Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 1531 - 1560 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์ Jan 2024

การพยากรณ์ยอดขายรถยนต์ด้วยวิธีการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อลดระดับสินค้าคงคลังของชิ้นส่วนนำเข้า, สุวิทย์ นันทร์ทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยากรณ์ยอดขายรถยนต์เพื่อเปรียบเทียบความแม่นยำของค่าพยากรณ์จากตัวแบบวิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลท์และวินเทอร์ วิธีต้นไม้ตัดสินใจ วิธีป่าสุ่ม วิธีXGBoost วิธีโครงข่ายประสาทเทียมและวิธีผสม ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยของข้อมูลยอดขายรถยนต์รายรุ่นย่อยของบริษัทผลิตรถยนต์กรณีศึกษา โดยใช้ข้อมูลยอดขายตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2557 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ในการฝึกตัวแบบพยากรณ์และหาความสัมพันธ์ของปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า โดยใช้คำสั่ง GridSearchCV ในการปรับแต่งค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์เพื่อหาค่าที่เหมาะสมในการพยากรณ์ของตัวแบบวิธีการเรียนรู้ของเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่าวิธีผสมเป็นวิธีที่สามารถพยากรณ์ยอดขายได้แม่นยำที่สุด เมื่อเทียบกับวิธีการพยากรณ์อื่น ๆ โดยผลลัพธ์ของวิธีผสมให้ค่าความแม่นยำที่ดีในรุ่นย่อย SM976 SM978 และ ST166 โดยมีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 17.93% 10.31% และ 18.34% ตามลำดับ และให้ค่าความแม่นยำที่ยอมรับได้ในรุ่นย่อย SM972 SM974 ST164 และ ST168 ด้วยค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 23.19% 26.44% 21.71 และ 22.39% ตามลำดับ นอกจากนี้การนำผลการพยากรณ์ยอดขายของวิธีผสมมาใช้ในการกำหนดความต้องการสั่งซื้อ พร้อมทั้งทดสอบวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบ Order-Up-To Level (OUL) ส่งผลให้ระดับคงคลังชิ้นส่วนนำเข้าเฉลี่ยต่อเดือนของทุกรุ่นย่อยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลลัพธ์ในรุ่นย่อย SM972 SM974 SM976 และ SM978 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังลดลง 62.65% 79.65% 72.94% และ 69.21% ตามลำดับ และในส่วนของรุ่นย่อย ST162 ST164 และ ST168 มีระดับชิ้นส่วนคงคลังเฉลี่ยต่อเดือนลดลง 55.78% 52.18% และ 61.75% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับระดับสินค้าคงคลังของวิธีการพยากรณ์และวิธีการสั่งซื้อในรูปแบบปัจจุบัน


การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร Jan 2024

การพัฒนาเมตริกสำหรับการประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟโดยใช้การวิเคราะห์ทางศัพท์และทางความหมาย, ณภัทร สารวนางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การประเมินผลการสรุปข้อความยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากตัววัดแบบดั้งเดิม เช่น ROUGE และ BLEU มุ่งเน้นไปที่ความเหมือนกันของคำ ซึ่งมักจะไม่สามารถจับความหมายเชิงลึกและความสอดคล้องของเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน งานวิจัยนี้นำเสนอ CorefSemScore ซึ่งเป็นตัววัดเชิงประเมินแบบผสมผสานที่รวมการวิเคราะห์ การแก้ไขการอ้างอิงร่วม เข้ากับการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย โดยผสานการใช้ ROUGE, BERTScore, และ Sentence-BERT เพื่อการประเมินที่ครอบคลุมมากขึ้น CorefSemScore ใช้วิธีการเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักเพื่อผสานองค์ประกอบการประเมินในหลากหลายมิติ โดยเน้นความสมดุลระหว่างการประเมินความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์และความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย ส่งผลให้สามารถประเมินการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟได้อย่างครอบคลุม ผลการทดลองบนชุดข้อมูล SummEval แสดงให้เห็นว่า CorefSemScore มีประสิทธิผลเหนือกว่าทั้งตัววัดแบบความคล้ายคลึงกันเชิงคำศัพท์ เช่น ROUGE และ BLEU รวมถึงตัววัดความคล้ายคลึงกันเชิงความหมาย เช่น BERTScore โดยเฉพาะในด้านการสะท้อนความเชื่อมโยงของเนื้อหา ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของตัววัดในการยกระดับความน่าเชื่อถือของการประเมินผลการสรุปข้อความแบบแอบสแทร็กต์ทิฟ


การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม Jan 2024

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการจัดการแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุการใช้งานจากการติดตั้งบนหลังคา: กรณีศึกษา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รสสุคนธ์ สิงห์สม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารสำนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมพลังงานสะอาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์หมดอายุการใช้งาน อาจก่อให้เกิดของเสียในปริมาณมากซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) คาดการณ์ปริมาณของเสียจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่หมดอายุซึ่งติดตั้งบนหลังคาอาคารของ กฟภ. และ (2) ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากแนวทางการจัดการของเสียด้วยวิธีต่าง ๆ โดยใช้ระเบียบวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) แบบ Gate to Gate ด้วยโปรแกรม SimaPro และวิธีการ ReCiPe 2016 จากข้อมูลการติดตั้งในปี พ.ศ. 2564 และ 2567 คาดว่าจะเกิดของเสียรวมประมาณ 932.01 ตัน ในช่วงปี พ.ศ. 2589–2592 โดยประกอบด้วยวัสดุหลัก เช่น กระจก อะลูมิเนียม ซิลิกอน และทองแดง ซึ่งมีศักยภาพในการนำกลับมาใช้ใหม่ในอัตราสูง ผลการประเมินเปรียบเทียบ 3 แนวทาง ได้แก่ การฝังกลบ (S0) การอบแยกด้วยความร้อน (S1) และการบำบัดด้วยเคมี (S2) พบว่าแนวทาง S0 ซึ่งเป็นแนวทางปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด โดยเฉพาะด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ที่ดิน และความเป็นพิษทางทะเล ขณะที่แนวทาง S1 และ S2 มีแนวโน้มลดผลกระทบโดยรวมได้ดีกว่า โดยเฉพาะ S1 ที่ให้ผลกระทบต่ำที่สุดในหลายหมวดหมู่หลักข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทยและ กฟภ. ได้แก่ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการของเสียแผงพลังงานแสงอาทิตย์ การดำเนินโครงการนำร่องการรีไซเคิล การส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลในประเทศ และการสนับสนุนกลไกความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ทั้งนี้ควรสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแนวทางเศรษฐกิจ BCG ของประเทศ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว


Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera Jan 2024

Effects Of Steel And Polypropylene Fiberson The Fire-Resistant Performanceof High Strength Concrete, Chutimon Sektheera

