Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 12931 - 12960 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
ปัญหาทางกฎหมายเรื่องหนี้ก่อนสัญญา, นัฐติยา ต้นตระกูลวาณิชย์
ปัญหาทางกฎหมายเรื่องหนี้ก่อนสัญญา, นัฐติยา ต้นตระกูลวาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้มีการบัญญัติความหมายของ "หนี้ก่อนสัญญา" รวมถึงขอบเขตและความรับผิดก่อนสัญญาเอาไว้อย่างชัดเจน จึงเกิดปัญหาว่าคู่กรณีฝ่ายที่ได้รับความเสียหายในระหว่างการเจรจาจะสามารถเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นในการที่ต้องเสียเวลา เสียโอกาส และเสียค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่นได้หรือไม่ โดยอาศัยหลักกฎหมายใด เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนการเกิดสัญญา ฐานของสัญญาที่จะใช้ก่อให้เกิดหนี้ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจึงไม่มี วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับกฎหมายของต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันต่างประเทศหลายประเทศได้มีการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เพื่อค้นหาว่าคู่กรณีที่เข้ามาเจรจาเพื่อทำสัญญานั้นมีหนี้ รวมไปถึงสิทธิและหน้าที่ต่อกันในช่วงเวลาก่อนสัญญาอย่างไร จากการศึกษาพบว่า หลักสุจริตเป็นหลักการทางกฎหมายที่นำเอาหลักศีลธรรมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวบทกฎหมาย ทำให้คู่กรณีมีหน้าที่ในการเจรจาด้วยความสุจริต อย่างไรก็ตาม หน้าที่เป็นคำที่มีความหมายกว้างและไม่มีความชัดเจน ในการคุ้มครองบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการฝ่าฝืนหน้าที่ดังกล่าว การกำหนดให้คู่กรณีมีหนี้ก่อนสัญญาจึงเป็นการสร้างความยุติธรรมมากกว่า เพื่อให้คู่กรณีฝ่ายที่ได้รับความเสียหายมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ต่อไป โดยในเยอรมันมีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในการขยายขอบเขตของหนี้ให้ครอบคลุมไปถึงหน้าที่ก่อนสัญญา ส่งผลให้คู่กรณีมี "หนี้" ในการต้องปฏิบัติตนด้วยความสุจริตและคำนึงถึงผลประโยชน์ของอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันในกฎหมายฝรั่งเศสและจีนเองก็กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ในการเจรจาด้วยความสุจริตและต้องรับผิดหากมีการฝ่าฝืนหน้าที่ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มเติมตัวบทกฎหมายให้คู่กรณีต้องเจรจาด้วยความสุจริตในกฎหมายลักษณะสัญญาเช่นเดียวกับในกฎหมายฝรั่งเศส เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงของการเจรจา และรับเอาแนวความคิดในกฎหมายเยอรมันมาเป็นต้นแบบ ในการกำหนดให้หน้าที่ในการกระทำด้วยความสุจริตเป็น "หนี้" ที่ต้องปฏิบัติตาม มิฉะนั้นคู่กรณีจะต้องรับผิด และในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายก็อาจปรับใช้หลักสุจริตในมาตรา 5 ให้การเยียวยาความเสียหายเช่นเดียวกับในเยอรมันก่อนการปฏิรูปกฎหมาย เพื่อสร้างกรอบแห่งกฎเกณฑ์ที่แน่นอนให้คู่กรณีปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องในช่วงระยะเวลาก่อนการเกิดขึ้นของสัญญา
ความรับผิดทางอาญากรณีบุคคลที่มิใช่แพทย์ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตายอย่างสงบ, นิชกานต์ วิริยะพิพัฒน์
ความรับผิดทางอาญากรณีบุคคลที่มิใช่แพทย์ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตายอย่างสงบ, นิชกานต์ วิริยะพิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดทางอาญาที่เหมาะสมในกรณีบุคคลที่มิใช่แพทย์ทำให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายตายอย่างสงบในประเทศไทย ทั้งในลักษณะของการเร่งให้ตายอย่างสงบและการยับยั้งหรือเพิกถอนเครื่องมือช่วยชีวิต โดยศึกษาตั้งแต่แนวคิด บทบัญญัติความผิด และมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป จากการศึกษาพบว่า การเร่งให้ตายอย่างสงบในประเทศไทยถือเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติอัตราโทษไว้ค่อนข้างสูง และการกระทำดังกล่าวยังไม่สามารถอ้างเหตุยกเว้นความผิด เหตุยกเว้นโทษ หรือเหตุบรรเทาโทษใด ๆ ได้โดยตรง ผู้กระทำจึงต้องรับผิดในระดับเดียวกับการฆ่าโดยทั่วไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนและหลักการลงโทษต้องเหมาะสมกับผู้กระทำผิดแต่ละคน เมื่อศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐจีน สาธารณรัฐสิงคโปร์ และญี่ปุ่น พบว่า มีบทบัญญัติเฉพาะซึ่งกำหนดโทษสถานเบาแก่ผู้กระทำผิด ส่วนประเทศอังกฤษและเวลส์และสหรัฐอเมริกานั้นไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ แต่มีมาตรการอื่น ๆ ช่วยให้ลดอัตราโทษให้เหมาะสมกับผู้กระทำผิดได้ ส่วนการยับยั้งหรือเพิกถอนเครื่องมือช่วยชีวิตนั้น ในประเทศไทยมีกฎหมายอนุญาตให้แพทย์สามารถกระทำได้ตามหนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าของผู้ป่วย แต่หากบุคคลอื่น ๆ ยังมีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดทางอาญาได้ เมื่อศึกษากฎหมายต่างประเทศ พบว่า ในบางประเทศมีกฎหมายหรือคำพิพากษายกเว้นความรับผิดให้แก่บุคคลอื่น ๆ ที่มิใช่แพทย์เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นจึงมีข้อเสนอแนะว่า สำหรับการเร่งให้ตายอย่างสงบ ประเทศไทยควรเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้ศาลสามารถลงโทษสถานเบาแก่ผู้กระทำผิดได้ ส่วนการยับยั้งหรือเพิกถอนเครื่องมือช่วยชีวิต ควรแก้ไขมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ให้ขยายข้อยกเว้นความรับผิดไปถึงบุคคลอื่นที่มิใช่แพทย์ด้วย เพื่อคุ้มครองและอำนวยความยุติธรรมให้บุคคลดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ความสอดคล้องของคำตัดสินขององค์กรอุทธรณ์ในคดี Us Gambling กับ ข้อกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยขององค์การการค้าโลก, นุชศรา เลิศสุดคนึง
การวิเคราะห์ความสอดคล้องของคำตัดสินขององค์กรอุทธรณ์ในคดี Us Gambling กับ ข้อกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยขององค์การการค้าโลก, นุชศรา เลิศสุดคนึง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของคำตัดสินขององค์กรอุทธรณ์ในคดี US Gambling กับข้อกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยขององค์การการค้าโลกเกี่ยวกับ พันธกรณีของสหรัฐอเมริกาตามตารางข้อผูกพันของสหรัฐอเมริกา พันธกรณีของสหรัฐอเมริกาในเรื่องการเข้าสู่ตลาด และการบังคับใช้ข้อยกเว้นทั่วไปตามมาตรา 14 (เอ) ของ GATS จากการศึกษาสรุปได้ว่า (1) คำวินิจฉัยคดี US Gambling เกี่ยวกับพันธกรณีภายใต้ GATS ของสหรัฐอเมริกาตามตารางข้อผูกพันของสหรัฐอเมริกา สอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยในคดี Mexico Telecom ที่มีการนำเอกสาร W/120 และแนวทางการจัดทำตารางข้อผูกพันมาเป็นเครื่องมือในการตีความข้อผูกพันของประเทศสมาชิกในฐานะเอกสารเสริมการตีความตามมาตรา 32 ของอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ และเมื่อพิจารณาตามแนวทางการจัดทำตารางข้อผูกพัน ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดขอบเขตและคำนิยามของสาขาบริการให้แตกต่างจากเอกสาร W/120 และ/หรือรหัส CPC ได้ แต่ต้องระบุให้ละเอียดอย่างเพียงพอเพื่อหลีกเลี่ยงความกำกวมในขอบเขตข้อผูกพัน ซึ่งคดีอื่นของ GATT ก็ตัดสินสอดคล้องกับคดี US Gambling อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าองค์กรอุทธรณ์ในคดี US Gambling ไม่ได้พิจารณาข้อผูกพันรายสาขาประกอบกับข้อผูกพันทั่วไปตามที่กำหนดไว้ในแนวทางการจัดทำตารางข้อผูกพัน (2) คำวินิจฉัยคดี US Gambling เกี่ยวกับพันธกรณีของสหรัฐอเมริกาในเรื่องการเข้าสู่ตลาดที่องค์กรอุทธรณ์พิจารณาว่า "การห้ามทั้งหมด" เป็น "การจำกัดจำนวนทั้งหมด" ของการให้บริการและผู้ให้บริการต่างชาติ มีผลเทียบเท่าโควตาเท่ากับศูนย์ จึงเป็นการจำกัดเชิงปริมาณตามมาตรา 16 : 2 (เอ) และ (ซี) และสอดคล้องกับคดี Mexico – Telecom แต่เมื่อผู้เขียนค้นหาความหมายจากพจนานุกรม และพิจารณาเปรียบเทียบกับคำวินิจฉัยในหลายคดีของ GATT ที่มีการตีความว่า 'การห้ามนำเข้า' มิใช่ 'การจำกัดจำนวนการนำเข้า' แล้วนำมาพิจารณากับ 'บริบท' ของมาตรา 16 จึงพบว่ามาตรการการห้ามทั้งหมดดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาไม่ควรถือว่ามีผลเทียบเท่าโควตาเท่ากับศูนย์ อันเป็นการจำกัดเชิงปริมาณตามมาตรา 16 : 2 (เอ) และ (ซี) (3) คำวินิจฉัยคดี US Gambling เกี่ยวกับการบังคับใช้ข้อยกเว้นทั่วไปตามมาตรา 14 (เอ) ของ GATS จากการศึกษาพบว่าแนวทางคำวินิจฉัยหลายคดีของ GATT/WTO มีความสอดคล้องกับคดี US Gambling ในการพิจารณาว่ามาตรการพิพาทของสหรัฐอเมริกามีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองศีลธรรมอันดีของประชาชนและตรวจสอบความจำเป็นของมาตรการด้วยกระบวนการชั่งน้ำหนักและถ่วงดุลปัจจัยต่าง ๆ …
