Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 11731 - 11760 of 15281

Full-Text Articles in Entire DC Network

Prediction Of Lncrna-Protein Interactions Based On Deep Learning Model, Natsuda Navamajiti Jan 2019

Prediction Of Lncrna-Protein Interactions Based On Deep Learning Model, Natsuda Navamajiti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

One main function of long non-coding RNAs (lncRNAs) is to act as a scaffold facilitating multiple proteins to form complexes. Most of available prediction models for protein-RNA interactions, however, were proposed as a binary classifier, which limited on predicting the interaction between the non-coding RNAs and each individual RNA-binding protein (RBP). Hence, to predict if a lncRNA is acting as a scaffold, we consider this problem as a multiclass multilabel classification problem. To solve this problem, the high confident CLIP-seq data were selected from the POSTAR2 database with an augmentation of the data for the RBP classes with a small …


การเคลือบพื้นผิวอัลตราฟิลเทรชันเมมเบรนด้วยกรดแทนนิกและทองแดงเพื่อลดการอุดตันในระบบถังปฏิกรณ์เมมเบรนชีวภาพไร้อากาศ, ปุณิกา มณีวรรณ์ Jan 2019

การเคลือบพื้นผิวอัลตราฟิลเทรชันเมมเบรนด้วยกรดแทนนิกและทองแดงเพื่อลดการอุดตันในระบบถังปฏิกรณ์เมมเบรนชีวภาพไร้อากาศ, ปุณิกา มณีวรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ทำการศึกษาการปรับปรุงพื้นผิวอัลตราฟิลเทรชันเมมเบรนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติความชอบน้ำและลดการอุดตันบนพื้นผิวเมมเบรน โดยทำการเคลือบพื้นผิวเมมเบรนพอลีไวนิลลิดีนฟลูออไรด์แบบเส้นใยกลวงด้วยกรดแทนนิกและทองแดงในรูปของสารประกอบคอปเปอร์ซัลเฟตเพนตะไฮเดรต ทำการทดลองโดยมีการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนระหว่างกรดแทนนิกต่อทองแดงที่อัตราส่วน 3:1 2:1 1:1 1:2 และ 1:3 โดยโมล เมมเบรนที่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวทำการทดสอบคุณสมบัติความชอบน้ำด้วยเครื่องวัดมุมสัมผัสของหยดน้ำบนพื้นผิวเมมเบรน (Contact angle measurement) ทดสอบสภาพพื้นผิวและโครงสร้างทางเคมีบนพื้นผิวเมมเบรนด้วยเครื่องฟูเรียร์ทรานฟอร์มอินฟาเรดสเปคโทรสโคปี (FT-IR) และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) หาปริมาณและรูปการจัดวางองค์ประกอบทางเคมีของทองแดงด้วยการวิเคราะห์ธาตุด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราดรวมกับเทคนิคการวัดการกระจายพลังงานของรังสีเอกซ์ (SEM-EDX) เครื่องวิเคราะห์ชนิดและปริมาณธาตุโดยหลักการคายแสงของธาตุด้วยการกระตุ้นจากพลาสมา (ICP-OES) และ เครื่องสเปคโตสโคปีของอนุภาคอิเล็กตรอนที่ถูกปลดปล่อยด้วยรังสีเอกซ์ (XPS) และทดสอบพื้นที่การยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (clear zone) ซึ่งพบว่าอัตราส่วนที่ 1:3 โดยโมล เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุด ทำการเดินระบบถังปฏิกรณ์เมมเบรนชีวภาพเพื่อทดสอบประสิทธิภาพและการลดการอุดตันของเมมเบรน พบว่าประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดีของระบบถังปฏิกรณ์เมมเบรนชีวภาพไร้อากาศของเมมเบรนที่ไม่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวและผ่านการปรับปรุงพื้นผิวมีค่าเท่ากับ ร้อยละ 92.2±3.6 และ 91.8±4.0 ตามลำดับ การทดสอบการอุดตันของเมมเบรนพบว่าเมมเบรนที่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวมีค่าการซึมผ่านของน้ำผ่านเมมเบรนที่มากกว่า มีการล้างด้วยสารเคมี (Chemical cleaning) ที่น้อยกว่า และเมื่อทำการล้างแล้วมีการฟื้นตัวของค่าการซึมผ่านของน้ำผ่านเมมเบรนที่มากกว่าเมมเบรนที่ไม่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิว สอดคล้องกับค่าความต้านทานทางชลศาสตร์ของชั้นอุดตันที่มีค่าต่ำกว่า และหลังจากการเดินระบบพบว่าเมมเบรนที่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิวมีการอุดตันแบบชั้นเค้กจากเซลล์จุลชีพที่น้อยกว่าเมมเบรนที่ไม่ผ่านการปรับปรุงพื้นผิว


การสกัดคอลลาเจนจากเศษของครีบปลาหมึกกล้วย (Loligo Duvauceli) ซึ่งเป็นของเสียในอุตสาหกรรมอาหารทะเล, ศิริพงศ์ โสมสิริวัลย์ Jan 2019

การสกัดคอลลาเจนจากเศษของครีบปลาหมึกกล้วย (Loligo Duvauceli) ซึ่งเป็นของเสียในอุตสาหกรรมอาหารทะเล, ศิริพงศ์ โสมสิริวัลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หมึกกล้วย (Indian squid) สายพันธุ์ Loligo duvauceli เป็นสัตว์ทะเลทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย พบว่าครีบหมึกจัดว่าเป็นของเสียในกระบวนการผลิตจากหมึกกล้วยคิดเป็น 12% และมีราคาถูก โดยครีบหมึกกล้วยแห้งประกอบด้วยความชื้น 4.62% โปรตีน 77.08% ไขมัน 15.60% และ เถ้า 3.03% ในงานวิจัยนี้ได้สกัดคอลลาเจนจากครีบหมึกกล้วยบดโดยใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ความเข้มข้น 0.5 โมลต่อลิตรเพื่อกำจัดไขมันและโปรตีนอื่นๆ จากนั้นนำไปสกัดต่อด้วยกรดแอซิติกความเข้มข้น 0.5 โมลต่อลิตรที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส แยกส่วนของแข็งและสารละลายออกจากกันด้วยการกรอง และนำสารละลายกรดที่ได้ไปทำแห้งด้วยวิธีแช่เยือกแข็ง โดยของแข็งที่ได้จะเรียกว่า คอลลาเจนที่ละลายในกรด (ASC) ส่วน คอลลาเจนที่ละลายในเอนไซม์เปปซิน (APSC) สกัดได้โดยใช้สารละลายเปปซินปริมาณ 1% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรในกรดแอซิติก 0.5 โมลต่อลิตร ในขั้นตอนการสกัดพบว่าผลได้ของคอลลาเจน ASC เท่ากับ 0.69 ± 0.25% และสามารถสกัดคอลลาเจน APSC ได้ 3.02 ± 00.16% เมื่อสกัดที่ 48 ชั่วโมงและ 1.42 ± 0.41% เมื่อสกัดที่ 24 ชั่วโมง ตรวจสอบน้ำหนักโมเลกุลของคอลลาเจนด้วยเทคนิค SDS-Page เทียบกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 จากหนังหมูพบว่าคอลลาเจนที่สกัดได้จากครีบหมึกเป็นคอลลาเจนชนิด SQ ([α1]2[α2]1) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับคอลลาเจนชนิดที่ 1 โดย ASC ประกอบด้วยสาย α1 (202.39 kDa), α2 (159.90 kDa) และ β (281.50 kDa) และ APSC ประกอบด้วยสาย α1 (184.19 kDa), α2 (145.52 kDa) และ β (281.50 kDa) แสดงถึงส่วนเทโลเปปไทด์ถูกเอนไซม์เปปซินย่อยส่วนเทโลเปปไทด์ ฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกตรัมของ ASC และ …


การบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดด้วยกระบวนการโฟโตเฟนตัน, สุทธิชา ปัญญาเกิด Jan 2019

การบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดด้วยกระบวนการโฟโตเฟนตัน, สุทธิชา ปัญญาเกิด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำมันตัดเป็นน้ำมันที่ใช้ในการลดแรงเสียดทานและระบายความร้อนของชิ้นงานในกระบวนการผลิต น้ำมันตัดที่ผ่านการใช้งานแล้วจะมีค่าซีโอดี ความขุ่น และของแข็งแขวนลอยสูง นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของสารลดแรงตึงผิว ทำให้น้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดมีลักษณะเป็นอิมัลชันที่มีความคงตัวสูงและยากในการบำบัดด้วยกระบวนการทางชีวภาพและกายภาพทั่วไป ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาประสิทธิภาพและสภาวะที่เหมาะสมของการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดความเข้มข้นต่ำที่ไม่สามารถบำบัดได้หมดจากกระบวนการขั้นต้นและน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดความเข้มข้นสูงที่มีค่าใกล้เคียงกับความเข้มข้นของน้ำมันตัดที่เหลือจากการใช้งานในกระบวนการจริงด้วยกระบวนการเฟนตันและโฟโตเฟนตัน ในงานวิจัยนี้ศึกษาความเข้มข้นของน้ำมันตัดเริ่มต้น 0.1 1.0 4.0 9.0 และ 22.0 กรัมต่อลิตร โดยใช้เฟอร์รัสซัลเฟตเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและควบคุมพีเอชที่ 3.0 ± 0.2 จากการศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดความเข้มข้น 0.1 และ 1.0 กรัมต่อลิตร โดยใช้เฟอร์รัสไอออน 50 มิลลิกรัมต่อลิตร และอัตราส่วนของเฟอร์รัสไอออนต่อสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ 1: 2.5 ด้วยกระบวนการเฟนตัน พบว่าสามารถบำบัดซีโอดีได้ร้อยละ 88.97 ± 5.63 และ 91.98 ± 1.68 ตามลำดับ เมื่อทำการบำบัดด้วยกระบวนการโฟโตเฟนตันพบว่าอัตราส่วนของเฟอร์รัสไอออนต่อสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่ 1: 10 มีประสิทธิภาพในการบำบัดซีโอดีของน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดทั้งสองความเข้มข้นได้สูงสุดร้อยละ 96.21 ± 5.23 และ 91.95 ± 1.52 ตามลำดับ เมื่อทำการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดความเข้มข้นสูงที่ 4.0 9.0 และ 22.0 กรัมต่อลิตร โดยใช้ความเข้มข้นของเฟอร์รัสไอออน 75 150 และ 300 มิลลิกรัมต่อลิตร และสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 375 300 และ 1500 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามลำดับ พบว่าสามารถบำบัดซีโอดีได้มากกว่าร้อยละ 87 โดยประสิทธิภาพการบำบัดซีโอดีของกระบวนการเฟนตันและโฟโตเฟนตันไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (ระดับความเชื่อมั่น 95%) เนื่องจากในการศึกษาครั้งนี้ใช้น้ำเสียสังเคราะห์ที่มีความขุ่นสูง ทำให้บดบังแสงอัลตราไวโอเลตระหว่างการบำบัด ส่งผลให้การเพิ่มแสงอัลตราไวโอเลตไม่มีผลต่อการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัด รวมถึงศึกษาการนำตะกอนจากกระบวนการเฟนตันและโฟโตเฟนตันกลับมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันตัดใหม่ จากผลการศึกษาพบว่าสามารถนำตะกอนกลับมาใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาแทนการเติมเฟอร์รัสไอออนในระบบได้จำนวน 2 ครั้ง โดยตะกอนที่นำกลับมาใช้ซ้ำนั้นจะมีการสะสมของสารอินทรีย์และอนุภาคของน้ำมันตัดในตะกอนเพิ่มขึ้นจากการบำบัดครั้งก่อน ทำให้มีความเข้มข้นของสารอินทรีย์เพิ่มสูงขึ้นตามรอบการใช้ตะกอนซ้ำ ส่งผลให้มีประสิทธิภาพการบำบัดซีโอดีลดลงตามจำนวนรอบการบำบัด


Effects Of Microplastic Accumulation On Floc Characteristics And Fouling Mechanism In Sequencing Batch Membrane Bioreactor, Thitiwut Maliwan Jan 2019

Effects Of Microplastic Accumulation On Floc Characteristics And Fouling Mechanism In Sequencing Batch Membrane Bioreactor, Thitiwut Maliwan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigated the effects of microplastic accumulation on the floc characteristics and mechanism of membrane fouling in a sequencing batch membrane bioreactor (SB-MBR). At first, the jar test experiment was performed for 120 min. The results indicate that spiking microplastics of 100-1,000 MPs/L resulted in an increase in floc size by 27.9±9.2% to 70.9±5.1%, while the control set (without microplastic) showed a greater increase in the floc size at 113.3±5.6% of the initial floc size. Afterwards, the SB-MBR, which was equipped with a flat-sheet microfiltration membrane, was operated at 24 hours/cycle with 4 reactors at the influent COD of …


Elastic Half-Plane Under Surface Excitations With Consideration Of Couple Stress And Surface Stress Effects, Toan Minh Le Jan 2019

Elastic Half-Plane Under Surface Excitations With Consideration Of Couple Stress And Surface Stress Effects, Toan Minh Le

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis presents the modeling and analysis of an elastic half-plane under the surface loading and the frictionless contact of a rigid indentor by taking the influence of both surface and couple stresses into account. The corresponding boundary value problem is formulated by adopting the surface elasticity and couple stress theories. The method of Fourier integral transform is employed together with the boundary conditions on the top surface to derive the complete elastic field of the half-plane subjected to arbitrary surface loadings. The proposed solution scheme is also applied to construct a set of fundamental solutions associated with a normal …


การจำแนกประเภทข้อความโฆษณาบนเฟซบุ๊กโดยใช้เทคนิคการสุ่มเพิ่มตัวอย่างกลุ่มน้อย, ศุภมงคล อัครดำรงค์รัตน์ Jan 2018

การจำแนกประเภทข้อความโฆษณาบนเฟซบุ๊กโดยใช้เทคนิคการสุ่มเพิ่มตัวอย่างกลุ่มน้อย, ศุภมงคล อัครดำรงค์รัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

นักการตลาดนิยมทำการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้รับความนิยมอย่างมากและมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนหลายล้านคน โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย อย่างไรก็ตามผู้คิดค้นโฆษณาต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อให้สามารถคิดค้นถ้อยคำโฆษณาที่ดี ตัวแบบ AISAS เป็นตัวแบบหนึ่งซึ่งถูกนำเสนอโดยบริษัทเดนท์สึเพื่ออธิบายพฤติกรรมของผู้บริโภค ตัวแบบดังกล่าวนิยามสถานะที่เกิดขึ้นหลังจากผู้บริโภคเห็นโฆษณาของสินค้าทั้งหมดห้าสถานะ ได้แก่ ความใส่ใจ (Attention) ความสนใจ (Interest) การค้นหา (Search) การลงมือกระทำ (Action) และการแบ่งปัน (Share) วิทยานิพนธ์นี้ได้พัฒนาตัวแบบการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อใช้จำแนกประเภทโฆษณาภาษาไทยจากเฟซบุ๊กออกเป็นสถานะตามตัวแบบ AISAS เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงโฆษณา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ถูกรวบรวมมาเพื่อการเรียนรู้เป็นข้อมูลที่ไม่สมดุล เนื่องจากตัวอย่างที่เป็นคลาสบวกมีจำนวนน้อย ทำให้ตัวแบบมีประสิทธิภาพต่ำในการทำนายตัวอย่างบวก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแบบ ผู้วิจัยได้นำเทคนิคการสุ่มเพิ่มตัวอย่างกลุ่มน้อย เทคนิคการคัดเลือกคุณลักษณะมาใช้ อีกทั้งได้เสนอเทคนิคการเพิ่มคุณลักษณะใหม่ซึ่งเป็นคำคล้ายคลึง ประยุกต์ใช้ร่วมกับตัวแบบจำแนกประเภทนาอีฟเบย์ การถดถอยโลจิสติกส์ และซัพพอร์ตเวกเตอร์แมชชีน และได้นำเทคนิคการสร้างข้อความมาประยุกต์ใช้ร่วมกับตัวแบบจำแนกประเภทแอลเอสทีเอ็ม ผลการทดลองพบว่าหลังการประยุกต์ใช้เทคนิคต่าง ๆ ทุกตัวแบบจำแนกประเภทสามารถทำนายตัวอย่างคลาสบวกเป็นจำนวนมากขึ้นและถูกต้องมากขึ้นในเกือบทุกชุดข้อมูล โดยสังเกตได้จากค่าความแม่นและค่าระลึกที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการเพิ่มคุณลักษณะใหม่ซึ่งเป็นคำคล้ายคลึงทำให้บางตัวแบบมีค่าระลึกเพิ่มขึ้น เทคนิคการสร้างข้อความทำให้ตัวแบบแอลเอสทีเอ็มได้รับค่าระลึกสูงแต่ค่าความแม่นต่ำ อย่างไรก็ตามทุกเทคนิคทำให้ค่าความถูกต้องต่ำลงในชุดข้อมูลส่วนใหญ่