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In high-temperature conditions, high-strength concrete (HSC) is often vulnerable to explosive spalling and mechanical degradation due to its dense matrix and low permeability. Enhancing the thermal and mechanical performance of HSC is therefore critical for improving its structural integrity under fire exposure. This study investigates the effects of steel (ST) and polypropylene (PP) fibers on the mechanical properties and fire resistance of HSC exposed to elevated temperatures. Experimental variables included different fiber types and dosages, with concrete mixtures incorporating ST fibers (0.5–1.0% by volume) and two types of PP fibers: macro fibers (0.5–1.0% by volume) and micro fibers (0.05–0.10% by …


การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี Jan 2024

การกํากับการแสดงละครเวทีประเภทละครโศกนาฏกรรมจำอวด เพื่อนำเสนอปัญหาการหลีกหนีความเป็นจริง : กรณีศึกษา เรื่อง เดอะ เมดส์ ของ ฌอง เฌอเนต์, เมธาวุฒิ นวลฉวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการกำกับการแสดงละครเวทีตามแนวทางของละครประเภทโศกนาฏกรรมจำอวด (Tragic Farce) ผ่านกรณีศึกษาการกำกับการแสดงละครเวทีเรื่อง เดอะ เมดส์ (The Maids) ของ ฌอง เฌอเนต์ โดยมุ่งหมายในการถ่ายทอดประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” (Escapism) อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงจิตวิทยาที่อ้างอิงจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanisms) ผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดงได้ออกแบบและดำเนินกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบด้วยการตีความบทละคร การพัฒนาแนวทางการกำกับการแสดงที่บูรณาการองค์ประกอบของโศกนาฏกรรมกับลักษณะตลกร้ายของละครจำอวด การฝึกซ้อมกับนักแสดง การออกแบบองค์ประกอบศิลป์ และการจัดการแสดงต่อผู้ชมจริง รวมถึงการเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ชมจำนวน 325 คน โดยอาศัยทั้งวิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ชมส่วนใหญ่สามารถรับรู้และเข้าใจสาระสำคัญของประเด็น “การหลีกหนีความเป็นจริง” ได้อย่างชัดเจน และมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่สะท้อนถึงการเข้าถึงแก่นสารของบทละคร การกำกับการแสดงตามแนวทางโศกนาฏกรรมจำอวดช่วยลดทอนภาวะตึงเครียดของผู้ชมลง ขณะเดียวกันยังสามารถคงไว้ซึ่งความเข้มข้นทางความหมายและพลังของสารที่ต้องการสื่อ ผลการวิจัยยืนยันว่าการกำกับการแสดงละครเวทีโดยผสานแนวคิดทางจิตวิทยาเข้ากับรูปแบบโศกนาฏกรรมจำอวดสามารถเป็นแนวทางที่ทรงประสิทธิภาพในการสื่อสารประเด็นทางจิตใจที่ซับซ้อนในบริบทร่วมสมัย และส่งเสริมให้เกิดการใคร่ครวญตนเองในหมู่ผู้ชมได้อย่างลุ่มลึก


งานเขียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในวรรณกรรมชุด ผสมผสาน ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ : เนื้อหาและกลวิธีทางวรรณศิลป์, ศุภิกา สถิตยุทธการ Jan 2024

งานเขียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในวรรณกรรมชุด ผสมผสาน ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ : เนื้อหาและกลวิธีทางวรรณศิลป์, ศุภิกา สถิตยุทธการ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเนื้อหาและกลวิธีทางวรรณศิลป์ในงานเขียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในวรรณกรรมชุด ผสมผสาน ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ จำนวน 58 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เคยตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประมวญมารค หนังสือพิมพ์ประมวญสาร และหนังสือพิมพ์ประมวญวัน ระหว่างพ.ศ. 2476-2482 ส่วนใหญ่นำเสนอในรูปแบบบทความ มีเพียง 1 เรื่องที่นำเสนอในรูปแบบร้อยกรอง ผลการศึกษาพบว่า ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงนำเสนอในงานเขียนกลุ่มนี้มี 6 ประเภท ได้แก่ ภาษา วรรณคดี การละเล่นและ การแสดง ศาสนาและความเชื่อ ประเพณีและพิธี และวัฒนธรรมหนังสือและการอ่านหนังสือ เนื้อหาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมที่นำเสนอใน งานเขียนกลุ่มนี้จำแนกได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ เนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ทั้งความรู้ศิลปวัฒนธรรมไทย ความรู้ศิลปวัฒนธรรมต่างประเทศ และความรู้ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงเสนอหรือทรงคิดขึ้นใหม่ เนื้อหาแสดงทัศนะเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วยทัศนะเกี่ยวกับ ความเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรม และทัศนะเกี่ยวกับปัญหาทางศิลปวัฒนธรรม และเนื้อหาวิจารณ์ผลงานศิลปวัฒนธรรมโดยตรง ได้แก่ บทวิจารณ์วรรณคดีไทย และบทวิจารณ์ศิลปะการแสดง การนำเสนอเนื้อหาทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวนี้สัมพันธ์กับบริบททางสังคมวัฒนธรรมในช่วงรัชกาลที่ 7-8 ทั้งอิทธิพลตะวันตกที่แผ่ขยายเข้ามาเข้มข้นขึ้น การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และความเปลี่ยนแปลงทางศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยก่อนหน้านี้ เนื้อหาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมดังกล่าว นำเสนอโดยใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์หลายลักษณะ กลวิธีทางวรรณศิลป์ที่พบร่วมกันใน การนำเสนอเนื้อหาทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ การตั้งชื่อเรื่องอย่างตรงไปตรงมา การใช้ภาพพจน์ และการสร้างความขบขัน กลวิธีที่พบร่วมกันในเนื้อหาแสดงทัศนะเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและเนื้อหาวิจารณ์ผลงานศิลปวัฒนธรรมโดยตรง ได้แก่ การสร้างคำศัพท์ใหม่และการใช้คำทับศัพท์ ส่วนกลวิธีทางวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กับเนื้อหาแต่ละกลุ่มพบว่า กลวิธีที่พบในเนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การตั้งชื่อเรื่องเพื่อลวงความคิดผู้อ่านและการอธิบาย กลวิธีที่พบในเนื้อหาแสดงทัศนะเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ การตั้งชื่อเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสงสัย ใคร่รู้ การอ้างถึง การเปรียบเทียบศิลปวัฒนธรรมของไทยกับต่างประเทศ การเปรียบเทียบศิลปวัฒนธรรมในอดีตกับปัจจุบัน การให้รายละเอียดเพื่อแสดงทัศนะทางอ้อม การสรรคำ และการเล่นกับสำนวน ส่วนกลวิธีที่พบในเนื้อหาวิจารณ์ผลงานศิลปวัฒนธรรมโดยตรง ได้แก่ การยกตัวบทหรือยกเหตุการณ์มาวิจารณ์ งานเขียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในวรรณกรรมชุด ผสมผสาน แสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ทางศิลปวัฒนธรรมและความเป็น นักหนังสือพิมพ์ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ที่ทรงสร้างสรรค์งานเขียนที่ทันยุคทันเหตุการณ์และนำเสนออย่างมีชั้นเชิงเพื่อจรรโลงสติปัญญาของผู้อ่านท่ามกลางบริบทความเปลี่ยนแปลงของศิลปวัฒนธรรมในยุคสมัยนั้น


การแปรของวัจนลีลากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย: กรณีศึกษาไพรวัลย์ วรรณบุตร, กันตวัฒน์ ก้องวิญญู Jan 2024

การแปรของวัจนลีลากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย: กรณีศึกษาไพรวัลย์ วรรณบุตร, กันตวัฒน์ ก้องวิญญู

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรของวัจนลีลาที่ไพรวัลย์ วรรณบุตร หรือแพรรี่ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยใช้ ซึ่งในอดีตเป็นพระภิกษุ ต่อมาได้ลาสิกขา แสดงออกว่าเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีชื่อเสียงต่อไปบนสื่อสังคม โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากการถ่ายทอดสดบนเฟซบุ๊กในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านด้านเพศสภาวะจากการแสดงออกเป็นชายไปสู่การแสดงออกเป็นหญิง คือ ปี 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรทางศัพท์และเสียงที่ไพรวัลย์ วรรณบุตรใช้ในช่วงเวลาที่มีการแสดงตัวตนที่แตกต่างกัน และเพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างลักษณะทางภาษากับการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของไพรวัลย์ วรรณบุตร ผลการศึกษา ด้านการแปรทางศัพท์ 4 ตัวแปร ได้แก่ คำอ้างถึงตนเอง คำเรียกขาน อนุภาคลงท้าย และวงศัพท์ พบว่าแพรรี่ใช้ตัวแปรศัพท์แตกต่างกัน โดยมีการแปรที่เป็นไปตามเพศสภาวะ คือ คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้าย ในช่วงที่ 1 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองแสดงความเป็นชายสูงสุด ทว่าพบการใช้อนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นชายพอ ๆ กับที่ไม่ระบุเพศ ในช่วงที่ 3 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นหญิงสูงสุด ในช่วงที่ 2 พบการใช้คำอ้างถึงตนเองและอนุภาคลงท้ายแสดงความเป็นชายลดลงจากช่วงที่ 1 ส่วนคำเรียกขานและวงศัพท์ ไม่มีการแปรที่เป็นไปตามเพศสภาวะ มีแต่การแปรที่เป็นไปตามสถานการณ์การสื่อสาร โดยคำเรียกขานที่แพรรี่ใช้มากที่สุดในแต่ละช่วงนั้นเป็นคำที่ต่างกัน คือ “พี่” ในช่วงที่ 1 “คุณ” ในช่วงที่ 2 “มึง” ในช่วงที่ 3 ขณะที่วงศัพท์นั้น ศัพท์ทางพุทธศาสนาถูกใช้เพื่อแสดงทีท่าเชิงความรู้โดยตลอด ไม่เพียงเท่านั้น ยังแสดงทีท่าเชิงอำนาจ ทีท่าเชิงความหนักแน่น และทีท่าเชิงความรู้สึก ด้านการแปรทางเสียง 3 ตัวแปร ได้แก่ ระดับเสียงโดยรวม ความแปรปรวนระดับเสียง และพิสัยระดับเสียง ก็พบว่าแพรรี่ใช้ตัวแปรเสียงแตกต่างกัน แต่ไม่มีทิศทางที่เป็นไปตามเพศสภาวะ คือ ตัวแปรทางเสียงข้างต้นมีค่าสูงที่สุดเมื่อแพรรี่แสดงความเป็นชาย ในจำนวนนี้ มีเพียงระดับเสียงโดยรวมเท่านั้นที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ภายหลังจากการเปลี่ยนผ่านสภาวะทางเพศกระทั่งแสดงความเป็นหญิง ส่วนความแปรปรวนและพิสัยระดับเสียงนั้น สูงและกว้างขึ้นแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ มิเพียงแต่ทีท่าข้างต้น การแปรทางศัพท์และเสียงยังแสดงให้เห็นทีท่าอื่น ๆ อีก คือ ทีท่าความสนิทสนม และทีท่าความอ่อนน้อม รวมเป็น 6 ทีท่า โดยที่ทีท่ารวมกันบ่งชี้บุคลิกได้ 2 บุคลิก คือ บุคลิกของผู้มีการศึกษา และบุคลิกของผู้ขายสินค้า ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ของแพรรี่ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว ยากที่จะสรุปได้ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถประกอบสร้างได้อย่างต่อเนื่องผ่านการใช้คำและเสียงพูด โดยขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เพศสภาวะ …


ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย, นพดล บุญกัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย เนื่องจากผู้วิจัยเล็งเห็นว่าแรงงานต่างด้าวเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีอยู่จำนวนมากและเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย แต่ทว่าแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยกลับตกอยู่ในสถานะคนอื่น เป็นคนชายขอบที่ไม่ได้รับการยอมรับ แรงงานต่างด้าวไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกปฏิบัติด้วยอย่างไม่เป็นธรรมไร้ความเท่าเทียม และมักถูกเข้าใจผิดหรือเชื่ออย่างเหมารวมว่าพวกเขาเหล่านี้คือกลุ่มคนไม่พึงประสงค์ ผู้วิจัยเชื่อว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นผลมาจากการนำเสนอภาพตัวแทนของวาทกรรมข่าว งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในวาทกรรมข่าวภาษาไทย โดยผู้วิจัยเลือกวิเคราะห์ตัวบทรายงานข่าว 3 สื่อ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ได้แก่ ตัวบทสื่อหนังสือพิมพ์ ตัวบทสื่อภาครัฐ และตัวบทสื่อกลุ่มแรงงาน โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลรายงานข่าวแรงงานต่างด้าวในช่วงปีพ.ศ. 2557 – 2563 เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดหลักในการศึกษาคือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวพบว่า รายงานข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวในสื่อทั้งสามตัวบท ประกอบสร้างหรือสื่อภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวหลายแง่มุม มีทั้งใกล้เคียงและแตกต่างหรือตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญภาพตัวแทนที่นำเสนอในสื่อทั้งสามตัวบทมีลักษณะของความเด่นชัดแตกต่างกัน กลวิธีทางภาษาสำคัญที่พบ อาทิ 1. การอ้างถึงแรงงานต่างด้าว 2. การอ้างถึงภาครัฐและเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายไทย 3. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการกระทำ 4. การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับการพูด 5.การใช้ชนิดกระบวนการเกี่ยวกับสภาพ 6. การใช้สหบท 7. การใช้ทัศนภาวะ 8. การใช้รูปภาษานำเสนอเนื้อหาแสดงสาเหตุและผลของการกระทำที่เกิดขึ้น 9. การใช้มูลบท 10.การปฏิเสธมูลบท 11.การเลือกใช้ชุดคำศัพท์ร่วมกันจำนวนมาก และ 12. การใช้อุปลักษณ์ ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏ ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มคนโหดเหี้ยมฯ ปัญหา โรคระบาด และคนนอื่น” สื่อภาครัฐนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “ปัญหา คนอื่น กลุ่มคนที่ได้รับการดูแลคุ้มครองสิทธิอย่างดี และเป็นกลุ่มคนผิดกฎหมาย” ในขณะเดียวกัน สื่อกลุ่มแรงงานนำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่แตกต่างและตรงกันข้ามจากสื่อทั้งสองก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือ นำเสนอภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวเป็น “กลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน แรงงานสำคัญ กลุ่มคนหาเลี้ยงชีพ และกลุ่มคนถูกกฎหมาย” ภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่ปรากฏจากทั้งสามสื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อภาครัฐเลือกเน้นนำเสนอแง่มุมเชิงลบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว ในขณะที่สื่อกลุ่มแรงงานให้ความสำคัญต่อการนำแง่มุมเชิงบวกและด้านที่น่าสงสารของแรงงานต่างด้าว ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางวาทกรรมพบว่าภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวที่นำเสนอนั้นมีความสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตตัวบทที่แตกต่างกัน ได้แก่ สื่อหนังสือพิมพ์ผลิตตัวบทรายงานข่าวเพื่อมุ่งเร้าความสนใจของคนในสังคมเพื่อขายข่าวและเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจ สื่อภาครัฐมุ่งนำเสนอข่าวเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพการทำงานของตน ต้องการสร้างเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และสร้างความชอบธรรมให้แก่การดำเนินงานของรัฐ ส่วนสื่อกลุ่มแรงงานมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอข่าวเพื่อรณรงค์เรียกร้องให้เกิดการช่วยเหลือ คุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว การนำเสนอข่าวด้วยวัตถุประสงค์ประสงค์ที่แตกต่างกัน ประกอบกับการตัดสินคุณค่าเชิงข่าวที่แต่ละสื่อของประเมินค่า ตัดสินคุณค่าของประเด็นข่าวเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวด้วยแง่มุมที่ต่างกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีผลอย่างยิ่งต่อการประกอบสร้างภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าวในตัวบทรายงานข่าวทั้งสามสื่อ อย่างไรก็ตามตัวบทสื่อกลุ่มแรงงานที่ดูเหมือนจะนำเสนอข่าวเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มแรงงานต่างด้าวมากที่สุด แต่กลับเป็นสื่อมวลชนที่มีอิทธิพลน้อยสุดเพราะไม่สามารถแพร่กระจายสู่ผู้อ่านซึ่งเป็นคนในสังคมไทยได้เป็นวงกว้าง ผลการวิเคราะห์วิถีปฏิบัติทางสังคมวัฒนธรรมพบว่าปัจจัยทางสังคมมีอิทธิพลต่อการผลิตตัวบทและมีผลต่อการประกอบสร้างความหมายหรือภาพตัวแทนแรงงานต่างด้าว ได้แก่ นโยบายการบริหารจัดการของรัฐบาล การมีอยู่ของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทยจำนวนมาก อุดมการณ์ชาตินิยม แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และการพยายามขายข่าวของสื่อหนังสือพิมพ์เพื่อเอาตัวรอดในยุคดิจิทัล นอกจากนี้การผลิตนำเสนอวาทกรรมและภาพตัวแทนยังส่งผลกระทบต่อสังคมด้วย ได้แก่ …


Challenging Homogenization: Identity In The Design Concepts Of Contemporary High-Rise Architecture In Bangkok, Chalaka Wijenayake Jan 2024

Challenging Homogenization: Identity In The Design Concepts Of Contemporary High-Rise Architecture In Bangkok, Chalaka Wijenayake

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The dominance of high-rise architecture in globalized urban landscapes has arguably raised concerns about the homogenization of cities and the decline of local identity. As vertical structures become essential components of contemporary metropolises, they pose unique challenges in negotiating cultural and contextual relevance. While often critiqued for their perceived detachment from place, some high-rises attempt to assert localized identities without reverting to superficial mimicry. This research engages with these tensions by analyzing five high-rise buildings in Bangkok—a vibrant, cosmopolitan, and non-Western urban setting—through the lens of Critical Regionalism, despite its known limitations when applied to large-scale architecture. The study examines …


คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ Jan 2024

คุณค่าและการเปลี่ยนแปลงบ้านจีนดั้งเดิม ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร, สิตานันท์ เพชรกาฬ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและวิถีชีวิตของชาวจีนในกรุงเทพฯ มาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันบ้านจีนดั้งเดิมเหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาความเสื่อมสภาพ การถูกทิ้งร้าง และการรื้อถอนซึ่งส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของมรดกทางวัฒนธรรมกำลังสูญหายไป งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง และการใช้งานของบ้านจีนดั้งเดิมเพื่อวิเคราะห์คุณค่า ความแท้ และความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียคุณค่า โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาแนวคิดและหลักการอนุรักษ์ พร้อมสำรวจภาคสนามและรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ กรณีศึกษา 4 หลัง ได้แก่ โรงน้ำปลาทั่งง่วนฮะ, บ้านโปษ์กี่, บ้านรัชต์บริรักษ์ และบ้านเอ๊งฮอกต๋อง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกด้านกายภาพ บริบทที่ตั้ง การใช้งาน และการเปลี่ยนแปลงของแต่ละกรณีศึกษา ผลการวิจัยพบว่า คุณค่าของบ้านจีนดั้งเดิม คือ การปรับบ้านให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย แม้จะได้รับอิทธิพลจากบ้านจีนดั้งเดิมที่เป็นต้นแบบในประเทศจีน ทั้งในด้านผังอาคาร การจัดวางพื้นที่ใช้สอย และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่ยังคงมีการปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตและบริบทที่ตั้งของพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบ้านจีนดั้งเดิมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ การเสื่อมทางกายภาพ การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการใช้สอย จนส่งผลให้คุณค่าและความแท้ของบ้านจีนดั้งเดิมลดน้อยลงไป โดยสรุป ในการอนุรักษ์บ้านจีนดั้งเดิมเพื่อรักษาคุณค่า ต้องมีการทำความเข้าใจตัวอาคารและที่ตั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อนำมาประเมินสภาพปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ จนนำไปสู่การประเมินคุณค่าในทุกด้าน ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ และจำเป็นต้องศึกษาปัจจัยต่าง ๆ เพื่อนำมากำหนดวัตถุประสงค์และเลือกวิธีการอนุรักษ์จนนำไปสู่การปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับอาคารต่อไปอย่างยั่งยืน


กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว Jan 2024

กระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eec), ธิวัชร์ ดำแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสะสมทุนโดยการพรากสิทธิในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยอาศัยกรอบแนวคิด “การสะสมทุนโดยการพรากสิทธิ” (Accumulation by Dispossession) ของ David Harvey เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารราชการ การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มย่อยกับประชาชนในพื้นที่ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย EEC เป็นนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐใช้กลไกพิเศษและกฎหมายเฉพาะกิจในช่วงรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อเร่งรัดการลงทุนขนาดใหญ่ โดยมีการยกเว้นกฎหมายผังเมืองและกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างกว้างขวาง พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชนถูกจัดสรรใหม่เพื่อรองรับอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียสิทธิในที่ดินทำกิน การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตดั้งเดิม นโยบายนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจรัฐกับทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะทุนข้ามชาติที่ได้รับประโยชน์จากการจัดการทรัพยากรของรัฐในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า “การพรากสิทธิ” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเชิงกายภาพของการเวนคืนหรือยึดครองที่ดินเท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของการเปลี่ยนกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน และการสร้างความยินยอมทางอุดมการณ์ผ่านการโฆษณาว่านโยบายดังกล่าวจะนำประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งที่ในทางปฏิบัตินำไปสู่ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียอัตลักษณ์ชุมชน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอจากการศึกษาเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการทบทวนนโยบายพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ภายใต้หลัก สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรในระยะยาว โดยเสนอให้มีการกำกับตรวจสอบเชิงนโยบายและการปฏิรูปกระบวนการวางแผนการพัฒนา เพื่อป้องกันการใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือสนับสนุนการสะสมทุนที่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสังคมอย่างถาวร


The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan Jan 2024

The Dynamics Of The Chana Community Network Movement: Strategic Shifts, Impacts, And Reflections On Thailand's Political Landscape, Abdullah Yuhannan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This dissertation examines the dynamics of the Chana Community Movement, one of Thailand’s most enduring grassroots movements. Originating in the early 1990s with opposition to illegal commercial fishing, the movement has evolved to resist the Chana Industrial Estate Project. The research addresses key questions concerning factors sustaining the movement, tactical adaptations, societal impacts, and its reflection of Thailand’s contemporary political landscape. The study employs a qualitative research methodology, combining document analysis, in-depth interviews, and participant observation, alongside analytical frameworks derived from political struggle studies and social movement theories for comprehensive analysis. The findings reveal that the Chana Community Movement succeeded …


การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี Jan 2024

การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง “การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้กระทำผิดและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ศึกษาสภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อและเสนอแนะแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและผู้ที่มีส่วนในการช่วยเหลือเหยื่อ จำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มี 3 ประการ ดังนี้ 1) การพยายามติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องและส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์ 2) การนำข้อมูลของเหยื่อไปใช้ในทางที่มิชอบ และ 3) การนำข้อมูลที่เฝ้าติดตามทางออนไลน์ไปสะกดรอยในทางกายภาพ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดังนี้ 1) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อเหยื่อได้โดยตรง 2) ความต้องการสร้างความสัมพันธ์บางประการ และ 3) ความโกรธแค้นเมื่อถูกปฏิเสธหรือความต้องการควบคุม พฤติกรรมของบุคคลที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 2 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) ลักษณะทางกายภาพของเหยื่อ นอกจากนี้ผลการศึกษา สภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 4 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความตระหนักรู้ 2) สภาพของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต 3) การขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะที่ใช้กับการกระทำความผิด และ 4) ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง สำหรับแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ได้แก่ 1) การสอนมารยาทการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสร้างความตระหนักรู้ในอันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนในสังคม 2) การเริ่มป้องกันจากตนเอง 3) การพัฒนาระบบกฎหมายและการบังคับใช้ และ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยสืบสวนการกระทำความผิดทางออนไลน์


Understanding Pluriversal Ontology: The Cases Of Three Alternative Agriculture Communities In Sisaket Province, Northeastern, Thailand, Thita Ornin Jan 2024

Understanding Pluriversal Ontology: The Cases Of Three Alternative Agriculture Communities In Sisaket Province, Northeastern, Thailand, Thita Ornin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In reaction to the global development paradigm, the concept of Pluriverse has played a pivotal role in exploring alternatives to development, aiming to foster a world that accommodates multiple worlding with the goals to facilitate various approaches to collective well-being, moving away from anthropocentric, linear growth within the modern capitalist development. This thesis seeks to understand alternative agriculture cases in the Northeast of Thailand through the Pluriversal ontology conceptual framework and to determine its usefulness through the following proposed framework; (1) alternative agricultural development discourse analysis, (2) friction and assimilation with modernity and (3) post-development values. Taken an inspiration from …


การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล Jan 2024

การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ และอิทธิพลของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย โดยศึกษาจากข้อมูลมลพิษในรถยนต์ โดยใช้ข้อมูลมลพิษและอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี พ.ศ. 2554 ถึง 2565 โดยจะทำการแบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสองช่วงคือช่วงระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2558 และ ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังผลกระทบภายหลังการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หลังจากการบังคับใช้นโยบายมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) กลับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงแม้ในช่วงปี 2563 ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายที่มุ่งควบคุมมลพิษจากรถยนต์ของประเทศไทยนั้นไม่ส่งประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากแต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์เบนซินเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์ไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น


ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี Jan 2024

ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัย เรื่อง ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ :กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อจำกัดและผลกระทบของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีต่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ส่งผลต่อข้อจำกัดของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา และ 3. เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไป ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา จำนวน 380 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการศึกษาวิจัย และระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ผู้นำในพื้นที่ และผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ Probit and Logistic Regression เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับผลกระทบเชิงข้อจำกัด ผลการศึกษาวิจัย พบว่า การเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลกระทบเชิงประโยชน์อยู่ในระดับมาก ในเรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในครัวเรือน แต่ในเรื่องของสวัสดิการค่าเดินทาง และการส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น มีความสามารถชำระหนี้ และการส่งผลในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐเพิ่มเติม การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ ครอบครัว อยู่ในระดับน้อย ส่วนด้านปัจเจกบุคคลภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง และในส่วนของผลกระทบเชิงข้อจำกัด พบว่า สวัสดิการค่าอุปโภคและบริโภคไม่เพียงพอ และสวัสดิการเกี่ยวกับค่าเดินทางไม่ได้ใช้ในพื้นที่ และในส่วนข้อจำกัดด้านรายได้ คือ ยังไม่สามารถนำไปสู่การชำระหนี้ได้ ด้านการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ คือ ไม่ส่งผลให้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม เนื่องจากการใช้สิทธิบางอย่างต้องมีการลงทะเบียน การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ คือ ยังไม่สามารถทำให้เข้าถึงแหล่งรายได้ใหม่ได้ จึงนำไปสู่การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในระบบได้ โดยภาพรวมการเข้าร่วมโครงการประชาชนจะใช้ค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการอุปโภคและบริโภค ซึ่งใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน ที่กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 2,710 บาท จึงกล่าวได้ว่า การเข้าร่วมโครงการยังคงทำให้เผชิญกับปัญหาความยากจนอยู่ โดยเมื่อทดสอบหาปัจจัยที่มีผลต่อข้อจำกัด พบว่า ในบริบทพื้นที่มีความแตกต่างเกี่ยวกับ เพศ อาชีพ อายุ บทบาทการเป็นผู้นำครอบครัว จำนวนสมาชิกในครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดข้อจำกัดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในบริบทพื้นที่ภาพรวมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอาศัยเป็นครอบครัว มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ความจำเป็นในการใช้สวัสดิการของรัฐ คือ ค่าอุปโภคและบริโภค …


