Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (911)
- Medicine and Health Sciences (729)
- Education (403)
- Psychology (255)
- Arts and Humanities (250)
-
- Communication (233)
- Communication Technology and New Media (233)
- Mass Communication (233)
- Nursing (197)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (183)
- Sociology (148)
- Public Health (145)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (108)
- Business (105)
- Physical Sciences and Mathematics (92)
- Mental and Social Health (90)
- Other Mental and Social Health (88)
- Economics (84)
- Medical Sciences (84)
- Sports Sciences (78)
- Architecture (77)
- Engineering (66)
- Dentistry (65)
- Criminology (61)
- Social Justice (61)
- Fine Arts (53)
- English Language and Literature (50)
- Urban, Community and Regional Planning (48)
- Geriatric Nursing (46)
- Computer Sciences (45)
Articles 151 - 180 of 2655
Full-Text Articles in Entire DC Network
คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล
คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้า และคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยไทยโรคสมองขาดเลือด, รัตยาภรณ์ ใจกุศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ (HRQOL)ในผู้ป่วยโรคสมองขาดเลือดด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L, เพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า (PSD) ด้วยเครื่องมือ PSDS-T, เพื่อประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ T- PSQI เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่าง HRQOL, PSD, คุณภาพการนอนหลับกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และทางคลินิก วิธีดำเนินการวิจัย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางเก็บข้อมูลจากผู้ป่วยนอกโรคสมองขาดเลือดที่คลินิกโรคหลอดเลือดสมองและอายุรกรรมประสาท 2 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เครื่องมือที่ใช้: 1) EQ-5D-5L ฉบับภาษาไทย 2) PSDS-T 3) T- PSQI ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมด 360 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ 54.2) ค่าเฉลี่ยอายุ 64 ± 13.8 ปี และโรคสมองขาดเลือดมีค่าเฉลี่ยระยะเวลา 4.8 ± 3.8 เดือน. การประเมิน HRQOL ด้วยเครื่องมือ EQ-5D-5L พบปัญหาส่วนใหญ่ด้านอาการเจ็บปวด (ร้อยละ 32.0) ค่าเฉลี่ยอรรถประโยชน์ EQ-5D-5L (0.67 ± 0.31) และ EQ-VAS (0.72 ± 0.18) และพบ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ HRQOL .การประเมิน PSD ด้วยเครื่องมือ PSDS-T พบความชุก PSD (ร้อยละ 8.1) คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพผู้ป่วยที่มีภาวะ PSD แย่กว่าอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) และพบ 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ PSD คือจำนวนยาโรคประจำตัวที่ได้รับ (p=0.035). และการเกิดโรค สมองขาดเลือดซ้ำภายใน 1 ปี (p<0.001). การประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วยเครื่องมือ TPSQI พบผู้ป่วยร้อยละ 57.2 คะแนนเฉลี่ย (PSQI>5) 8.21 ± 2.33 คะแนน และพบ 3 ปัจจัยที่ ส่งผลได้แก่ ประวัติการได้รับยานอนหลับ (p<0.001) ระดับความ mRS ≥3 คะแนน (p<0.008) และ PSD (คะแนน PSDS-T>6) (p<0.001). สรุปผลการวิจัย:การเกิดโรคสมองขาดเลือดส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ภาวะซึมเศร้าหลังเกิดโรคสมองขาดเลือด และคุณภาพการนอนหลับของผู้ป่วย
Beyond The ‘Boy Crisis’: Reframing Gender Performativity In Belgian Classrooms, Marjolein Vanmaercke
Beyond The ‘Boy Crisis’: Reframing Gender Performativity In Belgian Classrooms, Marjolein Vanmaercke
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis challenges the dominant discourse surrounding the so-called "boy crisis" in education by critically examining gender performativity in Belgian classrooms. Rather than accepting the narrative that boys are inherently disadvantaged in contemporary schooling, this study interrogates how gender is constructed and performed within educational settings. Drawing on Judith Butler’s theory of performativity, the research explores how teachers, curricula, and peer interactions contribute to the reinforcement or subversion of traditional gender norms. Using qualitative methods, including classroom observations and interviews with educators and students, the study highlights the ways in which gendered expectations shape students' educational experiences and outcomes. The …
การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ
การประทุษวาจาในสังคมออนไลน์ : กรณีศึกษาการประทุษวาจาที่มีต่อ “คนอีสาน” ของประเทศไทยในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก, จิรภัทร จ้างประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท การสำรวจความคิดเห็นและผลกระทบ ตลอดจนการกำกับดูแลปัญหาและมาตรการในการลดปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอีสานในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้งาน 50 คน ผ่านเครื่องมือแบบสอบถามในการเก็บข้อมูล วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นผู้สร้างเนื้อหาดังกล่าวในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก กลุ่มผู้พบเห็นหรือได้รับผลกระทบ และ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการกำกับดูแล และ วิธีวิจัยชาติพันธุ์วรรณนาทางอินเตอร์เน็ต (Netnography) โดยคัดเลือกข้อความที่ได้จากการเข้าร่วมแบบไม่มีอคติ และ ไม่มีการแสดงความคิดเห็นหรือตั้งกระทู้ถามในเพจและกลุ่มที่เข้าร่วม ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัญหาการประทุษวาจาเกี่ยวกับคนอีสานเกิดจากปัจจัยหลักมาจากภาพจำที่มีต่อคนอีสาน การยั่วยุหรือการ “ปั่น” ทั้งจากผู้ใช้งานที่เป็นคนอีสานเพื่อความสนุกสนาน และ การขาดความภูมิใจในอัตลักษณ์ทางภูมิภาคความเป็นอีสาน รวมถึงปัจจัยทางออนไลน์ร่วมด้วย 2) รูปแบบของเพจหรือกลุ่มสาธารณะที่เกี่ยวกับการประทุษวาจาคนอีสานสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอเนื้อหาอย่างรุนแรง เพจหรือกลุ่มที่มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสานในบางครั้ง และ เพจหรือกลุ่มที่ไม่ได้มีการนำเสนอการประทุษวาจาคนอีสาน แต่ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มองว่าเป็นการประทุษวาจาคนอีสาน 3) ความรู้สึกของคนอีสานที่พบเห็นเนื้อหาลักษณะดังกล่าว ส่วนหนึ่งอาจโมโหและตอบโต้กลับ บางส่วนมองว่าข้อความเหล่านี้ทำให้เกิดความเกลียดชังและการแบ่งแยกในสังคม 4) ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมไทยจากปัญหาดังกล่าวสามารถกระทบต่อผู้ใช้งานที่สร้างเนื้อหาอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้อ่านที่พบเห็นเนื้อหาอาจกระทบต่อจิตใจ และ อาจส่งผลกระทบทำให้สังคมเกิดอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในอนาคตได้ 5) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่คัดมาจากการเข้าร่วมเพจและกลุ่มสาธารณะพบว่าส่วนใหญ่แสดงออกถึงข้อความเชิงลบ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความรู้สึกและก้าวร้าว และ บางข้อความมีการใช้ข้อความที่แสดงออกถึงการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ 6) มาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีประเด็นที่ยังสามารถเกิดขึ้นได้ โดยการใช้ AI ในการติดตามเนื้อหาเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาดังกล่าว 7) แนวทางที่เหมาะสมนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือ AI ในการจัดการปัญหาการประทุษวาจาในสื่อสังคมออนไลน์ คือ การสร้างความเข้าใจอันดีและยอมรับในความแตกต่างของคนในสังคม และสร้างมาตรการอื่นๆ ในการกำกับดูแลปัญหาการประทุษวาจาคนอีสานในสื่อสังคมออนไลน์ไทย
Health System Resilience In Karenni/ Kayah State: Exploring The Role Of Local Interim Health Services, Khin Sabai Aung
