Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Engineering (2554)
- Physical Sciences and Mathematics (865)
- Chemical Engineering (656)
- Civil and Environmental Engineering (478)
- Computer Sciences (463)
-
- Social and Behavioral Sciences (410)
- Operations Research, Systems Engineering and Industrial Engineering (375)
- Industrial Engineering (372)
- Electrical and Computer Engineering (357)
- Medicine and Health Sciences (354)
- Operational Research (307)
- Civil Engineering (274)
- Construction Engineering and Management (274)
- Electrical and Electronics (264)
- Chemistry (251)
- Computer Engineering (242)
- Education (182)
- Business (169)
- Environmental Engineering (161)
- Life Sciences (143)
- Architecture (142)
- Materials Science and Engineering (118)
- Polymer Chemistry (117)
- Communication (105)
- Communication Technology and New Media (105)
- Mass Communication (105)
- Mechanical Engineering (102)
- Applied Mechanics (101)
- Economics (101)
- Engineering Mechanics (100)
Articles 181 - 210 of 4697
Full-Text Articles in Entire DC Network
แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว
แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย, อัจราภา ถนัดเดินข่าว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เรื่องแนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย พร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับ หนังสือเดินทาง เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทย โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจาก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ระดับบริหารและ ระดับปฏิบัติการ จำนวนทั้งสิ้น 23 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์การกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ในประเทศไทยที่สำคัญ ได้แก่ 1) รูปแบบการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางที่พบได้ทั่วไป 2) การกระทำผิดของแรงงาน 4 สัญชาติ 3) การใช้หนังสือเดินทางไทยโดยมิชอบ 4) การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง 5) ผลกระทบของการกระทำผิดต่อประเทศไทย และ 6) แนวโน้มการกระทำผิดและพฤติกรรมปกปิดตัวตนในประเทศไทย และเมื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย พบสภาพปัญหา 7 ด้าน ได้แก่ 1) มุมมองของรัฐ 2) กฎหมาย 3) การบังคับใช้กฎหมาย 4) งบประมาณ 5) เทคโนโลยี 6) ความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 7) บุคลากร ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้นำไปสู่แนวทางการป้องกันการกระทำผิดเกี่ยวกับหนังสือเดินทางในประเทศไทย โดยผู้วิจัยเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจัดให้มีการฝึกอบรมแก่บุคลากร จัดตั้งศูนย์ข้อมูลหนังสือเดินทางอย่างเป็นทางการเพื่อสนับสนุนการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องมีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนอยู่เสมอ อีกทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ที่เกี่ยวกับหนังสือเดินทางและงานตรวจคนเข้าเมืองจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความมั่นคง มากขึ้น รวมถึงการขยายผลการจับกุมที่จะช่วยป้องกันการกระทำความผิดซ้ำต่อไป
การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย
การพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน, ภุชงค์ ในพิมาย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในการพัฒนาลักษณะความเป็นนวัตกรของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบประเมินลักษณะความเป็นนวัตกร 3) แบบประเมินผลงาน 4) แบบสังเกตลักษณะความเป็นนวัตกร 5) แบบบันทึกหลังสอนของครู และ 6) แบบบันทึกการเขียนอนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้สถิติคือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีลักษณะความเป็นนวัตกร เมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (2) แนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือ (2.1) ให้นักเรียนสร้างเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนความรู้ (2.2) ให้นักเรียนสร้างข้อตกลงร่วมกันในการถามคำถาม (2.3) การเพิ่มเวลาในการทำกิจกรรมกลุ่มและการนำเสนอผลงานทำให้นักเรียนคิดค้นนวัตกรรมและนำเสนอผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2.4) ครูควรมีบทบาทเป็นผู้นำกระบวนการเรียนรู้ในการดำเนินกิจกรรมอย่างมีส่วนร่วม (2.5) กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความคิดที่สร้างสรรค์และบูรณาการความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ในการสร้างผลงานที่เป็นนวัตกรรมจากการยกตัวอย่างสถานการณ์ปัญหาแนวทาง การแก้ปัญหาที่เคยมีผู้คิดไว้ก่อนหน้า และใช้คำถามที่ล้วงประสบการณ์เดิมของนักเรียน
Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth
Preliminary Remote Identification Of Unstable Zone On Large-Scale Waste Dump At Mae Moh Mine Using Insar Technique, Chitra Buth
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mae Moh Mine is one of the largest lignite mine in Southeast Asia, operated by the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT). It is located in the northern part of Thailand, in Mae Moh district, Lampang province. In March 2018, a significant sliding incidence occurred at a waste dump site with sliding area of 1.56 km2 approximately, highlighting the pressing issue of instability within this large-scale waste dump area. This study aims to address this concern in the future and demonstrate an innovative method for investigating the failure by employing Interferometric Synthetic Aperture Radar (InSAR) technology. The methodology involves the …
Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho
Sales Forecasting For Retail Business Using Xgboost Algorithm And Timesfm, Prathana Dankorpho
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The retail industry is continuously evolving with the expansion of sales channels and the diversification of product assortments. However, current forecasting methods, relying on simplistic statistical models, frequently encounter difficulties in adjusting to the dynamic environment. This limitation leads to challenges in accurately predicting sales. Consequently, there is a critical need to improve the accuracy and frequency of sales predictions to enable timely decision-making for business strategies. Through a comprehensive analysis of datasets from 2019 to 2023, this study illustrates the advantages of integrating XGBoost and TimesFM to gain deeper insights into sales patterns. Results demonstrate a significant enhancement in …
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Market Trends And Emerging Opportunities: Thailand And Japan In The Evolving Us Packaging Industry, Patsanut Dejavichitlert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the packaging industries of Thailand and Japan, with a focus on their competitiveness and potential for success within the evolving US market. The research explores the size, structure, and comparative advantages of each country's packaging sector. Analyses, including the Revealed Comparative Advantage (RCA), Trade Specialization Index (TSI), Porter's Five Forces, Porter's Diamond Model, and SWOT analysis provide a comprehensive assessment of the strengths, weaknesses, opportunities, and threats faced by Thai and Japanese packaging firms. The study reveals that both Thailand and Japan possess unique advantages, with Thailand's cost-competitiveness and Japan's focus on innovation and quality offering distinct …
Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien
Analyzing Business Model Components For Solar Pv Adoption In Mexican Organizations, Erick Ruben Rascon Zapien
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The decarbonization of the energy sector is essential in the fight against climate change, making it important to analyze how to facilitate this transition towards renewable energy in society. This research focuses on Mexico, a country whose policies and initiatives demonstrate an interest in the deployment of solar energy, but with a scarcity of literature regarding its use in commercial organizations. This study aims to explore the relationship between Business Model Canvas (BMC) components and the adoption of solar photovoltaic (PV) rooftops by 45 private organizations in Mexico. The study focuses on zero generation or customer-owned PV system, where the …
การพัฒนาจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเอง, ภัทรีวรรณ อิ่มสุวรรณ์
การพัฒนาจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเอง, ภัทรีวรรณ อิ่มสุวรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาวิธีการเตรียมจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ เพื่อใช้งานเป็นคอนกรีตอัดแน่นด้วยตัวเองโดยวิธีการเตรียมแบบจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ เพื่อนำมาใช้ในงานก่อสร้างโดยใช้แนวคิดแบบเดียวกับการเตรียมปูนซีเมนต์ที่เมื่อทำการเติมน้ำลงไปผสมก็พร้อมใช้งาน ด้วยวิธีการนี้จะช่วยลดขั้นตอนและความยุ่งยากในการผสมเมื่อเทียบกับวิธีการเตรียมจีโอพอลิเมอร์แบบดั้งเดิม ในการศึกษานี้เถ้าลอยจะถูกนำมาผสมกับสารกระตุ้นด่างทั้งสามชนิด ได้แก่ โซเดียมเมต้าซิลิเกต แคลเซียมไฮดรอกไซด์ และโซเดียมไฮดรอกไซด์ ในอัตราส่วนต่างๆ ดังนี้ 49:49:2, 47.5:47.5:5, 46:46:8 และ 45:45:10 ส่วนผสมเหล่านี้ถูกนำไปบดด้วยลูกบดในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน คือ 0, 6, 12 และ 24 ชั่วโมง จะได้ออกมาเป็นจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ชนิดผง สารลดน้ำพิเศษในกลุ่มพอลิคาร์บอกซิเลตอีเทอร์จะถูกเติมลงไปปริมาณ 2% ของน้ำหนักเถ้าลอย ส่วนผสมทั้งหมดจะถูกนำมาผสมกับน้ำและหล่อในแม่พิมพ์ขนาด 2.5 x 2.5 x 2.5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ก่อนนำไปบ่มที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และบ่มต่อเนื่องอีก 7 และ 28 วัน และนำตัวอย่างขีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ไปทำการทดสอบสมบัติทางกายภาพ สมบัติเชิงกล และสมบัติทางเคมีของจีโอพอลิเมอร์ซีเมนต์ที่เตรียมได้ ผลการทดสอบพบว่าระยะเวลาที่ทำการบดส่วนผสมและปริมาณของโซเดียมไฮดรอกไซด์ที่เติมลงในส่วนผสม ส่งผลต่อสมบัติต่างๆของจีโอพอลิเมอร์เป็นอย่างมาก โดยส่งผลกับระยะเวลาการก่อตัว ค่ากำลังอัด และอัตราการไหล ผลการศึกษาพบว่าการเพิ่มปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ส่งผลให้ค่ากำลังอัดสูงขึ้น