Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 1771 - 1800 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza
The Impact Of Cow Behaviors During Transition Period On Reproductive And Milk Productive Performance, Aqeel Raza
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the impact of behavioral patterns during the transition and early postpartum periods on reproductive and lactation outcomes in tropical dairy cows, using the AfiTag-II biosensor to monitor activity, rest time, rest per bout, and restlessness ratio. Data from 298 prepartum and 347 postpartum Holstein Friesian cows, categorized by lactation number (1, 2, and ≥3), was analyzed. K-means clustering on 227 lactation records identified distinct behavioral groups, facilitating the assessment of reproductive traits through Cox regression and lactation curves using the Wood model. First-lactation cows had shorter prepartum rest durations (568.8 ± 5.4 min/day) compared to higher-parity cows, …
Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul
Genetic Characteristics Of Salmonella Carrying Plasmid-Associated Antimicrobial Resistance And Virulence Genes Isolated From Pigs, Pork, And Humans In The Bordering Provinces Between Thailand And Some Land Neighboring Countries, Siraphatson Wetchasirigul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Antimicrobial resistance (AMR) is a major public health threat. The issue has disproportionately affected in low- and middle-income countries including Thailand and its neighboring counties where high rates of resistant Salmonella have been continuously reported in pigs, pork, and humans. Recognizing the significant role of R plasmids in AMR distribution, knowledge on virulence genes associated plasmids is still limited. The frequency and patterns of virulence factors are still not routinely tracked. This study aimed to characterize Salmonella enterica isolates carrying plasmid-associated virulence and AMR genes from pig, pork, and human isolates in border provinces of Thailand, Lao PDR, Cambodia, and …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส-19 ในภาคใต้ตอนบน, กชกร มงคลวรพิลาส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เปนโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต การสนับสนุนทางสังคม ความร่วมมือในการใช้ยา การเข้าถึงระบบบริการทางสุขภาพ กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองและกลุ่มที่ไม่ได้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง และเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ระหว่างกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 และกลุ่มมีประวัติการติดเชื้อโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิขึ้นไป สังกัดกระทรวงสาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 11 ภาคใต้ตอนบน จาก 3 แห่ง จำนวน 235 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แบบสอบถามการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา แบบสอบถามการเข้าถึงบริการสุขภาพ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .88, .95,.95,.97,.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation) และสถิติที (Independent t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 จำแนกตามมิติคุณภาพชีวิต พบว่า มิติการควบคุมเบาหวาน (x̄ =63.01,SD= 8.33) มิติความวิตกกังวล (x̄ = 21.02,SD= 2.57) มิติภาระทางสังคม (x̄ = 28.09,SD= 3.18) มิติเพศสัมพันธ์ (x̄ = 20.36,SD= 1.18) มิติความมีเรี่ยวแรงและความกระปรี้กระเปร่า (x̄ = 90.85,SD= 6.89) มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสูง 2. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ …
การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล
การศึกษาเปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนภายหลังเหตุกราดยิงของประเทศไทยกับต่างประเทศ, กุศลิน จีรสินกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาความรุนแรงด้านอาวุธปืนของโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่สามารถสร้างความเสียหายต่อการก่อเหตุหนึ่งครั้งได้อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงได้นำมาสู่การศึกษาบริบทความรุนแรงของสถานการณ์กราดยิงและการควบคุมอาวุธปืน การศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการควบคุมอาวุธปืนหลังเหตุกราดยิง และการศึกษามาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เหมาะสมกับไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร กฎหมาย และมาตรการที่บังคับใช้ รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีขอบเขตการศึกษาในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์กราดยิงในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันในด้านจำนวน ความรุนแรง และมูลเหตุจูงใจ ในประเทศไทยมีเหตุกราดยิงเกิดขึ้นจำนวนกว่าความเข้าใจของสังคมที่มาจากการรายงานของสื่อ แตกต่างจาก สหรัฐอเมริกาที่กราดยิงเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรง ส่วนในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีมาตรการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดหลังเหตุกราดยิง ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้จำนวนเหตุกราดยิงลดลง ขณะที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายที่ล้าสมัยและขาดการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มาตรการควบคุมอาวุธปืนไม่สามารถลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ โดยข้อเสนอแนวการควบคุมอาวุธปืนจะต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนให้ทันสมัยและเข้มงวด อาทิ การตรวจสอบประวัติและสุขภาพจิตของผู้ขอใบอนุญาต และการจัดเก็บอาวุธในตู้เซฟที่มีระบบล็อกอัตโนมัติ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการแจ้งเบาะแสจากประชาชน และสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาอาวุธปืนในประเทศไทย
From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan
From Climate Perception To Climate Action: Case Study Of Transforming Sustainable Rice Cultivation In Doembang Subdistrict, Suphan Buri Province, Thailand, Chotika Thamsuwan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The thesis explores the critical link between climate perception and sustainable rice cultivation practices. The study highlights the vulnerability of the agricultural sector, particularly rice farming, to climate impacts and emphasizes the necessity of transitioning to sustainable practices as part of Thailand’s broader goal of reducing greenhouse gas emissions by 40% by 2030. Employing the Theory of Planned Behavior (TPB) as the analytical framework, this qualitative research explores how smallholder farmers in the Doem Bang subdistrict conceptualize climate change and sustainable rice cultivation. The study investigates the socio-psychological determinants—behavioral attitudes, subjective norms, and perceived behavioral control—that shape farmers’ intentions and …
