Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (3086)
- Social and Behavioral Sciences (2614)
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (1876)
- Education (1377)
-
- Arts and Humanities (1146)
- Law (897)
- Business (839)
- Medical Sciences (830)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Life Sciences (645)
- Computer Sciences (618)
- Architecture (582)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (547)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Nursing (445)
- Economics (441)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Sociology (373)
- Industrial Engineering (372)
- Dentistry (357)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Law and Economics (344)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (342)
- Political Science (342)
- Operational Research (307)
Articles 1201 - 1230 of 15281
Full-Text Articles in Entire DC Network
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
การสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตด้วยแนวทางไซโคฟิสิคัลและศาสตร์ชี่กง สำหรับนักแสดงเดี่ยวละครแนวสมจริง : กรณีศึกษาบทละครเรื่อง กราวด์ โดย จอร์จ บรานท์, มาเรียน พุ่มอ่อน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงเดี่ยวในละครแนวสมจริง โดยใช้บท กราวด์ เป็นกรณีศึกษา ผ่านการฝึกชี่กงควบคู่กับแนวทางไซโคฟิสิคัล ภาวะพร้อมทางกายจิตหมายถึงภาวะที่กายและจิตทำงานสอดประสาน มีพลังงานภายในที่ไหลลื่นและตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างสมดุล สมมติฐานของงานวิจัยคือ การฝึกชี่กงและแนวทางไซโคฟิสิคัลเน้นแนวทางของลาบานและเชคอฟจะช่วยให้นักแสดงมีภาวะพร้อมทางกายจิต ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดตัวละครได้อย่างมีพลัง ทำให้สามารถสื่อสารหลักของบทละครได้อย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ การเตรียมฐานกายจิตด้วยชี่กง การใช้ Eight Efforts ของลาบาน และการเข้าถึงภาวะภายในผ่าน Psychological Gesture, Archetypes, Image Work ก่อนทำการแสดงจริง 3 รอบ โดยเก็บข้อมูลจากวิดีโอการแสดง แบบสอบถามผู้ชม ความเห็นจากผู้กำกับ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบันทึกของผู้วิจัย ผลการวิจัยพบว่า ชี่กงมีบทบาทหลักในการวางฐานกายจิตและเปิดการรับรู้พื้นที่ ส่วนแนวทางของลาบานและเชคอฟช่วยให้นักแสดงแปลงภาวะภายในเป็นการแสดงที่ทรงพลัง ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้พลังงานจากนักแสดงได้แม้ในช่วงไร้บทพูด งานวิจัยจึงเสนอว่า ลำดับการฝึกที่เริ่มจากชี่กงแล้วต่อด้วยไซโคฟิสิคัล เหมาะอย่างยิ่งกับการแสดงเดี่ยวแนวสมจริงที่ต้องการภาวะพร้อมทางกายจิตของนักแสดงที่ส่งพลังถึงผู้ชมได้ทั้งพื้นที่
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
การพัฒนาทักษะการแสดงออกทางร่างกายเพื่อการแสดงละครตลกประเภทจำอวดด้วยแบบฝึกหัดหน้ากาก : กรณีศึกษาบทบาท เบอร์นาร์ด จากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของ มาร์ค คาโมเล็ตติ, รัชชานน วงศ์โกมล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แบบฝึกหัดการแสดงด้วยหน้ากาก ได้แก่ หน้ากากนูทรัล หน้ากากตัวละคร และคอมเมเดีย เดลลาร์เต เพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะการแสดงตลกจำอวดของนักแสดง กรณีศึกษาบทบาทของเบอร์นาร์ดจากเรื่อง โบอิ้ง-โบอิ้ง ของมาร์ค คาโมเลตติ โดยศึกษาความสัมพันธ์โรแมนติกที่ซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์อย่างรวดเร็วของเบอร์นาร์ดที่ส่งผลต่อการแสดงออกทางกายภาพ กระบวนการฝึกฝนใช้เทคนิคการแสดงหน้ากากของฌาคส์ เลอค็อก เริ่มต้นด้วยการฝึกหน้ากากนูทรัลเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมตนเอง ตามด้วยหน้ากากตัวละครเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตัวละคร และต่อเนื่องด้วยหน้ากากคอมเมเดีย เดลลาร์เต โดยเฉพาะอาร์เลคคีโน ซานนี และกัปปิตาโน นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ทดลองใช้หน้ากากกาย ฟอว์คส์ เพื่อสำรวจมุมมองใหม่ในการเข้าถึงบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนความรู้สึกภายในและตัวละคร สามารถขจัดบุคลิกภาพเดิม เช่น ความอ่อนโยน นุ่มนวล และสร้างกายภาพใหม่ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ความเป็นชาย ทั้งในด้านความมั่นใจ ความเจ้าเล่ห์ และการเคลื่อนไหวที่เฉียบคม การทดลองนี้ยังส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนและขยายลักษณะทางกายภาพในฐานะตัวละครและนักแสดง รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาภาษากายที่เหมาะสมกับตัวละคร จากการฝึกฝน ผู้วิจัยพบว่าตนเองในฐานะนักแสดงมีการพัฒนาการใช้ร่างกายเพื่อการแสดงที่ดีขึ้นและมีอิสระในการใช้ร่างกาย ลดการใช้ความคิด และเพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมท่าทางและจังหวะการเคลื่อนไหวที่ราบรื่น ซึ่งนำไปสู่การแสดงเป็นเบอร์นาร์ดในละครตลกจำอวดที่มีจังหวะและสร้างอารมณ์ขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
“ความบ้าในเหตุผล” และ “เหตุผลในความบ้า” ในประวัติศาสตร์ความบ้าของมิเชล ฟูโกต์, นิธิศ ธรรมแสงอดิภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และประเมินข้อวิพากษ์ของมิเชล ฟูโกต์ ที่มีต่อปรัชญาของเรอเน เดส์การ์ตส์ ในประเด็นเกี่ยวกับความบ้าและเหตุผล โดยมุ่งอภิปรายให้เห็นว่าฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลอย่างไร และความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์อย่างไร โดยมุ่งวิเคราะห์ข้อเสนอของฟูโกต์ในตัวบทประวัติศาสตร์ความบ้าในตัวบทดังกล่าว ฟูโกต์วิพากษ์ระเบียบของเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่กีดกันความบ้าออกจากการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า ในการให้เหตุผลเพื่อตั้งข้อสงสัยต่อความไม่แน่นอนของการรับรู้ทางผัสสะใน Meditations on First Philosophy เดส์การ์ตส์มิได้หลบเลี่ยงอันตรายของความบ้าในแนวทางเดียวกันกับที่ใช้หลบเลี่ยงอันตรายของความไม่แน่นอนทางผัสสะอื่น ๆ เช่น ความฝัน ในกรณีความฝัน เดส์การ์ตส์มีข้อเสนอแก่องค์ประธานผู้สืบสอบในการตรวจสอบภายในตนเองว่ากำลังหลับฝันอยู่หรือไม่ ขณะที่ในกรณีความบ้า ข้อเสนอในการตรวจสอบตนเองขององค์ประธานผู้สืบสอบที่เดส์การ์ตส์เสนอ คือ การเปรียบเทียบกับสิ่งภายนอก คือ คนอื่น ๆ ที่เป็นคนบ้า โดยหากองค์ประธานแสดงออกแบบเดียวกันกับเหล่าคนบ้า องค์ประธานย่อมบ้าไม่ต่างจากคนเหล่านั้น ความบ้าจึงถูกปฏิบัติด้วยการเบียดขับให้เป็นอื่นจากองค์ประธานในห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลอันแตกหักจากความบ้าด้วยการกีดกันความบ้าออกจากระเบียบดังกล่าว ทำให้ความบ้ากลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นเหตุผลภายในระเบียบเหตุผล ด้วยการดำเนินงานของเหตุผล ความบ้ากลายเป็นเหตุผลในการดำรงอยู่ของเหตุผล องค์ประธานผู้ปรารถนาจะมีเหตุผลตามเกณฑ์ของเดส์การ์ตส์ไม่อาจบ้าได้ แม้มนุษย์ยังสามารถบ้าได้ก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ในทรรศนะของฟูโกต์ ความบ้าทำให้แลเห็นข้อจำกัดของระบบเหตุผลของเดส์การ์ตส์ที่ไม่อาจเป็นระบบได้ เพราะมีการแตกหักอย่างรุนแรง ณ กึ่งกลางของห่วงโซ่ระเบียบเหตุผล นั่นคือ เหตุการณ์กีดกันความบ้า ทำให้ห่วงโซ่ระเบียบเหตุผลไม่อาจเรียงร้อยได้อย่างสมบูรณ์