การวิเคราะห์สมรรถนะของเซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์ของแข็งที่ใช้ก๊าซที่ระบายออกจากระบบสำหรับการผลิตไฟฟ้า, จุฑามาศ ไชยชาญสกุล Jan 2018

การวิเคราะห์สมรรถนะของเซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์ของแข็งที่ใช้ก๊าซที่ระบายออกจากระบบสำหรับการผลิตไฟฟ้า, จุฑามาศ ไชยชาญสกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ก๊าซที่ถูกปล่อยออกมาจากหอเผาทิ้งในกระบวนการผลิตปิโตรเลียมและปิโตรเคมีส่วนใหญ่มีองค์ประกอบที่เป็นก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันได้มีการศึกษาเพื่อลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซจากหอเผาทิ้ง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและการสูญเสียพลังงานจากการเผาไหม้ก๊าซในหอเผาทิ้งอีกด้วย งานวิจัยนี้ได้ศึกษาการนำก๊าซทิ้งที่ระบายออกจากกระบวนการผลิตที่ผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานไฟฟ้าโดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์แข็ง แบบจำลองระบบเซลล์เชื้อเพลิงที่ใช้ก๊าซทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งมีก๊าซ ไฮโดรเจน และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบหลัก ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้โปรแกรมจำลองกระบวนการ แอสเพน พลัส แบบจำลองระบบเซลล์เชื้อเพลิงที่ได้ถูกนำมาใช้ในการศึกษาผลของสภาวะการดำเนินงานของระบบเซลล์เชื้อเพลิง ที่มีต่อประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในก๊าซทิ้ง การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง และความสามารถในการลดปริมาณก๊าซทิ้งที่ระบายออกจากกระบวนการผลิตที่จะส่งไปยังหอเผาทิ้ง จากการวิจัยพบว่ากระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำที่มีค่าสัดส่วนคาร์บอนต่อไอน้ำเป็น 2.5 สารมารถเปลี่ยนรูปก๊าซทิ้งที่ระบายอออกจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมเป็นก๊าซไฮโดรเจนได้สูงกว่ากระบวนการอื่น ซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตคือร้อยละ 27.37 ที่อุณหภูมิ 700 องศาเซลเซียส ในขณะที่กระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิต่ำที่มีค่าสัดส่วนไอน้ำต่อคาร์บอนเป็น 0.7 และกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหมาะสำหรับการเปลี่ยนรูปก๊าซทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมันให้เป็นก๊าซมีเทน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตคือร้อยละ 69.02 และ 59.99 ที่อุณหภูมิ 300 และ 760 องศาเซลเซียสตามลำดับ ก๊าซทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมที่ผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิต่ำสามารถผลิตพลังงานงานไฟฟ้าได้ดีที่สุด (1472.68 kW) และมีประสิทธิภาพทางไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงคือร้อยละ 32.30 โดยการป้อนก๊าซทิ้งจากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมปริมาณ 435 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เข้าไปในกระบวนการและสามารถลดการการปลดปล่อยปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ของหอเผาทิ้งได้สูงถึงร้อยละ 76.76 และ 76.38 ตามลำดับ


การออกแบบระบบขนส่งผู้สูงอายุเพื่อกิจกรรมในชุมชน กรณีศึกษา: ชุมชนวังทองหลางและบึงยี่โถ, ทรงพร สุวัฒิกะ Jan 2018

การออกแบบระบบขนส่งผู้สูงอายุเพื่อกิจกรรมในชุมชน กรณีศึกษา: ชุมชนวังทองหลางและบึงยี่โถ, ทรงพร สุวัฒิกะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิเคราะห์และออกแบบระบบการขนส่งให้กับผู้สูงอายุเพื่อการเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้สูงอายุในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย โดยพื้นที่ที่ทำการศึกษาคือชุมชนในเขตวังทองหลางและชุมชนในตำบลบึงยี่โถ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีศูนย์กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุเป็นการเฉพาะ งานวิจัยนี้แบ่งการสำรวจเป็น 2 ขั้นตอน โดยขั้นแรกเป็นการสำรวจพฤติกรรมการเดินทาง การเลือกรูปแบบการบริการขนส่ง และการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลจากการสำรวจขั้นแรกนำไปสู่แบบสอบถามการจำลองสถานการณ์การเลือกระบบขนส่งภายในชุมชน โดยทำการสอบถามกับผู้สูงอายุรวม 400 ท่าน โดยระบบขนส่งที่ผู้สูงอายุต้องการมีรูปแบบการบริการที่คล้ายกัน โดยทั้งสองชุมชนต้องการการบริการขนส่งที่มีตารางเวลาที่แน่นอน ต้องการค่าโดยสารที่มีราคาต่ำ ส่วนรูปแบบรถแตกต่างกันออกไป ชุมชนวังทองหลางซึ่งอยู่ในเขตเมือง ผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำ สนใจรถสี่ล้อเล็ก ส่วนชุมชนบึงยี่โถซึ่งเป็นชุมชนชานเมือง ผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำเช่นเดียวกัน สนใจรถกอล์ฟและนำผลจากการสำรวจมาวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการถดถอยเชิงเส้นเพื่อหาปริมาณการเดินทางในแต่ละระบบขนส่ง และผลจากแบบจำลองพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกระบบขนส่งภายในชุมชนที่มีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับชุมชนในเขตเมืองได้แก่ เพศหญิง รายได้ ระยะการเดินทาง รูปแบบการเดินรถ รูปแบบรถบริการ และค่าโดยสาร ส่วนชุมชนชานเมืองได้แก่ เพศหญิง อายุ รายได้ ระยะการเดินทาง รูปแบบการเดินรถ รูปแบบรถ และค่าโดยสาร และผลจากการสำรวจนี้สามารถนำมาใช้ประมาณการต้นทุนและรายรับที่คาดว่าจะเกิดขึ้น สามารถหาระบบขนส่งที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุภายในชุมชน ทั้งนี้หน่วยงานที่ดูแลผู้สูงอายุสามารถนำมาวางแผนและเตรียมงบประมาณในการสนับสนุน หรือเป็นข้อเสนอแนะในการวางแผนการจัดระบบขนส่งที่มีความยั่งยืนให้กับชุมชน และงานวิจัยนี้จะเป็นแบบอย่างให้กับพื้นที่อื่นๆ ต่อไป


พฤติกรรมของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพรรณรับแรงกระทำเยื้องศูนย์, รณพีร์ รุ่งมงคลรัตน์ Jan 2018

พฤติกรรมของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพรรณรับแรงกระทำเยื้องศูนย์, รณพีร์ รุ่งมงคลรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาพฤติกรรมของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพรรณรับแรงกระทำเยื้องศูนย์ รูปแบบการทดสอบประกอบด้วย เสารับแรงกระทำตรงศูนย์ เสารับแรงกระทำเยื้องศูนย์ และคานรับแรงดัด หน้าตัดท่อสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 150x150 มิลลิเมตร เติมด้วยคอนกรีตที่มีกำลังรับแรงอัดประลัยเฉลี่ยเท่ากับ 22.5 เมกะปาสคาล ที่เสริมด้วยเหล็กรูปพรรณรูปตัวเอช (H) ขนาด 100x9.30 กิโลกรัมต่อเมตร เสามีความสูง 450 มิลลิเมตร และคานมีความยาว 1500 มิลลิเมตร ตัวแปรทดสอบที่ศึกษาได้แก่ ระยะเยื้องศูนย์ (0, 15 และ 30 มิลลิเมตร) และการติดตั้งหรือไม่ติดตั้งสลักรับแรงเฉือน จากการทดสอบพบว่า (1) เสาจะมีกำลังรับแรงอัดมากที่สุดเมื่อแรงกระทำตรงศูนย์ โดยกำลังรับแรงอัดจะลดลงเมื่อแรงกระทำห่างจากจุดศูนย์ถ่วงของหน้าตัดมากขึ้น (2) การติดตั้งสลักรับแรงเฉือนช่วยเพิ่มกำลังรับแรงอัด ให้สาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพรรณ และช่วยเพิ่มความต้านทานการโก่งเดาะเฉพาะที่ของตัวอย่างที่รับแรงกระทำเยื้องศูนย์ (3) เสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กรูปพรรณมีกำลังรับแรงอัดมากกว่าผลรวมของกำลังรับแรงอัดจากท่อเหล็ก เหล็กรูปพรรณ และคอนกรีต ที่มีขนาดและวัสดุเดียวกัน และมากกว่าผลรวมของกำลังรับแรงอัดจากเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตและเหล็กรูปพรรณ เนื่องจากพฤติกรรมเชิงประกอบของวัสดุ และคอนกรีตถูกโอบรัดโดยเสาท่อเหล็กและท่อเหล็ก ศึกษาสมการเส้นโค้งปฏิสัมพันธ์กำลังรับแรงอัดและแรงดัดจากข้อกำหนด AISC360-16และมาตรฐาน Eurocode4 พบว่าการประยุกต์ใช้สูตรการคำนวณจากข้อกำหนด AISC 360-16 และมาตรฐาน Eurocode4 ใกล้เคียงกับผลการทดสอบ โดยทำนายค่ากำลังรับแรงกระทำตรงศูนย์ไว้สูงกว่าผลการทดสอบ แต่ทำนายค่ากำลังรับแรงกระทำเยื้องศูนย์และแรงดัดต่ำกว่าผลการทดสอบ


