Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 121 - 150 of 2655

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร Jan 2024

การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …


ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์ Jan 2024

ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อกิจกรรมเปิดบ้านคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างรูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับรูปแบบจักรวาลนฤมิต (Metaverse) โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกับนักเรียน 61 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตมีความพึงพอใจสูงกว่ารูปแบบวิดีทัศน์ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านรูปภาพและเทคนิคการนำเสนอ และภาพรวมกิจกรรม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ได้แก่ การรู้จักชื่อตราสินค้า การรับรู้ตราสินค้า ความสัมพันธ์ และความภักดีต่อตราสินค้า ผลการวิจัยสรุปว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตสามารถเพิ่มความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าได้ดีกว่ารูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ


ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น Jan 2024

ผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด - 19 ต่อพฤติกรรมการเล่นพนันในกลุ่มนักพนันชาวไทย, สุรางคนางค์ อยู่เย็น

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหา ตลอดจนศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อการเป็นนักพนันที่มีปัญหาของนักพนันชาวไทยด้วย โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการสำรวจของโครงการศึกษาสถานการณ์ และผลกระทบการพนันในประเทศไทยประจำปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2564 ที่จัดทำโดยศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ข้อมูลที่แสดงถึงความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระดับจังหวัดจากประกาศคำสั่งการกำหนดเขตพื้นที่ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงใช้ข้อมูลจังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และข้อมูลจำนวนสถานีตำรวจของแต่ละจังหวัดจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ Logistic Regression Model ร่วมกับเทคนิค Difference in Differences (DID) ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการเล่นพนันของนักพนันชาวไทยในช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งในแง่ของความถี่ในการเล่น จำนวนเงินวางเดิมพัน ประเภทของการพนันซึ่งการพนันที่นิยมเล่น คือ สลากกินแบ่งรัฐบาล และนักพนันส่วนใหญ่ถูกประเมินว่าเป็นนักพนันที่มีความเสี่ยงปานกลางที่จะเป็นนักพนันที่มีปัญหา สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ เขตที่พักอาศัย จังหวัดที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และจำนวนสถานีตำรวจ นอกจากนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลให้ความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาลดลงในระดับประเทศ แต่เมื่อพิจารณาในระดับจังหวัด พบว่า นักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากกว่ามีความน่าจะเป็นในการเป็นนักพนันที่มีปัญหาสูงกว่านักพนันที่อยู่ในจังหวัดที่มีความรุนแรงในการแพร่ระบาดของโควิด-19 น้อย อาจเนื่องมาจากนักพนันเหล่านั้นมักได้รับผลกระทบที่ทำให้มีปัญหาจากการเล่นพนันที่สูงกว่า เช่น เกิดความเครียด มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และประสบปัญหาทางด้านการเงินจากการเล่นพนันที่มากกว่าด้วย ซึ่งปัญหาในกลุ่มของนักพนันที่มีปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่ออกนโยบายเพื่อควบคุมหรือบรรเทาปัญหาในกลุ่มนักพนันที่มีปัญหา เช่น จัดตั้งหน่วยงานบำบัดผู้เป็นนักพนันที่มีปัญหาหรือทำการออกนโยบายควบคุมการเข้าถึงการเล่นพนันในสังคม


การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์ Jan 2024

การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความรอบรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่รวมถึงนิสิตครูในด้านการจัดการการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อน เครื่องมือแบบโต้ตอบ เช่น การ์ดเกมทางการศึกษา เป็นวิธีการที่ดีในการสร้างทักษะเหล่านี้ การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งค้นหาวิธีการในการออกแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลในกลุ่มนิสิตครู มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 2) พัฒนาต้นแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 3) วิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ของนิสิตครูระหว่างการเล่นการ์ดเกม และ 4) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล ระหว่างนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์กับนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกม โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการศึกษาเอกสารงานวิจัย ตรวจสอบคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยง และความตรงเชิงโครงสร้าง จากนั้น นำไปใช้ในการวิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสามทาง ในระยะที่ 2 ได้นำผลจากการสัมภาษณ์กลุ่มนิสิตประกอบกับผลในระยะที่ 1 มาพัฒนาต้นแบบการ์ดเกมและนำไปทดลองกับนิสิตครูจำนวน 36 คน โดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ รวมทั้งเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของระดับความรอบรู้ของนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกมและนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พบปฏิสัมพันธ์รายคู่ระหว่างประเภทมหาวิทยาลัยและกลุ่มสาขาวิชา (F(2)= 3.736, p= .025, Partial eta squared= .02) โดยค่าเฉลี่ยระดับความรอบรู้ทางการเงินของนิสิตครูที่เรียนในกลุ่มสาขาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎสูงกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ 2. ต้นแบบการ์ดเกมมีหลักการออกแบบสำคัญคือ 2.1) ครอบคลุมองค์ประกอบความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล 2.2) มีการแข่งขันระหว่างผู้เล่น 2.3) นำประสบการณ์เดิมมาปรับใช้ในการตัดสินใจ 2.4) เรียนรู้จากเรื่องที่ง่ายไปสู่เรื่องที่ซับซ้อน 2.5) มีเป้าหมายย่อยภายในเกม และ 2.6) การออกแบบลักษณะและส่วนประกอบของการ์ดที่เหมาะสม ผู้เล่นที่ชนะเกมคือผู้ที่สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้ดีและมีทรัพย์สินมากที่สุดเมื่อจบเกม 3. รูปแบบลำดับที่ผู้เล่นที่ชนะเกมเลือกใช้มากที่สุดมี 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง รูปแบบที่ 2 แบบเน้นสกุลเงินดิจิทัล และรูปแบบที่ 3 แบบเน้นกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูง โดยประเภทรูปแบบลำดับที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง 4. คะแนนพัฒนาการความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูที่ได้เล่นการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโมดูลออนไลน์


การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์ Jan 2024

การพัฒนาทักษะการใช้จินตนาการ สมาธิ และการใช้ร่างกายเพื่อการแสดง ละครเดี่ยว : กรณีศึกษาการแสดงละครเรื่อง นอนไม่หลับ, บุญธิดา ชุนสิทธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักแสดงใช้เครื่องมือของนักแสดง ด้านทักษะจินตนาการ การใช้สมาธิ และการใช้ร่างกาย ในการฝึกการแสดงเพื่อให้เกิดความสมจริงและน่าเชื่อถือในแต่ละตัวละคร โดยบทละครเวทีการแสดงเดี่ยวเรื่อง “นอนไม่หลับ” ของนิกร แซ่ตั้ง นักแสดงต้องสามารถแสดงเป็นตัวละครหลายบทบาท หลายสถานการณ์ และต้องสื่อสารกับผู้ชมอีกด้วย การวิจัยนี้ใช้กระบวนการฝึกทักษะการแสดงและสังเคราะห์จากแนวคิดของนักทฤษฎีการละครที่มีความสำคัญ จากทั้ง คอนสแตนติน สตานิสลาฟกี้ (Constantin Stanislavski)สเตลล่า แอดเลอร์ (Stella Adler) ไมเคิล เชคคอฟ (Michael Chekchov) ทั้งนี้การวิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์ผลจากการฝึกซ้อมเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติจากกระบวนการฝีก บันทึกวิดีทัศน์ และการฝึกซ้อมการแสดงร่วมกับผู้กำกับการแสดง ประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษา รวบรวมผลการประเมินจากการนำเสนอผลงานของผู้วิจัย เก็บข้อมูลแบบสอบถามจากผู้ชม และเสวนาพูดคุยแลกเปลี่ยนจากผู้ทรงวุฒิหลังจบการแสดงของผู้วิจัย ผลการศึกษาพบว่า การฝึกการปฏิบัติด้วยแนวทางการฝึกจินตนาการ สมาธิ ร่างกาย ที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องจะช่วยทำให้นักแสดงเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ และมีความกังวลที่ลดลง และมีความอิสระเป็นตัวละครมากยิ่งขึ้นขณะแสดง


Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling Jan 2024

Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study is to gain a better understanding of transnational Thai marriages in Thailand and what implications they have on the host society. The research objectives involved analyzing the social practices, level of integration, and social, economic, and political dimensions of this phenomenon. The methodology involved using census data and in-depth qualitative data based on 10 semi-structured interviews with foreign spouses in transnational Thai marriages based in Thailand. My findings revealed four key themes related to the research objectives. They were cultural awareness, the importance of communication, strength of relationship with the in-laws, and raising children. It …


The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan Jan 2024

The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Job-hopping is growing at a phenomenal rate amongst the newest cohort to enter the workforce and it comes with great consequences for organisations all over the world. The purpose of this study was to examine the relationships between flexibility and autonomy at work, organizational commitment, psychological safety, and job-hopping motives in a sample population of Generation Z and first jobbers in Bangkok, Thailand. This study uses a cross-sectional correlational design to investigate these relationships and to find significance in their interactions. Data was collected through online surveys and was analysed through regression and sequential mediation analysis. Results reveal that flexibility …


การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์ Jan 2024

การศึกษาแรงจูงใจในการเลือกเข้าทํางานระหว่างหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (องค์การเภสัชกรรม) ของกลุ่ม Generation Z, พริมา วิริยาทรพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

-


การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูโดยใช้การวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้แบบรวดเร็ว, ศุภธินี ศรีสวัสดิ์ Jan 2024

การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูโดยใช้การวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้แบบรวดเร็ว, ศุภธินี ศรีสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การกําหนดปัญหาวิจัยเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการทำวิจัย เป็นตัวกำหนดทิศทางและแนวทางในการทำวิจัยก่อนที่จะเริ่มต้นทำวิจัยในบริบทของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่ได้เรียนรู้สภาพการทำงานจริงในโรงเรียนครั้งแรกจึงอาจไม่มีประสบการณ์มากนักในการกำหนดปัญหาวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการกำหนดปัญหาวิจัย ปัญหาอุปสรรคและสิ่งสนับสนุนการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครู 2) ออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลในการส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครู และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นในการส่งเสริมการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูแบ่งวิธีการดำเนินวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การสำรวจสภาพปัญหา ตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต/ศึกษาศาสตรบัณฑิต/การศึกษาบัณฑิต(หลักสูตร 4 ปี) จำนวน 320 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างวิจัยแบบเจาะจง (purposive sampling)คือ นิสิตครูที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูปีการศึกษา 2566 จากมหาวิทยาลัยจำนวน 4 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยใช้แบบสอบถามร่วมกับการสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การออกแบบแพลตฟอร์มดิจิทัล และระยะที่ 3 การนำต้นแบบแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่การปฏิบัติ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการกำหนดปัญหาวิจัยของนิสิตครูอยู่ในระดับมาก โดยด้านการวิเคราะห์สภาพปัญหา พบว่า นิสิตวิเคราะห์วัตถุประสงค์การเรียนที่ต้องจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียนได้ (M=4.57, SD= .56) ด้านการระบุปัญหา พบว่า นิสิตอธิบายได้ว่าอะไรเป็นปัญหาการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน (M=4.55, SD= .61) และ ด้านการประเมินและกำหนดปัญหา พบว่า นิสิตตัดสินใจได้ว่าควรใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ของนักเรียน (M=4.51, SD= .61) ปัญหาด้านความรู้และทักษะในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่า นิสิตไม่สามารถระบุประเด็นปัญหาวิจัยที่มีความสำคัญจำเป็นต้องแก้ไขหรือพัฒนาได้จากการศึกษาข้อมูลของนักเรียน (M=1.47, SD= .57) ด้านเจตคติในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน พบว่า นิสิตรู้สึกไม่สนุกกับการทำวิจัยในชั้นเรียน (M=2.05, SD= .90) และสิ่งสนับสนุนในการกำหนดปัญหาวิจัย ด้านการสนับสนุนจากคณะ พบว่า คณะส่งเสริมให้นิสิตแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำวิจัยในชั้นเรียน (M=4.20, SD= .87) ด้านการสนับสนุนจากคนรอบข้าง พบว่า นิสิตสามารถขอความช่วยเหลือจากอาจารย์นิเทศหรืออาจารย์พี่เลี้ยงเพื่อประโยชน์ในการวิจัยได้เสมอและมีเพื่อนนิสิตที่สามารถช่วยเหลือได้ เมื่อฉันประสบปัญหาในการทำวิจัย (M=4.56, SD= .68) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้ กลุ่มผู้ใช้ที่นิสิตครูจำนวน 10 คน พบว่า นิสิตครูยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการออกแบบการวิจัยที่ครอบคลุมการกําหนดปัญหาวิจัย ตลอดจนการขาดการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในการค้นหางานวิจัย 2. ข้อมูลจากการสำรวจปัญหาของผู้ใช้มาสร้างเรื่องราวผู้ใช้ตามคุณลักษณะของนิสิตครู …


