Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 2581 - 2610 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู, ณัฐณิชา วิชาภรณ์
การออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู, ณัฐณิชา วิชาภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและพัฒนาแบบประเมินความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียน 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการและลักษณะการใช้ข้อมูลความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ของครู 3) เพื่อออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนเพื่อสนับสนุนการใช้ข้อมูลในการจัดการเรียนรู้ของครู ในการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 วิเคราะห์องค์ประกอบความพร้อมฯ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความเที่ยงใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ระยะที่ 2 วิเคราะห์ความต้องการและลักษณะการใช้ข้อมูลความพร้อมของครูจากการสัมภาษณ์ ตัวอย่างคือ ครูระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 4 คน ในโรงเรียนสังกัดสพฐ. และโรงเรียนสังกัดสช. และระยะที่ 3 ออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมฯ ทำการทดสอบ A/B Testing ครูเก็บข้อมูลความพร้อมนักเรียนจำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และสัมภาษณ์การใช้ข้อมูลนักเรียนในการจัดการเรียนรู้ของครู ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบความพร้อมด้านทักษะทางสังคมของนักเรียนสังเคราะห์ได้ทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างมิตรภาพและการรักษาสัมพันธภาพ 2) การจัดการอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง 3) การรับรู้และเข้าใจมุมมองของผู้อื่น และ 4) การปฏิบัติตนเมื่ออยู่ร่วมกันในสังคม ผลการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) ทั้งฉบับอยู่ระหว่าง .67-1.00 ด้านความเที่ยง มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค เท่ากับ .85 แบบประเมินมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ได้ 2. ครูมีความต้องการใช้เครื่องมือลักษณะสมุดบันทึก แบบเป็นตาราง ใช้สีโทนอ่อน และมีสรุปรวมคะแนน ร้อยละ จุดเด่น จุดด้อย และจุดที่ควรพัฒนา 3. ผลการออกแบบส่วนต่อประสานผู้ใช้งานโปรไฟล์ความพร้อมฯ ครูมีความพึงพอใจรูปแบบ A มากกว่า B ส่วนนักเรียนควรได้รับการส่งเสริมความพร้อมด้านการรับรู้และเข้าใจมุมมองของผู้อื่น ครูใช้ข้อมูลความพร้อมฯ พัฒนาพฤติกรรมนักเรียนให้มีทักษะทางสังคมมากขึ้น
การพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธันยพร เนียมจันทร์
การพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธันยพร เนียมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียน ก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน ด้วยห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ One way repeated measure ANOVA ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มี 4 องค์ประกอบ คือ ผู้สอน ผู้เรียน เป้าหมายการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล และมีขั้นตอน คือ เลือกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ วิเคราะห์คุณค่าของบทเรียนที่มีอยู่ วางลำดับกิจกรรม และวางแผนตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ผลการทดลองใช้รูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานเพื่อพัฒนาการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า นักเรียนที่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องปฏิบัติการเสมือนบนคลาวด์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐาน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนและระหว่างเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล : การประมาณค่าทดแทนพหุ, กฤษฎี ศิริเรือง
การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล : การประมาณค่าทดแทนพหุ, กฤษฎี ศิริเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล ภายใต้สถานการณ์ของข้อมูลรบกวนและโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยเปรียบเทียบวิธีการขจัดข้อมูลรบกวนด้วยตัวกรองข้อมูล 4 วิธี ได้แก่ วิธี Condensed Nearest Neighbor (CNN), วิธี Edited Nearest Neighbors (ENN), วิธี Cross-Validated Committees Filter (CVCF) และ วิธี Iterative Partitioning Filter (IPF) และวิธีการปรับค่าตัวแปรตามที่มีการใช้ตัวกรองข้อมูลรบกวนจากวิธีการขจัดข้อมูลรบกวนร่วมกับการประมาณค่าทดแทนพหุ 3 วิธี ได้แก่ วิธี polytomous regression (polyreg), วิธี random forest (rf) และ วิธี multiple imputation through XGBoost (mixgb) โดยศึกษาผ่านการจำลองข้อมูลแบบมอนติคาร์โล ภายใต้สถานการณ์ของขนาดตัวอย่างเท่ากับ 100, 500 และ 1,000 หน่วย ปริมาณข้อมูลรบกวนเท่ากับ 10%, 20%, 30% และ 40% โดยประสิทธิภาพของวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนและโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล พิจารณาจากค่าความถูกต้อง และค่า F1 ของโมเดลจำแนกกลุ่มข้อมูล 4 วิธี ได้แก่ k-NN, Random Forest, Naïve Bayes และ Support Vector Machine ผลการศึกษาพบว่า วิธีการจัดการข้อมูลรบกวนมีอิทธิพลปฏิสัมพันธ์กับทุกปัจจัย ได้แก่ ขนาดตัวอย่าง อัตราออดของตัวแปรอิสระ ปริมาณข้อมูลรบกวน และโมเดลการจำแนกกลุ่มข้อมูล ที่ส่งผลให้ค่าประสิทธิภาพ F1 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหากตัวอย่างขนาดเล็ก (n = 100) การปรับค่าตัวแปรตามจะมีแนวโน้มดีกว่าการขจัดข้อมูลรบกวน แต่เมื่อขนาดตัวอย่างขนาดใหญ่ขึ้นทั้ง 2 วิธีจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน เมื่ออัตราออดระดับต่ำ ประสิทธิภาพ F1 ในแต่ละวิธีการจัดการข้อมูลรบกวนมีแนวโน้มสูงกว่าที่อัตราออดระดับกลาง และระดับสูง …
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
การกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจนควบคู่กับการผลิตโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอตด้วยจุลินทรีย์เชื้อผสมร่วมกับการเติม Thauera Mechernichensis Tl1, นวภัทร ช่อทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิดโพลีไฮดรอกซีแอลคาโนเอต (พีเอชเอ) ควบคู่กับการกำจัดสารอินทรีย์และไนโตรเจน ด้วยจุลินทรีย์สายพันธุ์ผสมร่วมกับการเติม Thauera mechernichensis TL1 ในอัตราส่วน 97.5 : 2.5 % g MLVSS ภายใต้สภาวะที่มีอาหารเกินพอสลับกับขาดแคลน (feast and famine conditions) ภายในถังปฏิกรณ์แบบกึ่งเท (sequencing batch reactor) จำนวน 2 ถัง โดยในถังปฏิกรณ์ที่ 1 มีการเติมอากาศตลอดเวลาทั้งช่วงที่มีอาหารเกินพอ และช่วงที่ขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/famine) และในถังปฏิกรณ์ที่ 2 มีการเติมอากาศเฉพาะช่วงอาหารเกินพอ และปล่อยให้เกิดสภาวะแอน็อกซิกในช่วงขาดแคลนอาหาร (aerobic feast/anoxic famine) กำหนดค่าอายุสลัดจ์ (SRT) 10 วัน และรอบการเดินระบบ (cycle time) ระยะเวลา 2 วัน โดยใช้อะซิเตท 1,000 mgCOD/L เป็นแหล่งคาร์บอน โดยมีความเข้มข้นแอมโมเนียเริ่มต้น 70 mgN/L และศึกษาความสามารถในการสะสมพีเอชเอสูงสุดของตะกอนจุลินทรีย์ในระบบทีละเทแบบเติมแหล่งคาร์บอนต่อเนื่อง (fed-batch reactor) ผลการศึกษาพบว่า ถังปฎิกรณ์ที่ 1 ผลิต พีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 28 โดยมีปริมาณ 10.04 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง และมีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 88.1 ± 1.3% แต่ไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน ส่วนถังปฎิกรณ์ที่ 2 ผลิตพีเอชเอได้สูงสุดที่ในรอบการเดินระบบที่ 35 โดยมีปริมาณ 8.37 % ของน้ำหนักเซลล์แห้ง มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารอินทรีย์ 87.6 ± 1.7% และมีประสิทธิภาพในการกำจัดไนโตรเจน 78.0 ± 2.0% และได้ศึกษากลุ่มประชากรจุลินทรีย์ในระบบด้วยเทคนิค 16S rRNA gene amplicon sequencing (MiSeq) พบว่า จุลินทรีย์กลุ่ม Thauera …
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Platform work has become the prominent form of employment in the last decade due to its unique features which are seemingly beneficial to workers, whether it is flexibility, autonomy, diverse job opportunities or ease of entry resulting in many people choosing to be platform workers working with platform providers on platforms. During the last decade, platform work has rapidly grown thanks to the advanced technology and innovative business models; however, it seems that Thai labour law focusing on traditional employment has not been adequately developed to catch up the growth of platform work in Thailand. Platform providers have classified platform …
Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana -
Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana -
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
α-Glucosidase inhibitors are a group of anti-diabetic drugs that can help control blood sugar levels by hindering the breakdown of oligosaccharides and disaccharides into monosaccharides such as glucose, thus preventing intestinal absorption. Recent studies have shown that several plants in the Orchidaceae family produce secondary metabolites with α-glucosidase inhibitory activity. Rhynchostylis retusa, an orchid traditionally used for treating various diseases such as asthma, diabetes, and obesity, was investigated. The methanol extract of R. retusa showed significant inhibitory activity against the enzyme α-glucosidase, with 85.71% inhibition at a concentration of 100 µg/ml. The objective of this study was to isolate and …
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล สภาวะเชิงลบของงาน สภาพแวดล้อมในงาน และความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของนปร. 100 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกนปร.ที่ลาออกจากโครงการฯ 10 คน รวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้อำนวยการสถาบันฯ การวิเคราะห์ภาวะหมดไฟใช้ตัวชี้วัดจาก ระดับอาการเหนื่อยล้า การลดความสัมพันธ์กับงาน และภาวะสิ้นหวังต่อผลงาน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวนและสถิติถดถอยเชิงซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์พรรณนาเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีผลต่อภาวะสิ้นหวังต่อผลงานอย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.014) สภาวะเชิงลบของงาน (p-value = 0.001) และสภาพแวดล้อมในงาน (p-value = 0.034) มีผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟ ทำให้ทราบว่า นปร.ที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเหนื่อยล้าที่สุด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้น การเผชิญสภาวะเชิงลบของงานและสภาพแวดล้อมงานที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและภาวะสิ้นหวังมากขึ้น การขาดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทำให้ความผูกพันในงานลดลงและลดความสัมพันธ์กับงาน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ทำให้ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมของงานที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้นเช่นกัน หากหน่วยงานไม่ได้สนับสนุนสภาพแวดล้อมของงานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการเผชิญกับสภาวะเชิงลบของงานจะทำให้ระดับความผูกพันในงานลดลง ซึ่งส่งผลถึงระดับการลดความสัมพันธ์กับงานนั้นสูงขึ้น แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟที่เหมาะสมจึงเป็นการมอบงานที่ท้าทายและมีคุณค่า เสริมสร้าง Growth Mindset และการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกัน ผู้บังคับบัญชาควรเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการทำงานเพื่อลดภาวะหมดไฟในอนาคต
ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี ที่มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าแบคสควอทมากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าต่อน้ำหนักตัว จำนวน 26 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 13 คน โดยวิธีจับคู่ ด้วยความแข็งแรงสัมพัทธ์ โดยกลุ่มทดลองฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนัก โดยใส่เสื้อถ่วงน้ำหนักที่ 8% ของน้ำหนักตัว และกลุ่มควบคุมฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบไม่มีน้ำหนัก ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรง ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยภายในกลุ่มใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni และระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา เวลาวิ่งระยะ 10 และ 20 เมตร พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถด้านแอโรบิกได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ 20 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถด้านแอโรบิกแตกต่างจากก่อนการฝึกและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ และเวลาวิ่งระยะ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ10 และ …
Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib
Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this research, the utilization of macadamia nutshell as a potential adsorbent for ciprofloxacin (CIP) removal was investigated. The distinctive features of macadamia nutshell, characterized by its lignocellulosic composition and hardness, make it suitable as a precursor for synthesizing magnetic biochar, aimed at CIP adsorption in both batch and fixed-bed column processes. The influence of temperature activation and carbonization temperature on the properties of the resulting biochar was examined. Macadamia nutshell impregnated with a 0.10 M iron nitrate solution and carbonized under a nitrogen atmosphere at 800°C (MB-BI-800) exhibited the highest micropore and mesopore volumes, with values of 0.14 and …
ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล
ตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ. 1979-2017, ดุสิตา ปริญญาพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตัวละครเอกชายในงานเขียนของมุระกะมิ ฮะรุกิ ในช่วง ค.ศ.1979-2017 และบริบททางสังคมของญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าว โดยวิเคราะห์ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับตัวละครอื่นๆในเรื่อง ซึ่งจะแสดงให้เห็นลักษณะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเอกชายกับสังคม รวมทั้งสะท้อนทัศนคติของผู้เขียนที่มีต่อสังคมภายใต้บริบทสังคมญี่ปุ่นร่วมสมัย โดยสามารถแบ่งลักษณะของตัวละครเอกชายได้ตามช่วงเวลาการประพันธ์ผลงานของมุระกะมิ ฮะรุกิ ได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้ งานเขียนในช่วงแรก (ค.ศ. 1979-1986) ตัวละครเอกชายมีการรับมือและจัดการกับปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างด้วยวิธียอมรับจนนิ่งเฉย หลีกหนี หรือกีดกัน ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นลักษณะของตัวละครเอกชายที่มีความโดดเดี่ยวและแปลกแยกจากสังคม ไม่สอดคล้องกับความเป็นชายกระแสหลักที่สังคมคาดหวัง อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมญี่ปุ่นในช่วงฟื้นฟูประเทศภายหลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งอิทธิพลจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป เกิดการปะทะสังสรรค์กันของหลากหลายแนวคิดและอุดมการณ์ ทั้งความเป็นปัจเจกนิยม ความเป็นเสรีนิยมแบบบุปผาชนหรือฮิปปี้ ตลอดจนอุดมการณ์ทุนนิยมที่กลายเป็นกระแสหลักที่กาหนดรูปแบบและวิถีชีวิตของผู้คน งานเขียนในช่วงที่สอง (ค.ศ. 1987-1999) ตัวละครเอกชายดาเนินชีวิตท่ามกลางค่านิยมดั้งเดิมของญี่ปุ่นกับความเป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกได้ดูกลมกลืนมากขึ้น นับตั้งแต่ลัทธิทุนนิยมที่ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่1950 จนกระทั่งยุค “ทศวรรษที่สูญหาย” ภายหลังปรากฏการณ์ฟองสบู่แตกในช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่1990 พัฒนาการของตัวละครเอกชายในช่วงนี้สะท้อนผ่านบทบาท “พ่อ” และความต้องการเป็นพ่อ ซึ่งเผยให้เห็นการยอมรับและปรับตัวเข้าสู่สังคม ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความเป็นชายแบบใหม่ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับปิตาธิปไตยแบบดั้งเดิม ทั้งนี้อาจเพื่อนำเสนอทางออกให้แก่สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น งานเขียนในช่วงที่สาม(ค.ศ. 2000-2017) ภายใต้บริบทสังคมในยุคทศวรรษที่สูญหายที่เริ่มตั้งแต่ทศวรรษที่1990 สังคมญี่ปุ่นยังคงอยู่ในสภาวะสูญหายอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน ตลอดจนเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.2013 ประกอบกับการที่มุระกะมิเติบโตขึ้น ทำให้เขาเริ่มหันกลับมามีพันธกิจต่อสังคมญี่ปุ่น โดยการนาเสนอตัวละครเอกชายที่ละทิ้งความเป็นปัจเจก หันกลับมาให้คุณค่ากับการรวมกลุ่ม อันเป็นคุณค่าดั้งเดิมของมนุษย์ หากมนุษย์ร่วมมือช่วยเหลือกันและกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
Factors Associated With Human Papillomavirus (Hpv) Vaccine Uptake Among Female Adults In Mudan District, Heze, Shandong, China: A Cross-Sectional Study, Cong Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Cervical cancer ranks second globally in cancer-related deaths among women. There is evidence linking the incidence and risk of cervical cancer to the prevalence of human papillomavirus (HPV). HPV vaccination has the potential to prevent more than 90% of HPV-attributable cancers. However, the HPV vaccination rate in China is still low. Therefore, factors associated with HPV vaccination are required among those who never received the vaccine. Objective: China has implemented programs to promote HPV vaccination; however, the HPV infection rate is still very high in Shandong Province, especially Heze City, and there is no study on the vaccination factors …
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
แนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น : ศึกษาเฉพาะกรณีบุคคลธรรมดา, วรัญญา เจตสินไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลงทุนในหุ้น เป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อง่ายขายคล่องและมักได้รับผลตอบแทนในระดับที่น่าพึงพอใจ ในการลงทุนใดๆ ทุกคนย่อมคาดหวังกำไรจากการลงทุนเป็นปกติ แต่ในหลายๆสถานการณ์ การขาดทุนก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นในประเทศไทยในปัจจุบัน บุคคลธรรมดาอาจต้องเสียภาษีมากกว่าความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายไทย ศึกษาหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนของบุคคลธรรมดาตามกฎหมายต่างประเทศและแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยในกำหนดแนวทางในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้น จากการศึกษาเปรียบเทียบ พบว่าประเทศไทยไม่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำผลขาดทุนมาหักลบออกจากผลกำไรได้ ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้บุคคลธรรมดาสามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรได้ อีกทั้งยังมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปและข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบกำไรบางประการ ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะว่า ประเทศไทยควรพิจารณาปรับแก้กฎหมายภาษีเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในกรณีที่มีผลขาดทุนสำหรับการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ให้สามารถนำผลขาดทุนที่เกิดขึ้นมาหักลบออกจากผลกำไรและนำผลขาดทุนสะสมไปปีถัดไปได้โดยมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันไประหว่างหุ้นสองประเภท แต่เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ประโยชน์จากการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไรในทางที่ผิด จึงควรพิจารณาถึงข้อห้ามในการนำผลขาดทุนมาหักลบผลกำไร ตลอดจนอำนาจในการตรวจสอบและประเมินโทษปรับของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นจริง
