Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1831 - 1860 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี Jan 2024

ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มีภาวะเปราะบาง ประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะเปราะบาง (FRAIL scale) จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 คน โดยจับคู่ตามอายุ ตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพ และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง Mini-CogTM และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก หาความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ .80, .88, .87 ตามลำดับ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำเท่ากับ .76 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการนวดหน้าท้องและการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและสถิติที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย Jan 2024

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี Jan 2024

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล, นวภัทร คงดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปที่พ้นระยะเฉียบพลัน มีสภาวะทางการแพทย์คงที่และมีสัญญาณชีพปกติ ทั้งเพศชายและเพศหญิง ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่ง โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 93 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในกิจวัตรขั้นพื้นฐานของผู้สูงอายุ แบบประเมินภาวะรู้คิด แบบประเมินภาวะเปราะบางอย่างง่าย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 1.0, 0.82, 1.0 ตามลำดับ แบบวัดความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบคัดกรองภาวะโภชนาการ และแบบประเมินความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย วิเคราะห์ความเที่ยงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .94, .73, .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า และสถิติสหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า1. ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลมีความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพในระดับปานกลาง (mean = 55.04, SD = 10.55) 2. ภาวะเปราะบาง มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (η=.259) 3. ภาวะโภชนาการ ภาวะซึมเศร้า และจำนวนชนิดของยาที่ใช้ประจำ มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs = 313, rs = -247, rs = -264 ตามลำดับ) 4. เพศ ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่การดูแลระยะกลางในโรงพยาบาล


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์ Jan 2024

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มของผู้สูงอายุในกลุ่มที่คิดว่าการออกกำลังกายไม่เพียงพอในประเทศไทย, ภารดี ศิริวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นกลุ่มที่ตระหนักว่าตนเองมีการออกกำลังกายไม่เพียงพอ ข้อมูลที่ใช้มาจากการสำรวจพฤติกรรมสุขภาพประชากรปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และวิเคราะห์ด้วยวิธีถดถอยโลจิสติกแบบทวิภาค (Binary Logistic Regression) เพื่อระบุปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพทางเศรษฐกิจ และพื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลต่อความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางเศรษฐกิจที่ดี และอาศัยในเขตเมือง มีแนวโน้มที่จะตั้งใจออกกำลังกายมากกว่า นอกจากนี้ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัวและชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและชมรมสุขภาพ ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่เพิ่มความตั้งใจในการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุที่มีบริการให้คำแนะนำเฉพาะทาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วยโครงการออกกำลังกายชุมชน เพิ่มโอกาสในการออกกำลังกายตามระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนเมืองและชนบท และสร้างเครือข่ายชุมชนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย ข้อเสนอแนะทางวิชาการควรมุ่งศึกษารูปแบบการออกกำลังกายเฉพาะกลุ่ม วิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมและจิตวิทยาที่มีผลต่อการออกกำลังกาย และศึกษาการเปลี่ยนแปลงของความตั้งใจในการออกกำลังกายตามช่วงเวลาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนานโยบายที่มีประสิทธิภาพ


ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย, ภานุพันธุ์ พันธุ์กว้าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีผู้ดูแลในการใช้ชีวิตประจำวัน จำนวน 3,406 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานคือ การถดถอยโลจิสติกทวิภาคผลการศึกษา พบว่า ผู้สูงอายุไทยมีเพียงร้อยละ 7.09 ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และมีเพียงร้อยละ 45.53 ที่กินผัก/ผลไม้เป็นประจำ และผู้สูงอายุที่ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วหรือมากกว่าเป็นประจำ มีเพียงร้อยละ 36.84 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ สูงถึงร้อยละ 96.96 และ 97.08 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพที่ยังคงต้องส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ การออกกำลังกาย การกินผัก/ผลไม้ และการดื่มน้ำสะอาด เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้ดูแลกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ พบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด รูปแบบการอยู่อาศัย การลาออกจากงาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน การฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุ ระยะเวลาที่ใช้ในการดูแลต่อสัปดาห์ (ชม.) และทัศนคติที่มีต่อการดูแลผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าความสัมพันธ์ของผู้ดูแลกับผู้สูงอายุ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของผู้สูงอายุในทุกด้าน


Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi Jan 2024

Parenting Styles And Behavioral Problems In Preschoolers, Sansanee Sutthi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the impact of hidden violent punishment within diverse parenting styles in Thai society, focusing on preschool children aged 3 to 4 years (36 to 59 months). Utilizing the Thailand Multiple Indicator Cluster Survey 2019 (MICS6/2019) national dataset (N=5,345), the study addresses three primary research objectives:1) examine the key factors and parenting styles influencing child behavioral problems, 2) investigate the associations between socioeconomic characteristics and parenting styles, and 3) generate a model for enhancing parenting factors that mitigate behavior problems in preschoolers. The study employs advanced statistical methodologies, including probit regression to analyze factors which influence behavior problems …