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และ พฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย, เฉลิมพล จงวิทูกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง มิติสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อความสุขของผู้สูงอายุไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุกับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านประชากรศาสตร์ของผู้สูงอายุไทยในรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมิติด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยที่มีลักษณะติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคม กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ 4) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างผู้สูงอายุไทยที่ประเมินว่าตนเองมีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีส่วนร่วมทางสังคมหรือรูปแบบการอยู่อาศัย กับระดับความสุขของผู้สูงอายุ และ 5) เพื่อศึกษาอิทธิพลระหว่างเพศของผู้สูงอายุไทยกับมิติการมีส่วนร่วมทางสังคม เพศของผู้สูงอายุไทยกับรูปแบบการอยู่อาศัย และมิติสุขภาพกับรูปแบบการอยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อระดับความสุขของผู้สูงอายุ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) จากสำนักงานสถิติแห่งชาติในการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 33,828 คน และได้ดำเนินการทดสอบความน่าเชื่อถือของการวิเคราะห์ (Robustness Tests) เช่น การตรวจสอบปัญหา Multicollinearity และ Heteroscedasticity เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบว่าแบบจำลอง Heteroscedastic Linear Regression เหมาะสมกับงานวิจัยนี้เนื่องจาก Heteroscedastic Linear Regression ให้ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานที่ถูกต้อง โดยไม่เกิดอคติของค่าสัมประสิทธิ์ต่าง ๆ ทำให้การอนุมานผลทางสถิติมีความน่าเชื่อเชื่อถือ และให้ค่าพารามิเตอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้การวิจัยนี้ใช้ Maximum Likelihood estimation (MLE) โดยให้ค่าประมาณที่มีประสิทธิภาพ ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา เป็นตัวกำหนดความสุขที่สำคัญ โดยผู้สูงอายุเพศหญิง ผู้สูงอายุที่มีระดับการศึกษาสูง และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีแนวโน้มที่จะมีระดับความสุขมาก ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มระดับความสุขของผู้สูงอายุไทย โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้สูง หรือผู้สูงอายุที่มีสิทธิเข้าถึงสุขภาพในกลุ่มข้าราชการหรือข้าราชบำนาญ หน่วยงานอิสระของรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่ามีความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม เช่น การเป็นสมาชิกและหรือเข้าร่วมของกลุ่ม/ชมรม รับการสนับสนุนทางสังคม พบกว่ามีระดับความสุขที่สูงขึ้นอย่างนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งการอาศัยอยู่กับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะอาศัยอยู่กับคู่สมรส บุตร หลาน ญาติ และบุคคลอื่น ๆ …
Environmental Ethics And Democratic Citizenship In Mary Austin's The Basket Woman And The Ford, Sarunyu Thirayunthikul
Environmental Ethics And Democratic Citizenship In Mary Austin's The Basket Woman And The Ford, Sarunyu Thirayunthikul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines the intertwined concepts of environmental ethics and democratic citizenship in two literary works by late nineteenth-century American writer Mary Austin (1868–1934), The Basket Woman: A Book of Indian Tales for Children (1904) and The Ford (1917). It argues that Austin attempts to employ Native American tales to promote a spiritual relationship between humans and nonhumans, a perspective rooted in Indigenous belief systems. When read alongside her political writing The Young Woman Citizen (1918), The Basket Woman can also be interpreted as an effort to cultivate certain civic values—particularly social responsibility and public-spiritedness—essential to democratic citizenship. The thesis …
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
การศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, ศศิธร เหลาพรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) ตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 3 ข้อ คือ 1) วิเคราะห์โครงสร้างของปริจเฉทในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนี (ฌอน ชยสาโร) 2) วิเคราะห์กลวิธีการใช้ภาษา และ 3) วิเคราะห์วัตถุประสงค์ของปริจเฉทในหนังสือธรรมะดังกล่าว ข้อมูลที่ศึกษาประกอบด้วยปาฐกถาธรรมในหนังสือธรรมะของพระธรรมพัชรญาณมุนีซึ่งแสดงระหว่างปี พ.ศ. 2546 – 2563 รวมทั้งสิ้น 21 บท ผลการศึกษาพบว่า ปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนปิดท้าย แต่ละส่วนสัมพันธ์กันอย่างเป็นเอกภาพ ในเชิงประเภทของปริจเฉท จัดเป็นปริจเฉทอธิบาย (expository discourse) ในด้านกลวิธีการใช้ภาษาพบว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีใช้กลวิธีทางภาษาอย่างหลากหลายในการประกอบสร้างปริจเฉทอธิบาย ได้แก่ 1) การนิยาม 2) การขยายความ 3) การใช้เหตุผล 4) การใช้เรื่องเล่า 5) การสรุปประเด็น 6) การยกสถานการณ์ 7) การเปรียบเหมือนเปรียบต่าง 8) การเปรียเทียบ 9) การปฏิเสธ และ 10) การใช้คำถาม เมื่อพิจารณาวัตถุประสงค์ของปริจเฉทปาฐกถาธรรมของพระธรรมพัชรญาณมุนีพบว่า ปาฐกถาธรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อให้ความรู้และความกระจ่างเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ผ่านมุมมองที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตในบริบทปัจจุบัน 2) เพื่ออธิบายหลักธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางปฏิบัติธรรม ผลการศึกษาในวิทยานิพนธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พระธรรมพัชรญาณมุนีมีความสามารถในการสอนธรรมะให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับวิถีชีวิตผู้ฟังในสังคมร่วมสมัย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Perception Of The Tiktok's Content About Dieting And Workout Towards Body Image Among Thai Teenagers, Arnond Iamsudha
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Short content about idealized body images, such as dieting and workouts on TikTok, has influenced teenagers' perceptions of body image due to frequent comparisons. This research examined a relationship between Thai teenagers' perception of TikTok's dieting and workout content concerning their body image and overall appreciation of their bodies. A sample of 516 Thai teenagers indicated their level of agreement with statements about the perception of their body image after watching these videos. The Body Appreciation Scale was used to measure teenagers' overall perceptions of their body image. The research findings revealed that the majority of respondents agreed that watching …
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
การเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก, มนสิชา จาคะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาและค้นหากลวิธีการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็ก ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบบทแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ปรากฏในบทความของ เจสัน เฮเลอร์แมน (2024) และ ไอวี่ ลอฟเบิร์ก (2016) รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบละครเวทีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญจากงานวิจัยของ เอมิลี่ โอดันเนิล (2018) เพื่อค้นหากลวิธีในการเขียนบทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยา โดยผู้วิจัยเลือกศึกษาข้อมูลทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความโดดเดี่ยวจากการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กเพื่อใช้สภาวะดังกล่าวเป็นประเด็นหลักของเรื่อง (main theme) จากนั้นผู้วิจัยนำองค์ความรู้ที่ได้มาสร้างสรรค์บทละครเวทีแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเรื่อง ว้าง โดยมุ่งใช้แนวคิดและองค์ประกอบของบทแนวดังกล่าวในการทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจสภาวะดังกล่าวและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ ผู้วิจัยจัดแสดงละครเวทีเรื่อง ว้าง ในรูปแบบการอ่านบท (staged reading) เพื่อเก็บความคิดเห็นของผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่า ผู้ชมสามารถเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียของการเพิกเฉยทางอารมณ์ในวัยเด็กได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชมส่วนหนึ่งให้ความเห็นว่าความคลุมเครือของเรื่องและตัวละคร ‘ผี’ ส่งผลให้ประเด็นหลักของเรื่องไม่ชัดเจน โดยจากการวิเคราะห์ผล ผู้วิจัยเห็นว่าเนื่องจากบทแนวดังกล่าวมีความคลุมเครือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ผู้เขียนบทจึงต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงกลวิธีการสร้างความชัดเจนให้กับนัยยะที่ต้องการสื่อผ่านความสยองขวัญในเรื่องเพื่อให้ประเด็นหลักและสารของเรื่องถูกนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ
The Use Of Stella Adler And Michael Chekhov’S Acting Technique And Theory In Developing Acting Skills For Characters With Mental Health Conditions: A Case Study Of Henrik Ibsen's Hedda Gabler, Suhansa Jarurattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the application of Stella Adler’s and Michael Chekhov’s acting techniques in portraying characters with mental health conditions, focusing specifically on Narcissistic Personality Disorder (NPD), Major Depressive Disorder (MDD), and Borderline Personality Disorder (BPD). Recognising the complexity of these conditions, which often involve emotional instability, identity disturbance, and behavioural contradictions, the study examines the challenges actors face in authentically representing both the internal psychological states and external behaviours of such characters. The research analyses Adler’s emphasis on imagination and the character’s given circumstances, alongside Chekhov’s techniques of Psychological Gesture and Imaginary Centre, using Henrik Ibsen’s Hedda Gabler as …
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ เพื่อพัฒนาความสามารถในการเข้าสู่การเป็นตัวละครของนักแสดง : กรณีศึกษาตัวละคร โลมอฟ ในบทละครเรื่อง เดอะ พรอพโพเซิล ของ แอนตัน เชคอฟ, สหัสวรรษ โชติขันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงของไมเคิล เชคอฟ (Michael Chekhov) ในการพัฒนาทักษะด้านความเชื่อในตัวละครและสมาธิ ผ่านกระบวนการฝึกซ้อมบทบาท “โลมอฟ” จากละครเรื่อง “The Proposal” ซึ่งเป็นละครแนวฟาร์ซที่มีความซับซ้อนทั้งทางอารมณ์และจังหวะการแสดง การใช้เทคนิคเชคอฟช่วยให้นักแสดงสามารถเข้าถึงสภาวะภายในของตัวละครได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และเสริมสร้างสมาธิที่มั่นคงระหว่างการแสดง ส่งผลให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์และพลังของบทบาทได้อย่างเต็มที่ ในกระบวนการฝึกซ้อมผู้วิจัยได้เผชิญกับความท้าทายเรื่องการใช้พลังงานทางร่างกายที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดอารมณ์และความเข้มข้นของตัวละคร จึงมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการฝึกซ้อมโดยเน้นการปรับสมดุลของพลังงานและการตอบสนองในกลุ่มนักแสดง ผลจากการปรับวิธีฝึกนี้ทำให้เกิดพัฒนาการที่ชัดเจนทั้งในด้านความมั่นใจและการแสดงออกของนักแสดงแม้ว่าในวันแสดงจริงจะมีข้อจำกัดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้การแสดงสามารถจัดขึ้นได้เพียงรอบเดียว และไม่สามารถเก็บข้อมูลจากผู้ชมได้อย่างครบถ้วน แต่ผลการประเมินจากการสะท้อนตนเองของผู้วิจัย รวมถึงความคิดเห็นจากผู้กำกับและผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงยืนยันว่าเทคนิคของไมเคิล เชคอฟเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการแสดงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านการสร้างและรักษาภาวะตัวละครที่มีความซับซ้อนและหลากหลายทางอารมณ์
The Semiotic Construction Of A K-Pop Fanscape In Thai Public Space: A Case Of K-Pop Artist Café In Bangkok, Athit Wu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the fanscape of K-Pop cafés in Bangkok as socially constructed spaces shaped by fans’ cultural, semiotic, and spatial practices, where fan identity is articulated (Kim, 2017). Drawing on geosemiotics (Scollon & Scollon, 2003), it examines the visual semiotics, both linguistic and non-linguistic elements, and analyzes the interaction order and place semiotics found in Thai K-Pop cafés. The data were drawn from the ethnographic fieldwork of four fan-organized cafés (Neverland, STAY, ARMY, MY) in Bangkok.The analysis of visual semiotics shows that fans use multimodal elements, such as color, gaze, typography, and intertextuality, to visually construct the identity of …
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
พัฒนาการของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทย, ธันยบูรณ์ ธัญลักษณ์มะระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายย่อยของหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของ ที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยทั้งหมด 6 สมัย ได้แก่ 1) สมัยสุโขทัย 2) สมัยอยุธยาถึงธนบุรี 3) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 4) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 5) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 8 และ 6) สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 ถึงรัชกาลที่ 10 หรือสมัยปัจจุบัน อีกทั้งวิเคราะห์พัฒนาการของแต่ละหน่วยสร้างตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ วิเคราะห์ด้วยเกณฑ์ทางอรรถวากยสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ แห่ง และ ใน ในภาษาไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยปัจจุบัน พบความหมายย่อยทั้งหมด 11 ประเภท ได้แก่ ความหมายย่อย 1) ‘กรรมสิทธิ์ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 2) ‘สิทธิครอบครองในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 3) ‘ผลงาน-ผู้สร้าง’ 4) ‘ความสัมพันธ์ เชิงเครือญาติ’ 5) ‘ความสัมพันธ์ทางสังคม’ 6) ‘ส่วนของสิ่งมีชีวิต’ 7) ‘เหตุการณ์-ผู้ร่วมเหตุการณ์’ 8) ‘ส่วนย่อย-ส่วนใหญ่’ 9) ‘สภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ 10) ‘หัวข้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ และ 11) ‘กรอบของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง’ แต่ละหน่วยสร้างแสดงความหมายย่อยแตกต่างกันไปในแต่ละสมัย เมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่ความหมายพบว่า หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีการเปลี่ยนแปลงทางความหมายแบบกว้างออก ส่วนหน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน มีทั้งการเปลี่ยนแปลงทางความหมาย แบบกว้างออกและแบบแคบเข้า และเมื่อพิจารณาพัฒนาการในแง่การปรากฏใช้พบว่า หน่วยสร้างนามวลี แสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ ของ มีแนวโน้มที่จะปรากฏใช้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับสมัย ในทางตรงกันข้าม หน่วยสร้างนามวลีแสดงความเป็นเจ้าของที่มีตัวบ่งชี้ แห่ง และ ใน …
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
การออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา กรณีศึกษา วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่, ลัทธพล ต่ายหัวดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
แสงสว่างมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเมืองเก่าเชียงใหม่ที่มีการพัฒนากิจกรรมด้านมรดกวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจระบบแสงสว่างของพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา พบว่าการใช้แสงเพื่อสื่อความหมายทางวัฒนธรรมยังมีการศึกษาอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา และพัฒนาแนวคิดและกระบวนการออกแบบ โดยใช้กรณีศึกษาวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเสนอแนะแนวทางในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนาเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนงานวิจัยนี้ทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่ภาคสนามและกรณีศึกษาตัวอย่างรูปแบบและการติดตั้งระบบแสงสว่างสำหรับวัดที่เป็นโบราณสถาน รวมถึงทำการสัมภาษณ์เชิงลึกในประเด็นปัจจัยและข้อเสนอแนะกับการออกแบบแสงสว่าง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อใช้พัฒนาเกณฑ์และแนวคิดในการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา วัดสวนดอก รวมถึงทำการจำลองสภาพแสงสว่างเพื่อประเมินความส่องสว่าง และค่าความสว่างที่สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานด้วยโปรแกรม DIALux evo 12.1 นอกจากนี้ยังได้ทำการเสนอแนะรูปแบบการใช้งานและประเมินค่าใช้จ่ายจากการใช้พลังงาน รวมถึงการพิจารณาด้านเทคนิคและความเป็นไปได้ในการติดตั้งจริงงานวิจัยนี้เสนอ แนวทางการออกแบบแสงสว่างสำหรับพุทธสถาปัตยกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1) การสร้างความรู้พื้นฐาน ด้านแสงสว่าง การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยว 2) การกำหนดเกณฑ์และแนวคิดการออกแบบ ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และบริบทของสถานที่ 3) การปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และ 4) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เข้าใจคุณค่าและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน การออกแบบแสงที่เหมาะสมนี้จะช่วย สื่อความหมายทางสถาปัตยกรรม คติความเชื่อ และสร้างบรรยากาศ ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยามค่ำคืนได้อย่างยั่งยืน
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
คุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย : กรณีศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู, วรัทยา เอื้อชัยนุวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ทางสังคม (social space) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เอื้อให้ผู้คนได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งความต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness) นับเป็นความปรารถนาในการดำรงอยู่ของมนุษย์ที่สำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่างานศึกษาเรื่องพื้นที่ทางสังคมในบริบทวัฒนธรรมไทยยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และมีความแตกต่างจากบริบทวัฒนธรรมตะวันตก อันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของผู้คน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่แสดงถึงการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย ผ่านพื้นที่ศึกษาชุมชนปากคลองบางสะแก ย่านตลาดพลู และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาเหล่านั้น เพื่อนำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย วิทยานิพนธ์ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเอกสารร่วมกับการวิจัยภาคสนาม ได้แก่ การสำรวจลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ การสังเกตการใช้สอยที่ว่าง และการเก็บข้อมูลกิจกรรมทางสังคม โดยอาศัยมโนทัศน์ แนวคิด และทฤษฎีจิตวิทยาสถาปัตยกรรม ประกอบด้วย แนวคิดเรื่องการอยู่อาศัยของมนุษย์ (the concept of dwelling) ทฤษฎีองค์ประกอบเมือง (the image of the city) ทฤษฎีกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่สาธารณะ (outdoor activities) ทฤษฎีแบบแผนการใช้สอยที่ว่างของมนุษย์ (proxemics) และทฤษฎีการรับรู้ที่ว่างหลากสัมผัส (multisensory perception of space) เป็นกรอบในการวิจัย ร่วมกับการวิเคราะห์ผังแสดงการใช้สอยที่ว่าง และผังแสดงกิจกรรมทางสังคม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงจุดร่วมจากลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมในบริเวณต่าง ๆ ของชุมชน นำมาสู่บทสรุปคุณลักษณะที่ว่างที่เอื้อต่อการเป็นพื้นที่ทางสังคมในชุมชนเมืองของไทย 5 ประการ ประกอบด้วย ที่ว่างที่เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ว่างขนาดกะทัดรัด ที่ว่างที่เอื้อต่อการเดินเท้า ที่ว่างที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ และที่ว่างใต้ร่มเงาที่ร่มเย็น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
โรงอาบน้ำ: “การดูแลตนเอง” วิถีการอาบน้ำในที่ว่างแห่งสุขภาพ ณ ประเทศไทย, ประภวิษณุ์ อินทร์ตุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาโรงอาบน้ำในแต่ละวัฒนธรรม รวมถึงวัฒนธรรมไทย เพื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการอาบน้ำจากพื้นที่สาธารณะมายังพื้นที่ปิด โดยใช้กรอบทฤษฎีของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) จากงานเขียน The History of Sexuality, Volume 3: Care of the Self และ Discipline and Punish: The Birth of the Prison เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ “โรงอาบน้ำ” ในสังคมไทยภายใต้มิติการดูแลตนเอง และ “วินัย” ประกอบกับข้อมูลจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามและฐานข้อมูลสถานบริการประเภทอาบน้ำ ชี้ให้เห็นว่าโรงอาบน้ำที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมต่างประเทศ ทั้งตะวันออกและตะวันตก จึงเกิดคำถามในการวิเคราะห์ว่า แนวคิดของฟูโกต์สามารถสะท้อนถึงมิติการดูแลตนเอง และวินัยในโรงอาบน้ำได้อย่างไร, โรงอาบน้ำของตะวันตกและตะวันออกมีลักษณะแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร, และโรงอาบน้ำแบบไทยน่าจะมีลักษณะอย่างไร การทบทวนวรรณกรรมเน้นการศึกษาแนวคิดทางสังคมวิทยาและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ำในมิติต่างๆ อาทิ ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงการวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษา ผู้วิจัยพบว่าแนวคิดการดูแลตนเองและความมีวินัยของฟูโกต์ ยังเชื่อมโยงโรงอาบน้ำที่ไม่ใช่เพียงมิติสุขภาพ ยังสะท้อนถึงมิติอื่นๆ นำไปสู่การออกแบบวิธีการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ศึกษาแนวทางออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะของไทยร่วมสมัย จากผลการศึกษาผู้วิจัยเสนอให้การออกแบบโรงอาบน้ำสาธารณะในบริบทไทยร่วมสมัยควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในเชิงสังคมวัฒนธรรมและเชิงจริยธรรม โดยอาศัยเครื่องมือในการเก็บข้อมูลแบบมีส่วนร่วมอย่างเกมการ์ดสองมิติ และสามมิติเพื่อให้เกิดแนวทางการออกแบบที่สอดคล้องกับพฤติกรรม วิถีชีวิต และคนในสังคมไทย
Living Conditions, Housing Choice And The Challenge On Education Of Low-Income Youth Urban Migrants In Yangon: The Case Study Of Kamayut Township, B D. Sang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how living conditions, housing choices, and education issues affect low-income youth who move to urban areas in Kamayut Township, Yangon. It uses interviews with 22 participants to understand how poor housing and limited access to public facilities impact these young migrants' education and personal growth. Most migrants live in hostels or shared apartments because they cannot afford better options. These housing situations include overcrowding, noise, and unreliable utilities. Such challenges make it hard for them to focus on their studies, but they try to overcome this by managing their time well and finding other places to study.Additionally, …
