Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 2521 - 2550 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Diversity Of Blood-Sucking Insects And Vector-Borne Diseases In Pig Farms In Thailand, Kritsada Thongmeesee Jan 2023

Diversity Of Blood-Sucking Insects And Vector-Borne Diseases In Pig Farms In Thailand, Kritsada Thongmeesee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Vector-borne diseases (VBDs) have been recognized as important diseases in humans and animals across the globe. Blood-sucking insects, such as mosquitoes, tabanid flies, and stable flies may carry pathogens, transmit, and cause VBDs in hosts, including pigs. In Thailand, most of the pig farms have backyard system implying that pigs could be easily exposed to blood-sucking insects and lead to infection with vector-borne pathogens (hemoplasmas, Japanese encephalitis virus (JEV), and Trypanosoma (T.) evansi). However, the information about vector-borne pathogens in pigs in Thailand needs to be updated. The objectives of this dissertation were to study the occurrence and genetic diversity …


วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์ Jan 2023

วัณโรคข้ามแดน: ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย, จุฑามาศ ปิยะวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัณโรค เป็นโรคที่อยู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน ในปัจจุบันวัณโรค เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อเป็นอันดับสองของโลกตามรายงานสถานการณ์วัณโรคโดยองค์กรอนามัยโลกปี 2023 (WHO, 2023) โดยประเทศไทยและประเทศเมียนมาร์ยังคงเป็นประเทศที่ถูกจัดอันดับ 30 ประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงอย่างต่อเนื่อง วิทยานิพนธ์นี้ นำเสนอประเด็นวัณโรคข้ามแดน เพื่อแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ภายในเครือข่ายการทำงานของวัณโรคกับแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่อยู่ภายในเครือข่ายวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ที่ต่างมีผลและส่งผลต่อกันและกัน เนื่องจากการทำงานวัณโรคในแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์มีหลายแง่มุมที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างรอบด้านในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในฐานะผู้ป่วย การให้ความช่วยเหลือตามมนุษยธรรม การเมืองของการให้ความช่วยเหลือ และการรักษาเพื่อให้หายจากความเจ็บป่วยที่ทุกมิติมีความเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ในการทำความเข้าใจวัณโรคให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อเผยให้เห็นช่องว่างที่สำคัญบางประการในการทำงานวัณโรคที่ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน โดยการติดตามชีวิตผู้ป่วยวัณโรคแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์และการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และจังหวัดสมุทรสาคร ด้วยวิธีวิทยาการติดตาม (Following Method) เพื่อทำความเข้าใจเครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ มนุษยธรรม ความเจ็บป่วย ยารักษา เชื้อโรค วิเคราะห์ด้วยกรอบทฤษฎีเครือข่าย-ผู้กระทำการเป็นแนวคิดหลักเพื่อนําเสนอข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาที่ว่าด้วยประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยธรรม ความเจ็บป่วย และแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย ข้อค้นพบของการศึกษานี้ เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ของเครือข่ายและตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับวัณโรคในลักษณะของห่วงโซ่ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก ที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและเปราะบางมากไปกว่าการควบคุมโรคในทางการแพทย์และกฎหมายแรงงาน แต่จำเป็นต้องความเข้าใจในทุกมิติเพื่อขยายไปสู่การทำงานวัณโรคในมิติใหม่ต่อไปได้


การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์ Jan 2023

การบัญชีนิติวิทยา : กลไกป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ, อิฐฐนันธ์ ปุรณะพรรค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “การบัญชีนิติวิทยา : กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อศึกษาถึงการใช้การบัญชีนิติวิทยามาต่อสู้กับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และเสนอ แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการบัญชีนิติวิทยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 ท่าน และสังเคราะห์ข้อมูลเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ผลการวิจัยที่สำคัญ พบว่า การบัญชีนิติวิทยา คือ การรวบรวมหลักฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการทุจริตไปสำแดงในชั้นศาล โดยใช้เทคนิคการสืบสวนทางการเงินและการบัญชี กลไกการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจด้วยการใช้การบัญชีนิติวิทยา ประกอบด้วย (1) การป้องกันอาชญากรรม (Prevention) (2) การตรวจจับเฝ้าระวัง (Detection) (3) การสืบสวน (Investigation) เก็บรวบรวมหลักฐานขึ้นสู่ชั้นศาลหรือไกล่เกลี่ย และ (4) การเยียวยาชดใช้ผู้เสียหาย เทคนิคการบัญชีนิติวิทยาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) Collection Forensic คือ การตรวจสอบเอกสารและไฟล์เอกสาร (2) Digital Forensic คือ การสืบหาหลักฐานจากอุปกรณ์และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ปัญหาและอุปสรรคของการใช้บัญชีนิติวิทยาในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบัญชีนิติวิทยาและจรรยาบรรณของนักบัญชีนิติวิทยา จึงควรจัดตั้ง “สมาคมนักบัญชีนิติวิทยาแห่งประเทศไทย” หรือกำหนดให้เป็นสาขาวิชาชีพแขนงหนึ่งใน “สภาวิชาชีพบัญชี” นักบัญชีนิติวิทยาภาคเอกชนถูกจำกัดการเข้าถึงฐานข้อมูลทางการเงิน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้เต็มที่ จึงอาจจำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษ เช่น “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ” และการจัดตั้งองค์กรกลางที่เป็น “Single of Command” เช่น “กระทรวงความมั่นคงภายใน” หรือ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปป.อศ.)” หรือเพิ่มบทบาทหน้าที่ของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” นอกจากนี้ยังพบว่า ปัญหาด้านความรู้ความสามารถเกิดจาก “ระบบอุปถัมภ์” ผู้ตรวจสอบภาครัฐมักขาดทักษะด้านการบัญชีนิติวิทยาซึ่งเป็นพหุวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตรการบัญชีนิติวิทยาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัยความร่วมมือแบบสหวิทยาการ (Interdisciplinary) และการฝึกอบรมร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี


บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย Jan 2023

บทบาทของรัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน: เปรียบเทียบการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนของเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงปี ค.ศ. 2015 – 2022, ชาราวดี พูลคล้าย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของรัฐด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศเยอรมัน ฟินแลนด์ และลักซ์เซมเบิร์ก ในช่วงค.ศ. 2015 – 2022 โดยวิเคราะห์พัฒนาการและรูปแบบการพัฒนาของทั้งสามประเทศ พบว่าทั้งเยอรมนี ฟินแลนด์ และลักเซมเบิร์กต่างประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแห่งความยั่งยืนนี้ โดยมีจุดร่วมคือรัฐเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดผ่านการทำงานของกลไกราชการ (Bureaucratic Capacity) ที่มีความเป็นอิสระที่ฝังรากลึก (Embedded Autonomy) ระดับสูง ได้แก่ CEID ของเยอรมนี Sitra ของฟินแลนด์ และกระทรวง MEA, MECO และ MECDD ของลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ โครงสร้างและบทบาทและหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเหล่านี้ยังสะท้อนภาพความเป็นรัฐที่นำการพัฒนาที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ คือ เยอรมนีในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการมีส่วนร่วม ฟินแลนด์ในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการชี้นำด้วยความสมัครใจ และลักเซมเบิร์กในฐานะรัฐที่นำการพัฒนาที่เน้นการแบ่งงานกันทำ ซึ่งหมายความว่าการเป็นรัฐที่นำการพัฒนานั้นไม่ได้มีรูปแบบเดียวเสมอไป แต่สามารถมีได้หลายเส้นทางขึ้นอยู่กับบริบทที่เหมาะสมของแต่ละประเทศ


บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ Jan 2023

บทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนดารุ้ลอิบาดะห์, ธิดาศิลป์ เปลี่ยนละออ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจบทบาทสตรีมุสลิมในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนการรวมกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภายในและภายนอกชุมชน และผลกระทบที่เกิดขึ้นใน 3 ด้าน คือด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม โดยศึกษาผ่านกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสตรีมุสลิมในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 10 คน ภายใต้ทฤษฎีสตรีนิยมอิสลาม ร่วมกับแนวคิดเครือข่ายทางสังคม หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มสตรีมุสลิมพยายามธำรงบทบาทตามที่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในด้านบทบาทและสิทธิที่สตรีมุสลิมพึงปฏิบัติที่มากกว่าโลกส่วนตัว หากแต่กลุ่มสตรีมุสลิมได้ก้าวออกมาสู่โลกสาธารณะ การรวมกลุ่มสตรีเพื่อหารายได้และการก้าวขึ้นมาสู่บทบาทของผู้พัฒนาชุมชนที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน นอกจากนี้กลุ่มสตรีมุสลิมยังมีการเพิ่มพูนความรู้อยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง อีกทั้งยังมีการสร้างเครือข่ายทางสังคมทั้งกับคนภายในชุมชนและหน่วยงานภายนอก โดยการปฏิสัมพันธ์กับคนในชุมชนนั้นเป็นความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง มีความเรียบง่าย สนิทสนมและความเป็นเครือญาติกัน จึงให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่อย่างเสมอ สำหรับหน่วยงานภายนอกจะทำหน้าที่แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านงบประมาณในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้การเติบโตอย่างมั่นคงและการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืนมีความสอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยเมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพบว่าได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนใน 3 ด้าน ประกอบไปด้วย ด้านเศรษฐกิจคือวิสาหกิจชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการจ้างงาน การเพิ่มการกระจายรายได้ให้แก่คนในชุมชน การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป ด้านสังคมมีการดึงการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม และด้านสิ่งแวดล้อมคือลดปัญหาการเกิดขยะ การพยายามอนุรักษ์น้ำ และส่งเสริมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมแก่คนในชุมชน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำนวน 6 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย ข้อที่ 1 ขจัดความยากจน ข้อที่ 2 ขจัดความหิวโหย ข้อที่ 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ข้อที่ 5 ความเท่าเทียมทางเพศ ข้อที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และข้อที่ 13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล Jan 2023

ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์, ปฐมพงษ์ ศรีหาพล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค การสืบสวนสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มุ่งเน้นศึกษาผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวน สอบสวน นักกฎหมาย ในคดีที่ผู้เสียหายเป็นเด็กในคดีออนไลน์ ผลการศึกษา พบว่า จากแบบสัมภาษณ์ทั้งหมด 9 คน โดยมีบทบาทหน้าที่ดังนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ TICAC จำนวน 5 คน นักจิตวิทยา จำนวน 1 คน พนักงานอัยการ จำนวน 1 คน NGO จำนวน 1 คน และนักสังคมสงเคราะห์ จำนวน 1 คน ปัญหาและอุปสรรค ข้อมูลที่เด็กไม่เต็มใจให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากว่าเด็กเป็นผู้เสียหาย เด็กอาย และไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทราบหรือให้บุคคลอื่นทราบ ก็จะปกปิดเป็นความลับ และเกี่ยวกับเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครองผู้เสียหายที่ไม่เข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่ว่าเข้าไปช่วยเหลือ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลแต่ต้องการหาพยานหลักฐานเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ เพราะไม่งั้นก็จะไปหลอกคนอื่นต่อ และที่เจอเป็นฝั่งของผู้เสียหาย เกี่ยวกับเรื่องของสภาพแวดล้อม และชุมชนของบ้านผู้เสียหาย ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดมาจากปัญหาครอบครัวที่บ้าน ปัญหาภายในครอบครัว และเป็นเรื่องของการเยาว์วัยของฝั่งผู้เสียหายคือสติปัญญาของเด็กยังไม่ก้าวทันภัยในส่วนของคนร้าย และปัญหาของการสืบสวนคือคนร้ายปิดบังอำพรางตัวตน บางทีสามารถขอข้อมูลจากทาง Facebook, Twitter ผู้ให้บริการในประเทศอย่างการขอ IP Address การขอหมายเลขโทรศัพท์มันต้องใช้เวลายุ่งยาก มันทำให้เป็นอุปสรรคในการสืบสวน ข้อเสนอแนะ เน้นในเรื่องของกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ละเอียดรอบคอบอย่างเดียว จะทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจะง่ายขึ้น แล้วก็รวดเร็วขึ้น และทุกอย่างให้มองเห็นประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ของหน่วยงานตัวเอง และปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการตรวจ เพราะมาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ปัญหาที่เจอคือเรื่องการตรวจพยานหลักฐานทาง Computer เพราะส่วนใหญ่ผู้ต้องหามีการปิดล็อกพาสเวิร์ดทาง Computer และมือถือทำให้ยากขึ้นตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจอย่างเพียงพอหรือยังที่ต้องเก็บพยานหลักฐานคือให้เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งมีความรู้มีสกิลในการแนะนำเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการเก็บพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็ก ซึ่งมันขยายได้ว่าปัจจุบันมันยังไม่เป็นมิตรสำหรับเด็ก คือกระบวนการสืบสวนสอบสวนมันเหมือนการกระทำซ้ำกับเด็กด้วย พนักงานสืบสวนเองในหลายๆ พื้นที่โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่ยังไม่ค่อยใช้สื่อ Online ตำรวจก็มีข้อจำกัดในการใช้เครื่องมือในการสืบสวน หรือบางแอพตำรวจยังไม่รู้จักเลย บางทีก็มีการใช้ถ้อยคำที่ทำร้ายจิตใจไม่เหมาะสม และการเก็บพยานหลักฐาน และขอเพิ่มเติมข้อเสนอแนะในด้านของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตรสำหรับเด็กสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัวแล้ววิธีการในการพูดคุยกับผู้เสียหาย ให้มีการเพิ่มจำนวนพนักงานสอบสวนหญิง แล้วก็พนักงานอัยการผู้หญิง ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาปัจจุบันก็ที่เค้าเน้นหนักคือพวกบัญชีม้า เพราะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าใครเป็นคนกระทำความผิดจริง และข้อเสนอแนะไว้เรื่องเกี่ยวกับการเรื่องทางเพศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในการปราบปรามอาชญากรรมทางเพศ


บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์ Jan 2023

บทบาทของญี่ปุ่นในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, นนทิยุต ชัยพงศ์พณิชย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่อระบบสังคมระหว่างประเทศและปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงเป็นปัญหาฉุกเฉินที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศต่าง ๆ ในโลก องค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหประชาชาติเป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงสามารถประสบความสำเร็จภายใต้ความร่วมมือในระดับนานาชาติ สหประชาชาติได้มีการแพร่ขยายบรรทัดฐานที่จะนำไปสู่การดำเนินนโยบายของตัวรัฐคือบรรทัดฐาน "ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะ" และ "การคำนึงถึงระบบองค์รวม" แต่การที่ญี่ปุ่นได้รับนำเอาบรรทัดฐานเหล่านี้มาดำเนินนโยบายนั้น ญี่ปุ่นไม่ได้รับเอาบรรทัดฐานมาโดยไม่เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับบรรทัดฐานภายใน ญี่ปุ่นได้ดำเนินกระบวนการที่เรียกว่า "การทำให้เป็นท้องถิ่นของบรรทัดฐาน" ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้บรรทัดฐานภายนอกสามารถเชื่อมโยงกับบรรทัดฐานที่ได้รับการยอมอยู่แล้วเป็นวงกว้างในสังคมภายใน ทำให้การดำเนินนโยบายของตัวรัฐซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับอิทธิพลมาจากบรรทัดฐานภายนอกเหล่านี้สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นและปราศจากแรงต่อต้านจากสังคมภายใน


การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม Jan 2023

การเผชิญวาระท้ายของชีวิตและการดูแลแบบประคับประคองของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ, ปริญญา หวันเหล็ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการด้านสุขภาพและการเข้าถึงของระบบราชทัณฑ์ไทยในการดูแลแบบประคับประคอง ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ตามกรอบข้อบังคับระดับสากลและข้อกฎหมายระดับประเทศ ทั้งนี้ ยังมุ่งศึกษาแนวทางการให้บริการด้านสุขภาพในมิติของการดูแลในระยะท้าย ความต้องการของผู้ต้องขังสูงวัยในเรือนจำ และรูปแบบการจัดการกับการตายในเรือนจำ ผ่านกลไกของราชทัณฑ์ไทยที่มีทีมสหวิชาชีพต่างๆที่เข้ามาให้บริการกับผู้ต้องขังในระยะท้ายกับผู้ต้องขัง การศึกษาครั้งนี้อาศัยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบประการสำคัญว่า โครงการราชทัณฑ์ปันสุขเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของบริการสุขภาพในกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังสูงวัยในวาระท้ายของชีวิตนั้นได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่าการรักษาในโรงพยาบาลภายนอก ด้วยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีบริการระบบการให้เยี่ยมออนไลน์สำหรับผู้ต้องขังในระยะท้ายในเรือนจำ และความต้องการในวาระสุดท้ายของชีวิตผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นคือการได้ “กลับบ้าน” ที่นับเป็นข้อค้นพบสำคัญและเป็นความหวังสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ


นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย Jan 2023

นัยของความตาย: การทำให้เป็นดิจิทัล เดธทิวิตี้ และปฏิสัมพันธ์กับความตายของคนรุ่นใหม่ในบริบทเมือง, วรากร วิมุตติไชย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายที่ปรากฏให้เห็นในบริบทเมืองของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เกิดขึ้นโดยมีลักษณะร่วมหลายประการ คือ (1) เป็นการนำเสนอความตายแบบที่ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม (2) มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (3) นำความตายไปสอดแทรกในมิติอื่น ๆ ของชีวิตประจำวัน และท้ายที่สุด คือ (4) การใช้ความตายเพื่อตอบโจทย์ใหญ่ของสังคม คือ โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมสูงวัย และความเป็นปัจเจกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยงานวิจัยนี้ศึกษาปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายผ่านหกกรณีศึกษา แบ่งเป็นแพลตฟอร์มพวงหรีดทางเลือกออนไลน์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนความหมายของคุณค่าใหม่ที่สะท้อนความตระหนักถึงความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม และ ปรากฏการณ์เดธทิวิตี หรือ มรณิจกรรม อันเป็นการเปิดพื้นที่เรื่องตายใหม่ในสังคม โดยทั้งหกกรณีศึกษามีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ การทำความตายให้เป็นดิจิทัล (digitalization of death) และ การเรียกร้องให้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อความตายแบบใหม่ในฐานะพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ภายในตนของปัจเจก (Transformative space) ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการและการให้ความหมายต่อความตายของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในบริบทเมืองเปลี่ยนรูปโฉมไป และค้นพบว่าปรากฏการณ์สมัยใหม่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของพื้นที่กายภาพและดิจิทัลอย่างแยกจากกันไม่ได้ภายใต้ความเป็นสังคมเครือข่าย (network society) เพราะวัตถุประสงค์และความหมายของปรากฏการณ์จะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นจากเครือข่ายของพื้นที่ เวลา วัตถุ และข้อมูล ทั้งกายภาพและดิจิทัลนั่นเอง ท้ายที่สุด การเกิดขึ้นของปรากฏการณ์สมัยใหม่เรื่องตายอาจกำลังชี้ให้เห็นถึงภูมิทัศน์ความตาย (Deathscape) ที่กำลังเปลี่ยนไป และชี้ให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ละเลยความตาย แต่กำลังเรียกร้องการเรียนรู้เรื่องตายในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยการประกอบขึ้นจากดิจิทัล การสร้างประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมิดชิด และตอบโจทย์คุณค่าใหม่ของสากล


การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร Jan 2023

การศึกษาการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน : กรณีศึกษากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา จังหวัดสงขลา, ภาณุรักษ์ ต่างจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่มุ่งให้สนใจกับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราจังหวัดสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาการนำนโยบายด้านการจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงานมาประยุกต์ใช้ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการการนำนโยบายไปปฏิบัติ และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และมีความเข้าใจลักษณะการทำงานของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมยางพารา ผลการศึกษาพบว่า สถานประกอบการบางแห่งขาดมาตรการ ความเข้าใจกฎหมายที่คุ้มครองให้แรงงานปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่เพียงพอ นอกจากนั้น ปัญหาในการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและเงื่อนไขตามกฎหมายยังทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่อง ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐบางส่วน รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมยางพาราขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดสงขลาโดยส่วนใหญ่ มีทรัพยากรจำกัด ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายในด้านนี้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงปัญหาด้านทัศนคติต่อการจัดการส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนมีมุมมองต่อการจัดการด้านความปลอดภัยในลักษณะภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และท้ายสุด การขาดความเชื่อมโยงของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ทำให้การดำเนินการยังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในส่วนของข้อเสนอแนะนำของการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยให้ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจใส่ใจกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย สำหรับสถานประกอบการ ควรมีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ท้ายที่สุดสำหรับแรงงานในสถานประกอบการ ควรเสาะแสวงหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของลูกจ้างแรงงาน รวมถึงให้ความสำคัญและร่วมมือในการดำเนินการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานด้วย


การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ Jan 2023

การศึกษาโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ: กรณีศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ, เหมือนพิมพ์ รอบคอบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และ (2) เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำหรับแนวทางในการพัฒนาโครงการ โดยเป็นการศึกษาด้วยรูปแบบการวิจัยแบบเชิงคุณภาพเกี่ยวกับกระบวนการรับสิทธิของโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2563 - พ.ศ.2566 ในจังหวัดสมุทรปราการ โดยศึกษาจากเอกสารและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนกลางคือ ศูนย์ปฏิบัติการโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนภูมิภาคคือ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการส่วนถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลบางเพรียง เทศบาลเมืองปู่เจ้าสมิงพราย เทศบาลนครสมุทรปราการ และ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (2) กลุ่มผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ (3) กลุ่มผู้ปกครองที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (กลุ่มตกหล่น) รวมทั้งหมด 28 ท่าน จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์และขั้นตอนในกระบวนการรับสิทธิมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะทำให้เกิดความเข้าใจต่อโครงการในระดับที่แตกต่างกันของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนผู้รับบริการเนื่องจากขาดการสื่อสารและถ่ายทอดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัตินโยบายที่ชัดเจนและสม่ำเสมอต่อกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรับรองสถานะครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยโดยใช้เกณฑ์รายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือนไม่สามารถคัดกรองได้อย่างแท้จริงและอาจเป็นช่องว่างให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองได้ ความยากลำบากในการหาผู้รับรองสถานะครัวเรือนก่อให้เกิดต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายและต้นทุนจิตวิทยาของกลุ่มผู้ประสงค์เข้ารับสิทธิ ระบบแอปพลิเคชันเงินเด็กไม่เสถียร การจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดในครั้งแรกมีความล่าช้า ผู้ศึกษาเห็นว่าแนวทางในการพัฒนาโครงการ คือ เพิ่มการสื่อสารระหว่างองค์การ จัดทำคู่มือการปฏิบัติงานโครงการในฉบับย่อสำหรับกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายในระดับต่างๆ แก้ไขแบบฟอร์มในการลงทะเบียนให้สั้นกระชับ ผู้ปกครองที่มีหลักฐานเอกสารรับรองรายได้ควรอนุโลมให้ไม่จำเป็นต้องมีผู้เซ็นรับรองสถานะครัวเรือน เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายผู้ศึกษาเห็นว่าควรพัฒนาโครงการไปสู่การเป็นสวัสดิการแบบถ้วนหน้าสำหรับเด็กทุกคนตามแนวคิดการคุ้มครองทางสังคมถ้วนหน้าเพื่อลดต้นทุนในการเรียนรู้นโยบายและต้นทุนในการปฏิบัติตามนโยบายจากการศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางนโยบายที่กำหนดรวมถึงต้นทุนทางด้านจิตวิทยาของผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงลดต้นทุนทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นกับข้าราชการระดับปฏิบัติการในระดับต่างๆและลดการตีความแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับของกลุ่มผู้ปฏิบัตินโยบายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย


Geriatric Esthetics: A Comparison Of Prosthodontists, General Practitioners, And Laypeople's Perception, Rawinun Puangkaew Jan 2023

Geriatric Esthetics: A Comparison Of Prosthodontists, General Practitioners, And Laypeople's Perception, Rawinun Puangkaew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this study, we evaluated the esthetic perceptions of prosthodontists, general practitioners, and laypeople in elderly smile, using varying the exposure of the maxillary incisors in rest position and a full smile, size of buccal corridor and gingival display of maxillary posterior teeth. The picture of elderly smile was modified and shown with randomized sequence. Participants are asked to rate each image by using a numerical visual analog scale (0-10 scale). A total of 150 participants consisted of 50 Thai prosthodontists, 50 general practitioners, and 50 laypeople. Some pictures exhibited statistically significant differences (p0.05). All variation of incisal display were …


ผลสำเร็จของการรักษาเนื้อเยื่อในแบบคงความมีชีวิตในฟันแท้ที่ผุลึก การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ฤดีมาศ พัฒนพงศานนท์ Jan 2023

