Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 91 - 120 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
Comparative Study Of Environmental Impacts Of End-Of-Life Management Approaches For Air Conditioners Using Lca., Viveha Sriskandaraja
Comparative Study Of Environmental Impacts Of End-Of-Life Management Approaches For Air Conditioners Using Lca., Viveha Sriskandaraja
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The amount of e-waste generated worldwide has surpassed 62 million tons, which has created consequences related to the management and disposal of e-waste. The primary concern regarding air-conditioners is waste management, as these units consist of plastics, metals, hazardous materials, and refrigerants. Improper disposal or leakage of refrigerants poses a significant greenhouse gas threat that accelerates climate change. The end-of-life (EOL) stage is often overlooked in the management of discarded air-conditioners. Therefore, this study focuses on filling the knowledge gap regarding the comparison of EOL management methods and analysing the effectiveness of regulated management methods. This study aims to use …
Comparison Of Vat Exemptions In Korea And Thailand, Youngun Lim
Comparison Of Vat Exemptions In Korea And Thailand, Youngun Lim
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Value Added Tax (VAT) is a relatively recent innovation compared to traditional taxes such as income and property taxes. Nevertheless, it has been rapidly adopted across jurisdictions worldwide due to its efficiency and revenue-generating capacity. As a general consumption tax, VAT is levied on most goods and services. However, exemptions are commonly granted in many jurisdictions for reasons of social equity, economic policy, or administrative simplicity. This study conducts a comprehensive comparative analysis of VAT exemption regimes in two major Asian economies—South Korea and Thailand—both of which have established mature VAT systems. The research focuses on examining each country’s …
The Popularity Of The Untamed In Thailand And I Told Sunset About You In China : Reciprocal Fandom And Cultural Diplomacy, Yuanwei Gao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to explore cross-cultural fan interactions between China and Thailand and their influence on cultural diplomacy. In recent years, television dramas from both China and Thailand have gained remarkable popularity in the respective countries. Among various types of dramas, BL (Boys’ Love) dramas stand out as a typical case of transnational fan interaction due to their large cross-border audience and highly active online and offline interaction. Among them, the Chinese TV drama The Untamed (Chen Qing Ling) has received wide attention in Thailand, and the Thai TV drama I Told Sunset About You (แปลรักฉันด้วยใจเธอ) has sparked heated discussions …
Global Englishers Language Teaching Perceptions And Practices Of Vietnamese Preservice English Teachers, Vu Hoai Nhan Dang
Global Englishers Language Teaching Perceptions And Practices Of Vietnamese Preservice English Teachers, Vu Hoai Nhan Dang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This mixed-methods study explores how Vietnamese preservice English teachers perceive and practice Global Englishes Language Teaching (GELT). In Phase 1, 100 third- and fourth-year preservice teachers completed a 24-item perceptions questionnaire, and six of them participated in in-depth interviews. Mean questionnaire responses were at the “Agree” level (M = 3.52 on a 5-point scale), indicating broad acceptance of GELT while still revealing gaps in training and materials, especially in using English varieties, integrating intercultural communication, and implementing GELT-oriented activities. Building on these findings, Phase 2 invited 30 volunteers from the original cohort to complete pre- and post-intervention questionnaires, while six …
Spatio-Temporal Variation, Source Apportionment, And Health Risk Assessment Of Pm2.5 In The Urban Park Of Bangkok, Yan Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study presents a comprehensive analysis of PM2.5 pollution in urban parks across Bangkok, Thailand, investigating its spatio-temporal variations, chemical composition, sources, and associated health risks. PM2.5 samples were collected from six urban parks during wet and dry seasons in 2021 (peak COVID-19 lockdown), 2022 (post-lockdown), and 2024. Chemical characterization revealed that carbonaceous species (OC, EC, WSOC) were the dominant components, contributing 29.4% to 47.8% of PM2.5 mass. Concentrations were significantly higher in the dry season (mean: 19.9 ± 9.0 μg/m³ at Chulalongkorn Park) than the wet season (13.6 ± 6.6 μg/m³), with dry-season levels exceeding the WHO 24-hour guideline …
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
ความเหลื่อมล้ำ และปัจจัยในการเข้าถึงการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย, ชุติมา ชุรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์เชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหลื่อมล้ำและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2566 การศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากฐานข้อมูลการใช้บริการสุขภาพของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และระบบประกันสังคม รวมทั้งสิ้น 202,776 ครั้ง จากผู้ป่วย 49,219 ราย และ (2) การสำรวจจำนวนแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลตในสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพทั่วประเทศ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินระดับปานกลางถึงรุนแรงได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตเพียงร้อยละ 3.28 ขณะที่ร้อยละ 96.11 ได้รับการรักษาด้วยยารับประทาน และร้อยละ 0.61 ได้รับยาชีวโมเลกุล นอกจากนี้ยังพบความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการตามสถานะเศรษฐกิจและสังคม โดยกลุ่มที่มีระดับรายได้สูงมีโอกาสเข้าถึงการรักษาด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลตมากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำ (Concentration Index = 0.215) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ กลุ่มอายุ ชนิดของโรคสะเก็ดเงิน สิทธิการรักษาพยาบาล พื้นที่ที่พักอาศัย สถานะเศรษฐกิจและสังคม และการกระจายทรัพยากรด้านบริการสุขภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีทั้งแพทย์ผิวหนังและเครื่องฉายรังสีอัลตราไวโอเลต เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษามากขึ้นถึง 2.71 เท่า เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรดังกล่าว (OR = 2.71; 95% CI: 1.06-6.94) ข้อค้นพบจากการศึกษานี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ โดยเน้นการกระจายทรัพยากรบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือเฉพาะทางอย่างเหมาะสมและทั่วถึง ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความครอบคลุม เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทของระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย
ปัจจัยด้านการทำงานและปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร, ปาลิตา ราชมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเชิงภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือในการใช้ยาและระดับความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยวัยทำงานที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 402 คน คัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บข้อมูลในช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2568 แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล, ปัจจัยด้านการใช้ยา, ปัจจัยด้านการทำงาน และความร่วมมือในการใช้ยา ซึ่งได้จากแบบประเมิน Medication Adherence Questionnaire-20 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปร และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบหลายตัวแปร ด้วยสถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความร่วมมือในการใช้ยาในระดับเพียงพอร้อยละ 89.80 เมื่อควบคุมปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลแล้ว พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้ามกับความร่วมมือในการใช้ยามีดังนี้ ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง (6-10 ปี) การสูบบุหรี่ วิธีการลดการบริโภคเกลือ โดยการเลือกซื้ออาหาร และเวลาในการรับประทานอาหารไม่สม่ำเสมอในวันทำงาน ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีโปรแกรมหรือระบบที่ออกแบบเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีระยะเวลาป่วยนาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ควรแตกต่างจากโปรแกรมสำหรับผู้ป่วยใหม่ นอกจากนี้ ผู้ให้บริการสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ และเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ต่อการควบคุมความดันโลหิต รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับปริมาณโซเดียมที่แฝงในอาหารแปรรูปและวิธีการอ่านฉลากโภชนาการอย่างถูกต้อง และควรจัดเตรียมแผนการใช้ยาที่ยืดหยุ่นและคำแนะนำในการจัดการกับกิจวัตรประจำวันเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาและผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
ประสิทธิผลของโครงการออนไลน์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสม และป้องกันการกระทำรุนแรงต่อเด็กในประเทศไทย: การศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม, วิไลวรรณ ผ่องแผ้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: ความรุนแรงต่อเด็กยังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ หลักสูตร ParentChat ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรงต่อเด็กและส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็กเชิงบวกโดยใช้รูปแบบผสมผสานผ่านออนไลน์และกระบวนการกลุ่ม การวิจัยมีวัตถุประสงค์: เพื่อประเมินประสิทธิผลของหลักสูตรต่อการลดการกระทำรุนแรงต่อเด็ก และผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูและสุขภาวะครอบครัว โดยวิธีการ: การทดลองแบบสุ่มระดับคลัสเตอร์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 12 แห่ง ในจังหวัดอุดรธานี ผู้เข้าร่วมคือพ่อแม่หรือผู้ดูแลของเด็ก 2–17 ปี จำนวน 240 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในอัตรา 1:1 ประเมินผลโดยสัมภาษณ์แบบพบตัวในช่วงเริ่มต้นและหลังจบโครงการ 1 เดือน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Generalized Estimating Equations (GEE) ที่ปรับตามชนิดของตัวแปร (Poisson และ Linear models) ผลการศึกษา: การวิเคราะห์เชิงพรรณนาพบแนวโน้มการลดลงของการกระทำรุนแรงต่อเด็กในทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เชิงอนุมานหลังสิ้นสุดโครงการ พบว่ากลุ่มทดลองมีอัตราการกระทำรุนแรงทางร่างกายลดลงร้อยละ 54 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Adjusted IRR = 0.46; 95% CI: 0.23, 0.88) ขณะที่มิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจพบการลดลงในกลุ่มควบคุมที่เด่นชัดกว่ากลุ่มทดลอง (Adjusted IRR = 2.41; 95% CI: 1.24, 4.67) และไม่พบความแตกต่างของการกระทำรุนแรงในภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ (Adjusted IRR = 1.15; 95% CI: 0.71, 1.86) สำหรับผลลัพธ์รอง ส่วนใหญ่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่ผู้ดูแลระบุว่าเป็นปัญหามากที่สุดซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (coefficient = -0.51; 95% CI: -1.01, -0.01)สรุปผล: ในระยะสั้น หลักสูตรสามารถลดการกระทำรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กที่เป็นปัญหาได้ แต่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงในมิติด้านการกระทำรุนแรงทางจิตใจและภาพรวม ผลการศึกษาสะท้อนข้อจำกัดจากประชากรที่มีระดับความเสี่ยงตั้งต้นต่ำ ซึ่งอาจลดความไวในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ และข้อจำกัดเกี่ยวกับหลักสูตรที่ต้องการวิจัยเพิ่มเติม
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแลในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม, พันธุ์ธัช ผลิโกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยพรรณาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความทนต่อการทำงานเป็นกะ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะของพยาบาลวิชาชีพ ผู้ช่วยพยาบาล และพนักงานให้การดูแล โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ดำเนินการเก็บข้อมูลช่วงเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 302 คน โดยใช้เครื่องมือในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ แบบสอบถามประเมินอาการนอนไม่หลับ Athens Insomnia Scale ฉบับภาษาไทย แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามประเมินความอ่อนล้าของ ไปเปอร์ ฉบับปรับปรุง ภาษาไทย และแบบสอบถามวัดการรับรู้ต่อสุขภาพของตนเอง EQ - 5D - 5L ฉบับภาษาไทย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างตัวแปร และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ การศึกษานี้ประเมินความทนต่อการทำงานเป็นกะด้วยวิธี composite Z – score จากการรวมคะแนน Z – score ของแต่ละแบบสอบถามที่วัดปัญหา หรือความผิดปกติที่สัมพันธ์กับความทนต่อการทำงานเป็นกะ ซึ่งพบว่าในกลุ่มประชากร มีคนที่มีความทนต่อการทำงานเป็นกะสูง ร้อยละ 53.0 และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความทนสูงต่อการทำงานเป็นกะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ การไม่มีบุตร (AOR = 1.68; 95% CI: 1.02 – 2.79) สถานะทางการเงินพอดีตัว (AOR = 3.96; 95% CI: 2.16 – 7.27) สถานะทางการเงินมีเหลือใช้ (AOR = 3.00; 95% CI: 1.38 – 6.54) ไม่งีบหลับระหว่างทำงานกะเลย หรืองีบหลับนาน ๆ ครั้ง (AOR = 2.09; 95% CI: 1.26 – 3.47) ไม่ใช้ยาที่มีผลต่อการนอนหลับเลย หรือใช้นาน ๆ ครั้ง (AOR …
สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร
สุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, ณัชชา ลิ้มวัฒนายากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสุขภาพจิตของพระภิกษุในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ภาวะเครียด และการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตและการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระภิกษุจํานวน 390 รูป ซึ่งได้รับการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง (Rosenberg Self-esteem Scale: RSES-TR-10 ฉบับภาษาไทย) และแบบประเมินภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล และภาวะเครียด (Depression, Anxiety, Stress Scale: DASS-21 ฉบับภาษาไทย) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าพิสัยควอไทล์ สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Mann Whitney U test, Kruskal Wallis test, Spearman’s rank correlation และ Multiple stepwise regression analysis ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 72.3) มีคะแนนเฉลี่ย 31.36 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.51) และค่ามัธยฐาน 30 (ค่าพิสัยควอไทล์ 29-34) ภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ 73.6) มีคะแนนเฉลี่ย 3.15 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.94) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) ภาวะวิตกกังวลอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ56.4) มีคะแนนเฉลี่ย 3.54 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.80) และค่ามัธยฐาน 3 (ค่าพิสัยควอไทล์ 1-5) และภาวะเครียดอยู่ในระดับปกติ (ร้อยละ86.4) มีคะแนนเฉลี่ย 4.63 (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.00) และค่ามัธยฐาน 5 (ค่าพิสัยควอไทล์ 2-6) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล …
ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ
ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทย : กรณีศึกษาครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล, กิตติภพ พินิชการ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา “ชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยบ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล” ในฐานะบ้านครูดนตรีไทยในปัจจุบันที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายวัยและอาชีพผ่านการเรียนรู้ซอสามสาย การรวมวงดนตรีไทย และการพบปะทางสังคม โดยใช้กรอบแนวคิดชุมชนแห่งการปฏิบัติ (Communities of Practice) เป็นกรอบสำคัญในการศึกษา 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ศึกษาที่มา ขอบเขตขององค์ความรู้และเป้าหมายร่วมกันของชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 2) ศึกษาลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิกในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล 3) ศึกษากระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วมภายในชุมชนแห่งการปฏิบัติดนตรีไทยของครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพแบบชาติพันธุ์วรรณา (Ethnography) ในลักษณะกรณีศึกษา โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทุกวันเสาร์ ณ บ้านครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูเสนีย์ เกษมวัฒนากุล และสมาชิกชุมชนจำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัยผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านที่มา ขอบเขตองค์ความรู้และเป้าหมาย (Domain) ชุมชนก่อรูปขึ้นจาก การรวมตัวของผู้มีใจรักและสนใจในดนตรีไทย โดยมีซอสามสายเป็นองค์ความรู้หลัก และมีเป้าหมายร่วมกัน ในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดดนตรีไทยผ่านการปฏิบัติและเรียนรู้ร่วมกัน 2) ด้านลักษณะของความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของสมาชิก (Community) โครงสร้างความสัมพันธ์มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตรที่เอื้ออาทร เกื้อกูล และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน โดยครูเสนีย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของความปลอดภัยทางใจ และมีเครือข่ายผู้สนับสนุนทั้งภายในและภายนอกเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรม 3) ด้านกระบวนการเรียนรู้และแนวปฏิบัติร่วม (Practice) กระบวนการเรียนรู้เกิดผ่านการต่อเพลง การบรรเลงรวมวง การแลกเปลี่ยน การรับประทานอาหารร่วมกัน ตลอดจนการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเวทีการแสดงเพื่อสร้าง อัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ และสร้างการรับรู้ต่อสังคม งานวิจัยนี้ได้นำเสนอภาพระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ได้จากการถอดบทเรียน เพื่ออธิบายองค์ประกอบและเงื่อนไขในการจัดการดนตรีศึกษาแบบตามอัธยาศัยแบบหนึ่งในบริบทดนตรีไทยในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของบ้านดนตรีไทยในกรอบ บ้าน วัด วัง สู่รูปแบบ ชุมชนแห่งกัลยาณมิตรทางการปฏิบัติ ที่เน้นการเรียนรู้อย่างเปิดกว้างควบคู่กับการหล่อหลอมคุณธรรมจริยธรรม
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดทางเคมีของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, กิรณา ผาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน ก่อนเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 2. เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ 3. เพื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมวิธี รูปแบบการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Exploratory Sequential Mixed Method Design) กลุ่มเป้าหมายคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 (แผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จำนวน 10 คน ได้จากการวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ จำนวน 6 แผน ใช้เวลาในการจัดการเรียนรู้ 15 คาบเรียน และ 2. แบบประเมินสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ เป็นคำถามปลายเปิด จำนวน 7 สถานการณ์ โดยใช้ร่วมกับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อแปลความหมายสมรรถนะของผู้เรียน