และไม่ควรเกิน 8% โดยค่ากำลังอัดสูงสุดที่ได้คือ 21.16 MPa ในอัตราส่วนโซเดียมเมต้าซิลิเกต/แคลเซียมไฮดรอกไซด์/โซเดียมไฮดรอกไซด์ 46:46:8 ที่ผ่านการบดเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The self-mixing interferometric (SMI) technique has proven effective for achieving precise, contactless measurements of submicron displacements. This study aims to further investigate and experimentally assess the capabilities of the SMI technique in displacement sensing. While extensive research has been conducted on the SMI technique for displacement sensing, its performance can still be further explored in scenarios where the target exhibits varying displacement amplitudes and oscillation frequencies. Understanding the limitations and ranges of the SMI technique is crucial for advancing laboratory-based setups into practical applications. An experimental optoelectronic setup was used in this work, employing a semiconductor laser diode module integrated …
Synthesis Of Carbon Nanomaterials From Sale Gas Using Nimo/Mgo Catalyst, Ahsan Khan
Synthesis Of Carbon Nanomaterials From Sale Gas Using Nimo/Mgo Catalyst, Ahsan Khan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to convert greenhouse gases into valuable nanomaterials as a sustainable way to capture and utilize carbon. It examines the synthesis of carbon nanotubes (CNTs) from a methane-ethane mixture (sale gas) with CO₂ added in different reactor setups. A NiMo/MgO catalyst was used to enhance CNT growth. Nickel and molybdenum act as active sites, facilitating to break carbon bonds and supporting CNT formation. The addition of CO₂ promotes dry reforming, which enhances syngas production and influences CNT properties. Factors like gas composition, CO₂ presence, and reactor type affect CNT structure and yield. Extended reaction times improved graphitization, creating …
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิตนักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย, ธิภาดา สารปรัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องกลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและผลลัพธ์ที่คาดหวังของกลวิธีการจัดกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัย (2) เพื่อพัฒนากลวิธีต่างๆสำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยที่รองรับการทำกิจกรรมในวิถีชีวิตใหม่ (3) เพื่อประเมินกลวิธีต่างๆ สำหรับการทำกิจกรรมนิสิตนักศึกษาของหอพักมหาวิทยาลัยเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 315 คน ประกอบด้วย (1) ตัวแทนผู้จัดกิจกรรมหรือผู้รับผิดชอบกิจกรรมโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จาก 15 สถาบัน รวมจำนวน 15 คน (2) นิสิตนักศึกษาผู้เคยเข้าร่วมกิจกรรมโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) รวมจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงบรรยายคือค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้1. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างจิตสำนึกพลเมืองบัณฑิตในวิถีชีวิตใหม่สำหรับนิสิต นักศึกษาหอพักมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วย เอกลักษณ์ (Identity) ในการจัดกิจกรรมหอพักสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมย่อย 2 กลุ่ม คือ กิจกรรมย่อยทั่วไป (Generic) คือ กิจกรรมย่อยที่ทุกโครงการมีการจัดกิจกรรมคล้าย ๆ กัน มีกลวิธีการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมย่อย คือ การประชาสัมพันธ์ การลงทะเบียน การรับประทานอาหาร และการสรุปโครงการ กิจกรรมย่อยเฉพาะ (Specific/ Core) คือ กิจกรรมย่อยซึ่งเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในวันจัดกิจกรรม กิจกรรมย่อยเฉพาะจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดชื่อโครงการหรือกิจกรรม โดยผู้วิจัยแบ่งกลุ่มกิจกรรมย่อยเฉพาะตามลักษณะการจัดกิจกรรมได้ 4 กลุ่มดังนี้ การให้ข้อมูล การสร้างทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การสร้างนิสัย/การเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขัน กิจกรรมเพื่อความบันเทิง ประสบการณ์การจัดกิจกรรม (Activities Experiences) สามารถแบ่งกลวิธีในการจัดกิจกรรมได้ 2 รูปแบบคือ กลวิธีแบบออนไซต์และออนไลน์ ประสบการณ์พลเมือง (Civic Experience) คือการหาค่าความเสี่ยงจากกลวิธีในการจัดกิจกรรมเพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงในจัดกิจกรรมในหอพักนิสิตนักศึกษาได้2. กลวิธีการออกแบบกิจกรรมหอพักนิสิตนักศึกษาตามองค์ประกอบที่กล่าวมาข้างต้น ได้นำไปสร้างแบบจำลองการจัดกิจกรรมโดยใช้ ซอฟต์แวร์สนับสนุนการสร้างโครงการหรือกิจกรรมหอพัก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลและวิธีการส่งต่อการทำกิจกรรมหอพักต่อไป
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …
แนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน:กรณีศึกษาพื้นที่เขตดินแดงและเขตปทุมวัน, ณัชภรณ์ ภัทรพงศ์ดิลก
แนวทางการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน:กรณีศึกษาพื้นที่เขตดินแดงและเขตปทุมวัน, ณัชภรณ์ ภัทรพงศ์ดิลก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มลพิษทางอากาศโดยเฉพาะจาก PM2.5 เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบปัญหาจาก PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอีกทั้งรวมไปถึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ก่อให้เกิดการตายก่อนวัยอันควรในประเทศไทย ประมาณ 50,000 คนต่อปี และกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยว โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดของมลพิษฝุ่น PM2.5 กรณีศึกษาเขตปทุมวันและเขตดินแดง วิเคราะห์แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศ PM2.5 กับจำนวนของยานยนต์ โดยศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2566 และศึกษามาตรการในการแก้ปัญหา PM2.5 และนอกจากนี้ในงานวิจัยนี้ได้ทำการระบุแหล่งกำเนิดในพื้นที่เขตปทุมวันด้วยวิธี Factor Analysis ผลการศึกษาของการทบทวนเอกสารและผลของการวิเคราะห์ด้วย Factor Analysis พบว่าแหล่งกำเนิดสำคัญที่ส่งผลไปยังมลพิษฝุ่น PM2.5 คือ ฝุ่นถนนและฝุ่นที่ออกมาจากปลายท่อไอเสียยานยนต์ อีกทั้งจำนวนรถที่วิ่งบนถนนในเขตพื้นที่ที่ศึกษาเป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อค่าเฉลี่ย PM2.5 มีรถวิ่งมากยิ่งทำให้จำนวนวันที่ค่าเฉลี่ยมลพิษฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานมากขึ้น และนอกจากนี้ มาตรการ Work From Home ที่ได้บังคับใช้ในสถานการณ์โควิด-19 สามารถทำให้มลพิษฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดประเภทยานพาหนะลดลง
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research proposes a framework for generating enemy patterns for SHMUPs game. It is directly based on a grammar derived from the enemy behavior of existing commercial SHMUPs, and implemented using a new description language called "Enemy Pattern Description Language" (EPDL). EPDL contains all information required to construct the enemy, with no requirement of external data content. The language is human-readable and can be connected to any game engine of choice using an EPDL interpreter. The interpreter itself consists of lexer and recursive descent parser. The results shown in this research is implemented in. "rdnh", a private fork of Touhou …
Exploiting Quadratic Unconstrained Binary Optimization And Column Generation For Solving Vehicle Routing Problem With Discretized Time Windows, Krittin Phornsiricharoenphant
Exploiting Quadratic Unconstrained Binary Optimization And Column Generation For Solving Vehicle Routing Problem With Discretized Time Windows, Krittin Phornsiricharoenphant
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
No abstract provided.
การพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลโดยการเรียนรู้ของเครื่องและวิธีการวิเคราะห์เชิงสถิติ, วริศ ปุณณะหิตานนท์
การพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลโดยการเรียนรู้ของเครื่องและวิธีการวิเคราะห์เชิงสถิติ, วริศ ปุณณะหิตานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันการพยากรณ์การจ่ายยาของโรงพยาบาลถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการจัดการคลังยาและการสั่งซื้อยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากการพยากรณ์ที่น้อยเกินไปทำให้ยาไม่เพียงพอส่งผลให้เกิดความล่าช้าภายในโรงพยาบาล ในขณะที่การพยากรณ์ที่มากเกินไปทำให้เปลืองพื้นที่ใช้สอยและอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพหรือหมดอายุซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลสูญเสียรายได้ การมีแบบจำลองที่สามารถพยากรณ์ปริมาณการจ่ายยาให้ใกล้เคียงกับค่าจริงจะสามารถลดปัญหาการขาดแคลนยาในแต่ละห้องจ่ายยาหรือการที่ห้องจ่ายยามีการกักตุนตัวยาเกินความจำเป็น จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น โครงงานมหาบัณฑิตนี้จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอแบบจำลองที่จะมาแทนค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบทั่วไปซึ่งจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถพยากรณ์ปริมาณการจ่ายยาแต่ละวันได้แม่นยำมากขึ้น โดยจะนำเทคนิคสำหรับพยากรณ์ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของอนุกรมเวลามาประยุกต์ใช้กับข้อมูลการจ่ายยาย้อนหลังและข้อมูลการนัดหมายแพทย์ย้อนหลัง หลังจากนั้นจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาคำนวณค่าเคลาดเคลื่อนด้วยค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์และค่าเฉลี่ยสมมาตรของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์และนำผลที่ได้มาใช้ในการเลือกว่าแบบจำลองไหนให้ค่าคลาดเคลื่อนต่ำที่สุด ผลการทดลองพบว่าแบบจำลองซัพพอร์ตเวกเตอร์รีเกรสชันให้ค่าความคลาดเคลื่อนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบทั่วไป แบบจำลองที่ผู้จัดทำโครงงานนำเสนอสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการพยากรณ์การจ่ายยาเพื่อให้แต่ละห้องจ่ายยามียาสำหรับให้บริการในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สที่มีขีดความสามารถขั้นพื้นฐานครอบคลุมระบบอวาทาร์ ระบบผู้ใช้หลายราย ระบบสื่อสารตามเวลา ระบบการเชื่อมต่อแชตบอต และฉากโลกเสมือนจริงสามมิติที่เหมือนจริง แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ทั้งหน่วยงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ผลการทดสอบพบว่าระบบทำงานได้ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีคุณภาพตามความต้องการใช้งานในทางปฏิบัติ สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างห้องเรียนเสมือนออนไลน์ในโลกเสมือนจริง รองรับระบบการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ทั้งภาพ เสียง และข้อความ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบแชตบอตจากภายนอกได้ผ่านระบบเอพีไอที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบบนระบบคลาวด์ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 30 รายพร้อมกัน ผลการทดสอบในเชิงประสบการณ์การใช้งานมีระดับความพึงพอใจในเชิงบวก งานวิจัยและพัฒนาจึงให้ประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สในวงกว้าง
การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน
การอัตโนมัติกระแสงานของระบบการจัดการเนื้อหาด้วยพาวเวอร์ออโตเมต, อภิญญา แขนสูงเนิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบอัตโนมัติกระแสงานของระบบจัดการเนื้อหา หรือ ซีเอ็มเอส โดยใช้ ไมโครซอฟต์ พาวเวอร์ ออโตเมต และ เอไอ บิวเดอร์ บูรณาการกับ สตราพี ซีเอ็มเอส และ แชร์พอยต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาดจากการดำเนินงานด้วยมือ และยกระดับความคล่องตัวในองค์กร กระแสงานที่พัฒนาแชร์พอยต์ประกอบด้วยการบูรณาการเว็บฮุก ของ สตราพี ซีเอ็มเอส เพื่อเริ่มต้นกระบวนการอัตโนมัติ การตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาด้วยเอไอ บิวเดอร์ การบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และข้อผิดพลาดในแชร์พอยต์ อีกทั้งการแจ้งเตือนผ่านไมโครซอฟท์ ทีม นอกจากนี้ ยังมีการใช้ จีพีที 4.0 สำหรับการวิเคราะห์บันทึกข้อผิดพลาด เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขและปรับปรุงกระบวนการ ผลการทดลองในธนาคารพาณิชย์ไทยแห่งหนึ่งแสดงให้เห็นว่าสามารถลดระยะเวลาในการจัดการเนื้อหาได้ร้อยละ 87.5 และลดข้อผิดพลาดจากการป้อนข้อมูลได้ร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับการทำงานแบบเดิมด้วยมนุษย์ งานวิจัยนี้ได้เน้นให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่นำไปสู่โซลูชันการอัตโนมัติระบบการจัดการเนื้อหาที่เป็นรูปธรรม
The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung
The Impact Of N-Glycans On The Immune Response Of Plant-Produced Sars-Cov-2 Rbd-Fc Proteins, Theerakarn Srisangsung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
N-glycosylation is a crucial post-translational modification that significantly affects immune recognition. The plant-based platform, especially Nicotiana benthamiana, offers scalable and cost-effective production of therapeutic proteins with glycosylation patterns similar to mammalian cells. However, plant-specific N-glycans, such as α(1-3)-fucose and β(1-2)-xylose (XF), have the potential to trigger allergic reactions. This study investigates how various N-glycan structures on the RBD-Fc fusion protein influence the immune response in mice. The RBD-Fc fusion protein was used for vaccine formulation, produced in both wild-type (WT) and glycoengineered (∆XF) N. benthamiana plants. N-glycan analysis showed a predominance of mannose (Man) in RBD-Fc with an ER retention …
Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat
Production And Characterization Of Monoclonal Antibodies Against Botulinum Toxin Produced In Nicotiana Benthamiana, Kornchanok Sangprasat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Botulism is an uncommon but serious neurological condition caused by the botulinum toxin produced by the gram-positive bacterium named Clostridium botulinum. Common symptoms of botulism include muscle cramps, nausea, vomiting, diarrhea, difficulty swallowing, respiratory failure, muscle weakness, and potentially death. Currently, two types of antitoxin are used: equine-derived heptavalent antitoxin and human-derived immunoglobulin (BabyBIG®). However, treatment with heptavalent antitoxin may lead to hypersensitivity reactions, while BabyBIG®, which is produced in low yield, is used only for children. This research focuses on developing three anti-BoNT monoclonal antibodies (mAbs), 1B18, C25, and M2, which will be produced using Nicotiana benthamiana as a …
Understanding Pluriversal Ontology: The Cases Of Three Alternative Agriculture Communities In Sisaket Province, Northeastern, Thailand, Thita Ornin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In reaction to the global development paradigm, the concept of Pluriverse has played a pivotal role in exploring alternatives to development, aiming to foster a world that accommodates multiple worlding with the goals to facilitate various approaches to collective well-being, moving away from anthropocentric, linear growth within the modern capitalist development. This thesis seeks to understand alternative agriculture cases in the Northeast of Thailand through the Pluriversal ontology conceptual framework and to determine its usefulness through the following proposed framework; (1) alternative agricultural development discourse analysis, (2) friction and assimilation with modernity and (3) post-development values. Taken an inspiration from …
การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี
การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย, โชติกา ชุมศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “การตกเป็นเหยื่อของการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้กระทำผิดและผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ศึกษาสภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อและเสนอแนะแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ในสังคมไทย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางและผู้ที่มีส่วนในการช่วยเหลือเหยื่อ จำนวน 8 คน ผลการศึกษา พบว่ารูปแบบพฤติกรรมของผู้กระทำผิด มี 3 ประการ ดังนี้ 1) การพยายามติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องและส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์ทางออนไลน์ 2) การนำข้อมูลของเหยื่อไปใช้ในทางที่มิชอบ และ 3) การนำข้อมูลที่เฝ้าติดตามทางออนไลน์ไปสะกดรอยในทางกายภาพ สาเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การกระทำความผิด ดังนี้ 1) ความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อเหยื่อได้โดยตรง 2) ความต้องการสร้างความสัมพันธ์บางประการ และ 3) ความโกรธแค้นเมื่อถูกปฏิเสธหรือความต้องการควบคุม พฤติกรรมของบุคคลที่นำไปสู่การตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 2 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 2) ลักษณะทางกายภาพของเหยื่อ นอกจากนี้ผลการศึกษา สภาพปัญหาของการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ มี 4 ประการ ดังนี้ 1) การขาดความตระหนักรู้ 2) สภาพของเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต 3) การขาดกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะที่ใช้กับการกระทำความผิด และ 4) ขาดบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทาง สำหรับแนวทางในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อการสะกดรอยออนไลน์ ได้แก่ 1) การสอนมารยาทการใช้งานอินเทอร์เน็ต และสร้างความตระหนักรู้ในอันตรายจากการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแก่คนในสังคม 2) การเริ่มป้องกันจากตนเอง 3) การพัฒนาระบบกฎหมายและการบังคับใช้ และ 4) การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญ และพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยสืบสวนการกระทำความผิดทางออนไลน์
การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล
การศึกษาผลกระทบจากมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี พ.ศ. 2559 ต่อมลพิษทางอากาศ, พลพัชร พัชรปิยะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาประสิทธิภาพของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ และอิทธิพลของมาตรการในการควบคุมมลพิษจากรถยนต์ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคลในประเทศไทย โดยศึกษาจากข้อมูลมลพิษในรถยนต์ โดยใช้ข้อมูลมลพิษและอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี พ.ศ. 2554 ถึง 2565 โดยจะทำการแบ่งชุดข้อมูลออกเป็นสองช่วงคือช่วงระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2558 และ ช่วงระหว่าง พ.ศ. 2559 ถึง พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นช่วงก่อนและหลังผลกระทบภายหลังการเปลี่ยนแปลงจากการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย พบว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO₂) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) หลังจากการบังคับใช้นโยบายมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สวนทางกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) กลับเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ถึงแม้ในช่วงปี 2563 ประเทศไทยจะเผชิญกับปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายที่มุ่งควบคุมมลพิษจากรถยนต์ของประเทศไทยนั้นไม่ส่งประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากแต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเครื่องยนต์เบนซินเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เครื่องยนต์ไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา
การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street Crime) รวมถึงการระบุปัญหาและข้อจำกัดในการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเสนอแนะแนวทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนนในบริบทของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ทั้งการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ นักอาชญาวิทยา นักพัฒนาเทคโนโลยี AI นักวิชาการเทคโนโลยี AI และนักกฎหมายด้านเทคโนโลยี AI รวมจำนวน 13 คน ผลการวิจัยพบว่า AI ไปใช้ในการป้องกันอาชญากรรมบนท้องถนน (Street crimes) ได้ 4 ประการ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล จากกล้องวงจรปิด (CCTV Analytics) 2. การจดจำใบหน้า (Facial Recognition) 3. การติดตามยานพาหนะ (Vehicle Tracking) 4.การยับยั้งและข่มขู่ผู้กระทำความผิดด้วย การติดตั้งกล้องวงจรปิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เริ่มนำ AI มาใช้ในพื้นที่นำร่องบางแห่งในกรุงเทพมหานคร แต่ยังไม่ได้ขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประเทศไทยยังขาดความพร้อมในหลายด้านสำหรับการนำ AI มาใช้ในการป้องกันอาชญากรรม การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรมได้ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง อีกทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทำงานร่วมกับ AI ยังช่วยยับยั้งอาชญากรรมผ่านผลทางจิตวิทยาต่อผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ยังมีปัญหาและข้อจำกัดสำคัญ เช่น ปัญหาอุปสรรคของการป้องกันอาชญากรรมโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ 1) ความแม่นยำของ AI 2) ด้านกฎหมาย งบประมาณในการติดตั้งระบบ AI และกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถใช้งานเทคโนโลยีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงต่อการเกิดอคติ (bias) การวิจัยนี้จึงข้อเสนอแนะอาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดนโยบายในการวิเคราะห์สถิติการเกิดอาชญากรรมในแต่ละกองบังคับการตำรวจนครบาลและกำหนดพื้นที่ที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเพื่อทดลองใช้ AI ในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบ AI และการสร้างกรอบการทำงานที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการใช้งานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในบริบทของการป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
การพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, ศรัญญา กสิพร้อง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสอนวิชาเคมีให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของครูในการอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมีให้นักเรียนสามารถเข้าใจแนวคิดทางเคมีได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจวิชาเคมีมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีสื่อการเรียนรู้เพื่อช่วยอธิบายความเป็นนามธรรมของวิชาเคมี เมื่อสำรวจสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยในปัจจุบัน ยังไม่มีแหล่งหรือฐานข้อมูลใดที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีทั้งของไทยและของต่างประเทศไว้ด้วยกันและรวบรวมจัดทำเป็นข้อมูลอภิพันธุ์ (metadata) ไว้เพื่อให้สะดวกต่อการสืบค้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนาฐานข้อมูลที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล ผู้วิจัยพัฒนาฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับวิชาเคมีโดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากคัดเลือกสื่อที่เป็นไปตามเกณฑ์ แล้ววิเคราะห์ข้อมูลหลากหลายรูปแบบที่ได้จำแนกประเภท ลักษณะของการใช้รูปแบบที่หลากหลายและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ของไทยและต่างประเทศ คัดเลือกสื่อมารวบรวมเพื่อนำไปสร้างต้นแบบฐานข้อมูลสื่อการดิจิทัลวิชาเคมี (prototypes) โดยใช้ AppSheet ผลการวิจัยพบว่า 1. เมื่อใช้การวิเคราะห์หลากหลายรูปแบบ พบว่า การใช้รูปแบบที่หลากหลายภายในสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมี โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และสัญศาสตร์ทางเคมี 2. เมื่อนำสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีมาประเมินคุณภาพสื่อโดยเทียบกับเกณฑ์ของไทยและเกณฑ์ของต่างประเทศ พบว่า สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของไทยที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 49 สื่อจากเดิมที่คัดเลือกมา 57 สื่อ และสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลวิชาเคมีของต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 68 สื่อ จากเดิมที่คัดเลือกมา 75 สื่อ 3. ฐานข้อมูลสื่อการเรียนรู้วิชาเคมีที่พัฒนาขึ้น มีรายการแสดงจุดประสงค์ฐานข้อมูล ข้อมูลเบื้องต้นของสื่อ วิธีการใช้ฐานข้อมูล รายละเอียดของประเภทสื่อและหัวข้อเคมี 4. ผลการประเมินคุณภาพฐานข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและเห็นด้วยมากที่สุด และผลการสอบถามประสบการณ์ผู้ใช้งานจากครูและนิสิตครูเคมีพบว่าภาพรวมอยู่ในระดับเห็นมากที่สุดและเห็นด้วยมาก
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา, สมัญลักษณ์ เฉลียวรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันโดยการใช้เกมเป็นฐานตามแนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยเพื่อส่งเสริมทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีสำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาดนตรี จำนวน 2 ท่าน และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ แบบวัดทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และแบบประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (T-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า 1)องค์ประกอบของรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทย ทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรี และรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชัน 2) ผลการใช้รูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของทักษะและสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 คะแนนเฉลี่ยของการประเมินตนเองเพื่อวัดสุนทรียภาพทางดนตรีของนักเรียนหลังเรียน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล, สุวพิชญ์ ภู่สว่าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลที่ถูกพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าและมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น เด็กรุ่นใหม่จึงควรมีทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ส่งผลให้วงการการศึกษาพยายามที่จะส่งเสริมทักษะการคิดเชิงคำนวณตั้งแต่เด็กปฐมวัยเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงบรรยาย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล และนำเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนภายในกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาล จำนวน 1,600 แห่ง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ หัวหน้าแผนกอนุบาล และครูอนุบาล รวมทั้งสิ้น 863 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาลมีความต้องการจำเป็นด้านการบริหารหลักสูตรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ การประเมินพัฒนาการ และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ตามลำดับ สำหรับทักษะการคิดเชิงคำนวณในภาพรวม องค์ประกอบย่อยที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ การแก้ไขจุดบกพร่อง (Debugging) รองลงมาคือ การแบ่งงานใหญ่เป็นงานย่อย (Decomposition) การพิจารณาสาระสำคัญของปัญหา (Abstraction) การเข้าใจการทำงานร่วมกันของระบบ (System Collaboration) การพิจารณารูปแบบของปัญหา (Pattern Recognition) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm Design) และการเข้าใจและใช้สัญลักษณ์แทนการสื่อสาร (Representation) ตามลำดับ แนวทางการพัฒนาการบริหารวิชาการที่เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนสำหรับโรงเรียนอนุบาล ประกอบไปด้วย 2 แนวทางหลัก 6 แนวทางย่อย 25 วิธีดำเนินการ ได้แก่ 1) ยกระดับหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ และ 2) พลิกโฉมสภาพแวดล้อม สื่อ และแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษา ให้เอื้อต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงคำนวณ
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณภัชชา ยอดคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่าวิจัยเป็นครูผู้สอนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 384 คน และตัวอย่างในการใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ฯ คือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ 2) รูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 3) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญโดยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการกิจกรรมการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ตามแนวคิดสะตีมศึกษาร่วมกับเทคนิคการคิดนอกกรอบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย 6) เกณฑ์การประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนแบบรูบริค และ 7) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการด้วยการหาดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น (PNI modified) และ 3) วิเคราะห์ความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย โดยการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. สภาพและความต้องการจำเป็นในการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน 1) ได้แก่ ด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ และ 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมความสามสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยด้านที่มีความต้องการมากอยู่ในด้านกระบวนการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทั้งนี้ผู้สอนต้องการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่รวมวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนการสอนอยู่เสมอ (PNImodified = 0.51) เป็นอันดับที่ 1 2. รูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมเรียนรู้ 2) ผู้สอน 3) ผู้เรียน 4) การเรียนรู้ด้วยอุปกรณ์เคลื่อนที่ 5) แนวคิดสะตีมศึกษา และ 6) …
Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar
Lightweight Neural Network Pipeline Model For Drone Collision Prediction System Using Limited Computing Resources, Rifqi Nabila Zufar
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis focuses on developing a drone collision prediction algorithm by adapting the Neural Network Pipeline (NNP) for use in limited computing resources devices. While NNP is effective with sufficient computation, its performance in constrained environments remains untested. To address this issue, an adaptation of NNP using post-training quantization is developed. This method effectively compresses the model by reducing the precision of the 32-bit floating point. This adaptation aims at reducing model complexity and offers significant benefits in terms of reduced model size, increased processing speed, and reduced power consumption. It results in the expense of prediction accuracy. The MobileNetV3Small …
Study On Skin Cancer Classification Architectures Based-On Cnn With Channel And Spatial Attention Mechanism, Zahid Maqbool
Study On Skin Cancer Classification Architectures Based-On Cnn With Channel And Spatial Attention Mechanism, Zahid Maqbool
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The early and accurate detection of skin cancer is crucial for effective treatment and improving patient survival rates. This research explores innovative CNN-based architectures enhanced with Channel Attention and Spatial Attention (CASA) mechanisms for classifying skin cancer types from dermoscopic images. Building on the strengths of transfer learning, the study applies pre-trained models VGG16, InceptionResNetV2, and EfficientNet variants (EfficientNet B0 to B7) and customizes them for skin cancer classification using CASA modules. The CASA integration allows the models to selectively focus on critical features within images, enhancing both spatial and channel-based feature extraction. Experiments utilize the HAM10000 dataset. Which contains …