ผลสำเร็จของการรักษาเนื้อเยื่อในแบบคงความมีชีวิตในฟันแท้ที่ผุลึก การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ, ฤดีมาศ พัฒนพงศานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาผลความสำเร็จของการรักษาเนื้อเยื่อในแบบคงความมีชีวิตวิธีการต่างๆ ได้แก่ การปิดทับเนื้อเยื่อในโดยตรง การทำพัลโพโตมีบางส่วนและการทำพัลโพโตมีในฟันแท้ที่ผุทะลุโพรงประสาทฟัน โดยแบ่งตามการวินิจฉัย ได้แก่ Reversible pulpitis และ Irreversible pulpitis วิธีดำเนินการ: ทำการสืบค้นงานวิจัยและการศึกษาผ่านฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสืบค้นด้วยมือ งานวิจัยที่ตรงตามเกณฑ์คัดเข้าจะถูกคัดเข้ามาทำการวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (Risk of bias) ทำโดยใช้แบบประเมิน RoB 2 และ the ROBINS-I tool สำหรับงานวิจัยชนิด RCTs และงานวิจัยชนิด Non-RCTs ตามลำดับ ข้อมูลที่สังเคราะห์จากงานวิจัยที่คัดเข้ามาถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ฟันที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Reversible pulpitis และ Irreversible pulpitis แต่ละกลุ่มจะทำการคิดอัตราความสำเร็จถ่วงน้ำหนักที่ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ของการรักษาแต่ละวิธี ได้แก่ การปิดทับเนื้อเยื่อในโดยตรง การทำพัลโพโตมีบางส่วนและการทำพัลโพโตมีที่ระยะเวลาการติดตามอาการต่างๆ สำหรับการคิดอัตราความสำเร็จของวัสดุปิดทับเนื้อเยื่อในที่ใช้ในการรักษาจะทำการคำนวณด้วยวิธีการเดียวกันโดยใช้โปรแกรม R-statistics version 4.3.2 ผลการศึกษา: งานวิจัยที่ได้รับการคัดเข้าและนำมาวิเคราะห์ข้อมูลมีทั้งหมด 31 งานวิจัย อัตราความสำเร็จถ่วงน้ำหนักที่ค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ของการรักษาแต่ละวิธีของฟันที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Reversible pulpitis มีค่า 78.7 - 93.5% โดยการรักษาด้วยการทำพัลโพโตมีบางส่วนมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าการปิดทับเนื้อเยื่อในโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฟันที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Irreversible pulpitis อัตราความสำเร็จถ่วงน้ำหนักของการรักษาแต่ละวิธีมีค่า 79.0 - 90.6% โดยการทำพัลโพโตมีให้อัตราความสำเร็จสูงสุด สำหรับอัตราความสำเร็จถ่วงน้ำหนักของวัสดุปิดทับเนื้อเยื่อในในกลุ่ม Bioceramics ให้อัตราความสำเร็จสูงกว่าวัสดุชนิด Calcium hydroxide อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: การรักษาเนื้อเยื่อในแบบคงความมีชีวิต ได้แก่ การปิดทับเนื้อเยื่อในโดยตรง การทำพัลโพโตมีบางส่วนและการทำพัลโพโตมีควรพิจารณาใช้รักษาฟันแท้ที่มีชีวิตที่ผุทะลุโพรงประสาทฟัน สำหรับฟันที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Reversible pulpitis การทำพัลโพโตมีบางส่วนมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าการปิดทับเนื้อเยื่อในโดยตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฟันที่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Irreversible pulpitis การทำพัลโพโตมีมีอัตราความสำเร็จสูงเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ สำหรับวัสดุปิดทับเนื้อเยื่อในวัสดุชนิด Bioceramics ให้ผลสำเร็จสูงกว่า Calcium hydroxide อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


Effects Of Jagged1 On Mirna Expression In Dental Stem Cells, Promphakkon Kulthanaamondhita Jan 2023

Effects Of Jagged1 On Mirna Expression In Dental Stem Cells, Promphakkon Kulthanaamondhita

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Notch signaling is activated in dental pulp tissues after direct pulp capping treatment in vivo, implying a role in tertiary dentin formation. Furthermore, Notch signaling also participates in periodontal ligament development and maturation. However, its mechanism of action remains to be elucidated. The present study investigated the expression profile of miRNAs in Notch-activated human dental stem pulp stem cells (DPSCs) and periodontal ligament stem cells (PDLSCs), examined their potential cellular targets and validated the functions of miRNAs in modulating the odonto / osteogenic properties. DPSCs and PDLSCs were treated with indirect immobilized Jagged1. The miRNA expression profile was examined using …


นวัตกรรมการบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคต, เกษศิริ กมล Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคต, เกษศิริ กมล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียน และทักษะอาชีพในอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจําเป็นของการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคต 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคต โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะตามวัตถุประสงค์ กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 348 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 1,398 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการ โรงเรียนละ 2 คน และกลุ่มครูผู้สอน โรงเรียนละ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคํานวณ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความต้องการจําเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารโรงเรียน ประกอบด้วย (1) การบริหารงานวิชาการ ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล (2) การบริหารงานทั่วไป ได้แก่ การจัดพื้นที่การเรียนรู้ และการจัดเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กรอบแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคตมี 5 ทักษะหลัก 18 ทักษะย่อย ได้แก่ ทักษะทางกายภาพและการปฏิบัติ ทักษะทางปัญญาขั้นพื้นฐาน ทักษะทางปัญญาขั้นสูง ทักษะทางสังคมและอารมณ์ ทักษะทางเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารโรงเรียนเอกชนตามแนวคิดทักษะอาชีพในอนาคต พบว่าการบริหารงานวิชาการมีความต้องการจำเป็นสูงกว่าการบริหารงานทั่วไป (1) การบริหารงานวิชาการ ด้านที่มีความต้องการจําเป็นสูงที่สุดคือ ด้านการวัดและประเมินผล ด้านการพัฒนาหลักสูตร และด้านการจัดการเรียนการสอน ตามลำดับ ทักษะอาชีพในอนาคตที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดคือ ทักษะทางปัญญาขั้นสูง ทักษะทางกายภาพและการปฏิบัติ ทักษะทางเทคโนโลยี ทักษะทางอารมณ์และสังคม และทักษะทางปัญญาขั้นพื้นฐาน ตามลำดับ (2) การบริหารงานทั่วไป ด้านที่มีความต้องการจําเป็นสูงที่สุดคือ ด้านการจัดพื้นที่การเรียนรู้ และด้านการจัดเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามลำดับ โดยทักษะที่มีความต้องการจําเป็นสูงที่สุดคือ ทักษะทางปัญญาขั้นสูง ทักษะทางกายภาพและการปฏิบัติ ทักษะทางอารมณ์และสังคม …


การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม, ณิชกานต์ นพวงศ์ เพียรล้ำเลิศ Jan 2023

การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม, ณิชกานต์ นพวงศ์ เพียรล้ำเลิศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) ศึกษาสภาวการณ์ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม 2) วิเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขกระบวนการเรียนรู้ และ 3) นำเสนอแนวทางพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสของกลุ่มเยาวชนไทยในโลกยุคหลังสมัยใหม่นิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ประเภทการวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (explanatory sequential design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ เยาวชนไทย อายุ 15-18 ปี กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบง่าย(Simple random sampling) จำนวน 569 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ประกอบด้วย 2 กลุ่มได้แก่ (1) กลุ่มเยาวชนไทย และ (2) กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเรียนรู้ทางจริยธรรมของเยาวชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และ แบบประเมินร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลวิจัยพบว่า 1) ด้านสภาวการณ์ทางจริยธรรม เยาวชนไทยมีการเรียนรู้ทางจริยธรรมตามรูปแบบมนุษยนิยมแตกต่างหลากหลายตามตัวแปรเชิงประชากร ด้าน เพศ อายุ พื้นที การอยู่อาศัยกับพ่อแม่ และอาชีพผู้ปกครอง และกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกยุคสมัยใหม่นิยมที่มีสภาวะความเป็นฆราวาสนิยมและสภาวการณ์เร่งนิยม 2) ปัจจัยเงื่อนไขกระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสหลังยุคสมัยใหม่นิยม มี 4 ปัจจัยเงื่อนไข ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านผู้สอน (2) ปัจจัยด้านวิธีการ (3) ปัจจัยด้านเนื้อหา (4) ปัจจัยด้านสื่อ และเงื่อนไขการเรียนรู้คือความสามารถทางจริยธรรมของปัจเจกบุคคล 3) แนวทางการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางจริยธรรมของกลุ่มเยาวชนไทยตามรูปแบบมนุษยนิยมแบบฆราวาสหลังยุคสมัยใหม่นิยมประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) แนวการพัฒนาเนื้อหาสาระเพื่อการพัฒนาเนื้อหา 2) แนวทางการเตรียมความพร้อมบุคลกรทางการศึกษาและสังคม 3) แนวทางการสร้างและพัฒนาสื่อหลังสมัยใหม่ 4) การกำหนดกรอบนโยบายเพื่อสร้างการสื่อสารเชิงบวก ให้โอกาส และ ทางเลือกแก่เยาวชน