Health System Resilience In Karenni/ Kayah State: Exploring The Role Of Local Interim Health Services, Khin Sabai Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This thesis examines health system resilience in Karenni (Kayah) State, Myanmar, by analyzing how local interim health services sustain care delivery, adapt to conflict, and ensure continuity within a fragile and liminal governance context. Guided by the Health System Resilience (HSR) framework, the study draws on semi-structured interviews with doctors, midwives, and a representative from the Karenni Interim Executive Council (IEC). Findings reveal that Karenni’s health system demonstrates absorptive, adaptive, and emerging transformative capacities. These capacities are primarily driven by morally committed individuals and grassroots collectives operating in the aftermath of state collapse. Rather than functioning in isolation, the health …
ผลประโยชน์แห่งชาติกับกรณีคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน, ปณิธิ ชัยชนะ
ผลประโยชน์แห่งชาติกับกรณีคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน, ปณิธิ ชัยชนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้เป็นการศึกษาผลประโยชน์แห่งชาติจากคลองไทยภายใต้แนวคิดสมุททานุภาพของมาฮาน โดยการวิจัยเอกสารและวิเคราะห์ข้อมูลจากทฤษฎีสมุททานุภาพของมาฮาน ผลการศึกษาพบว่า ผลประโยชน์แห่งชาติจากคลองไทยตามทฤษฎีสมุททานุภาพของมาฮาน ประกอบด้วย (1) ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ (2) ผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ซึ่งเป็นผลประโยชน์ที่มีแนวโน้มเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการขุดคลองไทย และ (3) ผลประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถยกระดับสถานะกลายเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคได้ โดยมีคลองไทยเป็นเครื่องมือต่อรองกับมหาอำนาจของโลก สอดคล้องกับแนวคิดของมาฮานที่เชื่อว่าระบบระหว่างประเทศเป็นการต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งการครอบครองผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และดินแดน โดยใช้กำลังทางบกและทะเล ขณะเดียวกัน คลองไทยที่ได้รับอิทธิพลจากระบบระหว่างประเทศกลับมีบทบาทต่อการเสริมสร้างสมุททานุภาพแก่ตัวแสดงที่เป็นรัฐในระบบระหว่างประเทศเช่นกัน โดยอยู่ในลักษณะการมอบผลประโยชน์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์โดยตรงและการเป็นปัจจัยผลักดันให้พัฒนาศักยภาพเพื่อแข่งขันกับรัฐคู่แข่งที่อาศัยผลประโยชน์จากคลองไทย อย่างไรก็ตาม สมุททานุภาพของมาฮานมีข้อจำกัดในการอธิบาย ผู้วิจัยจึงพัฒนาแนวคิดสมุททานุภาพใหม่ให้มีความร่วมสมัยสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura
Enhancing Resilience Through Public Policy: Lessons From Disaster Logistics In The Post-2011 Tohoku Earthquake In Sendai City, Megumi Okumura
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, the integration of resilience into disaster policy has gained global traction. Despite being widely adopted as a concept by international institutions such as the United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) and the World Bank, resilience often remains underdeveloped at the operational level and is frequently seen as a “buzzword.” Even in Japan, although recognized for its disaster preparedness, there has been limited debate on how resilience is integrated in public policy. The 2011 Tohoku Earthquake prompted fundamental questions such as “Resilience to what?” and “Resilience for whom?”, highlighting the need to examine the purpose and …
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์วิสาข์ เอี่ยมลาภะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้านของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงาน กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการที่ปฏิบัติงานอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเขตปทุมวัน ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 – 60 ปี และมีตำแหน่งงานระดับ P3 – P8 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามคุณภาพชีวิต WHOQOL–BREF–THAI วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Independent – Sample T Test เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลตามตัวแปรเพศ One-way ANOVA เพื่อเปรียบข้อมูลตามตัวแปรอายุ รายได้ ระดับการศึกษา อายุงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หากพบว่ามีความแตกต่างของค่าเฉลี่ย จึงค่อยไปทำการเปรียบเทียบรายคู่ (Multiple comparison) ด้วยวิธีของ Scheffé โดยกำหนดค่าความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจ ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อจำแนกตามตัวแปรเพศ อายุ รายได้ อายุการทำงานในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่แตกต่างกัน พบว่า มีคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ไม่พบความแตกต่างในตัวแปรระดับการศึกษา สรุปได้ว่า คุณภาพชีวิตของบุคลากรสายปฏิบัติการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับปานกลาง
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
โปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน, ชรินทร์ทิพย์ มั่นยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการออกมาเล่นเพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน และเพื่อเปรียบเทียบความฉลาดรู้ทางกายด้านสมรรถนะทางกายก่อนและหลังการทำกิจกรรมด้วยโปรแกรมการออกมาเล่น กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอายุ 10–11 ปี จำนวน 61 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 31 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการออกมาเล่น 60 นาทีต่อวัน จำนวน 16 ครั้ง รวม 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรตามปกติ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านสมรรถภาพทางแอโรบิก ความอดทนของกล้ามเนื้อ และระดับคะแนนรวม ยกเว้นความสามารถทางกลไกในทักษะการกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขาของกลุ่มทดลองที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ภายในกลุ่มทดลอง พบว่าด้านความสามารถทางกลไกและระดับคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาเป็นรายทักษะ กลุ่มทดลองมีทักษะการก้าวสลับขา กระโดดขาเดียว และการเตะ ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงทักษะการก้าวสลับขาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมการออกมาเล่นสามารถส่งเสริมความสามารถทางกลไกในทักษะพื้นฐานบางด้าน เช่น การกระโดดสองเท้าและการก้าวสลับขา สำหรับนักเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนได้ดีขึ้น
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
การจัดการแนวคิดชาตินิยมจีนกรณีพิพาทหมู่เกาะเตียวหยูในสมัยสี จิ้นผิง (2013-2023), จิงยี่ เหริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันจีนได้ดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีลักษณะเชิงรุกและมั่นใจมากขึ้นในประเด็น อาณาเขต ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากมองว่าเป็นผลจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นขึ้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานของชาตินิยมจีนและผลกระทบที่มีต่อ นโยบายและพฤติกรรมของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในกรณีข้อพิพาทหมู่ เกาะเตียวหยู/เซ็งกากุ ผู้เขียนใช้กรอบแนวคิดสัจนิยมคลาสสิกใหม่ โดยถือชาตินิยมเป็นตัวแปร ภายในประเทศ และนำมาวิเคราะห์นโยบายของจีนภายใต้บริบทที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้จีนดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมาก ขึ้นต่อประเด็นหมู่เกาะเตียวหยู อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของชาตินิยมยังคงถูกจำกัดโดยปัจจัยเชิง โครงสร้างและบริบทภายในประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลภายใต้การนำของสี จิ้นผิงมิได้ดำเนินนโยบาย ชาตินิยมอย่างสุดโต่ง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อ แรงกดดันจากกระแสชาตินิยมภายในประเทศกับการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยานิพนธ์นี้ได้นำเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ช่วยให้เข้าใจพลวัตของปฏิสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยม กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
