Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 241 - 270 of 1042

Full-Text Articles in Entire DC Network

The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong Jan 2023

The Effect Of Water Temperature And Carbohydrate Drink On Intestinal Epithelial Injury, Endotoxemia, Splanchnic Perfusion, And Core Temperature, During Running In The Heat, Warot Rangsimahariwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Prolonged exercise can result in splanchnic hypoperfusion and elevated core body temperature (Tcore), which can contribute to gastrointestinal injury and endotoxemia. The effects of fluid temperature and carbohydrate consumption during exercise on these variables are less clear. Objectives: The study aimed to determine the effects of the temperature of water and carbohydrate drinks on intestinal epithelial injury, endotoxemia, splanchnic perfusion, and Tcore during 60-minute of moderate-intensity running. Methods: Ten participants completed four 60-minute running trials at 70% VO2max with different types of hydration: no water (NW), ambient temperature water (ATW), cold water (CW), and cold carbohydrate water (CW+CHO). Doppler …


ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกะกับอัตราอุบัติการณ์ของค่าเอนไซม์ตับผิดปกติและโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ในบุคลากร 2 องค์กรขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร, นภัส เตชะสาน Jan 2023

ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกะกับอัตราอุบัติการณ์ของค่าเอนไซม์ตับผิดปกติและโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ในบุคลากร 2 องค์กรขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร, นภัส เตชะสาน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษารูปแบบตามรุ่นย้อนหลัง (retrospective cohort study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานกะทั้งสถานะการทำงาน ความถี่และระยะเวลาการทำงานกะกับอัตราอุบัติการณ์ของเอนไซม์ตับผิดปกติและโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ในบุคลากร 2 องค์กรขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่เป็นบุคลากรในสังกัดสภากาชาดไทยและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลการตรวจสุขภาพประจำปี และมีข้อมูลส่วนสูง น้ำหนัก เส้นรอบเอว ค่าเอนไซม์ตับและระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดอย่างน้อย 2 ครั้งระหว่างปีพ.ศ. 2552-2559 ผ่านเกณฑ์การคัดเข้าสู่การศึกษาทั้งหมด 6,459 คน และมีกลุ่มตัวอย่างบางส่วนถูกคัดออกเนื่องจากมีค่าตัวแปรตามที่สนใจ ได้แก่ ค่าเอนไซม์ตับและ/หรือคะแนนวินิจฉัยโรคตับคั่งไขมันผิดปกติ ณ จุดเริ่มต้นของการศึกษา ข้อมูลประเมินการสัมผัสกับงานกะใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลแบบสอบถามซึ่งรวบรวม ณ ปี พ.ศ. 2559 และใช้ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ได้แก่ ค่าตัวชี้วัดทางร่างกาย (ดัชนีมวลกาย หรือเส้นรอบเอว) ค่าเอนไซม์ตับ และระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดในการคำนวณคะแนนวินิจฉัยโรคตับคั่งไขมันที่ไมได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (lipid accumulation product: LAP; hepatic steatosis index: HSI) ใช้สถิติ Cox’s proportional hazard ในการประมาณค่าความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของตับ (Hazard ratios: HR) และ 95% CI การศึกษาพบว่า เมื่อควบคุมปัจจัยกวนทั้งหมด สถานะการทำงานกะไม่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดความผิดปกติของตับ ทั้งค่าเอนไซม์ตับและคะแนนวินิจฉัยโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ เมื่อพิจารณาในกลุ่มคนทำงานกะไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างขนาดการสัมผัสของความถี่ในการทำงานกะและผลกระทบต่อความผิดปกติของตับ แต่เมื่อพิจารณาเวลาในการทำงานกะ พบว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกะเป็นระยะเวลาไม่เกิน 16 ปี เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ซึ่งวินิจฉัยด้วยคะแนน LAP เป็น 2 เท่าของบุคลากรที่ไม่ได้ทำงานกะ (adjusted HR: 2.00, 95% CI: 1.34, 2.97) ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานกะมากกว่า 25 ปี ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติดังกล่าว (adjusted HR: 0.60, 95% CI: 0.40, 0.89) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระยะเวลาการทำงานกะมีความสัมพันธ์กับการเกิดความผิดปกติโรคตับคั่งไขมันที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์


ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี Jan 2023

ผลของการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมต่อโปรตีนในปัสสาวะของเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติก, กมลวรรณ เปลี่ยนสี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโอกาสการพบโปรตีนในปัสสาวะของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนกลุ่มอาการเนโฟรติกภายหลังได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมและการพยาบาลตามปกติ ระยะหลังการทดลองทันที ระยะหลังการทดลอง 1 วัน และระยะหลังการทดลอง 2 วัน โดยการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนนี้พัฒนามาจากทฤษฎีสมรรถนะแห่งตนของ Bandura (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยเรียนอายุ 6-12 ปี กลุ่มอาการเนโฟรติกที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คนโดยจับคู่การใช้ยาสเตียรอยด์และยาควบคุมความดันโลหิตแล้วสุ่มเข้ากลุ่มโดยจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสม แถบทดสอบปัสสาวะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติก ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และค่าความเที่ยงเท่ากับ 1.00 และ 0.80 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคทวิ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ป่วยเด็กกลุ่มอาการเนโฟรติกที่ได้รับการพยาบาลเพื่อส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนในการปฏิบัติพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เหมาะสมมีโอกาสตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะในระยะหลังการทดลอง 2 วัน น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติร้อยละ 92.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข Jan 2023

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, ภิญโญ เจริญสุข

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยติดตามย้อนหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่ อายุ เพศ ภาวะอ้วน ภาวะขาดสารอาหาร ภาวะซีด ภาวะโรคร่วม ทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด อัตราการกรองของไต การบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด และประเภทการผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง ได้รับการผ่าตัดระยะตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 81 คน คือ กลุ่มศึกษา หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 27 คน และ กลุ่มควบคุม หมายถึง กลุ่มผู้ป่วยที่ไม่พบการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก จำนวน 54 คน ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบบันทึกปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก 3) แบบประเมินทัศนคติในการดูแลแผลผ่าตัด และ 4) แบบประเมินการวินิจฉัยการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอก เครื่องมือผ่านการตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.86 และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยแบบพหุลอจิสติก ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อแผลผ่าตัดกลางหน้าอกในผู้ป่วยหลังทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อัตราการกรองของไต Thai eGFR < 60 ml/min (aOR 3.29 [95 % CI 1.22-8.89], p = 0.02) และระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด HbA1C ≥ 6.5 % (aOR 2.96 [95 % CI 1.08-8.12] , p = 0.04)


Antioxidant And Anticancer Activities Of Mushroom Phellinus Linteus And Khaao-Yen-Nuea Smilax Sp. Extract Mixture, Alvi Jauharotus Syukriya Jan 2023

Antioxidant And Anticancer Activities Of Mushroom Phellinus Linteus And Khaao-Yen-Nuea Smilax Sp. Extract Mixture, Alvi Jauharotus Syukriya

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Recently, a number of alternative source including the bioactive compounds from plant and fungi are necessary to explore as therapeutic against cancer. This study aims to investigated the antioxidant and anticancer activities of Smilax sp. and Phellinus linteus (P. linteus) crude extract individually, also their mixture ratio variation including combination 1 (Smilax sp. 50%: P. linteus 50%), combination 2 (Smilax sp. 25%: P. linteus 75%), and combination 3 (Smilax sp. 75%: P. linteus 25%). The individually extract and its mixtures were investigated the physiochemical characterization such as total phenolic content and total polysaccharide compound. Furthermore, the antioxidant activities of extracted …


The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet Jan 2023

The Use Of Diatoms (Amphora Sp.) As Immunostimulant In Pacific White Shrimp (Litopenaeus Vannamei) Diet, Ekthida Thongdet