การประเมินกำลังของเสาวัสดุผสมโดยใช้ฐานข้อมูลการทดสอบ, วรพล ฮ้อแสงชัย Jan 2018

การประเมินกำลังของเสาวัสดุผสมโดยใช้ฐานข้อมูลการทดสอบ, วรพล ฮ้อแสงชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้นำเสนอการประเมินสมการทำนายกำลังของเสาวัสดุผสมตามข้อกำหนด AISC 360-16 และมาตรฐาน Eurocode 4 โดยได้รวบรวมข้อมูลผลการทดสอบเสาวัสดุผสมจากงานวิจัยในอดีตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 ถึง ปัจจุบัน เพื่อสร้างฐานข้อมูลการทดสอบเสาวัสดุผสม และได้ใช้ข้อมูลผลการทดสอบจำนวน 76 426 และ 347 ตัวอย่าง ในการประเมินความแม่นยำและความปลอดภัยของสมการทำนายกำลังสำหรับเสาเหล็กหุ้มด้วยคอนกรีต เสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตหน้าตัดกลมและหน้าตัดสี่เหลี่ยม ตามลำดับ โดยพบว่า สมการทำนายกำลังตามข้อกำหนด AISC 360-16 สามารถทำนายกำลังของเสาเหล็กหุ้มด้วยคอนกรีตและเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตภายใต้แรงอัดกระทำตรงศูนย์ได้อย่างปลอดภัย แม้ว่ากำลังของวัสดุที่ใช้จะสูงกว่าขอบเขตกำลังของวัสดุที่ระบุไว้ในข้อกำหนด ในขณะที่ สมการทำนายกำลังตามมาตรฐาน Eurocode 4 ทำนายกำลังสูงกว่าผลการทดสอบบางตัวอย่างสำหรับเสาเหล็กหุ้มด้วยคอนกรีตและเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตหน้าตัดสี่เหลี่ยมที่ใช้เหล็กรูปพรรณที่มีหน่วยแรงครากสูงกว่าขอบเขตที่ระบุไว้ในมาตรฐาน นอกจากนี้ ฐานข้อมูลการทดสอบได้ถูกใช้ในการวิเคราะห์การถดถอยเชิงสัญลักษณ์เพื่อศึกษาผลกระทบของขนาดเสาต่อหน่วยแรงอัดสูงสุดของเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตหน้าตัดกลม โดยพบว่า ผลกระทบของขนาดเสาต่อหน่วยแรงอัดสูงสุด ขึ้นอยู่กับขนาดของท่อเหล็ก อัตราส่วนเหล็กรูปพรรณ และกำลังอัดของคอนกรีต งานวิจัยนี้ยังได้นำเสนอแนวทางในการสร้างเส้นโค้งปฏิสัมพันธ์กำลังของเสาวัสดุผสมในรูปแบบไร้หน่วยจากผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงสัญลักษณ์สำหรับช่วยในการวิเคราะห์และออกแบบเสาท่อเหล็กเติมด้วยคอนกรีตหน้าตัดกลม โดยมีลักษณะเช่นเดียวกับเส้นโค้งปฏิสัมพันธ์รูปแบบไร้หน่วยสำหรับเสาคอนกรีตเสริมเหล็กภายใต้แรงในแนวแกนและแรงดัดกระทำร่วมกัน


การศึกษาผลกระทบ Total Water Storage ที่มีผลต่อค่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลกในพื้นที่ภาคใต้ ประเทศไทย, สรณีย์ วิไลวงษ์ Jan 2018

การศึกษาผลกระทบ Total Water Storage ที่มีผลต่อค่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลกในพื้นที่ภาคใต้ ประเทศไทย, สรณีย์ วิไลวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

น้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต มีการเคลื่อนที่ เปลี่ยนแปลงสถานะ และ รูปร่าง หรือเรียกว่าวัฐจักรของน้ำ ไม่มีการสูญหายไปไหน เพื่อการตรวจสอบปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคใต้ ประเทศไทย ข้อมูลการเปลี่ยนแปลง Total water storage อันประกอบด้วย ปริมาณน้ำท่า ปริมาณน้ำฝน และการคายระเหย รวมไปถึงปริมาณน้ำที่กักเก็บในเขื่อน จึงถูกนำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เพื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลกที่ตรวจจับได้จากดาวเทียม GRACE โดยค่าแรงโน้มถ่วงจะมีความสัมพันธ์กับวัตถุต่างๆที่อยู่ในโลก รวมไปถึงน้ำในสถานะที่แตกต่างกันจะมีค่าแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกัน จากการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลง Total water storage มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงค่าแรงโน้มถ่วงบนพื้นผิวโลก เมื่อปริมาณการเปลี่ยนแปลง Total water storage มีค่าเพิ่มขึ้น ค่าการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงจะมีค่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่เมื่อปริมาณการเปลี่ยนแปลง Total water storage ลดลง ค่าการเปลี่ยนแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลกจะลดลงเช่นกัน โดยค่าความผิดปกติของการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงบนพื้นโลกมีค่าคงที่ เมื่อเปรียบเทียบในช่วงการเปลี่ยนแปลง Total water storage หรือเหตุการณ์อุทกภัยและภัยแล้ง และ GRACE สามารถตรวจจับปริมาณน้ำที่มหาศาลได้ดีกว่าปริมาณน้ำขนาดเล็ก เช่นปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำจากการเปลี่ยนแปลง Total water storage


แนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร, ภาคี เดชตรัยรัตน์ Jan 2018

แนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร, ภาคี เดชตรัยรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารคนเก่ง 2. นำเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารคนเก่งของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายงานการบริหารบุคคล และข้าราชการครูที่มีวิทยฐาณะครูชำนาญการพิเศษ (ค.ศ.3) ขึ้นไป จากโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 463 คน โดยใช้เครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์สถิติพื้นฐาน ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการบริหารคนเก่ง ด้านการพัฒนาคนเก่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการรักษาคนเก่ง และด้านการจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลคนเก่งมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2. สภาพพึงประสงค์ของการบริหารคนเก่ง ด้านการรักษาคนเก่งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการพัฒนาคนเก่ง และด้านการจ่ายค่าตอบแทนและให้รางวัลคนเก่งมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด และ 3. แนวทางการบริหารคนเก่ง แบ่งเป็น 7 แนวทาง คือ 1) เมื่อคนเก่งมีผลงานดีเด่น ผู้อำนวยการโรงเรียนควรให้การยกย่องชมเชย 2) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรแจ้งให้คนเก่งทราบถึงนโยบาย แนวทาง และกลยุทธ์ของโรงเรียน รวมไปถึงมีแนวทางให้คนเก่งสามารถมีส่วนร่วมให้โรงเรียนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 3) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรสร้างกลยุทธ์ในการขึ้นเงินเดือนให้แก่คนเก่งและครูอื่นๆ เพื่อปรับให้คุณสมบัติสอดคล้องกับเป้าหมายและกลยุทธ์โรงเรียน 4) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรกำหนดกลยุทธ์การบริหารคนเก่งให้สอดคล้องกับเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางของโรงเรียน 5) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมีนโยบายกระตุ้นให้คนเก่งคิดแบบก้าวหน้าในการพัฒนาตนเองตามความสามารถ 6) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลและสนับสนุนให้ครูทุกคนได้แสดงความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ 7) ผู้อำนวยการโรงเรียนควรมอบหมายให้คนเก่งเข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งภายในและภายนอกองค์การ หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, พัชรี ราษีกฤษ Jan 2018

