Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 13501 - 13530 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

นวัตกรรมระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา ตามเกณฑ์คุณภาพระดับนานาชาติ, ศุภศิริ บุญประเวศ Jan 2017

นวัตกรรมระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา ตามเกณฑ์คุณภาพระดับนานาชาติ, ศุภศิริ บุญประเวศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กรอบแนวคิดระบบบริหารคุณภาพสถาบันอุดมศึกษา และ เกณฑ์คุณภาพสถาบันอุดมศึกษาระดับนานาชาติ 2) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา 3) การปฏิบัติที่ดีของระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษา 4) พัฒนานวัตกรรมระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาตามเกณฑ์คุณภาพระดับนานาชาติ กลุ่มประชากรคือ สถาบันอุดมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 124 แห่ง ใช้กลุ่มตัวอย่าง 92 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ อธิการบดี รองอธิการบดี และหัวหน้าฝ่ายคุณภาพหรือฝ่ายประกันคุณภาพ รวม 276 คน และศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า1) กรอบแนวคิดระบบบริหารคุณภาพสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ และกรอบแนวคิดเกณฑ์คุณภาพระดับนานาชาติ ประกอบด้วย ตัวชี้วัด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านความมีชื่อเสียง ด้านบุคลากร ด้านนักศึกษา ด้านงานวิจัย และด้านรายได้ 2) สภาพปัจจุบัน ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง และสภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) แนวปฏิบัติที่ดีด้านการวางแผนเน้นความสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ด้านการควบคุมคุณภาพและการปรับปรุงคุณภาพเน้นความต่อเนื่องและชัดเจน และด้านการประกันคุณภาพเน้นการคิดเกณฑ์การประเมินตนเอง 4) นวัตกรรมระบบบริหารคุณภาพของสถาบันอุดมศึกษาตามเกณฑ์คุณภาพระดับนานาชาติ ชื่อ ระบบบริหารคุณภาพสถาบันอุดมศึกษา แบบมุ่งเน้นการปรับปรุงคุณภาพระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง (CIQI)


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5, นราลักษณ์ ผ่องปัญญา Jan 2017

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5, นราลักษณ์ ผ่องปัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มที่มีผลต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานและนักเรียนได้ที่รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 70 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลอง กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองที่ 1 เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน กลุ่มทดลองที่ 2 เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐาน แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่ม และแบบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยแนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังการทดลองของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานและนักเรียนได้ที่รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้แนวคิดการใช้ปัญหาเป็นฐานผ่านกระบวนการกลุ่มสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับเทอเทียรีแอมีนต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง, ชาภิชญ์ จันทรสร Jan 2017

ผลของตัวเร่งปฏิกิริยาของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับเทอเทียรีแอมีนต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง, ชาภิชญ์ จันทรสร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาเกี่ยวกับผลการเสริมกันของตัวเร่งปฏิกิริยาร่วมระหว่างสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนกับตัวเร่งปฏิกิริยาทางการค้าต่อการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็ง สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนที่สังเคราะห์ขึ้น คือ สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-เอทิลีนไดแอมีน [Cu(OAc)2(en)2] และ สารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-ไตรเอทิลีนเตตระมีน [Cu(OAc)2(trien)] ในรูปแบบสารละลายในเอทิลีนไกลคอล ตัวเร่งปฏิกิริยาทางการค้าที่ใช้มี 3 ชนิด คือ ไดเมทิลไซโคลเฮกซิลแอมีน (DMCHA) และไตรเอทิลีนไดแอมีน (TEDA) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาประเภทเทอเทียรีแอมีน และโพแทสเซียมออกโทเอต (KOct) พิสูจน์เอกลักษณ์ของสารประกอบเชิงซ้อนคอปเปอร์-แอมีนโดยใช้เทคนิคยูวี-วิสิเบิลสเปกโทรสโกปี และเอฟทีไออาร์สเปกโทรสโกปี ศึกษาการเตรียมโฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็งด้วยระบบตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม 6 ระบบ คือ Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA, Cu(OAc)2(trien) : DMCHA, Cu(OAc)2(en)2 : TEDA, Cu(OAc)2(trien) : TEDA, Cu(OAc)2(en)2 : KOct และ Cu(OAc)2(trien) : KOct โดยศึกษาเวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยา คือ เวลาเกิดครีม, เวลาเกิดเจล, เวลาที่โฟมไม่เกาะติดกับผิววัสดุ และเวลาที่โฟมหยุดฟู พิสูจน์เอกลักษณ์โฟมที่ได้ด้วยเอทีอาร์-เอฟทีไออาร์สเปกโทรสโกปี จากผลการทดลองพบว่าตัวเร่งปฏิกิริยาร่วม Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA และ Cu(OAc)2(trien) : DMCHA สามารถเร่งปฏิกิริยาได้เร็วกว่าการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดเดียว คือ Cu(OAc)2(en)2 หรือ Cu(OAc)2(trien) หรือ DMCHA โดยดูได้จากเวลาที่โฟมไม่เกาะติดกับผิววัสดุมีค่าลดลง โฟมพอลิยูรีเทนแบบแข็งที่เตรียมได้จาก Cu(OAc)2(en)2 : DMCHA และ Cu(OAc)2(trien) : DMCHA มีสมบัติเชิงกายภาพและสมบัติเชิงกลที่ดีเทียบเท่ากับโฟมที่เตรียมจาก DMCHA


การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฉวีฉัตร โฉลกคงถาวร Jan 2017

การศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฉวีฉัตร โฉลกคงถาวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ ตำแหน่งงาน ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การอบรมความปลอดภัย และหน่วยงานที่ปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์การปฏิบัติงานอย่างน้อย 1 ปี จำนวน 378 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมความปลอดภัย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และทดสอบความเที่ยงด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้เท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลและพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน โดยการแจกแจงความถี่ร้อยละ และเปรียบเทียบระดับพฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลโดยใช้สถิติ t-test และ Anova ผลการวิจัย พบว่า พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับสูง ( X = 4.18, SD = 0.49) พฤติกรรมความปลอดภัยในการทำงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ แตกต่างกันตามตำแหน่งงาน ประสบการณ์การทำงาน ประสบการณ์การอบรมความปลอดภัย และหน่วยงานที่ปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ประสบการณ์การฟื้นหายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก, ภานุมาศ จิตสงบ Jan 2017

ประสบการณ์การฟื้นหายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก, ภานุมาศ จิตสงบ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายประสบการณ์การฟื้นหายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทั้งเพศหญิงและชาย วัยผู้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกและมีการฟื้นหายจากโรคซึมเศร้า จำนวน 13 ราย ได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ จากนั้นทำการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก จนได้ข้อมูลที่มีความอิ่มตัว ใช้ระยะเวลาในการสัมภาษณ์ครั้งละ 30-90 นาที และทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ตามแบบของโคไลซี ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกได้ให้ความหมายของประสบการณ์การฟื้นหาย คือ การกลับมาดำเนินชีวิตได้เหมือนเดิม ส่วนประสบการณ์การฟื้นหายแบ่งเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ยอมรับและเข้าใจว่าป่วย 2) ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม 3) กำลังใจเป็นสิ่งมีค่าและสำคัญ และ 4) กลับมาทำบทบาทและหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตได้ตามปกติ ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนําข้อมูลสำคัญที่ได้มาประยุกต์ใช้เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับพยาบาลและทีมสุขภาพในการกำหนดแนวทางการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช การพัฒนาการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อีกทั้งยังได้องค์ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นหายจากโรคซึมเศร้าในบริบทของสังคมไทยตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่างแท้จริง อันจะเป็นข้อมูลพื้นฐานแก่ครอบครัวและชุมชนได้มีความเข้าใจถึงปัจจัยสำคัญของบทบาทของครอบครัวที่มีส่วนในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่การฟื้นหายจากโรคซึมเศร้าได้


การประเมินอิทธิพลของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ, อุทัยวรรณ ทองสุข Jan 2017

การประเมินอิทธิพลของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ, อุทัยวรรณ ทองสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ และเปรียบเทียบอิทธิพลของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ จำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพการสมรส และสถานภาพผู้มาใช้บริการ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้มาใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนสถิติในการทดสอบสมมติฐานใช้ค่าสถิติ สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample t-test) วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ค่าร้อยละ=59.50) มีอายุในช่วง 18-29 ปี มากที่สุด (ค่าร้อยละ=69.00) ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด (ค่าร้อยละ=86.30) มีการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรี มากที่สุด (ค่าร้อยละ60.00) สถานภาพของผู้มาใช้บริการเป็นนิสิตจำนวนมากที่สุด (ค่าร้อยละ=60.30) ผลการประเมินอิทธิพลของสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ โดยใช้สถิติสมการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Regression) พบว่า สิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านกายภาพ ด้านผลิตภัณฑ์หลัก และด้านบุคคลที่ให้บริการ มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยด้านผลิตภัณฑ์หลักมีผลต่อความพึงพอใจมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านกายภาพ และด้านบุคคลที่ให้บริการ ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำแนกตามเพศ โดยใช้สถิติการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน(Independent Sample t-test) พบว่า เพศของผู้ใช้บริการที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่แตกต่างกัน เมื่อจำแนกตาม อายุ สถานภาพสมรส และสถานภาพผู้ใช้บริการ โดยใช้สถิติ ใช้วิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) และเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธี SLD พบว่า อายุ สถานภาพสมรส และสถานภาพผู้ใช้บริการที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแตกต่างกัน สรุปผลการวิจัยพบว่า สิ่งอำนวยความสะดวกทางการกีฬาของศูนย์กีฬาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านผลิตภัณฑ์หลัก ด้านกายภาพ และด้านบุคคลที่ให้บริการ มีผลต่อความพึงพอใจของผู้มาใช้บริการ ตามลำดับ


การดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ จากกากโลหกรรมเหมืองแร่ทองคำ, เรวดี ศรีนุ้ยคง Jan 2017

การดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่ จากกากโลหกรรมเหมืองแร่ทองคำ, เรวดี ศรีนุ้ยคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยต่อการดูดดึงไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูด้วยพืชใบเลี้ยง เดี่ยว ได้แก่ หญ้าแฝก และไผ่ป่า และพืชใบเลี้ยงคู่ ได้แก่ กระถินเทพา และกระถินยักษ์ บริเวณบ่อเก็บกากโลหกรรม จากการทำเหมืองแร่ทองคำ และศึกษาปริมาณการดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนู ในส่วนต่างๆ ของพืชทดลอง คือ ส่วนเหนือดิน และส่วนใต้ดิน สำหรับพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และส่วนราก ลำต้น และใบ สำหรับพืชใบเลี้ยงคู่ รวมทั้งศึกษาปริมาณการสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูในกากโลหกรรม แบ่งชุดการทดลองออกเป็นการปลูกพืชในพื้นที่แปลงทดลอง (In-situ) และการปลูกพืชในโรงเรือนทดลอง (Ex-situ) โดยได้ทำการศึกษา 180 วัน และทำการเก็บตัวอย่างทุกๆ 30 วัน ผลการศึกษาปริมาณการสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนูในกากโลหกรรม พบว่า มีแนวโน้มของการสะสมลดลงเมื่อระยะเวลาของการทดลองเพิ่มขึ้นทั้งในชุดทดลองในพื้นที่แปลงทดลอง และชุดทดลองในโรงเรือนทดลอง ส่วนปริมาณการดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ แมงกานีส และสารหนู ในส่วนต่างๆ ของพืชทดลอง ที่ระยะเวลาของการทดลอง 180 วัน พบว่า หญ้าแฝก และกระถินเทพา ชุดทดลองในโรงเรือนทดลองที่ใส่ปุ๋ยเคมี มีความสามารถในการดูดดึงสารหนู แมงกานีส และไซยาไนด์ได้สูงกว่าชุดทดลองในโรงเรือนทดลองที่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ และชุดทดลองในพื้นที่แปลงทดลอง โดยพบว่า หญ้าแฝกสามารถดูดดึงและสะสมสารหนูและแมงกานีสไว้ในส่วนใต้ดินสูงที่สุด เท่ากับ 7.07 และ 17.03 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และสามารถดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ได้สูงที่สุดในส่วนเหนือดิน เท่ากับ 6.43 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สำหรับกระถินเทพาสามารถดูดดึงและสะสมสารหนูและแมงกานีสไว้ในส่วนใบ เท่ากับ 5.64 และ 40.51 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และสามารถดูดดึงและสะสมไซยาไนด์ได้สูงที่สุดในส่วนลำต้น เท่ากับ 0.24 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ดังนั้น กระถินเทพาซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ และหญ้าแฝกซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในการดูดดึงสารพิษ หรือช่วยในการลดปริมาณโลหะหนักดังกล่าวได้ ประกอบกับพืชดังกล่าวเป็นพืชท้องถิ่น (Native Plants) ดังนั้นผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดินปนเปื้อนไซยาไนด์แมงกานีส และสารหนูในพื้นที่อื่นๆ ได้ และควรเพิ่มประสิทธิภาพการดูดดึงและสะสมโลหะหนักด้วยการใส่ปุ๋ยเคมี


การพัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตแบบไฮบริดของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสีย, พิมรัตน์ มาตยานุมัตย์ Jan 2017

การพัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตแบบไฮบริดของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสีย, พิมรัตน์ มาตยานุมัตย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมผ่านกระบวนการผลิตในด้านต่างๆ โดยกิจกรรมต่างๆ ล้วนใช้น้ำเพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นและตอบสนองกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาล จากแผนดังกล่าวส่งผลให้มีปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ยุคที่มีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัด หากมีการบริหารจัดการน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางน้ำ งานศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและปริมาณน้ำที่ตอบสนองต่อการพัฒนา รวมถึงปริมาณน้ำเสียของภาคการผลิตต่างๆ และการพิจารณามูลค่าของน้ำ นอกจากนี้ได้มีประเมินการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียจากการพัฒนาประเทศภายใต้ภาพฉาย (scenarios) ของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน 1, 3 และ 5 เปอร์เซ็นต์ โดยผนวกกับแผนนโยบายของรัฐบาลยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการศึกษานี้ได้พัฒนาแบบจำลองปัจจัยการผลิตไฮบริดเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงมิติระหว่างเศรษฐศาสตร์ ปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียเข้าด้วยกัน และใช้ข้อมูลปี พ.ศ. 2553 เป็นปีฐาน ผลจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำและมีปริมาณน้ำเสียมากขึ้น โดยปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียภาคเกษตรมีปริมาณที่สูงกว่าภาคการผลิตอื่นๆ ในขณะที่มูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อปริมาณความต้องการใช้น้ำภาคบริการมีค่ามากที่สุด และมูลค่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อปริมาณน้ำเสียภาคอุตสาหกรรมมีค่ามากที่สุด นอกจากนั้นผลการประเมินสถานการณ์ของประเทศไทยเมื่อมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่างกัน คือ 1, 3 และ 5 เปอร์เซ็นต์ พบว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียมีปริมาณที่สูงกว่าความสามารถในการจัดสรรน้ำและความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของประเทศไทย และเมื่อศึกษาความต้องการใช้น้ำและปริมาณน้ำเสียจากการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวม ในกรณีฐาน 5 เปอร์เซ็นต์ จะพบว่า ด้านการลงทุนเป็นหน่วยที่มีค่าปริมาณความต้องการใช้น้ำผลิตภัณฑ์มวลรวมและปริมาณน้ำเสียต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมน้อย ดังนั้นจากผลที่กล่าวมาจึงจำเป็นที่ต้องมีการแก้ไขและหาวิธีในการลดปริมาณความต้องการใช้น้ำและการเกิดปริมาณน้ำเสียเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืนและมีประสิทธิภาพต่อไป


การจำลองแบบทางพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของของเหลวที่ไม่ละลายเข้าหากันในเครื่องปฏิกรณ์แบบจุลภาคที่ขยายขนาด, คณิน มงคล Jan 2017

การจำลองแบบทางพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณของของเหลวที่ไม่ละลายเข้าหากันในเครื่องปฏิกรณ์แบบจุลภาคที่ขยายขนาด, คณิน มงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สำหรับการสกัดด้วยตัวละลายในเครื่องปฏิกรณ์ขนาดจุลภาคนั้น ของเหลวในกระบวนการจะมีคุณสมบัติที่ไม่ละลายเข้าหากันซึ่งจะทำให้เกิดรูปแบบของการไหลที่แตกต่างกันออกไป โดยการไหลแบบ slug นั้นเป็นรูปแบบการไหลที่มักจะพบได้เมื่อเป็นการไหลที่ความเร็วต่ำ ซึ่งการไหลดังกล่าวสามารถรักษารูปแบบการไหลให้คงที่ตลอดความยาวท่อโดยที่มีประสิทธิภาพในการสกัดที่สูงกว่ารูปแบบการไหลแบบอื่นๆ ซึ่งเป็นผลจากการหมุนวนภายในเนื่องจากการเคลื่อนที่ของของเหลวภายใน slug การศึกษาการสกัดด้วยตัวทำละลายด้วยวิธีการดังกล่าวได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่นที่มีการใช้งานอยู่ในปัจจุบัน แต่ที่ผ่านมามักเป็นการศึกษาในระดับจุลภาคซึ่งมีผลผลิตโดยรวมน้อย ในงานวิจัยนี้ได้มุ่งไปที่การศึกษาผลเนื่องจากการเพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อในระดับมิลลิเมตร ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหมุนวนภายใน และความดันตกคร่อมภายใน slug โดยทำการศึกษาด้วยการจำลองแบบทางพลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณแบบ 2 มิติ ของการไหลผ่านท่อที่มีพื้นที่หน้าตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีขนาดแตกต่างกันออกไปตั้งแต่ 1-10 มิลลิเมตร ของเหลว 2 ชนิดที่มีคุณสมบัติการไม่ละลายเข้าหากันประกอบด้วยน้ำและเคโรซีนจะถูกป้อนเข้าสู่ท่อที่อยู่ตรงข้ามกันและเกิดการผสมกันที่บริเวณข้อต่อรูปตัว T โดยเปลี่ยนแปลงค่า Weber number ในช่วง 0.002-0.02 ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อทำให้เวลาการหมุนวนลดลง 1.39% และความดันตกคร่อม slug ลดลง 85.12% โดยที่มีอัตราการไหลเชิงปริมาตรเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่ารูปแบบการไหลแบบ slug จะไม่สามารถพบได้อีกต่อไปเมื่อเป็นการไหลในท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มิลลิเมตร


การออกแบบและผลิตเท้าเทียมแบบไดนามิคสำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ดนุพงษ์ บุตรทองคำ Jan 2017

การออกแบบและผลิตเท้าเทียมแบบไดนามิคสำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง, ดนุพงษ์ บุตรทองคำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้พิการขาขาดจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้พิการจะพบว่ามีผู้พิการขาขาดในกลุ่มวัยรุ่นถึงวัยกลางคนในช่วงอายุ 15 ถึง 44 ปี ประมาณร้อยละ 39 ของผู้พิการขาขาดทั้งหมด ซึ่งมีจำนวนมากกว่าช่วงอายุอื่นๆ ผู้พิการในกลุ่มนี้จะถูกจัดอยู่ในระดับกิจกรรมปานกลางหรือ K2-K3 ซึ่งเท้าข้างที่ยังเหลืออยู่ของผู้พิการในกลุ่มนี้สามารถปลดปล่อยพลังงานในการดีดตัวไปข้างหน้าที่เพียงพอต่อการเดินด้วยความเร็วเท่ากับคนปกติ อีกทั้งยังสามารถเคลื่อนไหวได้ดีทั้งในระนาบด้านหน้าและด้านข้าง จึงสามารถเดินบนพื้นที่มีความขรุขระหรือต่างระดับได้เป็นอย่างดี แต่ทว่าผู้พิการในกลุ่มนี้ยังคงใช้เท้าเทียมที่มีบริจาคในประเทศซึ่งมีข้อเท้าแข็งเกร็ง ไม่สามารถงอและปลดปล่อยพลังงานในการดีดตัวได้เหมือนเท้าคนปกติ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายที่จะออกแบบและผลิตเท้าเทียมแบบไดนามิคสำหรับผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง ซึ่งสามารถเก็บสะสมพลังงานในจังหวะดีดตัวได้อย่างเหมาะสม และเคลื่อนไหวได้ทั้งในระนาบด้านข้างและด้านหน้า โครงสร้างเท้าเทียมถูกออกแบบโดยใช้วิธีการไฟไนต์เอลิเมนต์เพื่อวิเคราะห์การเก็บสะสมพลังงานและการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้พิการในระดับกิจกรรมปานกลางและวิเคราะห์ความแข็งแรงตามแนวทางมาตรสากล ISO10328 โดยจะออกแบบให้มีพลังงานที่เก็บสะสมมากกว่าเท้าเทียมในท้องตลาดเล็กน้อยเพื่อให้พลังงานที่ปลดปล่อยสูงกว่าและใกล้เคียงกับคนปกติ ใช้แนวคิดการออกแบบแบบผ่าครึ่งซีกที่ส้นเท้าและเซาะร่องที่ปลายเท้าช่วยให้เคลื่อนไหวได้ในระนาบด้านหน้า โครงสร้างหลักของเท้าเทียมทำจากวัสดุผสมคาร์บอนไฟเบอร์มีความแข็งแรงสูงและน้ำหนักเบา ซึ่งผลิตโดยใช้วิธีการอบขึ้นรูปแบบสุญญากาศที่ควบคุมความดันและอุณหภูมิ เท้าเทียมต้นแบบได้รับการทดสอบการทำงานและทดสอบการเก็บสะสมและปลดปล่อยพลังงานของเท้าเทียมด้วยวิธีการทดสอบทางกล พบว่าสามารถเก็บพลังงานปลดปลอดพลังงานได้ 0.167 และ 0.137 J/kg ตามลำดับและมีมุมงอเท้าในทิศงอลง, งอขึ้น และพลิกด้านข้างของส้นและปลายเท้าเป็นมุม 8.96 องศา,16.98 องศา, 5.72 องศา และ 7.1 องศา ตามลำดับ ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานของผู้พิการขาขาดในระดับกิจกรรมปานกลาง อีกทั้งยังผ่านการทดสอบความแข็งแรงตามแนวทางมาตรฐานสากล ISO 10328:2006