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Amphora sp. is one of the interesting microalgae due to its rapid growth, high lipid content, ranging from 40-60% of dry biomass, suitability as live food for commercial aquatic animal larvae such as shrimp and abalone. The objective of this study is to evaluate the potential of Amphora sp. isolated from four different locations in the Gulf of Thailand: Sichang Island (ASC), Samae Sarn Island (ASS), Pranburi (APB), and Laem Yai (ALY) as immunostimulant in Pacific white shrimp (Litopenaeus vannamei) diet. Four Amphora sp. isolations were cultured and compared productivity. The results showed that ASC and ALY had higher productivity, …


Molecular Assembly Of Hyaluronic Acid Nanoparticles For Drug Delivery By Molecular Dynamics Simulation, Pisit Lerttanakij Jan 2023

Molecular Assembly Of Hyaluronic Acid Nanoparticles For Drug Delivery By Molecular Dynamics Simulation, Pisit Lerttanakij

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Nanoparticles (NPs) offer a promising approach in modern medicine for the treatment of various diseases. They serve as effective carriers for various drugs including antibiotics, antivirals and anticancer agents. Hyaluronic acid-based nanoparticles (HA-NPs) have been interested owing to their exceptional biocompatibility and biodegradability. Hyaluronic acid (HA) is a natural biopolymer with versatile applications. However, there have been limited numbers of studies on molecular simulations of nanoparticles, particularly HA-NPs. In this study, molecular dynamics simulations were employed to explore molecular models representing the assembly of HA-NPs. Two types of HA-NPs, acetylated hyaluronic acid nanoparticles (AcHA-NPs) and hyaluronic acid-ceramide nanoparticles (HACe-NPs), were …


Effect Of Cannabis Sativa Byproduct Supplementation During Transition Period On Maternal Behavior, Feed Intake, Colostrum Yield And Piglet Survival Rate In Hyperprolific Sows, Rafa Boonprakob Jan 2023

Effect Of Cannabis Sativa Byproduct Supplementation During Transition Period On Maternal Behavior, Feed Intake, Colostrum Yield And Piglet Survival Rate In Hyperprolific Sows, Rafa Boonprakob

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the modern swine industry, addressing inflammation and pain in sows after farrowing is a crucial animal welfare concern. Cannabis sativa, a medicinal plant, possesses properties that serve as an analgesic, anti-inflammatory, and antipyretic, while also being abundant in fiber. The objective of this study is to examine the impact of supplementing sows with Cannabis sativa byproducts during transition periods on various aspects including postpartum behavior, feed intake, constipation, farrowing duration, colostrum yield, and piglet performance. The experiment involved a total of 100 Landrace × Yorkshire sows. The sows were distributed according to parity numbers into 2 groups, i.e., control …


Food Tourism As A Means Of Promoting Food Sustainability: A Case Study Of Street Food In Bangkok, Marissa Soltoff Jan 2023

Food Tourism As A Means Of Promoting Food Sustainability: A Case Study Of Street Food In Bangkok, Marissa Soltoff

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In 2002, the Thai government lauched two gastrodiplomacy initiatives to promote cultural awareness, increase export revenue, and boost tourism by increasing the number and quality of Thai restaurants abroad. These iniatives have been vastly successful and have since been emulated by other countries. This paper builds on the gastrodiplomacy initiatives' success by exploring the possibility of the same methods being applied to promotion of food sustainability. This research addresses the questions surrounding the factors that both enable and risk food sustainability, the sustainability projects currently being pursued in Thailand, any possible link between food sustainability and gastrodiplomacy with regards to …


โครงเนื้อเยื่อกินได้ไร้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์สำหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเทียม : อัลจิเนต/อะกาโรส/คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส, เกรียงไกร เจษฎางกูร Jan 2023