โดยเครื่องมือทั้ง 2 ผ่านการประเมินความตรงเชิงโครงสร้างจากผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่าจากทั้งหมด 5 ระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนส่วนใหญ่มีความถี่ของสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 1 (นักเรียน 8 คนจาก 10 คน) และสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดระดับที่ 4 ไม่ปรากฏผู้เรียนมีสมรรถนะระดับที่ 4 และหลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีความถี่ของระดับสมรรถนะในระดับที่ 1 ลดลง (นักเรียน 2 คนจาก 10 คน) และนักเรียนส่วนมากมีระดับสมรรถนะด้านตัวแทนความคิดอยู่ในระดับที่ 4 (นักเรียน 9 คนจาก 10 คน) เมื่อเปรียบเทียบผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ ก่อนและหลังเรียนต่อสมรรถนะด้านตัวแทนความคิด พบว่าค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์ ก่อนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการใช้เครื่องมือช่วยให้เห็นเป็นภาพ มีค่า 1.286 และค่ามัธยฐานของความถี่สมรรถนะด้านตัวแทนความคิดเฉลี่ยของผู้เรียน เรื่อง พันธะโคเวเลนต์หลังเรียน …
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติที่ดีต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, โประวรรตน์ ขันติวรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อการศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (2) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และ (3) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพื่อส่งเสริมทักษะปฏิบัติการเคมีและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ ปีการศึกษา 2568 จำนว 35 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งตามระยะการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 ใช้แบบสอบถามสภาพและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บอร์ดเกมร่วมกับแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ และแบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 3 ใช้แบบประเมินทักษะปฏิบัติการเคมี และแบบวัดเจตคติต่อวิชาเคมี ข้อมูลวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงบรรยาย และการทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้รวม 240 นาทีผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1) สภาพการจัดการเรียนรู้เดิมยังขาดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมทักษะปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ รวมถึงสื่อที่กระตุ้นเจตคติต่อวิชาเคมี ผู้เรียนต้องการกิจกรรมที่ช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น2) จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ ชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สามารถส่งเสริมการปฏิบัติจริง การมีปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ และการใช้แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ควบคู่กับบอร์ดเกมเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์และทักษะในห้องปฏิบัติการ3) หลังเข้าร่วมกิจกรรม ผู้เรียนมีคะแนนทักษะปฏิบัติการเคมีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 10.40 และหลังเรียนเท่ากับ 16.26 (t = 10.17, p< .001) และมีเจตคติต่อวิชาเคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 3.24 และหลังเรียนเท่ากับ 4.33 ผู้เรียนส่วนใหญ่เห็นว่าบอร์ดเกมช่วยให้เข้าใจอุปกรณ์และขั้นตอนในห้องปฏิบัติการได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสนใจที่จะเรียนวิชาเคมีมากขึ้น
การจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรณรงค์ อินพหล
การจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, จักรณรงค์ อินพหล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการอ่านและความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาที่มีต่อสมรรถนะการอ่าน และความเพลิดเพลินในการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ตัวอย่างวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 16 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบวัดสมรรถนะการอ่าน 2) แบบวัดความเพลิดเพลินในการอ่านโดยการประเมินตนเอง และ 3) แบบวัดความเพลิดเพลินในการอ่านโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ตามกลยุทธ์ การอ่านเชิงสนทนา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ (Relative Gain Score) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนาพัฒนาขั้น ประกอบด้วย 3 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นกำหนดวัตถุประสงค์และเตรียมตัวอ่าน (2) ขั้นตอบสนองต่อบทอ่าน และ (3) ขั้นประเมินค่าและคิดต่อยอดจากบทอ่าน และ 2) จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพพบว่า ได้ผลสอดคล้องกันคือนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้การอ่านตามกลยุทธ์การอ่านเชิงสนทนา มีพัฒนาการสมรรถนะการอ่านและความเพลิดเพลินในการอ่านตั้งแต่ระดับต้นขึ้นไปทุกคน
การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์
การแปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย และการศึกษาระดับจิตสำนึกของเยาวชนไทย, สุทธิแดน พลวัติจรัสวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านความยั่งยืนได้รับความสำคัญเพิ่มมากขึ้นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เนื่องจากสังคมกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจที่ทวีความซับซ้อน ส่งผลให้การเสริมสร้างความตระหนักรู้และพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของประเทศ เครื่องมือวัดจิตสำนึกความยั่งยืน เช่น Sustainability Consciousness Questionnaire (SCQ) ได้รับการพัฒนาและใช้ในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ในบริบทประเทศไทยยังไม่มีฉบับภาษาไทยที่ผ่านกระบวนการแปลและตรวจสอบคุณภาพเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือที่มีความถูกต้อง เหมาะสม และใช้ได้จริงกับเยาวชนไทยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่(1) แปลและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามวัดจิตสำนึกความยั่งยืนฉบับภาษาไทย (2) เปรียบเทียบความสอดคล้องและความคู่ขนานของโครงสร้างการวัดระหว่างเครื่องมือต้นฉบับและฉบับภาษาไทย (3) ศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยอายุ 18–19 ปีในมิติของความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมด้านความยั่งยืน การศึกษาใช้แนวทางการพัฒนาเครื่องมือ โดยดำเนินงาน 2 ขั้นตอน ได้แก่(1) การแปลและตรวจสอบคุณภาพของ SCQ ฉบับยาวและฉบับสั้นผ่านกระบวนการแปลสองทิศทาง (forward–backward translation) การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และการทดสอบความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่างเป้าหมายด้วย Cognitive Debriefing (2) การศึกษาระดับจิตสำนึกความยั่งยืนของเยาวชนไทยจำนวน 800 คน ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือพบว่า แบบสอบถามฉบับภาษาไทยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.66–1.00 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก และมีค่าความเที่ยงภายใน (Cronbach’s Alpha) เท่ากับ 0.90 สำหรับฉบับยาว และ 0.93 สำหรับฉบับสั้น ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) แสดงให้เห็นว่าโมเดลทั้งสองรูปแบบมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยฉบับยาวมีค่า χ² = 577, df = 1068, χ²/df = 0.54, CFI = 0.93, RMSEA = 0.03 และฉบับสั้นมีค่า χ² = 160, df = 54, χ²/df = 2.96, CFI = …