Knowledge Attitudes And Practices Toward Tuberculosis Prevention Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Ziqing Xu Jan 2024

Knowledge Attitudes And Practices Toward Tuberculosis Prevention Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand: A Cross-Sectional Study, Ziqing Xu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Tuberculosis (TB) is still a significant global public health concern, particularly in resource-limited countries. Even WHO set the targets of the End tuberculosis (TB) by 2030, the global trend in TB case incidence becomes increase including in Southeast Asian region. The newly diagnosed tuberculosis patients are highly reported in 15-24 age group. Understanding the knowledge and attitudes on TB and preventive practice of the population at risk is crucial for developing health education intervention to prevent the disease transmission. This study was a cross-sectional study. Data were collected from 424 undergraduate students aged 18-24 years at five universities (including public …


ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์ Jan 2024

ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย, ปิยะวัฒน์ เจริญศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง "ความสุขของแรงงานสูงอายุไทย" ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้ชุดข้อมูลจากการสํารวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 จำนวน 33,934 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบการประมาณค่าแบบสองขั้นตอน (Heckman selection model) ในรูปแบบของแบบจำลองโพรบิต และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จำนวน 30 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษา มีดังต่อไปนี้ (1) แรงงานสูงอายุที่ต้องการทำงาน มีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่ไม่ต้องการทำงาน (2) แรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานตั้งแต่ 50 ชั่วโมงขึ้นไปมีความสุขมากกว่าแรงงานสูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานน้อยกว่า 29 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (3) แรงงานสูงอายุไทยมีการนิยามความสุขในชีวิต ได้แก่ รายได้และสินทรัพย์ ทัศนคติ ศาสนา ครอบครัว การเป็นตัวของตัวเอง การทำงาน การรู้จักให้ สุขภาพ และการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และ (4) ตัวแบบ HAPPINESS หรือ ตัวแบบ 9 สุขสูงวัย ประกอบด้วย Health (สุขจากการมีสุขภาพกายและจิตที่ดี) Attitude (สุขจากการมีทัศนคติเชิงบวก) Participation (สุขจากการมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม) Planning (สุขจากการวางแผนชีวิต) Income (สุขจากการมีรายได้ที่เพียงพอ) Networking (สุขจากการมีเครือข่ายที่ดี) Employment (สุขจากการมีงานทำ) Social-Welfare (สุขจากการได้รับสวัสดิการเพื่อการดำรงชีวิต) Self-Value (สุขจากการรู้คุณค่าในตนเอง)


กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา Jan 2024

กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล, ณัฐวุฒิ จันทร์โสภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร และกรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัลของเด็กปฐมวัย 3) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล และ 4) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานครตามแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับชั้นอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ และครู รวม 621 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนอนุบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ (1) ด้านหลักสูตร (2) ด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) ด้านสื่อ สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และ (4) ด้านประเมินพัฒนาการ กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ใหม่ในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก 12 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ องค์ประกอบที่ (1) ความฉลาดรู้ด้านข้อมูล ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ การเข้าถึงและเข้าใจสื่อ การคิดวิเคราะห์และใช้ข้อมูลสารสนเทศ องค์ประกอบที่ (2) ความฉลาดรู้ด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบย่อย คือ ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความสามารถในการใช้และเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยี องค์ประกอบที่ (3) ความฉลาดรู้เกี่ยวกับมนุษย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบย่อย คือ ความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทักษะอารมณ์และสังคม ความสามารถในการสื่อสารและประสานความร่วมมือ ความสามารถในการคิดและเรียนรู้ การมีมนุษยธรรม องค์ประกอบที่ (4) ทักษะพื้นฐาน ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบย่อย คือ ความฉลาดรู้การเงิน …


การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา Jan 2024

การพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเป็นฐาน, ศิริปรียา ใจบุญมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา นิสิตส่วนมากจำเป็นต้องรับผิดชอบทั้งการเรียนและการทำงาน หากไม่สามารถจัดการต่อความรับผิดชอบให้สมดุล อาจเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ที่นำไปสู่ภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้ การวิจัยครั้งนี้จึงดำเนินการ (1) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะและจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา (3) เพื่อพัฒนาโมเดลทำนายความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และ (4) เพื่อพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ ในระยะแรกคือ การศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และการวิเคราะห์การจัดกลุ่มภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ต่อมาคือการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา และระยะสุดท้ายคือการพัฒนาข้อเสนอแนะต่อการจัดการต่อความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาและการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษา ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ พบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของภาวะความท้อแท้ในการเรียนโดยมีความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาเป็นตัวแปรส่งผ่าน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (Chi-square(6, N = 160) = 20.678, p < .01, RMSEA = .124, SRMR = .075, CFI = .905, TLI = .793) 2) ผลวิเคราะห์การจัดกลุ่มลักษณะภาวะความท้อแท้ในการเรียนที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ด้วยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง พบว่า สามารถจัดกลุ่มลักษณะของภาวะความท้อแท้ในการเรียนได้จำนวน 4 กลุ่ม (Entropy = 0.950, LL=-2989.508, AIC=6125.016, BIC=6349.504) 3) ผลการพัฒนาโมเดลทำนายภาวะความท้อแท้ในการเรียนของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา พบว่า โมเดลการทำนายมีความแม่นยำ (accuracy) เป็นร้อยละ 90.90 มีความไว (sensitivity) ต่อการระบุกลุ่มเป็นร้อยละ 87.50 มีความจำเพาะ (specificity) ร้อยละ 97.28 มีความถูกต้องแม่นยำในการทำนาย (precision) ร้อยละ 89.28 และมีคะแนน F1-score เป็น .8557 4) ผลการพัฒนาระบบการประเมินตนเองและการจัดการความขัดแย้งระหว่างงานกับการศึกษาของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษา ได้ทดลองใช้กับนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาจำนวน 84 คน พบว่า ระบบมีคะแนนประสิทธิภาพเป็น 72.17 คะแนน และนิสิตระบุว่าระบบการประเมินตนเองอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ (acceptable) จำนวน 50 คน (ร้อยละ 59.52)


นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร Jan 2024

นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น, ญาณาริณ พากเพียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันการเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมไทยในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้นลดลงอย่างชัดเจน เนื่องจากอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติผ่านสื่อออนไลน์ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น และ 3) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาความต้องการการเรียนรู้ของวัยรุ่นตอนต้น และความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) ทดลองใช้และพัฒนาเครื่องมือวิจัย และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเสมือนผสานความเป็นจริงเสริมที่ใช้เกมเป็นฐานเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น โดยใช้เครื่องมือในการวิจัย จำนวน 6 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพความต้องการของวัยรุ่นตอนต้นที่มีต่อการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยสำหรับวัยรุ่นตอนต้น 3) แบบประเมินการเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 4) แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลขณะทำกิจกรรม 5) แบบสะท้อนคิดหลังจากทำกิจกรรม และ 6) แบบสอบถามความพึงพอใจในการใช้สื่อการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) วัยรุ่นตอนต้นสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.50) โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยในลักษณะของการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ เมื่อสอบถามถึงประเภทประติมากรรมที่ชอบมากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่เลือกประเภทสัตว์ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ ตุ๊กตา (ร้อยละ 50) ด้านกระบวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ส่วนใหญ่ต้องการทำกิจกรรมทั้งในรูปแบบเดี่ยวและรูปแบบกลุ่ม (ร้อยละ 55) และต้องการทำกิจกรรมระยะเวลาประมาณ 30 นาที (ร้อยละ 62.50) ด้านสื่อการเรียนรู้ที่วัยรุ่นตอนต้นสนใจมากที่สุด คือ ของเล่นส่งเสริมการเรียนรู้ (ร้อยละ 62.50) รองลงมา คือ เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน VR (ร้อยละ 57.50) และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม AR (ร้อยละ 52.50) 2) การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ใช้ประติมากรรมเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากช่วยส่งเสริมการรับรู้ที่มีความเป็นรูปธรรมและง่ายต่อการเชื่อมโยงการอธิบายองค์ประกอบของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยในแต่ละสาขา นอกจากนี้การเลือกใช้ประติมากรรมศิลปะแบบสุโขทัย มีงมีความเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยเพราะมีรูปแบบศิลปะที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมไทยได้อย่างชัดเจน …


รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศศิกานต์ ปิ่นสุข Jan 2024

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ศศิกานต์ ปิ่นสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐานบนพื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 คน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 90 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และภายในกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ ประกอบด้วย พื้นที่เสมือนเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน ทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองเป็นฐาน 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนฯ แล้ว นักเรียนที่มีแผนการเรียนที่แตกต่างกัน มีทักษะการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, เสาวนิตย์ กิจเจริญปัญญา Jan 2024

การพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, เสาวนิตย์ กิจเจริญปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลิพิด สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้รูปแบบการวิจัย คือ การวิจัยและพัฒนา (Research and development, R&D) กลุ่มเป้าหมายหลักในงานวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูสอนเคมีและครูสอนชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 6 ท่าน 2) ผู้ประเมินสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อการเรียนรู้ จำนวน 3 ท่าน และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผ่านประสบการณ์เรียนเรื่อง ลิพิด มาแล้ว จำนวน 15 คน และ 3) นักเรียนกลุ่มทดลอง ได้แก่ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 1 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบบันทึกสัมภาษณ์ออนไลน์แบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานและลักษณะสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 2) สื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ความเป็นจริงเสริม 3) แบบประเมินความความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ 4) แบบวัดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นแบบปรนัย 2 ระดับ ซึ่งตอนที่ 1 เป็นข้อคำถามชนิดปรนัย และตอนที่ 2 เป็นแบบอัตนัยหรือเขียนอธิบายคำตอบที่เลือกตอบในตอนที่ 1 และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า การประเมินสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้โดยผู้เชี่ยวชาญและนักเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.73 (SD = 0.41) และ 4.52 (SD = 0.58) ตามลำดับ จัดอยู่ในระดับความคิดเห็นมากที่สุด และประสิทธิภาพของสื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยมโนทัศนทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลิพิด …


ผลการใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด ที่มีต่อสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วชิระ พิมพ์ปราโมทย์ Jan 2024

ผลการใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด ที่มีต่อสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วชิระ พิมพ์ปราโมทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนเรียน และหลังเรียนวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลังของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนวิชาเคมี เรื่อง เคมีกับการแก้ปัญหา โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนในสังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง แบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง แบบสัมภาษณ์นักเรียนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาแบบรวมพลัง และแบบบันทึกอนุทินของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน หาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระจากกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนสมรรถนะการแก้ปัญหาแบบรวมพลังหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้ง 3 สมรรถนะย่อย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาแบบรวมพลังอยู่ในระดับสูง และมีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน โดยแนวโน้มพฤติกรรมของนักเรียนจากการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมร่วมกับการสะท้อนคิด สามารถพัฒนาสมรรถนะย่อยการสร้างและเก็บรักษาความเข้าใจที่มีร่วมกัน การเลือกวิธีการดำเนินการที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา รวมถึงการสร้างและรักษาระเบียบของกลุ่มได้เป็นอย่างดี เมื่อสถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การปฏิบัติงานจะส่งผลให้เกิดประเด็นข้อโต้แย้งจากการร่วมกันสะท้อนคิดจนทำให้ค้นพบแนวทางการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณภา ปัตตะราช Jan 2024

การจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณภา ปัตตะราช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยมโนทัศน์ทางชีววิทยาก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ และ 2) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เพื่อส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 25 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางชีววิทยาและการจัดการเรียนรู้ชีววิทยาที่ส่งเสริมมโนทัศน์ทางชีววิทยา (R1) ระยะที่ 2 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้และเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม สร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่อง การแบ่งเซลล์ (D1) ระยะที่ 3 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบและความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ ไปใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และประเมินมโนทัศน์ทางชีววิทยาและประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (R2) และระยะที่ 4 ปรับปรุงและเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมเรื่อง การแบ่งเซลล์ ตามข้อค้นพบที่ได้จากระยะที่ 3 (D2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สำหรับครูชีววิทยา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม จำนวน 4 แผน ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง 0.8 – 1.0 และในภาพรวมมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (M = 4.72, SD = 0.49) 3) แบบวัดมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 15 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบทดสอบเลือกตอบสองระดับ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.42 – 0.75 มีค่าอำนาจจำแนก อยู่ในช่วง 0.26 – 0.74 มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.852 4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม 5) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบโดยใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริมสำหรับครูชีววิทยา และ 6) …


ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, สุวิจักขณ์ พลเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย วิธีดำเนินการวิจัย ตัวอย่างใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักเรียนโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 60 คน และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่ายจับฉลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบปกติจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโต จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.87 และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์และการเคารพ จำนวน 2 ฉบับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.94 และ 1 ตามลำดับ มีค่าความเที่ยง 0.86 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ซึ่งการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้แนวคิดกรอบคิดติดยึดเติบโตสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนได้


An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua Jan 2024

An Academic Management Innovation Of Demonstration Schools For Enhancing Future Global Citizenship Competencies, Sathibhoph Somtua

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and future global citizenship competencies, 2) study the levels of students’ future global citizenship competencies, 3) analyze the priority needs in developing academic management of demonstration schools for enhancing future global citizenship competencies, and 4) to develop an academic management innovation for enhancing future global citizenship competencies of demonstration schools. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 68 demonstration schools. Informants included the demonstration school director, the deputy director of academics, and the head of the department. The …


การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง Jan 2024

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่าวิจัยเป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 384 คน และตัวอย่างในการใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ คือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ 2) รูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 3) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 6) เกณฑ์การประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนแบบรูบริค และ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการด้วยการหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และ 3) วิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 1) ได้แก่ ด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยด้านที่มีความต้องการมากอยู่ในด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ผู้สอนต้องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่รวมวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนอยู่เสมอ (PNImodified = 0.51) เป็นอันดับที่ 1 2. รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมเรียนรู้ 2) ผู้สอน 3) ผู้เรียน 4) การเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5) แนวคิดสะตีมศึกษา และ 6) …


ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้และทัศนคติ กับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ณัฐนันท์ สุขสรรถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาระดับการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะทั่วไปของประชากรกับระดับการเปิดรับ ข่าวสาร การรับรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับข่าวสาร การรับรู้ และทัศนคติกับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 4) เปรียบเทียบแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาของนักเรียนมัธยมศึกษาแยกตามระดับชั้นและสังกัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 450 คน เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสังกัดโรงเรียนและแยกตามระดับชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคว์สแควร์ สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) การเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับน้อย การรับรู้เกี่ยวกับกัญชาอยู่ในระดับปานกลาง ระดับทัศนคติ และระดับแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาอยู่ในระดับน้อย 2) ความสัมพันธ์ของลักษณะทั่วไปของประชากรแยกตามสังกันมีความสัมพันธ์กับการเปิดรับข่าวสารการรับรู้ และทัศนคติ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชามีความสัมพันธ์เมื่อแยกตามสังกัดและรายได้ต่อเดือน3) ความสัมพันธ์ของแนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาระหว่างการเปิดรับข่าวสารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = .223) การรับรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำมาก (r = .146) และทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวก อยู่ในระดับต่ำ (r = .369) 4) แนวโน้มพฤติกรรมการใช้กัญชาแยกตามสังกัดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar Jan 2024

Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis focuses on developing a drone collision prediction algorithm by adapting the Neural Network Pipeline (NNP) for use in limited computing resources devices. While NNP is effective with sufficient computation, its performance in constrained environments remains untested. To address this issue, an adaptation of NNP using post-training quantization is developed. This method effectively compresses the model by reducing the precision of the 32-bit floating point. This adaptation aims at reducing model complexity and offers significant benefits in terms of reduced model size, increased processing speed, and reduced power consumption. It results in the expense of prediction accuracy. The MobileNetV3Small …


Study On Skin Cancer Classification Architectures Based-On Cnn With Channel And Spatial Attention Mechanism, Zahid Maqbool Jan 2024

Study On Skin Cancer Classification Architectures Based-On Cnn With Channel And Spatial Attention Mechanism, Zahid Maqbool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The early and accurate detection of skin cancer is crucial for effective treatment and improving patient survival rates. This research explores innovative CNN-based architectures enhanced with Channel Attention and Spatial Attention (CASA) mechanisms for classifying skin cancer types from dermoscopic images. Building on the strengths of transfer learning, the study applies pre-trained models VGG16, InceptionResNetV2, and EfficientNet variants (EfficientNet B0 to B7) and customizes them for skin cancer classification using CASA modules. The CASA integration allows the models to selectively focus on critical features within images, enhancing both spatial and channel-based feature extraction. Experiments utilize the HAM10000 dataset. Which contains …


Enhanced Cross-Modality Mri Segmentation Using Dilated Convolutions And Multi-Scale Gradient Map, Ghulam Murtaza Jan 2024

Enhanced Cross-Modality Mri Segmentation Using Dilated Convolutions And Multi-Scale Gradient Map, Ghulam Murtaza

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Magnetic resonance imaging (MRI) segmentation is critical for accurate medical diagnosis, but cross-modal segmentation presents significant challenges due to domain shifts between imaging modalities and limited labeled data. This study proposes an enhanced U-Net framework designed to improve segmentation accuracy and generalization across different MRI modalities. The method incorporates dilated convolutions in the encoder to expand the receptive field, allowing for better contextual information capture without increasing the number of parameters. Additionally, squeeze and excite (SE) blocks are introduced to recalibrate channel-wise feature importance, addressing variations in tissue contrast across modalities. A multi-scale gradient map fusion strategy, based on holistic …


การประเมินค่าความสูงออร์โทเมตริกของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่องโดยวิธีการทำระดับด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม Gnss, ปณิธาน บำรุงราษฎร์ Jan 2024