โครงเนื้อเยื่อกินได้ไร้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์สำหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเทียม : อัลจิเนต/อะกาโรส/คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส, เกรียงไกร เจษฎางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การเพาะเลี้ยงเนื้อสัตว์เป็นแนวทางในการลดทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ต้องฆ่าสัตว์และลดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการ วิธีกระบวนการนี้ต้องการโครงเนื้อเยื่อ 3 มิติ เพื่อให้เซลล์สามารถยึดติดบนโครงสร้างและขึ้นรูปเป็นก้อนเนื้อได้ นอกจากนั้น วัสดุของโครงเนื้อเยื่อต้องไม่ทำจากสัตว์อีกด้วย วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อตรวจสอบสมบัติเชิงกล รีโอโลยี ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ และการปรับปรุงพื้นผิวสำหรับการยึดเกาะของเซลล์ของไฮโดรเจล 2% w/v อัลจิเนต, 0.8% w/v อะกาโรส และ 1.5% w/v คาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส โครงสร้าง 3 มิติถูกพิมพ์ด้วยเงื่อนไขการพิมพ์ที่เหมาะสม การทดสอบทางรีโอโลยีและความสามารถการพิมพ์แสดงถึงไฮโดรเจลมีพฤติกรรมของของไหลที่ไม่ใช่แบบนิวโทเนียน ซึ่งเหมาะสำหรับวิธีการพิมพ์แบบอัดรีดสำหรับขึ้นรูปสามมิติ ผลการทดลองแสดงว่าไฮโดรเจลมีค่าความสามารถการพิมพ์สูงสำหรับระยะห่างระหว่างเส้นภายในโครงสร้างที่แตกต่างกัน การทดสอบรับแรงกดของชิ้นงานแสดงถึงเนื้อสัมผัสของไฮโดรเจลว่ามีความคล้ายคลึงกับความนุ่มของเนื้อหมูและเนื้อวัว ไฮโดรเจลมีอัตราการละลายต่ำในสภาวะการเพาะเลี้ยงเซลล์ การทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์บ่งชี้ว่าไฮโดรเจลไม่แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์และไม่ส่งผลต่อการเพิ่มจำนวนเซลล์ ไฮโดรเจลต้องการการปรับเปลี่ยนพื้นผิวสำหรับการยึดเกาะของเซลล์เนื่องจากวัสดุไม่สนับสนุนการเจริญเติบโตและการยึดเกาะของเซลล์ ผลการทดลองแสดงว่าอัลจิเนตปรับปรุงเปปไทด์ RGD มีการยึดเกาะของเซลล์ต่ำกับทั้ง L929 และเซลล์ต้นกำเนิดกล้ามเนื้อหมู ในส่วนของการเคลือบสารละลาย Poly-L-ornithine แสดงผลลัพธ์การยึดเกาะของเซลล์ที่ดีกับ L929 แต่มีผลที่ไม่ดีสำหรับเซลล์ต้นกำเนิดกล้ามเนื้อหมู


The Expression Of Incretin Hormones And Their Receptors In The Submandibular Glands Of Offspring From High Fat Diet-Fed Mother Rats, Pornchanok Sangsuriyothai Jan 2023

The Expression Of Incretin Hormones And Their Receptors In The Submandibular Glands Of Offspring From High Fat Diet-Fed Mother Rats, Pornchanok Sangsuriyothai

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Incretins, i.e., glucagon-like peptide-1 (GLP-1) and glucose-dependent insulinotropic polypeptide (GIP) promote insulin secretion to reduce postprandial blood sugar. Previous studies found incretins in the salivary glands in rat. However, the role of GLP-1 and GIP in the submandibular gland (SMG) is unclear. This study investigates the effects of a high-fat diet (HFD) on the expression of GLP-1 and GIP throughout the development of rat SMG. Pregnant 11-week-old rats were divided into standard diet and HFD groups (n = 5 each). The newborns were divided into four subgroups (n = 6): standard diet males, HFD males, standard diet females, and HFD …


Oral And Dental Prostheses Status In Mild And Moderate Dementia Patients, Tunyatorn Ratanawatanasin Jan 2023

Oral And Dental Prostheses Status In Mild And Moderate Dementia Patients, Tunyatorn Ratanawatanasin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study focused on understanding the oral health and dental prostheses status of patients with mild to moderate dementia at King Chulalongkorn Memorial Hospital. A total of 88 patients participated in this cross-sectional study, which utilized the Oral Health Assessment Tool (OHAT) and modified CDA score to evaluate the oral health of patients with a dementia diagnosis. The study revealed significant oral health issues among participants, particularly in terms of gum and oral tissue problems, and oral cleanliness. Although 45.5% of participants had at least 20 functional teeth, a high prevalence of dental decay was observed. Many of the fixed …