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Risk Perceptions Of Coffee Growers In Northern Thailand: A Case Study Of Chiang Rai Province, Melody Sie
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thailand's coffee sector faces numerous risks, impacting coffee farmers' livelihoods. This study explores risk perception and management strategies through in-depth interviews with coffee farmers based in Chiang Rai province. Drawing from Joy Harwood’s categorization of agricultural risk, the risks assessed in this study fell under the domains of production, market, and institutional risks. Farmers' perceptions of these risks were analyzed by considering the mental strategies and biases (heuristics) that shaped their perceptions, as well as how farmers measured risk according to their risk attributes (frequency, severity, adaptation ability). The values, emotions, and experiences of farmers shape the foreground of farmers' …
แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์
แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา, ชุติมา สมจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “แนวทางการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเรา” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย และศึกษาแนวทางในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้านการวิจัยเอกสารและเทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน จากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม สหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เครือข่ายภาคประชาสังคม และนักวิชาการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาในการปฏิบัติต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีข่มขืนกระทำชำเราในประเทศไทย เกิดจากสภาพปัญหาหลัก 5 ด้าน คือ 1) ด้านผู้เสียหาย 2) ด้านสังคม 3) ด้านกฎหมาย 4) ด้านกระบวนการยุติธรรม 5) ด้านคุ้มครองสิทธิ ทั้งนี้ จากงานวิจัยค้นพบว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในปัจจุบันยังคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราไม่ครอบคลุมเพียงพอ จึงควรปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเริ่มตั้งแต่การให้ความสำคัญต่อสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราอย่างชัดเจน รับรองสิทธิผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราด้วยการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะ เพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดขั้นตอนที่ทับซ้อน สร้างองค์ความรู้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานเพื่อที่จะได้ปฏิบัติต่อผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เสียหายคดีข่มขืนกระทำชำเราลดสภาวะการตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง และเต็มใจให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมในการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษสมดังเจตนารมณ์ของกฎหมาย
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา
แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้จินตภาพ โค้ชชิ่งแบบทีม และการเป็นพี่เลี้ยงเพื่อเสริมสร้างทักษะดนตรีและวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา, เพียวพันธ์ เทวงษ์รักษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการสอนโดยใช้จินตภาพ (Visualization) สำหรับการส่งเสริมด้านการแสดงออกดนตรีสำหรับนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาแนวทางดูแลด้วยโค้ชชิ่งแบบทีม (Team Coaching) และการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) สำหรับการเสริมสร้างวินัยของนักเรียนวงโยธวาทิตระดับมัธยมศึกษา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์เอกสาร ตำรา งานวิจัย 2) การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิต 5 คน 3) การเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการจัดการเรียนการสอนวงโยธวาทิต 4 โรงเรียน 4) การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามนักเรียนวงโยธวาทิต 80 คน และ 5) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยสรุปว่า 1) ลักษณะการใช้จินตภาพเป็นวิธีที่สำคัญในการสอนปฏิบัติเครื่องดนตรี สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมความรู้และประสบการณ์ด้านดนตรี เพื่อความเข้าใจในดนตรี 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้จินตภาพแบบช่วยเสริมการตีความและความสมบูรณ์แบบของดนตรี เพื่อทักษะและการแสดงออกดนตรี 2) ลักษณะการให้ความดูแลนักเรียนวงโยธวาทิตแบบพี่เลี้ยงและครูผู้ฝึกเป็นวิธีที่สำคัญในการสร้างวินัย สามารถจำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่ไม่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นพี่เลี้ยงลักษณะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ครูดูแลศิษย์ เพื่อส่งเสริมวินัย 2.กลุ่มครูผู้ควบคุมวงโยธวาทิตที่เน้นการแข่งขัน ใช้การเป็นครูผู้ฝึกในลักษณะครอบครัว หรือ ลักษณะองค์กร เพื่อส่งเสริมวินัย
การพัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, วสวัตติ์ นวลนาค
การพัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, วสวัตติ์ นวลนาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานี สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) ศึกษาผลการนำชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปทดลองใช้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยการวิจัยและพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) ชุดการสอนดนตรีรองเง็งปัตตานีสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น 2) แบบประเมินคุณภาพชุดการสอนสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมด้านจิตพิสัยของผู้เรียน และ 4) แบบประเมินทักษะการขับร้องและเล่นดนตรีของผู้เรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 คน ได้จากการสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Sampling) ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นจากบทเพลงรองเง็งปัตตานีจำนวน 4 บทเพลง มีผลการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญทุกท่านมาปรับปรุงองค์ประกอบต่าง ๆ จากนั้นนำไปทดลองใช้กับตัวอย่าง ผลการทดลองใช้ชุดการสอน แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านจิตพิสัย ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมด้านการรับรู้ (Receiving) มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สม่ำเสมอ ในขณะที่ระดับพฤติกรรมด้านการตอบสนอง (Responding) และด้านการสร้างคุณค่า (Valuing) มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยและความรับผิดชอบในการเรียนรู้มากขึ้น และ 2) ด้านทักษะพิสัย พบว่าโดยรวมนักเรียนมีทักษะในการร้องเพลงและปฏิบัติดนตรีได้คะแนนระดับดีอย่างสม่ำเสมอทั้ง 4 สัปดาห์ แม้ว่าในด้านทักษะการขับร้องเพลงยังมีความจำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มคุณภาพในการร้องเพลงให้ดียิ่งขึ้น สำหรับการปรับปรุงชุดการสอนตามผลการใช้งาน ผู้วิจัยได้ทำการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุดการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสมบูรณ์ของชุดการสอน โดยเสนอแนวทางการปรับปรุงใน 4 ประเด็นที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น ได้แก่ 1) การเพิ่มจำนวนสื่อให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในกลุ่ม 2) การปรับปรุงคู่มือการสอนและแผนการสอน 3) การปรับปรุงวิธีการสอนทักษะการขับร้อง และ 4) การจัดลำดับชุดการสอนใหม่
การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว
การจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา, วิลาสินี เจียว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา และเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนเขียนโดยใช้โมเดล 4Ex2 ร่วมกับเทคนิคสตอรี่บอร์ดเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนมัธยมศึกษา ก่อน ระหว่าง และหลังเรียน ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 คน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ และแผนการจัดการเรียนการสอนเขียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ โดยมีหลักการ 4 ประการ คือ (1) การจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (2) การจัดเตรียมปัจจัยที่เสริมสร้างการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ (3) การเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนเขียน (4) การควบคุมและการประเมินกระบวนการจัดการเรียนการสอนเขียน และมีขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอนเขียนที่พัฒนาขึ้น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) สร้างความสนใจในการเขียน (2) เรียนรู้และค้นคว้า (3) เรียบเรียงเขียนเนื้อหา (4) เชื่อมโยงกับชีวิตจริง 2) ผลของการจัดการเรียนการสอนเขียน พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ในภาพรวมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์จำแนกตามองค์ประกอบ พบว่า ด้านเนื้อหา และด้านการใช้ภาษา สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนเฉลี่ยการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการเขียนสารคดีเชิงสร้างสรรค์ใน 2 ระยะของการทดลองสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรี จำนวน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ แบบวัดทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และแบบประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1)องค์ประกอบของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทย ทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน 2) ผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เด็กรุ่นใหม่จึงควรมีทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วงการการศึกษาพยายามที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนภายในกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล จำนวน 1,600 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ หัวหน้าแผนกอนุบาล และครูอนุบาล รวมทั้งสิ้น 863 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาลมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารหลักสูตรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามลำดับ สำหรับทักษะการคิดเชิงคำนวณในภาพรวม องค์ประกอบย่อยที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การแก้ไขจุดบกพร่อง (Debugging) รองลงมาคือ การแบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย (Decomposition) การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (Abstraction) การเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบ (System Collaboration) การพิจารณารูปแบบของปัญหา (Pattern Recognition) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm Design) และการเข้าใจและใช้สัญลักษณ์แทนการสื่อสาร (Representation) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล ประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ ได้แก่ 1) ยกระดับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ และ 2) พลิกโฉมสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Support Guidelines To Promote Growth Mindsets In Public Speaking For Upper Secondary Efl Students, Chawisa Inyai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to (1) explore the relationship between support and mindset in public speaking and (2) propose support guidelines to promote growth mindsets in public speaking among upper secondary EFL students. A two-phase sequential explanatory design of mixed methods was employed. In Phase 1, data were collected through the Mindset and Support in Public Speaking Questionnaire and semi-structured interviews. In Phase 2, data were collected through semi-structured interviews and an evaluation form designed to assess the support guidelines developed from the findings. Participants comprised three groups: (1) 250 Grade 12 students from five extra-large public schools in Bangkok, six …
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
ผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรต่อการควบคุมโรคหืดและการทำงานของระบบหายใจในผู้ป่วยโรคหืด, ณัฏฐ์ดนัย เจริญสุขวิมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจรที่มีต่อการทำงานของระบบหายใจและการควบคุมโรคในผู้ป่วยโรคหืด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดที่มาใช้บริการ ณ หน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย อายุ 18– 65 ปี จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุม จำนวน 10 คน ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ โดยไม่ได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายใดๆ 2) กลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการฝึกหายใจจำนวน 4 ท่า ท่าละ 3 เซต พักระหว่างท่าๆ ละ 1 นาทีและพักระหว่างเซต ๆ ละ 2 นาที เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ 12 สัปดาห์ และกลุ่มนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร จำนวน 10 คน ได้รับการนวดแบบสวีดิชในเทคนิค ลูบ คลึง และเคาะ บริเวณกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นทำการฝึกหายใจในรูปแบบเดียวกับกลุ่มฝึกหายใจแบบวงจร โดยก่อนการทดลอง หลังการทดลอง 6 สัปดาห์ และหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ทำการวัดตัวแปรทางสรีรวิทยา ตัวแปรการทำงานของระบบหายใจ ตัวแปรด้านกล้ามเนื้อ ตัวแปรด้านการควบคุมโรค แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี สำหรับตัวแปรสารชีวเคมีในเลือดทำการวัดก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว วิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของแอลเอสดี ที่นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง 12 สัปดาห์ กลุ่มการฝึกหายใจแบบวงจรและกลุ่มการนวดแบบสวีดิชก่อนการฝึกหายใจแบบวงจร มีค่าเฉลี่ยตัวแปรด้านการทำงานของระบบหายใจ ได้แก่ ค่าปริมาตรสูงสุดของอากาศที่หายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าอัตราการไหลของอากาศหายใจออกที่สูงที่สุด ค่าปริมาตรของอากาศที่ถูกขับออกในวินาทีแรกของการหายใจออกอย่างเร็วและแรงเต็มที่ ค่าเฉลี่ยของอัตราการไหลของอากาศในช่วงกลางของความจุร้อยละ 25 – 75 % ค่าปริมาตรของอากาศที่เป่าออกอย่างเร็วและแรงในวินาทีที่ …
ผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและสารชีวเคมีในเลือด ในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน, อรทัย กัลยาวุฒิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองและการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียวที่มีต่อการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายและการรับรู้ความสามารถของตนเองในการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองกับการทำหน้าที่ของร่างกาย สารชีวเคมีในเลือด องค์ประกอบของร่างกายในผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยเพศชายและหญิงอายุ 60-75 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน จำนวน 40 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม สุ่มเข้ากลุ่มแบบแบ่งชั้นและแบบง่าย กลุ่มที่ 1 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง จำนวน 22 คนและกลุ่มที่ 2 ได้รับการฝึกออกกำลังกายแบบหลายข้อต่ออย่างเดียว จำนวน 18 คน โดยทั้งสองกลุ่มได้รับโปรแกรมออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มความหนักทุก 2 สัปดาห์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเองที่นำมาใช้ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ 2) การใช้ตัวแบบ 3) การชักจูงด้วยคำพูด และ 4) การกระตุ้นอารมณ์ โดยมีการทดสอบตัวแปรด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย องค์ประกอบของร่างกาย และการรับรู้ความสามารถของตนเอง ก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง ส่วนการทดสอบสารชีวเคมีในเลือดดำเนินการก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง (Two-way mixed ANOVA) หากพบความแตกต่างทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยสถิติ LSD กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ ระหว่างกลุ่มพบว่ากลุ่มที่ 1 มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) ลดลงมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และ กลุ่มที่ 1 มีความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความคาดหวังในผลลัพธ์ของการออกกำลังกายแบบหลายข้อต่อเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ภายในทั้งสองกลุ่มมีตัวแปรส่วนใหญ่ด้านองค์ประกอบของร่างกายและการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มที่ 1 ที่ฝึกออกกำลังกายร่วมกับทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง มีฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (HbA1c) และไฮเซนซิติวิตี ซี รีแอคทิฟโปรตีน (hs-CRP) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ในขณะที่กลุ่มที่ 2 …
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน, ชานน จิตบรรจงจักร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ใหญ่วัยกลางคนเป็นวัยที่จะเตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพแต่จากปัญหาการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอและปัญหาการลดลงของมวลกล้ามเนื้อในผู้ใหญ่วัยกลางคน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลที่มีต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัวในผู้ใหญ่วัยกลางคน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 40-59 ปี จำนวน 43 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 22 คน และกลุ่มทดลอง 21 คน กลุ่มควบคุมออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เต้นรำ เต้นซุมบ้า เต้นแอโรบิก เดินเร็วครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลครั้งละ 60 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา 1 นาที การทดสอบการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ลุก-เดิน-นั่ง-ไปกลับ การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง การทดสอบงอแขนยกน้ำหนัก 30 วินาที และการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา 30 วินาทีลุก-นั่งบนเก้าอี้ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองภายในกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่เข้าร่วมโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าการทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวเปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ก่อนการฝึกและหลังการฝึก 8 สัปดาห์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05เมื่อเปรียบเทียบผลการทดลองระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอล มีค่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือและแขนท่อนล่าง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขา การทรงตัวขณะอยู่กับที่ยืนขาเดียวปิดตา การทรงตัวขณะเคลื่อนที่ เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05ผลการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการฝึกโปรแกรมการออกกำลังกายแบบเอ็กเซนทริกร่วมกับเมดิซินบอลในผู้ใหญ่วัยกลางคน สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทั้งส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย สามารถช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะอยู่กับที่และการทรงตัวขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร, ภัทรชัย คูสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและเพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของพนักงานเก็บขยะที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed method) กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานคร จำนวน 509 คน เก็บข้อมูลโดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริมและแบบสอบถามประเมินคุณภาพชีวิตองค์การอนามัยโลกฉบับย่อ (WHOQOL-BREF) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพรรณนาและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมกับคุณภาพชีวิตด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) กำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครจำนวน 18 คน ทำการสรุปประเด็นคุณภาพชีวิตโดยการใช้วิธีการอุปนัยผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยนำและปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำมาก ปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่าพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีระดับคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความพอใจในคุณภาพชีวิตของตนโดยเฉพาะด้านจิตใจ ที่พบว่าพนักงานเก็บขยะมีความหยืดหยุ่นต่อปัญหาที่พบ มีความรู้สึกมั่นคงในอาชีพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีปัญหาด้านความเมื่อยล้า และเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพบ้างสรุปได้ว่า ปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตเเละพนักงานเก็บขยะกรุงเทพมหานครมีคุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู, อาซาน ปริยวาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูและเพื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานที่มีอายุ 18-55 ปีขึ้นไป และทำงานอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จำนวน 430 คน โดยคัดเลือกจากอุตสาหกรรมการผลิตหลัก 5 ประเภท โรงงานละ 4-5 คน ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม Google Form