กรณีศึกษาการออกแบบการป้องกันกระแสเกินสำหรับปฏิบัติการไมโครกริดในระบบจำหน่าย, จิรณัฐ์ ตั้งจิตติจริยา Jan 2017

กรณีศึกษาการออกแบบการป้องกันกระแสเกินสำหรับปฏิบัติการไมโครกริดในระบบจำหน่าย, จิรณัฐ์ ตั้งจิตติจริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัญหาของระบบป้องกันเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่การไฟฟ้าวิตกกังวลและส่งผลต่อการอนุญาตให้เกิดการจ่ายไฟฟ้าแบบระบบไฟฟ้าแยกโดด เนื่องจากผลของการเชื่อมต่อแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กแบบกระจายตัว ทำให้กระแสโหลดที่จ่ายจากโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าในวงจรนั้นน้อยลง และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสถานะการจ่ายไฟฟ้า ทำให้กระแสโหลดและกระแสความผิดพร่องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของรีเลย์ป้องกันกระแสเกินของอุปกรณ์ป้องกันของการไฟฟ้า เป็นสาเหตุทำให้รีเลย์ป้องกันกระแสเกินทำงานผิดพลาดได้ หากไม่มีการปรับเปลี่ยนค่าปรับตั้งให้เหมาะสมวิทยานิพนธ์นี้จะแก้ไขปัญหาของระบบป้องกันของไมโครกริดที่เกี่ยวกับรีเลย์ป้องกันกระแสเกิน ด้วยการใช้รีเลย์ป้องกันกระแสเกินที่สามารถปรับตัวได้ในสถานะต่าง ๆ เช่น สถานะเชื่อมต่อโครงข่าย สถานะจ่ายไฟฟ้าแบบระบบไฟฟ้าแยกโดด และคำนึงถึงการประสานการป้องกันระหว่างอุปกรณ์ป้องกัน ทดสอบกับระบบทดสอบที่จำลองจากระบบจริงของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คำนวณและจำลองการทำงานด้วยโปรแกรม Power Factory DIgSILENT


เครือข่ายตัวตรวจรู้แบบไร้สายบลูทูธ - ไวไฟเพื่อใช้วัดอุณหภูมิ ความชื้นและความเข้มแสง, ธนวิชญ์ มานิตย์โชติพิสิฐ Jan 2017

เครือข่ายตัวตรวจรู้แบบไร้สายบลูทูธ - ไวไฟเพื่อใช้วัดอุณหภูมิ ความชื้นและความเข้มแสง, ธนวิชญ์ มานิตย์โชติพิสิฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นการพัฒนาระบบเครือข่ายตัวตรวจรู้แบบไร้สายบลูทูธ - ไวไฟเพื่อใช้วัดอุณหภูมิ ความชื้น ความเข้มแสง และจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไปยังฐานข้อมูลตามมาตรฐาน IEEE1888 โดยตัวตรวจรู้ขนาดเล็กที่ถูกออกแบบให้ใช้พลังงานน้อยและสามารถทำงานได้นานโดยใช้พลังงานจากถ่านเม็ดกระดุมจะส่งข้อมูลด้วยสัญญาณบลูทูธพลังงานต่ำ ไปยังเกตเวย์ที่เชื่อมต่ออยู่กับสัญญาณไวไฟ และเกตเวย์ก็จะส่งข้อมูลโดยใช้มาตรฐานการสื่อสาร IEEE1888 ไปเก็บยังฐานข้อมูล


สัณฐานวิทยาและโครงสร้างรังของแมงมุมฝาปิดโบราณสกุล Liphistius Schiödte, 1849 ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์, วรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ Jan 2017

สัณฐานวิทยาและโครงสร้างรังของแมงมุมฝาปิดโบราณสกุล Liphistius Schiödte, 1849 ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์, วรัตถ์ ศิวายพราหมณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แมงมุมฝาปิดโบราณในสกุล Liphistius (Liphistiidae, Mesothelae) เป็นหนึ่งในสกุลของแมงมุมโบราณที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน โดยยังมีแผ่นปิดท้องด้านบนที่แบ่งเป็นปล้องและมีอวัยวะสร้างใยอยู่บริเวณส่วนกลางของ abdomen การศึกษาเกี่ยวกับแมงมุมในสกุล Liphistius ในอดีตส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่เฉพาะในด้านอนุกรมวิธานเท่านั้น ในการศึกษานี้ได้ให้ความสนใจในการศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาและโครงสร้างรังของแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 ซึ่งถือเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลก โดยผู้ศึกษาได้ทำการเก็บตัวอย่างแมงมุมและข้อมูลทางกายภาพที่เกี่ยวข้องจากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ที่ระดับความสูง 1,000–1,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ผลการศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาของตัวอย่างแมงมุมจำนวน 46 ตัวอย่าง (♀ = 24, ♂ = 22) พบว่าแมงมุมที่พบภายในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีลักษณะโครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งในเพศผู้และเพศเมียแตกต่างจากแมงมุมในสกุล Liphistius ที่เคยมีการค้นพบมาก่อน จากการศึกษาโครงสร้างรังของแมงมุมจำนวน 359 รัง พบว่าแมงมุมชนิดนี้มีการสร้างรังอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ โครงสร้างรังแบบทั่วไปและโครงสร้างรังแบบตัว T โดยโครงสร้างรังแบบทั่วไปมีลักษณะเป็นท่อตรงมีทางเข้าออกทางเดียว ในขณะที่โครงสร้างรังแบบตัว T มีทางเข้าออก 2 ทาง จากการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าขนาดทางสัณฐานวิทยาของแมงมุมและรูปแบบโครงสร้างของรังมีความสัมพันธ์กัน โดยความยาวและความกว้างของฝาปิดทางเข้ารังและความลึกของรังมีความสัมพันธ์กับความยาวลำตัวของแมงมุม (Pearson’s correlation r = 0.80, 0.73, 0.51 ตามลำดับ n = 46, p < 0.01) แสดงให้เห็นว่าขนาดและความลึกของรังมีการเพิ่มขึ้นเมื่อแมงมุมมีการเจริญเติบโตและขยายขนาดลำตัว นอกจากนี้ chi-square test ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของขนาดลำตัวแมงมุมที่มีต่อรูปแบบการสร้างรัง (X2= 92.23, 2; p < 0.01) จากรังแบบตรงกลายเป็นรังรูปตัว T เมื่อแมงมุมมีอายุมากขึ้น จากผลการศึกษารูปแบบการกระจายของประชากรพบว่าแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์มีการกระจายตัวแบบกลุ่ม (Morisita’s index, Iδ = 2.76) ซึ่งสอดคล้องกับความสามารถในการกระจายพันธุ์ที่จำกัดของแมงมุมในกลุ่มนี้ และอาจบ่งชี้ให้เห็นถึงผลของ dilution effect หรือ selfish herd effect ที่อาจเกิดขึ้นในกลุ่มประชากรเพื่อตอบสนองต่อผู้ล่า การระวังภัยที่เพิ่มขึ้น และโอกาสประสบความสำเร็จในการสืบพันธุ์ อย่างไรก็ตามในการศึกษ


ผลการใช้ชุดกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่มีต่อทัศนคติและการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นฤชน มงคลศิริ Jan 2017