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายนอสตัลเจียคอร์ จากอัตลักษณ์ทุนวัฒนธรรมเพอรานากัน, ภริมา ไวทยะวิจิตร
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายนอสตัลเจียคอร์ จากอัตลักษณ์ทุนวัฒนธรรมเพอรานากัน, ภริมา ไวทยะวิจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สำหรับกลุ่มนอสตัลเจียคอร์ (Nostalgia Core) จากอัตลักษณ์ทุนวัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางใน การออกแบบสินค้าแฟชั่น เครื่องแต่งกายและไลฟ์สไตล์ รวมถึงการออกแบบในตราสินค้า ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ควบคู่กับการออกแบบสร้างสรรค์ จากแนวคิด เชิงอนุรักษ์และและยกระดับมรดกทางวัฒนธรรม จากการนำองค์ความรู้ด้านต่างๆมาออกแบบเครื่องแต่งกายร่วมกับการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มเป้าหมายนอสตัลเจียคอล (Nostalgia Core) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth-interview) โดยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาขึ้นจากการ รวบรวมเก็บข้อมูลและศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคแบบสัมภาษย์เชิงลึก (In-depth-interview) จำนวน 3 คน และเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้บริโภคตัวอย่างอีก 26 คน อีกทั้งยังเก็บข้อมูลการแต่งกายของผู้บริโภคด้วยกระบวนการเปเปอร์ดอลดาต้าเซ็ท (Paper doll data set) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการแต่งกายที่จะนำไปใช้ในกระบวนการออกแบบทั้งการออกแบบสร้างสรรค์ รายละเอียดการแต่งและเทคนิคผลจากการวิจัยพบว่า 1.) การออกแบบตราสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ สำหรับกลุ่มนอสตัลเจียคอล (Nostalgia Core) จากอัตลักษณ์ทุนวัฒนธรรมเพอรานากัน (Peranakan) เหมาะสมกับเครื่องแต่งกายในโอกาสใช้สอยแบบสังสรรค์ (Partywear) ในสไตล์เฟมินีน (Feminine) ภายใต้แนวคิดศิลปะวินเทจคิทช์ (Vintage Kitsch) โดยมีโครงร่างเงา A-line, H-line, I-line, T-line และ Trapeze 2.) แนวทางใน การสร้างตราสินค้าในระดับ B ถึง B+
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อบอัพสโตร์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรี สำหรับกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองผู้โหยหาอารมณ์โรแมนติก ในโลกสมัยใหม่จากการพัฒนาผ้าลายอย่างด้วยแนวคิดการปรับใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและนำเสนอในรูปแบบใหม่, เวณิสาว์ โชคไพบูลย์กิจ
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อบอัพสโตร์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรี สำหรับกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองผู้โหยหาอารมณ์โรแมนติก ในโลกสมัยใหม่จากการพัฒนาผ้าลายอย่างด้วยแนวคิดการปรับใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและนำเสนอในรูปแบบใหม่, เวณิสาว์ โชคไพบูลย์กิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์ตราสินค้าสำหรับป๊อปอัพสโตร์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรีที่มุ่งตอบสนองผู้บริโภคในเมืองซึ่งโหยหาอารมณ์ความรู้สึกโรแมนติกในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยการผสานระหว่างคุณค่าทางวัฒนธรรมกับความร่วมสมัยอย่างกลมกลืน งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาผ้าลายอย่างโดยใช้แนวคิดการปรับใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและนำเสนอในรูปแบบใหม่ (Cultural Reinvention) เพื่อสร้างความหมาย บทบาท และรูปแบบการใช้สอยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน รวมถึงต่อยอดศักยภาพของผ้าลายอย่างให้มีความร่วมสมัยและเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ยุคใหม่ได้มากขึ้น กระบวนการวิจัยได้มีการศึกษาแนวคิดการการปรับใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมและนำเสนอในรูปแบบใหม่ (Cultural Reinvention) ร่วมกับการศึกษาออกแบบลวดลายไทยและศิลปะไทยร่วมสมัย การออกแบบเครื่องแต่งกายและสินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการทดลองเทคนิคการอัพไซคลิ่ง (Upcycling) จากเศษผ้าที่เหลือจากการตัดเย็บเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ในสินค้าใหม่ นอกจากนี้ยังศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคคนเมืองผู้โหยหาอารมณ์โรแมนติก (Modern Romantic) ผ่านแบบสอบถามจำนวน 30 คน การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการเก็บข้อมูลรูปแบบการแต่งกายของกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการเปเปอร์ดดอลดาตา (Paperdoll Data) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบ สัดส่วน โครงร่างเงา และโอกาสใช้สอยของผลิตภัณฑ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) การออกแบบลายไทยรูปแบบใหม่ที่เข้าใจง่ายและสะท้อนความหมายร่วมสมัยควรใช้รูปทรงสิ่งของ ดอกไม้ สัตว์ และรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ รวมถึงแรงบันดาลใจจากสไตล์ตะวันตกควบคู่กับลายไทยที่ผ่านการลดทอนรูปทรงและจัดองค์ประกอบที่กระจายขึ้น (2) รูปแบบเครื่องแต่งกายที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้โหยหาอารมณ์โรแมนติก (Modern Romantic) คือ แบบที่สวมใส่ง่าย ใช้ได้หลายโอกาส โดยเฉพาะงานลำลองกึ่งทางการหรือโอกาสทำงานทางธุรกิจ (Business and Casual Party) (3) การพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ให้เหมาะสมสำหรับการจัดจำหน่ายในรูปแบบร้านชั่วคราว (Pop up Store) และเชื่อมโยงกับกิจกรรมภายในร้านเป็นองค์ประกอบหนึ่งเพื่อดึงดูดลูกค้า และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (4) แนวทางการสร้างสินค้ากลุ่มตลาดเป้าหมายอยู่ในระดับ B+ และ (5) การทดลองกระบวนการ Upcycling ชี้ให้เห็นว่า สินค้าที่เหมาะสมควรคงลวดลายผ้าไว้ชัดเจนและสามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย เช่น ผ้าพันคอ โบว์ สายผูกเอว และเข็มกลัด เป็นต้น
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายซิเลียนเนียล จากพหุวัฒนธรรม ย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร, สุประวีณ์ เอี่ยมอุดมชัย