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
แนวทางการปรับปรุงอาคารเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้วัสดุอาคารและการใช้พลังงานของอาคารสถานศึกษา, ธนภัทร ทองไพบูลย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงเปลือกอาคารที่ส่งผลกระทบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำที่สุด จากการประเมินสัดส่วนการลดการใช้พลังงานตลอดวัฏจักรชีวิตอาคาร และการเพิ่มขึ้นของวัสดุอาคารของแต่ละแนวทางเลือกจากการเลือกใช้เปลือกอาคาร 4 ประเภท ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนผนังทึบ ฉนวนหลังคา กระจกเปลือกอาคาร และแผงบังแดด โดยมีอาคารกรณีศึกษาเป็นอาคารเรียน ปริมาณวัสดุก่อสร้างถูกถอดจากโปรแกรม Autodesk Revit และประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุอาคาร 60 ปีด้วยโปรแกรม OneClickLCA ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานถูกจำลองและปรับเทียบด้วยโปรแกรม EnergyPlus จากผลการศึกษาทางเลือกทั้งหมด 73 รูปแบบ พบว่าฉนวนกันความร้อนผนังอาคารประเภทเซลลูโลสสามารถลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้ 4.40% และมีการเพิ่มการปล่อยจากวัสดุน้อยที่สุดเพียง 0.9% สำหรับกระจก Low-E แม้จะลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานได้สูงสุดที่ 8.75% แต่มีค่าการปล่อยจากวัสดุสูงถึง 7.41% ส่วนแผงบังแดดอลูมิเนียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มอุปกรณ์บังแดด โดยลดค่าการปล่อยรวมตลอดวัฏจักรชีวิตอาคารได้ 2.67% หากออกแบบให้มีระยะยื่นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้การปรับปรุงเปลือกอาคารควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับอากาศและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะช่วยลดค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 13.8% ต่อปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามแนวทาง CRREM ได้ หากเพิ่มระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมด้วย จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 67.95% เหลือเพียง 11.74 kgCO₂e/m²/ปี ซึ่งเพียงพอต่อเป้าหมายของ CRREM ภายในปี ค.ศ. 2030
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
แนวทางการกำหนดจุดชมโบราณสถานเพื่อคนพิการทางการเคลื่อนไหว กรณีศึกษาอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์, อติกานต์ บำรุงวุทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพนมรุ้ง มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของประเทศ ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟดับสนิท สภาพพื้นที่ที่มีความสูงชันและสถาปัตยกรรมขอมที่มีลักษณะเฉพาะ ส่งผลให้การเข้าถึงพื้นที่ซึ่งมีพื้นต่างระดับเป็นอุปสรรคสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว คุณค่าและความงามของปราสาทหินพนมรุ้งอยู่ที่ความเป็นของแท้ดั้งเดิม ความครบถ้วนสมบูรณ์ และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงอาจกระทบต่อคุณค่าดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดจุดชมโบราณสถานที่เหมาะสมและเข้าถึงได้สำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว วิธีวิจัยใช้การประเมินคุณค่าพื้นที่ตามเกณฑ์การอนุรักษ์โบราณสถาน และการประเมินความที่ของภาพที่ปรากฏในสื่อ การประเมินการเข้าถึงจุดสำคัญ และการรับฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาพบว่า องค์ประกอบโบราณสถานจาก 17 จุด มีจำนวน 6 จุดสำคัญในการชมสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว ได้แก่ ลานทางสู่ปราสาท ปราสาทประธาน บันไดขึ้นสู่ปราสาทประธาน ชาลารูปกากบาท บันไดต้นทาง และสระน้ำโบราณ ที่งนี้ พบปัญหาอุปสรรคด้านการเข้าถึงทางกายภาพ เนื่องจากพื้นผิวของทางเดินเป็นวัสดุหินทรายและหินศิลาแลง สภาพขรุขระ และรูปแบบของสถาปัตยกรรมขอมที่มีรูปแบบพื้นต่างระดับ แนวทางการออกแบบ เริ่มจากการศึกษาและเข้าใจสถาปัตยกรรมขอมอย่างลึกซึ่ง ด้วยการประเมินมุมมอง การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งก่อสร้างใหม่ ทำการจำแนกความจำเป็นในการเข้าถึง บริเวณที่ไม่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม อาจต้องทดแทนด้วยการมองเห็นจากตำแหน่งอื่น สำหรับจุดที่สามารถมองเห็น ณ ตำแหน่งดั้งเดิม ออกแบบปรับปรุงด้วยแนวคิดด้านการอนุรักษ์ และด้านการเข้าถึงทั้งทางกายภาพและการเข้าถึงทางการมองเห็น โดยปรับพื้นที่ให้น้อยที่สุด
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้องของอาคารศูนย์บริการรถยนต์, ชาญฤทธิ์ เกตุไสว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในอาคารศูนย์บริการรถยนต์ การจัดการด้านการบำรุงรักษาระบบประกอบอาคารและระบบเครื่องกลที่เกี่ยวข้อง เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมหลักของอาคารที่เป็นกรณีศึกษาทั้ง 7 แห่ง แต่ละอาคารมีการทำงานแตกต่างกันตามภารกิจหลักของแต่ละศูนย์บริการรถยนต์ ซึ่งแบ่งพื้นที่ทำงานตามลักษณะงานให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ของอาคาร การศึกษานี้ต้องทำความเข้าใจในกิจกรรมหลัก ซึ่งจะส่งผลให้การจัดการบำรุงรักษามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การศึกษานี้มุ่งเน้นด้านการวางแผนและการจัดการบำรุงรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการแผนการทำงาน และขอบเขตการปฏิบัติงาน โดยเป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ และศึกษาจากข้อมูลเอกสาร จากโครงสร้างหน่วยงานภายในองค์กร จากนั้นนำข้อมูลมาแจกแจงเพื่อวิเคราะห์ลักษณะร่วม ความแตกต่าง เพื่อนำไปสรุปและอภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษาพบว่า 1) อาคารทั้ง 7 แห่ง มีกิจกรรมหลักแตกต่างกัน นอกจากการบริการรถยนต์แล้วมีในส่วนการบริการประกอบด้วยงานขาย ตรวจเช็ค ซ่อม 7 แห่ง งานซ่อมตัวถังและสี 4 แห่ง (ไม่ทำงานซ่อมตัวถังและสี 3 แห่ง) 2) มีช่างบำรุงรักษาระบบ 2 คนเข้าดูแลอาคารทั้ง 7 แห่ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อทำงานตามแผนงาน ตามการแจ้งซ่อม และงานที่ไม่ได้วางแผน 3) พบความไม่ชัดเจนในการบำรุงรักษาระบบเครื่องกลในแง่การรับผิดชอบของช่างยนต์ในศูนย์บริการกับช่างอาคารส่วนกลาง 4) จัดจ้างหน่วยงานภายนอกทำงานบำรุงรักษาระบบ และพบข้อจำกัดในการบำรุงรักษาไม่ครอบคลุมทุกระบบ 5) มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน มีห้องเก็บน้ำมัน และวัตถุอันตราย มีการทำงานสี มีห้องจัดเก็บสี จึงต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านอัคคีภัย 6) มีการกำจัดวัตถุที่เป็นอันตรายด้านอัคคีภัย และต่อสุขภาพ 7) มีอาคารอื่นตั้งอยู่ใกล้เคียง ได้แก่ อาคารพาณิชย์ อาคารที่พักอาศัย เป็นต้น จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเสียง กลิ่น และอัคคีภัย สรุปการศึกษานี้พบว่าอาคารประเภทศูนย์บริการรถยนต์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร และอาคารโดยรอบใกล้เคียงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการรับผิดชอบต่อสังคม
Tourist's Perspective On Community-Based Tourism As A Strategy For Historic Neighborhood Revitalization: A Case Study Of Nang Loeng, Ni Li