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ, พัชรี ราษีกฤษ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัวต่อกิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 60 ปีขึ้นไป ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจเป็นครั้งแรก ที่มารับบริการที่หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และหอผู้ป่วยหลังทำหัตถการหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 44 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 22 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัว กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ โดยจัดให้ทั้งสองกลุ่มมีความเท่าเทียมกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา และตำแหน่งที่ใส่สายสวนขยายหลอดเลือดหัวใจ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนร่วมกับการสนับสนุนของครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสัมภาษณ์กิจกรรมทางกายในผู้สูงอายุ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยกิจกรรมทางกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, มะลิวรรณ กระโพธิ์ Jan 2018

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม, มะลิวรรณ กระโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม ได้แก่ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคา การรับรู้ความสามารถของตนเอง และสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัว กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามวัยผู้ใหญ่ที่เข้ารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกโรคมะเร็งของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จำนวน 212 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามภาระที่ค้างคา แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถของตนเอง แบบสอบถามสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัว และแบบสอบถามการยอมรับความตาย ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .86, .72, .74, .74, .89 และ .70 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. ผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามมีการยอมรับความตายในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ31.37 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.47 2. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ภาระที่ค้างคามีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลางกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.61, r= -.39) ตามลำดับ 3. ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตายและการรับรู้ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .41, r =.38) ตามลำดับ และสัมพันธภาพของบุคคลในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับการยอมรับความตายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r =.20)


ประสิทธิภาพการลดการถ่ายเทความร้อนในระบบผนังด้วยฉนวน โดยพิจารณาอัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมด, จิราภา เดชจิระกุล Jan 2018

ประสิทธิภาพการลดการถ่ายเทความร้อนในระบบผนังด้วยฉนวน โดยพิจารณาอัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมด, จิราภา เดชจิระกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาค่าการต้านทานความร้อนของผนังภายนอกอาคาร เพื่อวางแนวทางในการปรับปรุงอาคารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและประเมินความคุ้มค่าด้านการลงทุนในฉนวนความร้อนแต่ละชนิด โดยแบ่งอาคารเป็น 3 ประเภทตามกฎกระทรวง และมีช่วงระยะอัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดแบ่งเป็น 6 ระยะ เริ่มจาก 10% ไปถึง 35% มีช่วงระยะห่างของแต่ละทางเลือกที่ 5% การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์ค่าการถ่ายเทความร้อนผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินประสิทธิภาพพลังงานของอาคาร (Building Energy Code Software, BEC) ทำการศึกษาระบบผนัง 4 ประเภท คือผนังก่ออิฐฉาบปูน, ผนังก่ออิฐมวลเบา, ผนังคอนกรีต และผนังก่ออิฐ 2 ด้าน เว้นช่องอากาศ 10 เซนติเมตร ผลการศึกษาพบว่าสำหรับอาคารที่มีการใช้งาน 9 และ 12 ชั่วโมงต่อวัน หากใช้วัสดุคอนกรีตเป็นผนังภายนอกอาคาร สำหรับอาคารที่มีอัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดเท่ากับ 10%, 15%, 20% และ 25% จำเป็นจะต้องติดตั้งฉนวนความร้อน ในขณะที่อาคารที่มีการใช้งาน 24 ชั่วโมง จำเป็นต้องติดตั้งฉนวนความร้อนที่อัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดเท่ากับ 15%, 20%, 25% และ 30% จึงสรุปได้ว่าผนังคอนกรีตมีความจำเป็นมากที่สุดในการเพิ่มประสิทธิภาพการลดการถ่ายเทความร้อนผ่านผนัง เนื่องจากมีค่าการถ่ายเทความร้อนผ่านผนังก่อนการติดตั้งฉนวนความร้อนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมากหากเปรียบเทียบกับระบบผนังประเภทอื่นๆ เมื่อวิเคราะห์มูลค่าปัจจุบัน (Life cycle Cost) ผนังคอนกรีตอาคารที่มีการใช้งาน 9 ชั่วโมงต่อวัน ควรติดตั้งฉนวนใยแก้ว 32 kg/m³ ความหนา 50 mm. สำหรับผนังคอนกรีตอาคารที่มีการใช้งาน 12 ชั่วโมงต่อวัน ที่อัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดเท่ากับ 10% และ 15% ควรติดตั้งฉนวนโพลิสไตรีน ความหนา 50 mm. และที่อัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดเท่ากับ 20% และ 25% ควรติดตั้งฉนวนใยแก้ว 32 kg/m³ ความหนา 50 mm. และสำหรับผนังคอนกรีตยอาคารที่มีการใช้งาน 24 ชั่วโมง ที่อัตราส่วนพื้นที่ของผนังโปร่งแสงต่อพื้นที่ผนังทั้งหมดเท่ากับ 15% และ 25% ฉนวนใยแก้ว 32 kg/m³ …


แบบทาวน์เฮาส์สำหรับการก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป, นฤนาท เกตุพันธ์ Jan 2018

แบบทาวน์เฮาส์สำหรับการก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป, นฤนาท เกตุพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ จะศึกษาสภาพและปัญหา ในการก่อสร้างทาวน์เฮาส์ ด้วยชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป โดยเลือกทาวน์เฮาส์แบบพฤกษาวิลล์ ของ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) เป็นกรณีศึกษา เพื่อเสนอแนะรูปแบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปที่เหมาะสม จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษาฯ ที่สร้างในระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 20-27 วัน มีขนาดและพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ได้แก่ ขนาดหน้ากว้าง 5.00, 5.50 และ 5.70 เมตร ความสูง 2-3 ชั้น ห้องนอน 2-3 ห้อง ห้องน้ำ 2-3 ห้อง และที่จอดรถ 1-2 คัน แม้ว่ารูปแบบด้านหน้าส่วนใหญ่จะคล้ายกัน แต่เมื่อชิ้นส่วนผนัง มีหลายรูปแบบ ทั้งขนาดและช่องเปิด จึงทำให้เกิดปัญหาในการผลิต ชิ้นส่วนผนัง ที่มีระยะริมช่องเปิดน้อย ทำให้ต้องตัดตะแกรงเหล็กเสริม การผลิตจึงล่าช้า และยังมีปัญหาแตกหัก ในระหว่างการขนส่งและติดตั้งอีกด้วย นอกจากนี้มีปัญหาน้ำรั่วซึมบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงปรับเปลี่ยนไปใช้ระบบประสานพิกัด เพื่อให้ขนาดชิ้นส่วนผนังและพื้นเป็นระบบมากขึ้น ลดรูปแบบ และขนาดช่องเปิด และเพิ่มระยะริมช่องเปิด จากเดิมทาวน์เฮาส์หนึ่งคูหาจะประกอบด้วยชิ้นส่วนผนัง 29 ชิ้น 29 รูปแบบ ด้วยวิธีดังกล่าว จะเหลือเพียง 20 ชิ้น 11 รูปแบบเท่านั้น ส่วนปัญหารั่วซึมบริเวณรอยต่อ แก้โดยการยื่นแผ่นผนัง และ พื้น รวมทั้งเสนอให้ปิดรอยต่อด้วยชิ้นส่วนบัวสำเร็จรูป ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความหลากหลายของรูปแบบด้านหน้า เสนอให้ใช้วิธีปรับเปลี่ยนเฉพาะส่วนหน้าของทาวน์เฮาส์ ส่วนภายในให้คงรูปแบบและจำนวนชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปเหมือนกัน


ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ Jan 2018

ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

จากปัญหาอัตราการกลับไปเสพสารเสพติดซ้ำของผู้เข้ารับการบำบัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดการรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเป็นอีกหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการรับรู้ถึงความสามารถของตนอย่างเหมาะสม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีน โดยเป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดที่แผนกผู้ป่วยในของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 40 คน ซึ่งเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) การสังเกตและรับรู้ในตนเอง, 2) การฝึกปล่อยวางอารมณ์ รู้ทันความคิด, 3) การตระหนักรู้ในชีวิตประจำวัน และ 4) การวางแผนการดำเนินชีวิตในระยะยาวผ่านการมองหาคุณค่าของบุคคลรอบข้าง รวม 4 ครั้ง ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลส่วนตัว 2) แบบวัดการรับรู้ของสติใน 5 ด้าน 3) แบบประเมินความเครียด กรมสุขภาพจิต ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ pair t-test และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์แบบ Pearson จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สติทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการสังเกต ด้านการบรรยายเป็นคำพูด ด้านการรับรู้อิริยาบถ ด้านการไม่ตัดสิน ด้านการไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกมีค่าคะแนนสูงขึ้น ในขณะที่ค่าคะแนนความเครียดลดลง โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ 0.001*, 0.113, 0.035*, 0.037*, 0.281, 0.049* และ 0.008* ตามลำดับ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากรและผลต่างของค่าคะแนนก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับการตระหนักรู้ในตนเองของผู้เข้าร่วม อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยทั้งที่เคยและไม่เคยมีประสบการณ์การฝึกเจริญสติได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการช่วยลดปัญหาการกลับมาเสพสารเสพติดซ้ำในผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในอนาคต


การถอนการรับรองบุตร, ศิริพร จิระพรวัชรานนท์ Jan 2018

การถอนการรับรองบุตร, ศิริพร จิระพรวัชรานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1554 กำหนดให้ ผู้มีส่วนได้เสียจะขอให้ศาลถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรเพราะเหตุว่าผู้ขอจดทะเบียนนั้นมิใช่บิดาก็ได้ แต่ต้องฟ้องภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้การจดทะเบียนนั้น อนึ่งห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียน จึงทำให้ชายผู้จดทะเบียน มารดา หรือเด็ก ที่ได้จดทะเบียนหรือให้ความยินยอมไปโดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด ซึ่งได้รู้ถึงการจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนแล้ว ไม่สามารถฟ้องคดีในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จากการศึกษาเรื่องการถอนการรับรองบุตรพบว่า สหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติให้ผู้จดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ เนื่องจากการจดทะเบียนไปโดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีบทบัญญัติเรื่องระยะเวลาในการฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรที่เกิดจากการข่มขู่ โดยทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิในการฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรไว้อย่างชัดเจน โดยรวมถึงชายผู้จดทะเบียนรับรองบุตร มารดา เด็ก และเจ้าหน้าที่รัฐสามารถฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ ส่วนผลของการถอนการรับรองบุตรจะมีผลในเวลาใดนั้น มีเพียงกฎหมายสหรัฐอเมริกาที่กำหนดไว้ว่าให้มีผลนับแต่เด็กเกิด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ ผู้เขียนเห็นควรให้ปรับปรุงแก้ไข มาตรา 1554 ให้ผู้จดทะเบียน หรือมารดาและเด็กได้จดทะเบียนหรือยินยอมให้จดทะเบียน โดยถูกฉ้อฉล ข่มขู่ หรือสำคัญผิด มีสิทธิฟ้องคดีถอนการรับรองบุตรได้ โดยกำหนดระยะเวลาในการฟ้องคดีไว้แยกจากผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ และบัญญัติเรื่องผลของการถอนการรับรองบุตร ให้มีผลย้อนหลังไปนับแต่เด็กเกิด


การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย, วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล Jan 2018

การจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทยเพื่อส่งเสริมสมรรถภาพทางกายความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบของเด็กปฐมวัย, วรรณนิศา พงษ์จิรังกาล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย และของนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย กับนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามปกติ ตัวอย่างคือ นักเรียนปฐมวัยชั้นปีที่ 2 อายุ 5-6 ปี โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 23 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 16 แผน แบบทดสอบมรรถภาพทางกาย และแบบวัดความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่า "ที" (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสมรรถภาพทางกาย ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามหลักการสอนอ่านแบบเน้นมโนทัศน์และแนวคิดการเรียนรู้แบบสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, เพ็ญวิษา วัฒนปรีชานนท์ Jan 2018

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามหลักการสอนอ่านแบบเน้นมโนทัศน์และแนวคิดการเรียนรู้แบบสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, เพ็ญวิษา วัฒนปรีชานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนตามหลักการสอนอ่านแบบเน้นมโนทัศน์และแนวคิดการเรียนรู้แบบสืบสอบเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตปริญญาบัณฑิตชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 45 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและจับสลากแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 คน และกลุ่มควบคุม 24 คน ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ 4 ประการ คือ 1) ผู้เรียนสำรวจความต้องการอ่านของตนเองผ่านการกระตุ้นของผู้สอน เพื่อกำหนดเป้าหมายการอ่านและเลือกบทอ่านตรงตามเป้าหมาย โดยให้ผู้เรียนวางแผนกลยุทธ์การอ่านได้เหมาะสมกับประเภทของบทอ่าน 2) ผู้เรียนเลือกใช้กลยุทธ์การอ่านที่เหมาะสมกับประสบการณ์การอ่านและองค์ประกอบของบทอ่านแต่ละประเภท ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้ 3) ผู้เรียนสืบค้นข้อมูลจากประเด็นที่น่าสนใจ เพื่อนำมาตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลประกอบความรู้และประสบการณ์เดิม ทำให้ได้ข้อสรุป สามารถพัฒนาการอ่านวิเคราะห์ ประเมินค่าบทอ่าน และนำไปประยุกต์ใช้ตามเป้าหมายการอ่าน และ 4) ผู้เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากการอภิปราย โดยใช้ความรู้เดิมและเชื่อมโยงประสบการณ์จริง เพื่อตรวจสอบ สะท้อนความคิด สร้างความเข้าใจเชิงลึกกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อสรุปที่ได้จากการอ่านที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นสำรวจ 2) ขั้นเรียนรู้และฝึกอ่านโดยใช้กลยุทธ์ 3) ขั้นตามติดสืบค้น 4) ขั้นลงข้อสรุป และ 5) ขั้นตรวจสอบแลกเปลี่ยน 2. ประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น พบว่า 2.1) ผู้เรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถใน การอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.2) ผู้เรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2.3) ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณปรากฏอย่างเด่นชัดทุกองค์ประกอบในบทอ่านประเภทสารคดี


การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก, จิรวดี สถิตย์เรืองศักดิ์ Jan 2018

การศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก, จิรวดี สถิตย์เรืองศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความเป็นมา เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวในเลือดมีการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับมะเร็งในร่างกาย บ่งบอกถึงการพยากรณ์โรคและผลการรักษา และอาจใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กได้ การศึกษานี้จัดทำเพื่อศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวในเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กเปรียบเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุม วิธีการศึกษา ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกโปรตีนที่สนใจโดยใช้ข้อมูลการแสดงออกของอาร์เอ็นเอของเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กจากฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาการแสดงออกของโปรตีนที่สนใจด้วยการย้อมอิมมูโนฟลูออเรสเซนต์ ขั้นตอนที่ 3 เปรียบเทียบการแสดงของออกโปรตีนบนเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวด้วยเครื่องตรวจและวิเคราะห์เซลล์อัตโนมัติจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก 30 คนและอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 30 คน ผลการวิจัย จากการย้อมการแสดงออกของโปรตีน 5 ชนิด ได้แก่ CLEC4A, CLEC4D, C5AR1, NLRP3 และ S100A12 พบว่าเม็ดเลือดขาวชนิดนิวเคลียสเดี่ยวจากเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กมีการแสดงออกของโปรตีน CLEC4A, CLEC4D และ NLRP3 เพิ่มขึ้น ในขณะที่การแสดงออกของโปรตีน C5AR1 และ S100A12 ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเลือดจากอาสาสมัครกลุ่มควบคุม สรุปผลการวิจัย การแสดงออกของโปรตีนที่ควบคุมการส่งสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดของผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็กมีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และอาจจะเป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยมะเร็งปอดในอนาคตได้


การพัฒนารูปแบบวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย, อุไร นิโรธนันท์ Jan 2018

การพัฒนารูปแบบวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย, อุไร นิโรธนันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์นานาชาติในประเทศไทย และการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ดีในต่างประเทศ 2) วิเคราะห์ความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย 3) พัฒนารูปแบบการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย และ 4) นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์นานาชาติในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย อาจารย์ผู้สอน นักศึกษาพยาบาลชาวไทยและชาวต่างชาติ ในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์นานาชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานานาชาติ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์สาระ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNImodified) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. ในภาพรวมการจัดการศึกษาพยาบาลนานาชาติ ระดับปริญญาตรีในประเทศไทยยังมีน้อย มีสถานะเป็นคณะภายใต้มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและเอกชน กำหนดวิสัยทัศน์สู่การเป็นนานาชาติ และทำความร่วมมือทางวิชาการกับนานาชาติ ส่วนการจัดการศึกษาพยาบาลศาสตร์ที่ดีในต่างประเทศ จะเน้นวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำของโลกในด้านการจัดศึกษา การวิจัย และให้บริการวิชาการ พันธกิจในการบูรณาการแหล่งทุน การวิจัย การจัดการศึกษาและการปฏิบัติเข้าด้วยกัน จัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ การเรียนร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ การใช้เว็บ และโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง
2. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย จากมุมมองของผู้สอนและนักศึกษาพยาบาล พบว่ารายการประเมินที่มีค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1) แลกเปลี่ยนนักศึกษากับสถาบันการศึกษาพยาบาลในต่างประเทศ 2) กำหนดให้การศึกษา อบรม ดูงานในต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา 3) เปิดสอนหลักสูตรสองปริญญาร่วมกับสถาบันการศึกษาพยาบาลในต่างประเทศระบบ 4) การเบิก-จ่ายงบประมาณคล่องตัว รวดเร็ว เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการศึกษาพยาบาลนานาชาติ และ 5) แลกเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอนกับสถาบันในต่างประเทศ
3. รูปแบบการเป็นวิทยาลัยพยาบาลนานาชาติในประเทศไทย ประกอบด้วย หลักการและเหตุผล ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย สถานภาพและโครงสร้างขององค์กร และองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยส่งเสริมระดับชาติและระดับสถาบัน แบ่งเป็น 1) ปัจจัยส่งเสริมระดับชาติ ซึ่งมี 4 องค์ประกอบย่อย คือ การสร้างพันธมิตร การสร้างรายได้และการค้าในเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือระดับชาติและสถาบัน การพัฒนาสังคม วัฒนธรรม และความเข้าใจซึ่งกันและกัน 2) …


ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและแบบจำลองทำนายการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในประชากรไทย, จุฑามาศ สิทธิกรไพบูลย์ Jan 2018

ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและแบบจำลองทำนายการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมในประชากรไทย, จุฑามาศ สิทธิกรไพบูลย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ข้อเสื่อมเป็นโรคที่ข้อต่อเสื่อมสภาพบริเวณของกระดูกอ่อนข้อต่อ โรคนี้สามารถพบได้ทั่วไปในประชากรผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลต่อการเกิดภาระทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคข้อเข่าเสื่อมที่เป็นสาเหตุของความเจ็บปวด และความทุพพลภาพในผู้สูงอายุ ในการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมและพัฒนาแบบจำลองทำนายโรคที่เหมาะสมกับประชากรไทย โดยใช้วิธีทางชีวสารสนเทศศาสตร์ในการคัดเลือกยีนที่ใช้ศึกษา ดีเอ็นเอและข้อมูลทางคลินิกได้รับจากกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมคนไทยจำนวน 233 ราย (การเสื่อมระดับเกรด 3 ถึง 4) และกลุ่มควบคุมที่คัดเลือกให้เพศและเชื้อชาติสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 177 ราย การระบุจีโนไทป์ของดีเอ็นเอถูกทำด้วยวิธี high-resolution melting (HRM) analysis และวิธี polymerase chain reaction-restriction fragment length polymorphism (PCR-RFLP) ข้อมูลอายุ เพศ และค่าดัชนีมวลกายของอาสาสมัครถูกบันทึกเป็นข้อมูลทางคลินิก ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมถูกวิเคราะห์โดย odds ratio แบบจำลองทำนายการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมถูกสร้างจากการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก และทำการประเมินความสามารถในการทำนายของแบบจำลองทำนายด้วยการวิเคราะห์กราฟ receiver operating characteristic (ROC) เครื่องหมายพันธุกรรมจากยีน ADAM metallopeptidase domain 12 (ADAM12) ยีน Estrogen receptor-alpha (ESR1) ยีน Fat mass and obesity-associated (FTO) ยีน Growth differentiation factor 5 (GDF5) และยีน SMAD family member 3 (SMAD3) ได้รับคัดเลือกสำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม จากผลการวิเคราะห์ พบว่าไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการกระจายของจีโนไทป์และความถี่แอลลีลของเครื่องหมายพันธุกรรมกับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม ยกเว้นเครื่องหมายพันธุกรรมของยีน ESR1 ทั้งสองตำแหน่ง (rs2234693 และ rs9340799) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เฉพาะในเพศใดเพศหนึ่ง พบว่า เครื่องหมายพันธุกรรมของยีน ADAM12 ทั้งสองตำแหน่ง (จีโนไทป์ CT ของ rs1871054 และ จีโนไทป์ CC กับแอลลีล C ของ rs3740199) และจีโนไทป์ CT ของยีน FTO สัมพันธ์กับการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ …


พัฒนาการของคำว่า “บน” ในภาษาไทย: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ปริชาน, ภคภต เทียมทัน Jan 2018

พัฒนาการของคำว่า “บน” ในภาษาไทย: การศึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ปริชาน, ภคภต เทียมทัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมวดคำ หน้าที่ และปริบทการปรากฏของคำว่า "บน" ในภาษาไทย รวมทั้งศึกษาความหมายและมโนทัศน์ กระบวนการและกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านความหมาย รวมถึงพัฒนาการด้านความหมาย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 9 (พ.ศ.2559) จำนวน 2,441 แห่ง ตามแนวคิดอรรถศาสตร์ปริชาน (cognitive semantics) ประกอบกับแนวคิดการกลายเป็นคำไวยากรณ์ (grammaticalization) และแนวคิดกระบวนการเกิดคำใหม่ (lexicalization) ผลการวิจัยมี 4 ประการ คือ ประการที่ 1 คำว่า "บน" ปรากฏในหลากหลายปริบท สามารถทำหน้าที่ได้ 4 หน้าที่ ได้แก่ ส่วนหลัก ส่วนขยาย ส่วนเชื่อม และส่วนเติมเต็ม อีกทั้งยังสามารถจำแนกหมวดคำได้ 4 หมวด ได้แก่ คำนาม คำคุณศัพท์ คำบุพบท และคำกริยาวิเศษณ์ ประการที่ 2 คำว่า "บน" จำแนกความหมายได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ ความหมายเกี่ยวกับบริเวณพื้นที่และความหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง ความหมายเกี่ยวกับบริเวณพื้นที่ปรากฏความหมาย 'บริเวณพื้นที่ส่วนที่สูงขึ้นไปหรือเหนือขึ้นไป' และความหมาย 'สถานภาพสูงกว่าหรืออำนาจเหนือกว่า' ส่วนความหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งปรากฏความหมาย 'ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่สิ่งหนึ่งอยู่สูงกว่าหรือเหนือกว่าอีกสิ่งหนึ่ง' ความหมาย 'ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่สิ่งหนึ่งอยู่ภายในอีกสิ่งหนึ่ง' และความหมาย 'ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่สิ่งหนึ่งอยู่ประชิดข้างอีกสิ่งหนึ่ง' ประการที่ 3 การเปลี่ยนแปลงด้านความหมายของคำว่า "บน" ปรากฏกระบวนการที่เกี่ยวข้อง 4 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการอุปลักษณ์ กระบวนการนามนัย กระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ และกระบวนการเกิดคำใหม่ ส่วนกลไกในกระบวนการกลายเป็นคำไวยากรณ์ที่เกี่ยวข้องมี 5 กลไก ได้แก่ กลไกการขยายความหมายเชิงอุปลักษณ์ กลไกการจางลงทางความหมาย กลไกการคงเค้าความหมายเดิม กลไกการวิเคราะห์ใหม่ และกลไกการอนุมาน ประการที่ 4 พัฒนาการด้านความหมายของคำว่า "บน" แสดงลักษณะการเปลี่ยนแปลงจากแวดวงความหมายหรือมโนทัศน์ที่มีความเป็นรูปธรรมไปสู่แวดวงความหมายหรือมโนทัศน์ที่มีความเป็นนามธรรม


การศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี “Kou” และ“Zui” ในภาษาจีนกลางกับ “ปาก” ในภาษาไทย, ชัญญภัค โตเจริญบดี Jan 2018

การศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี “Kou” และ“Zui” ในภาษาจีนกลางกับ “ปาก” ในภาษาไทย, ชัญญภัค โตเจริญบดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเปรียบเทียบคำและสำนวนที่มี 口 "KOU" และ 嘴 "ZUI"ใน ภาษาจีนกลางกับ "ปาก" ในภาษาไทย เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความหมายว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ความหมายของคำและสำนวนที่มีคำว่า "ปาก" ทั้งในภาษาจีนและภาษาไทยสามารถจำแนกความหมายได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ความหมายโดยตรง กับความหมายโดยนัย ส่วนการเปรียบเทียบสำนวนจีนและสำนวนไทยที่มีคำว่า "ปาก" ส่วนใหญ่มีความหมายเหมือนและใกล้เคียงกัน สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. เปรียบเทียบสำนวนจีนที่มีคำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" กับสำนวนไทยที่มี คำว่า "ปาก" 2. เปรียบเทียบสำนวนจีนที่มีคำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" กับสำนวนไทยไม่ได้ใช้คำว่า "ปาก" 3. เปรียบเทียบสำนวนไทยที่มี คำว่า ปาก กับสำนวนจีนไม่ได้ใช้คำว่า 口 "KOU" หรือ 嘴 "ZUI" อย่างไรก็ตาม สำนวนจีนและสำนวนไทยไม่ว่าภาษาใดหรือชาติใด สำนวนเหล่านี้เกิดจากความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่เกิดจากธรรมชาติ การกระทำ การดำเนินชีวิต ความประพฤติ หรือจารีตประเพณี ตลอดจนมโนทัศน์และค่านิยมต่างๆของทั้งสองประเทศที่มีความคล้ายคลึงกันและแตกต่างกันไปตามบริบทของสังคม


การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาจากพื้นในการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยมุมเส้นเชือกที่ต่างกัน ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิง, ณัฐณิชา ทองพัฒนวงศ์ Jan 2018

การวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาจากพื้นในการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยมุมเส้นเชือกที่ต่างกัน ในนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิง, ณัฐณิชา ทองพัฒนวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ แรงปฏิกิริยาจากพื้น และความเร็วในการวิ่ง เมื่อวิ่งลากถ่วงน้ำหนักที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา จากแนวขนานกับพื้น วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬารักบี้ฟุตบอลสังกัด ชมรมรักบี้ฟุตบอลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพศหญิง มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 15 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการทดลองวิ่งลากถ่วงน้ำหนักด้วยการยืนแบบ 2 จุด ท่าเท้านำเท้าตาม โดยเริ่มทดลองจากการวิ่งไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก ตามด้วยการสุ่มลำดับการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักในความหนัก 30% ของน้ำหนักร่างกายที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา ในระยะทาง 5 เมตร โดยทำการวิ่งทั้ง 3 รูปแบบๆ ละ 3 ครั้ง พักระหว่างการวิ่งแต่ละครั้งเป็นเวลา 5 นาที เปรียบเทียบความเร็วในการวิ่งระยะ 5 เมตร แรงปฏิกิริยาจากพื้นของขาก้าวที่ 3 และอัตราส่วนระหว่างความเข้มของคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อสูงสุดขณะเคลื่อนไหว ต่อความเข้มของกล้ามเนื้อสูงสุดเมื่อกล้ามเนื้อหดตัวแบบความยาวคงที่ (Maximum intensity/MVC) ใช้ ANOVA และวิเคราะห์คู่ต่างด้วย Tukey โดยกำหนดระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value 0.05 ผลการวิจัย พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของความเร็วในการวิ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างขณะวิ่งโดยไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก และวิ่งลากถ่วงน้ำหนักทั้งที่มุมเส้นเชือก 30 45 และ 60 องศา อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของทั้งแรงปฏิกิริยาจากพื้น และคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ สรุปผลการวิจัย การฝึกวิ่งลากถ่วงน้ำหนักที่มุมเส้นเชือก 60 องศา อาจเหมาะสมต่อการพัฒนากล้ามเนื้อที่ใช้ในการวิ่งออกตัวของนักกีฬารักบี้ฟุตบอลหญิงได้มากที่สุด เนื่องจากรูปแบบการทำงานของกล้ามเนื้อใกล้เคียงกับรูปแบบการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะวิ่งไม่มีเครื่องลากถ่วงน้ำหนัก แต่มีคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อมากกว่า และแรงปฏิกิริยาจากพื้นในแนวดิ่งน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามการวิ่งลากถ่วงน้ำหนักน่าจะมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและแรงปฏิกิริยาเมื่อมีน้ำหนักในการลากถ่วงมากกว่า 30% ของน้ำหนักร่างกาย และมีผลเฉพาะก้าวแรก ส่งผลลดลงเมื่อวิ่งในก้าวที่ 3 และก้าวต่อ ๆ ไป


ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม Jan 2018

ผลของการใช้โฟมโรลลิ่งและการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล, ประทักษ์ สระสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่งและการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวที่มีต่อสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาในนักกีฬาฟุตซอล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักฟุตซอลของสโมสรมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต เพศชาย มีอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวน 18 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยกลุ่มตัวอย่างทำการทดลองทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว และทำการทดสอบสมรรถภาพของกล้ามเนื้อขาทันทีหลังจากการทดลองโดยการทดลองแต่ละรูปแบบมีระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (Paired Samples t-test) ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวข้อเข่าขาขวาหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกขาซ้ายและขาขวา ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่าขาซ้าย ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง และความเร็วหลังการทดลองทันทีของการอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 การอบอุ่นร่างกายด้วยโฟมโรลลิ่ง และการอบอุ่นร่างกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบมีการเคลื่อนไหวช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก ระยะการเคลื่อนไหวของข้อเข่า ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถในการเปลี่ยนทิศทาง ความเร็ว ในนักกีฬาฟุตซอลได้


Synthesis And Cytotoxicity Of Mansonone G Derivatives, Nhung Ngo Thi Tuyet Jan 2018

Synthesis And Cytotoxicity Of Mansonone G Derivatives, Nhung Ngo Thi Tuyet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Mansonone G (N01), a naturally occurring o-naphthoquinone was isolated from the heartwoods of Mansonia gagei Drumm. as the major component. Seventeen ether derivatives N02-N18 were successfully synthesized by the reaction of mansonone G with corresponding alkyl halide. All derivatives were characterized by 1H, 13C NMR and HRMS. Eleven of them were confirmed to be new compounds. The cytotoxic evaluation was performed against A549 and HT-29 cancer cell lines. Interestingly, all candidates displayed more potent cytotoxicity than mansonone G. The hydrophobicity was found as an important contributor to the activity. N08 displayed the most potent cytotoxicity toward the interested cells with …


เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์/แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่สมรรถนะสูงสำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศ, ทักษพร ศรีมโนรถ Jan 2018

เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์/แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่สมรรถนะสูงสำหรับแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศ, ทักษพร ศรีมโนรถ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ ความปลอดภัยสูง และเป็นแบตเตอรี่ประเภทที่สามารถอัดประจุซ้ำได้ แต่ความช้าของจลนศาสตร์ของปฏิกิริยารีดักชันออกซิเจน (ORR) และปฏิกิริยาออกซิเดชันออกซิเจน (OER) ของขั้วอากาศเป็นตัวจำกัดสมรรถนะของแบตเตอรี่ การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาแบบสองหน้าที่ที่มีสมรรถนะต่อต้นทุนสูง แอลฟาแมงกานีสไดออกไซด์นาโนไวร์ (α-MnO2NWs) แสดงความเป็นตัวเร่ง ORR ที่ดีเนื่องจากมีความสามารถในการดูดซับออกซิเจนได้ดี แต่มีแนวโน้มที่จะเกิดการออกซิไดซ์กลายเป็น MnO4- ได้ วัสดุฐานคาร์บอนซึ่งเติมด้วยเฮเทอโรอะตอมได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางเพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสองหน้าที่ ORR/OER ในบรรดาวัสดุฐานคาร์บอน เส้นใยกราฟิติกคาร์บอนไนไตรด์ (GCNFs) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ORR/OER ที่มีสมรรถนะดี ทั้ง α-MnO2NWs และ GCNFs มีราคาต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และง่ายต่อการสังเคราะห์ ด้วยเหตุนี้จึงทำการศึกษา GCNFs กับ α-MnO2NWs พบว่า GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 แสดงจำนวนการถ่ายโอนอิเล็กตรอนเท่ากับ 3.74 ทั้งยังมีค่าศักย์ไฟฟ้าในการเกิด OER ที่เบี่ยงเบนไปจากค่าทางทฤษฎีเท่ากับ 0.25 V และยังมีความเสถียรในปฏิกิริยา OER นอกจากนี้แบตเตอรี่สังกะสี-อากาศที่มี GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับขั้วอากาศให้ความหนาแน่นพลังงานสูงถึง 70.9 mW/cm2 ที่ความหนาแน่นกระแส 125.4 mA/cm2 และมีความเปลี่ยนแปลงความต่างศักย์ในการปล่อยประจุลดลง 1.70% และอัดประจุเพิ่มขึ้น 2.82% ของโปรไฟล์การอัด-คายประจุจำนวน 200 รอบ ผลการวิจัยพบว่า GCNFs/α-MnO2NWs ในอัตราส่วน 90:10 สามารถปรับปรุงจลนศาสตร์ของ ORR และ OER และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่สังกะสี-อากาศได้