Antioxidant And Anticancer Activities Of Polysaccharide Extracted From White-Rot Fungus Trametes Polyzona Cu07, Budi Kurniawan Jan 2023

Antioxidant And Anticancer Activities Of Polysaccharide Extracted From White-Rot Fungus Trametes Polyzona Cu07, Budi Kurniawan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Over the last decade, fungal polysaccharides have gained interest for their therapeutic activity as anticancer agent. This research aimed to investigate a newly isolated Trametes polyzona CU07 for its anticancer and antioxidant activity. CTPPs, an obtained crude polysaccharides of T. polyzona were extracted by hot water from its mycelia. Subsequently, the extract was analysed its chemical properties. Scavenging activity on ABTS and DPPH was evaluated for antioxidant performance. Furthermore, the anticancer activity was evaluated by performing the inhibitory effects, proliferation, apoptosis induction and colony formation assay. MCF-7 cell line and triple negative breast cancer (MDA-MB-231 and MDA-MB-468) were used as …


Phytochemical Of Dioscorea Bulbifera For Cosmeceuticals, Shabnam Pari Jan 2023

Phytochemical Of Dioscorea Bulbifera For Cosmeceuticals, Shabnam Pari

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

People across various cultures have utilized plant-based substances to enhance their appearance, and cosmetics with active agents to lighten skin tone has been used. Skin whitening practices typically involve chemical constituents designed to reduce melanin and oxidative stress. People worldwide prefer using natural products to enhance their appearance due to its safety and less side effects. The intake of plant-derived bioactive agents has become increasingly popular due to their health benefits. Different forms of plants contain varying quantity of bioactive compounds. For example, drying, a common method of food preparation, significantly impacts the quantity of these compounds. Fresh and dried …


Development Of Antioxidant From Spent Coffee Ground And Its Appication, Chitinsee Paidech Jan 2023

Development Of Antioxidant From Spent Coffee Ground And Its Appication, Chitinsee Paidech

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Spent coffee grounds (SCG) are a by-product from coffee brewing process. SCG contains a considerable amount of organic compounds and is a great source of antioxidants. This research aimed to evaluate the antioxidant activities of SCG and SCG extracts by comparing different solvent (hexane and 60 - 90% ethanol) extractions, together with determining the effect of different concentration (5, 10, 15, 20 and 25%) of SCG extracts (SCG) and comparing these extracts with commercial antioxidants (BHA (A), BHT (T), tocopherol (TO)) for application to vegetable oil. The results showed that the total phenolic content (TPC) of SCG was 16.49 mg …


อิทธิพลของความเค็มต่อไมโครไบโอต้าและการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนของโคพีพอด Apocyclops Royi, ณัฐกนกพร ประยูรมณีรัตน์ Jan 2023