แนวคิดของจูดิธ บัตเลอร์เรื่องเพศสภาวะการแสดงและการโอบรับกลุ่มผู้ข้ามเพศ, พันธุ์เอก เซียะสมาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาเชิงวิพากษ์ระหว่างกลุ่มผู้ข้ามเพศกับกลุ่มต่อต้านเพศสภาวะในขบวนการสตรีนิยม โดยมุ่งหวังให้เกิดพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ วิทยานิพนธ์นี้เสนอให้แนวคิดเรื่องเพศสภาวะการแสดงซึ่งมีบทบาทสำคัญในปรัชญาสตรีนิยมและทฤษฎีเควียร์ ทำหน้าที่เป็นกรอบทฤษฎีกลางเพื่ออธิบายและเชื่อมโยงความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย การศึกษาเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์แนวคิดพื้นฐานเรื่องการแบ่งแยกระหว่างเพศสรีระ และเพศสภาวะเพื่อวางรากฐานในการทำความเข้าใจประเด็นเกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ต่อจากนั้น ผู้วิจัยได้สำรวจบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ของการรับรู้เกี่ยวกับผู้ข้ามเพศ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากองค์ความรู้ด้านการแพทย์และจิตวิทยาในศตวรรษที่ 20 ควบคู่ไปกับการศึกษาทัศนะของกลุ่มสตรีนิยมแบบถอนรากถอนโคน โดยเน้นการวิเคราะห์ผลงานของเจนิซ จี เรย์มอนด์ เพื่อทำความเข้าใจฐานคิดของกลุ่มที่คัดค้านแนวคิดเรื่องเพศสภาวะ ในส่วนถัดมาวิทยานิพนธ์จะนำเสนอปรัชญาผู้ข้ามเพศผ่านการวิเคราะห์งานเขียนของจูเลีย เซราโน ก่อนจะประยุกต์ใช้แนวคิดเพศสภาวะการแสดงเพื่อวิพากษ์และประเมินข้อถกเถียงสำคัญที่มักปรากฏในการแลกเปลี่ยนระหว่างสองกลุ่มดังกล่าว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจอันลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อความหลากหลายทางเพศในบริบทของสตรีนิยมร่วมสมัย
การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล
การรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021, ปาลิตา จรูญเธียรมหกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการรวมกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศกับความท้าทายในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมา 2021 โดยมุ่งสำรวจพลวัตร พัฒนาการ และความท้าทายในการมีส่วนร่วมในขบวนการต่อต้านระบอบเผด็จทหารของกลุ่ม ผ่านกรอบแนวคิด Contentious Politics เป็นแนวคิดหลักและ Performativity เป็นแนวคิดเสริม โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ทั้งการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึก จากการศึกษาพบว่าการรัฐประหารไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองระดับชาติแต่ยังเป็นจุดผลักดันให้กลุ่ม LGBTQIA+ และผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นแนวหน้าในการเคลื่อนไหว ด้วยการปรับยุทธศาสตร์ ขยายพื้นที่ และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร จนกลายเป็น "ตัวแสดงทางการเมือง" ที่ท้าทายระเบียบอำนาจเดิม และเสนอข้อเรียกร้องของตนในฐานะส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศมีลักษณะเป็นการท้าทายกรอบความชอบธรรมทางสังคมและการเมือง เช่น การประท้วงตะเมน และการแสดงออกทางร่างกายที่ขัดต่อบรรทัดฐานทางเพศ ซึ่งใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านโครงสร้างอำนาจชายเป็นใหญ่และเผด็จการ นอกจากนี้ขบวนการดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สะท้อนถึงพลวัตของการเคลื่อนไหวข้ามพรมแดน (Transnational Contentious Politics) งานวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับการเรียกร้องความเสมอภาคทางเพศและการรัฐประหารได้เปิดพื้นที่ใหม่ในการนิยามความเป็นพลเมืองที่หลากหลายและมีศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
จิตรกรรมร่วมสมัย ชุดพฤติกรรมการตกหลุมรัก, สิระ หอมจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและสร้างสรรค์ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานจิตรกรรมที่เกิดจากการพิจารณาแรงบันดาลใจส่วนตัว ผ่านการค้นคว้าข้อมูล ทบทวนวรรณกรรมและพัฒนาเป็นงานศิลปะ เพื่อเข้าใจเหตุผลการตกหลุมรัก ซึ่งเป็นพื้นฐานในบริบทชีวิตประจำวัน โดยงานวิจัยนี้ได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลภาคเอกสาร การศึกษาผลงานศิลปิน และพัฒนาเป็นงานสร้างสรรค์ ที่มีการสอดแทรกและเชื่อมโยงแนวความคิด รูปแบบ รูปทรง ความหมายทางสี สัญลักษณ์ และสัญญะในงานทัศนศิลป์ นอกจากนี้งานในวิจัยได้นำทฤษฎีด้านความรัก ทฤษฎีจิตวิทยา ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ และ ด้านศิลปะ มาใช้การในการศึกษา ผลของการศึกษาข้อมูลและทดลองสร้างสรรค์สรุปได้ว่าการตกหลุมรักจะเกิดขึ้นจาก การรับรู้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) การรับรู้ทางกายภาพ คือ สายตา ที่เป็นอวัยวะอันสำคัญที่สุด เพราะการมองเห็นทำให้ อาจนำไปสู่ความชอบ และ เกิดการตกหลุมรัก 2) การรับรู้ทางอารมณ์ คือ ความรู้สึกที่สนองตอบรับให้เกิดอารมณ์ภายใต้ความคิด ทั้งนี้ แนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจิตกรรม ที่ผู้วิจัยสนใจนำเสนอ จึงมีลักษณะรูปแบบของ ศิลปะลัทธิจุลนิยม (Minimalism) ที่ สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนในเชิงองค์ประกอบ แต่มีการตีความหมายจากสัญลักษณ์ และความสนใจชุดสีของ ลัทธิประชานิยม (Pop Art) ที่มีสีสันสดใส ตีความหมายเหตุผลผ่านงานจิตรกรรม เกิดเป็นชุดผลงานจิตรกรรม 4 ชุด ได้แก่ 1) ระยะที่ 1 เน้นการใช้วัสดุ 2) ระยะที่ 2 เน้นการวาดข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ระยะที่ 3 เน้นการใช้สีเปรียบเทียบความรู้สึก 4) ระยะที่ 4 ศิลปะนิพนธ์ เน้นการใช้สีชมพูและการใช้รูปทรงหัวใจ ซึ่งในผลงานชุดที่ 4 สามารถตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับ 3 ระยะก่อนหน้า
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ, ประภากร ศรีอรุณรัศมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการเขียนสะกดคำที่เกิดขึ้นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการเขียนสะกดคำและศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนสะกดคำของนักเรียนก่อน-หลังใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีปัญหาด้านเขียนสะกดคำ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา (R&D) คัดเลือกตัวอย่างวิจัยด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจงโดยเป็นนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเขียนสะกดคำ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสัมภาษณ์ครูประจำชั้นที่สอนวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 2) แบบฝึกทักษะด้านการเขียนสะกดคำ 3) แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเที่ยงของแบบสอบ การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติการทดสอบค่าที (t-test) และการวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการหลังการใช้ชุดเครื่องมือการประเมินเพื่อการเรียนรู้ทักษะด้านการเขียนสะกดคำ ด้วยการหาคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการเขียนสะกดคำประกอบไปด้วยประเด็นปัญหาหลักด้านทักษะและความรู้เรื่องการสะกดคำ 2) ผลการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของชุดเครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา ตั้งแต่ 0.60 – 1.00 และค่าความเที่ยงจากสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาร์คของแบบทดสอบ ก่อนและหลังเรียน มีค่าเท่ากับ .95 และ .94 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับดี 3) การเปรียบเทียบค่าสถิติการทดสอบก่อนและหลังการใช้ชุดเครื่องมือ คะแนนก่อนเรียน (M = 4.76 , SD = 3.50) คะแนนหลังเรียน (M = 10.20 , SD = 4.14) ค่าคะแนนทีได้เท่ากับ 10.97 ค่า p เท่ากับ .001 แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการเขียนสะกดคำ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้ชุดเครื่องมือ โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4.76 เป็น 10.20
โปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม, นภา จำปาทิพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวม 2) ศึกษาปัจจัยสนับสนุนและปัญหาอุปสรรคของการทำงานร่วมกันของครู และ 3) พัฒนาต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครู การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามครูศูนย์การศึกษาพิเศษ 31 คน และครูผู้ประสานงานเรียนรวม 14 คน จาก 6 จังหวัด และ 3) การสัมภาษณ์เชิงลึกครูจากกลุ่มที่มีทักษะสูงและกลุ่มกำลังพัฒนา จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูทั้งสองกลุ่มมีระดับทักษะการทำงานร่วมกันในระดับมาก โดยด้านหลักความร่วมมือมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 3.75) รองลงมาคือด้านการมีสัมพันธภาพและการสื่อสารที่ดี (M = 3.57) ครูผู้ประสานงานเรียนรวมมีค่าเฉลี่ยการรับรู้สูงกว่าครูศูนย์การศึกษาพิเศษในทุกด้าน 2) ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ชัดเจน กระบวนการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพ การนิเทศติดตามอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนจากผู้บริหารและผู้ปกครอง ส่วนอุปสรรคหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านเวลาและภาระงาน การขาดความรู้ของผู้ปกครอง ความไม่ต่อเนื่องของการประสานงาน การขาดทรัพยากร และ 3) ต้นแบบโปรแกรมส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกันของครูในการเตรียมความพร้อมผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากศูนย์การศึกษาพิเศษสู่โรงเรียนเรียนรวมที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิด Design Thinking เป็นกรอบการออกแบบ ประกอบด้วย 6 โมดูล ได้แก่ 1) หลักการและความสำคัญของการทำงานร่วมกัน 2) การพัฒนาทักษะการสื่อสารและสัมพันธภาพ 3) การวางแผนและประเมินผลร่วมกัน 4) การพัฒนาระบบสนับสนุนและทรัพยากร 5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และ 6) การนิเทศติดตามและพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิว่าโปรแกรมมีความสอดคล้องกับนโยบายและบริบทการทำงานจริง มีความเหมาะสม มีประโยชน์ มีความเป็นไปได้ และมีแนวโน้มได้รับการยอมรับ
การพัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมและการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากลเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ฉันทิกา ชินธเนศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรวมร่วมกับแนวคิดการออกแบบการเรียนรู้ที่เป็นสากล (Universal Design for Learning: UDL) เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และ (2) ศึกษาพัฒนาการของนักเรียนภายหลังได้รับการฝึกด้วยโปรแกรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 35 คน จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) การวิจัยใช้รูปแบบทดลองแบบกลุ่มเดี่ยวหลายเส้นฐานข้ามบุคคล (Multiple-Baseline Single-Subject Design Across Individuals) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) โปรแกรมการฝึกการคิดออกแบบ จำนวน 11 คาบ ซึ่งพัฒนาขึ้นตามกระบวนการ Design Thinking และออกแบบตามหลักการของ UDL ทั้งด้านการนำเสนอ (Representation) การแสดงออก (Action and Expression) และการมีส่วนร่วม (Engagement) และ (2) แบบวัดทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทั่วไป (Tier 1) กลุ่มเสี่ยง (Tier 2) และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือ (Tier 3) มีพัฒนาการด้านทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นหลังจากได้รับการฝึกด้วยโปรแกรม โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น สะท้อนว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนในบริบทห้องเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
การพัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู, สุธิดา ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูเป็นสถานการณ์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูต้องเผชิญกับปัญหา หลายรูปแบบ การมีความเข้มแข็งในการมองโลก ซึ่งประกอบด้วย ความสามารถในการทำความเข้าใจ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการให้ความหมาย ช่วยให้นักศึกษาสามารถรับมือกับสถานการณ์เหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้ได้พัฒนาแชตบอตบนฐานอารมณ์ความรู้สึกโดยใช้การเรียนรู้ของเครื่องเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมุ่งเน้นการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงได้ทุกเวลา โดยงานวิจัยได้ศึกษาระดับความเข้มแข็งในการมองโลกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีภูมิหลังแตกต่างกัน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูรวมทั้งวิธีการจัดการกับปัญหาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ศึกษาบทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูจากมุมมองของครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู วิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู แชตบอตถูกพัฒนาให้สามารถให้คำปรึกษาได้ในปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ได้แก่ นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน นักเรียนไม่ส่งงาน การสอนแทน การจัดกิจกรรมของโรงเรียน งานที่ไม่เกี่ยวกับงานครู การไม่กล้าปรึกษาครูพี่เลี้ยง การนิเทศของอาจารย์นิเทศก์ และความรู้ในการทำวิจัยผลการวิจัยพบว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ใช้แชตบอตส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูได้รับคำปรึกษาจากครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับชั้นที่สอนและเกรดเฉลี่ยสะสมส่งผลต่อระดับความเข้มแข็งในการมองโลก โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับมัธยมศึกษามีระดับความเข้มแข็งในการมองโลกสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่สอนในระดับชั้นอนุบาลและระดับชั้นประถมศึกษา และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.50 ขึ้นไปมีคะแนนความสามารถในการทำความเข้าใจและความสามารถในการให้ความหมายสูงกว่านักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในช่วง 3.00-3.49 จากการศึกษาพบปัญหาในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ทั้งหมด 10 ด้าน โดยนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีวิธีการจัดการปัญหาที่หลากหลาย ทั้งการคิดหาแนวทางด้วยตนเอง รวมทั้งการปรึกษาครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และเพื่อน บทสนทนาในการส่งเสริมความเข้มแข็งในการมองโลกมีพื้นฐานมากจากแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก ทฤษฎีความสามารถในการฟื้นพลัง และทฤษฎีการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ผลการวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูระหว่างการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูพบว่า นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมีความรู้สึกเชิงบวกและความรู้สึกเชิงลบที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นความรู้สึกเชิงบวกร้อยละ 54.55 และเป็นความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 45.45