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nang Loeng, an old-town district in Bangkok Metropolis, is a microcosm of the historic urban communities in tourist cities at risk of expropriation which are facing the dilemma of being forced to relocate for planned development. Nang Loeng area is trying to adopt community-based tourism as the main strategy to negotiate the planned developments and regenerate their communities. Although community-based tourism is generally acknowledged as a positive strategy for social-economic revitalization since its community participation and co-decision making procession, there is a dual neglect in the fields of tourism and urban planning when examining the effectiveness of community-based tourism as …
Three Essays On Trade Diversification And Trade Structure In South Asian Economies, Nazmullah Bin Tariq
Three Essays On Trade Diversification And Trade Structure In South Asian Economies, Nazmullah Bin Tariq
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Two interrelated ideas of trade, trade diversification and trade structure, as well as their effects on inequality, income, and output, are explicitly explained in this thesis. Trade diversification refers to a shift towards a more varied structure of trade, reducing reliance on a few products. Trade diversification can be decomposed into intensive and extensive margins which represent the diversification arising from traditional goods and diversification arising from trading new goods respectively. Trade structure, on the other hand, captures the composition and characteristics of a country’s trade, including the number and type of trade partners and the concentration of trade among …
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
การระบุคุณลักษณะและความสำคัญทางวัฒนธรรมเพื่อข้อเสนอแนะ การสร้างเครื่องมือประเมินมรดก: กรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด, นันท์ณิตา เฉลยจรรยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค (Art Deco Architecture) เป็นหนึ่งในความหลากหลายของรูปแบบสถาปัตยกรรมยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นรอยต่อระหว่างรูปแบบประวัติศาสตร์นิยมและรูปแบบโมเดิร์น ความทันสมัยแบบอาร์ตเดโคเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในตะวันตกช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920–1930 และแพร่หลายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียจนถึงช่วงราวคริสต์ทศวรรษ 1950 แต่ปัจจุบันเผชิญกับการปรับเปลี่ยนโดยขาดความเข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญทางสถาปัตยกรรมของรูปแบบนี้ ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการระบุคุณลักษณะ (Attributes) และความสำคัญทางวัฒนธรรม (Cultural Significance) รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือการระบุคุณลักษณะและประเมินความสำคัญ การวิจัยนี้เลือกกรณีศึกษา อาคารอาร์ตเดโคในย่านเยาวราชและทรงวาด โดยใช้กรอบแนวคิดการอนุรักษ์ฐานคุณค่าประกอบกับข้อมูลอาร์ตเดโคในระดับสากล เพื่อนำมาพัฒนาเกณฑ์ระบุคุณลักษณะในการสำรวจพื้นที่และสรุปความสำคัญ ซึ่งประกอบด้วย บริบทแวดล้อม การจัดพื้นที่ภายใน รูปทรงและรูปด้าน องค์ประกอบการตกแต่ง โครงสร้างและวัสดุ การใช้สอยและความสัมพันธ์ทางสังคมจากรายการอาคารอาร์ตเดโคในพื้นที่ศึกษาจำนวน 35 หลัง ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษาจำนวน 4 หลัง ศึกษาเชิงลึกด้วยการสำรวจภาคสนาม ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะด้านสภาพแวดล้อม การใช้สอย และความสัมพันธ์ของอาคารอาร์ตเดโคได้สะท้อนความสำคัญโดดเด่นในด้านการเป็นแหล่งความรู้และหลักฐานของการพัฒนาย่านชุมชนการค้าชาวจีนสมัยใหม่ในกรุงเทพฯ ช่วงราวปี พ.ศ. 2480–พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1930–1950) รวมถึงคุณลักษณะด้านองค์ประกอบทางกายภาพที่มีความสำคัญด้านสถาปัตยกรรมและสังคม แสดงถึงการนำเสนอแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจากเดิม ความก้าวหน้าของวัสดุและเทคโนโลยี การก่อสร้าง สะท้อนรสนิยมของผู้คนในท้องถิ่นและการปรับตัวให้เข้ากับบริบท ข้อเสนอแนะจากการศึกษาชี้ว่า การสร้างเครื่องมือควรพิจารณาตั้งแต่รูปทรงและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม ครอบคลุมไปถึงประเด็นด้านสภาพแวดล้อม ด้านการใช้สอย ความสัมพันธ์และความหมายที่เชื่อมโยงกัน เปิดกว้างถึงความแตกต่างของบริบทและช่วงเวลาที่ส่งผลให้เกิดรูปแบบอาร์ตเดโคที่มีความหลากหลายในแต่ละพื้นที่
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
แนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย กรณีศึกษา โครงการอาคารชุดพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร, พสิษฐ์ ศิริสาลิโภชน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่สีเขียวมีความสำคัญอย่างมากต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โดยกฎหมายในประเทศไทย กำหนดให้โครงการอาคารชุดต้องมีพื้นที่สีเขียว 1 ตารางเมตรต่อจำนวนผู้พักอาศัย 1 คน แต่ด้วยโครงการอาคารชุดส่วนใหญ่มีพื้นที่จำกัด ผู้พัฒนาโครงการจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สีเขียวทั้งบนดินและบนอาคารเรียกว่า สวนหลังคา (Roof Garden) ที่มีพื้นที่สีเขียวบนอาคาร (Green Roof) เพื่อให้ปริมาณพื้นที่สีเขียวตรงตามกฎหมาย ซึ่งสวนหลังคามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากพื้นที่สีเขียวบนดินทั้งการออกแบบ การก่อสร้าง และการดูแลรักษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและหาแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัย สำหรับผู้เกี่ยวข้อง และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการกรณีศึกษาทั้งหมด 3 โครงการ ใช้วิธีเก็บข้อมูลด้วยการสำรวจจากสถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมาสวนหลังคา ผู้เกี่ยวข้องกับงานดูแลรักษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวิเคราะห์หาข้อดี ข้อสังเกต และแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากการศึกษา สามารถสรุปแนวทางการพัฒนาสวนหลังคาในโครงการอาคารชุดพักอาศัยได้ดังนี้ (1) นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรส่งเสริมให้ สถาปนิก และภูมิสถาปนิก ทำงานร่วมกันในการกำหนดตำแหน่งพื้นที่สีเขียว ในการก่อสร้างควรมีการวางแผนร่วมกันและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับเหมา รวมถึงกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมให้กับสวนหลังคาซึ่งมักมีแนวโน้มราคาสูงกว่าพื้นที่สีเขียวบนดิน การดูแลรักษาควรคำนึงถึงงบประมาณ และปริมาณคนดูแลประจำที่เหมาะสมกับปริมาณพื้นที่สีเขียว (2) ไม้ยืนต้น ในสวนหลังคาควรพิจารณาให้มีไม้ยืนต้นเท่าที่จำเป็น หากมีควรเลือก ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ชนิดที่ไม่ผลัดใบ ทนต่อแรงลมบนอาคาร และใบร่วงต่ำ (3) ไม้พุ่มและไม้คลุมดิน ไม่ควรมีชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย ทนต่อแรงลมบนอาคาร ต้องการการดูแลรักษาต่ำ และขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการปักชำ (4) สนามหญ้า ควรปลูกในตำแหน่งที่ได้รับแสงมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันตามทฤษฎี และควรพิจารณาใช้เท่าที่จำเป็น และ (5) องค์ประกอบอื่นที่สำคัญได้แก่ ระบบระบายน้ำเป็นส่วนที่ควรตรวจสอบอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง และหากมีระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ ควรมีการเผื่องบประมาณสำหรับซ่อมแซมเมื่อเกิดความชำรุดเสียหาย