ความรอบรู้ด้านสุขภาพของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ “ที” (t-test) และวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) จากนั้นทำการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของ LSD (Least significant difference) กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง หากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า องค์ประกอบการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและบริการสุขภาพ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะการตัดสินใจ และการรู้เท่าทันสื่ออยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน เมื่อเปรียบเทียบระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุและระดับการศึกษาพบว่า พนักงานเพศชายในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 18-30 ปี มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีอายุ 31-43 ปี และอายุ 44-55 ปีขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป มีความรอบรู้ด้านสุขภาพมากกว่าพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูที่มีระดับการศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น/มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. อนุปริญญา/ปวส. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปได้ว่า พนักงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปูมีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับปานกลาง
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
ฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อภาวะเครียด Oxidative Stress ในหนอน Caenorhabditis Elegans, ณัฐพงศ์ นพโลหะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Disease (NCDs) เป็นภาวะโรคที่ไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คนได้รวมถึงไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรค โดยสาเหตุหนึ่งของภาวะกลุ่มโรคนี้คือการเกิดภาวะ oxidative stress ที่ทำให้ร่างกายมีปริมาณของสารอนุมูลอิสระไม่สมดุล โดยที่ผ่านมาจำนวนผู้ป่วยในโรคนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวทางการรักษาส่วนใหญ่มักจะมาจากการรักษาตามอาการ ดังนั้นการแก้ปัญหาโรคนี้ให้ได้ผลมากที่สุดคือการป้องกันการเกิดโรคมากกว่าการรักษา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำมะกรูดที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระมาทดสอบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด ในการช่วยลดการเกิดภาวะ oxidative stress สำหรับการช่วยยืดอายุของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากมะกรูดต่อ E.coli OP50 ที่เป็นอาหารของ C. elegans พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญของ E.coli OP50 เมื่อเทียบกับการยับยั้งการเจริญเติบโตของยา Penicillin-Streptomycin ที่ใช้เป็นกลุ่มควบคุม จึงสามารถใช้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดในการทดสอบได้ โดยที่ไม่มีผลต่อ E.coli OP50 ที่ใช้เป็นอาหารของ C. elegans ตอนที่ 2 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่มีผลต่อการรอดชีวิตของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress พบว่าสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีอัตราการรอดชีวิตของ C. elegans เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ได้ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และตอนที่ 3 การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูดต่อการยับยั้งปริมาณ ROS ของ C. elegans ที่ถูกชักนำให้เกิดภาวะ oxidative stress โดยพบว่าใบมะกรูดและผิวมะกรูดที่ความเข้มข้น 50 , 100 และ 200 ug/ml มีค่าปริมาณสาร ROS ของ C. elegans ที่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด เมื่อเทียบกับ C. elegans ที่ไม่ให้สารสกัดจากใบมะกรูดและผิวมะกรูด …
การปรับสมดุลไมโครไบโอมในลำไส้ด้วยเชื้อ Lactobacillus Rhamnosus Gg ช่วยบรรเทาความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความชราโดยน้ำตาล D-Galactose และกระตุ้นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น, ชาลิสา พินิจจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้อาจทำให้เกิดภาวะลำไส้รั่ว เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดตามมาได้ ซึ่งสภาวะดังกล่าวมักพบมากในผู้สูงอายุ การศึกษาก่อนหน้านี้พบว่าโพรไบโอติกสามารถลดการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ แต่การศึกษาเรื่องผลของการรับประทานเชื้อโพรไบโอติดต่อของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมทั้งภาวะ Sepsis-associated encephalopathy (SAE) ในผู้สูงอายุนั้นยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจน วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อทดสอบความสามารถของเชื้อโพรไบโอติกสายพันธุ์ Lacticaseibacillus rhamnosus GG (LGG) ในการช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดสภาวะชราโดยการใช้น้ำตาลกาแลคโตส ผู้วิจัยทำการให้เชื้อ LGG ทางปากกับหนูทดลอง เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม และทดสอบความแตกต่างของจุลินทรีย์ในลำไส้ในอุจจาระของหนูด้วยวิธี 16S RNA sequencing พร้อมวัดสภาวะความชราของหนูด้วยเทคนิค Histochemistry ในอวัยวะภายใน จากนั้นหนูทั้ง 2 กลุ่มจะถูกกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยวิธีการผูกและเจาะลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (CLP) และวัดความรุนแรงของการติดเชื้อในกระแสเลือดโดยการวัดอัตราการตาย ระดับ creatinine (Scr), Alanine transaminase (ALT), cytokines (IL-6 TNF-α IL-10 และ IL-1ß) ในซีรัมโดยเทคนิค Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) การตรวจวัด Sepsis encephalopathy ผู้วิจัยใช้ค่ามาตรฐาน SHIRPA เพื่อช่วยในการวัด นอกจากนี้เพื่อหาสาเหตุของการลดความรุนแรงจากการติดเชื้อในกระแสเลือดด้วยเชื้อโพรไบโอติก ผู้วิจัยนำ Lactobacillus condition media (LCM) ร่วมกับ Lipopolysaccharide (LPS) มาใช้ในการกระตุ้นเซลล์ RAW 264.7 , เซลล์ BV-2 และเซลล์ HT-22 จากนั้นทำการวัดปริมาณ Inflammatory cytokines ด้วยเทคนิค ELISA และวัดการแสดงออกของยีน IL-6 TNF-α IL-10 IL-1ß Fizz Arg-1 NF-kB TLR-4 และยีน iNOS ด้วยเทคนิค Quantitative real-time PCR (qPCR) จากผลการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในอุจจาระ แสดงให้เห็นว่าหนูชรามีการสูญเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และพบการเกิดพังผืดในปอด ไต และตับ ซึ่งเชื้อ …