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายซิเลียนเนียล จากพหุวัฒนธรรม ย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร, สุประวีณ์ เอี่ยมอุดมชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ สตรีสำหรับกลุ่มเป้าหมายสตรีซิเลียนเนียลจากพหุวัฒนธรรมย่านปากคลองตลาดเขตพระนคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเพื่อหาแนวทางการออกแบบสินค้าสำหรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบันจนถึงอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาและพหุวัฒนธรรม ในธุรกิจดอกไม้นานาชาติ ย่านปากคลองตลาด เริ่มตั้งแต่การศึกษาพื้นที่ย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร ถึงวัฒนธรรม ประเภทดอกไม้ และธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาย่าน พร้อมทั้งศึกษากลุ่มเป้าหมาย กลุ่มสตรีซิเลียนเนียล (Zillenial) ถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้า ช่วงอายุ ความสนใจการตลาดและรายได้ เพื่อสร้างความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและช่องว่างทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผู้วิจัยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามกลุ่มบริโภคที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น ผลจากการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ตราสินค้าป๊อปอัพสโตร์ แฟชั่นไลฟ์สไตล์สตรี สำหรับกลุ่มเป้าหมายซิเลียนเนียล โอกาสการใช้สอยในรูปแบบสังสรรค์ (Party-Party) ผ่านพหุวัฒนธรรมย่านปากคลองตลาดเขตพระนคร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในกรุงเทพมหานคร
ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ, จิรัฏฐ์ สำราญสุข
ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ, จิรัฏฐ์ สำราญสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษ โดยรวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการแปรรูปกาแฟ การคั่วกาแฟ การบดกาแฟ การชงกาแฟ ตลอดจนการประเมินคุณภาพกาแฟ จุดมุ่งหมายหลักคือเพื่อศึกษาทฤษฎีทางศัพทวิทยาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระเบียบวิธีและกระบวนการจัดทำประมวลศัพท์ พร้อมทั้งจัดทำประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในศาสตร์กาแฟพิเศษ รวมถึงผู้ที่ทำงานด้านกาแฟ นักแปล ล่าม และผู้สนใจสามารถนำประมวลศัพท์นี้ไปใช้เพื่อการอ้างอิงได้ในการจัดทำประมวลศัพท์นี้ อาศัยการศึกษาและนำทฤษฎีทางศัพทวิทยาและแนวทางการจัดทำประมวลศัพท์ของนักศัพทวิทยาหลายท่านมาปรับใช้ โดยกระบวนการทำงานแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ (1) การกำหนดหัวข้อ ขอบเขตของการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ในการจัดทำประมวลศัพท์ (2) การศึกษาทฤษฎีและระเบียบวิธีในการจัดทำประมวลศัพท์ (3) การรวบรวมและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟพิเศษเพื่อนำมาจัดทำคลังข้อมูลภาษาและคัดศัพท์จากคลังข้อมูลภาษา (4) การกำหนดมโนทัศน์สัมพันธ์ระหว่างศัพท์ที่คัดเลือก และ (5) การจัดทำบันทึกข้อมูลศัพท์เบื้องต้นและบันทึกข้อมูลศัพท์เพื่อนำเสนอศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทยผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้คือ ประมวลศัพท์เรื่องกาแฟพิเศษซึ่งประกอบด้วยศัพท์ทั้งหมด 37 คำ โดยนำเสนอเป็นกลุ่มมโนทัศน์สัมพันธ์และลำดับของมโนทัศน์สัมพันธ์ โดยการนำเสนอแต่ละศัพท์ประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์เทียบเคียงในภาษาไทย คำนิยาม ประเภททางไวยากรณ์ หมวดหมู่ บริบทอ้างอิงที่พบศัพท์ดังกล่าว มโนทัศน์สัมพันธ์พร้อมประเภทของความสัมพันธ์ รูปทางภาษาอื่นของศัพท์และข้อมูลอ้างอิง เพื่อให้เห็นลักษณะและความสัมพันธ์ ตลอดจนรูปแบบการใช้ของศัพท์ดังกล่าวอย่างชัดเจน อันเป็นประโยชน์ต่อการใช้ศัพท์เฉพาะในเชิงวิชาการและการสื่อสารในแวดวงได้อย่างถูกต้อง
การศึกษาผลกระทบของมาตรการขององค์การทางทะเลโลก ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีต่อกิจการเดินเรือระหว่างประเทศของไทย, เพ็ญศักดิ์ วิมลนิตย์
การศึกษาผลกระทบของมาตรการขององค์การทางทะเลโลก ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีต่อกิจการเดินเรือระหว่างประเทศของไทย, เพ็ญศักดิ์ วิมลนิตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขนส่งสินค้าทางทะเลมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและสามารถรองรับสินค้าปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญความท้าทายจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) กำหนดใช้ตั้งแต่ปี 2023 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อสายการเดินเรือทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ทั้งในด้านต้นทุนการดำเนินงาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงทางเลือกที่มีราคาสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลหลายเท่างานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสายการเดินเรือในประเทศไทยจากข้อกำหนดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (2) วิเคราะห์แนวทางการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และ (3) นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ขอบเขตการศึกษาเน้นบริษัทเดินเรือระหว่างประเทศที่มีฐานปฏิบัติการในประเทศไทย จำนวน 5 บริษัท และบริษัทตรวจสอบมาตรฐานอีก 2 บริษัท โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริหารและบุคลากรที่เกี่ยวข้องผลการศึกษาคาดว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเดินเรือสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการใหม่ สนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเลของไทย
ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากร ตามหลัก Vgssf กรณีศึกษา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด, กฤษณพงศ์ สุวรรณโมรา
ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากร ตามหลัก Vgssf กรณีศึกษา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด, กฤษณพงศ์ สุวรรณโมรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมและความรู้ความเข้าใจของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรบริเวณพื้นที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ตามหลักแนวปฏิบัติของ VGSSF (Voluntary Guidelines for Securing Sustainable Small-Scale Fisheries) รวมทั้งหาแนวทางในการยกระดับการมีส่วนร่วม โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ในตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด จำนวน 130 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เพื่อทดสอบความแตกต่างโดยใช้ T-test, F-test และทดสอบความสัมพันธ์ทางสถิติของข้อมูลโดยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลัก VGSSF อยู่ในระดับปานกลาง และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรของกลุ่มตัวอย่างในยู่ในระดับน้อย ทำให้ความรู้ความเข้าใจทั้งสองด้านนี้ประเมินภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ส่วนการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือด้านการวางแผนจัดการทรัพยากรและด้านการตัดสินใจ ส่วนด้านการปฏิบัติการและด้านการรับผลประโยชน์อยู่ในระดับน้อย ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน และความรู้ความเข้าใจมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงพื้นบ้านในระดับสูง ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่าชาวประมงส่วนใหญ่มีความต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการทรัพยากรเพื่อความมั่นคงในอาชีพ