การประเมินค่าความสูงออร์โทเมตริกของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่องโดยวิธีการทำระดับด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม Gnss, ปณิธาน บำรุงราษฎร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ค่าความสูงออร์โทเมตริก (Orthometric height) คือ ค่าความสูงที่อ้างอิงจากระดับทะเลปานกลาง (Mean Sea Level, MSL) ซึ่งเป็นค่าความสูงที่ถูกนำไปใช้ในทางวิศวกรรมต่าง ๆ โดยในปัจจุบันได้มีการนำระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System, GNSS) มาประยุกต์ใช้แทนการเดินระดับแบบดั้งเดิม (Classical leveling) โดยอาศัยค่าความสูงเหนือทรงรี (Ellipsoidal height) มาคำนวณร่วมกับค่าความสูงยีออยด์ (Geoid undulation) ที่ได้มาจากแบบจำลองยีออยด์ (Geoid model) ทำให้วิธีการนี้มีความสะดวกและประหยัดทรัพยากรในการปฏิบัติงานมากขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ระยะเส้นฐานที่เหมาะสม งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินประสิทธิภาพวิธีการทำระดับด้วยระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS leveling) เพื่อหาค่าความสูงออร์โทเมตริกของหมุดระดับชั้นที่ 1 ที่อยู่ในพื้นที่ภูมิประเทศแบบที่ราบสูงของประเทศไทย ร่วมกับแบบจำลองยีออยด์ความละเอียดสูงของประเทศไทย (Thai Geoid Model 2017, TGM2017) โดยใช้วิธีการรังวัดแบบสถิต (Static survey) และประมวลผลแบบ 3 เส้นฐาน กับสถานีรับสัญญาณดาวเทียมแบบต่อเนื่อง (Continuously Operating Reference Stations, CORS) กรมแผนที่ทหาร ที่มีระยะเส้นฐานมากกว่า 20 กิโลเมตร แล้วนำสมการคำนวณค่าความสูงออร์โทเมตริกแบบสัมบูรณ์ (Absolute) และสัมพัทธ์ (Relative) จาก 3 เส้นฐาน มาปรับแก้ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Least-squares adjustment) แล้วเปรียบเทียบกับค่าที่ได้จาก 1 เส้นฐานที่สั้นที่สุด จากนั้นประเมินค่าความถูกต้องกับค่าความสูงออร์โทเมตริกของหมุดระดับชั้นที่ 1 จากการศึกษาพบว่าวิธีปรับแก้ด้วยสมการคำนวณค่าความสูงออร์โทเมตริกเป็นทางเลือกที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้แทนการเดินระดับระยะไกลได้


Classification Of Bearing Failure In Adverse Industrial Conditions, Bawar Masih Jan 2024

Classification Of Bearing Failure In Adverse Industrial Conditions, Bawar Masih

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In industrial environments, the detection of machinery reliability is frequently compromised by surrounding noise. This interference can lead to unexpected machine failures, resulting in costly downtime and extensive repair expenses. This study investigates the application of CNN and LSTM networks for fault diagnosis under noisy conditions to achieve high classification accuracy across varying SNRs. The CNN model, designed to capture localized features, proved particularly effective in extracting critical information from complex vibration data despite substantial background noise. In contrast, the LSTM model, while optimized for sequential data analysis, showed limited performance under high-noise conditions. Using the CWRU Bearing dataset, the …


Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal Jan 2024

Small Object Detection Techniques In Remote Sensing Images Using Aam And Raspp, Farhan Iqbal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Remote sensing technology has advanced substantially, with significant research focused on identifying and recognizing small, distant objects within large-scale scenes. Despite these strides, the task remains difficult due to limitations in image resolution, varied object scales, dense object distribution, and diverse orientations. Current object detection methods often struggle to maintain the fine detail essential for small object detection, resulting in the loss of critical information. To address this, we introduce an Advanced Attention Mechanism (AAM) that combines a novel Combined Channel and Spatial Attention (CCSA) approach with Residual Atrous Spatial Pyramid Pooling (RASSP). This integration enhances detection accuracy by preserving …


การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและความเร็วของตำแหน่งสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวรโดยใช้เทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูงในประเทศไทย, ยงยุทธ กิมาวะหา Jan 2024