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
การประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย, อรสุธี ชัยทองศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางของกลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายในบันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยของไทย ผลการวิจัยสรุปได้ว่ากลุ่มนักเขียนเจเนอเรชั่นวายซึ่งเกิดระหว่างพ.ศ.2523 – 2543 ได้ใช้บันทึกการเดินทางท่องเที่ยวร่วมสมัยในการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางผ่านองค์ประกอบของหนังสือบันทึกการเดินทาง ได้แก่ ยานพาหนะ ที่พัก และสถานที่ ทั้งนี้ อัตลักษณ์ที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นผลมาจากวาทกรรมจำนวนมากที่ไหลเวียนอยู่ในสังคม ทั้งวาทกรรมที่ผูกติดกับงานเขียนประเภทนี้มาแต่เดิม และวาทกรรมที่สัมพันธ์กับบริบทสังคมปัจจุบันที่คนเจเนอเรชั่นวายเติบโตขึ้น การประกอบสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้เห็นถึงรูปแบบวิถีชีวิตและรสนิยมที่เหนือกว่า อันเป็นผลมาจากความสามารถในการระดมทุนประเภทต่าง ๆ ที่คนเจเนอเรชั่นวายได้รับถ่ายทอดและปลูกฝังมาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้พวกเขามีศักยภาพที่เหนือกว่าในสนามการเดินทาง นอกจากนี้ การเดินทางและการประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางยังเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของการสั่งสมและนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนทุนที่ช่วยธำรงตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในโครงสร้างทางสังคมเอาไว้นอกจากนี้ นักเขียนเจเนอเรชั่นวายยังได้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อนำเสนอประสบการณ์การเดินทางด้วย โดยสื่อสังคมออนไลน์นี้ได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบและวิธีการนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากสื่อดั้งเดิม ได้แก่ ประสบการณ์การเดินทางจากวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมระหว่างนักเขียนและผู้ติดตาม และการนำเสนอประสบการณ์ผ่านภาพซึ่งใช้การดูอันเป็นวิถีของการเสพสื่อใหม่ที่เข้ามาแทนที่การอ่าน อนึ่ง วัฒนธรรมการมีส่วนร่วมดังกล่าวยังทำให้นักเขียนต้องตอบสนองความต้องการของผู้ติดตามด้วยการปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ไปตามบริบทแวดล้อมรวมถึงเมื่อได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมบนสื่อสังคมออนไลน์เอาไว้ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ติดตามและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนสื่อประเภทนี้นับเป็นทุนอีกลักษณะหนึ่งที่แปลงไปเป็นทุนประเภทอื่นได้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักเขียนบันทึกการเดินทางบนสื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ต้องรักษาสถานภาพของตนด้วยการปรับปรุงอัตลักษณ์ตามความคาดหวังของผู้ชมในฐานะผู้บริโภค อย่างไรก็ดี อัตลักษณ์นักเดินทางที่ปรากฏบนสื่อเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคล เนื่องจากการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เป็นผลจากกระบวนการทำงานร่วมกันของหลายฝ่ายที่ผลิตและประกอบสร้างอัตลักษณ์นักเดินทางขึ้นเพื่อเป็นสินค้าประเภทหนึ่งในระบบทุนนิยมปัจจุบัน
Characteristics And Metagenomic Profiles Of Antimicrobial Resistance In Bacterial Community From Airborne Dust In Pig Farm, Si Thu Hein
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study was to explore bacterial communities and antimicrobial resistance in airborne dust from pig farms. Airborne dust, pig feces, and feed were collected from nine pig farms (n=9) in Thailand, including Nakhon Sawan, Chainat, Supan Buri, Lopburi, and Saraburi, during the rainy season from May to October 2022. The farms were selected based on the owners' willingness to participate in the study and the availability of veterinarians or animal health practitioners. Airborne dust samples were collected at three different locations of the selected pig house, including upwind and downwind (25 m from pig house), and inside (at the center …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จํานวนทั้งสิ้น 154 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวน 111 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรักษาการผู้อำนวยการ 111 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 111 คน ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสามัญ 111 คน และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาศาสนา 111 คน รวมทั้งหมด 444 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ (3) ด้านการวัดประเมินผล 2) องค์ประกอบกรอบคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต มี 6 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย (1) คุณลักษณะด้านหลักศรัทธาอิสลามและการปฏิบัติ (2) คุณลักษณะด้านความคิด (3) คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ (4) คุณลักษณะด้านวุฒิภาวะ (5) คุณลักษณะด้านการปรับตัว และ (6) คุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม 2) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต พบว่า การวัดและประเมินผล มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาคือ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตร 3) แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารวิชาการประกอบด้วย 53 แนวทาง 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต …
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : สิงคโปร์ซิมโฟนิกแรปโซดีสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม, พิสิฐ พิริยะภรณ์
