. หลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองฯ มีจํานวนรวม 32 ชั่วโมง โครงสร้างของเนื้อหาประกอบด้วย 4 ส่วน โดยผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของหลักสูตรมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก
3. ผู้บริหารสถานศึกษาฯ ที่เข้ารับการฝึกอบรมตามหลักสูตรฝึกอบรมกฎหมายปกครองฯ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์เรื่องกฎหมายปกครองฯ สูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนการเข้ารับการฝึกอบรม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และการประเมินติดตามผลหลังการอบรมผ่านไปครบ 1 ปีการศึกษา พบว่า ผู้บริหารมีความรัดกุม รอบคอบในการทํานิติกรรมทางปกครองมากขึ้น
ผลการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์ที่มีต่อทักษะการวาดภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, สุปราณี ชมจุมจัง, ขนบพร แสงวณิช
ผลการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์ที่มีต่อทักษะการวาดภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6, สุปราณี ชมจุมจัง, ขนบพร แสงวณิช
Journal of Education Studies
การวิจัยเรื่อง ผลการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์ที่มีต่อทักษะการวาดภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์ที่มีต่อทักษะการวาดภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบ Pretest-posttest one group design ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยจํานวน 8 สัปดาห์ ๆ 1 ครั้งละ ๆ 50 นาที กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนวัดชัยมงคล สังกัดสํานักงานกรุงเทพมหานคร ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบการวาดภาพก่อนและหลังเรียน แผนการสอนโดยใช้กิจกรรมมิติสัมพันธ์ และแบบวัดเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย สถิติร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบ t-test
ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์มีผลคะแนนการวาดภาพหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 และผลการวิเคราะห์แบบวัดเจตคติที่มีต่อการจัดกิจกรรมมิติสัมพันธ์พบว่า เด็กส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมที่จัดขึ้นมาก คิดเป็นร้อยละ 86.7
ความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กในห้องเรียนอนุบาล, อภิพร เป็งปิง
ความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กในห้องเรียนอนุบาล, อภิพร เป็งปิง
Journal of Education Studies
บทความนี้นําเสนอความสําคัญของความเข้มแข็งทางจิตใจที่มีต่อเด็กวัยอนุบาล ซึ่งความเข้มแข็งทางจิตใจนั้นเป็นศักยภาพที่สําคัญในการดําเนินชีวิตของมนุษย์ เป็นสิ่งสําคัญที่ช่วยให้เด็กปฐมวัยสามารถใช้ชีวิตประจําวันได้อย่างมีความสุข เด็กที่มีความเข้มแข็งทางจิตใจเป็นเกราะป้องกัน จะสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ โดยการใช้ทักษะทางอารมณ์และสังคม รวมถึงการแก้ปัญหาที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เด็กผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านั้นได้ ครูอนุบาลมีบทบาทสําคัญในการส่งเสริมให้เด็กเกิดความเข้มแข็งทางจิตใจ โดยปฏิบัติตามแนวปฏิบัติที่สําคัญในการส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจในห้องเรียนอนุบาล ได้แก่ (1) การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่สนับสนุนให้เด็กเกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย มีความเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในตนเอง และไว้วางใจ เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้คนรอบตัวและ (2) การจัดการเรียนรู้ เป็นการจัดกิจกรรมหรือประสบการณ์ที่เสริมสร้างทักษะทางสังคมและการจัดการอารมณ์ของเด็กผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติที่หลากหลาย สร้างค่านิยมเชิงบวก ส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ใหม่ รับรู้ตนเองตามความเป็นจริง ตระหนักถึงการยอมรับผลการกระทําของตนเองทั้งทางบวกและทางลบ ร่วมกันสร้างข้อตกลงและมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงที่สร้างขึ้น มีทักษะในการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ อย่างสร้างสรรค์
ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จาตุรนต์ มหากนก, สุนันทา ศรีศิริ, พิมพา ม่วงศิริธรรม
ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จาตุรนต์ มหากนก, สุนันทา ศรีศิริ, พิมพา ม่วงศิริธรรม
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านที่มีต่อคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จํานวน 56 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม คัดเลือกแบบเจาะจงโดยใช้คะแนนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ ได้แก่กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 (19 คน) ได้รับวิดีโอการเรียนรู้ แหล่งข้อมูลเพื่อการสืบค้น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองก่อนมีกิจกรรมในห้องเรียน กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 2 (19 คน) ได้รับกิจกรรมในห้องเรียน จากนั้นศึกษาวีดิโอการเรียนรู้ แหล่งข้อมูลเพื่อการสืบค้น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และกลุ่มควบคุม (18 คน) ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษา จํานวน 3 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สื่อการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้ และแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา การทดสอบความแตกต่างก่อนและหลังด้วยวิธีวิลคอกซัน การทดสอบด้วยวิธีแบบครัสคาล วอลลิส การวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการบอนเฟอโรนี
ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 และ 2 มีคะแนนเฉลี่ยคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการทดลองแตกต่างกับก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) กลุ่มควบคุม มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการทดลองแตกต่างกับก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (3) หลังการทดลอง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 และ 2 มีคะแนนเฉลี่ยคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะ แตกต่างกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) หลังการทดลอง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มทดลองกลุ่มที่ 1 และ 2 มีคะแนนเฉลี่ยคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านใฝ่เรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยใช้รูปแบบฟิตส์ที่มีต่ออาการปวดคอ ไหล่ และหลังของบุคลากรทางการศึกษา, อภิรมย์ อาทิตย์ตั้ง, จินตนา สรายุทธพิทักษ์
ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยใช้รูปแบบฟิตส์ที่มีต่ออาการปวดคอ ไหล่ และหลังของบุคลากรทางการศึกษา, อภิรมย์ อาทิตย์ตั้ง, จินตนา สรายุทธพิทักษ์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้รูปแบบฟิตส์เพื่อลดอาการปวดคอ ไหล่ และหลังของบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรทางการศึกษา 50 คน ในเขตกรุงเทพมหานคร ระยะเวลาในการดําเนินการวิจัย 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้รูปแบบฟิตส์ 2) แบบสอบถามการปฏิบัติเพื่อลดอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง และ 3) แบบสอบถามอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนการปฏิบัติและอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง โดยการทดสอบค่าที่
ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนการปฏิบัติตนเพื่อลดอาการปวดคอ ไหล่ และหลังของกลุ่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการปวดคอ ไหล่ และหลังของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง และระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนด้วยการทำงานในสภาพจริง, อลงกต ยะไวทย์, ณัฐวัฒน์ วงษ์ชวลิตกุล
การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนด้วยการทำงานในสภาพจริง, อลงกต ยะไวทย์, ณัฐวัฒน์ วงษ์ชวลิตกุล
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนด้วยการทํางานในสภาพจริง และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับ ปวส. สาขาวิชาเทคนิคการผลิต 20 คน พี่เลี้ยง 20 คน และนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการจัดการ 16 คน พี่เลี้ยง 16 คน ในสถานประกอบการ 6 แห่ง เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ และระบบการจัดสภาวะแวดล้อมการเรียนในสภาพจริง ทําการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังเรียนด้วยค่าที
ผลการวิจัย เป็นดังนี้
1. ผลการศึกษาและสร้างสภาวะแวดล้อมการเรียนด้วยการทํางานในสภาพจริง ได้ระบบซึ่งประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การเตรียมการ 2) การเรียนการสอนในสภาพจริง 3) การให้คําปรึกษา 4) พัฒนาการของผู้เรียนตามผลลัพธ์การเรียนรู้ 5) ประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และ 6) ผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน มีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก
2. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระดับคะแนนผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในสภาวะ แวดล้อมการเรียนด้วยการทํางานในสภาพจริงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แนวทางการจัดกิจกรรมเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองต้นแบบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ชิตาพร เอี่ยมสะอาด, พัชรินทร์ จันทร์ส่องแสง, เสาวภาคย์ สว่างจันทร์, ชนิดา ชาตา
แนวทางการจัดกิจกรรมเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยผู้ปกครองต้นแบบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ชิตาพร เอี่ยมสะอาด, พัชรินทร์ จันทร์ส่องแสง, เสาวภาคย์ สว่างจันทร์, ชนิดา ชาตา
Journal of Education Studies
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวทางการจัดกิจกรรมที่ผู้ปกครองต้นแบบใช้เสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็กช่วงปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มีประสบการณ์เลี้ยงลูกให้ประสบผลสําเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน จํานวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ การสัมภาษณ์เชิงลึกวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสรุปอุปนัย
ผลการวิจัย พบว่า แนวทางการจัดกิจกรรมที่ผู้ปกครองต้นแบบใช้เสริมสร้างการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยที่ให้ทําให้ประสบผลสําเร็จในชีวิตเกิดจากแนวคิด ความเชื่อ ความรู้สึกยอมรับจากประสบการณ์ตรง 5 ประการ ได้แก่ 1) การฝึกให้รู้จักรับผิดชอบด้วยการทํางาน 2) การใช้เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์ 3) การกํากับติดตามอย่างต่อเนื่อง 4) การเป็นโค้ช 5) การใช้หลักธรรมทางศาสนา ภายใต้ความเชื่อเรื่องธรรมชาติการเรียนรู้ตามวัย การจัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ การให้อิสระทางความคิดและเวลา ความเสมอต้นเสมอปลายในความรักและเอาใจใส่ และใช้กิจกรรมในหมวดงานบ้าน 10 กิจกรรม หมวดงานครัว 10 กิจกรรม หมวดกิจวัตรประจําวัน 12 กิจกรรม หมวดงานอดิเรกและนันทนาการ 13 กิจกรรม จากการให้ลูกทํากิจกรรมดังกล่าว พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ชนิดของกิจกรรม ลักษณะของสื่ออุปกรณ์ วิธีการขั้นตอนที่เด็กมีส่วนร่วม บทบาทของผู้ปกครองในการกระตุ้นคิด จูงใจให้สังเกต ใช้คําถามชวนคิดการตอบข้อสงสัย ยอมรับการกระทําของเด็ก และเป็นแบบอย่าง
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เน้นแบบอย่างและกลวิธีตามแนวคิดของเมย์เนสและจูเลียน-ชูลต์ซ ที่มีต่อความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5, ณิชาพร เจริญวานิชกูร, ไพโรจน์ น่วมนุ่ม
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เน้นแบบอย่างและกลวิธีตามแนวคิดของเมย์เนสและจูเลียน-ชูลต์ซ ที่มีต่อความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5, ณิชาพร เจริญวานิชกูร, ไพโรจน์ น่วมนุ่ม
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มปกติ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลองก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาพัฒนาการของความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จํานวน 90 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง จํานวน 44 คน และกลุ่มควบคุม จํานวน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความรู้ทางคณิตศาสตร์และแบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และใบงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถใน การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียน กลุ่มทดลองมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนกลุ่มทดลองมีพัฒนาการของความรู้ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบเป็นระยะจากก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน