Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 661 - 690 of 4697

Full-Text Articles in Entire DC Network

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์ Jan 2024

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …


กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล Jan 2024

กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดวัฒนธรรมศึกษาเพื่อส่งเสริมความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนมัธยมศึกษา, ภัทรวิทย์ ตันนิลกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา และ (2) ศึกษาพัฒนาการความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงทดลองตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 24 คน ได้มาจากการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวัฒนธรรมศึกษา จำนวน 25 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที (2) แบบบันทึกเชิงสะท้อนคิดแบบมีโครงสร้าง และ (3) แบบวัดเชิงสถานการณ์เพื่อวัดความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา สถิติที่ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ และสถิติเชิงอนุมาน คือ Dependent Sample t-test และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวมีคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาหลังเรียน (M = 13.42, S.D. = 0.881) สูงกว่าก่อนเรียน (M = 4.5, S.D.=2.554) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 15.2; p < .001) นักเรียนทุกคนมีพัฒนาการของคะแนนความตระหนักในความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา โดยนักเรียนมีพัฒนาการระดับปานกลาง จำนวน 1 คน มีพัฒนาการระดับสูง จำนวน 4 คน มีพัฒนาการระดับสูงมาก 19 คน และเมื่อวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนจากบันทึกเชิงสะท้อนคิดสามารถจำแนกได้ 3 แก่นสาระ ได้แก่ (1) นานาสาระศาสนปฏิบัติ คือ การเรียนรู้ประเด็นที่หลากหลายเกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อ (2) อัตวิสัยในมิติศาสนา คือ การนำความรู้เกี่ยวกับศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติตนในฐานะผู้ที่นับถือและศรัทธาในศาสนาและความเชื่อนั้น ๆ และ (3) ปรับตัวเป็น เห็นคุณค่าศาสนาในพหุสังคม คือ การเรียนรู้ศาสนาเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างหลากหลายทางศาสนาเพื่อการปรับตัวและสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนการบูรณาการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนา ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สอนรายวิชาการสร้างสื่อสร้างสรรค์ จำนวน 5 คน และนักศึกษาปริญญาตรี 21 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์การใช้ GenAI ในปี พ.ศ. 2565-2567 และตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ คือ นักศึกษาปริญญาตรี ในรายวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ชั้นปีที่ 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอน 2) แบบสัมภาษณ์สนทนากลุ่ม 3) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์ฯ 4) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ฯ 6) เว็บไซต์เสริมความรู้ 7) แบบสอบความรู้ความชำนาญความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ต 8) แบบประเมินผลงานดิจิทัลอาร์ต 9) แบบบันทึกร่องรอยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์คะแนนความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติทดสอบแบบไม่อิงพารามิเตอร์ Wilcoxon Signed-Rank Test 2) วิเคราะห์พัฒนาการโดยใช้การวัดความเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์ (Relative change score) 3) วิเคราะห์เชิงคุณภาพเกี่ยวกับพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์จากการใช้รูปแบบฯ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. การศึกษาสภาพการบูรณาการใช้ GenAI พบว่า นักศึกษาตื่นตัวต่อการใช้ GenAI อย่างมาก ใช้เป็นตัวช่วยให้ผลิตผลงานได้เร็วและจำนวนมาก สะท้อนถึงช่องว่างของกระบวนการคิด ผู้เรียนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนการสร้างสรรค์ผลงาน และการใช้ GenAI อย่างเหมาะสม 2. รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) โจทย์ท้าทายความคิด 2) กระบวนการซินเนคติกส์และเทคนิคกล่องไอเดีย 3) ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง 4) การบันทึกสะท้อนผล 5) การประเมิน และ 5 ขั้นตอนการเรียนรู้ …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน


ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี และ 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจี ที่มีต่อการการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี โดยทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 60 คน โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือแบบวัดระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ และแบบประเมินโครงการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเป็นตัวชี้วัดผลสะท้อนจะการจัดกิจกรรม มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้แนวคิด Andragogy ของ Knowles (1970) และ Action Learning ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม โดยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและการใช้สื่อออนไลน์เพื่อขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาทักษะการขายสินค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับการค้นหาทางเลือกและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ Social Media และการเลือกสินค้าออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรม ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติในด้านการเลือกสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการฝึกปฏิบัติผ่านการทำคอนเทนต์ขายสินค้าผ่าน TikTok ซึ่งช่วยเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง จะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผล โดยผู้เรียนจะถูกประเมินจากผลงานที่นำเสนอผ่าน TikTok ซึ่งสะท้อนถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.และ 2) ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเข้าการร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้น จากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา กิจกรรมนี้สามารถเพิ่มพูน และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี


แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, ฮานาน อีหมัน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ ตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูมัธยมศึกษา จำนวน 350 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารและแบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร ได้แก่ (1) ด้านการวางแผน พบว่าครูจัดกิจกรรมในรายวิชาพื้นฐานมากที่สุด (M = 4.98, SD = 0.17) (2) ด้านการจัดการเรียนรู้ พบว่าครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารระหว่างบุคคล โดยครูกำหนดประเด็นหรือตั้งคำถามให้นักเรียนอภิปรายมากที่สุด (M = 4.40, SD = 0.71) และครูจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการสื่อสารเพื่อทำงานร่วมกัน โดยครูจัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนการสื่อสารร่วมกันในการทำงานกลุ่มมากที่สุด (M = 4.44, SD = 0.64) และ (3) ด้านการประเมินผลและการนำผลไปใช้ พบว่าครูนำผลการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะ การสื่อสารไปพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนของตนในครั้งต่อไปมากที่สุด (M = 4.38, SD = 0.84) และ 2) แนวทางในการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การวางแผนส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยการวิเคราะห์ ความต้องการของผู้เรียนและจัดกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้เรียน (2) การจัดกิจกรรมการส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารโดยเน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง และ (3) การประเมินผลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสาร โดยเน้นการประเมินเพื่อพัฒนามากกว่าการวัดผลลัพธ์ปลายทาง


รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา Jan 2024

รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ปรียศรี พรหมจินดา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกรณีศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษากระบวนการในความเป็นนวัตกรฯ จากกรณีศึกษาซึ่งเป็นนักสร้างสรรค์ 5 คนด้วยการสัมภาษณ์และสังเกต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ และระยะที่ 3 ศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิต ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา จำนวน 30 คน จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 หน่วยการเรียนรู้ จำนวน 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะ แบบประเมินผลงาน แบบวัดความพึงพอใจ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที(t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยสรุปได้ว่า1. นักสร้างสรรค์มีกระบวนสร้างสรรค์ในความเป็นนวัตกรศิลปหัตถกรรมจักสานตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) การตั้งคำถามเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Questioning) 2) การสังเกตตลาดและผู้บริโภค (Observing) 3) การทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (Experimenting) 4) การเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับแนวคิดร่วมสมัย (Associating) 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking) และ 6) การเล่าเรื่อง (Storytelling)2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า WIL Model (Weaving Innovation Learning Model) ประกอบด้วย 4 หน่วยการเรียนรู้ 6 กิจกรรม ดังนี้ 1) การเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรม 2) การสร้างแรงบันดาลใจสู่ธุรกิจนวัตกรรมจักสานสร้างสรรค์ 3) การออกแบบลายสานและการคิดเชิงออกแบบสำหรับศิลปหัตถกรรมจักสาน 4) การฝึกปฏิบัติจักสานร่วมสมัยจากนักสร้างสรรค์มืออาชีพ 5) การสร้างแบรนด์ธุรกิจหัตถกรรมยั่งยืนสู่ตลาดยุคใหม่ และ 6) การนำเสนอนวัตกรรมหัตถกรรม3. ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ พบว่า 1) …


รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน Jan 2024

รูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทย ในช่วงเปลี่ยนผ่าน, ภาณุวัฒน์ พูลภัทรชีวิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านและ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบระบบนิเวศการตลาดเพื่อรองรับนิสิตนักศึกษาต่างชาติของอุดมศึกษาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงนำเทคโนโลยีมาสร้างสิ่งใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการธุรกิจขององค์กร งานวิจัยนี้ใช้กรอบองค์ประกอบ 8 ด้านของทฤษฎีส่วนประสมการตลาดที่ได้มาจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบไปด้วยด้านต่าง ๆ ได้แก่ หลักสูตร ราคา สถานที่ การส่งเสริมทางการตลาด ชื่อเสียง บุคลากร บริการเสริม และการปรับปรุงการปฏิบัติงาน ใช้การวิจัยแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาเก็บจากนิสิตนักศึกษาต่างชาติระดับปริญญาตรีจำนวน 222 คน จาก 6 สถาบันอุดมศึกษา การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหา และแนวปฏิบัติที่ดี กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 6 คน และสัมภาษณ์กลุ่มเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยใช้เกณฑ์การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือผู้ที่รับผิดชอบทางการตลาดของมหาวิทยาลัย ผลการวิจัย พบว่า 1)สภาพปัจจุบันและปัญหาด้านการตลาดทั้ง 8 ด้านส่วนใหญ่มีปัญหาในระดับน้อย มีเพียง 3 ประเด็นในด้านการส่งเสริมทางการตลาดที่มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ ความน่าสนใจของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย ความสะดวกในการใช้งานของเว็บไซต์มหาวิทยาลัย สื่ออออนไลน์มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้ อีก 2 ประเด็นในด้านบริการเสริม ได้แก่ ความน่าสนใจของชมรมในมหาวิทยาลัย และคุณภาพในการช่วยเหลือในเรื่องที่พักจากมหาวิทยาลัย 2) แนวปฏิบัติที่ดีของระบบนิเวศการตลาดที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก เสนอแนวปฏิบัติที่ดีครบทุกด้าน แต่จำนวนแนวปฏิบัติที่ดีแตกต่างกันไป โดยด้านหลักสูตรมี 11 ประเด็น ด้านราคามี 6 ประเด็น ด้านสถานที่มี 7 ประเด็น ด้านการส่งเสริมการตลาดมี 26 ประเด็น ด้านชื่อเสียงมี 4 ประเด็น ด้านบุคลากรมี 15 ประเด็น ด้านบริการเสริมมี 39 ประเด็น และด้านการปรับปรุงการปฏิบัติงานมี 12 ประเด็น แนวปฏิบัติที่ดีในแต่ละด้าน จะเรียบเรียงเป็นภาพรวมของแต่ละด้าน แล้วนำเสนอภาพรวมทั้งหมดของทุกด้าน ผนวกเข้ากับปัจจัยภายใน (STP Marketing) …


การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์ Jan 2024

การพัฒนาความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา, ศิริรัตน์ ปัญจศุภวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา 2) พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนประถมศึกษา การศึกษาสภาพและปัญหาของการจัดการเรียนการสอนใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา จำนวน 505 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การศึกษาประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจงได้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 30 คน ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความฉลาดรู้คณิตศาสตร์ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองใช้กระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย (paired-samples t-test) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา พบว่าครูมีความตระหนักในการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับชีวิตจริง และการใช้คำถามกระตุ้นการคิด ด้านกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ยังคงมีข้อจำกัดอย่างมากในการส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ การให้เหตุผลเชิงลึก และการร่วมสร้างความรู้ของผู้เรียน ด้านสื่อการเรียนรู้ แม้มีการใช้สื่อของจริงเพื่อนำเสนอสถานการณ์ แต่การใช้สื่อที่หลากหลายในระดับต่ำ ด้านการวัดและประเมินผล พบว่าครูเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเองและประเมินจากภาระงานที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ดี แต่ยังขาดการวัดผลจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชั้นเรียน ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการประเมินปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ 2) กระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การเริ่มต้นจากบริบทชีวิตจริง การทำให้เป็นคณิตศาสตร์ การพัฒนาแบบจำลองและแนวคิด การนำไปประยุกต์ใช้และแก้ปัญหา การสรุปและจัดระบบความรู้ 3) ประสิทธิผลของกระบวนการเรียนการสอน พบว่า คะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.70, p < .001)


การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4, ภูรินที กุลธงเกตุ Jan 2024

การพัฒนาระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4, ภูรินที กุลธงเกตุ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์ 3) พัฒนาระบบการทดสอบเพื่อวินิจฉัยมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาโดยใช้แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับร่วมกับการสะท้อนข้อมูลย้อนกลับด้วยคอมพิวเตอร์ออนไลน์ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 4) ตรวจสอบคุณภาพของระบบ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน ระยะที่ 2 พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับพร้อมสร้างข้อมูลย้อนกลับ และระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ สำหรับตัวอย่างวิจัยและวิธีการวิจัยในระยะที่ 1 สำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนจากนักเรียน 160 คน ด้วยแบบสอบสองระดับชนิดปลายเปิด ระยะที่ 2 พัฒนาและทดลองใช้เครื่องมือแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับฉบับร่าง 33 ข้อ กับนักเรียน 420 คน วิเคราะห์คุณภาพด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ความถี่ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้และความโด่ง การวิเคราะห์ความยากและอำนาจจำแนกตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลการตอบสนองข้อสอบ การวิเคราะห์ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายในด้วยค่าอัลฟ่าของครอนบาค และการวิเคราะห์ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์เทคนิคคิดออกเสียงโดยใช้ค่าคัปปาของโคเฮน จากนักเรียน 57 คน จากนั้นคัดเลือกแบบสอบสมบูรณ์ 11 ข้อ และสร้างข้อมูลย้อนกลับแบบทั่วไปและข้อมูลย้อนกลับเพื่อการปรับปรุง ส่วนในระยะที่ 3 พัฒนาระบบวินิจฉัยออนไลน์ด้วย Google Workspace และตรวจสอบคุณภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และประเมินความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญและความพึงพอใจของตัวอย่างนักเรียนที่ใช้ทดสอบระบบจำนวน 140 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้: 1) ผลการสำรวจมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน พบว่า นักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนในวิชาชีววิทยาเรื่องพันธุศาสตร์จำนวน 24 รายการ โดยในมโนทัศน์ที่ 1 เรื่องลักษณะทางพันธุกรรม พบมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนมากที่สุดคือ "ลักษณะเด่นคือลักษณะที่มองเห็นได้ชัดเจน และเป็นลักษณะที่ต้องการของบุคคล เช่น จมูกโด่งเป็นลักษณะเด่นเพราะสวย ส่วนลักษณะด้อยคือลักษณะที่พบได้มากหรือไม่แตกต่างจากกลุ่ม" ซึ่งพบในนักเรียนคิดเป็นร้อยละ 29.38 2) ผลการพัฒนาแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ พบว่า แบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับที่พัฒนาขึ้น มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ตามทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิมและทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ และได้มีการคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปพัฒนาแบบสอบที่ใช้ในระบบวินิจฉัย จำนวน 11 ข้อ จากแบบสอบวินิจฉัยสี่ระดับ ฉบับร่างจำนวน 33 …


รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ Jan 2024

รูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม, กริช วงศ์เจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการสถาบันการบินพลเรือนของประเทศไทย 2) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ 3) วิเคราะห์แนวคิดและการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบิน และ 4) นำเสนอรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถาบันการบินพลเรือน จำนวน 3 คน ผู้บริหารระดับกองวิชา จำนวน 5 คน ผู้บริหารระดับสำนักงาน จำนวน 15 คน ครูวิชาภาคพื้น และผู้ช่วยครูวิชาภาคพื้น จำนวน 70 คน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน จำนวน 160 คน ผู้บริหารสถาบันการศึกษาด้านการบินในประเทศ จำนวน 8 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 3 คน อาจารย์ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมที่มีการเรียนการสอนด้านการบินในต่างประเทศ จำนวน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบวิเคราะห์สาระ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบตรวจสอบร่างรูปแบบการจัดการสถาบันการบินพลเรือนสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สาระ การวิเคราะห์ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. สถาบันการบินพลเรือนอยู่ระหว่างการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยมีจุดแข็งด้านงานวิจัย การบริหารงบประมาณ วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และบุคลากรที่มุ่งมั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ กลยุทธ์ งบประมาณ การมีส่วนร่วม ระบบสรรหา และโครงสร้างองค์กรที่ต้องเสริมความเชื่อมโยงให้มากขึ้น 2. แนวคิดและการดำเนินงานของสถาบันการศึกษาด้านการบินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม โดยครอบคลุม 1) การบริหารเชิงกลยุทธ์ 2) โครงสร้างและสภาพแวดล้อมองค์กร 3) การจัดการวิชาการ 4) งานวิจัย 5) การเงิน 6) ทรัพยากรและบุคลากร และ 7) เครือข่ายความร่วมมือ 3. มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมด้านการบินให้ความสำคัญกับการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรที่ยืดหยุ่น การฝึกปฏิบัติจริง …