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์สำหรับนักศึกษาครูโดยใช้เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา, วรรณี สุจจิตร์จูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข่าวปลอมสามารถแพร่กระจายบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมายต่อผู้คน สำหรับการวิจัยนี้ได้พัฒนาโปรแกรมการพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสำหรับนักศึกษาครู โดยการทำเหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) โดยมีวัตถุประสงค์วิจัย ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์เหมืองข้อมูลเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ (social media mining) และสร้างคลังฐานข้อมูลข่าวปลอมที่รวบรวมจากเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561 - 2565) 2) เพื่อวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (Meta-Analytic Structural Equation Modeling: MASEM) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจสอบข่าวปลอมและนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญ (active ingredients) ในการสร้างโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอม 3) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมมออนไลน์ที่ประยุกต์ใช้การตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think aloud) และเปรียบเทียบผลการวัดกับแบบประเมินตนเองที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดย Timmers & Glas (2010) 4) เพื่อพัฒนาโปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์โดยใช้ผลการวิจัยข้อ 1–3 เป็นฐาน 5) เพื่อวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาวิชาชีพครูจากการใช้โปรแกรมเพื่อพัฒนาความสามารถการตรวจพบข่าวปลอมสื่อสังคมออนไลน์ คลังฐานข้อมูลข่าวปลอมสร้างขึ้นจากการวิเคราะห์การเรียนรู้ของเครื่องแบบไม่มีผู้สอน (unsupervised machine learning) เพื่อจัดกลุ่มจากรูปภาพ 456 ภาพ และข้อความ 271 รายการ เพื่อให้ได้กลุ่มภาพที่แตกต่างกัน 6 กลุ่ม (เช่น พาดหัวข่าวที่กระตุ้นความสนใจ การเลียนแบบโลโก้หน่วยงาน) และหัวข้อข้อความ 6 กลุ่ม (เช่น การหลอกลวงขอสินเชื่อ การแนะนำยาสมุนไพร) และผลการวิเคราะห์อภิมานโมเดลสมการเชิงโครงสร้าง (MASEM) เพื่อปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการตรวจพบข่าวปลอมจากการศึกษางานวิจัย 11 เรื่อง ได้โมเดลที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ การจัดการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ทางดิจิทัล (MDP) การสื่อสารทางสื่อสังคมออนไลน์ (CSM) และการรู้คิดของตนเอง (MSR) ส่งผลทางอ้อมต่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ (SML) ผ่านทักษะทางอินเทอร์เน็ต (INS) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นำมาใช้ส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบโปรแกรมออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (interactive) ประกอบด้วย 4 โมดูล ได้แก่ รู้จักข่าวปลอม สังเกตข่าวปลอม ประเมินข่าวปลอม และการใช้เครื่องมือและเทคนิคเพื่อตรวจพบข่าวปลอม เครื่องมือประเมินที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ใช้เทคนิคการตรวจจับการเคลื่อนที่ของดวงตา (eye-tracking) ร่วมกับเทคนิคการคิดออกเสียง (think-aloud) …
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
การพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน Lms เพื่อส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู, พวงผกา ปวีณบำเพ็ญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในบริบทที่การศึกษามีการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพจึงมีความสำคัญเพื่อเตรียมนักศึกษาครูให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ของนักศึกษาครู 3) เพื่อออกแบบและพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครู และ 4) เพื่อศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้ส่วนบุคคลบน LMS ในการส่งเสริมกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพของนักศึกษาครูและประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยและพัฒนา ตัวอย่างวิจัยมี 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการพัฒนาเครื่องมือวัด การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและประสบการณ์ผู้ใช้ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS) ได้แก่ นักศึกษาครูระดับปริญญาตรี จำนวน 253 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 2) ตัวอย่างวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรม ได้แก่ นักศึกษาครู จำนวน 57 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 28 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 29 คน ได้มาโดยการอาสาสมัครจากตัวอย่างวิจัยกลุ่มแรก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สิถิติบรรยายและสถิติอ้างอิง ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน PNImodified การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนาม (MANOVA) การวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (repeated measures MANOVA) การวิเคราะห์คะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์ การวิเคราะห์ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. เครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตด้านการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 30 ข้อ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การเปิดรับความท้าทาย การเผชิญอุปสรรค การพยายามสู่ความเชี่ยวชาญ การเรียนรู้จากวิพากษ์คำวิจารณ์ และการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้อื่น มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด (S-CVI/Ave) เท่ากับ .90 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (α) เท่ากับ .98 ค่าสัมประสิทธิ์โอเมก้า (ω) เท่ากับ .98 …
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
การพัฒนาแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูโดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต, ธนาภา งิ้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมมีความสำคัญต่อการจัดการอารมณ์ การสร้างความสัมพันธ์ และการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ในโรงเรียนและชีวิตประจำวันของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 5 ประการ คือ 1) เพื่อสังเคราะห์คุณสมบัติทางจิตมิติของเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน 4) เพื่อพัฒนาแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู โดยใช้การวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต และ 5) เพื่อพัฒนาหลักการออกแบบและต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครู ดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 สังเคราะห์ข้อมูลเครื่องมือวัดตัวแปรการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมจากฐานข้อมูล Google Scholar ระยะที่ 2 วิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างจากข้อมูลงานวิจัยในฐานข้อมูล Google Scholar Scopus และ ERIC จำนวน 9 งาน ระยะที่ 3 ศึกษาสภาพปัญหา สถานการณ์ และความเสี่ยงด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน และสังเกตการเรียนการสอน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการวิจัยการออกแบบที่พร้อมสำหรับอนาคต การวิเคราะห์ความไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อภิมานสมการโครงสร้างเพื่อนำไปเป็นข้อมูลสำคัญในการออกแบบและพัฒนาต้นแบบแนวทางส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียนสำหรับครูในระยะที่ 4 ผลการวิจัยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ผลการรวบรวมเครื่องมือวัดระดับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย จำนวน 12 เครื่องมือ ประกอบด้วย ภาษาไทย จำนวน 6 เครื่องมือ และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 เครื่องมือ ซึ่งสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือตามประเภทของผู้ตอบ ระดับชั้นหรือช่วงวัยของนักเรียน และองค์ประกอบและมิติของการวัดตัวแปร โดยเครื่องมือแต่ละประเภทมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่แตกต่างกัน 2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคม พบว่า บรรยากาศในโรงเรียน การสนับสนุนจากครู การสนับสนุนจากเพื่อน และการสนับสนุนจากผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางอารมณ์เชิงสังคมของนักเรียน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยในการจัดการอารมณ์ การเชื่อมโยงกับผู้อื่น และการจัดการกับความท้าทายในสภาพบริบทของโรงเรียน 3. ผลการวิเคราะห์ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในชั้นเรียนและตกอยู่ในเมทริกซ์ความไม่แน่นอนในช่องมีผลกระทบสูงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นสูงในแต่ละระดับชั้น โดยระดับปฐมวัย ได้แก่ การเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และการทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันในชั้นเรียน ระดับประถมศึกษา ได้แก่ การก่อกวนชั้นเรียน เช่น โยนของ ตะโกนเสียงดัง และการเรียกร้องความสนใจจากเพื่อนและครู และระดับมัธยมศึกษา ได้แก่ …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ, ทิพากร สุขชูศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกและกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ และ 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประชากร คือ โรงเรียนคาทอลิก รวม 369 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนขั้นพื้นฐานระดับประถมและมัธยม จาก 11 สังฆมณฑลในประเทศไทย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำนวน 44 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูล จำนวน 575 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานหลักสูตร หัวหน้างานวิชาการระดับชั้น และครู เครื่องมือที่ใช้ในวิจัย คือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจําเป็น (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดการเรียนการสอน (3) การวัดและประเมินผล และกรอบแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ ประกอบด้วย (1) ทักษะการคิด (2) ทักษะการทำงาน (3) ทักษะส่วนบุคคล (4) ทักษะเทคโนโลยี 2) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการโรงเรียนคาทอลิกตามแนวคิดทักษะสู่ความสำเร็จ พบว่า การพัฒนาหลักสูตร มีลำดับความจำเป็นสูงสุด รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล 3) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเสริมทักษะการคิด ประกอบด้วย 3 นวัตกรรมย่อย คือ (1) การบริหารหลักสูตรเสริมทักษะการคิด (2) การบริหารการจัดการเรียนรู้เสริมทักษะการคิด (3) การบริหารการวัดและประเมินผลเสริมทักษะการคิด
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้ป้องกันอาชญากรรมในประเทศไทย: กรณีศึกษาอากาศยานไร้คนขับ (โดรน), มนัสวี เลิศฤทธิพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือ และแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) คัดเลือกผูู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ได้แก่ นักบินตำรวจ 1 ท่าน สำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) 1 ท่าน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 1 ท่าน อัยการ 2 ท่าน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 1 ท่าน โดยใช้ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และพรรณนาถึงประเด็นต่างๆ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า (1) ปัญหา รูปแบบ และวิธีการของการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ที่พบในประเทศไทย พบว่าเริ่มมีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นไม่สามารถระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้ เนื่องจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ไม่ได้ขึ้นทะเบียน และมีการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยการกระทำผิดเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และรุกล้ำพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงทำให้ทราบเพียงว่ามีการกระทำผิด (2) การรับมือเบื้องต้น ปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า Anti Drone ซึ่งอยู่ในการดูแลของทหาร เแต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (3) แนวทางการป้องกันการกระทำผิด พบว่ายังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรมีหน่วยงานควบคุมดูแลอย่างจริงจัง และออกกฎหรือข้อบังคับเป็นแนวทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานหรือศูนย์ที่จะดูแล ออกกฎหมายหรือนโยบาย จัดการและบริหารควบคุมให้มากขึ้น รวมถึงควรมีการกำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานให้มีความชัดเจน
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
แนวทางการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง, พรปรียา จำนงบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและข้อจำกัดในการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ศึกษากรณีแนวปฏิบัติของต่างประเทศที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง และพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 19 ราย ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกำหนดกรณีศึกษาเป็นทัณฑสถานหญิงกลางซึ่งเป็นสถานที่คุมขังแห่งแรกในประเทศไทยที่เริ่มทดลองนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาประยุกต์ใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ผลการศึกษา พบว่าการนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนมาใช้ในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง เผชิญกับสภาพปัญหา ได้แก่ การไม่สามารถดำเนินการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนประเภทรับสัมผัสเต็มรูปแบบที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต และการออกแบบเนื้อหาสถานการณ์เสมือนจริง และข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมต่อเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต ความครอบคลุมและความหลากหลายของเนื้อหาในสถานการณ์เสมือนจริง การคัดเลือกผู้ต้องขัง การขาดการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน ขณะที่กรณีศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ประเทศสเปน ประเทศนิวซีแลนด์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในการประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังด้วยการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง ทั้งนี้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาแนวทางการใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพื่อให้การแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูและพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังหญิง ณ ทัณฑสถานหญิงกลางครอบคลุม ได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเชื่อมต่อเนื้อหาของเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนในทัณฑสถานหญิงกลาง การพัฒนาการออกแบบเนื้อหาให้มีความครอบคลุมและหลากหลายมากยิ่งขึ้น การพัฒนาการคัดเลือกผู้ต้องขัง การพัฒนาการทดลองใช้งานกับผู้ต้องขัง และการพัฒนาการติดตามและประเมินผลและการสร้างความยั่งยืน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
การศึกษาปัญหาและรูปแบบอาชญากรรมพื้นที่ชายแดนไทย – เมียนมา: ศึกษากรณีพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก, ฐานุภัทร รักษาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พื้นที่ชายแดนถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนแอ (Vulnerable zone) ที่มักได้รับความเสี่ยงจากภัยคุกคามหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายอาศัย “ความเปราะบาง ด้านความมั่นคง” (Security vulnerability) เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมซึ่งสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่และในประเทศอย่างยิ่งยวด ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้จึงมุ่งวิเคราะห์อาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของปัญหา รูปแบบ ลักษณะ สาเหตุ ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างตระหนักรู้แก่สังคม โดยการใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ เอกสาร ข่าวสาร กฎหมาย มาตรการภาครัฐ นโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่แม่สอดและประเทศเพื่อนบ้าน ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนมีความจำเพาะเจาะจงเนื่องด้วยบริบทของพื้นที่ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างตัวแสดงที่เกี่ยวข้อง ที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่อาชญากรรมสำคัญ ได้แก่ อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมคอปกขาว การลักลอบเข้าเมืองทั้งคนและสินค้า ยาเสพติด ลักลอบนำพาแรงงาน และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ภูมิประเทศ สถานการณ์การเมืองเมียนมา มาตรการและนโยบายภาครัฐ และพบว่าอาชญากรรมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยแบบองค์รวม ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างเรื้อรังและรุนแรง