ผลการใช้ชุดกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่มีต่อทัศนคติและการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นฤชน มงคลศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมโดยประยุกต์แนวคิดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่มีต่อทัศนคติและการปฏิบัติในการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 44 คน โรงเรียนบ้านปลายคลองน้อย จ.สมุทรสาคร แบ่งเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับชุดกิจกรรมเรื่องการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยตามการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติโดยวิธีปกติ จำนวน 22 คน และนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดกิจกรรมเรื่องการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยโดยวิธีปกติ จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ชุดกิจกรรมเรื่องการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยตามการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.93 แบบวัดทัศนคติในการขี่จักรยาน การขี่จักรยานอย่างปลอดภัย และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติในการขี่จักรยานอย่างปลอดภัย มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.82, 0.88, 1.00 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.88, 0.80, 0.82 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทัศนคติในการขี่จักรยาน, การปฏิบัติในการขี่จักรยานอย่างปลอดภัย และทักษะการปฏิบัติ หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการใช้ชุดกิจกรรมเรื่องการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยตามการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนทัศนคติในการขี่จักรยาน, การปฏิบัติในการขี่จักรยานอย่างปลอดภัย และทักษะการปฏิบัติ หลักการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการใช้ชุดกิจกรรมเรื่องการขี่จักรยานอย่างปลอดภัยตามการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Development Of Sunscreen Cream Containing Mangosteen Pericarp Extract Encapsulated In Solid Lipid Nanoparticles, Siti Nur Diniyanti Jan 2017

Development Of Sunscreen Cream Containing Mangosteen Pericarp Extract Encapsulated In Solid Lipid Nanoparticles, Siti Nur Diniyanti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The aim of this study was to develop cream containing mangosteen pericarp extract (MPE) encapsulated in solid lipid nanoparticles (SLNs) in order to achieve enhanced photoprotection and to be an alternative for synthetic sunscreens in the market. The MPE was prepared by maceration method and evaluated for SPF value by UV-Vis spectrophotometer. SLNs were prepared by ultrasonication method. Blank SLNs were formulated using stearic acid (SA) or palmitic acid (PA) as a solid lipid at a concentration of 3%. Tween® 80 or PVA was employed as a surfactant with concentrations ranging from 1 to 2%. The obtained blank-SLNs were investigated …


Catalytic Activity Of Cu-Ceo2zro2 For Biodiesel Production, Wasupon Wongvitvichot Jan 2017

Catalytic Activity Of Cu-Ceo2zro2 For Biodiesel Production, Wasupon Wongvitvichot

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

CeO2-ZrO2 was synthesized by co-precipitation (CZ copre) and nanocasting (MSP CZ) methods for supporting 9%wt Cu catalyst loaded by deposition-precipitation (DP) method (CuCZ copre and Cu-MSP CZ, respectively). Both CuCZ copre and Cu-MSP CZ were used in esterification reaction for biodiesel production. Structure and specific surface area of the synthesized supports and catalysts were characterized by XRD and BET tecnhiques. It was found that the specific surface area of CZ copre was less than MSP CZ support. The XRD result of CuCZ copre exhibited the diffraction peak of CuO, indicating the agglomeration of Cu species on support while that of …


Factors Associated Hypertension Among Pregnant Women In Dili Municipality Timor Leste, Estela Laot Perpetua Ana Mery Jan 2017

Factors Associated Hypertension Among Pregnant Women In Dili Municipality Timor Leste, Estela Laot Perpetua Ana Mery

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: Hypertension in pregnancy is one main cause of maternal morbidity among pregnant women worldwide and is also a significant public health concern. This study aimed to find factors associated with hypertension among pregnant women in Dili municipality of Timor Leste. Design/Methodology/approach: A cross-sectional study was conducted among 438 pregnant women at the Five Community Health Centre in Dili municipality, Timor Leste between April and May 2018. Face to face interview was conducted. Descriptive analysis, bivariate analysis, and multivariate analysis logistic regression were performed by SPSS version 22.0 were used to analyze the data. Findings: The prevalence of hypertension among …


Prevalence Of Salmonella Spp. Contamination In Hen Egg And Relationship Among Sociodemographic Knowledge And Behavior Of The Egg Consumer In Bangkok Thailand, Pollawat Sriruengsuk Jan 2017

Prevalence Of Salmonella Spp. Contamination In Hen Egg And Relationship Among Sociodemographic Knowledge And Behavior Of The Egg Consumer In Bangkok Thailand, Pollawat Sriruengsuk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Hen egg is the main of protien source in food ingredient and frequently contaminated by Salmonella spp. This research was aimed to study about the prevalence of Salmonella in egg sold in Sukhumvit area and the relationship between socio-demographic knowledge and behavior of the egg consumer in Bangkok, Thailand. This study was collected the egg samples of each grade such as Ordinary, Salmonella free and Chemical free grades that being sold in fresh market or supermarket in Sukhumvit area. Then all samples were isolated to detect Salmonella spp. according ISO6579 method. For the second part to find the relationship between …


Assessment Of Knowledge, Attitude And Practice Regarding Malaria Prevention Towards Internal Migrant Population In Kawthoung Township, Kawthoung District, Tanintharyi Region, Myanmar: A Cross Sectional Study, Sa Aung Hein Jan 2017

Assessment Of Knowledge, Attitude And Practice Regarding Malaria Prevention Towards Internal Migrant Population In Kawthoung Township, Kawthoung District, Tanintharyi Region, Myanmar: A Cross Sectional Study, Sa Aung Hein

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since malaria is preventable disease, early diagnosis and effective treatment of malaria is necessary for optimal outcome. For people living in high transmission of malaria areas such as in Kawthoung Township, it is crucial for them to have good knowledge, attitude and practice toward malaria prevention. This study was aimed to assess and describe the socio-demographic factors, knowledge, attitude and practice towards malaria prevention in internal migrant people, Kawthoung Township, Kawthoung District, Myanmar. Research design was cross-sectional study which Three hundred and sixteen respondents who age range from 18 to 65 years old were interviewed face to face with structure …


Development Of A Competency Assessment System For Clinical Reasoningthrough Self-Reflection In The Community Pharmacy Practice Of 6th-Year Pharmacy Students, Kitiyot Yotsombut Jan 2017

Development Of A Competency Assessment System For Clinical Reasoningthrough Self-Reflection In The Community Pharmacy Practice Of 6th-Year Pharmacy Students, Kitiyot Yotsombut

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to develop the rubric system for assessment of clinical reasoning competency in community pharmacy practice through self-reflection of 6th-year pharmacy students. There were 3 phases of this study with different research methodology. The first phase was focus group discussion of experts to identify components of the competency. The item-objective congruence (IOC) index and the expert discussion were used to judge the content validity of the identified components. In the second phase, the identified components were transformed into a rubric. The rubric was tested for its intra-rater reliability and revised. In the third phase, the inter-rater reliability, and …


Involucrin Expression In Three-Dimentional Cell Culture And Prognostic Parameters Of Canine Cutaneous Squamous Cell Carcinoma (Scc) In Canine Patients And In Ultraviolet Radiation Induced Cultured Cells, Nongnut Assawawongkasem Jan 2017