อิทธิพลของความเค็มต่อไมโครไบโอต้าและการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนของโคพีพอด Apocyclops Royi, ณัฐกนกพร ประยูรมณีรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โคพีพอด Apocyclops royi เป็นแพลงก์ตอนสัตว์ในกลุ่มครัสเตเชียนที่มีบทบาทสำคัญต่อการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่นและสามารถสังเคราะห์กรดไขมันสายยาวไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (LC-PUFA) ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาหน้าที่และการแสดงออกของยีน Fatty acid-binding protein (FABP) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีหน้าที่สำคัญในการขนส่งกรดไขมัน ผลจากการศึกษาลักษณะสมบัติของยีน ArFABP ของโคพีพอดสายพันธุ์ไทย A. royi-TH พบว่าประกอบด้วยบริเวณ open reading frame จำนวน 465 คู่เบส ซึ่งสามารถแปลรหัสเป็นโปรตีนขนาด 154 กรดอะมิโน โดยโปรตีน ArFABP ประกอบด้วยบริเวณ Lipocalin_7 domain ซึ่งมีความเหมือนกับโปรตีน FABP ในโคพีพอด Caligus rogercresseyi 55% จากการศึกษาหน้าที่ของยีน ArFABP ต่อความเกี่ยวข้องในการสังเคราะห์กรดไขมัน PUFA ในโคพีพอด ได้ทำการตรวจสอบการแสดงออกของยีน ArFABP ในตัวอย่างโคพีพอด A. royi-TH กลุ่มที่เลี้ยงด้วย Tetraselmis sp. (TET) เปรียบเทียบกับ Thalassiosira sp. (THA) พบว่าโคพีพอดกลุ่มที่เลี้ยงด้วย THA มีระดับการแสดงออกของยีน ArFABP สูงกว่าโคพีพอดกลุ่มที่เลี้ยงด้วย TET อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์องค์ประกอบของกรดไขมัน พบว่าโคพีพอดกลุ่มที่เลี้ยงด้วย THA มีสัดส่วนของกรดไขมัน LC-PUFA และกรดไขมัน arachidonic acid (ARA) สูงกว่ากลุ่มที่เลี้ยงด้วย TET อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ผลจากงานวิจัยยังพบว่าระดับการแสดงออกของยีน ArFABP มีการแสดงออกสูงในโคพีพอดที่เลี้ยงในสภาวะความเค็ม 15 พีพีที (ความเค็มต่ำ) เปรียบเทียบกับกลุ่มโคพีพอดที่เลี้ยงในสภาวะความเค็ม 25 พีพีที (กลุ่มควบคุม) โดยพบว่าโคพีพอดกลุ่มความเค็ม 15 พีพีที มีสัดส่วนของกรดไขมัน ARA สูงกว่ากลุ่มความเค็ม 25 พีพีที อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยจากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ายีน ArFABP อาจมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการขนส่งกรดไขมันในการสังเคราะห์กรดไขมัน LC-PUFA ในโคพีพอด และจากการศึกษาไมโครไบโอมพบว่าการเพาะเลี้ยงโคพีพอด A. …


Microalgal-Plant Growth Promoting Bacterial Living Biofilters As Soil Amendment For Vegetable Cultivation, Augustine Odibo Jan 2023

Microalgal-Plant Growth Promoting Bacterial Living Biofilters As Soil Amendment For Vegetable Cultivation, Augustine Odibo

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explored the use of microalgal-plant growth-promoting bacterial co-cultures as living biofilters (Chlorella vulgaris (CV) and Bacillus subtilis (BS) in different ratios) for soil amendment in vegetable cultivation. It aimed to investigate the soil amendment potential of these biofilters on three selected plants (i.e. morning glory, sunflower, and cucumber) over a 20-days plantation in a controlled environment. The highest biomass yields of morning glory, cucumber, and sunflower were 1.3 ± 0.1 g, 2.0 ± 0.3 g, and 1.5 ± 0.2 g when using CV/BS 1:1, CV/BS 3:1, and CV/BS 3:1 respectively. For sunflower, the biomass yield with CV/BS 1:1, …


การแสดงออกและระดับการเติมหมู่เมทิลของยีนตัวรับวิตามินดีในโรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม, ลดาวัลย์ วัชรินทรางกูร Jan 2023