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลง : สิงคโปร์ซิมโฟนิกแรปโซดีสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลม, พิสิฐ พิริยะภรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์การประพันธ์เพลงนี้ มีพื้นฐานมาจากความหลากหลายของเพลงพื้นบ้านของสี่กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนในประเทศสิงคโปร์ จึงรับแรงบันดาลใจนำมาสร้างสรรค์เป็นบทประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมเพื่อเป็นการนำเสนอเพลงพื้นบ้านในประเทศสิงคโปร์ให้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น งานประพันธ์เพลงชิ้นนี้มีทั้งหมด 6 ท่อน ความยาวในการบรรเลง 30 นาที ได้นำเอาบทเพลงพื้นบ้านสำคัญของสิงคโปร์มาใช้ในการประพันธ์ ผลของการทำงานสร้างสรรค์นี้พบว่าการประพันธ์เพลงสำหรับวงดุริยางค์เครื่องลมนั้น ต้องใช้องค์ความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีดนตรีและการประสานเสียงมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยการแบ่งประเภทของเสียงที่นำเอาจังหวะของเพลงพื้นบ้านมาแสดงบทบาทให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นในวงดุริยางค์เครื่องลมเล่น อีกทั้งผู้ประพันธ์จำเป็นต้องเข้าใจบันไดเสียง คอร์ด ลักษณะจังหวะ สไตล์การแต่งเพลงและความชำนาญในเรื่องการประสานเสียงด้วย
Wto Trade Facilitation Agreement: Doing Enough For Developing Countries?, Soe Ohnmar Aung
Wto Trade Facilitation Agreement: Doing Enough For Developing Countries?, Soe Ohnmar Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The WTO Trade Facilitation Agreement was concluded in 2013. It aims to facilitate theinternational trade through simplifying, harmonizing and standardizing procedures, therebyreducing the trade costs. It has reached a milestone of fourteen years since its adoption.However, there is a question about the effectiveness and efficiency of the WTO TFA for itsmembers and international trade. Based on that, this study will consider two questions: whetherthe structural framework of the WTO Trade Facilitation Agreement is even for developingcountries in terms of implementing obligations, and whether it reduces trade costs fordeveloping countries. In exploring, it applies the doctrinal legal research methodology. Thisstudy argues …
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
การศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย, บัณฑิต อัสสวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาผลกระทบของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เฉพาะในบทบัญญัติ ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (กตท.) ที่ ทจ.49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สำหรับกรณีศึกษาถึงผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของกองทรัสต์ SHREIT ในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ซึ่งทำให้หลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินสำหรับกองทรัสต์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการกองทรัสต์ ผู้ศึกษาได้นำเอาหลักการและแนวคิดทางกฎหมาย ความเป็นมาของทรัสต์ที่มีจุดเริ่มต้นจากระบบคอมมอนลอว์ (Common law) ของประเทศอังกฤษ ความเป็นมาของทรัสต์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย รวมถึงความเป็นมาของหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ และได้นำหลักการความรู้ทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักการบริหารความเสี่ยง เครื่องมือชี้วัดทางการเงิน หลักการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นต้น เพื่อนำมาบูรณาการให้มีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้บังคับกับกองทรัสต์ นอกจากนี้ ผู้ศึกษาได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดของการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ ซึ่งมีรายละเอียดในบทที่ 3 ทั้งหมด 10 ประเทศ จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ กลุ่มภูมิภาคในแถบยุโรป ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กลุ่มภูมิภาคแอฟริกาและตะวันออกกลาง และภูมิภาคอเมริกา และได้นำหลักเกณฑ์ของต่างประเทศที่ทำการศึกษานั้น มาพิจารณาเพื่อจำแนกหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของประเทศและพบว่าหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินประกอบด้วย 4 หลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ศึกษาได้นำหลักเกณฑ์ที่จำแนกมาใช้เพื่อเป็นหลักในการวิเคราะห์ในบทที่ 4 ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาของข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในปัจจุบัน และวิเคราะห์ถึงต้นทุน-ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis) ของหลักเกณฑ์จากต่างประเทศแต่ละรูปแบบ เพื่อให้สามารถพิจารณาในประเด็นปัญหาและผลกระทบของหลักเกณฑ์ที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน และนำข้อสังเกตของแต่ละหลักเกณฑ์จากต่างประเทศที่จำแนกไว้มาใช้ในการเทียบเคียงกับหลักเกณฑ์ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทย ให้มีความทันต่อยุคสมัย และเหมาะกับบริบทของประเทศไทย ตามวัตถุประสงค์และประโยชน์ที่จะได้รับของเอกัตศึกษาฉบับนี้ ดังนั้น ในบทที่ 5 ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับบทสรุปและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย โดยผู้ศึกษาจึงได้เสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ของการกู้ยืมเงิน เนื่องจากหลักเกณฑ์ข้อจำกัดการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ในประเทศไทยที่มีความเข้มงวดและยังขาดความยืดหยุ่น โดยเสนอให้แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ใน ข้อ 14 ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 49/2555 เรื่อง การออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
การกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติดำเนินคดีอาญา, พิมพลอย อสัมภินพงศ์
การกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติดำเนินคดีอาญา, พิมพลอย อสัมภินพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและความเหมาะสมในการกำหนดให้การข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาเป็นความผิดอาญาในประเทศไทย โดยศึกษาแนวความคิดและทฤษฎีในการกำหนดความผิดอาญาต่าง ๆ รวมถึงการกำหนดความผิดอาญาเกี่ยวกับการข่มขืนใจให้หรือหลอกลวงยุติการดำเนินคดีอาญาในกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนะแนวทางในการกำหนดความผิดอาญาฐานข่มขืนใจให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยต่อไปจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังประสบกับปัญหาการข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ มีการยุติการดำเนินคดีอาญา โดยการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเสรีภาพของบุคคลและกระบวนการยุติธรรม การนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติถึงกรณี การข่มขืนใจไว้เป็นการทั่วไปมาปรับใช้กับกรณีดังกล่าวย่อมไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติใดที่จะสามารถมานำมาปรับใช้ในกรณีที่เป็นการหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาได้ เมื่อพิจารณากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา โดยพิจารณาเฉพาะกฎหมายของรัฐบาลกลางและกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย และสาธารณรัฐฝรั่งเศส พบว่ามีการกำหนดความผิดเกี่ยวกับการข่มขืนใจหรือหลอลกวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาไว้โดยเฉพาะดังนั้น จึงเสนอให้ประเทศไทยกำหนดให้การข่มขืนใจหรือหลอกลวงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาเป็นความผิดอาญา โดยแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดและเป็นหลักประกันในการคุ้มครองผู้เสียหายและผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายในการดำเนินคดีอาญา
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the mountainous region of Sapa, Vietnam, the Hmong community navigates the complex interplay of preserving their cultural identity amidst immense pressure to modernize. This thesis, centered on Hmong women, delves into their selective adaptation to contemporary challenges, particularly in education and employment. Using document research, a survey, and fieldwork this study draws from both historical data and firsthand accounts. These findings highlight significant disparities in educational attainment and employment opportunities when compared to the national average. Notably, issues of linguistic barriers, cultural priorities, and systemic underrepresentation emerge as primary obstacles. This research illuminates the unique socio-economic dynamics faced by …
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวโน้มการเลือกใช้กลวิธีการแปลเพื่อถ่ายทอดความหมายของคำและวลีในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง จำนวนทั้งสิ้น 52 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าในการแปลเพื่อถ่ายทอดความคำและวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง นั้น ผู้แปลมีแนวโน้มจะเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีการเลือกใช้กลวิธีการแปลคำทั้งในระดับคำและระดับประโยค ในระดับคำ ผู้แปลเลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 55 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับความหนาแน่น 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับคำ 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การเทียบทางวัฒนธรรม 16 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 29.09) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับสัทศาสตร์ 7 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 12.73) และไม่พบการแปล 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 3.64) จะเห็นได้ว่าผู้แปลเลือกใช้กลวิธีในระดับคำในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด ในระดับประโยค ผู้เลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 14 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับมุมมอง 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การจัดเรียงใหม่ 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การปรับเปลี่ยนตัวบท 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) และการทดแทน 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 14.29) จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีแนวโน้มที่จะเลือกกลวิธีการเทียบเคียงทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งมากที่สุดในการแปลคำและวลีทางด้านวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อให้ตัวบทฉบับแปลถ่ายทอดความหมายได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมปลายทางซึ่งจะทำให้ผู้รับสารฉบับปลายทางเชื่อมโยงได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ทำให้บทบรรยายใต้ภาพมีลักษณะเป็นไปตามข้อจำกัดของบทบรรยายใต้ภาพทั้งในด้านพื้นที่และด้านเวลา ผลการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับผลของงานวิจัยเรื่องการแปลคำทางวัฒนธรรมในส่วนที่ศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมในการแปลสื่อโสตทัศน์ ที่มีผลลัพธ์ว่ากลวิธีที่เน้นไปทางความเข้าใจของผู้รับสารฉบับปลายทาง โดยกลวิธีที่พบบ่อยครั้งมากที่สุดคือกลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน
Utilizing Asymmetric Shock On Volatility And Asymmetric Beta For Enhanced Investment Strategies In The Stock Exchange Of Thailand, Nuttapol Sirinakorn
Utilizing Asymmetric Shock On Volatility And Asymmetric Beta For Enhanced Investment Strategies In The Stock Exchange Of Thailand, Nuttapol Sirinakorn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impacts of asymmetric shock on volatility and beta within the Thai stock exchange. It finds that portfolios composed of stocks that demonstrate lower sensitivity to negative shocks and heightened responsiveness to market trends consistently outperform in various market conditions. The empirical analysis, spanning from 2018 to 2022, underscores the benefits of integrating asymmetry into investment strategies. A long-short strategy, in particular, is identified as highly effective, providing a means to capitalize on this asymmetry. The comparison of asymmetry-based portfolios with traditional ones and the SET index further illuminates the advantages of such strategies in enhancing risk-adjusted …
Enhancing Momentum Strategy With Insider Transaction Information In The Stock Exchange Of Thailand, Pimnara Supradith Na Ayudhya
Enhancing Momentum Strategy With Insider Transaction Information In The Stock Exchange Of Thailand, Pimnara Supradith Na Ayudhya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study introduces a novel approach to enhancing the momentum strategy in the Thai stock market. We combine the traditional momentum strategy, focusing on historical performance, with insights from insider transactions disclosed via SEC 59-2 forms. This dual approach aims to construct robust trading portfolios, with long positions in high-performing stocks backed by recent insider purchases and short positions in underperforming stocks accompanied by recent insider sales. Notably, our analysis spans the period from January 2016 to December 2022, encompassing the tumultuous era of the COVID-19-induced Thai stock market crashes. Interestingly, we discovered the potential of using insider transaction information …
การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล
การจำลองกำหนดการเดินเรือโดยใช้ไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น, รัตชนก เธียรปุญญธนากุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเลที่มีการจัดการด้านความเสี่ยงในการเกิดความล่าช้าในการเดินเรือตามกำหนดเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และเกิดความเสี่ยงและเกิดค่าเสียหายผลจากถึงกำหนดล่าช้าที่จะต้องประสบกับค่าใช้จ่ายของต้นทุนที่สูงขึ้นจากปัญหาความล่าช้า จึงให้ความสนใจที่ปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การให้ความสำคัญกับความน่าจะเป็นจากความไม่แน่นอนและเวลาในการเดินเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในการวางแผนและจัดการตารางเดินเรือให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเงื่อนไขและปัจจัยที่แปรผันในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล งานวิจัยนี้ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำไทม์ออโตมาตาแบบที่มีความน่าจะเป็น Probabilistic Timed Automata (PTA) มาใช้ในการจำลองกำหนดการตารางเดินเรือ (Vessel Scheduling) เพื่อช่วยให้สามารถจำลองและประเมินผลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการเดินเรือได้อย่างเป็นระบบ และการช่วยให้ผู้วางแผนสามารถทำการปรับปรุงและวิเคราะห์ตารางเดินเรือ โดยมีผลจากการปรับปรุงค่าความนาจะเป็นและทำการทวนสอบผลที่ได้จากสถิติข้อมูลที่ใช้จำลองไม่เกิน 10% ผ่านการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา PRISM โดยใช้ PRISM Model Checker โดยเครื่องมือสามารถจำลองพฤติกรรมการเดินเรือตามแบบจำลอง PTA ที่ออกแบบไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยของความน่าจะเป็นที่ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและทำการทวนสอบด้วยสูตร PCTL ได้
ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร
ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่าง ส่งผลต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 7 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน โดยใช้ค่าแรงดันในการหายใจเข้าสูงสุด (MIP) โดยใช้เครื่องมือ TU - Breath Training ในการฝึก ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการฝึกที่ความหนัก 50% MIP และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกที่ความหนัก 0% MIP ตามโปรแกรมที่กำหนด คือ 15 ครั้ง/ เซต ทั้งหมด 3 เซต 5 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังได้ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด สมรรถภาพการหายใจ และตัวแปรด้านความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิก จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของค่าความดันหายใจเข้าสูงสุด (MIP) ค่าการขยายตัวของทรวงอกระดับกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้านนสมรรถภาทางแอโรบิกไม่มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าในกลุ่มทดลองที่ได้รับแรงต้านจากการฝึก การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างช่วยพัฒนาด้านสมรรถภาพของการหายใจ และมีแนวโน้มในการพัฒนาสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลได้
ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ
ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่ายิงปืนแบบเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความแม่นยำในการยิงปืนวิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลม อายุตั้งแต่ 20-35 ปี แข่งขันในระดับทีมชาติ จำนวน 5 คน ใช้เวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ แบ่งเป็นฝึกด้วยโปรแกรมที่มีการซ้อมเป็นปกติ 4 สัปดาห์ และฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงอีก 4 สัปดาห์ และฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน โดยทำการทดสอบก่อน ระหว่าง และหลังการฝึกด้วยแบบประเมินการทรงตัว ได้แก่ แบบประเมิน Mini-BESTest และ Time Up and Go Test และทำการทดสอบความแม่นยำด้วยการยิงปืน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยทดสอบการแจกแจงข้อมูลแบบโค้งปกติของทุกตัวแปรโดยใช้ Shapiro-Wilk (พบว่าข้อมูลทุกตัวแปรมีการกระจายตัวปกติ) จึงทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบ สัปดาห์ 0 , 4 และ 8 โดยใช้ ANOVA repeated measure และหาคู่ต่างโดยสถิติ Bonferroni test เป็น Post hoc โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ P
กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกันในประเทศไทยซึ่งมีอุดสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็เป็นภาคที่บริโภคพลังงานและสร้างผลกระทบมากมายเช่นกัน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการเข้าร่วมการรับรอง กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงผลจากการดำเนินงานนั้น ของรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับ ทอง เงิน และทองแดง ระดับละ 1 กรณีศึกษา รวม 3 กรณีศึกษา และสรุปบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยจากผลการศึกษาพบว่า 1) รีสอร์ตมีการปรับตัวสู่การเป็นที่พักที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยมีปัจจัยในการเข้าร่วมการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัจจัยด้านการต่อยอดทางธุรกิจ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง และปัจจัยแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริหาร 2) กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่รีสอร์ตกรณีศึกษาเน้นมากที่สุด 4 หมวด ได้แก่ (1) ด้านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน (2) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน (3) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ (4) ด้านการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากธุรกิจที่พักแรมเป็นการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงพัฒนาบริการเพื่อสร้างรายได้ 