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย, ภูริทัต ไชยเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยในประเทศไทย และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรรัฐกับกลุ่มองค์กรทางสังคมในกระบวนการกำหนดและดำเนินนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ ได้แก่ การเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ขอบเขตการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้กรณีศึกษาได้แก่ ชุมชนแออัดคลองเตย โครงการปรับปรุงฟื้นฟูแฟลตดินแดง และโครงการบ้านมั่นคง ใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนทัศน์นโยบาย (Policy Paradigm) แนวคิดกระบวนทัศน์นโยบายที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขององค์กร (Nested Paradigm) และองค์กรสถาบันนิยม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาคทางการและงานวิจัย ประกอบกับการสัมภาษณ์ทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ และผู้รับผลของนโยบาย แล้วนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบตรวจสอบข้อมูลระหว่างเอกสารและการสัมภาษณ์ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในลักษณะการเกิดกระบวนทัศน์ใหม่ที่นำไปสู่การล้มล้างกระบวนทัศน์ทัศน์เก่า แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในแต่ละระดับขององค์กร ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย ระดับการวางแผนโครงการ และในระดับปฏิบัติการ โดยทั้ง 3 ระดับนั้นต่างวิวัฒน์เพื่อตอบสนองต่อทั้งการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิมของสถาบัน พร้อม ๆ กับเปลี่ยนแปลงไปตามความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับกลุ่มองค์กรทางสังคมอื่น ๆ ทำให้กระบวนทัศน์เก่าและใหม่สามารถดำรงอยู่ด้วยกันได้ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าทั้งการเคหะแห่งชาติ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่มีกระบวนทัศน์แตกต่างและตรงข้ามกัน จะไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระดับโครงสร้างวัฒนธรรมของสังคมไทย ในทางกลับกันทั้ง 2 องค์กรจะมีลักษณะคล้ายกันภายใต้ระบบราชการมากขึ้น
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
การติดตามการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของนักศึกษาที่อยู่อาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) กรณีศึกษา: โครงการอาคารชุดพักอาศัยของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), อรพรรณ จิระชัยประสิทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการติดตามการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางของนักศึกษาและพิจารณาความสอดคล้องกับเหตุผลของผู้ประกอบการในการจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางในโครงการอาคารชุดพักอาศัยสำหรับนักศึกษา โดยวิธีการสำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษาที่พักอาศัยในอาคารชุดโดยรอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) โครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากการสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งสิ้น 78 คน และสัมภาษณ์ผู้วางแนวคิดในการพัฒนาโครงการของบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 คนจากผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งโครงการ Kave TU และโครงการ Kave AVA เลือกใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง 3 อันดับแรกประกอบไปด้วย ห้อง Co-Learning (Co-Working, Study Area), ห้อง Fitness /Boxing, Swimming Pool โดยการใช้งานส่วนใหญ่จะมุ่งตอบโจทย์ส่งเสริมการเรียน ได้แก่ ห้อง Co-Learning, ห้อง Study Area, ห้อง Workshop และห้อง Meeting นอกจากนี้พบว่ามีห้องบางลักษณะที่นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์หลักแล้ว เช่นห้อง Studio, ห้อง Photo, ห้อง Mini Theater และห้อง Creative and Entertainment Lounge ยังสามารถใช้ทดแทนเมื่อมีการใช้งานห้องที่ตอบโจทย์ในด้านการศึกษาและนันทนาการในช่วงเวลาจำเป็น เช่นช่วงสอบ ผู้วิจัยพบว่าข้อมูลทั้ง 3 ส่วนมีความสอดคล้องกันทั้งในด้านผู้อยู่อาศัย อันได้แก่ นักศึกษา โดยพบว่าพื้นที่ส่วนกลางที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ เช่นห้องอ่านหนังสือและห้องประชุมกลุ่ม ในด้านผู้ซื้อหรือผู้เช่า อันได้แก่ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมักให้ความสำคัญในเรื่องการส่งเสริมการเรียนและความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตของกลุ่มนักศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับผู้ประกอบการที่พิจารณาจัดสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางให้ตอบโจทย์ทั้งนักศึกษาและผู้ประกอบการเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายผู้ประกอบการเสนอแนะ ว่าการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางต้องคำนึงถึงขนาดและลักษณะของโครงการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรพิจารณารูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง การจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางที่เหมาะสมกับรูปแบบลักษณะพฤติกรรมของนักศึกษาตามยุคสมัย
บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์
บทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของ “ศูนย์การค้า” กรณีศึกษา ศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ณัฐวัชร เหล่าวิทยานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ศูนย์การค้าเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการใช้เวลาว่างของคนกรุงเทพมหานคร ด้วยความสามารถในการให้บริการได้อย่างครบวงจร ศูนย์การค้าจึงได้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะในรูปแบบ Privately Owned Public Space (POP) ที่มีการใช้งานพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลในรูปแบบคล้ายคลึงกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งปรากฏในงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศด้วย แต่ปัจจุบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้ายังมีจำนวนไม่มาก แสดงถึงช่องว่างในการวิจัยในหัวข้อดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้งานพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของบทบาทพื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในแต่ละกลุ่มพื้นที่ศึกษาจากการศึกษาพบว่า พื้นที่งานภูมิสถาปัตยกรรมของศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีการใช้งานในรูปแบบพื้นที่กึ่งสาธารณะ โดยกิจกรรมที่เกิดขึ้นมีครบทั้งกิจกรรมที่จำเป็น กิจกรรมทางเลือก และกิจกรรมทางสังคม คล้ายพื้นที่สาธารณะ แต่อยู่ภายใต้การกำหนดการใช้งานโดยศูนย์การค้า โดยลักษณะของกิจกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพทางกายภาพ แต่คุณภาพทางกายภาพที่ดี ผนวกกับการกำหนดพื้นที่ใช้สอยที่ส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเลือกและกิจกรรมทางสังคม ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นการใช้งานที่มากขึ้น ดึงดูดให้เกิดการสัญจรในศูนย์การค้ามากขึ้น ในส่วนของบริบทที่ตั้งนั้น ส่งผลต่อทั้งความหนาแน่นการใช้งานและลักษณะกลุ่มผู้ใช้งาน ซึ่งลักษณะกลุ่มผู้ใช้งานก็สะท้อนในลักษณะของกิจกรรมการใช้งานอีกด้วย
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
รูปแบบการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, บัณฑิตา พันธวุฒิยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รถสองแถวเป็นระบบขนส่งกึ่งสาธารณะ (Paratransit) รูปแบบหนึ่งที่มีบทบาทเป็นระบบขนส่งรอง (Feeder mode) และยังได้รับการนิยามว่าเป็นระบบขนส่งนอกระบบ (Informal transport) ด้วยบริการที่ปรับตัวต่อสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าระบบขนส่งมวลชน งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดิน สถานการณ์การให้บริการของรถสองแถว และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและรูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการของรถสองแถวในพื้นที่โดยรอบสถานีระบบขนส่งมวลชนทางราง ประกอบด้วยสายสีเขียวอ่อน สายสีเขียวเข้ม สายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีแดง สายสีเหลือง และแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ตัวแทนผู้ให้บริการรถสองแถวสายละ 1 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 100 ตัวอย่างผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการให้บริการด้านระยะทางและความถี่มีความแตกต่างกันตามพื้นที่ โดยรถสองแถวที่ให้บริการในพื้นที่โดยรอบสถานีชานเมืองมีสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินมากกว่า นอกจากนี้เส้นทางจำนวน 1 ใน 4 ยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการเพื่อทำหน้าที่ระบบขนส่งรอง อย่างไรก็ตาม รูปแบบการเปลี่ยนแปลงการให้บริการไม่ได้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีนัยสำคัญ แต่เกิดจากนโยบายของผู้ประกอบการและผู้ให้บริการที่เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ปริมาณผู้โดยสารลดลง ดังนั้น นโยบายสนับสนุนศักยภาพของรถสองแถวในการทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งรองของระบบขนส่งมวลชนทางรางจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนอย่างยั่งยืนต่อไป
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
โอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว กรุงเทพมหานคร, ฉัตรลดา กาตาสาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ชุมชนบ้านครัวเป็นชุมชนไทยมุสลิมเก่าแก่ตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) พระราชทานที่ดินให้อยู่ในฝั่งพระนคร เป็นชุมชนขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นชุมชนที่ยังมีเรือนแบบดั้งเดิมตั้งแต่ยุคสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 7 อยู่มากถึง 27 หลัง ชุมชนในปัจจุบันตั้งอยู่ระหว่างเขตราชเทวี และเขตปทุมวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น เรือนดั้งเดิมเหล่านี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ในขณะที่ชุมชนต้องการรักษาไว้เป็นสินทรัพย์แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโอกาสและข้อจํากัดในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในชุมชนบ้านครัว โดยศึกษาลักษณะกายภาพของเรือนดั้งเดิม ความต้องการของครัวเรือน วิเคราะห์ปัจจัยข้อจำกัด และนำเสนอแนวทางการปรับปรุงเพื่อรักษาคุณค่าของเรือนดั้งเดิม พร้อมทั้งพัฒนาการใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยงานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีศึกษาของเรือนดั้งเดิม 5 หลัง เพื่อประเมินความต้องการและความสามารถในการปรับปรุงและซ่อมแซมเรือนรูปแบบดั้งเดิมภายใต้กรอบของแนวคิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นผลการศึกษาพบว่า เรือนกรณีศึกษาทั้ง 5 หลัง มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและคุณค่าทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมที่สำคัญ มีคุณค่าความแท้และเป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นองค์ประกอบสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เรือนเหล่านี้มีปัญหาทรุดโทรมและต้องการการปรับปรุง งานวิจัยเสนอแนวทางการออกแบบปรับปรุง 2 รูปแบบ ได้แก่ (1) แบบประหยัด ที่เน้นการซ่อมแซมขั้นพื้นฐานเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย และ (2) แบบสมเหตุสมผล ที่เน้นการอนุรักษ์และปรับปรุงเรือนดั้งเดิมให้คงเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการใช้งานในอนาคต การคำนวณงบประมาณเบื้องต้น พบว่ามีงบค่าปรับปรุงซ่อมแซม ตั้งแต่ 30,000-85,000 บาท ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของการปรับปรุงที่ผู้อยู่อาศัยจะเลือกจากการวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัดของผู้อยู่อาศัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีรายได้ไม่มั่นคง แต่มีความต้องการปรับปรุงเรือนเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างรายได้ รวมถึงการสืบทอดคุณค่าของเรือนไว้ให้กับทายาทรุ่นหลัง แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการปรับปรุงในระดับที่ต้องการ จากการสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ทุกหน่วยงานเล็งเห็นถึงโอกาสในการประสบความสำเร็จในการดำเนินงานและหลายหน่วยงานสามารถให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ด้านงบประมาณ และการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ยังเห็นพ้องว่า การดำเนินการนี้จำเป็นต้องให้ผู้อยู่อาศัย เจ้าของเรือน และชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของชุมชนจึงเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและอนุรักษ์เรือนดั้งเดิมในชุมชนบ้านครัว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยและชุมชนเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เพื่อระดมทรัพยากรและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ด้วยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล
ผลงานฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์: ภาพจำของอนุสาวรีย์แห่งความตาย, อธิภัทร แสวงผล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงออกแบบและมีความสัมพันธ์กับการสิ้นสุดพระชนม์ชีพของพระบรมวงศานุวงศ์สยามอย่างไม่จำกัดรูปแบบ, ขนาด, วัสดุ หรือความคงทน จึงใช้คำว่า "อนุสาวรีย์แห่งความตาย" แทนสิ่งที่ศึกษา ซึ่งผลงานเหล่านี้กลายเป็นภาพจำ และเป็นแบบแผนให้กับสถาปนิกตลอดจนนายช่างยุคต่อมาดำเนินรอยตามผู้วิจัยตั้งคำถามถึงภาพจำของผลงานฝีพระหัตถ์ และภาพจำที่เกิดขึ้นภายหลังจากการสิ้นพระชนม์ในพ.ศ. 2490 ทำให้ใช้วิธีการเรียบเรียงหลักฐานในอดีตที่พบด้วยภาษาและมุมมองปัจจุบัน หรือ ประวัติศาสตร์นิพนธ์ ประกอบกับแนวความคิดว่าด้วยภาพจำอันเป็นส่วนหนึ่งของสัญญะ 3 แนวคิด ได้แก่ ภาพจำร่วมกันของสังคม, ภาพจำเชิงภาษาศาสตร์ และ มายาคติ หรือภาพจำภายใต้วัฒนธรรมร่วมสมัย แม้ทั้งสามแนวคิดจะเกิดขึ้นจากนักคิดชาวตะวันตก แต่สามารถใช้วิเคราะห์ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมโดยไร้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์และเวลานอกจากนี้ ผู้ที่เคยศึกษาผลงานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์มาก่อนมักกล่าวถึงภาพจำเชิงกายภาพในรูปแบบสัญลักษณ์ ที่แท้จริงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัญญะ ที่มนุษย์รับรู้ด้วยประสาทสัมผัสและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ได้หลายระดับ ทำให้ผู้วิจัยใช้หลักฐานชั้นต้นที่หน่วยงานราชการและเอกชนเก็บรักษามาวิเคราะห์เตลอดจนบทสัมภาษณ์สถาปนิกและนายช่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานพระเมรุมาศ เพื่อค้นหาความหมายภายใต้ผลงานฝีพระหัตถ์ต่อไปจากการศึกษาพบว่าสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงได้รับอิทธิพลจากความนิยมของสังคม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมุ่งศึกษาภาพจำของผู้สิ้นสุดพระชนม์ชีพในผลงานฝีพระหัตถ์ ที่พบสัญญะอันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของชีวิตอันเป็นผลจากค่านิยมของยุคสมัย ขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางใหม่ภายหลังแบบแผนอันเคร่งครัดที่มีอยู่เดิมได้เปลี่ยนรูปแบบไป ทำให้ผลงานฝีพระหัตถ์มีสถานะเป็นแรงบันดาลใจของการสร้างสรรค์อนุสาวรีย์แห่งความตายของนายช่างร่วมสมัยปัจจุบัน