แนวทางกำหนดมาตรการทางอาญาเพื่อควบคุมสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรง, นิธิศ ติระรัตนกุล
แนวทางกำหนดมาตรการทางอาญาเพื่อควบคุมสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรง, นิธิศ ติระรัตนกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและแสวงหามาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งศึกษาถึงแนวคิด รูปแบบ และมาตรการทางอาญาเกี่ยวกับสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังวิเคราะห์หลักเกณฑ์การกำหนดความผิดทางอาญาเพื่อนำมาปรับใช้กับมาตรการทางอาญาเกี่ยวกับสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าประเทศที่เปิดเสรีสื่อทางเพศมองว่าสื่อที่แสดงการกระตุ้นความต้องการทางเพศจะต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะเสรีภาพในการแสดงออกรูปแบบหนึ่ง จึงมีการแบ่งแยกสื่อลามกออกจากสื่อทางเพศ โดยสื่อทางเพศใดที่พิจารณาแล้วว่ามีลักษณะเกินเลยไปจากขอบเขตมาตรฐานการยอมรับของสังคม เช่น มีการใช้ความรุนแรง ย่อมถือว่าเป็นสื่อลามกและเป็นข้อยกเว้นให้รัฐเข้ามาควบคุมการกระทำในทางส่วนตัวได้ เนื่องจากสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงสร้างผลร้ายแก่สังคมอย่างร้ายแรง สำหรับประเทศไทยกลับมองว่าสื่อทางเพศและสื่อลามกเป็นสิ่งเดียวกันเนื่องมาจากขอบเขตการตีความสื่อลามกกำหนดไว้ว่าสื่อที่แสดงการกระตุ้นความต้องการทางเพศแก่ผู้รับชมถือว่าเป็นสื่อลามกทั้งสิ้น ทำให้ประเทศไทยไม่มีการแบ่งแยกเนื้อหาของสื่อลามกแต่อย่างใด ผลที่ตามมาคือสื่อลามกทั่วไป (ยกเว้นสื่อลามกอนาจารเด็ก) และสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงถูกควบคุมในระดับเดียวกันภายใต้หลักห้ามการกระทำในลักษณะเปิดเผยแก่สาธารณะเท่านั้น การควบคุมสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงของประเทศไทยจึงยังไม่ครอบคลุมถึงการกระทำในทางส่วนตัวเหมือนกับประเทศที่เปิดเสรีสื่อทางเพศ ด้วยเหตุดังกล่าวผู้วิจัยเสนอแนะให้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงแยกออกจากบทบัญญัติเกี่ยวกับสื่อลามกทั่วไป โดยกำหนดความผิดเกี่ยวกับสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงครอบคลุมทั้งการกระทำในทางส่วนตัวและการกระทำในลักษณะเปิดเผยแก่สาธารณะ เพื่อเป็นการป้องกันและจัดการกับปัญหาสื่อทางเพศที่ใช้ความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน : ศึกษากรณีเจ้าพนักงานตำรวจ, ปภาวิน นเปล่งฉวี
อุปสรรคในการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน : ศึกษากรณีเจ้าพนักงานตำรวจ, ปภาวิน นเปล่งฉวี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการดำเนินคดีทางอาญา ฐานฟอกเงินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปัญหาในการดำเนินคดีอาญาฐาน ฟอกเงินของเจ้าพนักงานตำรวจ และวิเคราะห์เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางและมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมอันก่อให้เกิดประสิทธิผลในการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินอย่างสูงสุด การกระทําความผิดฐานฟอกเงินจัดเป็นความผิดทางอาญาที่ขึ้นอยู่กับการกระทําความผิดมูลฐานต่างๆ จึงเป็นกรณีที่อำนาจการสอบสวนอันเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินเป็นบทบาทของ เจ้าพนักงานตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือหน่วยงานที่มีอำนาจในการดำเนินคดีอาญาตามความผิดมูลฐานในท้องที่นั้นๆ แต่การดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินโดยเจ้าพนักงานตำรวจยังมีปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ในการบังคับใช้กฎหมาย ตัวบทกฎหมาย การปฏิบัติงาน และการขาดแคลนเจ้าพนักงานตำรวจที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกฎหมายฟอกเงินโดยเฉพาะ ทั้งๆที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกฎหมายฟอกเงิน ตลอดจนความชำนาญในคดีฟอกเงินที่ดีกว่าเจ้าพนักงานตำรวจ ทำให้ผลการบังคับใช้กฎหมายในความผิดอาญาฐานฟอกเงินยังไม่มีประสิทธิภาพ อันไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ.2560-2564 ที่ต้องการยกระดับการดำเนินคดีอาญาฟอกเงิน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีความจำเป็นและสมควรพิจารณาแก้ไขตัวบทกฎหมายให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมีอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาฐานฟอกเงิน และเห็นควรจัดตั้งส่วนงานอันมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินโดยเฉพาะขึ้นมาในสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อรองรับบทบาทที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้เห็นควรบัญญัติกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อให้ การปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในคดีฟอกเงินดำเนินไปได้ด้วยความรวดเร็ว จึงจะสามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ประเทศไทยหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน อันจะนำไปสู่การดำเนินคดีอาญากับอาชญากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฟอกเงิน
การกำหนดให้การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นความผิดอาญา, นุสรา แก้วกัลยา
การกำหนดให้การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นความผิดอาญา, นุสรา แก้วกัลยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกำหนดให้การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองเป็นความผิดอาญาในประเทศไทย โดยศึกษาการกำหนดความผิดทางอาญาของผู้ที่ละเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในกฎหมายต่างประเทศ รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมในการบัญญัติความผิดดังกล่าวตามแนวคิดในการกำหนดความผิดทางอาญาต่าง ๆ และพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในความผิดฐานไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งจัดทำขึ้นโดยคณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กให้เป็นไปตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กประกอบกันด้วย เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายของประเทศไทยให้มีความเหมาะสมต่อไป จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการยับยั้งข่มขู่และป้องกันปราบปรามผู้ที่ละเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งการละเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองโดยตรง โดยอาจทำให้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกหลายประการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์ส่วนรวมของรัฐต่อไป โดยรัฐต้องเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองที่ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากผู้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎมาย และเมื่อพิจารณากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ก็ได้มีการกำหนดความผิดทางอาญาของผู้ที่ละเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไว้โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอให้ประเทศไทยมีการกำหนดให้การไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองเป็นความผิดอาญา โดยแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงโทษผู้ที่ละเลยไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองตามกฎหมาย และเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองบุตร บุตรบุญธรรม ผู้อยู่ในปกครองจากการไม่ได้รับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้มีโอกาสได้รับชำระมากยิ่งขึ้น
วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานพรากเด็กและผู้เยาว์, ปราโมทย์ สุวิมลธีระบุตร
