Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 12901 - 12930 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลี, ณัฐศักดิ์ โสภาเจริญ
การจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลี, ณัฐศักดิ์ โสภาเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อ 1) วิเคราะห์และอธิบายกระบวนการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลี 2) วิเคราะห์และอธิบายปัจจัยในการสร้างความสำเร็จในการจัดการและการสื่อสารในภาวะของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลี โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ที่เกี่ยวกับการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลี ประกอบกับการใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ตัวบท (Textual Analysis) ศึกษาจากภาวะวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นจริงกับผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลีในประเทศไทย และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ที่ทำการเลือกผู้ให้ข้อมูลด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งแบ่งผู้ให้สัมภาษณ์ออกเป็น 4 กลุ่ม จากการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจัดการและการสื่อสารในภาวะวิกฤตของผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลีจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1.1 ช่วงก่อนการเกิดภาวะวิกฤต ผู้จัดจะเตรียมการป้องกันการเกิดภาวะวิกฤตจากการศึกษาภาวะวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นแต่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยการสื่อสารระหว่างผู้จัดการแสดงจากศิลปินเกาหลีและกลุ่มเป้าหมายจะเกิดขึ้นบนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เท่านั้น 1.2 ช่วงการเกิดภาวะวิกฤต ผู้จัดนิยมแก้ไขภาวะวิกฤตด้วย 2 กลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์นิ่งเฉย (Refuse) และกลยุทธ์ในการขอโทษ ชี้แจง รวมถึงดำเนินการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น (Repentance) 1.3 ช่วงหลังการเกิดภาวะวิกฤต ผู้จัดส่วนใหญ่ไม่ได้บันทึกเหตุการณ์รวมถึงการแก้ไขภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและมีการทำกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายขององค์กร 2) ปัจจัยที่จะสร้างความสำเร็จ ได้แก่ การมีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายขององค์กรที่มากพอ และ การสร้างความสัมพันธ์กับ Influencer
กระบวนการสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยและการรับรู้ภาพลักษณ์ความเป็นไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์, ธันยชนก มูลนิลตา
กระบวนการสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทยและการรับรู้ภาพลักษณ์ความเป็นไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีนผ่านสื่อสังคมออนไลน์, ธันยชนก มูลนิลตา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่การรับรู้ของประชาชนชาวจีนผ่านสื่อออนไลน์ 2)วิเคราะห์รูปแบบสาร องค์ประกอบ และขั้นตอนในการสื่อสารอัตลักษณ์ความเป็นไทย 3) สำรวจการรับรู้ภาพลักษณ์ความเป็นไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีนในสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยวิธีการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิธีการศึกษาวิจัยย้อนหลัง (retrospective studies) และ การสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ในส่วนวิธีวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative) ซึ่งใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม (Questionnaires) กับนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 400 คน ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ความเป็นไทยในความหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกอบด้วย 7 ประเภท ได้แก่ คนไทย ภาษาไทย วัฒนธรรมและอาหาร ศาสนา พัสตราภรณ์ สถาปัตกรรม แหล่งท่องเที่ยว ทั้งนี้รูปแบบสารในการนำเสนอบนเพจหลักการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ปรากฏมากที่สุดคือ สื่อปฏิสัมพันธ์ประเภทภาพนิ่ง รองลงมาคือสื่อปฏิสัมพันธ์ประเภทภาพเคลื่อนไหว และน้อยที่สุดคือสื่อปฏิสัมพันธ์ประเภทคำบรรยาย นอกจากนี้เนื้อหาสำคัญที่ปรากฎมากที่สุดคือเนื้อหาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการทำงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มุ่งสร้างการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวไทยให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน ในส่วนการรับรู้ภาพลักษณ์ความเป็นไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีน ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนรับรู้ความเป็นไทยด้านแหล่งท่องเที่ยวแบบศิลปะวิทยาการมากที่สุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับการนำเสนอความเป็นไทยด้านแหล่งท่องเที่ยวประเภทชายหาด
ลักษณะทางประชากร แรงจูงใจของผู้บริโภคและพฤติกรรมการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร, ธันยพร กวีบริบูรณ์
ลักษณะทางประชากร แรงจูงใจของผู้บริโภคและพฤติกรรมการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร, ธันยพร กวีบริบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษา 1.) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร แรงจูงใจของผู้บริโภค และพฤติกรรมการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร 2.) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรกับแรงจูงใจในการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร 3.) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร 4.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับพฤติกรรมการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซในเขตกรุงเทพมหานคร โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซตอบแบบสอบถามออฟไลน์ จำนวน 400 คน จากผลวิจัยเชิงปริมาณพบว่า 1.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีช่วงอายุ 18-30 ปี มีมากที่สุด 2.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีระดับการศึกษาในระดับปริญญาตรีมากที่สุด 3.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซประกอบอาชีพอิสระมากที่สุด 4.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีรายได้ต่อเดือน 10,000-20,000 บาทมากที่สุด 5.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีสถานภาพโสดมีมากกว่าสถานภาพสมรส 6.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีลักษณะที่อยู่อาศัยแบบคอนโดมิเนียมมากที่สุด 7.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซมีจำนวนสมาชิกในครอบครัว 3 คน มากที่สุด 8.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซที่มีอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพ ลักษณะที่อยู่อาศัยจำนวนสมาชิกในครอบครัวแตกต่างกันมีแรงจูงใจในการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซต่างกัน 9.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซที่มี รายได้ สถานภาพ แตกต่างกันมีพฤติกรรมในการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซต่างกัน 10.) ผู้ใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ลักษณะที่อยู่อาศัยจำนวนสมาชิกในครอบครัวแตกต่างกันมีพฤติกรรมในการใช้บริการโคเวิร์คกิ้งสเปซไม่ต่างกัน 11.) แรงจูงใจและพฤติกรรมการใช้บริการ โคเวิร์คกิ้งสเปซมีความสัมพันธ์กันเชิงบวก และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ
อิทธิพลของการรับรู้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, ปริญญาภรณ์ แสงสุข
อิทธิพลของการรับรู้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, ปริญญาภรณ์ แสงสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาการรับรู้เกี่ยวกับการออกแบบบรรจุภัณฑ์น้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มของผู้บริโภค (2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต่อการตัดสินใจซื้อน้ำผักและผลไม้พร้อมดื่มของผู้บริโภค โดยทำการศึกษาการรับรู้ในด้านองค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ และประสิทธิภาพของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งใช้การวิจัยเชิงสำรวจด้วยวิธีการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม จำนวน 430 ชุด จากผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้ที่มีต่อบรรจุภัณฑ์น้ำผักและผลไม้พร้อมดื่ม 100% ในระดับสูง เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็นของการรับรู้ในด้านองค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ และด้านการรับรู้ประสิทธิภาพการออกแบบบรรจุภัณฑ์น้ำผักและผลไม้พร้อมดื่ม 100% พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ระดับสูงมากในด้านวัสดุของบรรจุภัณฑ์ที่เคยเห็นเป็นกล่องกระดาษแข็ง รองลงมาคือบรรจุภัณฑ์ที่เคยเห็นมีฉลากทางโภชนาการ (Nutrition Information) ในส่วนของอิทธิพลของการรับรู้ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุดคือ แรงจูงใจทางด้านอารมณ์ (ภาพหรือสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจ) มากที่สุด รองลงมาคือวัสดุ (แก้ว) ซึ่งน้ำผักและผลไม้เป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวพันต่ำ (Low Involvement) นั้น ผู้บริโภคจะมีการใช้อารมณ์ และความรู้สึกประกอบการตัดสินใจซื้อ โดยพิจารณาจากภาพหรือสัญลักษณ์ของบรรจุภัณฑ์เป็นหลัก หมายความว่าเมื่อกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ภาพหรือสัญลักษณ์ที่มีคุณค่าทางด้านจิตใจมากขึ้นจะมีการตัดสินใจซื้อที่มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งตัวแปรดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด
อัตลักษณ์ของเพลงอีสานประยุกต์ในยุคอีสานใหม่, ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย
อัตลักษณ์ของเพลงอีสานประยุกต์ในยุคอีสานใหม่, ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการเคลื่อนตัวของสื่อเพลงจากวัฒนธรรมอีสานสู่วัฒนธรรมส่วนกลาง 2) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์เพลงอีสานประยุกต์ในยุคอีสานใหม่และ 3) เพื่อศึกษาบทบาทของสื่อดิจิทัลในฐานะ Disruptive Technology ในการเคลื่อนตัวของวัฒนธรรมอีสาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยดังนี้ วิเคราะห์ตัวบท เพลงอีสานประยุกต์จำนวน 20 เพลง ที่มียอดรับชมสูงเกิน 50 ล้านวิว หรือเคยเผยแพร่ในต่างประเทศ ที่เริ่มต้นทำเพลงเองจากค่ายเพลงขนาดเล็ก สัมภาษณ์เชิงลึกนักร้อง ศิลปินและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพลงอีสานประยุกต์ ที่มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 2 ปีจำนวน 5 คน และจัดสนทนากลุ่ม กลุ่มผู้ฟังเพลงอีสานจำนวน 8 คน อายุระหว่าง 20-40 ปี และไม่ใช่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคอีสาน ผลการวิจัยสรุปว่า อัตลักษณ์ของเพลงอีสานประยุกต์ในยุคอีสานใหม่ คือ เพลงที่มีเนื้อร้องภาษาอีสานเป็นหลัก ผสมผสานด้วยภาษาอื่น เช่นอังกฤษ ไทยกลาง เขมร มีวิธีการนำเสนอผ่านดนตรีที่หลากหลาย ผสมทั้งเครื่องดนตรีพื้นบ้านและเครื่องดนตรีสากล ขับร้องโดยคนอีสาน โดยมากนักร้องในยุคอีสานใหม่มีอายุประมาณ 20-25 ปี ซึ่งถ่ายทอดความคิดออกมาในเนื้อหาเพลงที่พูดถึงเรื่องความรัก และฉายภาพชนบทอีสานยุคใหม่ ที่ไม่ได้มีแต่ความยากลำบาก ทุ่งนาแตกระแหงอีกแล้ว แต่เป็นวิถีชีวิตที่เข้าถึงความเจริญของเขตเมือง ตัวละครในเพลงมีความมั่นใจในตัวเอง ไม่ตีอกชกตัว ทั้งยังภูมิใจในความเป็นคนอีสาน และพยายามแสดงออกมาอย่างเด่นชัด เก็บสุนทรียะแบบอีสานที่มีความสนุกสนาน ขำขัน ขี้เล่น เอาไว้ในเพลงอยู่เสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้เผยแพร่ไปสู่คนส่วนมากด้วยการใช้สื่อใหม่เป็นตัวกลาง มีการทำค่ายเพลงขนาดเล็กเองในต่างจังหวัด โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวเผยแพร่
การเปิดรับ ความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, พรทรัพย์ ฉัตรศิริกุล
การเปิดรับ ความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค, พรทรัพย์ ฉัตรศิริกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจการเปิดรับ ความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัล และการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค 2) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลของผู้บริโภคกับความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัล 3) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 4) เพื่ออธิบายความแตกต่างการเปิดรับ และความน่าเชื่อถือในกลุ่มผู้บริโภคที่มีเพศ อายุ อาชีพ ต่างกันของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัล เป็นการวิจัยจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลกับผู้บริโภคที่รับชมรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัล ที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพพมหานคร จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความถี่การรับชมรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลในระดับน้อย โดยรับชมขณะอยู่ที่บ้านมากที่สุด รองลงมาคือ รับชมบนพาหนะระหว่างเดินทางและรับชมที่ทำงาน ทั้งนี้รับชมผ่านทางโทรทัศน์มากที่สุด รองลงมาคือโทรศัพท์มือถือ ช่วงเวลาที่ชมมากที่สุดคือ 17.01-21.00 น. ความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัล พบว่า ความน่าเชื่อถือโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละด้านพบว่า ความน่าเชื่อถือด้านความไว้วางใจ ด้านความสมเหตุสมผล และด้านวิธีการนำเสนออยู่ในระดับมาก ในขณะที่ด้านคุณธรรม อยู่ในระดับปานกลาง ในส่วนการตัดสินใจซื้อสินค้าในรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลาง โดยพบว่า เป็นลักษณะการตัดสินใจซื้อแบบวางแผนการซื้อเพียงบางส่วน กล่าวคือการที่ผู้บริโภครับรู้ความต้องการของตนเอง และตั้งใจที่จะซื้อ แต่ยังไม่ได้ระบุสินค้า หรือระยะเวลาการซื้อ เพียงแต่เมื่อรับชมรายการโฮมช็อปปิ้งจึงตัดสินใจซื้อ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความถี่ในการเปิดรับรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลมีความสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับต่ำ มีทิศทางแปรตามกัน ในด้านความน่าเชื่อถือของรายการโฮมช็อปปิ้งในทีวีดิจิทัลพบว่า มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นความสัมพันธ์ระดับปานกลาง มีทิศทางแปรตามกัน นอกจากนี้พบว่า ผู้บริโภคที่รับชมรายการที่มี อายุ และ อาชีพต่างกันมีความถี่ในการเปิดรับ และความเชื่อถือของรายการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดออนไลน์ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านมัลติแบรนด์สโตร์, ภูษณิศา ลิ้มอังกูร
อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดออนไลน์ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าในร้านมัลติแบรนด์สโตร์, ภูษณิศา ลิ้มอังกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษา 1.)เพื่อศึกษาการเปิดรับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์2.)เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับการสื่อสารการตลาดออนไลน์กับทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์3.)เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์กับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์4.)เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์โดยให้กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุตั้งแต่18-40ปีทั้งเพศชายและเพศหญิงที่เคยซื้อสินค้าร้านมัลติแบรนด์สโตร์ในรอบระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และมีการติดตามข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของร้านมัลติแบรนด์สโตร์แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งใน 3 แบรนด์หลักได้แก่ Sense Of Style (SOS) CAMP และ Match boxตอบแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 400 คน จากผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า1.) ผู้บริโภคมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับร้านมัลติแบรนด์สโตร์ในรูปแบบรูปภาพผ่านอินสตาแกรมมากที่สุด 2.) ผู้บริโภคมีทัศนคติชื่นชอบมากที่สุดต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์โดยการใช้พนักงานขาย (Admin) 3.) ราคาของสินค้ามีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์เป็นประจำมากที่สุด 4.) การเปิดรับการสื่อสารการตลาดออนไลน์และทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์ของผู้บริโภค มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกและมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง5.) ทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์ มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกและมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง6.) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคร้านมัลติแบรนด์สโตร์ คือทัศนคติต่อการสื่อสารการตลาดออนไลน์ (Beta = 0.388) และการเปิดรับการสื่อสารการตลาดออนไลน์ (Beta = 0.258)
รูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคตราสินค้าของเจเนอเรชั่นมี, ลภัสดาศรณ์ โชคหิรัญธนากูล
รูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคตราสินค้าของเจเนอเรชั่นมี, ลภัสดาศรณ์ โชคหิรัญธนากูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจรูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคตราสินค้าของเจเนอเรชั่นมี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจแบบวัดครั้งเดียว โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชั่นมีทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 18-48 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 400 คน ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปประมวลผลด้วยโปรแกรม SPSS for Windows และทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จัดกลุ่มรูปแบบการดำเนินชีวิตด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยหรือตัวประกอบ ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการดำเนินชีวิตของเจเนอเรชั่นมีแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม ดังนี้ 1) รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบมองโลกในแง่ดี 2) รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบดูดีมีสไตล์ 3) รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบคนดีรุ่นใหม่ 4) รูปแบบชีวิตแบบมุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จ 5) รูปแบบการดำเนินชีวิตแบบเฮฮาปาร์ตี้ 6) รูปแบบชีวิตแบบไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ และ 7) รูปแบบชีวิตแบบเสพติดสื่อ 2. พฤติกรรมการบริโภคตราสินค้าของเจเนอเรชั่นมีพบว่าตราสินค้าที่เจเนอเรชั่นมีใช้ส่วนใหญ่จะเป็นตราสินค้าเดียวกันกับตราสินค้าที่ชื่นชอบแสดงให้เห็นว่าเจเนอเรชั่นมีมักจะเลือกใช้ตราสินค้าที่ตัวเองชื่นชอบ อย่างไรก็ตามหากประเภทสินค้ามีระดับความเกี่ยวพันสูงอย่างรถยนต์เจเนอเรชั่นมีจะชื่นชอบตราสินค้าที่มีภาพลักษณ์และราคาที่สูงกว่าตราสินค้าที่ใช้ซึ่งผลการวิจัยที่ดังกล่าวมีความสอดคล้องกับคุณลักษณะของเจเนอเรชั่นมีอย่างแท้จริง
ประสิทธิผลของการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานในองค์กรไม่แสวงหากำไร, วันทนีย์ เจียรสุนันท์
ประสิทธิผลของการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานในองค์กรไม่แสวงหากำไร, วันทนีย์ เจียรสุนันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงประสิทธิผลของสมรรถนะการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสาน (ได้แก่ สมรรถนะด้านการปฏิสัมพันธ์ สมรรถนะด้านการตลาดเชิงพันธกิจ สมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานองค์กร สมรรถนะด้านความสอดคล้องเชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะด้านการวางแผนและประเมินผล) ที่มีต่อสมรรถนะการดำเนินงานด้านต่างๆ (คือ สมรรถนะด้านความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สมรรถนะด้านชื่อเสียงขององค์กร สมรรถนะด้านประสิทธิผลโครงการรณรงค์ สมรรถนะด้านทรัพยากรขององค์กร และสมรรถนะด้านสมรรถนะตราสินค้า) ขององค์กรไม่แสวงหากำไร โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลทางไปรษณีย์กับกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในประเทศไทย จำนวน 206 องค์กร ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานโดยรวม ส่งผลต่อสมรรถนะการดำเนินงานเชิงบวกขององค์กรไม่แสวงหากำไรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสมรรถนะด้านการวางแผนและประเมินผล สมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานองค์กร และสมรรถนะด้านการปฏิสัมพันธ์ เป็นสมรรถนะการสื่อสารการตลาดแบบผสมผสานที่ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านต่างๆ ขององค์กรไม่แสวงหากำไรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อและพฤติกรรมผู้บริโภคร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิก, วาทิตา เนื่องนิยม
การสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อและพฤติกรรมผู้บริโภคร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิก, วาทิตา เนื่องนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อของร้านอาหารไทยในประเทศประเทศโมซัมบิก 2) เพื่อศึกษารูปแบบการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยของผู้บริโภคในประเทศโมซัมบิก 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยไทยของผู้บริโภคในประเทศโมซัมบิก 4) เพื่อศึกษาความแตกต่างของลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันในการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยของผู้บริโภคในประเทศโมซัมบิกเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 5 คน จากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับร้านอาหารในต่างประเทศ และผู้บริหารร้านอาหารไทย และผลการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามจำนวน 400 ชุด โดยเก็บข้อมูลที่กรุงมาปูโต ประเทศโมซัมบิก ผลการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับร้านอาหารในต่างประเทศและผู้บริหารร้านอาหารไทยในต่างประเทศ จำนวน 5คน ให้ความคิดเห็นตรงกันว่า การสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อ เป็นเครื่องมือการสื่อสารที่มีประโยชน์ต่อร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิก ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่าผู้บริโภคมีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อเกี่ยวกับร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิกผ่านทางสื่อออนไลน์มากที่สุด โดยมีการเปิดรับสื่อจากสมาชิกในครอบครัว ญาติ พี่น้องมากที่สุด ผู้บริโภคมีทัศนคติที่ดีมากต่อร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิก โดยมีทัศนคติต่อหน้าตา หรือความสวยงามของอาหาร และการจัดแต่งแสงไฟในร้านอาหารมากที่สุด และผู้บริโภคมีพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิกบ่อย ๆ โดยมีการใช้บริการร้านอาหารไทยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ คือ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ มากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1) การเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อมีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อร้านอาหารไทยของผู้บริโภคในประเทศโมซัมบิก โดยมีความสัมพันธ์กันในเชิงลบ และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำมาก 2) ทัศนคติต่อร้านอาหารไทยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยของผู้บริโภคในประเทศโมซัมบิก โดยมีความสัมพันธ์กันในเชิงลบ และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำมาก 3) ผู้บริโภคที่มีอายุ อาชีพและศาสนาแตกต่างกันมีการเปิดรับการสื่อสารการตลาดแบบบอกต่อเกี่ยวกับร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิกแตกต่างกัน 4) ผู้บริโภคที่มีอายุ และอาชีพแตกต่างกันมีทัศนคติต่อร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิกแตกต่างกัน 5) ผู้บริโภคที่มีอายุ อาชีพ และศาสนาแตกต่างกันมีพฤติกรรมการใช้บริการร้านอาหารไทยในประเทศโมซัมบิกแตกต่างกัน
ความสัมพันธ์ต่อภาพลักษณ์ตราสินค้าเครื่องสำอางชั้นนำกับภาพลักษณ์ผู้บริโภคของผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอกซ์ และ ผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็ม, ศรัณรักษ์ โรจนวิทย์สกุล
ความสัมพันธ์ต่อภาพลักษณ์ตราสินค้าเครื่องสำอางชั้นนำกับภาพลักษณ์ผู้บริโภคของผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอกซ์ และ ผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็ม, ศรัณรักษ์ โรจนวิทย์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางชั้นนำของผู้บริโภคผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอกซ์ และ ผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็ม 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของภาพลักษณ์ตราสินค้าเครื่องสำอางชั้นนำกับภาพลักษณ์ผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอกซ์ และ ผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็ม และ 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางชั้นนำระหว่างผู้หญิงกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์กับผู้หญิงกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม ใช้วิธีการวิจัยแบบวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มย่อย (Focus Group Interview) จำนวน 4 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอกซ์ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน และกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็ม 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คน เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าผู้หญิงกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอกซ์และผู้หญิงกลุ่มเจนเนอเรชั่นเอ็มมีพฤติกรรมการซื้อเครื่องสำอางชั้นนำที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ขั้นตอนก่อนการซื้อ ผู้บริโภคทั้งสองกลุ่มมีการสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชั้นนำผ่านสื่อออนไลน์ และมีการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ากับครอบครัวและเพื่อน ๆ ขั้นตอนการซื้อ ผู้หญิงทั้ง 2 กลุ่มมักซื้อเครื่องสำอางชั้นนำที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำเป็นหลัก รองลงมาเป็นการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์ ซึ่งพบความแตกต่างคือกลุ่มผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็มจะมีการซื้อสินค้าผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่าย เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและมีขนาดของผลิตภัณฑ์หลากหลายมากกว่า และขั้นตอนหลังการซื้อ ผลทางด้านจิตใจผู้หญิงทั้งสองกลุ่มรู้สึกพอใจต่อสินค้า และภาพลักษณ์ของตนเองเมื่อบริโภคเครื่องสำอางชั้นนำ ด้านการบริโภคมีความแตกต่างกันระหว่างผู้หญิง 2 กลุ่ม กลุ่มผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอกซ์บริโภคสินค้าตามความต้องการ ไม่มีการวางแผน ซึ่งแตกต่างกับกลุ่มผู้หญิงเจนเนอเรชั่นเอ็มที่มีการวางแผนการใช้เครื่องสำอางชั้นนำเพื่อยืดอายุการใช้งานของสินค้าให้ได้ยาวนานที่สุด ด้านความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์ตราสินค้าเครื่องสำอางชั้นนำและภาพลักษณ์ผู้บริโภค ผู้วิจัยพบลักษณะความสัมพันธ์ 2 ลักษณะ คือ การฉายภาพลักษณ์ผู้บริโภคผ่านภาพลักษณ์ตราสินค้า ในลักษณะนี้ผู้บริโภคมีภาพลักษณ์เหมือนกับภาพลักษณ์ตราสินค้า บริโภคเครื่องสำอางชั้นนำเพื่อฉายภาพลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และการยืมภาพลักษณ์ตราสินค้าเพื่อเสริมภาพลักษณ์ผู้บริโภค เป็นการบริโภคเครื่องสำอางชั้นนำเพื่อยืมภาพลักษณ์ตราสินค้ามาเพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ของตนเอง โดยผู้บริโภคต้องการที่จะมีภาพลักษณ์เหมือนกับภาพลักษณ์ตราสินค้าเครื่องสำอางชั้นนำ
อัตลักษณ์ และการสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับของผู้บริหารหญิงในองค์กรไทย, วิไลลักษณ์ คำแจ่ม
อัตลักษณ์ และการสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับของผู้บริหารหญิงในองค์กรไทย, วิไลลักษณ์ คำแจ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึง 1) การรับรู้และการพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง 2) การจัดการเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ที่ตนรับรู้และพัฒนาอัตลักษณ์ และ 3) กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับของผู้บริหารหญิงในองค์กรไทย ใช้แนวทางวิจัยแบบย้อนหาร่องรอย (retrospective approach) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) กับผู้บริหารหญิงระดับสูงในองค์กรไทยประเภทการเงินและไม่ใช่การเงิน จากภาครัฐและเอกชน สุ่มตัวอย่างโดยวิธีเจาะจง (purposive sampling) จำนวน 26 ท่าน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เคย/มีประสบการณ์ร่วมงานกับผู้บริหารหญิงเพื่อตรวจสอบความตรง (validity) ด้วย สุ่มตัวอย่างจากความสมัครใจ (volunteer sampling) จำนวน 16 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ของผู้บริหารหญิงในองค์กรไทย ประกอบด้วย อัตลักษณ์ขั้นพื้นฐานซึ่งเกิดขึ้นและมีอยู่กับตัวผู้บริหารหญิงตั้งแต่เด็กเรื่อยมา และอัตลักษณ์ที่พัฒนาขึ้นภายหลัง ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงเข้าสู่บทบาทบริหารระดับกลางขึ้นไป นอกจากนี้ ในช่วงต้นของการทำงานและเป็นผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารหญิงใช้อัตลักษณ์ที่แสดงถึงการมีมนุษยสัมพันธ์และการทุ่มเททำงานหนักเพื่อสร้างให้เกิดการยอมรับ และเมื่อเข้าสู่การเป็นผู้บริหารระดับกลางจนถึงระดับสูง การเป็นผู้นำที่เปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งต้องอาศัยการแสดงตัวตนที่มีความกล้าหาญ เข้มแข็งเพื่อสร้างการยอมรับ ทั้งนี้การพัฒนาอัตลักษณ์ของผู้บริหารหญิงมาจากปัจจัยภายใน อาทิ ความคิด และการทบทวนตนเอง ประกอบกับปัจจัยภายนอก อาทิ การขัดเกลาจากครอบครัว และการศึกษา ในส่วนของการจัดการเพื่อสื่อสารอัตลักษณ์ ผู้บริหารหญิงจะพิจารณาเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้ตามลำดับ 1) การรับรู้ความเป็นตนเอง 2) ความสัมพันธ์ของคู่สื่อสาร 3) ความต้องการและเป้าหมายของการสื่อสาร 4) สถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง และ 5) ลักษณะองค์กรและวัฒนธรรม สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างการยอมรับ ในช่วงเริ่มต้นทำงานถึงการเป็นผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารหญิงใช้กลยุทธ์การสื่อสาร เช่น การใช้เหตุผล และการกล่าวถึงคุณธรรม เพื่อสร้างการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานเป็นหลัก ในขณะที่เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับกลางจนถึงระดับสูง ผู้บริหารหญิงใช้กลยุทธ์การสื่อสาร เช่น การกล่าวถึงประโยชน์ส่วนรวม และการเป็นผู้เปิดกว้างรับฟัง เพื่อนำไปสู่การสร้างการยอมรับในองค์กรไทย เป็นหลัก อย่างไรก็ตามการรับรู้อัตลักษณ์ และกลยุทธ์การสื่อสารที่มาจากมุมมองผู้บริหารหญิงดังกล่าวมักเป็นลักษณะเชิงบวก ในขณะที่การรับรู้ที่มาจากผู้มีประสบการณ์ร่วมงานมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ โดยมุมมองในเชิงลบเป็นมุมมองที่เกี่ยวข้องกับอคติที่มีต่อความเป็นเพศหญิง
มาตรการบังคับโทษจำคุกผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคม, เจษฎาภรณ์ โภคบุตร
มาตรการบังคับโทษจำคุกผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคม, เจษฎาภรณ์ โภคบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการบังคับโทษจำคุกโดยศึกษาแนวคิด หลักเกณฑ์การบังคับใช้มาตรการบังคับโทษจำคุกผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายตามกฎหมาย ต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาหลักเกณฑ์การบังคับโทษจำคุกผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อ สังคมที่เหมาะสมกับสภาพบริบทสังคมประเทศไทย การบังคับโทษผู้กระทำความผิดภายหลังศาลมีคำพิพากษาตัดสินให้จำเลยได้รับโทษจำคุก จำเลยจะต้องถูกบังคับโทษภายใต้หน่วยงานราชทัณฑ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน ผู้ ต้องโทษก็อาจจะได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำผ่านกระบวนการผ่อนผันโทษ ทำให้เกิดปัญหาใน กรณีหากนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดเป็นบุคคลอันตราย ในต่างประเทศจึงได้คิด มาตรการบังคับโทษจำคุกที่นำมาใช้กับกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมเป็นกรณีเฉพาะ โดย การกันมิให้ผู้กระทำความผิดในกลุ่มนี้ไปกระทำความผิดอีก เพื่อให้สังคมเกิดความปลอดภัยจากอาชญากร ที่เป็นอันตราย โดยมาตรการบังคับโทษจำคุกผู้กระทำความผิดที่เป็นอันตรายในประเทศไทย ดังที่มี ปรากฏตามประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เป็นมาตรการที่ไม่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอทำให้ไม่สามารถนำไปปรับใช้แก่ผู้ต้องโทษ ที่เป็นบุคคลอันตรายได้ อีกทั้งมาตรการดังกล่าวก็ไม่สอดคล้องกับหลักการปรับใช้โทษให้เหมาะสมและได้ สัดส่วนแก่ผู้กระทำความผิดแต่ละคน ดังนั้น จึงควรกำหนดให้มาตรการบังคับโทษจำคุกมีระยะเวลาเพื่อความปลอดภัยซึ่งภายใต้ ระยะเวลาดังกล่าวผู้ต้องโทษจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการผ่อนผันในการบังคับโทษของราชทัณฑ์ ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้แก้ไขปัญหาอาชญากรรมกรณีผู้กระทำความผิดเป็นอันตรายต่อสังคมได้อย่างครอบคลุม และเพื่อป้องกันสังคมจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายขึ้นในอนาคต
ความเห็นของประชาชนต่อการออกแบบสารในภาวะวิกฤต, สิโนบล สายเพ็ชร
ความเห็นของประชาชนต่อการออกแบบสารในภาวะวิกฤต, สิโนบล สายเพ็ชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และอธิบายการออกแบบสารที่ใช้ในการสื่อสารภาวะวิกฤตขององค์กรหรือตราสินค้า และเพื่อสำรวจความเห็นของประชาชนที่ทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลที่มีต่อการออกแบบสารฯ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิจัยเชิงสำรวจ โดยวิเคราะห์เอกสารคำชี้แจงขององค์กรหรือตราสินค้าในภาวะวิกฤตในช่วงปี พ.ศ.2557 – 2561 จากนั้นนำผลการวิเคราะห์ไปทำแบบสอบถามสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ผลการวิจัยพบว่า ด้านกลยุทธ์มี 12 รูปแบบ โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ รายได้และระดับการศึกษาต่างกันมีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามต่อกลยุทธ์ที่ใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยการใช้กลยุทธ์การขอโทษ และกลยุทธ์ที่มีการระบุว่าจะมีบทลงโทษ กรณีองค์กรเป็นฝ่ายผิด และเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ร่างกาย ชีวิต หรือทรัพย์สิน ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามในระดับมาก สำหรับด้านการเรียบเรียงสาร มี 4 แบบ โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีระดับการศึกษาต่างกันมีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามต่อการเรียบเรียงสารที่ใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งการเรียบเรียงสารโดยแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อทีละหัวข้อเรียงกันไป และการเรียบเรียงโดยอธิบายตามลำดับเวลาของเหตุการณ์ ทำให้กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามในระดับมาก ด้านการจัดลำดับข้อความ มี 3 แบบ โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ รายได้และระดับการศึกษาต่างกัน มีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามต่อการจัดลำดับข้อความที่ใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยการจัดให้สาระสำคัญอยู่ตอนต้น ทำให้กลุ่มตัวอย่างเข้าใจและยอมรับเหตุผลในระดับมาก ด้านจุดจูงใจ มี 2 ประเภท โดยกลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ รายได้ และระดับการศึกษาต่างกันมีความเข้าใจ ยอมรับเหตุผล และคล้อยตามต่อจุดจูงใจที่ใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัญหาครอบครองโดยบุคคลหลายฝ่ายในทรัพย์รายเดียวในบริบทของสัญญาเช่าทรัพย์, โรจน์ศักดิ์ สุทธิสน
ปัญหาครอบครองโดยบุคคลหลายฝ่ายในทรัพย์รายเดียวในบริบทของสัญญาเช่าทรัพย์, โรจน์ศักดิ์ สุทธิสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คำอธิบายทางตำรากฎหมายลักษณะหนี้เห็นว่าสัญญาเช่าก่อเพียงบุคคลสิทธิอาจเรียกร้องเอาจากตัวผู้ให้เช่าที่เป็นคู่สัญญาได้เท่านั้น ในขณะที่มุมมองในเชิงกฎหมายลักษณะทรัพย์มองว่าการที่ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์เหนือทรัพย์สินที่เช่าถือว่าผู้เช่ามีเจตนายึดถือทรัพย์ที่เช่าเพื่อตนจึงมีสิทธิครอบครองซึ่งตามกฎหมายไทยแล้วถือเป็นทรัพย์สิทธิอย่างหนึ่ง และในขณะเดียวกันผู้เช่าถือเป็นผู้ยึดถือแทนผู้ให้เช่าด้วย อย่างไรก็ตาม บางตำรากฎหมายทรัพย์สินก็อธิบายไว้ว่าผู้ยึดถือแทนไม่อาจมีเจตนาในการยึดถือเพื่อตนได้ นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าแนวทางคำวินิจฉัยของศาลยังไม่สอดคล้องกันในเรื่องสิทธิของผู้เช่า ตามหลักกฎหมายโรมัน บุคคลจะต้องยึดถือทรัพย์อย่างเอาเป็นเด็ดขาดแก่ตนเองโดยไม่เคารพสิทธิของบุคคลอื่นจึงจะมีการครอบครอง ผู้เช่าจึงไม่มีการครอบครอง หากผู้เช่าได้รับความเดือดร้อนจากบุคคลภายนอก ผู้เช่าอาจเรียกร้องจากผู้ให้เช่าสัญญา ในขณะที่กฎหมายเยอรมัน บุคคลที่มีการควบคุมที่แท้จริงเหนือทรัพย์ก็มีการครอบครองแล้ว ผู้เช่าจึงเป็นผู้ครอบครอง ผู้เช่ามีสิทธิเรียกร้องได้ทั้งต่อผู้ให้เช่าและบุคคลภายนอก นอกจากนี้ ในหลักการ Direct-indirect Possession กฎหมายเยอรมันยังรองรับให้ผู้ให้เช่ามีการครอบครองด้วยโดยเป็นการครอบครองโดยอ้อม ในขณะที่ในกฎหมายไทยไม่ได้มีหลักการดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การปรับใช้กฎหมายของนักกฎหมายไทยต่อกรณีการครอบครองโดยบุคคลหลายฝ่ายในทรัพย์รายเดียวในบริบทของสัญญาเช่าทรัพย์ยังไม่เป็นระบบ ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรนำแนวคิดและทฤษฎีที่ปรากฎอยู่ในกฎหมายโรมันในฐานะที่เป็นต้นแบบของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยมาอธิบายการครอบครองตามกฎหมายไทยเพื่อความสอดคล้องกับแนวคิดและทฤษฎีกฎหมายและทำให้การปรับใช้กฎหมายมีความเป็นระบบนั่นเอง
มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในกรณีการกระทำความผิดของนิติบุคคล, กฤษฎิ กำปั่นทอง
มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในกรณีการกระทำความผิดของนิติบุคคล, กฤษฎิ กำปั่นทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในกรณีการกระทำความผิดของนิติบุคคล เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยศึกษารูปแบบและลักษณะการกระทำความผิดของนิติบุคคลจากการสังเคราะห์ข้อมูล เอกสาร บทกฎหมาย และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ทั้งนี้ ทำการศึกษาการกระทำความผิดผ่านนิติบุคคลกรณีจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินเฉพาะในกรณีรูปแบบของบริษัทจำกัดเท่านั้น จากการศึกษาพบว่า นิติบุคคลตามกฎหมายไทยยังมีความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการกระทำความผิดมูลฐานและความผิดอาญาฐานฟอกเงิน เนื่องจากยังไม่มีมาตรในการกำกับดูแลนิติบุคคลรวมถึงยังไม่มีมาตรการในเรื่องของความโปร่งใสและเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล ทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามในเรื่องการกระทำความผิดมูลฐานและความผิดฐานฟอกเงินของนิติบุคคลยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ตลอดจนบทลงโทษของนิติบุคคลในกรณีกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ยังเป็นบทลงโทษที่ไม่เหมาะสมหรือไม่อาจส่งผลยับยั้งการกระทำความผิดได้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิดกับบทลงโทษ พบว่าไม่มีความสอดคล้องกัน อีกทั้งอายุความในการดำเนินคดีเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิดที่เป็นนิติบุคคลนั้น มีอายุความระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ส่งผลให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีออกจากกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากได้รับประโยชน์จากเรื่องอายุความที่มีระยะเวลาสั้น จึงเป็นผลให้คดีเป็นอันขาดอายุความ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ตามกฎหมายได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีความจำเป็นในการกำหนดมาตรการป้องกันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ นิติบุคคล ตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้ง การตรวจสอบการดำเนินการ และความโปร่งใสและเจ้าของผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของนิติบุคคล เพื่อเป็นการป้องกันการกระทำความผิดทางอาญาของนิติบุคคล รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมในบทลงโทษในการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และอายุความความในการดำเนินคดีกับนิติบุคคล ให้มีความเหมาะสมและส่งผลยับยั้งการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามที่มาตรฐานสากลกำหนดไว้
ปัญหาการคุ้มครองสิทธิในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของบุคคลผู้ล่วงลับ, กฤติน พลกรรณ์