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคารด้วยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากสถานีตรวจวัดในพื้นที่เปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์สาธารณะ, อณิวัสส์ พันธุ์พงศ์พิพัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศในการวิเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก แต่เนื่องจากชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่สามารถค้นหาได้จากเว็บไซต์สาธารณะในปัจจุบัน มีความหลากหลายทั้งเรื่องของประเภทของชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งตำแหน่งของสถานีตรวจวัด ซึ่งมักจะมีระยะห่างจากพื้นที่ที่ต้องการจำลองประสิทธิภาพอาคาร ส่งผลให้เกิดความแตกต่างระหว่างชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศได้ งานวิจัยนี้ศึกษาการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร เมื่อใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศต่างแหล่งที่มา ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ใช้ชุดข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศ CU มาเปรียบเทียบกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากเว็บไซต์ ได้แก่ 1) Energyplus (EPW) 2) ClimateOneBuilding (COB) 3) Photovoltaic Geographical Information System (PVGIS) ประเภท Typical Year และ 4) Integrated Environmental Solutions (IES) ประเภท Actual Year จึงเปรียบเทียบข้อมูลอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความเข้มรังสีดวงอาทิตย์แบบตรง และแบบกระจาย ทำการคำนวณ Cooling Degree Days (CDD) และทำการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นในอาคารด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้อาคารจามจุรี 5 เป็นอาคารกรณีศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีตรวจวัดอากาศ CU รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร ได้แก่ อัตราส่วนของหน้าต่างต่อผนังทึบ (WWR) ค่า U-value ของกระจก และการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เพื่อหาอัตราร้อยละของการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงาน (Percentage Improvement) ผลการวิจัยพบว่า จากการจำลองการใช้พลังงานการทำความเย็นภายในอาคารกรณีศึกษา มีเพียงชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศของ PVGIS ที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ CU และเมื่อมีการปรับเปลี่ยนตัวแปรทางกายภาพของเปลือกอาคาร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าการใช้พลังงานของอาคาร พบว่า การใช้ชุดข้อมูลสภาพภูมิอากาศ PVGIS, EPW และ IES มีอัตราร้อยละการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU เช่นกัน โดยที่ตัวแปรอุณหภูมิของ PVGIS มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดข้อมูล CU และมีค่าเฉลี่ยห่างจากชุดข้อมูล CU มากที่สุด ตัวแปรอุณหภูมิจึงเป็นตัวแปรสำคัญในการจำลองประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
การขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ที่ส่งผลต่ออุทกนิเวศ กรณีศึกษาตัวเมืองนครศรีธรรมราช, อินทัช จันทร์อุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมืองนครศรีธรรมราช เป็นชุมชนเก่าแก่ที่พัฒนาขึ้นบนพื้นที่ราบฝั่งตะวันออกของเทือกเขาหลวง ในจังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่ช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ในชื่อของ “อาณาจักรตามพรลิงค์” การปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ในลักษณะของชุมชนเมืองซึ่งเป็นภูมิทัศน์รูปแบบหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อให้เหมาะแก่การอยู่อาศัยในแต่ละยุคสมัย ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณน้ำท่า และอัตราการไหลของน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นภายในพื้นที่ รวมทั้งความสามารถซึมน้ำได้ของพื้นที่ที่น้อยลงเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ดาดแข็ง งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและการขยายตัวของเมืองต่อระบบอุทกนิเวศในพื้นที่กรณีศึกษาเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยการสร้างแผนที่แสดงการขยายตัวของเมืองนครศรีธรรมราช จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเมือง และแผนพัฒนาพื้นที่ เพื่อบ่งชี้ช่วงเวลาการขยายตัวของเมือง ร่วมกับการศึกษาระบบอุทกนิเวศในพื้นที่ ด้วยการเก็บข้อมูลลักษณะแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำฝน และพื้นที่น้ำท่วม เพื่ออธิบายถึงลักษณะการขยายตัวของเมืองและผลต่อระบบอุทกนิเวศจากการศึกษาการขยายตัวของเมืองด้วยภาพผังเมืองเก่า และส่วนขยายใน พ.ศ.1620 และ พ.ศ.2229 เมื่อซ้อนทับลงบนพื้นที่ในปัจจุบัน พบว่าพื้นที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราชเดิมตั้งอยู่เพียงบนพื้นที่สันทราย หรือถนนราชดำเนินในปัจจุบันเท่านั้น รวมถึงพบการสร้างคูเมืองเพื่อป้องกัน และช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เมื่อเทียบกับการขยายตัวของเมืองในปัจจุบัน จากการศึกษาการขยายตัวของเมืองผ่านภาพถ่ายดาวเทียมของเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2537 จนถึง พ.ศ.2567 ด้วยการแปลงดัชนีความแตกต่างพืชพรรณ (NDVI) เพื่อแยกพื้นที่ตัวเมืองออกจากพื้นที่สีเขียว จะเห็นถึงการขยายตัวของเมืองออกจากสันทรายซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากการขยายตัวของระบบการสัญจรทางบก โดยเมื่อนำข้อมูลการขยายตัวของเมืองทั้งหมดมาซ้อนทับกับข้อมูลพื้นที่น้ำท่วม พบว่าการขยายตัวของเมืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 มีการขยายตัวของเมืองเข้าสู่พื้นที่ราบต่ำซึ่งมีน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก รวมถึงการปรับความสูงพื้นที่บางส่วนให้มีระดับเทียบเท่ากับถนน ส่งผลให้พื้นที่เมืองที่ต่ำกว่ายิ่งได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำท่าที่เพิ่มสูงขึ้น
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
การรายงานความยั่งยืนในช่วงการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2566, นิศมา วิริยประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น รวมถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่อประเด็นทางสังคมและบรรษัทภิบาล ได้กระตุ้นให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดำเนินธุรกิจโดยยึดแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรายงานเพื่อความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้างของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากรายงาน 56-1 One Report และรายงานความยั่งยืนประจำปี 2566 ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปี 2566 พร้อมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกบุคลากรจากบริษัทกรณีศึกษา 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เพื่อวิเคราะห์ถึงการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายสำหรับการดำเนินงานระหว่างการก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน แนวทางการดำเนินงานในช่วงดังกล่าว ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ตลอดจนวิเคราะห์ตัวชี้วัดของเกณฑ์และคู่มือการเข้าร่วมการประเมินความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2566 โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับการรายงานความยั่งยืนในช่วงระหว่างการก่อสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 12 แห่ง มีการกำหนดแนวคิดและเป้าหมายการดำเนินงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืนครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ได้แก่ สิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) 2) ในด้านการรายงานความยั่งยืนช่วงการก่อสร้าง พบว่า บริษัททั้ง 12 แห่ง มีการนำแนวคิดและเป้าหมายด้านความยั่งยืนมาปรับใช้ในการดำเนินงานช่วงระหว่างการก่อสร้าง โดยมิติสิ่งแวดล้อมเน้นการรายงานถึงมาตรการจัดการน้ำเสียและมลพิษทางเสียงที่เป็นระบบ การจัดการขยะและของเสีย การบริหารจัดการทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ การควบคุมมลพิษทางอากาศ การออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน และการวางแผนบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพในทางปฏิบัติ มิติสังคมเน้นเรื่องการบริหารจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม การจูงใจและรักษาพนักงาน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาศักยภาพแก่พนักงานผ่านกิจกรรมและนโยบายที่ชัดเจน และมิติบรรษัทภิบาลเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครอบคลุม และการนำนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ในเชิงบริหารงานก่อสร้างและเชิงวัสดุก่อสร้างอย่างเป็นรูปธรรม โดยทั้ง 3 มิติ มีการรายงานการดำเนินงานครอบคลุมขั้นตอนการวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล อย่างเป็นระบบ กรณีศึกษาของศุภาลัยและเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการออกแบบโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง แผนการดำเนินงาน และการบริหารจัดการทรัพยากรที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และ 3) ตัวชี้วัดของตลาดหลักทรัพย์ฯ ประจำปี 2566 มีความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการบริหารโครงการช่วงก่อสร้างในหลายด้าน อาทิ การบริหารการสื่อสาร การบริหารทรัพยากรบุคคล วัสดุ และการบริหารผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมความยั่งยืนในการบริหารโครงการก่อสร้าง …
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
The Impact Of Artificial Intelligence On China’S Labor Market, Mayuree Santhadkitjakarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research explores the impact of artificial intelligence (AI) on the labor market in China, using provincial-level panel data from 2006 to 2022. To address the endogeneity problem and improve analytical accuracy, a fixed-effects model with lagged control variables is employed. The study focuses on three key dimensions: total employment, wages, and employment across different skill levels. Year and COVID-19 dummies are included to account for policy changes and economic fluctuations, and subsample analyses by industry and region are performed. The results indicate a significant relationship between the rising adoption of AI and lowering employment for low- to medium-skilled workers, …
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์เพื่อส่งเสริมชุมชนท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ในจังหวัดสมุทรสงคราม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแก, วิภาดา รักษาศิลป์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาเชิงนิเวศวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายการพัฒนาของจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากวิถีชีวิตเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับระบบนิเวศวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม โดยเฉพาะชุมชนบ้านริมคลองและชุมชนบางสะแกซึ่งมี ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และจำนวนโฮมสเตย์ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาในด้านกายภาพ การบริหารจัดการ และผลของการพัฒนาโดยใช้ทัศนคติของชุมชนต่อผลการดำเนินงาน ก่อนและหลังการพัฒนาโฮมสเตย์ กับ 3 เกณฑ์ ได้แก่ การพัฒนาโฮมสเตย์ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชนยั่งยืน โดยเกณฑ์ย่อย 93 หลักเกณฑ์ ด้วยวิธีการ สำรวจ สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณหาค่าเฉลี่ยและมาตราวัดลิเคิร์ต จากการวิเคราะห์พบว่ากระบวนการการเริ่มพัฒนาของสองชุมชนต่างกัน โดยที่ชุมชนบ้านริมคลองเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ ก่อนการพัฒนาชุมชนในปี พ.ศ. 2542 (ระยะเวลาการพัฒนา 26 ปี ) และชุมชนบางสะแกเริ่มด้วยการพัฒนาชุมชนก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 แล้วจึงเริ่มพัฒนาโฮมสเตย์ในปี พ.ศ. 2558 (ระยะเวลาพัฒนาโฮมสเตย์ 10 ปี และระยะเวลาพัฒนาชุมชนรวม 30 ปี) ทั้งสองชุมชนมีการพัฒนาโฮมสเตย์มาอย่างยาวนานโดยมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งตั้งแต่เริ่มมาถึงปัจจุบัน ผู้นำชุมชนมีความเข้าใจ และเห็นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์ระบบนิเวศวัฒนธรรมชาวสวนและระบบนิเวศสามน้ำไว้ และได้ใช้การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมเพื่อความยั่งยืน ในปัจจุบันพบว่าชุมชนบ้านริมคลองมีโฮมสเตย์ 3 หลัง คิดเป็น 15% จากจำนวนบ้านในกลุ่มชุมชน และชุมชนบางสะแกมีโฮมสเตย์ 4 หลัง คิดเป็น 13.33% ของบ้านในชุมชน และเป็นการลงทุนของเจ้าของบ้านเองโดยมีการสนับสนุนจากภายนอกเพียงเล็กน้อยผลจากการพัฒนาตามเกณฑ์วิเคราะห์ จากทัศนคติของชาวชุมชนพบว่าทั้งสองชุมชนได้คะแนนเฉลี่ยรวม 3 เกณฑ์ ค่อนข้างสูงจาก 5.00 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่รวมที่ใกล้เคียงกัน ชุมชนบ้านริมคลอง 3.68 ชุมชนบางสะแก 3.57 แสดงว่าทั้งสองชุมชนประสบความสำเร็จในการพัฒนาทั้งในมิติแหล่งที่พักนักท่องเที่ยว มิตินิเวศวัฒนธรรม และมิติความยั่งยืนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ คือ การมีผู้นำที่มีความเข้มแข็ง ทำงานต่อเนื่องอย่างยาวนาน จึงสามารถพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาระบบนิเวศสามน้ำนี้ไว้ได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในลักษณะเป็นโครงการย่อยจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะต่อชุมชนโดยให้ชุมชนพิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดร่วมตามเกณฑ์ย่อยที่ได้คะแนนน้อย คือ ด้านการประชาสัมพันธ์และด้านความปลอดภัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันวางแผนระยะยาวสนับสนุนการพัฒนาชุมชน
Equity Structure And R&D Investment: Evidence From Chinese A-Share Listed Companies From 2010 To 2020, Zexuan Qi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Equity structure, as the cornerstone of corporate governance, has complex effects on R&D investment by influencing corporate decision-making and resource allocation. Existing research has not yet reached consistent conclusions on the impact of equity concentration and equity balance, lacks in-depth exploration of the mediating effect of agency costs and moderating effect of ESG rating. Using unbalanced panel data from 3,307 China A-Share main board listed companies from 2010 to 2020 (n=19,376), this thesis employs a two-way fixed effects model to examine the impact of equity concentration and equity balance on R&D investment. The four main findings are as follows. First, …
The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn
The Impact Of Inward Fdi In Agricultural And Food Sectors On Food Security, Rati Nugforn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to investigate the impacts of inward primary-sector foreign direct investment (IPFDI) and inward secondary-sector foreign direct investment (ISFDI) in agricultural and food industries on food security and its four pillars, including food affordability, food availability, food quality and safety, and food sustainability and adaptation. This study focuses on 21 high-income countries, 17 middle-income countries, and 5 low-income countries from 2012 to 2021. For the methodology, this paper employs panel regressions. The findings manifest that IPFDI undermines food security in high-income countries through land grabbing and resource misallocation. Similarly, ISFDI negatively impacts food security by fostering market concentration …