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคต่อการเลือกบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศ, ยุพาวินี ฤทธิ์ไธสง
ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคต่อการเลือกบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัดในเส้นทางบินระหว่างประเทศ, ยุพาวินี ฤทธิ์ไธสง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสายการบินราคาประหยัดหรือสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost carrier: LCC) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้บริการขนส่งทางอากาศทั้งเส้นทางบินในประเทศและระหว่างประเทศ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเต็มใจที่จะจ่ายของผู้บริโภคที่มีต่อบริการเสริมของสายการบินราคาประหยัด ประกอบด้วย บริการระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน บริการห้องรับรองและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน โดยรวบรวมข้อมูลจากการแจกแบบสอบถามโดยตรงและแบบออนไลน์ผ่านกลุ่มต่าง ๆ ให้กับผู้โดยสารที่เคยหรือมีประสบการณ์ในการใช้บริการจำนวน 100 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วมหรือวิธีแบบจำลองทางเลือก (Conjoint Analysis: CA) การศึกษาครั้งนี้ใช้การออกแบบชุดทางเลือกเพื่อสร้างการทดลองทางเลือกด้วยวิธี Orthogonal ทางเลือกของรูปแบบการให้บริการจะนำเสนอด้วยชุดคุณลักษณะการบริการรวมถึงอัตราค่าโดยสาร ซึ่งแต่ละสถานการณ์ทางเลือกสมมติขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวเลือกระหว่างแนวทางการให้บริการพื้นฐานและแนวทางเลือกที่มีการเพิ่มระดับการให้บริการ โดยผู้ตอบแบบสอบถามแต่ละรายจะได้รับชุดสถานการณ์ทางเลือกทั้งหมด 7 ชุดสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกแนวทางที่พึงพอใจที่สุดจากสถานการณ์นั้น ๆ ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้โดยสารมีความเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมต่อบริการของระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบินเป็นมูลค่า 597 บาทต่อเที่ยวและเต็มใจที่จะจ่ายเป็นมูลค่า 735 บาทต่อเที่ยว สำหรับบริการสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องบิน ในขณะที่การศึกษาไม่พบนัยสำคัญทางสถิติในความเต็มใจจ่ายในบริการห้องรับรอง ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดราคา เพื่อเพิ่มรายได้จากบริการเสริม
ความเป็นไปได้ในการยุบเรือเดินสินค้าภายในประเทศในอู่ต่อและซ่อมเรือในประเทศ, นัทพล นกน้อย
ความเป็นไปได้ในการยุบเรือเดินสินค้าภายในประเทศในอู่ต่อและซ่อมเรือในประเทศ, นัทพล นกน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพ ความพร้อม และความสนใจของผู้ประกอบการอู่ต่อเรือและซ่อมเรือ รวมถึงสำรวจความต้องการ ปัญหา และข้อกังวลของเจ้าของเรือต่อการจัดตั้งอุตสาหกรรมการยุบเรือสินค้าภายในประเทศไทยอย่างยั่งยืน แบบสอบถามได้ถูกออกแบบเพื่อประเมินประเด็นสำคัญหลายประเด็น ได้แก่ ศักยภาพและความพร้อมทางกายภาพและทรัพยากรมนุษย์ของผู้ประกอบการ ผลกระทบของกฎหมายและต้นทุนต่อการลงทุน ความตระหนักและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล และความต้องการ ปัญหา และสิ่งจูงใจของเจ้าของเรือในการตัดสินใจเลือกใช้บริการยุบเรือในประเทศไทย ผลการประเมินจะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนแก่ภาครัฐและภาคเอกชนของไทย เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการยุบเรือในประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ การปฏิบัติตามกฎหมาย และการรักษาสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการใช้ประโยชน์ขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ที่สิ้นสุดการใช้งาน โดยใช้แนวคิดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวมด้วยกระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น, อธิษฐาน เอมะรุจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกระบวนการในการพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด (Best Practical Environmental Option; BPEO) ในการรื้อถอนและใช้ประโยชน์ขาแท่นผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่สิ้นสุดการใช้งานและการประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์ตามลำดับชั้น (Analytic Hierarchy Process: AHP) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเสริมกระบวนการ BPEO ให้ครอบคลุมปัจจัยด้านมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์โดยรวม (Total Economic Value: TEV) และผลประโยชน์ชาติทางทะเล การศึกษาใช้การวิจัยเชิงการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ (Multi-Criteria Decision Analysis: MCDA) โดยใช้กระบวนการ AHP เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจ และได้นำแนวคิด TEV มาใช้เป็นกรอบแนวคิดในการกำหนดปัจจัยการพิจารณาในเชิงคุณค่าและบทบาทของขาแท่น โดยไม่มุ่งเน้นการประเมินมูลค่าออกมาเป็นตัวเงิน งานวิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะโครงสร้างขาแท่นส่วนใต้น้ำ ซึ่งได้พัฒนาเป็นระบบนิเวศใหม่ (novel ecosystems) ที่มีความอุดมสมบูรณ์ การวิจัยดำเนินการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 คน ประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาในการรื้อถอนโดยตรง และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ให้ความสนใจ ผลการศึกษาพบว่า ทั้งผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญต่อบทบาททางนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทางเลือก “การคงขาแท่นไว้เป็นปะการังเทียม ณ ที่เดิม” ได้รับการจัดอันดับความเหมาะสมสูงสุด สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญกับคุณค่าทางนิเวศและผลประโยชน์ระยะยาวของขาแท่นในบริบทของทรัพยากรทางทะเลและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน ซึ่งแตกต่างจากแนวปฏิบัติของกระบวนการ BPEO ในปัจจุบัน ที่โดยทั่วไปยังคงมุ่งเน้นการรื้อถอนโครงสร้างทั้งหมดขึ้นฝั่ง นอกจากนี้ยังพบว่าความคิดเห็นจำนวนมากสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของกรอบกฎหมาย บทบาทและความรับผิดชอบในระยะยาว รวมถึงการขาดกลไกกำกับดูแลที่เป็นระบบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย งานวิจัยนี้จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การเสนอให้นำ AHP มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจ ในกระบวนการ BPEO และบูรณาการปัจจัยด้าน TEV ในการพิจารณา BPEO เพื่อให้มีครอบคลุมปัจจัยครบทุกมิติโดยเฉพาะบทบาทเชิงนิเวศของขาแท่น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้รองรับการใช้ประโยชน์ ขาแท่นในทะเลในระยะยาว ส่งเสริมการวิจัยเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และบูรณาการการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนเพื่อยกระดับการบริหารจัดการขาแท่นผลิตปิโตรเลียมที่สิ้นสุดการใช้งานอย่างยั่งยืน