ปัญหาการคุ้มครองสิทธิในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของบุคคลผู้ล่วงลับ, กฤติน พลกรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันมีการใช้ภาพ ชื่อ เสียง และภาพลักษณ์อื่นๆ ของผู้ล่วงลับในการขายหรือโฆษณาสินค้าและบริการ ตลอดจนการแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ เนื่องจากภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับเหล่านั้นสามารถช่วยให้สินค้าหรือบริการได้รับความสนใจจากผู้บริโภคได้ ซึ่งกฎหมายในหลายประเทศมีการคุ้มครองสิทธิในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ให้แก่บุคคลตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ขยายไปจนถึงเมื่อบุคคลนั้นได้ล่วงลับไปแล้ว โดยให้สิทธิแก่ทายาทของผู้ล่วงลับในการควบคุมการใช้ภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับ รวมทั้งมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและส่วนแบ่งค่าตอบแทนจากผู้ที่นำภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับไปใช้แสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ อาทิเช่น มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาว่ากฎหมายของประเทศไทยที่บังคับใช้ในปัจจุบัน สามารถให้ความคุ้มครองสิทธิในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของบุคคลผู้ล่วงลับได้อย่างชัดเจนและเพียงพอหรือไม่ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในกรณีการใช้ภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับในเชิงพาณิชย์นั้น ยังไม่มีกฎหมายรับรองและคุ้มครองสิทธิในการใช้ภาพลักษณ์และการได้รับค่าตอบแทนไว้ สิทธิเหล่านี้จึงไม่มีสถานะเป็นทรัพย์สินและไม่อาจตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท โดยผู้เขียนได้เสนอให้มีการบัญญัติกฎหมายเพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิในการเผยแพร่ภาพลักษณ์ของบุคคลผู้ล่วงลับ สำหรับกรณีการนำภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับไปใช้แสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยรับรองให้สิทธินี้เป็นทรัพย์สินอันอาจตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้ และให้ทายาทเป็นผู้มีสิทธิควบคุมการใช้ภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับ ตลอดจนมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนและค่าตอบแทนจากผู้ที่นำภาพลักษณ์ของผู้ล่วงลับไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ข้อยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 56 (2) : ศึกษาเฉพาะการจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่ง, ชลลดา คุ้มม่วง
ข้อยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 56 (2) : ศึกษาเฉพาะการจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่ง, ชลลดา คุ้มม่วง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การตกลงร่วมกันจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่ง หรือ การตกลงกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่คู่แข่งขันในตลาดเดียวกันนั้น เป็นพฤติกรรมที่ต้องห้ามตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 อย่างไรก็ดี ในบางกรณีการตกลงร่วมกันจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่งอาจส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอันอาจได้รับยกเว้นหากเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 56 (2) แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าให้กับข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาการผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า และส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคนิคหรือเศรษฐกิจ ทั้งนี้ข้อตกลงดังกล่าวจะต้องไม่สร้างข้อจำกัดที่เกินกว่าความจำเป็น และไม่ก่อให้เกิดอำนาจผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคด้วย อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่ากฎหมายแข่งขันทางการค้าไทยยังไม่มีแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาการยกเว้นตามมาตรา 56 (2) ให้กับการตกลงร่วมกันในแนวดิ่ง ซึ่งต่างจากกฎหมายแข่งขันทางการค้าของต่างประเทศที่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณายกเว้นให้กับการตกลงร่วมกันในลักษณะดังกล่าว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงทำการศึกษาแนวทางในการปรับใช้การยกเว้นภายใต้มาตรา 56(2) กับการตกลงร่วมกันจำกัดการแข่งขันในแนวดิ่ง โดยนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของสหภาพยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศออสเตรเลีย คำพิพากษา รวมทั้งแนวปฏิบัติขององค์กรที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายมาพิจารณาประกอบด้วย
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษา, ชนะชัย อ๊อดทรัพย์
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษา, ชนะชัย อ๊อดทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาถึงแนวทางในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งกำลังประสบปัญหาอยู่ในหลายประการ ตลอดจนศึกษาถึงมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว ได้แก่ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐจีน สาธารณรัฐอินเดีย เครือรัฐออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและนำเสนอถึงมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทยต่อไป จากการศึกษาระบุให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์ว่า การคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ และส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สังคม ตลอดจนการศึกษาเล่าเรียนของนิสิต นักศึกษาซึ่งถูกกระทำการดังกล่าวจากอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะมีมาตรการทางกฎหมายที่อาจปรับใช้กับปัญหาดังกล่าวได้อยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมถึงกรณีปัญหาต่างๆได้อย่างเพียงพอและมาตรการที่มีอยู่ก็ยังไม่เหมาะสมกับลักษณะของการกระทำอีกด้วย ฉะนั้น หากประเทศไทยได้มีการกำหนดบทนิยาม รูปแบบ พฤติกรรม คณะกรรมการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและคุ้มครองเยียวยาปัญหาดังกล่าว รวมถึงสภาพบังคับทางกฎหมายสำหรับมาตรการต่างๆไว้เป็นการเฉพาะ ย่อมจะส่งผลให้ปัญหาการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาได้รับการป้องกันและแก้ไขเยียวยาได้อย่างเป็นระบบ มีรูปธรรม และเกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อนึ่ง จากศึกษาและพิจารณาถึงมาตรการทางกฎหมายของทั้งห้าประเทศข้างต้น พบว่า มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้มีการกำหนดให้ครอบคลุมถึงประเด็นปัญหาประการต่างๆของประเทศไทยไว้อย่างชัดแจ้งอีกด้วย ด้วยเหตุตามที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะให้ประเทศไทยสมควรมีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศต่อนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษาขึ้นไว้เป็นการเฉพาะ โดยการนำเอามาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างเหมาะสม
ปัญหาในการดำเนินคดีอาญากรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นคนพิการทางสติปัญญา, ชัญญานุช กอบกุลธนชัย
ปัญหาในการดำเนินคดีอาญากรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นคนพิการทางสติปัญญา, ชัญญานุช กอบกุลธนชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
คนพิการทางสติปัญญาเป็นบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจากการที่สมองหยุดพัฒนาหรือพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้มีข้อจำกัดด้านทักษะทางความคิด ทักษะทางสังคม และทักษะทางการปฏิบัติ ด้วยภาวะความบกพร่องดังกล่าวทำให้คนพิการทางสติปัญญามีความอ่อนแอทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เมื่อคนพิการทางสติปัญญาตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน และสถานการณ์ที่มุ่งแสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว คนพิการทางสติปัญญาจึงไม่อาจเข้าใจกระบวนการต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และอาจมีความอ่อนไหวทางอารมณ์ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลปกติทั่วไป หรือไม่อาจแสดงออกถึงความคิดและการตัดสินใจของตนเองได้อย่างเต็มที่ จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยยังไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนพิการทางสติปัญญาในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายในการดำเนินคดีอาญากรณีผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนพิการทางสติปัญญาเป็นการเฉพาะ ทำให้การดำเนินคดีอาญาทั้งในชั้นก่อนการพิจารณาคดี ชั้นพิจารณาคดี และชั้นหลังการพิจารณาคดีขาดความชัดเจนแน่นอน อีกทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายยังคงขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคนพิการทางสติปัญญา จึงไม่อาจให้การสนับสนุนแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในการขั้นตอนต่าง ๆ ได้ตามความต้องการเฉพาะ ในต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ สหราชอาณาจักร มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนพิการทางสติปัญญาในการดำเนินคดีอาญา มีการฝึกอบรมและจัดทำคู่มือแนวทางในการปฏิบัติตนสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อคนพิการทางสติปัญญา ทั้งกำหนดให้มีการช่วยเหลือ สนับสนุนคนพิการทางสติปัญญาให้สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย วิทยานิพนธ์เล่มนี้เสนอให้ประเทศไทยควรมีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนพิการทางสติปัญญาเป็นการเฉพาะอย่างชัดเจน โดยกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการทางกฎหมาย เพื่อให้คนพิการทางสติปัญญาได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ทั้งในชั้นก่อนการพิจารณาคดี ชั้นพิจารณาคดี และชั้นหลังการพิจารณาคดี และให้มีการจัดทำคู่มือรวมถึงการฝึกอบรมผู้บังคับใช้กฎหมายในขั้นตอนต่าง ๆ ให้สามารถปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นคนพิการทางสติปัญญาได้อย่างเหมาะสม
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับผู้ทรงสิทธิบัตรร่วม, ชยุตม์ ศรีทิพโพธิ์