วิวัฒนาการการกำหนดความผิดทางอาญาฐานพรากเด็กและผู้เยาว์, ปราโมทย์ สุวิมลธีระบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและแนวความคิดในการกำหนดความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ ของประเทศไทยในแต่ละยุคสมัยตามที่ปรากฏใน กฎหมายตราสามดวง กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 และประมวลกฎหมายอาญาในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอินเดีย และปัจจัยที่ส่งผลกระทบในการกำหนดความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ ความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์เป็นความผิดต่อเสรีภาพอย่างหนึ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง และมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน จากการศึกษาทางประวัติศาสตร์กฎหมายและสังคมวิทยากฎหมายพบว่าการกำหนดความผิดฐานนี้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อาณาจักรล้านนาซึ่งเป็นอาณาจักรใกล้เคียง สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยปฏิรูปกฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งปัจจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนมีอิทธิพลต่อการวิวัฒน์ของกฎหมาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ศึกษาถึงแนวความคิดของการบัญญัติความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ โดยแบ่งช่วงการศึกษาออกเป็นสองช่วงคือ ช่วงยุคก่อนสมัยใหม่ และช่วงยุคสมัยใหม่ โดยถือเอาช่วงการปฏิรูปกฎหมายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงทั้งของไทยและต่างประเทศเพื่อที่จะสามารถเปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดความผิดของแต่ละประเทศในแต่ละช่วงเวลาได้ ทั้งนี้การศึกษาพบว่า แนวความคิดการกำหนดความผิดฐานพรากเด็กและผู้เยาว์ของไทยและต่างประเทศมีความคล้ายคลึงกันในแต่ละยุคสมัย โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเปลี่ยนไปจากการคุ้มครองสิทธิ หรืออำนาจของเจ้า นาย เจ้าที่ดิน หรือผู้ปกครอง มาเป็นการมุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ซึ่งเป็นไปเพื่อคุ้มครองเด็กและผู้เยาว์ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงมิได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับปัจจัยทั้งสี่ที่มีความสัมพันธ์กัน อันมีผลต่อแนวความคิดในการคุ้มครองชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และสวัสดิภาพของเด็กและผู้เยาว์ในยุคสมัยใหม่ ทั้งนี้จุดเปลี่ยนของการปฏิรูปกฎหมายของแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยฝรั่งเศสเกิดจากสภาวะการขับเคลื่อนภายในประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจและการปกครอง ในขณะที่ไทยและญี่ปุ่นเกิดจากสภาวะกดดันทางอ้อมในด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต่างจากอินเดียซึ่งการปฏิรูปเกิดจากสภาวะการบังคับโดยตรงเนื่องจากอยู่ภายใต้อาณานิคม
สิทธิเลือกตั้งของผู้ถือบวชในประเทศไทย, พลัฏฐ์ ศุภาหาร
สิทธิเลือกตั้งของผู้ถือบวชในประเทศไทย, พลัฏฐ์ ศุภาหาร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งหมายจะศึกษาสาเหตุของการกำหนดให้ ภิกษุ สามเณร นักพรต และนักบวช ซึ่งในการศึกษานี้จะเรียกว่า "ผู้ถือบวช" เป็นบุคคลซึ้งต้องด้วยลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง อันนำมาสู่เงื่อนไขที่ถูกจำกัดสิทธิทางการเมืองประเภทอื่นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การศึกษาในงานชิ้นนี้จึงเป็นการเปรียบเทียบสถานะทางกฎหมายของผู้ถือบวชในศาสนาใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม กอปรกับการศึกษาทฤษฎีว่าด้วยการรับรองสิทธิมนุษยชนในระดับสากล การรับรองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนาเพื่อพิจารณาอัตลักษณ์ของประเทศไทยที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนา จากการศึกษาพบว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ผู้ถือบวชเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งนั้น ในทางข้อเท็จจริงมีผลแต่เพียงผู้ถือบวชในศาสนาพุทธเท่านั้น เนื่องจากศาสนาอิสลามมีบทบัญญัติกำหนดไว้ชัดเจนว่าบรรดาอิหม่าม บิหลั่น และคอเต็บ ไม่ถือเป็นนักพรต หรือนักบวช ส่วนกรณีของศาสนาคริสต์ ก็ไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่กำหนดสถานะของบุคคลที่มีความยึดโยงกับศาสนามากกว่าศาสนิกคนอื่น ให้เป็นนักพรตหรือนักบวช อันจะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือใช้สิทธิทางการเมืองประเภทอื่น กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสามประการ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับศาสนาพุทธที่ทำให้เกิดเป็นแนวคิดการแบ่งแยกเรื่องทางโลกออกจากทางธรรม และนำมาสู่อัตลักษณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองศาสนาพุทธมิให้มัวหมองจากการไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ประการที่สอง คือ ปัญหาความไม่ชัดเจนของความเป็นผู้ถือบวชในการตีความว่าบุคคลใดบ้างที่อาจเป็นผู้ถือบวช ซึ่งสะท้อนออกมาได้สามแง่มุม ทั้งระหว่างผู้ถือบวชในศาสนาเดียวกัน ในต่างศาสนา และระหว่างผู้ถือบวชในศาสนาที่รัฐให้การรับรองและในศาสนาที่ไม่ได้รับรอง อันนำมาซึ่งสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองที่แตกต่างกัน ประการสุดท้ายคือ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน หรือก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติจากการจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่ไม่สมเหตุสมผล ตลอดจนการที่รัฐไม่ปล่อยให้เป็นเจตจำนงของบุคคลในอันที่จะเลือกว่าจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งในฐานะพลเมืองหรือไม่
อำนาจของครูในการลงโทษนักเรียนและการใช้กำลังทางกายภาพในสถานศึกษา, พชรพร พงษ์อาภา
อำนาจของครูในการลงโทษนักเรียนและการใช้กำลังทางกายภาพในสถานศึกษา, พชรพร พงษ์อาภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับอำนาจของครูในการลงโทษนักเรียนและการใช้กำลังทางกายภาพต่อนักเรียนในสถานศึกษาในปัจจุบันของประเทศไทย รวมทั้งศึกษาแนวคิด รูปแบบและเนื้อหาอำนาจของครูในการลงโทษนักเรียนและการใช้กำลังทางกายภาพต่อนักเรียนในสถานศึกษาตามกฎหมายต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาของครูที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ในอดีตศาลฎีกายอมรับจารีตประเพณีการลงโทษทางร่างกายของนักเรียนโดยถือเป็นเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจกระทำได้ โดยไม่มีความรับผิดทางอาญา แต่หลังจากที่มีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 ที่ไม่ให้อำนาจครูในการลงโทษทางร่างกายของนักเรียนอีกต่อไป ก็ยังไม่ปรากฏคำพิพากษาศาลฎีกาว่ายอมรับอำนาจในการลงโทษของครูมากน้อยเพียงใด ทั้งยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของครูในการลงโทษทางร่างกายและจิตใจของนักเรียน ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้กฎหมายของประเทศไทยยังขาดแนวทางความรับผิดทางอาญาที่ชัดเจน เมื่อศึกษากฎหมายของต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรสวีเดน และราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีการบัญญัติความรับผิดของครูในการลงโทษนักเรียนในไว้ในกฎหมายอย่างชัดแจ้ง รวมทั้งยังกำหนดข้อยกเว้นความรับผิดทางอาญาของครูในการลงโทษนักเรียนไว้อย่างจำกัด ตลอดจนการให้อำนาจแก่ครูในการใช้กำลังทางกายภาพต่อนักเรียน ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงเสนอให้ประเทศไทยมีการกำหนดความรับผิดของครูในการลงโทษนักเรียนไว้โดยเฉพาะ และกำหนดอำนาจแก่ครูในการใช้กำลังทางกายภาพต่อนักเรียนให้ครอบคลุมและชัดเจนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหาการลงโทษนักเรียนที่รุนแรงในประเทศไทย