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
ทุนทางสังคมและการป้องกันอาชญากรรม: กรณีศึกษาการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร, ณิภัสร์ศิล ธิราโชตินิรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะ องค์ประกอบ และกระบวนการก่อรูปของทุนทางสังคมภายในชุมชนวัดปุรณาวาสตลอดจนศึกษาแนวทางการนำทุนทางสังคมมาใช้ในการป้องกันและการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของชุมชนวัดปุรณาวาส โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตทวีวัฒนา ผู้นำชุมชน และเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ชุมชนวัดปุรณาวาส ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะทุนทางสังคมของชุมชนวัดปุรณาวาสมีความเข้มแข็ง โดยมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติที่แน่นแฟ้น ประชาชนมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีการถ่ายทอดความรู้ข้ามรุ่นผ่านกลุ่มอายุที่หลากหลายซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ องค์ประกอบของทุนทางสังคมในชุมชนดังกล่าว มี 6 ด้าน ได้แก่ (1) กลุ่มและเครือข่ายภายในชุมชนที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ (2) ความไว้วางใจและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่สร้างความมั่นคงในระดับฐานราก (3) การดำเนินการร่วมกันและความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม (4) การจัดการด้านสารสนเทศและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ (5) การทำงานร่วมกันทางสังคมที่เน้นการเกื้อกูล และ (6) การเสริมอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชุมชนผ่านเวทีประชาคม ทั้งนี้กระบวนการก่อรูปทุนทางสังคมของชุมชนดังกล่าวเกิดจากการประสานระหว่างโครงสร้างภายในที่มีคณะกรรมการชุมชนเป็นศูนย์กลาง และกลไกความสัมพันธ์ทางสังคมที่มีรากฐานจากความไว้วางใจ การมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานภายนอก ทำให้เกิดระบบบริหารจัดการที่ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับบริบท สำหรับแนวทางการดำเนินงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน จำนวน 12 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) คณะกรรมการชุมชนมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (2) การจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครและระบบเฝ้าระวังแบบมีส่วนร่วม (3) การสร้างความไว้วางใจผ่านการสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ (4) การสนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทในการดูแลกลุ่มเสี่ยงและเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางพัฒนา (5) การส่งเสริมกิจกรรมเชิงบวกสำหรับเยาวชน (6) การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางและบูรณาการกับการพัฒนาอาชีพ (7) การใช้เทคโนโลยีและสื่อสารสมัยใหม่ควบคู่กับวิธีการแบบดั้งเดิมเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม (8) การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านทรัพยากร อาชีพ และจิตวิทยา (9) การเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางสังคม (10) การเปิดเวทีประชาธิปไตยให้ชาวบ้านร่วมกำหนดนโยบายในระดับชุมชน (11) การเจรจากับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมขับเคลื่อนงานป้องกัน (12) การพัฒนาศักยภาพผู้นำและอาสาสมัครชุมชน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเครือข่าย โดยแนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังของทุนทางสังคมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และขับเคลื่อนงานป้องกันยาเสพติดในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร, สรสิชา ระแบบเลิศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิหลังส่วนบุคคลกับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ ตลอดจนแนวทางการป้องกันผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสานโดยใช้เทคนิคการสำรวจโดยรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร จำนวน 461 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 12 คน ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 7 คน และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสบการณ์การจับกุมคนหลอกลวงผู้สูงอายุจำนวน 1 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 29.7 โดยภาพรวม รูปแบบอาชญากรรมออนไลน์ที่พบบ่อยที่สุดคือ ฉ้อโกงการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ ผลการทดสอบไคสแควร์ยืนยันว่า อายุ ระดับการศึกษา เวลาการใช้โทรศัพท์มือถือเฉลี่ยต่อวัน และความคล่องแคล่วในการใช้โทรศัพท์มือถือมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณโดยพบว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์มากที่สุด ทั้งนี้แนวทางหรือวิธีการป้องกันผู้สูงอายุไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ผู้สูงอายุต้องดูแลและป้องกันตนเอง ผู้สูงอายุต้องมีสติ ไม่โลภ ไม่กลัว ไม่ไว้ใจใครง่าย แยกบัญชีการเงินออนไลน์ และจำกัดการถอนเงินต่อวัน และ 2) บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลและป้องกันผู้สูงอายุ บุคคลในครอบครัวหรือผู้ใกล้ชิดให้ความรู้และช่วยเหลือผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุจัดอบรมให้ความรู้และเตือนสติการหลอกลวงทางออนไลน์
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
แรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดและพกพาอาวุธปืน, วาทินี ตรีแดงน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน ที่กระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจทางสังคมกับพฤติกรรมดังกล่าว และแนวทางการป้องกันการเข้าถึงและการพกพาอาวุธปืนของเด็กหรือเยาวชน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จำนวน 20 ราย และ 2) ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ พนักงานอัยการฯ พนักงานสอบสวนฯ นักจิตวิทยา ผู้ปกครอง และนักวิชาการฯ จำนวน 8 ราย ผลการศึกษาพบว่า เด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดมีอายุระหว่าง 13–17 ปี ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวแตกแยก ขาดการศึกษา ใช้สารเสพติด มีพฤติกรรมเสี่ยง และมีประวัติกระทำผิดเป็นครั้งแรก อีกทั้งบางรายมีแนวโน้มพกพาอาวุธปืนต่อเนื่องและใช้อาวุธปืน ในการก่อเหตุ ส่วนรูปแบบพฤติกรรมการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนนั้น พบว่า ส่วนใหญ่เด็กหรือเยาวชนเข้าถึงอาวุธปืนจากการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมไปถึงการซื้อขายจากกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ การประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้นมาเองและการยืมจากสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งมักเป็นอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ที่ไม่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากต้องการป้องกันตัวจากภัยคุกคาม ข่มขู่คู่อริหรือปกป้องเพื่อน ค่านิยมในกลุ่มเพื่อนหรือรุ่นพี่ ความชื่นชอบส่วนตัว และการขาดความเข้าใจในบทลงโทษทางกฎหมาย โดยพฤติกรรมการพกพาอาวุธ 4 รูปแบบ ได้แก่ การพกพาเป็นประจำ การพกพาอาวุธปืนเป็นครั้งคราว การพกพาเพื่อตอบโต้เหตุการณ์ และการพกพาเพียงครั้งเดียวตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ทั้งนี้ แรงจูงใจทางสังคมมีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยพบว่า แรงจูงใจด้านความต้องการความมั่นคงปลอดภัยมักพบในกลุ่มที่เคยถูกคุกคามหรือมีปัญหากับคู่อริ แรงจูงใจด้านการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเกี่ยวข้องกับความพยายามได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อน ขณะที่แรงจูงใจด้านการได้รับการยกย่อง มักสัมพันธ์กับความต้องการสร้างภาพลักษณ์ของอำนาจ ความกล้า หรือความโดดเด่นในกลุ่ม นอกจากนี้แนวทางการป้องกันที่ได้จากการศึกษานี้ชี้ว่า ควรเน้นมาตรการ เชิงบูรณาการ อาทิ การเสริมสร้างความสัมพันธ์และ การสื่อสารในครอบครัว การพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมทักษะชีวิต การใช้กลไกชุมชนในการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง การควบคุมช่องทางการเข้าถึงอาวุธออนไลน์อย่างจริงจัง และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันการเข้าถึงและพกพาอาวุธปืนของเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี, ภูบดี สาระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัวพ้นโทษในเรือนจำพิเศษธนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการเตรียมความพร้อมผู้ต้องขังก่อนปล่อย (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน และ (3) เสนอแนวทางพัฒนาการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เจ้าหน้าที่เรือนจำ เครือข่ายภายนอก และผู้พ้นโทษ โดยใช้กรอบแนวคิดเชิงระบบเป็นโครงสร้างการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเตรียมความพร้อมฯ มีความเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนคัดกรอง ฝึกอบรมทักษะชีวิต วิชาชีพ การศึกษา พัฒนาด้านจิตใจ และการติดตามผลหลังปล่อยตัว โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ นโยบายระดับกรม บุคลากร งบประมาณ และเครือข่ายภายนอก ผลลัพธ์พบว่าผู้ต้องขังมีความพร้อมด้านทักษะและทัศนคติที่ดีขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดในการนำไปใช้จริงหลังพ้นโทษ ผลกระทบเชิงบวก ได้แก่ การปรับตัวสู่สังคมได้ดีขึ้นและลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ ส่วนผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ การขาดการยอมรับจากสังคม และการว่างงานหลังปล่อย ปัญหาอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรจำกัด หลักสูตรไม่ทันสมัย และอุปกรณ์ฝึกอาชีพขาดแคลน ข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตรทักษะดิจิทัล การจัดตั้งศูนย์เตรียมความพร้อม และการประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งในและนอกเรือนจำ
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริบทของการพัฒนากระบวนการและสถาบันประชาธิปไตย กรณีศึกษากลุ่ม ปาตานี บารู, ยามารุดดิน ทรงศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานและทวีความรุนแรงในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของนักกิจกรรมทางการเมืองที่ผลักดันการกำหนดชะตากรรมตนเองและปราถานาเอกราชปาตานี สู่การก่อตั้งกลุ่ม ปาตานี บา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนรูปแบบจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมสู่กลุ่มการเมืองเชิงสถาบัน และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มดังกล่าวกับพรรคการเมือง ผลการวิจัยชี้ว่า การก่อตั้งกลุ่มปาตานี บารู เป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างทางการเมือง คือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งสวนทางกับโครงสร้างทางการเมืองที่ยังคงปิดกั้นและจำกัดสิทธิในพื้นที่ปาตานี/จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยกฎหมายพิเศษ ด้านความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง กลุ่มปาตานี บารู กำหนดเงื่อนไข 4 ประการในการพิจารณาร่วมงาน ได้แก่ การเป็นพรรคประชาธิปไตย ความสามารถในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาตานี อำนาจบริหารงานการเมืองในพื้นที่ และการสนับสนุนทรัพยากรในการเลือกตั้ง ทั้งนี้พบว่ากลุ่มปาตานี บารู ได้รับการยอมรับและบทบาทที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองที่เคยร่วมงานด้วย
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
แนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นการลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ: กรณีศึกษาการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย, ธัญลักษณ์ เทียมสระคู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์การลักลอบเคลื่อนย้ายยาเสพติดข้ามพรมแดนขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติผ่านช่องทางการขนส่งระหว่างประเทศทางน้ำและอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และเสนอแนวทางการพัฒนามาตรการการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) กับผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและองค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์ (Interview Guide) เป็นเครื่องมือหลัก ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคที่มีนัยสำคัญ ได้แก่ ความหลากหลายและความซับซ้อนของรูปแบบการลักลอบ อุปสรรคด้านการประสานงานและระบบข่าวกรอง และข้อจำกัดด้านทรัพยากร เช่น บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมือ ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎหมายทั้งในระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ รวมถึงอิทธิพลของบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายยาเสพติด นอกจากนี้ ยังพบว่าโครงสร้างองค์กรและแนวทางปฏิบัติที่เน้นการตอบสนองเฉพาะหน้า ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการสกัดกั้นเชิงระบบในระยะยาว เพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวทางการพัฒนาใน 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก เช่น การใช้กลยุทธ์การส่งมอบยาเสพติดภายใต้การควบคุม (Controlled Delivery) และการพัฒนาระบบคัดกรองและสุ่มตรวจในจุดเสี่ยง (2) การบูรณาการความร่วมมือภายในประเทศ ผ่านการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางด้านข่าวกรอง และการขยายโมเดลคณะทำงานสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ด่านหน้า (3) การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการสืบสวน (4) การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ เช่น การใช้ AI และ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง และการเสริมอุปกรณ์ตรวจสอบให้หน่วยงานภาคสนาม (5) การปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะของอาชญากรรมข้ามชาติ และ (6) การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรและบุคลากร ทั้งในด้านทักษะเฉพาะทาง และกลไกการตรวจสอบภายในองค์กร ที่เข้มแข็ง ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย โดยเน้นการยกระดับระบบตรวจสอบและข่าวกรอง การพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับอาชญากรรมสมัยใหม่ และการออกแบบแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อรองรับปัญหาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ภายใต้การบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อสร้างกลไกการสกัดกั้นยาเสพติดที่มีความยืดหยุ่น เข้มแข็ง และยั่งยืน ภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนและนิติธรรม
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร, กวิสรา ทศพะรินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตของเส้นทางชีวิต รูปแบบการค้าบริการทางเพศ และแนวทางการป้องกันการค้าบริการทางเพศของผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทางโครงสร้าง ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญรวมจำนวนทั้งหมด 12 ราย ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่องค์กร NGO และองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย ผลการวิจัยพบว่าเส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศมีความซับซ้อนและเปราะบางโดยมีปัจจัยผลักดันสำคัญอันได้แก่ การเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและการขาดโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างถูกกฎหมาย การไม่ได้รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง ผลจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดทำให้ผู้ลี้ภัยเกิดการตัดสินใจเข้าสู่วงจรการค้าบริการทางเพศ อีกทั้งยังพบว่ารูปแบบการค้าบริการทางเพศของคนกลุ่มนี้มีทั้งแบบอิสระและแบบพึ่งพาผู้อื่นในการจัดหาลูกค้า นอกจากนี้ผลการวิจัยยังแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญ เช่น การถูกละเมิดสิทธิแรงงาน การเลือกปฏิบัติและความรุนแรงทางเพศ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงสิทธิมนุษยชน การรับรองสถานะทางกฎหมาย การส่งเสริมทางเลือกทางอาชีพและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและองค์กรภาคประชาสังคม