Involucrin Expression In Three-Dimentional Cell Culture And Prognostic Parameters Of Canine Cutaneous Squamous Cell Carcinoma (Scc) In Canine Patients And In Ultraviolet Radiation Induced Cultured Cells, Nongnut Assawawongkasem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this study are 1) to demonstrate the involucrin (INV) expression and prognostic parameters in normal skin and cutaneous squamous cell carcinoma (CSCC), 2) to develop the artificial epidermis in dog and 3) to study the effect of INV expression on pathogenesis of ultraviolet radiation induced CSCC in dog.The first experiment is to determine the protein expression by Immunofluorescence technic (IFC) and mRNA expression of INV,Cytokeratin 10 (CK10), Ki67 and p53 normal skin(n=6) and CSCC (n=6) in dog.The protein expression pattern was demonstrated that INV and CK10 were positive in intra-cytoplasmic pattern in nucleated epidermis. While, intra-nuclear pattern …


Identification Of Serum Proteomic Profile In Canine Lymphomas, Piyanoot Fonghem Jan 2017

Identification Of Serum Proteomic Profile In Canine Lymphomas, Piyanoot Fonghem

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Lymphoma is the third most commonly diagnosed, malignant hematopoietic tumor in dogs, and it is similar to human non-Hodgkin's lymphoma. Proteomics refer to the large-scale study of proteins, including their structures as well as their complex protein mixtures. It also involves identifying the changes in the protein isoforms and posttranslational modifications expressed by genetic material under defined specific conditions. This study was aimed at identifying the serum proteomic profiles of canine lymphoma compared with healthy dogs by using Tandem Mass Tag (TMT). Blood samples from twenty lymphoma and four healthy dogs were collected. All cases were categorized according to the …


Fatigue Study Of Cancellous And Cortical Stainless Steel Screws Used With Polymethymethacrylate And The Sop Plate System For The Immobilisation Of Vertebral Fracture And Luxation In Canine Cadavers, Mingrath Mekavichai Jan 2017

Fatigue Study Of Cancellous And Cortical Stainless Steel Screws Used With Polymethymethacrylate And The Sop Plate System For The Immobilisation Of Vertebral Fracture And Luxation In Canine Cadavers, Mingrath Mekavichai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Globally, vertebral fracture and luxation (VFL) are one of the most common neurological injuries in dogs and cats. The standard care for vertebral body stabilisation of canine VFL are screws with polymethylmethacrylate (PMMA) and the string of pearls (SOP) plate system fixation. The VFL with implants are usually exposed to force in a repetitive or cyclic loading fashion. Indeed, stress on the implant cyclically at a load significantly less than its ultimate tensile strength can cause fatigue failure, one of the major causes of implant breakage. This study aims to compare the failure mode of four different implants using a …


การประเมินความต้องการเทคโนโลยีพลังงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ศิวพร ปรีชา Jan 2017

การประเมินความต้องการเทคโนโลยีพลังงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ศิวพร ปรีชา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาความต้องการเทคโนโลยีพลังงานเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคอุตสาหกรรมการผลิตและจัดลำดับความสำคัญของเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามเจตจำนงของประเทศไทยที่ให้ไว้กับภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งงานวิจัยนี้กำหนดเกณฑ์การประเมินเป็นสองด้านประกอบด้วย ด้านความพร้อม (11 ประเด็น) และด้านผลกระทบ (4 ประเด็น) และอ้างอิงรายการเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรมการผลิตจาก 3 กลุ่มประเภทพลังงาน คือ กลุ่มพลังงานทางเลือก/พลังงานหมุนเวียน กลุ่มเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และกลุ่มการบริหารจัดการพลังงาน ตามเอกสารของ UNFCCC ซึ่งทำการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรมการผลิต และวิเคราะห์ด้วยวิธีการประเมินทางเลือกจากหลายเกณฑ์ (MCA) จากผลการวิจัยพบว่า ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญของเกณฑ์ด้านความพร้อมในประเด็นนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และด้านผลกระทบในประเด็นสิ่งแวดล้อมสูงที่สุด โดยผลการจัดลำความสำคัญของเทคโนโลยีพลังงานเพื่อบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคอุตสาหกรรมการผลิต พบว่า เทคโนโลยีระบบความร้อน ระบายอากาศ ปรับอากาศ (HVAC) เชื้อเพลิงชีวมวล/เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด/การทำความร้อนแบบรวมศูนย์ (Biomass heating, wood pellets, district heating) ระบบไฟฟ้าพลังงานร่วม (CHP) ก๊าซพลังงานสะอาดจากชีวมวล (biogas) และการประหยัดพลังงานของอุตสาหกรรมซีเมนต์ มีความพร้อมและผลกระทบสูงสุดตามลำดับ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมีความพร้อมในประเด็นสถานการณ์ปัจจุบันของเทคโนโลยีในประเทศไทยต่ำ โดยปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานที่มีประสิทธิภาพจากต่างประเทศ ทำให้การกระจายตัวของเทคโนโลยีกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและความพร้อมสูงเท่านั้น


ผลลัพธ์ของการรักษาด้วยยาไทเกซัยคลินและโคลิสติน ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้ออซีเนโตแบคเตอร์ บอมมานิไอ ที่ดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนาน, บุษยา เดชปั้น Jan 2017

ผลลัพธ์ของการรักษาด้วยยาไทเกซัยคลินและโคลิสติน ในการรักษาโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้ออซีเนโตแบคเตอร์ บอมมานิไอ ที่ดื้อยาต้านจุลชีพหลายขนาน, บุษยา เดชปั้น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยาทางเลือกสำหรับอซีเนโตแบคเตอร์ บอมมานิไอ ที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพหลายขนาน (Multidrug resistant Acinetobacter baumannii, MDRAB) มีจำกัด ผลการทดสอบความไวของเชื้อที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ พบว่า MDRAB ดื้อต่อยาหลายกลุ่มแต่ยังไวต่อยาไทเกซัยคลินและยาโคลิสติน การศึกษานี้มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลังเพื่อเปรียบเทียบการรักษาโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ MDRAB ระหว่างการรักษาด้วยแบบแผนที่มียาไทเกซัยคลินกับแบบแผนที่มียาโคลิสติน รวมทั้งศึกษาปัจจัยทำนายการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาไปข้างหน้าเพื่อติดตามประเมินผลการรักษาของแบบแผนที่ให้ผลการรักษาที่ดีกว่าจากผลการศึกษาในส่วนที่ 1 วิธีการดำเนินงานวิจัย: ส่วนที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ได้รับยาไทเกซัยคลินหรือยาโคลิสติน เพื่อรักษาโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อ MDRAB ติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน ณ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 โดยเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล อาการแสดงทางคลินิกที่ดีขึ้น การเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน การเกิดภาวะตับบาดเจ็บระหว่างได้รับการรักษา วิเคราะห์ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการเสียชีวิตภายใน 30 วัน ของผู้ป่วยปอดอักเสบจากการติดเชื้อ MDRAB โดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติก และส่วนที่ 2 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาเก็บข้อมูลไปข้างหน้า ระหว่างเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2560 ติดตามอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วัน อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล อาการแสดงทางคลินิกที่ดีขึ้น และการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และการเกิดภาวะตับบาดเจ็บระหว่างได้รับการรักษาของแบบแผนที่ให้ผลการรักษาที่ดีกว่าจากผลการศึกษาในส่วนที่ 1 ผลการวิจัย: ส่วนที่ 1 ผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 264 ราย อายุ 65 ปี (พิสัยควอไทล์ 51-77 ปี) เป็นเพศชายร้อยละ 61.0 จำแนกผู้ป่วยตามแบบแผนของยาที่ได้รับ ได้แก่ แบบแผนที่มียาไทเกซัยคลิน (66 ราย) แบบแผนที่มียาโคลิสติน (85 …