3) ผลการดำเนินงานพบว่าค่าคะแนนภายใต้การดำเนินการด้านความยั่งยืนโดยรวมเป็นไปในทิศทางบวก อีกทั้งมุมมองผู้ประกอบการมองว่าการเข้าร่วมการรับรองดังกล่าวมีผลตอบรับที่ดี ทั้งจากผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชน โดยมองว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าพักอาจมีข้อคิดเห็นในเชิงลบอยู่บ้าง เนื่องจากอาจขาดความเข้าใจในการดำเนินงานของรีสอร์ต จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากรณีศึกษาระดับทองมีการดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ที่สอดคล้องตามตัวชี้วัดของเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีศึกษาระดับเงิน มีการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 3 โครงการหลักอยู่เดิมจึงเป็นการเข้าร่วมโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และต่อยอดไปยังการรับรองและรางวัลด้านความยั่งยืนอื่น ขณะที่กรณีศึกษาระดับทองแดงที่มีข้อแตกต่างด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดเป็นหลัก
การก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของ มหาสิลา วีระวงส์ ในบริบทสังคมไทย, ธีรพล บัวกระโทก
การก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของ มหาสิลา วีระวงส์ ในบริบทสังคมไทย, ธีรพล บัวกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา วีระวงส์ นักเขียน นักค้นคว้า และกวีคนสำคัญของลาวในระหว่างปี 1905-1948 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มหาสิลามีประสบการณ์ชีวิตในสังคมไทยอย่างใกล้ชิด ผลการศึกษาพบว่า ความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลามีลักษณะเป็นชาตินิยมทางวัฒนธรรม กล่าวคือ เป็นความคิดชาตินิยมที่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความเป็นชาติของลาว การทำงานทางด้านวัฒนธรรมของมหาสิลาเป็นความพยายามฟื้นฟูองค์ประกอบทางวัฒนธรรมเหล่านั้นให้กลับมาเป็นที่ประจักษ์อีกครั้ง เพื่อสร้างความรู้สึกถึงความเป็นชาติเดียวกันให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวลาวและเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นชาติของลาว ด้วยภูมิหลังอันใกล้ชิดกับสังคมไทยของมหาสิลา ทำให้บริบททางประวัติศาสตร์ของสังคมไทยมีผลต่อการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา กล่าวคือ ประสบการณ์ชีวิตของมหาสิลาระหว่างปี 1905-1948 ที่ได้พบกับความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านของสังคมไทย ทั้งทางการเมือง ทางสังคม และทางความคิด โดยเฉพาะการขยายตัวของความคิดชาตินิยมไทยในห้วงเวลาดังกล่าว รวมถึงการได้มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมไทย ได้แก่ กลุ่มพระสงฆ์อีสาน กลุ่มปัญญาชนและชนชั้นนำไทย และกลุ่มนักการเมืองอีสาน ซึ่งอีสานในที่นี้หมายถึงภูมิหลังของผู้คนที่มาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้มหาสิลาตระหนักถึงสถานภาพของตนเองในสังคมไทย อันนำไปสู่กระบวนการก่อรูปทางความคิดชาตินิยมลาวของมหาสิลา ที่มีลักษณะของการใช้องค์ความรู้แบบไทยเป็นเครื่องมือในการสร้างความโดดเด่นให้กับความเป็นลาว ซึ่งความเป็นลาวในความคิดของมหาสิลาก็คือองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่บ่งชี้ถึงความเป็นชาติของลาวนั่นเอง และวิธีการเช่นนี้สามารถพบได้ในผลงานตลอดชีวิตการทำงานของมหาสิลา
วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ
วรรณกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย พ.ศ. 2367-2438, สิรภพ ชลหาญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวคิดและวิธีการการปฏิบัติกรรมฐานของธรรมยุติกนิกาย และความเป็นธรรมยุติกนิกายจากข้อสังเกตที่ได้จากวรรณกรรม คือ จากพระราชนิพนธ์และงานนิพนธ์ของคณะผู้ร่วมก่อตั้งจำนวน 4 ท่าน ซึ่งแต่งขึ้นในปีพุทธศักราช 2367-2438 ได้แก่ (1) วชิรญาณภิกขุุ หรือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (3) สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุุทฺธสิริ) และ (4) พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) ผลการศึกษาพบว่า การทำกรรมฐานเกี่ยวพันกับการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา กรรมฐานที่ปรากฏในวรรณกรรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อพระนิพพาน ช่วยเจริญสมาธิและปัญญาของผู้ปฏิบัติตามคติในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งยังสร้างสำนึกทางพระพุทธศาสนา กรรมฐานที่นำเสนอมีทั้งสมถะและวิปัสสนา สมถกรรมฐานเน้น “จตุรารักขกรรมฐาน” อันได้แก่ พุทธานุสติ เมตตาพรหมวิหาร มรณานุสติ และอสุภสัญญา ในระยะแรก ภายหลัง จึงแสดงวิธีการอื่นตามแนวทางของคัมภีร์วิสุทธิมรรค ส่วนวิปัสสนากรรมฐานเน้นการพิจารณาขันธ์ 5 โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตน วรรณกรรมกรรมฐานทำให้ความรู้เรื่องกรรมฐานเข้าถึงได้ด้วยการอ่าน ผู้ปฏิบัติกรรมฐานสามารถฝึกฝนโดยไม่ต้องพึ่งพาพระวิปัสสนาจารย์ ทำให้กรรมฐานเป็นข้อปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงไตรสิกขา ทั้งยังเป็นเครื่องช่วยเตือนสติและให้ความรู้ในการดำเนินชีวิตตามคติพระพุทธศาสนา การปฏิรูปแนวทางกรรมฐานตามแนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นความเป็นธรรมยุติกนิกายในระยะแรกที่ยังคงเป้าหมายพระนิพพาน ความเชื่อมั่นในวิจารณญาณในการคัดสรรและประยุกต์คำสอนพระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับยุคสมัย และการรับวิทยาการจากตะวันตก ภายหลังเมื่อคณะธรรมยุตมีสถานะมั่นคงขึ้นโดยได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำจนให้จัดการศึกษาคณะสงฆ์ วรรณกรรมกรรมฐานบางเล่มใช้เป็นหนังสือเรียนในหลักสูตร ทำให้กรรมฐานแบบโบราณที่เคยปฏิบัติสืบต่อมาค่อย ๆ สูญหายไป
Verification Of Oil Recovery Mechanism Through Alteration Of Relative Permeability Curve And Analytical Measurements, Tina Tharn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the petroleum production industry, there are several methods that can be utilized to increase oil recovery. These methods are so-called Enhanced Oil Recovery (EOR). Nowadays, Low Salinity Water Flooding (LSWF) is one of the considerable of those techniques due to its cost and simplicity. However, understanding its main oil recovery mechanism is still limited. Therefore, the investigation of oil mechanism provided by LSWF would help refine its application to oilfields. In this study, the Johnson–Bossler–Naumann (JBN) approach is employed to examine relative permeability curves during LSWF in different rock formations including clean sandstone (SS), shaly-sandstone (SHS), and dolostone (DL). …