การประเมินอภิมานการใช้แบบจำลองซิปในการประเมินโครงการศึกษา : การประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง, มินตรา สมจิตต์ Jan 2023

การประเมินอภิมานการใช้แบบจำลองซิปในการประเมินโครงการศึกษา : การประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง, มินตรา สมจิตต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 4 ข้อ ได้แก่ (1) เพื่อประเมินระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินตามหลักการประเมินอภิมาน (2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP และแนวคิดที่คลาดเคลื่อนในการนำแบบจำลอง CIPP มาใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษา (3) เพื่อประเมินระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการคัดสรรทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP โดยการประยุกต์ใช้ขั้นตอนการประเมินอภิมานเชิงตอบสนอง และ (4) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมิน การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การประเมินอภิมานรายงานการประเมินโครงการและวิเคราะห์รูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ รายงานการประเมินที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545-2560 จำนวน 150 เล่ม เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบประเมินคุณภาพรายงาน และ (2) แบบตรวจสอบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ระยะที่ 2 การประเมินระดับคุณภาพรายงานโดยการประยุกต์ใช้ขั้นตอนของการประเมินอภิมานเชิงตอบสนองเป็นเกณฑ์ในการรายงานการประเมินโครงการคัดสรรทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ตัวอย่างคือ รายงานการประเมินโครงการคัดสรรที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมิน ระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 จำนวน 5 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แบบประเมินคุณภาพรายงานและ (2) แบบตรวจสอบรูปแบบการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และร้อยละ และระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินโครงการทางการศึกษา ตัวอย่าง คือ ผู้เชี่ยวชาญ และนักประเมินที่เคยใช้แบบจำลอง CIPP เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบเสนอแนวทางการยกระดับคุณภาพการประเมินโครงการประเมินทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับคุณภาพรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาในประเทศไทยที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินตามหลักการประเมินอภิมานของรายงานการประเมินโครงการทางการศึกษาที่ใช้แบบจำลอง CIPP ในการประเมินทั้ง 150 เล่ม …


การพัฒนากลยุทธ์การจัดการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้, สุวิมล เจียรธราวานิช Jan 2023

การพัฒนากลยุทธ์การจัดการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้, สุวิมล เจียรธราวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาของการจัดการสถาบันอุดมศึกษาเอกชน วิเคราะห์สถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยแนวคิด VUCA ประกอบด้วย ความผันผวน (Volatility), ความไม่แน่นอน (Uncertainty), ความซับซ้อน (Complexity) และ ความคลุมเครือ (Ambiguity) และพัฒนากลยุทธ์การจัดการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพโดยศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาจำนวน 24 ท่าน สังเคราะห์เป็นแบบสอบถามใช้เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างอาจารย์และบุคลากรสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 375 คน จากทั้งหมด 14,745 คน ด้วยวิธีเครจซี่และมอร์แกน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยเชื่อมโยงกับ VUCA จัดทำกลยุทธ์โดยแนวคิดน่านน้ำสีคราม กรอบดำเนินการ 4 ประการ คือ ขจัด ลด ยกระดับ และสร้าง ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ด้วยแนวคิด VUCA ด้านวิชาการ เกิดความผันผวนของความต้องการและพฤติกรรมนักศึกษา ด้านการวิจัย ที่ขาดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ จึงต้องมุ่งเน้นไปที่การวิจัยเชิงปฏิบัติการและทำงานร่วมกับเครือข่ายหรือภาคเอกชน ด้านบริการวิชาการ เมื่อมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรายได้ของนักศึกษา จึงต้องปรับเปลี่ยนการบริการวิชาการเป็นแบบสร้างรายได้มากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับสถาบันอุดมศึกษาเอกชนคือต้องมีแผนการอยู่รอดและให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนนักศึกษาด้วยวิธีการใหม่ ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ จึงกำหนดกลยุทธ์การจัดการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เป็น 4 ด้าน ดังนี้ 1.กลยุทธ์ด้านวิชาการ แผนระยะสั้น ใช้เทคโนโลยีช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านเอกสาร พัฒนาอาจารย์ให้มีทักษะและความรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นนโยบายของสถาบัน และวิเคราะห์ความไวการพยากรณ์ความต้องการของผู้เรียน แผนระยะกลาง ยกระดับเข้าสู่การแข่งขันในระดับสูงขึ้น และสร้างหลักสูตรที่ได้รับปริญญาด้วยการสอบสมรรถนะได้มากกว่าเพียงปริญญาเดียว 2.กลยุทธ์ด้านวิจัยและนวัตกรรม แผนระยะสั้น กำหนดนโยบายการบริหารงานวิจัยระบบสนับสนุนและการสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจน นโยบายการเทียบเคียงภาระงานวิจัยกับภาระงานสอนที่ชัดเจน แผนระยะกลาง ส่งเสริมงานวิจัยเชิงนวัตกรรมตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรม สร้างความร่วมมือกับภาครัฐ 3.กลยุทธ์ด้านบริการวิชาการ แผนระยะสั้น สร้างกระบวนการในการวิเคราะห์ความต้องการของผู้รับบริการที่เปลี่ยนแปลงไว แผนระยะกลาง สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และยกระดับงานบริการวิชาการที่ตอบโจทย์ของผู้รับบริการ ยกระดับหาผู้เรียนเชิงรุก และกำหนดคลัสเตอร์งานบริการวิชาการ 4.กลยุทธ์ด้านการบริหารและการพัฒนาภาวะผู้นำ แผนระยะสั้น กำหนดนโยบายของผู้บริหารสูงสุดที่มุ่งเป้าหมายเดียวกัน บริหารภาระงานให้สมดุล แผนระยะกลาง ส่งเสริมด้านวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำ และการบริหารในสภาวะวิกฤต การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไว ยกระดับผู้ปฏิบัติงานให้มีความไวและความทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้บริหารระดับองค์กร


การพัฒนาแผนที่นำทางการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อสังคมผู้สูงอายุ, ธรรมมา เจียรธราวานิช Jan 2023

การพัฒนาแผนที่นำทางการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อสังคมผู้สูงอายุ, ธรรมมา เจียรธราวานิช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยศึกษาสภาพปัจจุบันและความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในและต่างประเทศ และนำเสนอแผนที่นำทางการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพื่อสังคมผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเพื่อสังคมสูงอายุของสถาบันอุดมศึกษา จาก 6 ประเทศ ได้แก่ 1) ประเทศญี่ปุ่น 2) ประเทศฝรั่งเศส 3) ประเทศอังกฤษ 4) ประเทศสหรัฐอเมริกา 5) ประเทศสิงคโปร์ และ 6) ประเทศไทย โดยศึกษาตามองค์ประกอบ 5 ด้าน 1) ด้านผู้สอน 2) ด้านผู้เรียน 3) ด้านผู้บริหาร 4) ด้านหลักสูตร และ 5) ด้านบริการสนับสนุน ผู้บริหารระดับสูงสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย กลุ่ม อธิการบดี หรือรองอธิการบดี หรือผู้ช่วยอธิการบดี กลุ่มนายกสภามหาวิทยาลัย หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย จำนวนรวม 39 คน ผู้บริหารระดับนโยบายสถาบันระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย จำนวน 390 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบร่างแผนที่นำทางฯ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างแผนที่นำทาง การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นโยบายและสภาพปัจจุบันและความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า ด้านนโยบายและแผนมีความพร้อมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.95 ด้านคุณสมบัติผู้เรียน ด้านหลักสูตร ด้านผู้บริหาร ด้านผู้สอน และ ด้านบริการสนับสนุน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.84, 3.75, 3.67, 3.62, 3.57 ตามลำดับ ดังนั้น ด้านการบริการสนับสนุนยังขาดความพร้อมมากที่สุดในภาพรวมของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย 2. การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของสถาบันอุดมศึกษาในและต่างประเทศ พบว่า ระบบการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุทั้ง 6 ประเทศ พบว่าในประเทศอังกฤษและประเทศสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่องค์กรเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ …


ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, ใหม่ สังขะเมฆะ Jan 2023

ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์, ใหม่ สังขะเมฆะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาผลการการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และ 3) เพื่อนำเสนอคู่มือการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ปกครองเด็กปฐมวัย จำนวน 45 คน ที่ได้มาโดยการคัดเลือกตามเกณฑ์ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน ด้านการวิจัย และด้านกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 5 คน ด้วยเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 2) แบบวัดความสามารถของผู้ปกครองเกี่ยวกับการเสริมสร้างการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้กับเด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ 3) แบบบันทึกของผู้ปกครองเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ร่วมกับบุตรหลานด้วยวิธีเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 4) แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมวิทยาศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของผู้ปกครองโดยใช้วิธีเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้กับเด็กปฐมวัย และ 5) ประเด็นการสนทนากลุ่มพิจารณาคู่มือการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าdependent t-test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. แผนการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย กระบวนการขั้นตอนตามแนวคิดการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ 4 ขั้นตอน 1) การสำรวจความต้องการของผู้เรียน 2) การกำหนดวัตถุประสงค์และวางแผนกิจกรรมร่วมกัน 3) การนำกิจกรรมไปปฏิบัติ และ 4) การประเมินผล โดยมีเนื้อหาตามทฤษฎีวิธีการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ได้แก่ 1) ขั้นการสร้างความสนใจ 2) ขั้นการสำรวจและค้นหา 3) ขั้นการอธิบายและลงข้อสรุป 4) ขั้นการขยายความรู้ และ 5) ขั้นการประเมินผล ซึ่งได้ปรับให้เหมาะสมตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาในการทำกิจกรรม เนื้อหาเกี่ยวกับวิธีสืบเสาะหาความรู้ และเครื่องมือในการบันทึกเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรม 2. ผลการทดลองกิจกรรม พบว่า ความสามารถในเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้ของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมทั้งหมดสูงขึ้นอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.20, S.D. = 0.38) และจากการเปรียบเทียบเปรียบเทียบผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมตามการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้สำหรับเด็กปฐมวัยของผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ความสามารถในการเสริมสร้างการสืบเสาะหาความรู้ของผู้ปกครองสูงขึ้นกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. คู่มือการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 1) การเรียนรู้แบบสืบเสาะ 2) การจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน, นิลุบล เกตุแก้ว Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน, นิลุบล เกตุแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตตามแนวคิดความเข้มแข็งทางจิตใจและทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน โดยนำโปรแกรมไปใช้กับนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต วิธีการดำเนินงานวิจัยมี 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพปัญหาพื้นฐาน โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และศึกษาเชิงลึกด้วยการสัมภาษณ์และสังเกตจากบริบท ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม โดยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยเพื่อนำมาพัฒนาโปรแกรม การหาคุณภาพของโปรแกรมและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ การทดลองนำร่องและวิเคราะห์ผลการทดลองนำร่อง ระยะที่ 3 การหาคุณภาพของโปรแกรมโดยการทดลอง ใช้โปรแกรมโดยรูปแบบการทดลองแบบหนึ่งกลุ่มทดลอง ทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้โปรแกรมจำนวน 2 หน่วยการเรียนรู้ กับตัวอย่างโดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1. แบบวัดการเปิดรับประสบการณ์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2. แบบสะท้อนคิดการเปิดรับประสบการณ์ 3. แบบสัมภาษณ์การเปิดรับประสบการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบวัดการเปิดรับประสบการณ์โดยใช้สถิติแบบบรรยาย และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบสะท้อนคิดและการสัมภาษณ์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 4 การปรับปรุงและพัฒนาโปรแกรม ผลการวิจัย พบว่า 1. โปรแกรมมีหลักการ 3 ข้อ คือ 1) การรู้ผลลัพธ์ของพฤติกรรม 2) การตั้งเป้าหมาย และ 3) การปฏิบัติตามเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมการเปิดรับประสบการณ์ที่เหมาะสมในบริบทของการทำงานร่วมกับผู้อื่นและการเรียน โปรแกรมมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประเมินความเชื่อเดิม ปรับเสริมความเชื่อใหม่ ขั้นที่ 2 มุ่งตรงเตรียมพร้อมตามเป้าหมาย ขั้นที่ 3 ขยายประสบการณ์ที่หลากหลายของชีวิต ขั้นที่ 4 พิชิตผลความสำเร็จ โครงสร้างของโปรแกรมประกอบด้วย 2 หน่วยการเรียนรู้ 20 ชุดกิจกรรม จัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 หน่วยการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 4 วัน ใช้เวลาจัดกิจกรรมชุดละประมาณ 150-360 นาทีต่อวัน รวมระยะเวลาของโปรแกรมทั้งหมด 2 สัปดาห์ 2. ประสิทธิผลของโปรแกรม พบว่า 1) นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการเปิดรับประสบการณ์ที่มีการเปิดรับประสบการณ์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามองค์ประกอบ …


การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม, มัณนาน มามะ Jan 2023

การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม, มัณนาน มามะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาลักษณะสภาพสังคมวัฒนธรรมและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายระหว่างบุคคล 2. ศึกษาองค์ประกอบหรือรากฐานของงานศิลปะไทยที่สามารถนำมาใช้จัดกิจกรรมในรูปแบบศิลปะเชิงสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม 3. ศึกษาผลของการใช้รูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้เทคนิควิธีเชิงคุณภาพ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การเตรียมข้อมูลในการพัฒนารูปแบบกิจกรรม ด้วยการวิจัยเอกสาร ศึกษาสภาพทั่วไปของชุมชนต้นแบบและชุมชนที่ต้องการส่งเสริมสันติวัฒนธรรมและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 7 ด้าน จำนวน 35 ท่าน 2) การพัฒนารูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม 3) การศึกษาผลการใช้รูปแบบกิจกรรมฯ โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบหลังใช้ร่วมกับแบบประเมินความคิดเห็น แบบสังเกตพฤติกรรมบ่งชี้การเกิดสันติวัฒนธรรม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การจัดหมวดหมู่ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะสภาพสังคมวัฒนธรรมและองค์ประกอบที่ก่อให้เกิดความแตกต่างหลากหลายระหว่างบุคคล คือ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ความเป็นสังคมเมืองและการอยู่อาศัย ความหลากหลายทางสังคม การแบ่งพรรคพวก การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบมากเกินไป และการขาดความรู้ความเข้าใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม 2. ได้รูปแบบกิจกรรมบูรณาการภูมิปัญญาศิลปะไทยเพื่อส่งเสริมสันติวัฒนธรรม (ITA CoP Model) ที่เป็นการนำรากฐานของศิลปะไทยทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมมาบูรณาการร่วมกับแนวคิดและกระบวนการของศิลปะเชิงสัมพันธ์ เน้นการเกิดสุนทรียภาพผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้จัดกิจกรรมศิลปะกับผู้มีส่วนร่วม โดยรูปแบบกิจกรรมฯ ประกอบด้วย 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1) อาหารท้องถิ่นของชุมชน 2) ประวัติศาสตร์ของชุมชน และ 3) จิตสำนึกร่วมของชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดสันติวัฒนธรรม 5 ด้าน คือ (1) ความเข้าใจและไว้วางใจ (2) ความรักและเคารพ (3) การไม่ใช้ความรุนแรง (4) การมีส่วนร่วมให้ความร่วมมือ และ(5) ความเท่าเทียมกัน 3. ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เข้าร่วม 3 กิจกรรม มีความเห็นว่ารูปแบบและองค์ประกอบของกิจกรรมมีความเหมาะสมในระดับที่เห็นด้วยและเห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยผู้เข้าร่วมทุกกิจกรรมมีพฤติกรรมการเกิดสันติวัฒนธรรมในระดับมากถึงมากที่สุด นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากมีการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างชุมชนที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งในระยะยาว ส่งเสริมให้ชุมชนพัฒนาตนเองผ่านความร่วมมือของคนในชุมชนและเกิดสันติวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง, สุภาพร พงษ์มณี Jan 2023