ความสอดคล้องระหว่างหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินและกระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบของธนาคารโลกที่เกี่ยวกับสิทธิของปัจเจกชนหรือชุมชนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมกับมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืน, ภาณุพงศ์ เพชรบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม อันได้แก่ นโยบายปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสังคม และกรอบการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงกระบวนการของคณะกรรมการตรวจสอบของธนาคารโลก (Inspection panel) โดยจะศึกษาเฉพาะการให้กู้ยืมเงินของธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและวิวัฒนาการ (IBRD) และสมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) เท่านั้น อย่างไรก็ดี แม้ธนาคารโลกจะมีหลักเกณฑ์และกระบวนการตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ยังปรากฏว่ายังพบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ผู้ศึกษาจึงได้พิจารณาและวิเคราะห์หามาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืน อันได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGPs) เพื่อนำมาพิจารณาหาความสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และกระบวนการของธนาคารโลก และเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงหลักเกณฑ์และกระบวนการของธนาคารโลกได้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารโลกสามารถปกป้อง คุ้มครอง และเยียวยาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างแท้จริง ตลอดจนธนาคารโลกสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งสองข้อ คือการลดความยากจนและการกระจายความมั่งคั่งภายใต้สภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนได้
แนวทางในการพัฒนากระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหา, พิชญาภา เลอวงศ์รัตน์
แนวทางในการพัฒนากระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหา, พิชญาภา เลอวงศ์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและกฎหมายเกี่ยวกับการชี้ตัวผู้ต้องหาของประเทศไทย รวมทั้งศึกษาแนวคิด รูปแบบวิธีการดำเนินกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบทบัญญัติกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวกับการชี้ตัวผู้ต้องหาให้มีความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาในประเทศไทยยังมีข้อบกพร่องและไม่รัดกุม เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องการทำความเข้าใจกับพยานก่อนเริ่มกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหา ในระเบียบการชี้ตัวผู้ต้องหามีการกำหนดห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนเข้าเกี่ยวข้องกับการชี้ตัวผู้ต้องหาแต่มิได้ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวพันกับคดี วิธีการนำเสนอผู้ถูกกล่าวหาก่อให้เกิดการชี้นำ การบันทึกกระบวนการไม่สามารถตรวจสอบได้ถึงความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ในการชี้รูปถ่ายผู้ต้องหามิได้มีหลักเกณฑ์เคร่งครัดโดยเฉพาะกำหนดให้ดุลพินิจกับเจ้าหน้าที่มากเป็นเหตุให้ไม่สามารถป้องกันและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาได้เท่าที่ควร และประการสุดท้ายไม่มีการกำหนดผลของการที่ไม่ได้ปฎิบัติตามกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาไว้ อาจก่อให้เกิดความลักลั่นในการพิจารณาคดีได้ เมื่อพิจารณากฎหมายและมาตรการในกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาในต่างประเทศพบว่าประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศฟิลิปปินส์ ต่างก็มีกฎหมายที่ชัดเจนครอบคลุม และสามารถช่วยลดปัจจัยเสี่ยงอันจะก่อให้เกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการแจ้งทำความเข้าใจกับพยานก่อนการชี้ตัวผู้ต้องหา ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ในการดำเนินการชี้ตัวผู้ต้องหาเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และกำหนดให้นำเสนอผู้ถูกกล่าวให้พยานดูทีละคน รวมถึงให้บันทึกการชี้ตัวผู้ต้องหาเป็นวิดิโอ นอกจากนี้ในการชี้รูปถ่ายผู้ต้องหาให้ดำเนินการผ่านวิดิทัศน์และกำหนดกระบวนการให้เคร่งครัด และกำหนดให้กรณีที่ไม่ปฎิบัติตามกระบวนการชี้ตัวผู้ต้องหาให้ศาลพิจารณาไม่รับฟังเป็นพยานหลักฐาน โดยนำแนวทางของกฎหมายต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เพื่อให้การระบุตัวผู้กระทำความผิดจากการชี้ตัวผู้ต้องหาเกิดความแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม
มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงาน, พิชญา ลิมป์หวังอยู่
มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงาน, พิชญา ลิมป์หวังอยู่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเกี่ยวกับมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงานของประเทศไทยในปัจจุบัน รวมทั้งศึกษาแนวคิด รูปแบบ และเนื้อหาของมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการกระทำดังกล่าวของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนวทางในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมของประเทศไทยผลการศึกษาพบว่า ปัจจุบันลูกจ้างในประเทศไทยก็ประสบปัญหาการคุกคามทางจิตใจในการทำงานเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วโลก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อลูกจ้างผู้ถูกกระทำได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิต สุขภาพทางกาย การพัฒนาบุคลิกภาพ ความเสี่ยงต่อพฤติกรรมเบี่ยงเบน การพัฒนาความเชี่ยวชาญในสายงาน รวมถึงภาวะตกงาน อันเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพด้านคุณภาพชีวิตการทำงาน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกจ้าง ในขณะเดียวกันหน่วยงานก็ได้รับผลกระทบต่อผลประกอบการ การสิ้นเปลืองทรัพยากร และธรรมาภิบาลองค์กร ตลอดจนเป็นการส่งต่อความรุนแรงในสังคมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม อย่างไรก็ตาม มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยที่มีอยู่ยังไม่สามารถนำมาปรับใช้กับกรณีการคุกคามทางจิตใจในการทำงานได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากมีเฉพาะบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการทางอาญาเพียงอย่างเดียว เมื่อได้พิจารณามาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศพบว่า ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเบลเยียม และประเทศญี่ปุ่น มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การกำหนดฐานความผิด บทลงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดซึ่งมีทั้งบทลงโทษทางอาญาและบทลงโทษทางปกครอง หลักเกณฑ์การดำเนินกระบวนพิจารณา อันได้แก่ ภาระการพิสูจน์ แนวทางการตีความองค์ประกอบภายในของกฎหมาย และบุคคลที่มีอำนาจในการดำเนินกระบวนพิจารณา รวมถึงมาตรการอื่นทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงาน ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเสนอให้ประเทศไทยกำหนดมาตราการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงานให้ครอบคลุม โดยนำประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในกฎหมายต่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการอื่นที่ใช้เสริมประสิทธิภาพของมาตรการทางอาญามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทการจ้างงานของไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการคุ้มครองลูกจ้างจากการคุกคามทางจิตใจในการทำงานในประเทศไทยต่อไป
ที่มาของนายกรัฐมนตรี : ศึกษากรณีการได้มาของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพุทธศักราช 2560, มัณฑิตา รัตนวิโรจน์
ที่มาของนายกรัฐมนตรี : ศึกษากรณีการได้มาของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปีพุทธศักราช 2560, มัณฑิตา รัตนวิโรจน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
นายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อประเทศและเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐแทนประชาชน การกำหนดวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีย่อมจะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นหรือมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง สำหรับวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามบทเฉพาะกาลซึ่งใช้บังคับในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ได้กำหนดข้อยกเว้นที่ไม่จำต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ได้ และในรูปแบบนี้ย่อมเป็นการเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาของการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าวให้มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนในทุกกรณี จึงนำมาสู่แนวคิดในการจัดกลไกและวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สอดคล้องกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและบริบทของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดในทางกฎเกณฑ์ทางการเมือง (political norm) เพื่อใช้ในระยะสั้นเพื่อใช้ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ และสำหรับแนวคิดในทางกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย (legal norm) เพื่อใช้ในระยะยาว ควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยมากขึ้น โดยกำหนดเป็นหลักการในรัฐธรรมนูญ เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะเสนอต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงรายชื่อเดียว รวมทั้งจะต้องกำหนดให้นายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลจะต้องเป็นผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบที่เป็นผลดีต่อประชาชน อันทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนได้อย่างแท้จริง
แนวทางการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้ากับการขายพ่วงทางเทคนิค, วทันยา โสภาจิตต์วัฒนะ
แนวทางการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้ากับการขายพ่วงทางเทคนิค, วทันยา โสภาจิตต์วัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขายพ่วงนั้นอาจเกิดในรูปแบบของสัญญาหรือทางเทคนิค ซึ่งการขายพ่วงทางเทคนิค (Technical tying) เป็นการขายพ่วงโดยใช้วิธีการเชื่อมสินค้าที่มีการพ่วงและสินค้าที่ถูกนำไปพ่วงด้วยวิธีการทางเทคนิคซึ่งทำให้สินค้าทั้งสองอาจแยกออกจากกันทางกายภาพได้หรือไม่ก็ได้ เมื่อสินค้าทั้งสองนั้นสามารถแยกออกจากกันได้ทางกายภาพก็จะเป็นที่ชัดเจนว่ามีสินค้าที่มีการพ่วงและสินค้าที่ถูกพ่วงเกิดขึ้น และมักสามารถนำการขายพ่วงตามข้อสัญญามาปรับใช้กับกรณีดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตามในกรณีการขายพ่วงทางเทคนิคที่สินค้ามีลักษณะของการรวมกันทางกายภาพนั้นยากที่จะแยกมีสินค้าที่มีการขายพ่วงและสินค้าที่ถูกนำไปพ่วงหรือไม่ อีกทั้งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50(2) และแนวปฏิบัติตามมาตรา 50 ไม่ได้มีการระบุถึงการขายพ่วงทางเทคนิคและแนวปฏิบัติในการพิจารณาสินค้า 2 ชนิดแยกออกจากกันไว้เลย จากการศึกษากฎหมายแข่งขันทางการค้าของต่างประเทศพบว่า ถึงแม้ว่ายังไม่ได้มีการวางแนววินิจฉัยเกี่ยวกับการขายพ่วงทางเทคนิคที่แน่นอนนักและคดีที่เกี่ยวข้องยังมีไม่มาก แต่ได้มีการพบว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรปได้มีการกล่าวถึงการขายพ่วงทางเทคนิคไว้ในแนวปฏิบัติในเรื่องของการขายพ่วง ถึงแม้ว่าในการพิพากษาคดีจะไม่ได้ปรากฏการขายพ่วงทางเทคนิคไว้โดยตรงก็ตามแต่ก็ได้การวางหลักกฎหมายที่สามารถนำมาช่วยในการวิเคราะห์เรื่องการขายพ่วงทางเทคนิคได้ ส่วนกฎหมายป้องกันการผูกขาดของสหรัฐอเมริกาได้มีแนวทางในการวินิจฉัยการขายพ่วงและแนวทางในการแยกสินค้าออกจากกันที่น่าสนใจ ดังนั้นผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางในการปรับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 กับการขายพ่วงทางเทคนิคไว้ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้
มาตรการทางอาญาในการบำบัดฟื้นฟูและป้องกันการติดเกมในเด็ก, ลลิต์ภัทร ช่วยคุ้ม
มาตรการทางอาญาในการบำบัดฟื้นฟูและป้องกันการติดเกมในเด็ก, ลลิต์ภัทร ช่วยคุ้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางอาญาในการบำบัดฟื้นฟูและป้องกันการติดเกมในเด็ก โดยศึกษาเปรียบเทียบกรณีการนำบุคคลที่มีความผิดปกติทางจิตตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิตของไทยและต่างประเทศประกอบกับข้อมูลทางด้านการแพทย์ในปัจจุบัน การเล่นเกมของเด็กติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต และก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงจนอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ และเมื่อองค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคติดเกมเป็นโรคทางจิตเวช แต่การบำบัดฟื้นฟูการติดเกมในเด็กยังไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง มีเพียงพระราชบัญญัติสุขภาพจิตที่อาจนำมาปรับใช้กับบุคคลที่มีอาการทางจิตในระดับรุนแรงได้ ทว่าก็ยังไม่มีความเหมาะสมพอหากนำมาตรการตามกฎหมายดังกล่าวมาปรับใช้กับการบำบัดฟื้นฟูการติดเกมในเด็ก นอกจากนี้ในเรื่องการป้องกันที่เป็นปัจจัยแวดล้อมนั้น ก็ยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายในการควบคุมการติดเกมในเด็กที่ยังใช้ไม่ได้จริง แตกต่างจากสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีที่ต่างก็มีมาตรการป้องกันการติดเกมในเด็กทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น จึงเสนอให้ประเทศไทยมีการกำหนดมาตรการทางอาญาในการบำบัดฟื้นฟูการติดเกมในเด็ก โดยกำหนดนิยามโรคติดเกมให้ชัดเจน กำหนดขั้นตอนการเข้ารับการบำบัด และการติดตามผลที่เหมาะสมกับเด็ก รวมถึงมาตรการทางอาญาในการป้องกันการติดเกมในเด็ก อันได้แก่ กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบ นำเสนอขั้นตอนการตรวจพิจารณา สนับสนุนการจัดระดับความเหมาะสมของเกม และควบคุมผู้ประกอบการร้านเกม เพื่อแก้ไขปัญหาการติดเกมในเด็กซึ่งถือเป็นปัญหาที่สำคัญในสังคมปัจจุบัน
มาตรการทางกฎหมายในการต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในประเทศไทย, วริษฐา วสาคารวะ
มาตรการทางกฎหมายในการต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในประเทศไทย, วริษฐา วสาคารวะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายในการต่อต้านการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในประเทศไทย พร้อมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่ากฎหมายห้ามการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงของประเทศไทยยังกระจัดกระจายอยู่ในพระราชบัญญัติหลายฉบับและไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมิได้กำหนดให้แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเป็นความผิดอย่างครบถ้วน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาวุธยุทธภัณฑ์ยังมิได้ควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการให้บริการที่อาจนำไปใช้ในการออกแบบ พัฒนา ผลิต หรือใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง มีสภาพบังคับและมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เหมาะสมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และขาดมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การกระทำผิดดังกล่าวที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้กำหนดความผิดฐานพัฒนา ผลิต ครอบครอง ได้มา โอนไปหรือใช้อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธแต่ละประเภทและนำมาตรการสมคบมาใช้บังคับกับความผิดดังกล่าว และกำหนดมาตรการควบคุมอาวุธยุทธภัณฑ์ เทคโนโลยีและบริการเกี่ยวกับอาวุธยุทธภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและมีสภาพบังคับที่เหมาะสม รวมถึงให้ประเทศไทยสามารถกำหนดรายชื่อบุคคลที่แพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเพื่อระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของบุคคลดังกล่าวได้ทันการณ์
ปัญหาการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่, ศศิวิมล ยอดสุทธิ
ปัญหาการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่, ศศิวิมล ยอดสุทธิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการร้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งมาตราดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตน อีกทั้งเพื่อเป็นการผ่อนภาระแก่ผู้เสียหายในการฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งจะต้องเสียเวลาและเสียค่าธรรมเนียมศาล โดยจากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองปัญหาดังกล่าวพบว่า มีกรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนอันทำให้เกิดปัญหาต่อผู้เสียหาย และกรณีที่ศาลปกครองยังมีแนวทางการวินิจฉัยคดีที่ขัดแย้งในเรื่องเดียวกัน ทั้งที่เป็นการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเดียวกัน ซึ่งอาจแบ่งประเด็นปัญหาในการพิจารณาออกได้ดังนี้ 1) ปัญหาเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาการยื่นคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 2) ปัญหาเกี่ยวกับการที่ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนพร้อมกับการฟ้องคดีต่อศาล 3) ปัญหาเกี่ยวกับสถานะของผลการวินิจฉัยคำขอของหน่วยงานของรัฐในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 4) ปัญหาเกี่ยวกับการตีความกฎหมายว่ากรณีใดเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและกรณีใดเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป 5) ปัญหาเกี่ยวกับกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีต่อศาลหลังจากที่หน่วยงานของรัฐได้มีการวินิจฉัยแล้ว ผู้เขียนจึงขอเสนอแนวทางการแก้ไขในส่วนบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อให้การวินิจฉัยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีมาตรฐานโดยไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความและบังคับใช้กฎหมาย และเพื่อประโยชน์ต่อผู้เสียหายที่จะได้ทราบถึงเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้ศาลปกครองใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง : ศึกษากรณีการผังเมือง, สาธร พงศ์ธรพิสุทธิ์
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง : ศึกษากรณีการผังเมือง, สาธร พงศ์ธรพิสุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพี่อศึกษาแนวความคิดและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับกรณีการผังเมืองต่อศาลปกครองทั้งในและต่างประเทศ และวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีปกครองที่เกี่ยวกับการผังเมืองในระบบกฎหมายไทย เพี่อให้ได้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายในการดำเนินคดีปกครองที่เกี่ยวกับการผังเมืองในระบบกฎหมายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ. 2562 แม้ว่าการวางผังเมืองเป็นกำหนดรูปแบบการวางและจัดทำผังเมือง พร้อมทั้งบริหารจัดการผังเมืองให้มีรูปแบบการดำเนินการและการบริหารจัดการที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่การประกาศผังเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อการใช้สอยที่ดินของประชาชน ให้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยง และผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายสามารถทำการฟ้องร้องได้ที่ศาลปกครองตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าสิทธิของนิติบุคคลบางกลุ่มในการฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับผังเมืองยังมีความไม่ชัดเจนในการที่ศาลปกครองจะรับฟ้องในคดีผังเมือง ทั้งนี้ หากเทียบกับในต่างประเทศ เซ่น ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสและสหพันธรัฐเยอรมันซึ่งมืการรับรองสิทธิในการฟ้องร้องคดีผังเมืองของนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกหรืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผังเมือง ดังนั้น จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติผังเมือง พ.ศ.2562 ให้ครอบคลุมถึงสิทธิการฟ้องร้องคดีปกครองของกลุ่มบุคคลดังกล่าว
ปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา, สัณหกิจ เตียงลัดดาวงศ์
ปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา, สัณหกิจ เตียงลัดดาวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพปัญหาที่สำคัญของการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา วิเคราะห์แนวทางการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญาโดยศึกษาจากแนวทางการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำในระบบกฎหมายต่างประเทศ และเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมและสมควรนำมาปรับใช้แก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา ปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ ปัญหาความไม่สอดคล้องของการกำหนดโทษกับหลักการลงโทษให้เหมาะสมกับบุคคล (Individualization of punishment) และปัญหาการถูกจำกัดการใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษให้เหมาะสมกับผู้กระทำความผิด สาระสำคัญของปัญหาดังกล่าวคือ การที่ศาลนั้นถูกจำกัดการใช้ดุลพินิจในการพิจารณากำหนดโทษโดยจะต้องกำหนดโทษให้เป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อกรณีปรากฏพฤติการณ์ที่ผู้กระทำความผิดนั้นไม่น่าตำหนิ (guilty) และไม่สมควรได้รับโทษที่รุนแรงเท่ากับโทษจำคุกขั้นต่ำ ศาลจะไม่สามารถกำหนดโทษให้ต่ำกว่าโทษจำคุกขั้นต่ำได้ ส่งผลโทษนั้นรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะสมและไม่ยุติธรรมกับผู้กระทำความผิด จากการศึกษาพบว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำที่ประเทศต่างๆเลือกใช้ และเป็นแนวทางที่สมควรนำมาปรับใช้แก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญาคือ การให้ศาลมีดุลพินิจในการลงโทษต่ำกว่าโทษจำคุกขั้นต่ำเพียงใดก็ได้กรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ทั้งนี้ก็เพราะแนวทางดังกล่าวเป็นการคงไว้ซึ่งข้อดีของโทษจำคุกขั้นต่ำ และในขณะเดียวกันก็เป็นการให้ดุลพินิจแก่ศาลมากยิ่งขึ้นในการลงโทษให้เหมาะสมและยุติธรรมกับผู้กระทำความผิด เพราะฉะนั้นแล้ว แนวทางการแก้ไขปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญาที่ผู้วิจัยได้เสนอจึงเป็น การบัญญัติกฎหมายขึ้นมาใหม่ที่ให้ดุลพินิจแก่ศาลในการลงโทษต่ำกว่าโทษจำคุกขั้นต่ำเพียงใดก็ได้กรณีมีพฤติการณ์พิเศษ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ปัญหาการบังคับใช้โทษจำคุกขั้นต่ำตามประมวลกฎหมายอาญาได้รับการแก้ไข โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดก็จะเหมาะสมและยุติธรรม โดยไม่มีปัญหาเรื่องโทษจำคุกขั้นต่ำมาเป็นอุปสรรคในการใช้ดุลพินิจของศาล ส่งผลให้ศาลสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดได้อย่างแท้จริง
เสรีภาพในการประกอบกิจการภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, สุกฤตา ฉัตรพรธนดุล
เสรีภาพในการประกอบกิจการภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, สุกฤตา ฉัตรพรธนดุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มิได้รับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการอย่างชัดแจ้งนั้น เสรีภาพดังกล่าวยังคงได้รับการรับรองและคุ้มครองหรือไม่ จากการศึกษาพบว่า เสรีภาพในการประกอบกิจการถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการประกอบอาชีพซึ่งเป็นเสรีภาพที่ได้มีการรับรองไว้ในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ด้วยเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประการแรก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในอดีตได้เคยบัญญัติรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการอย่างชัดแจ้งไว้ควบคู่กับเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ประการที่สอง จากการศึกษาแนวคำวินิจฉัยของศาลไทย ทั้งช่วงก่อนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ที่ไม่ได้มีการบัญญัติรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการอย่างชัดแจ้ง และในช่วงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่มีการบัญญัติรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการอย่างชัดแจ้ง ทั้งศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลได้คุ้มครองเสรีภาพในการประกอบกิจการผ่านบทบัญญัติที่รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยไม่ได้แยกพิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการประกอบกิจการกับการประกอบอาชีพ ประการที่สาม จากการศึกษาเปรียบเทียบแนวคำวินิจฉัยของศาลเยอรมัน ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้อง ศาลต่างประเทศก็มิได้แยกพิเคราะห์ความแตกต่างของเสรีภาพทั้งสองเช่นกัน อีกทั้งศาลต่างประเทศได้คุ้มครองเสรีภาพในการประกอบกิจการโดยผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพของบุคคล ประการที่สี่ ในกรณีที่พิจารณาว่า เสรีภาพในการประกอบกิจการได้รับการรับรองผ่านเสรีภาพในการประกอบอาชีพแล้ว เหตุในการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ตามมาตรา 40 วรรคสองและวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะถูกนำมาพิจารณาในการจำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการด้วย ทั้งนี้ข้อดีของการรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยปริยายของเสรีภาพในการประกอบอาชีพ คือ ทำให้การรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการเป็นไปโดยเคร่งครัดกว่าการรับรองในฐานะที่เป็นเสรีภาพทั่วไปในการกระทำตามมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และประการสุดท้าย ในการพิจารณาเรื่องการคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบกิจการ ตามหลักการตีความกฎหมาย ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติเฉพาะที่รับรองเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นประโยชน์กับการคุ้มครองเสรีภาพในการประกอบกิจการ ดังนั้น แม้ว่ามาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะบัญญัติรับรองเพียงแค่เสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยมิได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการประกอบกิจการไว้อย่างชัดแจ้ง แต่เสรีภาพในการประกอบกิจการยังคงได้รับการรับรองโดยปริยายและได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว, ธนัยนันท์ ธนันท์ปพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการ ท่องเที่ยว ศึกษาเกณฑ์การประเมินความพร้อมชุมชน ออกแบบและพัฒนาระบบประเมินความพร้อมชุมชนที่เป็นที่ ยอมรับและสามารถนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมในการประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืน ทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยนำกระบวนการสร้างนวัตกรรม 5D คือ 1. การค้นหาโอกาสทางนวัตกรรม (Discovery) 2. การทำความเข้าใจและระบุปัญหา (Define) 3. การออกแบบแนวคิดนวัตกรรม (Design) 4. การ พัฒนานวัตกรรม (Develop) 5. การนำนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ (Deploy) มาเป็นกรอบในการวิจัย โดยการศึกษาเอกสารตำรา หนังสือและข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์ เบื้องต้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาชุมชนและการสนทนากลุ่มผู้นำชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 5 ชุมชน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำชุมชนต้นแบบด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว 12 ชุมชน การสัมภาษณ์ เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชุมชนด้วยแบบสอบถามจาก 251 ชุมชน จำนวน 602 ตัวอย่างจากทุกภูมิภาคของประเทศ และนำผลมาวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ และการถ่วงน้ำหนักองค์ประกอบ ผลการศึกษาพบว่า ความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 9 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือและการบริหารจัดการ ด้านการผลิตและการตลาด ด้านคุณธรรมและ ความเป็นเจ้าของ ด้านวัฒนธรรม ด้านผู้นำชุมชน ด้านกฎระเบียบและวินัยชุมชน ด้านการสื่อสาร ด้านการสนับสนุน จากหน่วยงานภายนอก และด้านความรู้ที่จำเป็น ทั้ง 9 ด้านนี้มีปัจจัยที่เป็นเกณฑ์ประเมินจำนวน 40 ข้อ ต้นแบบ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนเพื่อความยั่งยืนทางด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวเพื่อชุมชนประเมิน ตนเองผ่านเว็บไซต์สามารถรายงานผลความพร้อมชุมชนฯ ให้ชุมชนรับรู้ โดยแสดงระดับความพร้อมชุมชนฯ 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง และมาก ทั้งรายด้านและภาพรวม รวมทั้งเสนอแนวทางการยกระดับความพร้อมชุมชนฯ ทั้งรายด้านและภาพรวมด้วย ผลจากการทดสอบการยอมรับการใช้ระบบและการนำระบบไปสู่การใช้ประโยชน์ของ นวัตกรรมระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ จาก 30 ชุมชน พบว่าชุมชนร้อยละ 90 ให้ความสนใจนำนวัตกรรม ระบบประเมินความพร้อมชุมชนฯ ไปใช้ ซึ่งประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนในรูปแบบการคาดการณ์ ล่วงหน้า …
Shear Strength Of Reinforced Concrete Beam With Embedded Steel Trusses, Khonesavanh Pormeuanpieng
Shear Strength Of Reinforced Concrete Beam With Embedded Steel Trusses, Khonesavanh Pormeuanpieng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
A steel truss might be embedded in reinforced concrete (RC) beam to enhance strength and stiffness of the beam under extremely high force demands within limited space. Shear strength of such beam construction has not yet been well investigated. This research aims to predict shear strength of RC beam with embedded steel trusses. Several approaches were considered: 1) conventional shear formula ; 2) strut-and-tie model (STM) ; and 3) finite element (FE) method. Shear strength formula and STM follow ACI 318 (2014) and AASHTO LRFD (2012). These approaches were implemented, and results were compared with reference to shear strength test …
Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat
Column Generation With Heuristic For Two-Dimensional Guillotine Cutting Stock Problem With Usable Leftover, Supphakorn Sumetthapiwat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The two-dimensional cutting stock problem with usable leftover (2DCSPUL) aims to minimize the waste from cutting in two aspects. The first aspect focuses on the suitable cutting patterns that provide the minimum waste while satisfying a requirement. The second aspect is to utilize the waste in the cutting process by turning the waste with sufficient size into a raw material or an item for the next cutting period. In this dissertation, the common two-stage guillotine cutting pattern which is found in many large industries is considered in this problem. Two definitions of fixed size usable leftover are introduced. A column …
อนุกรมวิธานและสัณฐานวิทยาของผึ้งปั้นดินสกุลย่อย Callomegachile Michener, 1962 ในประเทศไทย, นนธวัช ฉัตรธนบูรณ์
อนุกรมวิธานและสัณฐานวิทยาของผึ้งปั้นดินสกุลย่อย Callomegachile Michener, 1962 ในประเทศไทย, นนธวัช ฉัตรธนบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผึ้งในสกุลย่อย Callomegachile Michener, 1962 (Family: Megachilidae) มีลักษณะเด่นคือ ลวดลายบน mesoscutum เป็นหยักแบบร่างแห (striate) มีการดำรงชีวิตแบบโดดเดี่ยวและมีการนำวัสดุหลายประเภทมาใช้ในการสร้างรัง เช่น ดิน กรวด และ ยางไม้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในผึ้งในสกุล Chalicodoma Lepeletier, 1841 ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่กลับมีข้อมูลการการศึกษาน้อยและไม่เป็นที่รู้จัก ในการศึกษาครั้งนี้ได้ทำการศึกษาอนุกรมวิธานผึ้งสกุลย่อย Callomegachile จากตัวอย่างผึ้งที่ได้ทำการเก็บรวบรวมในภาคสนามจากทั่วประเทศไทย รวมทั้งตัวอย่างที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิพิธภัณฑ์แมลงสุธรรมอารีกุลแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช, ภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ type specimens จาก The Natural History Museum, London, United Kingdom (NHM) รวมทั้งหมดจำนวน 314 ตัวอย่าง (♀ = 178, ♂ = 136) โดยทำการระบุชนิดของผึ้งสกุลย่อย Callomegachile ที่พบจำนวน 14 ชนิด เป็นชนิดที่เคยมีรายงานในประเทศไทยจำนวน 8 ชนิด ได้แก่ C. (Ca.) atratiforme (Meade-Waldo, 1914), C. (Ca.) disjuncta (Fabricius, 1781), C. (Ca.) facetula (Cockerell, 1918), C. (Ca.) fulvipennis (Smith, 1879), C. (Ca.) impressa (Friese, 1903), C. (Ca.) monticola (Smith, 1853), C. (Ca.) odontophorum Engel, …
การขึ้นรูปและการดัดแปรฟิล์มไซแลนจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อการต้านออกซิเดชันของไขมันในเนื้อหมูแผ่นแห้ง, เฉลิมขวัญ สมาธยานนท์