Association Of Out-Of-Pocket Expenditures With Continuation And Type Of Treatment Among New Adult Cancer Cases At Ahsania Mission Cancer And General Hospital In Bangladesh (2023-2024) : A Secondary Data Analysis, A K M Shahriar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Bangladesh faces a heavy cancer burden, with about 167,000 new cases annually and 68% of health spending paid out-of-pocket (OOP). High OOP costs cause financial toxicity, forcing patients to abandon treatment. This study examined associations between patient OOP expenditures and prescribed treatment continuation and treatment modality (others versus chemotherapy/radiotherapy) among adult cancer patients at a hospital in Dhaka. Methodology: We conducted a cross-sectional analysis of existing hospital records for all adult cancer patients (age ≥18) at Ahsania Mission Cancer and General Hospital between 01 January 2023 and 31 December 2024 (N = 12,907). Data included each patient’s …
Association Of Biomarker And Cardiovascular-Kidney-Metabolic Syndrome Among Older Chinese Adults : Findings From A Nationwide Study, Jiahao Shi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: CKM syndrome poses a growing burden in aging populations, but early detection remains limited by the lack of integrated biomarkers. The C-reactive protein–triglyceride glucose index (CTI), which reflects inflammation and insulin resistance—two core drivers of CKM—has not yet been evaluated for its association with CKM status in large, aging Asian cohorts. This study addresses this gap.Objective: To investigate the association of C-reactive protein–triglyceride–glucose (CTI) index with cardiovascular-kidney-metabolic (CKM) syndrome in older Chinese adults.Methods: This cross-sectional study analyzed data from 10,318 participants aged ≥45 years in the 2015 China Health and Retirement Longitudinal Study (CHARLS). CKM syndrome was operationalized as …
Exploration Of The Mechanisms Of Benjakul’S Anti-Rheumatoid Arthritis Actions Through Network Pharmacology, Hongxiang Duan
Exploration Of The Mechanisms Of Benjakul’S Anti-Rheumatoid Arthritis Actions Through Network Pharmacology, Hongxiang Duan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Rheumatoid arthritis (RA) is driven by chronic inflammation and matrix degradation; traditional Thai formula Benjakul (BJK) is empirically used for inflammatory conditions, but its mechanisms are not well defined. To assess the antioxidant capacity of BJK and to elucidate potential anti-inflammatory targets and signaling pathways relevant to RA. BJK and its five constituent herbs were extracted with 99% ethanol and evaluated for TPC, TFC, FRAP, and DPPH assays. LC–MS/MS was used to profile key bioactive compounds, which were further filtered by SwissADME and subjected to target prediction using SwissTargetPrediction. Overlapping targets with RA-related genes were analyzed by GO and KEGG. …
"Factors Associated With Knowledge, Attitude And Practice (Kap) Towards The Prevention Of Type 2 Diabetes Mellitus Among The Middle-Aged Group Adults In Dhaka City, Bangladesh : A Cross-Sectional Study", Sabrina Rahman
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Type 2 Diabetes Mellitus has emerged as a critical public health challenge in Bangladesh, particularly in urban areas, like Dhaka city, due to rapid urbanization, sedentary lifestyles, dietary transitions, and increasing obesity rates. However, there is limited research related to influencing factors of knowledge, attitude, and practice towards diabetes prevention in Bangladesh. Objective: This study aims to identify the level of knowledge, attitude, and practices (KAP) towards the prevention of Type 2 Diabetes Mellitus and their associated factors among middle-aged adults in Dhaka City, Bangladesh. Methods: A cross-sectional study design was conducted in participants aged 30–64 years, with a …
Association Between Knowledge, Attitude, Risk Perception, Expectancies And Cannabis Use Among International University Students In Thailand : A Cross-Sectional Study, Yueting Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The global increase in cannabis use, particularly among young individuals, poses a serious public health risk. Thailand decriminalized cannabis in 2022, under this situation, international students are experiencing changes in social attitudes toward cannabis use and have increasing access to sources of cannabis. There is currently lack of research on cannabis use among this group in Thailand. This study aimed to analyze the associations between knowledge, attitudes, risk perceptions, and expectancies and cannabis use among international university students in Thailand. This cross-sectional study was conducted among international university students aged 18 years and older in Thailand. Participants were collected through …
Nat Kunn And Nat Nann: Changes Of “Body Techniques” And Domestic Spaces Within The Spiritual Cult Of Myanmar, Aung Khant
Nat Kunn And Nat Nann: Changes Of “Body Techniques” And Domestic Spaces Within The Spiritual Cult Of Myanmar, Aung Khant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The British colonization of Burma in 1885 marked a turning point in Myanmar’s traditional society, particularly in changes of body techniques, shikho (prostration), and the practice of wearing or removing shoes in sacred spaces. While recent scholars have examined the changes in body techniques and spiritual cult, the relationship between body techniques and domestic spaces has remained underexplored. Tracing the changes in techniques from Colonial Burma to contemporary Myanmar, this thesis explores the relationship between body techniques and domestic spaces, Nat Kunn, small shrines dedicated to specific Nats, deities, and Nat Nann, which are larger shrines for the Nat Pantheon. …