ผลกระทบของภาวะพหุสัณฐาน Por*28 และ Cyp3a5 ต่อสัดส่วนของระดับความเข้มข้นต่ำสุดต่อขนาดยาทาโครลิมุสในผู้ปลูกถ่ายไตชาวไทย, อรรณพ ภู่ประดิษฐ์ Jan 2017

ผลกระทบของภาวะพหุสัณฐาน Por*28 และ Cyp3a5 ต่อสัดส่วนของระดับความเข้มข้นต่ำสุดต่อขนาดยาทาโครลิมุสในผู้ปลูกถ่ายไตชาวไทย, อรรณพ ภู่ประดิษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาอิทธิพลร่วมกันของภาวะพหุสัณฐาน POR*28 และ CYP3A5 ต่อสัดส่วนของระดับความเข้มข้นต่ำสุดต่อขนาดยา tacrolimus (C0/D) ในผู้ปลูกถ่ายไตชาวไทย วิธีการดำเนินการวิจัย : รูปแบบการศึกษาวิเคราะห์แบบย้อนหลัง, ศึกษาในผู้ปลูกถ่ายไตจำนวน 230 คน โดยผู้ปลูกถ่ายไตทุกคนจะได้รับยากดภูมิคุ้มกัน 3 รายการ ประกอบด้วย tacrolimus, mycophenolate mofetil หรือ sodium, และ steroids ข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลทางห้องปฏิบัติการเก็บรวบรวม ณ วันที่ 3, 7, 90, และ 180 หลังการปลูกถ่ายไต ใช้สถิติ two-way ANCOVA ในการวิเคราะห์อิทธิพลร่วมกันของภาวะพหุสัณฐาน POR*28 และ CYP3A5 ต่อ C0/D ของยา tacrolimus โดยควบคุมปัจจัยอายุ, ฮีโมโกลบิน, อัลบูมิน, และขนาดยา steroids ผลการศึกษา : ไม่พบอิทธิพลร่วมกันของภาวะพหุสัณฐาน POR*28 และ CYP3A5 ต่อ Log C0/D ของยาtacrolimus (ณ วันที่ 3, 7, 90, และ 180 หลังการปลูกถ่ายไต, P>0.05) แต่อย่างไรก็ตามพบว่า ภาวะพหุสัณฐาน CYP3A5 มีอิทธิพลต่อ Log C0/D ของยา tacrolimus ทุกช่วงเวลาที่ทำการศึกษา (P<0.001) โดยผู้ที่มีภาวะพหุสัณฐาน CYP3A5 expressers จะมีค่าเฉลี่ยของ Log C0/D ของยา tacrolimus ต่ำกว่า CYP3A5 non-expressers สำหรับภาวะพหุสัณฐาน POR*28 พบว่ามีอิทธิพลต่อ Log C0/D ของยา tacrolimus เฉพาะวันที่ 7 หลังการปลูกถ่ายไต (P=0.047) และพบว่าผู้ที่มีภาวะพหุสัณฐาน POR*28 T carriers จะมีค่าเฉลี่ย Log C0/D ของยา tacrolimus ต่ำกว่า POR*28 CC อีกทั้งยังพบว่าอายุ, ฮีโมโกลบิน, และขนาดยา steroids มีอิทธิพลต่อ Log C0/D ของยา tacrolimus สรุปผลการศึกษา : ณ วันที่ 3, 7, 90, และ 180 หลังการปลูกถ่ายไต ใม่พบอิทธิพลร่วมกันระหว่างภาวะพหุสัณฐาน POR*28 และ CYP3A5 ต่อสัดส่วนของ Log C0/D ของยา tacrolimus และพบว่าภาวะพหุสัณฐาน CYP3A5 เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเภสัชจลนศาสตร์ของยา tacrolimus มากที่สุด


ผลของประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, กิตติทัศน์ หวานฉ่ำ Jan 2017

ผลของประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, กิตติทัศน์ หวานฉ่ำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์เมื่อได้รับข้อมูลย้อนกลับแบบให้คำชี้แนะคงที่ แบบให้คำชี้แนะลดลง และแบบบอกผลการกระทำ (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียนที่ไม่ได้รับและได้รับโอกาสให้เปลี่ยนคำตอบ และ (3) วิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 381 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัย คือ (1) แบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องงานและพลังงานซึ่งทดสอบโดยใช้คอมพิวเตอร์และมีการให้ข้อมูลย้อนกลับ 3 ประเภท จำนวน 2 ฉบับ ที่มีความเป็นคู่ขนานกัน (2) แบบสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์จำนวน 2 ฉบับ ที่มีความเป็นคู่ขนานกัน และ (3) แบบสอบถามเกี่ยวกับโปรแกรมการทดสอบและข้อมูลย้อนกลับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย สถิติทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนหลายตัวแปร (MANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. นักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับต่างประเภทกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05, Wilks' Lambda = .93, F(6, 752) = 4.37, p < .001, ηp2 = .03 นั่นคือ นักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับต่างประเภทกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับแบบให้คำชี้แนะคงที่และแบบให้คำชี้แนะลดลงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับแบบบอกผลการกระทำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งนักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับต่างประเภทกันมีความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับแบบให้คำชี้แนะคงที่และแบบให้คำชี้แนะลดลงมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์สูงกว่านักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับแบบบอกผลการกระทำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่ได้รับข้อมูลย้อนกลับต่างประเภทกันมีคะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนที่มีรูปแบบการเปลี่ยนคำตอบต่างกันมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05, Wilks' Lambda = .93, F(2, 378) = 14.84, p < .001, ηp2 = .07 นั่นคือ นักเรียนที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เปลี่ยนคำตอบมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้เปลี่ยนคำตอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อีกทั้งนักเรียนที่ได้รับการเปิดโอกาสให้เปลี่ยนคำตอบมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์สูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้เปลี่ยนคำตอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ที่นัยสำคัญทางสถิติระดับ .05, Wilks' Lambda = .98, F(4, 748) = 1.81, p = .13, ηp2 = .01 ทั้งนี้ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่นัยสำคัญ ทางสถิติระดับ .05 อย่างไรก็ตาม มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประเภทข้อมูลย้อนกลับและการเปลี่ยนคำตอบที่ส่งผลต่อความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


อัตราอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานคร, นภัฐมณ มโนรัตน์ Jan 2017