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับผู้ทรงสิทธิบัตรร่วม, ชยุตม์ ศรีทิพโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์การประดิษฐ์ในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไป จากอดีตที่บุคคล หรือ หน่วยงานจะเป็นผู้คิดค้นทำการประดิษฐ์ด้วยตนเองผู้เดียว เพื่อประหยัดเวลาและต้นทุนการผลิตปัจจุบันความร่วมมือกันในการวิจัยและพัฒนาการประดิษฐ์ระหว่างองค์กรต่างๆ มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทำให้ในการประดิษฐ์รวมถึงการขอรับความคุ้มครองตามสิทธิบัตรมีบุคคลหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดความเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมกัน ผู้เขียนศึกษาแล้วพบว่าพระราชบัญญัติสิทธิบัตรของไทยมีบทบัญญัติไม่ครอบคลุมหลายกรณีของการถือสิทธิบัตรร่วมกันก่อให้เกิดปัญหาบางประการ อีกทั้งการปรับใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับสิทธิบัตรนั้นไม่มีความชัดเจนเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้ศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายเกี่ยวกับผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมของประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมนี สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีตลอดจนมีกรณีศึกษาเป็นจำนวนมากที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเปรียบเทียบกฎหมายที่จะนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับประเทศไทยในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่อไปวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้เสนอแนะให้ประเทศไทยแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติสิทธิบัตรในเรื่องความมีส่วนร่วมของผู้ประดิษฐ์ การประดิษฐ์ที่เกิดจากการจ้าง การให้ความยินยอมของผู้ทรงสิทธิบัตรในการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิและสัญญาโอนสิทธิ การแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ทรงสิทธิบัตรร่วม สิทธิในสิทธิบัตรร่วมตกเป็นมรดกไม่มีผู้รับ รวมถึงการดำเนินการทางกฎหมายระหว่างผู้ทรงสิทธิบัตรร่วม เพื่อให้สิทธิหน้าที่ของผู้ทรงสิทธิบัตรร่วมมีความชัดเจนเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ปัญหาผลของการเลิกสัญญาจ้างทำของ : ศึกษาเฉพาะกรณีสัญญารับเหมาก่อสร้าง, ฐณวดี ชาญฤทธิเสน
ปัญหาผลของการเลิกสัญญาจ้างทำของ : ศึกษาเฉพาะกรณีสัญญารับเหมาก่อสร้าง, ฐณวดี ชาญฤทธิเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในกรณีที่สัญญารับเหมาก่อสร้างไม่ได้กำหนดเรื่องผลของการเลิกสัญญาเอาไว้ จำเป็นจะต้องนำบทบัญญัติในมาตรา 391 เรื่องผลของการเลิกสัญญาทั่วไปมาบังคับใช้ กล่าวคือ การกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมเสมือนมิได้ทำสัญญาต่อกัน ทั้งนี้ ผลของการเลิกสัญญาตามบทบัญญัติดังกล่าวขัดกับธรรมชาติของสัญญารับเหมาก่อสร้างเนื่องจากสัญญารับเหมาก่อสร้างมีลักษณะเป็นสัญญาที่มีการก่อหนี้ให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการชำระหนี้เป็นช่วงๆกันไปตลอดระยะเวลาของสัญญาและในระหว่างที่มีการปฏิบัติการชำระหนี้นั้นผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างต่างก็สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ดังนั้น เมื่อสัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกันจึงควรให้มีผลเป็นการสิ้นสุดสัญญา โดยสิ้นความผูกพันกันไปในอนาคต เมื่อทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายไทย กฎหมายอังกฤษ กฎหมายเยอรมัน และกฎหมายฝรั่งเศส เรื่องผลของการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างพบว่า ผลของการเลิกสัญญาตามกฎหมายเยอรมันนั้นมีทั้งการเลิกสัญญาแบบกลับคืนสู่ฐานะเดิม (Rücktritt) และการสิ้นสุดสัญญาที่มีผลไปในอนาคต(Kündigung) สำหรับการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นสัญญาจ้างทำของประเภทหนึ่งนั้นอาจส่งผลไปสู่การกลับคืนสู่ฐานะเดิมหรือการสิ้นไปผลในอนาคตได้ แล้วแต่กรณี ส่วนตามกฎหมายฝรั่งเศสนั้น ผลของการเลิกสัญญามี 2 แบบเทียงเคียงกันได้กับกฎหมายเยอรมัน และสำหรับผลของการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างในกฎหมายอังกฤษนั้นก็เป็นการเลิกสัญญาที่มีผลไปในอนาคตอันส่งผลให้คู่สัญญาหลุดพ้นจากการชำระหนี้ภายหลังจากการเลิกสัญญาแล้ว แต่หากมีหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนการเลิกสัญญา คู่สัญญายังคงต้องรับผิดชดใช้กันอยู่ ส่วนในกรณีที่คู่สัญญาได้ตกลงเรื่องผลของการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างกันไว้ในสัญญา ก็บังคับตามนั้น ตามหลักเสรีภาพในการทำสัญญา(Freedom of Contract) ซึ่งคู่สัญญาสามารถตกลงแตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายมาตรา 391 ได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ เพราะมาตรา 391 นี้มิใช่กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 151 เมื่อได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบกับกฎหมายอังกฤษ กฎหมายเยอรมัน และกฎหมายฝรั่งเศสแล้ว พบว่ากฎหมายอังกฤษ กฎหมายเยอรมัน และ กฎหมายฝรั่งเศส ต่างยอมรับหลักเสรีภาพในการทำสัญญา(Freedom of Contract) คู่สัญญาสามารถตกลงกันอย่างไรก็ได้ แต่จะต้องไม่ขัดกับนโยบายสาธารณะ(Public Policy) และไม่ขัดต่อกฎหมาย หากความตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติของกฎหมายแต่ไปขัดกับนโยบายสาธารณะ หรือขัดต่อกฎหมาย ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ จากที่ได้ศึกษาเรื่อง ผลของการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้าง ทั้งกฎหมายไทย กฎหมายอังกฤษ กฎหมายเยอรมัน และกฎหมายฝรั่งเศส ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะ ดังนี้ 1.กรณีการใช้สิทธิเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างโดยผู้ว่าจ้างซึ่งไม่จำต้องอ้างเหตุใดๆ ผู้เขียนเสนอแนะให้มีการตีความว่าการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 605 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นผลของการเลิกสัญญา โดยไม่จำต้องนำผลของการเลิกสัญญาทั่วไปตามมาตรา 391 มาใช้บังคับอีก 2.สำหรับกรณีการเลิกสัญญารับเหมาก่อสร้างโดยมีเหตุสำคัญ ผู้เขียนเสนอแนะให้ตีความมาตรา 391 วรรคสาม เพิ่มเติมโดยให้นำแบบอย่างการตีความมาจากมาตรา 346 ของประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมันซึ่งได้บัญญัติในเรื่องการใช้ค่าแห่งการงานสำหรับกรณีที่ไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ไว้อย่างชัดเจน
ความรับผิดโดยเคร่งครัดกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร, ฐิติพร เหล่าอิสริยกุล
ความรับผิดโดยเคร่งครัดกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร, ฐิติพร เหล่าอิสริยกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการใช้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability) ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร รวมทั้งศึกษาแนวคิดและเนื้อหาของการใช้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดในความผิดทางเพศของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบและเสนอแนวทางแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติกฎหมายที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า การนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้กับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจารยังมีความไม่เหมาะสม เนื่องจากผู้กระทำความผิดไม่อาจอ้างความไม่รู้อายุของเด็กซึ่งเป็นข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดเพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 59 วรรคสามได้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดกรณีจับกุมผู้บริสุทธิ์ และเป็นการละเมิดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย นอกจากนี้อาจเป็นการเปิดช่องให้เด็กหรือผู้ปกครองของเด็กใช้เป็นเครื่องมือในการต่อรองหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เมื่อได้พิจารณาบทบัญญัติความผิดทางเพศของต่างประเทศแล้วพบว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมิได้นำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้กับความผิดทางเพศแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามสมาพันธรัฐสวิส สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีการนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัดมาใช้กับความผิดทางเพศ โดยมีแนวทางในการใช้หลักดังกล่าวแตกต่างกันไป เช่น มีการกำหนดเงื่อนไขอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อยกเว้นความผิด ยกเว้นโทษ หรือลดหย่อนโทษ ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงการกำหนดบทบัญญัติความผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักความรับผิดโดยเคร่งครัดในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและกระทำอนาจาร โดยการสร้างข้อยกเว้นของหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด เพื่อเปิดช่องให้ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจดำเนินกระบวนการพิจารณาแก้ไขปัญหาได้อย่างยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น
บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองไทย : กรณีศึกษา รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน, ชนินทร์ อินทรปัญญา
บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองไทย : กรณีศึกษา รายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน, ชนินทร์ อินทรปัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาถึงความสัมพันธ์และอิทธิพลของวัฒนธรรมทางการเมืองที่มีต่อบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการจัดทำรายงานและการให้ความเห็นของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในต่างประเทศภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตยแบบตะวันตก ได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ราชอาณาจักรอังกฤษ สาธารณรัฐฝรั่งเศส และราชอาณาจักรสเปน กับการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการให้ความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองไทย จากการศึกษาพบว่า การให้ความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายกรณียังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการมีวัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ชัดเจนมากนัก และในบางกรณีได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมทางการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เช่น ในหลายกรณีมิได้มีการให้ความเห็นที่กล่าวถึงคำว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมิได้กล่าวว่ามีการกระทำอันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในบางกรณีมิได้มีการให้ความเห็นที่ยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เป็นต้น ดังนั้น ปัญหาของการจัดทำรายงานผลการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการให้ความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยจึงต้องหาทางออกหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งให้การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้