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง, สุภาพร พงษ์มณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาปริญญาตรีตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง และ 2) ประเมินคุณภาพของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษา โดยมีระยะเวลาใช้โปรแกรม 6 สัปดาห์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการปรับตัว แบบสังเกตพฤติกรรม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติ t-test และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 4 ประการ คือ 1) การประเมินความสามารถของตนเองจากประสบการณ์เดิม และมีความคาดหวังผลลัพธ์เชิงบวก 2) การประเมินเป้าหมายและการกำกับตนเองเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย 3) การจัดสถานการณ์และบรรยากาศการเรียนรู้ภายใต้สิ่งแวดล้อมเชิงบวก 4) การสะท้อนคิดถึงการดำเนินการเพื่อรับรู้ความสามารถ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักศึกษาระดับปริญญาตรีให้มีความสามารถในการปรับตัวด้านการเรียน ด้านสังคม และด้านอารมณ์ เนื้อหาที่ใช้ ประกอบด้วย 1) การรู้จักตนเอง 2) การเข้าใจผู้อื่น 3) การสื่อสารและมารยาทสังคม 4) สื่อและการรู้เท่าทันสื่อ 5) ทักษะการแก้ปัญหา และ 6) การทำงานเป็นทีม ขั้นตอนของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประเมินความสามารถของตนเองเพื่อกำหนดเป้าหมาย ขั้นที่ 2 วางแผนโดยคำนึงถึงความสามารถของตนเอง และลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย ขั้นที่3 กำกับติดตามและปรับแผนการดำเนินการ และขั้นที่ 4 สะท้อนความสำเร็จสู่การรับรู้ความสามารถของตนเอง การดำเนินการใช้โปรแกรม ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนการใช้โปรแกรม ระหว่างการใช้โปรแกรมและหลังการใช้โปรแกรม การวัดและประเมินผลโดยวิธีการประเมินเชิงปริมาณโดยใช้แบบวัดความสามารถในการปรับตัว และการประเมินเชิงคุณภาพ โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์ 2. ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการรับมือและจัดการปัญหาและความสามารถในการแสวงหาและเรียนรู้สิ่งใหม่สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ความสามารถในการกำกับตนเองก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักศึกษาที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวตามทฤษฎีการรับรู้ความสามารถในการปรับตัวมีความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น


การพัฒนาระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนของเด็กอนุบาลในห้องเรียนรวมตามกรอบการสนับสนุนหลายระดับ, วรรณพร วุฒิจำนงค์ Jan 2023

การพัฒนาระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนของเด็กอนุบาลในห้องเรียนรวมตามกรอบการสนับสนุนหลายระดับ, วรรณพร วุฒิจำนงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนของเด็กอนุบาลในห้องเรียนรวมตามกรอบการสนับสนุนหลายระดับ และ 2) ศึกษาผลของการใช้ระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนของเด็กอนุบาลในห้องเรียนรวมตามกรอบการสนับสนุนหลายระดับ ที่มีต่อความพร้อมทางการเรียนของเด็กใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) ร่างกาย (2) อารมณ์และสังคม (3) ภาษาและการสื่อสาร และ (4) สติปัญญาและทักษะทางวิชาการขั้นต้น การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียน ระยะที่ 2 การทดลองใช้ระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียน และระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้ระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียน โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบสองกลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม วัดผลก่อนและหลังตัวอย่างคือ เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 32 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร ใช้การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง 16 สัปดาห์ ผลการวิจัย พบว่า 1) ระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนฯ เป็นระบบที่ใช้ในการป้องกัน ช่วยเหลือ และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3 ทั้งด้านวิชาการและพฤติกรรม ให้มีความพร้อมทางการเรียนก่อนขึ้นชั้นประถมศึกษา โดยใช้การประเมินควบคู่กับการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของเด็กแต่ละคนตามความต้องการจำเป็นที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย 4 หลักการ ได้แก่ (1) การคัดกรองเพื่อค้นหาเด็กที่มีปัญหาโดยเร็ว ให้เด็กได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและพฤติกรรมตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (2) การติดตามความก้าวหน้า โดยบันทึกข้อมูลและประเมินเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง (3) การออกแบบประสบการณ์เรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามระดับความต้องการจำเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 ระดับสากล ระดับที่ 2 ระดับเจาะจง และระดับที่ 3 ระดับเข้มข้น และ (4) การประสานความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องกับเด็กในการให้ข้อมูล ออกแบบการเรียนรู้ และประเมินผลการเรียนรู้ของเด็ก ระบบส่งเสริมความพร้อมทางการเรียนฯ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ (1) การคัดกรองและการประเมินผล (2) การกำหนดเป้าหมายและการวางแผน (3) การออกแบบประสบการณ์เรียนรู้ …


การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ"ปี่ใน"ขั้นพื้นฐาน, สโรชา อัศวผาติบุญ Jan 2023

การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ"ปี่ใน"ขั้นพื้นฐาน, สโรชา อัศวผาติบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ขั้นพื้นฐาน จากการมองไม่เห็นวิธีการปฏิบัติภายในร่างกาย 2) พัฒนาสื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ “ปี่ใน”ขั้นพื้นฐาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจปัญหาจากกลุ่มนักปี่จำนวน 30 คน สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก 3 ท่านโดยใช้แบบแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ตรวจสอบคุณภาพสื่อด้วยแบบประเมินตรวจสอบคุณภาพแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้แก่นิสิตและนักเรียนจำนวน 10 คน และทำการประเมินคุณภาพสื่อ วิเคราะห์ข้อมูลค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัญหาด้านการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ขั้นพื้นฐานจากการมองไม่เห็นวิธีการปฏิบัติภายในร่างกายพบปัญหาทั้งหมด 5 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้ลมในการเป่าเสียงต่างๆได้แก่ การเป่าในกลุ่มเสียงต่ำ (เสียงต้อ) และการเป่าในกลุ่มเสียงสูง (เสียงแหบ) 2) การระบายลม 3) การตอดลม 4) การประคบลิ้น และ 5) การตอดลิ้น 2. สื่อการเรียนการสอนมัลติมีเดียเพื่อเสริมสร้างทักษะการใช้ลมและลิ้นสำหรับ “ปี่ใน”ขั้นพื้นฐานที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการใช้ลมและลิ้นในการเป่า “ปี่ใน” ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพกราฟฟิกเคลื่อนไหว เสียงปี่ และการเชื่อมโยง (Hyperlink) ในสื่อประกอบด้วยหน้าปก คำนำ หน้าหลัก ส่วนเนื้อหาแบ่งออกเป็น 3 บทเรียนได้แก่ บทที่ 1 เรื่องความรู้พื้นฐานของปี่ บทที่ 2 เรื่องการสร้างเสียงปี่ใน และบทที่ 3 เรื่องการใช้ลิ้นและการใช้ลม มีผลการประเมินคุณภาพสื่อจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.79 แสดงว่าสื่อมีคุณภาพในระดับดีมากและมีผลการประเมินคุณภาพจากการนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มผู้เรียน 10 คนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.99 แสดงว่าสื่อมีคุณภาพในระดับดีมาก


แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญในกรุงเทพมหานคร, อัสมา นาคนาวา พารึลทึ Jan 2023

แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญในกรุงเทพมหานคร, อัสมา นาคนาวา พารึลทึ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัญหาและหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญในกรุงเทพมหานคร 2. ศึกษากระบวนการพัฒนาความร่วมมือพหุพาคีเพื่อจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญในกรุงเทพมหานคร 3. นำเสนอแนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่สามัญในกรุงเทพมหานคร โดยใช้ทฤษฎีระบบนิเวศวิทยาของบรอนเฟนเบนเนอร์ เป็นกรอบแนวคิดของงานวิจัย ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การทำแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทุกเพศมีอินเทอร์เน็ตใช้ โดยเพศหญิงจะใช้สื่อออนไลน์มากที่สุด รองลงมาคือเพศ LGBTQ การระบายอารมณ์ผ่านห้องแชทหรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือซึ่งส่งผลให้เพศ LGBTQ เป็นเพศที่ถูกรังแกและรังแกคนอื่นมากที่สุด ผู้ถูกรังแกจะถูกรังแกประเภทการโต้เถียงอย่างรุนแรงด่าทอมากที่สุด การรังแกจะถูกทำผ่านแอปพลิเคชั่น Messenger Facebook และ Instagram ซึ่งผู้รังแกก็คือเพื่อน เวลาที่โดนรังแกนักเรียนจะไม่บอกใคร รองลงมาบอกเพื่อน และบอกพ่อแม่ โดยผู้ถูกรังแกจะแก้ปัญหาโดยการตอบโต้ทันที นักเรียนมักทะเลาะกับเพื่อนจากอารมณ์ชั่ววูบหรือการกลั่นแกล้งแบบขำๆ รูปแบบการเลี้ยงดูในครอบครัวของนักเรียนส่วนใหญ่เป็นแบบปล่อยปละละเลยและแบบตามใจเนื่องจากพ่อแม่มีภาระงานนอกบ้านทำให้มีเวลากับลูกน้อยลงส่งผลให้ลูกเล่นมือถือตลอดเวลา โดยพ่อแม่แก้ปัญหาโดยการแบ่งเวลาร่วมทำกิจกรรมกับลูกให้มากขึ้น ครูจะจัดการกับปัญหาโดยการเพิ่มความเอาใจใส่และบูรณาการหลักศาสนาเข้าไปในบทเรียน ได้แก่ หลักอิสลาม หลักอีมานและหลักอิหฺซาน ยึดถือคัมภีร์อัลกุรอานเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตและปฏิบัติตนโดยมีท่านศาสดามูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เป็นแบบอย่าง กระบวนการพัฒนาความร่วมมือพหุพาคีเพื่อจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ จัดประชุมหาแนวทางในการพัฒนาความร่วมมือพหุพาคีเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาการรังแกบนโลกไซเบอร์ที่เกิดขึ้น จัดกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้เรื่องการรังแกบนโลกไซเบอร์ สังเกตการณ์การทำค่ายส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม จัดค่ายอบรมเยาวชนภาคฤดูร้อน สัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาความร่วมมือระยะยาวกับกลุ่มโรงเรียนเอกชน แนวทางการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เพื่อลดพฤติกรรมการรังแกบนโลกไซเบอร์ แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกายภาพ ปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและเสริมหลักสูตรฐานสมรรถนะหลัก 6 ด้านโดยบูรณาการเชื่อมโยงกับหลักศาสนาอิสลาม ปรับสภาพแวดล้อมภายในและภายนอกห้องเรียน จัดหาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน 2) ด้านจิตภาพ จัดกิจกรรมพัฒนาครู นิเทศการสอน ปรับเทคนิคการสอนสอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องและส่งเสริมให้ครูจัดทำโครงการการรังแกบนโลกไซเบอร์ 3) ด้านสังคม จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จัดให้ความรู้กับผู้ปกครองและชุมชนโดยสอดแทรกความรู้ด้านกฎหมาย จัดกิจกรรมระหว่างครู ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักและพัฒนาศักยภาพเครือข่ายโรงเรียนในการป้องกันและลดปัญหาการรังแกบนโลกไซเบอร์ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการรังแกบนโลกไซเบอร์จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ปกครอง ครูและคนรอบข้างจะเป็นส่วนหนึ่งในการปลูกฝังจริยธรรมตามหลักศาสนาอิสลามเข้าไปโดยการสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างสถาบันที่มีอิทธิพลกับเด็กโดยตรงซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันตั้งแต่ระบบจุลภาค ระบบกลาง ระบบภายนอก ระบบมหัพภาค จนถึงระบบเวลาตามทฤษฎีนิเวศวิทยาของบรอนเฟนเบรนเนอร์


บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, พิมพ์ลักษมี ชมพูวีรกุล Jan 2023

บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, พิมพ์ลักษมี ชมพูวีรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาลใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเสริมพลังให้แก่เด็ก ด้านการดูแลและให้ความช่วยเหลือ และด้านการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ครูประจำชั้นอนุบาลปีที่ 1 - 2 (อายุ 4 – 5 ปี) ในโรงเรียนสังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวน 330 คน โดยจำแนกตามขนาดโรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามครูอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ คำนวณหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า บทบาทครูในการส่งเสริมทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคลของเด็กวัยอนุบาล โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (X̅= 4.38) โดยด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การดูแลและให้ความช่วยเหลือ (X̅=4.58) รองลงมาคือ ด้านการเสริมพลังให้แก่เด็ก (X̅= 4.32) และด้านการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง (X̅=4.26) ตามลำดับ


การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ของครูอนุบาล โดยใช้วัฏจักรการสืบสอบและการสร้างความรู้ของครูผสานแนวคิดการสะท้อนคิดอย่างชัดแจ้ง, ภัสรำไพ จ้อยเจริญ Jan 2023

การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ของครูอนุบาล โดยใช้วัฏจักรการสืบสอบและการสร้างความรู้ของครูผสานแนวคิดการสะท้อนคิดอย่างชัดแจ้ง, ภัสรำไพ จ้อยเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ของครูอนุบาลโดยใช้วัฏจักรการสืบสอบและการสร้างความรู้ของครูผสานแนวคิดการสะท้อนคิดอย่างชัดแจ้ง 2) ศึกษาผลของรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะโดยใช้วัฏจักรการสืบสอบและการสร้างความรู้ของครูผสานแนวคิดการสะท้อนคิดอย่างชัดแจ้งที่มีต่อสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ของครูอนุบาล กลุ่มเป้าหมายการวิจัย คือ ครูชั้นอนุบาลปีที่ 1 – 3 ของโรงเรียนสังกัดคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 10 คน แบบแผนการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1: การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะฯ ฉบับตั้งต้น ระยะที่ 2: การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะฯ ฉบับนำร่อง ระยะที่ 3: การวิจัยและพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะฯ ฉบับทดลองใช้ และระยะที่ 4: การวิจัยและนำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะฯ ฉบับสมบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชุด คือ แบบประเมินสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบด้วยสถิติ Wilcoxon signed rank test การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้และผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเกณฑ์ E1/E2 โดยใช้เกณฑ์ 80/80 และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยาย ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) รูปแบบการเสริมสร้างสมรรถนะการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ของครูอนุบาลโดยใช้วัฏจักรการสืบสอบและการสร้างความรู้ของครูผสานแนวคิดการสะท้อนคิดอย่างชัดแจ้ง ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ กระบวนการ และการประเมินผล ลักษณะของกระบวนการแบ่งเป็น 3 ระยะ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ระยะที่ 1 ร่วมใจตั้งเป้าหมาย มี 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 การสร้างกลุ่มผู้เรียนรู้ และขั้นที่ 2 การกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเรียนรู้ ระยะที่ 2 ร่วมพลังเรียนรู้ มี 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 3 การเพิ่มพูนการเรียนรู้ และขั้นที่ 4 การประยุกต์การเรียนรู้สู่ห้องเรียน และระยะที่ 3 ร่วมประเมินเพื่อพัฒนา มี 1 ขั้นตอน …


ผลของการใช้แนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปรายเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, กัลยาณี ทศพรทรงชัย Jan 2023

ผลของการใช้แนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปรายเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5, กัลยาณี ทศพรทรงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนก่อนและหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปราย 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปราย กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 26 คน (กลุ่มทดลอง) และนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 26 คน (กลุ่มควบคุม) โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 ห้องไม่แตกต่างกัน มีการคละความสามารถกันอยู่แล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปราย 2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ 3) แบบทดสอบวัดความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมือง 4) แบบสัมภาษณ์ความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมือง 5) แบบสอบถามความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมือง สถิติและเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) หลังการเรียนรู้ด้วยแนวคิดชุมชนแห่งการสืบเสาะทางปรัชญาร่วมกับวิธีสอนแบบอภิปรายของนักเรียนกลุ่มทดลอง นักเรียนมีความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการจัดกิจกรรมเรียนรู้นักเรียนกลุ่มทดลองมีความตระหนักรู้เรื่องความเป็นพลเมืองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนที่มีต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษา, โณทัย ทองคำนุช Jan 2023

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนที่มีต่อทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษา, โณทัย ทองคำนุช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) มีจำนวนห้องเรียนเป็นหน่วยการเลือก ห้องนักเรียนกลุ่มทดลองและห้องนักเรียนกลุ่มควบคุม มีจำนวนห้องละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ แบบทดสอบทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการทดลอง และแบบสังเกตทักษะการรู้เท่าทันสื่อก่อนและหลังการทดลอง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ การทดสอบค่าที (t-test) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยครั้งนี้สรุปได้ดังนี้ 1) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ทักษะการรู้เท่าทันสื่อของนักเรียนกลุ่มทดลองหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05