Negotiating Identities: A Transformation Of Thai-Muslim In The Baan Somdej Mosque Community (Bangkok), Vinissa Kattiya-Aree Jan 2024

Negotiating Identities: A Transformation Of Thai-Muslim In The Baan Somdej Mosque Community (Bangkok), Vinissa Kattiya-Aree

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Thailand is home to more than 6 million Muslims, making Thai-Muslim the largest religious minority group. Thai – Muslim communities have long been a part of Thai society, participating in all levels of society, from economics to politics. Despite much research written on the Thai Muslim population and communities, the Bangkok Muslim communities remain understudied. This research hopes to expand the existing research on Muslims in Thailand and offer an interdisciplinary explanation focusing on international development and anthropological aspects of the transformation of a Thai Muslim community. This thesis presents a case study of the Muslims of the Baan Somdej …


ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์ Jan 2024

ปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ในเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, วันจักร น้อยจันทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและสาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากเด็กและเยาวชน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เล่นพนันคาสิโนออนไลน์ จำนวน 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการศึกษาจากเอกสาร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1.สภาพปัญหาการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครจำแนกได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่สาเหตุเรื่องของความล้าหลังและไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ไม่ทันกับเทคโนโลยี รวมถึงการโฆษณาที่เข้าถึงเยาวชนได้ง่าย ทำให้ปัญหานี้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บริบทและสภาวะที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนทางวัฒนธรรม การทุจริตในระบบราชการ การพัฒนาเทคโนโลยี และวิถีชีวิตยุคใหม่ ล้วนส่งเสริมการเล่นพนัน และผลกระทบของปัญหานี้สร้างความเสียหายทั้งด้านการศึกษา จิตใจ สังคม และการเงินของเยาวชน การแก้ไขต้องอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว โรงเรียน และสังคมในระยะยาว 2.สาเหตุการเล่นพนันคาสิโนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานครสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล จิตวิทยา และสังคม พบว่าเยาวชนมักตัดสินใจเล่นพนันโดยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยอาจได้รับอิทธิพลจากการเลียนแบบพฤติกรรมในสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน การโฆษณาที่ดึงดูด และการเสริมกำลังทั้งทางบวกและลบ นอกจากนี้ ปัจจัยทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ที่ไม่แข็งแรงกับครอบครัว การขาดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือความรู้สึกว่างเปล่าทางจิตใจ ล้วนมีส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าสู่วงจรการพนันออนไลน์มากขึ้น


Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst Jan 2024

Thailand's Never-Ending Pesticide Debate: Contested Future Sociotechnical Imaginaries Through A Relational Co-Productionist Lens, Henriette Erawan Kamphorst

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since the introduction of the Green Revolution, the use of agrochemicals in Thai farming has sparked repeated contentious debates among local policy elites, addressing issues such as consumer health, farmer livelihoods, and environmental degradation. In 2019, this subject re-emerged on the policy agenda with the proposed ban of three key agrochemicals: Chlorpyrifos, Paraquat, and Glyphosate. In order to understand why the pesticide issue has remained on policy actors’ agendas for so long and still continues to be subject to ongoing debate, this research takes on a new perspective by adopting a relational co-productionist approach in the construction of contesting sociotechnical …


กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี Jan 2024

กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย, พรทิภา หัสดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ของศาลเยาวชนและครอบครัวภายใต้บริบทสังคมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ต่อสถาบันครอบครัว และความรุนแรงในครอบครัว และศึกษาถึงทัศนะ มุมมอง ความเชื่อ ค่านิยม ของ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้กระทำความรุนแรง และผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัว ตลอดจนศึกษาบทบาทการดำเนินงาน และปัญหาอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมของศาลเยาวชนและครอบครัวในการคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว เพื่อความเข้าใจและพัฒนาแนวทางแก้ไขป้องกันความรุนแรงในครอบครัว โดยวิธีการในการดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน คือการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย 400 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวซึ่งเป็นบิดามารดาหรือผู้ปกครอง และ ผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen-Z) ซึ่งเป็นบุตรหรือผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในการใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวผลการศึกษาพบว่าทัศนะของกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen-Z ส่วนใหญ่มีพื้นฐานความเชื่อ ค่านิยมต่าง ๆ เกี่ยวกับครอบครัวคล้ายกับคนในยุคก่อน โดยยังเห็นว่าครอบครัวมีความสำคัญ แต่มีการรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในครอบครัวที่ไม่ควรมีการละเมิดทั้งทางร่างกายและจิตใจเด่นชัดขึ้น และส่วนหนึ่งมีมุมมองสะท้อนให้เห็นภาพสถาบันครอบครัวที่แตกต่างออกไป เช่น บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมาดูแลในวัยชรา เป็นต้น ซึ่งเป็นมุมมองไปทางเดียวกันกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงที่เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพของศาลเยาวชนและครอบครัวได้แสดงมุมมองต่อศาลหรือบุคคลในกระบวนการยุติธรรม สำหรับผู้กระทำความรุนแรงนั้น ส่วนใหญ่จะคิดว่าการกระทำของตนเองไม่เป็นความรุนแรง แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการและปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ออกเพื่อช่วยยับยั้งไม่ให้กระทำความรุนแรง และเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแล้ว ก็ยอมรับว่าช่วยให้สถานการณ์ในครอบครัวดีขึ้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้ สะท้อนว่าบริบทของความรุนแรง ในครอบครัวได้เปลี่ยนแปลงไปตามแนวคิดใหม่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมในเรื่องนี้ต้องทบทวนและตระหนักถึงบริบทที่แปรเปลี่ยนไปดังกล่าวเพื่อสร้างสมดุลและสันติภาพภายในบ้าน อีกทั้งในระดับ มหภาคเพื่อช่วยกันรณรงค์ หรือกำหนดนโยบาย หรือกฎหมาย เพื่อสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขไร้ความรุนแรงอย่างยั่งยืน


บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน Jan 2024

บทบาทพระธรรมทูตในการทูตวัฒนธรรมของไทยต่ออินเดีย, ณัฐสิชฌ์ พินยะสิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาบทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียซึ่งนับเป็นตัวแสดงสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ร่วมกับตัวแสดงในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย หน่วยงานด้านการต่างประเทศไทย รัฐบาลท้องถิ่นอินเดีย และสาธารณชนอินเดีย ทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างความร่วมมือและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยและอินเดีย งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์ผลการศึกษาตามกรอบแนวคิดว่าด้วยการทูตวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงกลไกการทำงานของพระธรรมทูตและการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มาจากการสื่อสารสองทาง โดยพิจารณาขอบเขตด้านเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 ในการก่อตั้งวัดไทยพุทธคยา ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ บทบาทพระธรรมทูตไทยสายอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสาธารณชนอินเดียและสามารถดำรงบทบาทในฐานะผู้แทนทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถนำมาซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจของสาธารณชนอินเดียที่มีต่อไทย จากการศึกษาพบว่าพระธรรมทูตไทยไม่ได้มีเพียงบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจต่อสาธารณชนในพื้นที่และผู้ที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญในพื้นที่สังเวชนียสถานทั้งสี่ตำบล และมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อสาธารณชนอินเดียจากการส่งเสริมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและสังคมสงเคราะห์ ทำให้การขับเคลื่อนการทูตวัฒนธรรมไทยดำเนินไปอย่างยั่งยืนจากความศรัทธาและร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียอย่างแน่นแฟ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาเถรวาทไทยให้กลายเป็นจุดเด่นในสังคมอินเดีย ในขณะเดียวกัน พระธรรมทูตไทยได้มีบทบาทมากยิ่งขึ้นต่อการเจริญสัมพันธ์ไมตรีในต่างประเทศและได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากสาธารณชนและรัฐบาลท้องถิ่นของอินเดีย โดยวัดไทยในอินเดียได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นศูนย์อำนวยการช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ บทบาทพระธรรมทูตไทยได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทในการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต และการท่องเที่ยว ทำให้การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียดำเนินต่อไปอย่างยั่งยืนภายใต้พื้นฐานของความเข้าใจอันดี อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของการทูตวัฒนธรรมไม่สามารถสำเร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องถูกสั่งสมจนเกิดความไว้เนื้อเชื้อใจที่แสดงออกผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ ความร่วมมือ และนโยบายต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การศึกษาประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสามารถพิจารณาถึงการทูตวัฒนธรรมที่เป็นอีกหนึ่งหนทางในการแสวงหาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ โดยมีพระธรรมทูตไทยเป็นตัวแสดงทางการทูตที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองเจตนารมณ์ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่างประเทศ


แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา Jan 2024

แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน, ธัญชนก จ้อยสำเภา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง “แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และสาเหตุการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันปราบปรามการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันการเปิดบัญชีม้าของเด็กและเยาวชน โดยอาศัยข้อมูลจากการวิจัยเชิงคุณภาพและใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ออกมาตรการทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กและเยาวชนตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า มีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) การขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเงินและผลกระทบของการเป็นบัญชีม้า 2) การขาดการดูแลและคำแนะนำจากครอบครัว ทำให้เยาวชนถูกชักจูงได้ง่าย และ 3) แรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เด็กและเยาวชนได้รับค่าตอบแทนเป็นที่น่าดึงดูด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบทบาทผู้ปกครองและหน่วยงานรัฐในการให้ความรู้และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การจำกัดการเปิดบัญชีใหม่เพื่อป้องกันการกระทำผิด การวิจัยนี้เสนอแนวทางป้องกันเด็กและเยาวชนจากการตกเป็นเหยื่อบัญชีม้า โดยการให้ความรู้เกี่ยวกับภัยที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการระวังภัยทางการเงินให้แก่เยาวชนอย่างเหมาะสมเพื่อเป็นการลดปัจจัยเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนไทย


บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด Jan 2024

บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก: กรณีศึกษา จังหวัดชลบุรี, หทัยทัต ทองรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด รวมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะปรับปรุงแนวทางในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งงานศึกษาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ผ่านการทบทวนเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลที่มีความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่จังหวัดชลบุรี งานศึกษานี้พบว่า หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการกำหนดนโยบายและกรอบทิศทางการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทหลักเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่หน่วยงานภาครัฐส่วนกลางได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบนมีบทบาทเพียงการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับทราบข้อมูลเพียงเท่านั้น ในขณะที่ ในระดับปฏิบัติหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางไม่มีบทบาทโดยตรง แต่เป็นบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างและนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี ซึ่งไม่มีการบูรณาการระหว่างกันแต่อย่างใด โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างต้องรับภาระจากขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมืองจากประชากรแฝง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ งานศึกษานี้เสนอให้มีการปรับปรุงขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถรวมกลุ่มหรือร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นในลักษณะสหการได้ รวมทั้งเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่สำหรับการบริหารจัดการบุคลากรและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรีนำแหล่งรายได้ที่สามารถจัดเก็บได้เอง มาพัฒนาและบริหารจัดการขยะมูลฝอยและดูแลประชาชนในพื้นที่ของตนได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยควรมีบทบาทเพิ่มมากยิ่งขึ้นในการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานภาครัฐส่วนกลางกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Jan 2024

การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย


Esthetic Evaluation Of Implant Restoration In Esthetic Zone: A Long-Term Follow-Up, Harit Muangmore Jan 2024

Esthetic Evaluation Of Implant Restoration In Esthetic Zone: A Long-Term Follow-Up, Harit Muangmore

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Objective: This study aimed to evaluate the correlation between esthetic outcomes of single-tooth implant restorations (STIRs) in the anterior maxilla, assessed by the Pink Esthetic Score (PES), White Esthetic Score (WES), and the newly introduced Esthetic Sustainable Criteria (ESC), over two follow-up periods: 5 years and 10 years. Materials and Methods: A cross-sectional retrospective study was conducted involving 22 patients treated with STIRs at the Faculty of Dentistry, Chulalongkorn University, from January 2009 to December 2024. Patient demographics, treatment protocols, and follow-up assessments were collected at both 5 and 10 years. PES and WES were utilized to evaluate esthetic outcomes, …


แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตื่นรู้บนฐานการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, บุญญาภา ปานลักษณ์ Jan 2024

แนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตื่นรู้บนฐานการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม, บุญญาภา ปานลักษณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 ข้อ คือ 1) ศึกษาและพัฒนาเครื่องมือวัดความเป็นพลเมือง ตื่นรู้ 2) ศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาที่ส่งผลให้ผู้เรียนมีความเป็นพลเมืองตื่นรู้ และ 3) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตื่นรู้บนฐานการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคมโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed method research) ประเภท การวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบายตามลำดับ (explanatory sequential design) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 456 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (key informants) ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ได้แก่ (1) ผู้บริหารสถานศึกษา (2) ครู (3) นักเรียน และ (4) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดโครงการสร้างสำนึกพลเมือง (project citizens) จำนวน 3 แห่ง และ ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาร่างแนวทางการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองตื่นรู้บนฐานการเรียนรู้ด้วยการบริการสังคม จำนวน 10 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบประเมินร่างแนวทาง สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ตลอดจนการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการวิจัยพบว่า1) เครื่องมือวัดความเป็นพลเมืองตื่นรู้ที่สร้างขึ้นตามตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองตื่นรู้ ประกอบด้วย 14 ตัวชี้วัด จากองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความรู้ จำนวน 4 ตัวชี้วัด (2) ด้านทักษะ จำนวน 6 ตัวชี้วัด และ (3) ด้านเจตคติ และค่านิยม จำนวน 4 ตัวชี้วัด เป็นแบบวัดชนิดมาตราส่วนประเมินค่า (rating scale) 5 ระดับ จำนวน 66 ข้อ ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง …


การนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, คณณัฏฐ์ คริสส์ เกษทอง Jan 2024

การนำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ขององค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, คณณัฏฐ์ คริสส์ เกษทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยและเงื่อนไขของสถานภาพการเป็นองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ (2) วิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ด้าน Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ และ (3) นำเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ด้าน Health Literacy เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ เจาะจงเฉพาะสายงานสถานที่ทำงานและสถานประกอบการ (workplace) ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยศึกษาวิจัยเอกสารออนไลน์เกี่ยวกับองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ในประเทศไทยและต่างประเทศ ครอบคลุมภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกที่คนวัยทำงานมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการดำเนินชีวิตอันก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเป็นประเทศที่มีนโยบายส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพ ผ่านการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ประกอบด้วยประเทศคัดสรรจำนวน 8 ประเทศ ประกอบด้วย (1) ประเทศสหรัฐอเมริกา (2) ประเทศแคนาดา (3) ประเทศอังกฤษ (4) ประเทศเนเธอร์แลนด์ (5) ประเทศออสเตรเลีย (6) ประเทศสิงคโปร์ (7) ประเทศอินเดีย (8) ประเทศญี่ปุ่น และทำการเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่ประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง จากเกณฑ์การคัดสรรจาก 2 แหล่ง คือ (1) องค์กรที่ได้รับโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ องค์กรแห่งความรอบรู้ด้านสุขภาพ ประจำปี พ.ศ. 2561 จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย (2) องค์กรที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนวัยทำงานติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศไทย ข้อมูลการสำรวจจากบริษัท จัดหางาน จ๊อบดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประจำปี พ.ศ. 2562 ประกอบด้วย (1) สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ภายใต้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2) บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) (3) บริษัท ปตท. จำกัด …


การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์ Jan 2024

การพัฒนากลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก, ธนกร ศิริกันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก และ 2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก มีการวิจัยเป็น 2 ระยะ ระยะที่หนึ่ง ผู้วิจัยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมกลุ่ม จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูง จำนวน 1 ท่าน ผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำนวน 5 ท่าน และพนักงานขายจำนวน 14 ท่าน จากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง และลูกค้าจำนวน 23 ท่าน จากการสุ่มแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลโดยกระบวนการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่สอง ผู้วิจัยนำผลจากระยะที่ 1 มาเป็นเป้าหมายในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในและภายนอกขององค์กร ใช้เครื่องมือการวิคราะห์ SWOT ในการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ผู้วิจัยและผู้บริหารฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ เชิงรุก เชิงแก้ไข เชิงป้องกัน และ เชิงรับ โดยใช้เครื่องมือ TOWS Matrix และนำกลยุทธ์มายืนยันกับพนักงานขาย ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ การพัฒนาความรู้ด้านการขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความรู้ด้านการขายที่พบว่าพนักงานขายจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับตัวเองในฐานะนักขาย 2) ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า 3) ความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการขาย และ 4) ความรู้เกี่ยวกับสินค้า และกลยุทธ์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถานประกอบการเพื่อพัฒนาพนักงานขายในธุรกิจค้าปลีก 4 กลุ่ม ประกอบด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) พัฒนาทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขายเพื่อการเรียนรู้ที่ยั่งยืน 2) พัฒนาเนื้อหาการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานขายและสามารถนำไปใช้ทำงานได้จริง 3) สร้างระบบประเมินและติดตามทักษะการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ 4) ปรับปรุงระบบการบริหารผลการปฏิบัติงานที่สามารถแสดงผลแบบเรียลไทม์ 5) สร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อการเข้าถึงของพนักงานขายตลอดเวลา 6) ใช้รูปแบบการเรียนรู้ 70-20-10 โดยผสมผสานการเรียนรู้ผ่านเกมส์เพื่อความสนุกสนานและการเข้าถึง กลยุทธ์เชิงแก้ไข ได้แก่ 1) พัฒนาภาวะผู้นำของหัวหน้างานเพื่อสร้างความเข้าใจและมีทักษะในการส่งเสริมการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) นำระบบพี่เลี้ยงมาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งหัวหน้างานและพนักงานขาย 3) สร้างสถานที่ทำงานให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของพนักงานขาย 4) พัฒนาระบบรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจและสนับสนุนให้พนักงานเป็นต้นแบบการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต กลยุทธ์เชิงป้องกัน ได้แก่ 1) จัดสรรทรัพยากรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการเรียนรู้ของพนักงานขาย 2) พัฒนาทักษะการตัดสินใจเชิงจริยธรรมสำหรับพนักงานขาย …


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัชญากร สิงห์สาธร Jan 2024

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัชญากร สิงห์สาธร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย เก็บข้อมูลเชิงสํารวจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 312 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้เชี่ยวชาญการสอนเนื้อหาวิชาภูมิศาสตร์ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหาผลวิจัยพบว่า 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยพบว่า ด้านการเตรียมความพร้อมของครู ครูขาดความรู้และทักษะที่ทันสมัยในการสอนภูมิศาสตร์และขาดการสนับสนุนในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูขาดความเข้าใจองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ทำให้ขาดการเชื่อมโยงวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้และองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การออกภาคสนามและการเน้นกระบวนการทำได้ยาก การสอนขาดความหลากหลายและความน่าสนใจ และขาดการใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมการสอน ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ แผนที่คือสื่อที่ใช้มากที่สุด แต่ครูยังขาดสื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่ทันสมัย และเกิดความไม่สะดวกในการใช้สื่อ ขาดสถานที่ที่เอื้อต่อการใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ทางภูมิศาสตร์ เช่น ห้องปฏิบัติการทางภูมิศาสตร์ ด้านการวัดและประเมินผลขาดวิธีการวัดและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ การออกแบบการประเมินตามสภาพจริงทำได้ยาก 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย คือ ครูต้องพัฒนาความรู้และทักษะในการสอนภูมิศาสตร์ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการและการเรียนรู้ต่อเนื่อง วิเคราะห์หลักสูตรเพื่อออกแบบการสอนที่สอดคล้องกับการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ชัดเจนและครอบคลุมองค์ประกอบของการรู้เรื่องภูมิศาสตร์เชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและการให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง การใช้กระบวนการทางภูมิศาสตร์ การเรียนรู้จากปัญหา โครงงานและการออกภาคสนาม การใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ และเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง การวัดและประเมินผลออกแบบให้เชื่อมโยงกับองค์ประกอบการรู้เรื่องภูมิศาสตร์ ประเมินตามสภาพจริงโดยกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนแบบรูบริก (scoring rubrics)


Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr Jan 2024

Mixed-Reality Learning Environment In Studio-Based Learning To Enhance Creative Problem-Solving For Architecture, Thadharphut Limapornvanitr

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research and development aim to 1) address the factor structure of creative problem-solving skills for undergraduate architecture students in Thailand. 2) identify what technology-fostered, mixed-reality learning environment for studio-based design learning could enhance the creative problem-solving of undergraduate architecture students in Thailand. 3) design and develop a mixed-reality learning environment in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. 4) define mixed-reality learning environments in studio-based learning to enhance creative problem-solving for architecture. Samples are a multistage random sampling of 655 undergraduate architecture students in Thailand. Three experts in the first phase validated the self-evaluation form. Nineteen undergraduate students …