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการเห็น:กรณีศึกษาแบรนด์ .Once, จิระ ชนะบริบูรณ์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่อง “การสื่อสารผ่านการสัมผัสสำหรับผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น: กรณีศึกษาแบรนด์ .ONCE” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสที่สามารถสื่อสารเรื่องสีให้แก่ผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น โดยใช้แนวคิดจากทฤษฎีการรับรู้ผ่านการสัมผัส (Tactile Perception Theory) ทฤษฎีสัญศาสตร์ (Semiotics) และทฤษฎีการสื่อความหมายของสีผ่านสัมผัสในบริบทของผลิตภัณฑ์แฟชั่นการพัฒนาสัญลักษณ์สัมผัสในวิจัยนี้เริ่มจากการกำหนดความหมายที่ต้องการสื่อ โดยอิงจากทฤษฎีของ Roland Barthes ซึ่งแบรนด์ .ONCE ตั้งเป้าหมายในการสื่อสารเรื่องสีให้เข้าใจได้ทั้งผู้มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น จากนั้นได้เลือกใช้ทฤษฎีของ Charles Sanders Peirce ในการวิเคราะห์และตีความรูปแบบของสัญลักษณ์ เพื่อให้ได้สัญลักษณ์ที่ชัดเจนและสื่อความหมายได้ตรงตามเจตนา ในกระบวนการออกแบบสัญลักษณ์ ได้มีการใช้ทฤษฎีสัญศาสตร์ในการวิเคราะห์และสร้างสัญลักษณ์สัมผัส โดยสัญลักษณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสี จากนั้นได้มีการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ทางประสาทสัมผัส (Sensory Perception Theory) เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมในการสื่อสารสีผ่านสัมผัส หลังจากพัฒนาสัญลักษณ์เสร็จสิ้น ได้มีการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วยผู้ที่มีและไม่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ที่มีความเรียบง่ายและสัมพันธ์กับธรรมชาติ เช่น ใบไม้สำหรับสีเขียว และดวงอาทิตย์สำหรับสีเหลือง สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีผ่านสัมผัสมีประสิทธิภาพมากขึ้นการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างสัญลักษณ์สัมผัสที่มีความหมายลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจระหว่างผู้ใช้ทุกกลุ่ม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมและสร้างสังคมที่เท่าเทียม ข้อสรุปจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า สัญลักษณ์สัมผัสที่เรียบง่ายและมีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือดวงอาทิตย์ สามารถช่วยให้การสื่อสารเรื่องสีมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้รูปทรงที่มีการจัดกลุ่มเป็นคอลเลกชันเดียวกัน และการลดความซับซ้อนของรูปทรงยังสามารถช่วยลดความสับสนในการแยกแยะสีได้ วิทยานิพนธ์นี้มีส่วนสำคัญในการนำเสนอกระบวนการออกแบบที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้งานทุกกลุ่ม นำไปสู่ความเข้าใจและความเท่าเทียมในสังคม
การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย
การพัฒนาชุดข้อมูลเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลเพื่อประเมินการใช้พื้นที่อาคาร: กรณีศึกษา อาคารในต่างประเทศของกระทรวงการต่างประเทศ, ฐิติชญา ชาตรูปะมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริหารพื้นที่อาคารเป็นหลักการที่จะช่วยให้พื้นที่ส่วนต่างๆภายในอาคารถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่า กระทรวงการต่างประเทศมีสำนักงานหลายแห่งทั่วโลก จึงมีทรัพยากรทางกายภาพที่ต้องดูแลทางไกลเป็นจำนวนมาก สำหรับในงานวิจัยได้ทำการศึกษาลักษณะการใช้งานพื้นที่กงสุลจาก 7 กรณีศึกษาเเละทำการเเบ่งพื้นที่ส่วนกงสุลออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้เเก่ พื้นที่พักรอ พื้นที่เคาน์เตอร์ เเละพื้นที่อื่นๆวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการศึกษาการใช้เทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในการบริหารจัดการพื้นที่อาคาร เพื่อหารูปแบบของชุดข้อมูลที่จำเป็นในการเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาระบบการจัดการพื้นที่สำหรับพื้นที่กงสุล โดยทำการศึกษาการทำงานของเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลในระดับ Descriptive ซึ่งเป็นระดับการศึกษาหาชุดข้อมูลเพื่อเตรียมสำหรับการนำไปใช้งานในระดับอื่นๆต่อไปจากการศึกษาพบว่าชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการนำเทคโนโลยีคู่แฝดดิจิทัลมาใช้ในการประเมินพื้นที่อาคาร สามารถเเบ่งข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Static (พื้นที่ห้อง ความจุ พื้นที่ต่อคน) และ Dynamic (จำนวนชั่วโมงการใช้จริงและจำนวนพนักงานที่ใช้ห้องต่อสัปดาห์) ข้อมูล Dynamic จำเป็นต้องมีใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ในการเก็บข้อมูลซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาข้อดีเเละข้อจำกัดของเทคโนโลยีเหล่านี้ Wifi technique, Proximity sensor, Infrared IR sensor, และ Camera-based systems (กล้องนับคนด้วยวิดีโอ, กล้องนับคนด้วย AI, และกล้อง 3D นับคน)จากการศึกษาพบว่าเทคโนโลยีเซ็นเซอร์แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน พื้นที่พักรอเหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละ Infrared IR sensor เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก พื้นที่เคาน์เตอร์เหมาะสมที่จะใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอเเละกล้องนับคนด้วย AI เพื่อยืนยันตัวตนเเละเก็บข้อมูลที่ต้องการในกรณีที่มีผู้เข้ามาใช้งานเป็นจำนวนมาก พื้นที่อื่นๆเช่นพื้นที่ห้องสัมภาษณ์ พื้นที่ห้องทำบัตรประชาชน ควรมีการใช้ กล้องนับคนด้วยวิดีโอ เเละ Infrared IR sensor ซึ่งจะช่วยในการดูเเลรักษาความปลอดภัยเเละเก็บข้อมูล อย่างไรก็ตามเซ็นเซอร์เเต่ละชนิดมีข้อดีเเละข้อจำกัดที่เเตกต่างกัน จำเป็นต้องศึกษาและวิเคราะห์การใช้งานพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดต่อไป
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
แนวทางการพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว, ชนิสรา ญาณประภาศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีกระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานด้านสถานที่ฯ พ.ศ. 2563 กับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวทั้งหมด ทั้งที่สภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุรยะยาวแตกต่างกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษากฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อมของไทยและต่างประเทศ รวมถึงศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในไทย เพื่อพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมสำหรับสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวที่เหมาะสมกับบริบทของไทยงานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสารกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การศึกษาสังเกตสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาว และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่าสถานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวประกอบด้วยพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่พักอาศัย และพื้นที่สนับสนุน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถพัฒนามาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ด้วยการเพิ่มเติมข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้เสนอแนะมาตรฐานขั้นต่ำด้านสภาพแวดล้อมได้ทั้งหมด 12 หมวด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้เสนอแนะว่าควรมีการแบ่งระดับมาตรฐานขั้นต่ำเป็น 3 แนวทางคือ แบ่งตามการก่อสร้าง แบ่งตามขนาดอาคาร และแบ่งตามประเภทผู้ใช้บริการ