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ Jan 2024

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร, พิตตินันท์ สายดำ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผาสุก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการมีอิสระแห่งตน ภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงาน และบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1 ปีขึ้นไป 3 โรงพยาบาล โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 163 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความผาสุกของพยาบาล แบบสอบถามการมีอิสระแห่งตน แบบสอบถามพฤติกรรมภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน และแบบสอบถามบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่า CVI เท่ากับ .97, .88, .96 และ .99 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .93, .80, .97 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉินในโรงพยาบาลตติยภูมิ กรุงเทพมหานคร มีความผาสุกโดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.79, S.D. = .41) โดยบรรยากาศความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การมีอิสระแห่งตน และภาวะผู้นำที่เอาใจใส่ผู้ปฏิบัติงานของหัวหน้างาน มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลางกับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .504, .493 และ .426 ตามลำดับ) ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผาสุกของพยาบาลวิชาชีพ ดังนั้นผู้บริหารทางการพยาบาลควรส่งเสริมความผาสุกกับพยาบาลวิชาชีพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมและธำรงรักษาให้พยาบาลวิชาชีพมีความผาสุกที่ดี อันจะส่งผลถึงคุณภาพการบริการพยาบาลที่ดี


Rheological Study Of Plant-Based High Proteintexture-Modified Supplement For Dysphagia, Varanya Techasukthavorn Jan 2024

Rheological Study Of Plant-Based High Proteintexture-Modified Supplement For Dysphagia, Varanya Techasukthavorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis contains 5 chapters: an introduction, three study sections, and a conclusion. Chapter 1 highlights the rationale and significance of studying dysphagic drinks through rheology. It introduces new high-protein, plant-based formulations and literature review of hydrocolloid studies for dysphagia management, utilizing both shear and extensional rheology to explore fluid behavior during swallowing. Chapter 2 presents the first study, which developed six high-protein soy-based supplement formulations for dysphagia management with varying caloric densities. Formulations with higher caloric densities than 1.5 kcal/mL showed increased viscosity and visual cohesiveness, making them suitable for extensional flow analysis. Increasing caloric density is an effective …


Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane Jan 2024

Genomics Approach For Ex Situ Conservation Of Asian King Vulture And Steppe Eagle, Wannapol Buthasane

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Asian king vulture (Sarcogyps calvus, AKV), an ecologically important forest scavenger, is an Old World vulture in the family Accipitridae. It is classified as a critically endangered species, with no genomic data currently available. This dissertation aimed to assemble a high-quality reference genome to enhance understanding of its genetic background, scavenging adaptations and genetic diversity within Thailand’s captive population. A hybrid genome assembly combining Pacific Biosciences (PacBio) long-read and MGI short-read sequencing was generated from DNA extracted from the whole blood of a female individual. Comparative genomic analyses with New World vultures (NWVs) and other Accipitridae species revealed distinct …


Modified Air-Fenton (Maf) With Bimetallic Particles From Industrial Waste For Coolant Oil Treatment, Hathaichanok Suannuch Jan 2024

Modified Air-Fenton (Maf) With Bimetallic Particles From Industrial Waste For Coolant Oil Treatment, Hathaichanok Suannuch

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research investigates the optimal conditions for treating synthetic coolant oil from the automotive parts manufacturing industry using bimetallic particles synthesized from industrial waste. Aluminum dross (AD) and shot blast (SB) waste were used to produce four types of bimetallic particles: ADSB1, ADSB2, AlCl3: SB, and AD: FeCl3. These particles were employed as catalysts in the modified air-Fenton (MAF) process to remove high levels of chemical oxygen demand (COD) and total organic carbon (TOC), initially at approximately 80,000 mg/L and 40,000 mg/L, respectively. The experiments, designed using response surface methodology (RSM) through Minitab version 19, aimed to determine optimal conditions …


Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti Jan 2024

Machine Learning To Predict Outcome Of Inulin Supplementation In Children And Adolescent Obesity From Gut Microbiome Profile And Clinical Factors, Vitavat Aksornkitti

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Obesity is a non-communicable disease that arises from multiple factors, including lifestyle behaviors, dietary habits, and genetics. Despite the growing prevalence of obesity, traditional interventions such as increased physical activity and changes in diet and lifestyle often fail to achieve sustainable, long-term weight loss. Therefore, more effective strategies are needed to address this condition. Recent studies have highlighted the role of gut microbiota in obesity, illustrating that the obesogenic effects are transferable via fecal microbiota transplantation. However, research in this area has been limited, particularly among children in developing countries such as Thailand. Early studies have shown that variations in …


Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat Jan 2024

Assessing Sustainable Innovation Development Potential Of Organizations In Emerging Economies, Weena Chamlertwat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis introduces an innovative approach to assessing the sustainable innovation development potential of organizations in emerging economies by developing a comprehensive assessment framework. This framework is tailored to address the challenges and opportunities in these regions. The extensive literature review identified four key dimensions essential for sustainable innovation development: Sustainability Orientation, Systemic Thinking, Stakeholder Inclusion, and Resilience, each further divided into three sub-dimensions, resulting in a detailed and comprehensive assessment framework comprising twelve sub-dimensions. Empirical validation using data from organizations in Thailand confirms the framework's reliability and effectiveness, reinforcing its applicability. The research led to the creation of the …


การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น Jan 2024

การเปรียบเทียบวิธีการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ในโมเดลจำแนกทางการศึกษาด้วยการจำลองแบบมอนติคาร์โล, โยธิน หมายมั่น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ของโมเดลจำแนกประเภท โดยใช้อัลกอริทึม Random Forest (RF) และ Support Vector Machine (SVM) และ (2) นำเสนอแนวทางในการเลือกใช้อัลกอริทึมและกำหนดขอบเขตพื้นที่การค้นหาไฮเปอร์พารามิเตอร์ที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นการจำลองข้อมูลด้วยวิธีมอนติคาร์โล (Monte Carlo Simulation) เพื่อสร้างชุดข้อมูลที่แตกต่างกันตามปัจจัยต่อไปนี้ (1) ขนาดตัวอย่าง (50, 200, 500) (2) จำนวนตัวแปรต่อเนื่อง (3, 5, 7) (3) ขนาดอิทธิพลของตัวแปร (ระดับสูง, ระดับกลาง) (4) ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร (เชิงเส้น, ไม่เชิงเส้น) และ (5) พื้นที่การค้นหาค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์ (all, importance) แล้วทำการปรับแต่งไฮเปอร์พารามิเตอร์ด้วย 4 วิธี ได้แก่ Bayesian Optimization (BO), Genetic Algorithm (GA), Hyperband (HPB) และ Particle Swarm Optimization (PSO) จากนั้นประเมินประสิทธิภาพของโมเดลด้วย 3 องค์ประกอบได้แก่ ได้แก่ (1) ประสิทธิภาพของการจำแนก โดยจะนำเสนอค่าความถูกต้อง (accuracy) (2) ความเสถียรของประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation: CV) และ (3) ดัชนีวัดประสิทธิภาพเชิงเวลา (time-efficiency index) โดยใช้เทคนิค XAI (feature permutation mean dropout loss) ผลการวิเคราะห์พบว่า ในด้านประสิทธิภาพในการจำแนก จำนวนตัวแปรต่อเนื่องมีความสำคัญสูงสุด (mean dropout loss = …


นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์ Jan 2024

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันที่โลกเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด และอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการลอบทำร้ายและภัยคุกคามทางสังคมจากความขัดแย้ง อุดมการณ์ หรือการก่อการร้าย ในขณะที่เครื่องแต่งกายทั่วไปยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยควบคู่กับภาพลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สิ่งทอโลหะเทคแวร์ โดยบูรณาการศาสตร์ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ อาทิ เส้นใยอะรามีดที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและแรงกระแทกร่วมกับเส้นใยโลหะที่สามารถต้านเชื้อโรคและขึ้นรูปได้ เพื่อสร้างโครงสร้างผ้าที่สามารถป้องกันวัตถุทำลายล้างและเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ การทดลองใช้เทคนิคการประกอบผ้าแบบสุญญากาศและการทดสอบแรงกระแทกจากกระสุนปืนแสดงให้เห็นว่าสิ่งทอที่ได้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของแฟชั่นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยก้าวสู่ตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายระดับสูงที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและบุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการวิจัยรูปแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ (Mix-Methodology) รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการทดลอง(Experimental research) โดยมีกระบวนการวิจัยและการสรุปข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์ให้สามารถป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมของสังคมได้: การวิจัยในส่วนนี้ได้นำกระบวนการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุมาใช้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอจากวัสดุโลหะ อาทิ ทองแดงและสแตนเลส ร่วมกับเส้นใยสมรรถนะสูงประเภทอะรามิด (Aramid fiber) ผ่านกระบวนการบีบอัดและซ้อนทับในระบบสุญญากาศ (Vacuum Process) พร้อมเติมน้ำยาเรซิ่นชนิดนิ่มเข้าไปในชั้นของเนื้อผ้า เพื่อเพิ่มความยึดเกาะระหว่างวัสดุแต่ละชั้นให้แน่นหนายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งทอที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และสามารถต้านทานอาวุธมีคมหรืออาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยในบริบทปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อระบุรูปแบบสไตล์ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคม: กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยได้นำเครื่องมือ Paper Doll Data Set มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสังเกตการแต่งกายในสถานที่สาธารณะ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ในบริบทของ 5 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย กลุ่มประเทศในเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มแฟชั่นร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่รูปแบบการแต่งกายกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดตามบริบททางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้การออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบและสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์: จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 จึงได้นำมาวิเคราะห์และต่อยอดในการออกแบบแนวคิดการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกัน และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ พร้อมทั้งกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค จากนั้นจึงพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของผู้บริโภค เพื่อออกแบบและผลิตชิ้นงานจริงทั้งในรูปแบบผ้าดิบและผ้าสำเร็จ พร้อมจัดทำภาพถ่ายโปรโมทเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล กลยุทธ์การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลสาธารณะ …


Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen Jan 2024

Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Air pollution poses a significant public health threat to urban populations worldwide. Mobile groups such as international students face unique vulnerabilities, but their risk adaptation capacity remains understudied. This study assessed awareness, perception, and protective measures of PM2.5 among Chinese international students in Bangkok and its vicinity. This study used a validated scale to conduct a cross-sectional survey of 393 participants. The results revealed that while students exhibited a high level of risk perception regarding air pollution (mean score: 48.0 ± 7.6), their awareness was relatively low (mean score: 6.3 ± 2.9), with only 3.8% of respondents demonstrating "high awareness". …


The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia Jan 2024

The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Sleep quality is a critical determinant of health, with poor sleep linked to adverse physical and mental outcomes. Among university students, excessive screen time, social media engagement, and psychological factors like Fear of Missing Out (FoMO) exacerbate sleep disturbances. Despite growing recognition of FoMO’s role in mental health challenges, its direct relationship with sleep quality remains understudied. This study aim to investigates the associations between mental health, FoMO, and sleep quality among university students in China’s Sichuan-Chongqing region, a population highly immersed in digital culture. And provide insight on how sleep quality is shifting in digital era.Methods: A cross-sectional …


Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart Jan 2024

Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Following Thailand's 2021 legislative reforms to expand legal abortion access, informational barriers remain a challenge. Teachers, a key source of reproductive health information, influence youth abortion decisions. However, safe abortion is not formally included in the training of future educators. Method(s): A quantitative, cross-sectional study was conducted in Bangkok among undergraduate students enrolled in degree programs leading to a teaching qualification at 19 tertiary institutions. Data were collected using a self-administered online questionnaire and analyzed using descriptive statistics, Chi-square tests of association, and multiple linear regression. Result(s): Among 401 respondents, the distribution of knowledge among participants varied: 36.7% exhibited …


Strengthening Deep Learning Model In Forecasting Of Covid-19 Epidemics In Selected Countries, Warapree Tangseefa Jan 2024

Strengthening Deep Learning Model In Forecasting Of Covid-19 Epidemics In Selected Countries, Warapree Tangseefa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Accurate forecasting of COVID-19 case dynamics is essential for facilitating robust public health strategies and interventions is critical for effective public health planning and response. This study introduced novel deep learning models that integrate autocorrelation (ACF) and partial autocorrelation (PACF) into LSTM and GRU networks to improve forecasts of cumulative confirmed, recovered, and death cases. Six variants—ACF/PACF-enhanced LSTM and GRU models—were compared with standard LSTM, GRU, and ARIMA across eleven countries during non-vaccination, vaccination, and entire study period. The results show that integrating ACF and/or PACF features notably enhances forecasting accuracy. ACF-PACF-GRU outperformed baseline models in predicting confirmed and death …


Barriers To Smart Irrigation Technologies Adoption In The Thailand Agricultural Sector, Mahroo Aghaabbasi Jan 2024

Barriers To Smart Irrigation Technologies Adoption In The Thailand Agricultural Sector, Mahroo Aghaabbasi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study identifies the barriers hindering the adoption of smart irrigation technologies in the Thai agricultural sector. Utilizing three categories: innovation characteristics derived from the Diffusion of Innovation theory, innovation determinants, and the consequences of agricultural digitalization derived from the literature reviews, this research conducts a mixed method, including qualitative and quantitative approaches through surveys of 210 farmers and interviews with 2 non-adopter farmers, 2 adopter farmers, 3 institutional experts, 2 technology providers, and 2 NGO and farmer organization specialists. The quantitative analysis reveals that financial, informational, institutional, and technological barriers, including high installation and maintenance costs, lack of knowledge, …


Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt Jan 2024

Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the role of webtoons as a transmedia storytelling tool in enhancing fan engagement within the K-pop industry, with a focus on the collaboration between the K-pop boy band ENHYPEN and the webtoon 'Dark Moon'. By applying Henry Jenkins’ transmedia storytelling principles, the Uses and Gratifications (U&G) theory, and Parasocial Interaction (PSI) theory, this study examines how narrative integration across platforms influences emotional attachment, consumption behavior, and motivational factors in fan engagement. Using the webtoon Dark Moon as a case study, the research employs in-depth interviews with 15 key informants from ENHYPEN’s global fan base, alongside contextualization of …


The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen Jan 2024

The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the immediate influence of Korean reality shows, which impact has not been thoroughly studied, on tourism trends in Southeast Asia, specifically in Vietnam and Thailand. The research fills the gap in existing literature by investigating the correlation between media studies and tourism, highlighting the role of screening culture in shaping travel behavior, and proposing strategies for Vietnam and Thailand to take advantage of this phenomenon. Employing a nowcasting methodology, the research analyzes online search interest data from Naver Trends for a period of 30 days before and after the broadcast of selected Korean reality show episodes filmed …


Optimization Of Process Parameters For Carbon Dioxide Capture With K2co3/Al2o3 Solid Sorbent In Internally Circulating Fluidized Bed Using Computational Fluid Dynamics, Kaung Sat Han - Jan 2024

Optimization Of Process Parameters For Carbon Dioxide Capture With K2co3/Al2o3 Solid Sorbent In Internally Circulating Fluidized Bed Using Computational Fluid Dynamics, Kaung Sat Han -

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Global carbon dioxide emissions from fossil fuels and industry totaled 37.15 billion metric tons in 2022. Therefore, it is a priority to consider a method or a solution for reducing CO2 emission while the global energy sector is still dependent on hydrocarbon fuels. Among carbon capturing concepts, there are a lot of recent studies on the application of reversible gas-solid adsorption of CO2 on K2CO3/Al2O3 with reliable efficiency and reusability. The adsorption and desorption capacities of the sorbent are influenced by the operation parameters such as temperature, pressure, water vapor and flow patterns. Computational fluid dynamics software (CFD), which is …


An Analysis Of Thailand’S Military Equipment Procurement From South Korea: Opportunities And Challenges, Waranphat Kiranawat Jan 2024

An Analysis Of Thailand’S Military Equipment Procurement From South Korea: Opportunities And Challenges, Waranphat Kiranawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines Thailand's strategic military equipment procurement from South Korea, focusing on two pivotal events: the T-50TH Golden Eagle training aircraft and the HTMS Bhumibol Adulyadej frigate. The study investigates the key areas of cooperation and challenges of military equipment procurement between Thailand and South Korea. The study collects data from white papers, defensive analysis, and qualitative data from authoritative sources. Then, the study evaluates the application of defense diplomacy and balance of power theory to explore key areas of collaboration, namely defense technology transfer, joint training, and industrial partnerships, while considering the related challenges, including financial constraints, interoperability, …


Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park Jan 2024

Partnership In Rural Development Between Cambodia And South Korea: A Case Study Of Prey Romeat Village In Cambodia, Chan Jun Park

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cambodia’s macroeconomic growth since the 1990s has not been paralleled by proportional improvements in rural livelihoods, where the majority of the population continues to experience poverty and development stagnation. Compounding this challenge is the nation’s historical reliance on Official Development Assistance (ODA), which has fostered structural aid dependency and weakened local initiative. This thesis investigates the Saemaul Undong Model Village Project (SMU project), a rural development project implemented in partnership between Cambodia and South Korea through the Korea Saemaul Undong Center (KSUC), as a potential alternative to conventional donor-driven aid models. The research examines the case of Prey Romeat village …


How K-Pop Influences C-Pop's Market Positioning: A Case On Snh48, Meng Wenhao Jan 2024

How K-Pop Influences C-Pop's Market Positioning: A Case On Snh48, Meng Wenhao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates how K-POP influences the market positioning of C-POP through a detailed case study of the Chinese idol group, SNH48. SNH48 initially adopted the J-POP model from its Japanese counterpart, AKB48, but later transitioned to a K-POP-influenced approach. By analyzing SNH48’s shift from J-POP to K-POP, this research explores the externalization business model employed by Chinese entertainment companies. It delves into how SNH48's market positioning evolved, emphasizing commercial best practices and external collaborations, particularly with South Korean firms. Additionally, the research assesses how political events, such as the 2016 THAAD dispute, influenced these strategic changes. The findings highlight …