การขึ้นรูปและการดัดแปรฟิล์มไซแลนจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อการต้านออกซิเดชันของไขมันในเนื้อหมูแผ่นแห้ง, เฉลิมขวัญ สมาธยานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการศึกษานี้มีการใช้ไซแลนที่สกัดได้จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (ซังข้าวโพด, ฟางข้าว, แกลบ, ชานอ้อย, และเปลือกถั่วลิสง) ในการผลิตฟิล์มและนำฟิล์มที่ได้ไปประยุกต์ในการต้านอนุมูลอิสระในเนื้อหมูแผ่นแห้ง โดยพบว่าซังข้าวโพดมีปริมาณเฮมิเซลลูโลสสูงสุดที่ร้อยละ 43.42±1.21 โดยน้ำหนัก ในขณะที่แกลบมีปริมาณไซแลนที่สกัดได้สูงสุด (ร้อยละ 12.00 ± 0.006 โดยน้ำหนัก) นำไซแลนที่สกัดได้มาดัดแปรด้วยกรดซิตริกที่อัตราส่วนแตกต่างกัน ได้แก่ 1:1 1:3 และ 1:5 รวมทั้งทำการวิเคราะห์โครงสร้างด้วยฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปี ไซแลนที่สกัดได้และไซแลนที่ผ่านการดัดแปรจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรถูกนำมาหล่อเป็นฟิล์มด้วยซีเอ็มซีร้อยละ 3 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร และใช้กลีเซอรอลที่ความเข้มข้นแตกต่างกัน ได้แก่ ร้อยละ 0.5 1.0 และ 1.5 โดยปริมาตร พบว่า ความหนาของฟิล์มทุกชนิดไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ฟิล์มที่ถูกหล่อขึ้นจากไซแลนจากแกลบที่ถูกดัดแปรด้วยกรดซิตริก (M-XRH) ทุกอัตราส่วนร่วมกับกลีเซอรอลร้อยละ 0.5 (โดยปริมาตร) มีค่าความทนต่อแรงดึงสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (54.71-58.84 เมกะปาสคาล) เมื่อเปรียบเทียบกับไซแลนที่ผ่านการดัดแปรชนิดอื่น ดังนั้น ฟิล์ม M-XRH จึงถูกคัดเลือกเพื่อนำมาวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพต่าง ๆ พบว่า M-XRH ที่ถูกดัดแปรด้วยกรดซิตริกที่อัตราส่วน 1:5 มีระดับการแทนที่ที่เกิดจากปฏิกิริยาเอสเทอร์ริฟิเคชันสูงสุดที่ 0.84±0.03 ในขณะที่ M-XRH ที่ถูกดัดแปรด้วยกรดซิตริกอัตราส่วน 1:3 มีค่าการซึมผ่านของออกซิเจน (41.6 ลูกบาศก์เซนติเมตรต่อตารางเมตรต่อวันต่อบาร์) และค่าการซึมผ่านของไอน้ำ (4.17±0.01 (x10-6) กรัมต่อเมตรต่อวินาทีต่อปาสคาล) สูงสุด เมื่อฟิล์ม M-XRH ที่ถูกดัดแปรด้วยกรดซิตริกทุกอัตราส่วนนำมาใช้กับเนื้อหมูแผ่นแห้ง พบว่า ค่าเปอร์ออกไซด์มีแนวโน้มการเกิดออกซิเดชันของไขมันช้าลง เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหมูแผ่นแห้งชุดควบคุมที่ไม่มีฟิล์ม M-XRH ห่อหุ้ม ดังนั้นฟิล์ม M-XRH จึงเหมาะสมกับการนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
Physiological Evaluation Of Cantaloupe Fruit Using Near-Infrared Spectroscopy, Theerawat Ruenkam
Physiological Evaluation Of Cantaloupe Fruit Using Near-Infrared Spectroscopy, Theerawat Ruenkam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cantaloupe (Cucumis melo L.) is an important fruit for the economy of Thailand. The major problem is the non-uniformity of fruit quality. The objective of this research was to study the feasibility of using near infrared spectroscopy (NIRS) for the non-destructive evaluation of cantaloupe quality. Total of 130 ‘Sunlady’ cantaloupe samples were collected for NIR spectral data by 4 different instruments including FT-NIR (MPA) (800-2500 nm), FQA-NIRGUN (700-1100 nm), NIR spectrometer (model 1, 800-1200 nm) and NIR spectrometer (model 2, 650-1100 nm) and analyzed for quality values such as total soluble solids, firmness, total antioxidant capacity, ascorbic acid and glutathione …
Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat
Aryl Quinoline Derivatives From Iodine-Mediated Cyclization And Palladium-Catalyzed Coupling Reactions, Chantipa Lerswipapat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Quinoline derivatives are significant and interested heterocyclic aromatic compounds which have been used in medicinal and agricultural fields. Besides, quinoline has also been used as dyes, catalysts and materials in optoelectronic applications. Herein, several quinoline derivatives bearing different substitution pattern at the 3- and 4-positions are designed and synthesized from aromatic amines such as aniline, 1-napthylamine and 1-aminopyrene. The 4-step synthetic process relies on the alkylation of aromatic amine with propagyl bromide, the Sonogashira coupling with an aryl halide, the iodine-mediated quinoline ring formation, and the Suzuki coupling with an aryl boronic acid. The structures of all new compounds are …
Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat
Metallophthalocyanine Polymers On Carbon-Based Materials For Carbon Dioxide Conversion, Permsak Chairat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In this work, synthesis and investigation on catalytic activities for electrochemical reduction (ECR) of carbon dioxide (CO2) of amino-substituted Cu(II)- and Ni(II)-phthalocyanines and their polymers were described. The amino-functionalized monomers were electropolymerized on indium tin oxide-coated glass (ITO-glass), carbon paper, electrochemically reduced graphene oxide-modified ITO-coated glass (ErGO/ITO-glass) and chemically reduced graphene oxide-modified carbon paper (CrGO/carbon paper) by means of cyclic voltammetry (CV). Studies on homogeneous ECR of CO2 using the phthalocyanine monomers as electrocatalysts indicated promising catalytic performance of the monomers in terms of current enhancement under ambient light at the potentials higher than –1.38 V and –1.09 V vs. …
Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet
Preparation Of Coating Materials With Antifungal Property From Hemp Nanocellulose And Clove Essential Oil Nanoemulsions, Papatsorn Rattanapet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to offer an alternative solution to solve Black stripe disease in rubber tree which causes by Phytophthora palmivora by preparing antifungal coating materials from hemp nanocellulose and clove essential oil nanoemulsion. Hemp nanocellulose was used as a matrix which prepared by chemi-mechanical method that hemp was treated with alkaline and bleaching solution before being reduced hemp fibers into nanoscale by microfluidization. Antifungal property of coating materials was developed by the addition of clove essential oil nanoemulsion which prepared by spontaneous emulsification. Tween 20, Span 20, and coconut oil were used as main surfactant, co-surfactant, and carrier oil. …
Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat
Halogenated Parabens And Halogenated Phenoxyethanols As Antibacterial Agents In Cushion Products, Lalisa Dechnitirat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Halogenated compounds are interesting as antimicrobial agents for cosmetic product. The bromination of methyl paraben and 2-phenoxyethanol were carried out under mild conditions using NaBr and 30% H2O2 yielding methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol, respectively. Three parameters including the ratio of brominating agent and oxidizing agent, type of solvents, and temperature were optimized. These synthesized products were used as antibacterial agent in cushion product as individual or blend. The challenge test results revealed that methyl 3,5-dibromo-4-hydroxybenzoate and p-bromo-2-phenoxyethanol could effectively inhibit Staphylococcus aureus, Candida. albicans, and Aspergillus brasiliensis more than their parents. For stability test, there was no change of the …