The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal Jan 2024

The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to explore the values of YouTube advertising—namely entertainment, informativeness, credibility, and irritation—and their influence on consumer responses, including perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Additionally, the study examines the relationships between perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Data were collected via an online survey from 291 Thai respondents, aged 18–55 years, who had been exposed to YouTube advertisements. The results show that YouTube advertisements were perceived as neither highly entertaining (M = 2.75), informative (M = 2.99), nor credible (M = 2.89), and were viewed as …


User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi Jan 2024

User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of User-Generated Content (UGC) on brand communication, focusing on the viral "Great Wall Cannon" case on Douyin, a leading short-video platform in China. Existing research predominantly emphasizes Western platforms and lacks in-depth analysis of UGC's role within China's unique cultural and regulatory framework, leaving a gap in understanding its potential for brand marketing. Using qualitative methods, including content analysis, semi-structured interviews, and secondary data review, this research examines how UGC enhances brand visibility, shapes consumer perceptions, and builds emotional connections. The proposed approach highlights the strengths of leveraging Douyin's algorithm-driven content dissemination and authentic user …


การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา Jan 2024

การศึกษาผลของน้ำมันปลาต่อประสิทธิศักย์และผลข้างเคียงของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำ ในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง เปรียบเทียบกับการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินอย่างเดียว, ปานเพชร สังขสัญญา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ไอโซเตรทติโนอินเป็นยารักษาสิวชนิดปานกลางถึงรุนแรง แต่มีข้อจำกัดจากผลข้างเคียง ปัจจุบันพบว่า น้ำมันปลาช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ และการละลายในไขมันได้ดียังอาจช่วยเพิ่มการดูดซึมของยา ทำให้ผลการรักษาสิวดีขึ้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิศักย์ของยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำที่รับประทานร่วมกับน้ำมันปลาในการรักษาสิวปานกลางถึงรุนแรง และผลต่อผลข้างเคียงของยา โดยเป็นการศึกษาแบบสุ่ม เปรียบเทียบแบบปกปิดสองฝ่าย และออกแบบเพื่อพิสูจน์ความไม่ด้อยกว่า (ขอบเขตความไม่ด้อยกว่า = 5) ผู้เข้าร่วมวิจัยอายุ 18–25 ปี ซึ่งมีสิวปานกลางถึงรุนแรง (Investigator Global Assessment; IGA ≥ 3) จะถูกสุ่มให้รับยาไอโซเตรทติโนอิน ขนาด 10 มิลลิกรัม ร่วมกับน้ำมันปลา 1 กรัม หรือยาหลอก รับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตัวชี้วัดประสิทธิศักย์ ได้แก่ จำนวนสิว และคะแนน IGA ส่วนผลข้างเคียง ได้แก่ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ค่าเอนไซม์ตับ และผลข้างเคียงทางผิวหนังและเยื่อเมือก จากผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 75 คน (กลุ่มน้ำมันปลา = 37 คน; กลุ่มยาหลอก = 38 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับน้ำมันปลาสามารถลดจำนวนสิวทั้งหมดได้ไม่ด้อยกว่ากลุ่มยาหลอก (-6.4; 95%CI: -17.5 ถึง 4.6) และมีการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิวน้อยกว่า (ค่าความแตกต่างของ corneometer เฉลี่ย = 8.97; 95% CI: 2.76 ถึง 15.18) นอกจากนี้ ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของกลุ่มน้ำมันปลายังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (–12.6 มก./ดล.; 95% CI: –23.0 ถึง –2.1) สรุป: การใช้น้ำมันปลาร่วมกับยาไอโซเตรทติโนอินขนาดต่ำให้ผลไม่ด้อยกว่ายาเพียงอย่างเดียวในการรักษาสิว อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและรักษาความชุ่มชื้นของผิว จึงสนับสนุนบทบาทของน้ำมันปลาเป็นการรักษาเสริม โดยเฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะเกิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง


ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง Jan 2024

ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต


ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน Jan 2024

ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก


ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม Jan 2024

ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00


ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ Jan 2024

ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากงาน ภาวะติดงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากงาน ของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานครวิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อจากบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสมัครใจ แบบสอบถามทั้งหมดได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามความเครียดจากงาน (Work Stress Scale) 4) แบบสอบถามภาวะติดงาน (Bergen Work Addiction Scale, BWAS) 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) 6) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน (Work Happiness Questionnaire) นำเสนอความเครียดจากงานและภาวะติดงาน โดยใช้สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างความเครียดจากงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากของผู้ผลิตสื่อ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ต่ำกว่า 0.5ผลการศึกษา : มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56.3) ของผู้ผลิตสื่อมีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของค่าคะแนนความเครียดเท่ากับ 53.71 ± 12.35 และมีผู้ที่มีภาวะติดงานร้อยละ 23.1 จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการมีภาวะติดงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในระดับสูงถึงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน (p<0.01) ซึ่งปัจจัย เหล่านี้เองก็เป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากเช่นกัน สรุปผลการศึกษา : ผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความเครียดจากงานระดับสูง และพบภาวะติดงานร้อยละ 23.1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมาก คือ ภาวะติดงาน การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน


ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม Jan 2024

ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ Jan 2024

สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต กลไกทางจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 265 ราย ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ด้วยแบบสอบถามที่ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน แบบสอบถามกลไกทางจิตฉบับภาษาไทย และแบบสอบถามวัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ 55 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปรและพหุตัวแปรโดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยร้อยละ 39.6 มีภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป และเมื่อควบคุมปัจจัยอื่น พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้กลไกทางจิตประเภทบิดเบือนภาพลักษณ์ตนเองหรือผู้อื่น (OR=3.50, 95%CI 1.64-7.46) การใช้กลไกทางจิตประเภทที่ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ (OR=2.86, 95%CI 1.49-5.48) ระดับการศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น (OR=1.91, 95%CI 1.12-3.26) และความพึงพอใจต่อตารางการปฏิบัติงานในระดับต่ำ (OR=2.22, 95%CI 1.04-4.73) จากผลการศึกษาดังกล่าว องค์กรควรมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขภาพจิต โดยกำหนดนโยบายคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี และจัดให้มีระบบรายงานปัญหาสุขภาพจิตแก่หัวหน้างาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การให้ความรู้เรื่องการจัดการความเครียด ควรเสริมสร้างกลไกทางจิตที่เหมาะสมโดยฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ใช้กลไกทางจิตเชิงบวก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อลดแรงกดดัน


ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)


ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์ Jan 2024

ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …


ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …


ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ Jan 2024

ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้


Access Of Thai Language And The Social Integration Of Shan Migrants In Chiang Mai, Thailand, Nan Tharaphi Aye Lwin Jan 2024

Access Of Thai Language And The Social Integration Of Shan Migrants In Chiang Mai, Thailand, Nan Tharaphi Aye Lwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how access to Thai language education influences the social integration of Shan migrants in Chiang Mai, Thailand. Grounded in the 4A Rights-Based Framework (Availability, Accessibility, Acceptability, Adaptability) and Bosswick and Heckmann’s social integration model, the study employs a primarily qualitative approach complemented with mini survey data, migrant case studies, and key informant interviews with educators and CSO leaders. Findings reveal that no single program fully embodies all four components of the 4A Framework. CSO-led programs tend to offer more culturally responsive, flexible, and beginner-friendly learning environments, while formal state-run programs often require prior literacy and are less …


การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์ Jan 2024

การประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์, อริสรา เหลืองสุขฤกษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่าย รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา และความเต็มใจที่จะจ่ายในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ วิธีการศึกษา: การศึกษาวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ที่มีอายุ 18-90 ปีที่เข้ารับการรักษาในสถาบันโรคผิวหนัง ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 จำนวน 178 ราย โดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ EQ-5D-5L และ Dermatology Life Quality Index (DLQI) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา Patient-Reported Outcomes Measure of Pharmaceutical Therapy (PROMPT) และแบบสอบถามความเต็มใจที่จะจ่าย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและด้านการใช้ยาในระดับดี โดยมิติที่มีผู้ป่วยรายงานปัญหามากที่สุดในแบบสอบถาม EQ-5D-5L คือ มิติอาการเจ็บปวดหรือไม่สบายตัว ขณะที่มิติอาการและความรู้สึกในแบบสอบถาม DLQI เป็นมิติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด สำหรับแบบสอบถาม PROMPT พบว่ามิติผลกระทบทางด้านจิตใจของการใช้ยามีคะแนนต่ำที่สุด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ระดับความรุนแรงของโรค และจำนวนโรคร่วม ส่วนเพศ อายุ ระดับการศึกษา และสภาวะโรคปัจจุบันสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านการใช้ยา ขณะที่รายได้ต่อเดือนและระดับการศึกษามีความสัมพันธ์กับมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่ายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ผู้ป่วยโรคเพมฟิกัสและผู้ป่วยโรคบูลลัสเพมฟิกอยด์ได้รับผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายมิติ ทั้งจากตัวโรค การรักษา และการใช้ยา ข้อมูลที่ได้สามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนการรักษา การให้คำปรึกษาด้านยา และสนับสนุนการกำหนดนโยบายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาที่จำเป็นให้แก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น


Unpacking The Factors Shaping Long-Term Migration And Livelihoods Of Karen Migrant Workers In Pathum Thani, Thailand, Saw Wai Lu Aung Jan 2024

Unpacking The Factors Shaping Long-Term Migration And Livelihoods Of Karen Migrant Workers In Pathum Thani, Thailand, Saw Wai Lu Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the experiences of long-term Karen migrant workers in Pathum Thani province, Thailand. It includes two primary research questions. The first question examines the factors contributing to their long-term settlement in Thailand, while the second question investigates their livelihood strategies for sustaining their livelihoods over time. The study is conducted in the largest agricultural wholesale product market, known as Talad Thai Market, and its surrounding areas in Pathum Thani province. It employs a mixed-methods approach, combining a survey with case study interviews. The survey includes 100 long-term Karen migrant workers who have worked in the market for at …


The Struggle For Educationamong Somali Refugees In Bangkok, Kochaporn Tohsa Jan 2024