อัตราอุบัติการณ์และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานคร, นภัฐมณ มโนรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราอุบัติการณ์และลักษณะของการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ภายใน 1 ปีย้อนหลัง และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บจากการทำงานของสัตวแพทย์ที่ทำงานในสถานพยาบาลสัตว์ ในกรุงเทพมหานคร โดยแจกแบบสอบถามให้แก่สัตวแพทย์ที่ปฏิบัติงานประจำในสถานพยาบาลสัตว์ ในเขตกรุงเทพมหานครที่ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี จำนวน 395 คน วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test, Fisher's exact test และ Independent t-test การศึกษานี้พบว่า อัตราอุบัติการณ์การบาดเจ็บที่สำคัญของสัตวแพทย์เท่ากับ 280 ครั้งต่อล้านชั่วโมงการทำงาน หรือ ใน 1 ปี จะมีการบาดเจ็บจนมีข้อจำกัดในการทำงาน หรือหยุดงานหรือต้องไปพบแพทย์ 56.22 ครั้ง เมื่อเทียบกับสัตวแพทย์ที่ทำงานเต็มเวลา 100 คน การบาดเจ็บเกิดจาก สุนัข และแมวกัดมากที่สุด อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บมากที่สุด คือ มือ ลักษณะของบาดแผลที่พบมากสุดคือ แผลถลอก และแผลฉีกขาด การบาดเจ็บมักเกิดขึ้นในช่วงการตรวจวินิจฉัย เมื่อบาดเจ็บแล้วสัตวแพทย์ไปพบแพทย์ร้อยละ 69.67 และเกิดข้อจำกัดในการทำงานร้อยละ 56.30 ส่วนผู้ที่บาดเจ็บและจำเป็นต้องหยุดงานมีระยะเวลาหยุดงานเฉลี่ย 3.45 วัน ปัจจัยที่พบความสัมพันธ์กับการบาดเจ็บของสัตวแพทย์ ได้แก่ ปีที่จบการศึกษา (p-value = 0.003) อายุ (ปี) (p-value < 0.001) ดัชนีมวลกาย (p-value < 0.001) การเป็นโรคภูมิแพ้ (p-value = 0.001) การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง (p-value = 0.022) การรับประทานยาที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง (p-value = 0.003) การออกกำลังกาย (p-value = 0.024) ประเภทของสัตว์ที่สัมผัสในงาน (p-value < 0.001) ประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (p-value < 0.001) ระยะเวลาการทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (p-value = 0.035) การอบรมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน (p-value = 0.038) พฤติกรรมในการทำงาน ได้แก่ มีการจับและควบคุมสัตว์อย่างรัดกุมขณะตรวจหรือทำหัตถการ (p-value = 0.036) ทิ้งเข็มใช้แล้วลงถังขยะสำหรับทิ้งของมีคมสม่ำเสมอ (p-value = 0.01) สภาพแวดล้อม อันได้แก่ ความเพียงพอของผู้ช่วยจับสัตว์ (p-value = 0.01) อุปกรณ์ควบคุมสัตว์ที่เพียงพอ (p-value < 0.001) แสงสว่างในห้องทำงานที่เพียงพอ (p-value = 0.018) ผู้วิจัยแนะนำให้มีการปรับระยะเวลาการทำงานและระยะเวลานอนให้เหมาะสม ร่วมกับสร้างความตระหนัก ให้ความรู้ เพิ่มการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ที่มีประสบการณ์ รวมถึงการเตรียมสถานที่ตรวจให้เหมาะสม น่าจะนำไปสู่การลดอุบัติการณ์การบาดเจ็บในสัตวแพทย์


อิทธิพลของรูปแบบการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ต่อความกลมเกลียวในกลุ่มนักศึกษาและความผูกพันกับคณะ : การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านการระบุตัวตนทางสังคม, พัชรวุฒิ สุภาคง Jan 2017

อิทธิพลของรูปแบบการจัดกิจกรรมรับน้องใหม่ต่อความกลมเกลียวในกลุ่มนักศึกษาและความผูกพันกับคณะ : การวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านการระบุตัวตนทางสังคม, พัชรวุฒิ สุภาคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมรับน้องใหม่ (แบบสร้างสรรค์ และไม่สร้างสรรค์) กับความกลมเกลียวในกลุ่มและความผูกพันด้านจิตใจต่อคณะภายในมหาวิทยาลัย โดยมีการระบุตัวตนทางสังคมเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นิสิต/นักศึกษา ระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จำนวน 331 คน ผลจากการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ด้วยโปรแกรม LISREL Version 9.30 (Jöreskog & Sörbom, 2017) พบว่า กิจกรรมรับน้องใหม่แบบสร้างสรรค์มีอิทธิพลทางตรงทางบวกต่อความกลมเกลียวในกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่ไม่พบอิทธิพลทางตรงของกิจกรรมรับน้องใหม่แบบไม่สร้างสรรค์ต่อความกลมเกลียวในกลุ่ม ผลจากการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านพบว่า การระบุตัวตนทางสังคมเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมรับน้องใหม่แบบสร้างสรรค์และความกลมเกลียวในกลุ่ม และเป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมรับน้องใหม่แบบสร้างสรรค์และความผูกพันด้านจิตใจต่อคณะ นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือ กิจกรรมรับน้องใหม่แบบไม่สร้างสรรค์มีอิทธิพลทางบวกต่อการระบุตัวตนทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่ไม่พบอิทธิพลทางตรงของกิจกรรมรับน้องใหม่ทั้งแบบสร้างสรรค์และไม่สร้างสรรค์ต่อความผูกพันด้านจิตใจต่อคณะ แต่พบอิทธิพลส่งผ่านแบบสมบูรณ์ของการระบุตัวตนทางสังคมต่อความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมรับน้องใหม่แบบไม่สร้างสรรค์กับความกลมเกลียวในกลุ่มและความผูกพันด้านจิตใจต่อคณะ


การสร้างซอสามสายของครูศักดิ์ชัย กาย, อนันท์สิทธิ์ การหนองใหญ่ Jan 2017

การสร้างซอสามสายของครูศักดิ์ชัย กาย, อนันท์สิทธิ์ การหนองใหญ่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องการสร้างซอสามสายของครูศักดิ์ชัย กาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติการสร้างซอสามสาย กระบวนการสร้างซอสามสาย และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซอสามสายของครูศักดิ์ชัย กาย โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลการศึกษาภาคสนามระหว่างปี พ.ศ. 2559 - 2561 ครูศักดิ์ชัย กาย พบปัญหาของซอสามสายว่าเสียงของซอสามสายมักจะถูกกลืนในขณะที่บรรเลงกับเครื่องดนตรีชนิดอื่น จึงได้ริเริ่มที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพเสียงของซอสามสายให้ดังกังวาน และมีความไพเราะยิ่งขึ้นโดยได้ร่วมมือกับช่างซอระดับแนวหน้าของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าครูศักดิ์ชัย กาย ได้ทำการอนุรักษ์และปรับปรุงทั้งรายละเอียดต่าง ๆ จากกระสวน ซอสามสายของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต จนทำให้เกิดคุณภาพเสียงและรูปทรงในแบบฉบับของตนได้สำเร็จ ผู้วิจัยได้พบปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพเสียงซอสามสายของครูศักดิ์ชัย กาย 6 ประการ คือ 1. การสร้างกะโหลกซอสามสายที่ไร้แกนยึดทวนมีผลทำให้เกิดคุณภาพเสียงที่ดังกังวาน 2. การกำหนดรูปแบบขอบขนงซอสามสายให้มีลักษณะโค้งเว้ารับกับการขึงหน้าซอทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของหนังหน้าซอมากขึ้น 3. พื้นผิวภายในกะโหลกซอที่เรียบมีผลทำให้การกำธรภายในมากขึ้นกว่าซอสามสายสมัยก่อน 4. การลงรักปิดทองภายในกะโหลกซอมีผลทำให้พื้นผิวภายในมีมวลหนาแน่นส่งผลทำให้มีการกำธรเสียงที่ดีขึ้น 5. การคัดเลือกหนังสำหรับขึงหน้าซอที่ใสและมีความบางประมาณ 0.15 มิลลิเมตร มีผลทำให้การสั่นสะเทือนของเสียงมีการสั่นสะเทือนเร็วขึ้น 6. รูปแบบการขึ้นหน้าซอที่ไม่หุ้มหลังกะโหลกซอมีผลทำให้กะโหลกซอสั่นสะเทือนได้เต็มที่ จึงช่วยทำให้เสียงซอมีความดังและกังวานมากขึ้นกว่าซอสามสายแบบเดิม