ปัญหาการชดเชยค่าเสียหายเบื้องต้นกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันปราศจากความเสียหายทางกายภาพ กรณีน้ำมันรั่วภายใต้กฎหมายไทย, ณัฐกิตติ์ วงศ์วิวัฒน์ชัย
ปัญหาการชดเชยค่าเสียหายเบื้องต้นกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันปราศจากความเสียหายทางกายภาพ กรณีน้ำมันรั่วภายใต้กฎหมายไทย, ณัฐกิตติ์ วงศ์วิวัฒน์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีความมุ่งหมายในการศึกษาเรื่องการชดเชยค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากมลพิษน้ำมันสภาพความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเป็นผลกระทบจากมลพิษน้ำมัน สภาพปัญหาของกระบวนการชดเชยค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายจากมลพิษน้ำมันตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทย และศึกษาตัวอย่างกระบวนการชดเชยค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของต่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนากลไกการชดเชยค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายเฉพาะว่าด้วยความรับผิดเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมันของไทย จากการศึกษาพบว่ากระบวนการชดเชยค่าสินไหมทดแทน ในเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากขาดกลไกการชดเชยค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายที่มีความรวดเร็วทันท่วงที และมีปัญหาของการที่บทบัญญัติไม่ได้กำหนดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันปราศจากความเสียหายทางกายภาพไว้อย่างชัดเจน จากปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนจึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาโดยการกำหนดหน้าที่ในการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น รวมถึงเสนอให้ประเทศไทยมีกองทุนเพื่อการชดเชยค่าเสียหายในเหตุการณ์น้ำมันรั่วเพื่อการเยียวยาความเสียหายที่เกิดให้ทันท่วงที และเพิ่มความสูญเสียรายได้และผลกำไรไว้ในคำนิยามของคำว่าความเสียหายจากมลพิษให้ชัดเจน ซึ่งผู้เขียนได้จัดทำเป็นแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้ร่างกฎหมายสามารถหยิบยกไปใช้ได้ตามสมควร
ปัญหาการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย, ณัฐณิชา ขัมมะรัตน์
ปัญหาการแสดงเจตนาเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย, ณัฐณิชา ขัมมะรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายนั้น แม้เป็นการแสดงเจตนาของผู้บริจาคแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่นอกเหนือจากผู้บริจาคเองแล้ว ทายาทถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการแสดงเจตนาของผู้บริจาค และแพทย์ผู้เป็นตัวกลางในการผ่าตัดนำเอาอวัยวะไปเพื่อทำการปลูกถ่ายนั้นย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลของการแสดงเจตนาของผู้บริจาคด้วยกันทั้งสิ้น และเนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายไว้อย่างชัดเจน จึงก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะ อันส่งผลกระทบต่อความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิของทายาทในการให้ความยินยอมเพื่อปลูกถ่ายอวัยวะ และการกระทำของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายด้วย จากการศึกษาพบว่า การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะจะสามารถนำหลักนิติกรรมมาใช้เฉพาะนิติกรรมฝ่ายเดียว กล่าวคือ พินัยกรรม โดยการแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะตามรูปแบบของการบริจาคในประเทศไทยนั้น ถือเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา หรือในกรณีที่ผู้บริจาคประสงค์จะบริจาคโดยไม่ทำตามแบบฟอร์มที่ศูนย์บริจาคกำหนดย่อมอาจเข้าลักษณะของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับได้ และไม่สามารถเป็นพินัยกรรมรูปแบบอื่นได้อีก ในขณะที่การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะไม่อาจเป็นสัญญาได้ เนื่องจาก การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะ ไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย เพราะผู้บริจาคสามารถถอนการแสดงเจตนาของตนได้ทุกเมื่อตราบเท่าที่ตนยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ดี แม้การแสดงเจตนาบริจาคอาจถือเป็นพินัยกรรม แต่มีข้อน่าพิจารณาว่า การบริจาคอวัยวะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "สิทธิบุคคลภาพ"ของผู้บริจาค อันเป็นสิทธิในชีวิตและร่างกาย ที่เป็นสิทธิเด็ดขาด และไม่อาจจำหน่าย จ่าย โอน ได้ จึงต้องมาพิจารณาลักษณะของการบริจาคอีกทางหนึ่ง โดยอาศัย สิทธิของผู้บริจาคเป็นหลักในการพิจารณา คือ "หลักความยินยอม" ซึ่งหลักการนี้ได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 มาตรา 9 กล่าวคือ ความตกลงหรือความยินยอม สำหรับการกระทำที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งของกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีจะนำมาอ้างเป็นเหตุยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไม่ได้ เมื่อพิจารณาถึงการที่ผู้บริจาคยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดนำอวัยวะของตน เป็นการยินยอมของตัวผู้บริจาคด้วยความเต็มใจ อันเป็นความยินยอมที่บริสุทธิ์ ทั้งเจตนาของการบริจาคนั้นเพื่อนำไปปลูกถ่ายอวัยวะอันเป็นเจตนาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป โดยผู้บริจาคหาได้รับประโยชน์ตอบแทนใดๆ ไม่ เมื่อการบริจาคไม่ใช่การซื้อขาย ความยินยอมของผู้บริจาคในการบริจาคอวัยวะของตนจึงเป็นความยินยอมที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะจึงถือเป็นความยินยอมอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่นิติกรรม ในขณะเดียวกัน การแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของผู้บริจาค เนื่องจากผลของสิทธิบุคคลภาพอาจก่อความเสียหายให้แก่ทายาทได้ ดังนั้น ทายาทจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริจาคอวัยวะด้วย อันเป็นเรื่องของ การขอความยินยอมจากทายาทก่อนแพทย์จะทำการผ่าตัดอวัยวะ ซึ่งถูกบัญญัติไว้ในข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2560 อย่างไรก็ดีข้อบังคับดังกล่าว หาได้กำหนดว่าทายาทคนใดที่มีสิทธิในการให้ความยินยอม นอกจากนี้การผ่าตัดอวัยวะเป็นการกระทำโดยแพทย์ซึ่งใช้หลักเกณฑ์แกนสมองตาย ที่กำหนดใน ประกาศแพทยสภาที่ 7/2554 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการวินิจฉัยสมองตาย มากำหนดเกี่ยวกับการผ่าตัดอวัยวะ แต่เมื่อพิจารณาแล้วการกระทำของแพทย์อาจครบองค์ประกอบความรับผิดทางละเมิดและทางอาญา อันอาจก่อให้แพทย์มีความเสี่ยงที่ต้องรับผิดได้ เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายใดที่กำหนดยกเว้นความรับผิดของแพทย์เป็นการเฉพาะ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่าไม่มีประเทศใดนำเอาหลักนิติกรรมหรือสัญญามาใช้กับการบริจาคอวัยวะ ทั้งนี้ประเทศเยอรมัน และ รัฐนิวยอร์ก มีการกำหนดให้ผู้บริจาคสามารถแสดงเจตนาบริจาคอวัยวะผ่านทางพินัยกรรม และ Living Will อันเป็นเอกสารแสดงเจตนาในระหว่างมีชีวิตพินัยกรรมชีวิตได้ ในขณะที่ประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่อง Living Will นั้น ไม่มีการกำหนดเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะใน Living Will แต่อย่างใด ในส่วนของทายาท ประเทศเยอรมัน และรัฐนิวยอร์ก กำหนดลำดับชั้นของทายาทที่มีสิทธิเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะไว้ในกฎหมาย อันเป็นกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ …
แนวทางและประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดการบินอาเซียนให้เป็นตลาดการบินร่วมอาเซียน, ทิพย์ประภา สุขสราญ
แนวทางและประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดการบินอาเซียนให้เป็นตลาดการบินร่วมอาเซียน, ทิพย์ประภา สุขสราญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลาดการบินร่วมอาเซียน เป็นหนึ่งในความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี ค.ศ. 2015 ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2015 และปัจจุบัน ได้ยกยอดมาดำเนินการต่อในแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยที่แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ค.ศ. 2025 กาหนดเรื่องการขนส่งทางอากาศว่าจะมุ่งเสริมสร้างตลาดการบินร่วมอาเซียนให้มีศักยภาพในการแข่งขันและความสามารถในการปรับตัวที่เพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่า หากเปรียบเทียบกับตลาดการบินร่วมยุโรป การจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียนยังคงเป็นการจัดตั้งเพียงในนามเท่านั้น เนื่องจากอาเซียนยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่สาคัญเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศ ที่จะนำไปสู่การการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียนที่สมบูรณ์ได้ ทั้งเรื่องการแข่งขันทางการค้า หรือการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น หรือในกรณีที่มีการเจรจากฎเกณฑ์บางประการ เช่น การเจรจาเรื่องสิทธิในการให้บริการเดินอากาศระหว่างประเทศแบบประจำ จนเกิดเป็นความตกลงพหุภาคีอาเซียน พร้อมพิธีสารแนบท้ายกำหนดสิทธิในการให้บริการเดินอากาศระหว่างประเทศแบบประจำ จำนวน 3 ฉบับแล้วก็ตาม ก็ยังไม่อาจบังคับบังคับใช้ได้กฎเกณฑ์ได้อย่างเป็นเอกภาพประกอบกับความแตกต่างและหลากหลายของประเทศสมาชิกอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมของประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เชื้อชาติ ภาษาวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียน งานวิจัยนี้จึงมุ่งทำการศึกษาถึงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตลาดการขนส่งทางอากาศของสหภาพยุโรป โดยเน้นที่กฎเกณฑ์สาคัญในการจัดตั้งตลาดการบินร่วมยุโรป ได้แก่ การเข้าสู่ตลาด อัตราค่าโดยสารและระวาง การแข่งขันทางการค้า การคุ้มครองผู้บริโภค และการระงับข้อพิพาท ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอันเป็นแนวทางนำไปสู่การจัดตั้งตลาดการบินร่วมอาเซียนได้ นอกจากนี้ ยังศึกษาความตกลงพหุภาคีอาเซียนพร้อมพิธีสารแนบท้าย ซึ่งกำหนดสิทธิในการให้บริการเดินอากาศระหว่างประเทศแบบประจา จานวน 3 ฉบับ และการใช้ความตกลงดังกล่าวในทางปฏิบัติ ซึ่งเน้นกฎเกณฑ์ที่สอดคล้องกับที่ได้ศึกษากฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป โดยศึกษาแนวทางและประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดการบินอาเซียน เพื่อนำไปสู่การบูรณาตลาดการบินร่วมอาเซียนได้ในที่สุด
ปัญหาการตีราคาธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศในการคำนวณภาษีศึกษาเฉพาะกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล, ธัญชิตา จริงจิตร
ปัญหาการตีราคาธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศในการคำนวณภาษีศึกษาเฉพาะกรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล, ธัญชิตา จริงจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีในธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานรายการทางการเงินไทย ทั้งนี้ เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาเกี่ยวกับการตีราคาเพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ จากนั้นจะได้ทำการศึกษาหลักกฎหมาย หลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติในการการตีราคาเพื่อคำนวณภาษีสำหรับธุรกรรมดังกล่าวในต่างประเทศ ทั้งทางด้านภาษีอากร และการบัญชีและการเงิน เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ประกาศ หรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการศึกษาโดยการวิจัยจากเอกสาร ด้วยวิธีพรรณนาและวิเคราะห์โดยทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือคำอธิบาย บทความในหนังสือ บทความในวารสาร ประมวลรัษฎากร รวมถึงข้อมูลทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องโดยรวบรวมให้เป็นระบบโดยนำมาศึกษาเปรียบเทียบจากหลักบางประการของประเทศสหรัฐอเมริกา และวิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะที่ชัดเจน จากการศึกษาพบว่า ประมวลรัษฎากรตามมาตรา 65 และมาตรา 65 ทวิ (5) ยังไม่หลักเกณฑ์การรับรู้กำไรขาดทุนจากการตีราคาธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล กล่าวคือ หลักเกณฑ์การรับรู้กำไรขาดทุนจากการตีราคาธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศตามประมวลรัษฎากรขาดความชัดเจน จึงทำให้เกิดปัญหาในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลในธุรกรรมที่เกี่ยวกับสัญญาอนุพันธ์และธุรกรรมการกู้ยืมเงิน ดังนั้น จึงควรมีการบัญญัติหลักเกณฑ์ในการตีราคาธุรกรรมที่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศ โดยกำหนดประเภทธุรกรรมใช้ชัดเจนว่า ธุรกรรมใดบ้างเป็นธุรกรรมที่ต้องต้องนำมาตีราคาเพื่อรับรู้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมทั้งกำหนดวิธีการในการตีราคาที่แตกต่างกันออกไปโดยคำนึงถึงลักษณะและทรัพย์สินอ้างอิงของธุรกรรมนั้น ๆ เป็นสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมและหลักความสม่ำเสมอในการจัดเก็บภาษี
การนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญา, ธีรัช เทพรักษาใจ
การนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญา, ธีรัช เทพรักษาใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาเพื่อแก้ไขปัญหาการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมุ่งศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการบันทึกภาพและเสียงการสอบสวนคดีอาญาของต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาแนวทางการบังคับใช้เทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงในการสอบสวนคดีอาญาที่เหมาะสมกับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันการสอบสวนหรือการสอบปากคำในคดีอาญาของประเทศไทยยังคงประสบปัญหาการบังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ผู้ต้องหา พยาน หรือผู้เสียหายให้การรับสารภาพ หรือให้ถ้อยคำใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กับตนเอง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการสอบสวนของประเทศไทยยังไม่ครอบคลุมและขาดประสิทธิภาพในขั้นตอนการพิสูจน์ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการสอบสวนหรือการสอบปากคำ การบันทึกการสอบสวนไม่ปรากฎหลักฐานในลักษณะภาพและเสียงแต่ถูกจัดให้ดำเนินการในรูปแบบเอกสารเท่านั้น เมื่อได้พิจารณาถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของต่างประเทศพบว่าได้มีการนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงเข้ามาทำหน้าที่ในการบันทึกการสอบสวนหรือสอบปากคำไว้ตลอดกระบวนการ ทำให้ปรากฏหลักฐานทั้งภาพและเสียงอันแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมทั้งทางกายและทางวาจาที่เกิดขึ้นทั้งหมด กรณีเกิดการโต้แย้งถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการสอบสวนจึงสามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้อย่างชัดแจ้ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงขอเสนอให้ประเทศไทยนำเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียงมาประยุกต์ใช้ในการสอบสวนหรือสอบปากคำในคดีอาญา โดยนำแนวทางและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กฎหมายต่างประเทศได้กำหนดไว้ มาปรับใช้อย่างเหมาะสมแก่บริบทของสังคมไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ลดน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา 181 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, นพวรรณ เลาหบุญญานุกูล
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมตามมาตรา 181 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, นพวรรณ เลาหบุญญานุกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ด้วยเหตุที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบันมีการบัญญัติกรอบเวลาของการบอกล้างโมฆียะกรรมในทุกเหตุรวมอยู่ในมาตรา 181 ทำให้เกิดปัญหากรอบเวลาสิ้นสุดลงก่อนเวลาที่ผู้มีสิทธิบอกล้างจะสามารถใช้สิทธิได้ ซึ่งจากการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ทำให้ผู้เขียนพบความแตกต่างเรื่องกรอบเวลาการบอกล้างที่มีปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปีพ.ศ. 2466 ซึ่งมีการบัญญัติอายุความเพื่อการบอกล้างโมฆียะกรรมในแต่ละกรณีแยกออกจากกันและสามารถให้ความคุ้มครองผู้มีสิทธิบอกล้างได้ดีกว่าป.พ.พ.ฉบับปัจจุบัน ซึ่งนอกจากกรอบเวลาของการบอกล้างแล้ว วิธีการและลักษณะทางกฎหมายของเวลาในการบอกล้างก็มีลักษณะที่ต่างกันด้วย ฉะนั้นความแตกต่างเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการศึกษาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบอกล้างโมฆียะกรรมทั้งหมดโดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับหลักกฎหมายของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ประมวลกฎหมายแพ่งอิตาลี ประมวลกฎหมายแพ่งเยอรมัน และประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น เพื่อค้นหาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการคุ้มครองบุคคลผู้มีสิทธิบอกล้างตามกฎหมายของไทย หากพิจารณาหลักเกณฑ์การบอกล้างโมฆียะกรรมของต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า วิธีการบอกล้างโมฆียะกรรมมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือวิธีการฟ้องเพิกถอนและวิธีการแสดงเจตนา ซึ่งวิธีการบอกล้างที่ต่างกันส่งผลต่อการใช้สิทธิเรียกทรัพย์คืนในลักษณะที่ต่างกันไปด้วย ซึ่งจากการศึกษาพบว่า การฟ้องเพิกถอนเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศที่ใช้ระบบสัญญาเดี่ยวอย่างสาธารณรัฐฝรั่งเศส สาธารณรัฐอิตาลี และประเทศญี่ปุ่น และการแสดงเจตนาเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศที่ใช้ระบบสัญญาคู่อย่างสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในส่วนของลักษณะทางกฎหมายของเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมพบว่าส่วนใหญ่มีการกำหนดให้เป็นเรื่องอายุความซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้สิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมได้ดี ส่วนกรณีกรอบเวลาของการบอกล้างนั้นมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศแต่ก็ล้วนให้ความคุ้มครองต่อผู้มีสิทธิบอกล้างทุกประเภทได้อย่างเพียงพอ นอกจากนี้ยังมีการบัญญัติถึงสิทธิยกความเป็นโมฆียะขึ้นต่อสู้ภายหลังพ้นกำหนดเวลาบอกล้างโมฆียะกรรมในประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศสและประมวลกฎหมายแพ่งอิตาลี ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองความถูกต้องเป็นธรรมไว้ด้วย จากการศึกษาพบว่า ความเข้าใจที่ว่าสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในระบบสัญญาเดี่ยวตามป.พ.พ.ของไทยเป็นสิทธิก่อตั้งตามที่ใช้กันในระบบสัญญาคู่ อันส่งผลให้การแสดงเจตนาเป็นวิธีการบอกล้างนั้นไม่ถูกต้องและอาจก่อให้เกิดปัญหาการได้รับทรัพย์คืนในความเป็นจริงอีกด้วย โดยผู้เขียนเห็นว่า ความจริงแล้วสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมในระบบสัญญาเดี่ยวเป็นสิทธิเรียกร้องที่ควรขอให้ศาลบังคับให้ แต่ที่ป.พ.พ.เปิดโอกาสให้การแสดงเจตนาก่อผลได้ ก็เฉพาะแต่ในกรณีที่ผู้ใช้สิทธิเห็นว่าเจตนาของตนสามารถก่อผลตามที่ประสงค์ได้หรือ เห็นว่าโมฆียะกรรมนั้นเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆไม่คุ้มกับการขอคำสั่งจากศาลเท่านั้น และเมื่อเป็นสิทธิเรียกร้องก็ต้องนำหลักกฎหมายเรื่องอายุความมาใช้บังคับเป็นลักษณะทางกฎหมายของสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรม นอกจากนี้ ผู้เขียนขอเสนอให้ยกเลิกกรอบเวลาการบอกล้างเดิมและใช้อายุความ 1 ปีซึ่งเริ่มนับแต่วันที่อาจให้สัตยาบันได้เพื่อให้ผู้มีสิทธิบอกล้างทุกประเภทสามารถใช้สิทธิบอกล้างด้วยตนเองได้จริง รวมถึงเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิยกความเป็นโมฆียะขึ้นต่อสู้ภายหลังพ้นกำหนดเวลาบอกล้างโมฆียะกรรมด้วย