The Struggle For Educationamong Somali Refugees In Bangkok, Kochaporn Tohsa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study investigates the multifaceted barriers – legal, institution, social and cultural – hindering Somali refugee children in accessing education in Bangkok, Thailand. Rooted in prolonged political instability and economic constraints in Somalia, which has forced thousands of families to flee their homes throughout Southeast Asia, the study situates the struggles of Somali refugee children within the context of Bangkok’s urban refugee setting. Thailand is home to a large number of undocumented migrants, including a small but growing number of Somali refugee families, despite not being a signatory state to the 1951 Refugee Convention and its 1967 Protocol. These refugee …


Between Borders And Wars: A Study Of Survival Livelihoods In A Kachin Refugee Camp, Ja Seng Bawk Jan 2024

Between Borders And Wars: A Study Of Survival Livelihoods In A Kachin Refugee Camp, Ja Seng Bawk

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Myanmar (Burma) has experienced prolonged civil conflict, including the Kachin conflict, which reignited in 2011 following the breakdown of a 17-year ceasefire agreement. Rooted in decades of political and ethnic tensions between the Kachin Independence Army (KIA) and the Burmese military (Tatmadaw). The ongoing conflict has displaced more than 100,000 people in Kachin and Northern Shan States. Many continue to live in overcrowded displacement camps located in both government-controlled and Kachin Independence Organization (KIO)-controlled areas near the China–Myanmar border. For youth growing up in these conflict-affected settings, life in refugee camps poses numerous challenges, including limited economic opportunities, restricted social …


Socio-Economic Challenges And Coping Strategies Of Displaced Myanmar Students In Bangkok, Myo Thiri Jan 2024

Socio-Economic Challenges And Coping Strategies Of Displaced Myanmar Students In Bangkok, Myo Thiri

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the complex economic challenges and coping strategies of Myanmar students who have fled to Bangkok, Thailand, primarily driven by the threat of the 2024 military conscription law. Addressing a critical gap in migration studies concerning this new layer of forced student migrants from urban and professional backgrounds, the research explores two central questions: “What kind of economic insecurities do Myanmar migrant students in Bangkok face as a result of forced displacement?” and “What coping strategies are adopted by these migrant students, and how do existing social services and support networks facilitate their challenges?” Employing a mixed-methods approach, …


Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp Jan 2024

Bioactive Extracts Of The Roots Of Cannabis Sativa L. Against Dental Pathogens, Pattarapol Udomlarp

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The roots of Cannabis sativa L. are often underutilized and regarded as agricultural waste, despite reports of bioactive compounds with potential pharmaceutical applications. This study focused on developing an ecofriendly method for extracting triterpenoids and investigating the oral antimicrobial activity of cannabis root extracts. The primary objectives were to optimize an extraction process yielding high triterpenoid content and evaluate the potential of extracts to inhibit dental pathogens, thereby promoting the value of cannabis roots for future applications.The efficiency of Soxhlet solvent extraction, ultrasonic-assisted extraction (UAE), subcritical water extraction, and subcritical dimethyl ether extraction (SDMEE) was compared for yielding triterpenoids, particularly …


Affects Of Air: A More-Than-Human Study Of Atmospheres And Sustainable Development In Bang Kachao, Leonie Hueppe Jan 2024

Affects Of Air: A More-Than-Human Study Of Atmospheres And Sustainable Development In Bang Kachao, Leonie Hueppe

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This paper investigates urban air as an agentic force shaping the relationship between Bangkok and Bang Kachao, its designated "green lung." Traditional sustainable development frameworks often overlook air's dynamic role, treating it as a passive environmental component rather than an active participant in urban ecologies. Drawing on ethnographic research in Bang Kachao, this study argues that an affective, more-than-human analysis of urban air provides crucial insights for rethinking sustainable urban development beyond anthropocentric paradigms. Employing an urban assemblage approach and the concept of affective atmospheres, the paper explores how the materializations of urban air — specifically heat, wind, and pollution …