การวิเคราะห์อนุกรมเวลาและความเร็วของตำแหน่งสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวรโดยใช้เทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูงในประเทศไทย, ยงยุทธ กิมาวะหา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึงพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของสถานี CORS ในประเทศไทยจากการวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลา ความเร็ว และทิศทางของตำแหน่งพิกัดที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา รวมถึงศึกษาผลกระทบจากอัตราการเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS ต่อการปิดบรรจบของโครงข่ายสามเหลี่ยมสถานี CORS ในระยะยาว โดยทำการประมวลผลข้อมูลรังวัดสัญญาณดาวเทียม GPS ของสถานีฐานอ้างอิงแบบรับสัญญาณต่อเนื่องถาวร (Continuously Operating Reference Station : CORS) จากโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-พ.ศ. 2566 ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี ด้วยเทคนิคการหาตำแหน่งแบบจุดเดี่ยวความละเอียดถูกต้องสูง (Precise Point Positioning : PPP) โดยอาศัยซอฟต์แวร์เชิงวิจัย GipsyX ผลการวิจัยพบว่า สถานี CORS ในประเทศไทยมีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องไปในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่มุมอะซิมัทเฉลี่ย 106° 29' 42.4" และเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 29 มม./ปี โดยมีแนวโน้มอัตราการเปลี่ยนแปลงที่สูงสุดในแนวแกน E รองลงมาคือ N และ U ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาจากค่าความคลาดเคลื่อนสูงสุดในช่วงระยะเวลาอีก 30 ปี นับจาก Epoch 2024.0 การเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS จะส่งผลกระทบต่อการปิดบรรจบเฉลี่ยของโครงข่ายสามเหลี่ยมสถานี CORS ในบริเวณพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยเทียบกับเกณฑ์ความถูกต้องของลำดับชั้นงานสำรวจรังวัดด้วยดาวเทียมที่หน่วยงาน FGCS กำหนด อยู่ในลำดับชั้นงาน A คิดเป็น 59.47% ของพื้นที่ ชั้นงาน AA คิดเป็น 25.95% และส่งผลกระทบอยู่ในลำดับชั้นงาน B คิดเป็น 10.40% ของพื้นที่ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเคลื่อนตัวของตำแหน่งสถานี CORS ในประเทศไทยมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอและทิศทางที่สอดคล้องกัน และยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อค่าความคลาดเคลื่อนในการเข้าบรรจบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา อีกทั้งยังสะท้อนถึงการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณนั้นด้วย


ผลกระทบของไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งด้วยเทคนิคการรังวัดแบบจลน์แล้วประมวลผลภายหลังและผลกระทบต่อระยะเวลาในการหาตำแหน่งที่ถูกต้อง, ศุภสัณห์ วรรณายุวัฒน์ Jan 2024

ผลกระทบของไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งด้วยเทคนิคการรังวัดแบบจลน์แล้วประมวลผลภายหลังและผลกระทบต่อระยะเวลาในการหาตำแหน่งที่ถูกต้อง, ศุภสัณห์ วรรณายุวัฒน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์เป็นชั้นบรรยากาศของโลกที่มีความสำคัญต่อการสื่อสาร และการระบุพิกัดตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียม GNSS (Global Navigation Satellite System) เนื่องจากอิเล็กตรอนอิสระในชั้นบรรยากาศนี้มีผลกระทบต่อการแพร่กระจายของสัญญาณวิทยุ ทำให้เกิดการบิดเบือนหรือการสูญเสียสัญญาณได้ การศึกษาความแปรปรวนของชั้นไอโอโนสเฟียร์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบสื่อสารและการสำรวจและทำแผนที่ด้วยระบบดาวเทียม GNSS ในงานวิจัยนี้จึงได้ศึกษาผลกระทบของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ต่อความถูกต้องทางตำแหน่งการรังวัดด้วยเทคนิค Post Processing แบบ Kinematic (PPK) ในพื้นที่ประเทศไทย จากข้อมูล GNSS ในปี 2566 จากโครงข่ายสถานีฐานอ้างอิงพิกัดแบบต่อเนื่อง (Continuously Operating Reference Station, CORS) จำนวน 13 สถานีจากหน่วยงานกรมแผนที่ทหาร ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ในประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับภูมิภาคของประเทศและฤดูกาล พบว่าความแปรปรวนของปริมาณอิเล็กตรอนรวมทั้งหมด (Total Electron Content, TEC) และดัชนีอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณอิเล็กตรอนทั้งหมด (Rate of Total Electron Content index, ROTI) เกิดขึ้นมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งการเพิ่มขึ้นของค่า ROTI ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำของการกำหนดตำแหน่ง โดยแสดงให้เห็นจากอัตราร้อยละการ Fixed Ambiguity สำเร็จลดลง ระยะเวลา Time-to-Fix เพิ่มขึ้น ค่าความคลาดเคลื่อนทางราบ (Horizontal RMSE) และค่าความคลาดเคลื่อนทางดิ่ง (Vertical RMSE) ที่สูงขึ้น ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงความแปรปรวนของชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนและดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับระบบ GNSS ในประเทศไทย


การปรับแก้ค่าระดับน้ำทะเลจากการทรุดตัวของสถานีมาตรวัดระดับน้ำทะเลในประเทศไทยด้วยข้อมูลดาวเทียม Gnss, วรินทร์ วรโชติศักดิ์ดากร Jan 2024

การปรับแก้ค่าระดับน้ำทะเลจากการทรุดตัวของสถานีมาตรวัดระดับน้ำทะเลในประเทศไทยด้วยข้อมูลดาวเทียม Gnss, วรินทร์ วรโชติศักดิ์ดากร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนั้นส่งผลให้เกิดอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับทะเลเพิ่มสูงขึ้นซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและประชากรที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง ประเทศไทยมีการติดตั้งสถานีวัดระดับน้ำทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เนื่องจากฐานของสถานีวัดระดับน้ำติดตั้งอยู่บนชั้นหินหรือชั้นตะกอนส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนตัวทางดิ่ง จากการศึกษาอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ที่รวมการทรุดตัวของพื้นดิน จากสถานีวัดระดับน้ำ จำนวน 10 สถานี ใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2548-2566 ฝั่งทะเลอ่าวไทยมีอัตราเพิ่มขึ้นในช่วงตั้งแต่ 3.7±0.9 มม./ปี จนถึง 14.6±1.5 มม./ปี และฝั่งทะเลอันดามัน สถานีวัดระดับน้ำเกาะตะเภาน้อย จ.ภูเก็ต ให้ผลลัพธ์ในอัตราเพิ่มขึ้นที่ 12.9±0.9 มม./ปี สถานีวัดระดับน้ำตำมะลัง อัตราที่ลดลง -2.1±1.0 มม./ปี และผลลัพธ์อัตราการทรุดตัวจากประมวลข้อมูลดาวเทียม GNSS โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2562-2566 อยู่ในช่วงตั้งแต่ -3.2±0.14 มม./ปี จนถึง -14.0±0.03 มม./ปี หลังจากแก้ไขด้วยอัตราการทรุดตัว ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จากสถานีวัดระดับน้ำ ฝั่งทะเลอ่าวไทยอยู่ในช่วงตั้งแต่ -0.3±0.9 มม./ปี จนถึง 6.4±0.8 มม./ปี และ ฝั่งทะเลอันดามัน สถานีวัดระดับน้ำเกาะตะเภาน้อยมีอัตราเพิ่มขึ้นที่ 9.0±0.9 มม./ปี และของสถานีวัดระดับน้ำตำมะลังมีอัตราลดลงที่ -5.6±1.0 มม./ปี และผลลัพธ์ของอัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จากดาวเทียมอัลติเมตรี ฝั่งทะเลอ่าวไทยอยู่ในช่วงตั้งแต่ 4.7±0.6 มม./ปี จนถึง 6.2±0.5 มม./ปี และฝั่งทะเลอันดามัน 3.2±0.8 มม./ปี จนถึง 3.5±0.8 มม./ปี การประมาณการทรุดตัวของสถานีวัดระดับน้ำจากข้อมูล GNSS ไม่เหมาะสมมากนักในการปรับแก้อัตราการเปลี่ยนระดับน้ำทะเลสัมพัทธ์ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลสัมบูรณ์ที่ได้จึงไม่มีความสม่ำเสมอ ดังนั้นการศึกษาการทรุดตัวโดยติดตั้งสถานีอ้างอิงดาวเทียม GNSS แบบทำงานต่อเนื่องตรงสถานีวัดระดับน้ำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ


Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy Jan 2024

Characterization Of Size Distribution And Source Contribution To Airborne Particles In Buddhist Religious Places In Bangkok, Sopannha Chy

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Ultrafine particles, defined as particles with diameter below 100 nm, present high health risks but presently remain unknown in air quality management in Thailand. To better understand ultrafine particles, the appropriate quantification must be by aerosol numbers in a size-resolved manner in addition to the mass-based information currently used. This study investigated the particle number concentration and size distribution as well as estimating the source emission rate from incense burning in 3 temples and 1 shrine located in Bangkok, Thailand on peak days and normal day from 10 a.m. to 5 p.m. The Scanning Mobility Particle Sizer (SMPS) and the …


"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang Jan 2024

"Adaptive Signal Control For Reducing The Effect Of Queue Spillback", Eamlong Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Urban traffic congestion at signalized intersections poses significant challenges, with queue spillback events worsening delays, fuel consumption, and environmental impacts. This study addresses the critical issue of oversaturation at the Rama 4 intersection in Bangkok, where closely spaced intersections intensify congestion, leading to prolonged queues and inefficient green phase utilization. Traditional fixed-time signal controls lack the flexibility to adapt to fluctuating traffic volumes, emphasizing the need for an innovative approach. This research proposes an Adaptive Signal Control (ASC) scheme, utilizing VISSIM and VISVAP simulation tools to evaluate the system’s efficacy in managing real-time traffic conditions and reducing queue spillback events. …