การแสดงออกและระดับการเติมหมู่เมทิลของยีนตัวรับวิตามินดีในโรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม, ลดาวัลย์ วัชรินทรางกูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โรคกระดูกสันหลังส่วนเอวเสื่อม (lumbar degenerative disease, LDD) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติจึงส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันการวินิจฉัย ตรวจติดตามและรักษาโรค อาศัยภาพถ่ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging, MRI) เพื่อช่วยตรวจหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม การรักษาประกอบด้วยการให้ยาไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งทำให้เกิดบาดแผลและใช้เวลาในการฟื้นฟู โรคกระดูกสันหลังเสื่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิตามินดีที่มีบทบาทเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงมีความสนใจศึกษาความสัมพันธ์ของระดับวิตามินดี การแสดงออกยีนและโปรตีนตัวรับวิตามินดี (vitamin D receptor, VDR) และระดับการเติมหมู่เมทิลของ VDR (VDR promoter methylation) ในเซลล์เม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อ nucleus pulposus (NP) จากในผู้ป่วย LDD จำนวน 35 ราย เทียบกับกลุ่มควบคุม จำนวน 15 ราย จากการวิจัยพบว่ากลุ่ม LDD มีภาวะการทำกิจกรรมถูกจำกัด (40.00 %) จากการประเมิน Oswestry disability index (ODI) มากกว่ากลุ่มควบคุม (13.33 %) อย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.001) และกลุ่ม LDD มีระดับ serum vitamin D เท่ากับ 24.30 ng/mL สูงกว่ากลุ่มควบคุม (16.20 ng/mL) อย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.039) ส่วนระดับการแสดงออกของยีน VDR ทั้งในเซลล์เม็ดเลือดขาวและเนื้อเยื่อ NP ของทั้งสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน แต่ระดับของโปรตีน VDR ในเลือดนั้น พบว่ากลุ่มควบคุมมีโปรตีน VDR เท่ากับ 53.28 ng/mg protein ต่ำกว่ากลุ่ม LDD ที่มีระดับการแสดงออกเท่ากับ 64.60 ng/mg protein อย่างมีนัยสำคัญ (P = 0.02) นอกจากนี้กลุ่ม LDD มีระดับ VDR promoter methylation เท่ากับ 22.02 % ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีเพียง 14.18 % ซึ่งกลุ่ม LDD มีการเติมหมู่เมทิลสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.001) นอกจากนี้เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของระดับความรุนแรงของโรคที่แบ่งตาม Pfirrmann grade พบว่ามีความสัมพันธ์กันแปรผันกับระดับวิตามินดี (r = 0.588, P < 0.001) และมีความสัมพันธ์แปรผันกับ VDR promoter methylation (r = 0.377, P = 0.026) อีกทั้งพบความสัมพันธ์แปรผันของ VDR mRNA ในเซลล์เม็ดเลือดขาวกับระดับโปรตีน VDR ใน serum (r = 0.420, P = 0.012) นอกจากนี้ได้พบความสัมพันธ์แปรผกผันของระดับวิตามินดีกับ ODI ของผู้ป่วย LDD (r = -0.359, P = 0.034) และความสัมพันธ์แปรผันของ VDR promoter methylation กับดัชนีมวลกาย (r = 0.348, P = 0.041) ดังนั้นสรุปได้ว่าระดับ VDR promoter methylation อาจนำมาประยุกต์และพัฒนาเพื่อนำไปใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในการพยากรณ์ระดับความรุนแรงของโรคได้ในอนาคต


ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี Jan 2023

ความรู้ ทัศนคติ ที่ส่งผลต่อการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทย, ณัฐธาวินี หรดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้า วิธีการศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนาภาคตัดขวาง ณ จุดใดเวลาหนึ่ง ในคนประจำเรือไทยที่ทำงานในบริษัทเดินเรือสินค้าในกรุงเทพมหานคร จำนวน 246 คน โดยส่งแบบสอบถามออนไลน์ชนิดตอบด้วยตนเองไปยังอีเมลล์ของคนประจำเรือไทย ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลปัจจัยด้านบุคคล ปัจจัยด้านงาน ด้านความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากความร้อนในการทำงานบนเรือ ผลการศึกษา ความรู้และทัศนคติส่งผลต่อการปฏิบัติฯ โดยทัศนคติและความรู้ที่ดีจะมีการปฏิบัติฯที่ดี อย่างไรก็ตาม ทัศนคติมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติฯ มากกว่าความรู้ และพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติฯ อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับระดับการปฏิบัติฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ระดับการศึกษา กลุ่มตำแหน่งหน้าที่ ประเภทเรือ ลักษณะเวลาการทำงาน และ การทำงานที่ต้องสัมผัสกับแหล่งกำเนิดความร้อนอื่น และยังพบว่า ระยะเวลาการทำงานที่ต้องสัมผัสแหล่งกำเนิดความร้อนอื่นที่มากขึ้น สัมพันธ์กับคะแนนการปฏิบัติฯที่ลดลง สรุป ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนา ให้ความรู้ เสริมสร้างทัศนคติ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติฯที่ถูกต้อง และควรมีมาตรการในการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนในคนประจำเรือสินค้าไทยในสภาวะอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น


ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม Jan 2023

ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง, พัชริดา กลิ่นพยอม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์งานวิจัย: ศึกษาความสัมพันธ์ของ พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลโดยการประเมินจากแบบสอบถามกับภาวะ peritonitis ที่มาของงานวิจัย: การติดเชื้อเยื่อบุช่องท้อง (peritonitis) ถือว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนของการฟอกไตทางช่องท้องและส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนการฟอกไตไปเป็นการฟอกไตทางเส้นเลือด (Hemodialysis transfer; HD transfer) การศึกษานี้จึงมีจุดประสงค์หลักเพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลและผลลัพธ์ของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง วิธีการศึกษา: พฤติกรรมส่วนบุคคลถูกประเมินจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยจาก Thailand and Practice Patterns Study (PDOPPS) ระหว่างปี พ.ศ.2559 ถึง ปี พ.ศ.2564 การประเมินพฤติกรรมสุขภาพอนามัยถูกประเมินจากแบบสอบถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยแบบคำตอบคือ ใช่ และ ไม่ใช่ ซึ่งการแปลผลคะแนนสุขภาพอนามัยระดับแย่คือคะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน โดยใช้ Cox proportional hazards model regression และ Poisson regression incidence rate ratio (IRR) ในการประเมินความสัมพันธ์ของพฤติกรรมสุขภาพอนามัยและผลลัพธ์ของการล้างไตทางช่องท้องอื่น ๆ เช่น peritonitis, ระยะเวลาเปลี่ยนไปเป็นทำ HD transfer(time to HD transfer), death ผลการศึกษา: จากผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องจากสถานพยาบาล 22 แห่งในประเทศไทยทั้งหมด 669 คนมีรายงานพฤติกรรมสุขภาพอนามัย มีรายงานการเกิดสุขภาพอนามัยระดับแย่ร้อยละ 6 ของในผู้ป่วยล้างไตทางท้องที่ตอบแบบสอบถามทั้งหมดซึ่งเป็นสัดส่วนที่มีจำนวนมากในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ป่วยที่มีคนดูแล ผลลัพธ์คือแบบสอบถามสุขภาพอนามัยระดับแย่สัมพันธ์กับการเกิด peritonitisและระเวลาที่สั้นลงของการเปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีการจัดการกับตัวแปรที่เกี่ยวข้องเช่น อายุ เพศ ระยะเวลาการล้างไตทางช่องท้อง โรคประจำตัว สถานที่วิจัย ระดับอัลบูมิน สรุปผลการศึกษา: พฤติกรรมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการเกิด peritonitis, ระยะเวลาที่เปลี่ยนไปฟอกเลือด แต่ไม่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตแต่อย่างไรก็ตามควรมีการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิภาพของแบบสอบถามในการวิจัยนี้


การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์ Jan 2023

การศึกษาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีนเอ็มซีโฟร์อาร์และพีโอเอ็มซีในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักและผลลัพธ์หลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก, พริมพลอย กรีวิโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: โรคอ้วนส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมน้ำหนักโดยตรงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนรุนแรงตั้งแต่เด็ก การศึกษาในต่างประเทศพบความชุกของการกลายพันธ์ุของยีน MC4R บ่อยที่สุด รองมาคือยีน POMC ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาถึงความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วิธีการศึกษา: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยอายุ 18-70 ปี ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2554 ถึงเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2566 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ด้วยวิธี Sanger sequencing และติดตามต่อเนื่องหลังการผ่าตัดที่ 3, 6, 12, 18, 24 เดือน และหลังจากนั้นทุก 1 ปี วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาคือการหาความชุกของการกลายพันธุ์ของยีน MC4R และ POMC ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก วัตถุประสงค์รองคือความแตกต่างของการลดลงของน้ำหนักตัวและการหายของโรคเบาหวานหลังการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักระหว่างผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนกับผู้ที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของยีน การศึกษานี้ลงทะเบียนในงานวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย หมายเลข TCTR20221109004 ผลการวิจัย: ผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงชาวไทยจำนวน 220 ราย ตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MC4R ชนิดใหม่ในผู้ป่วย 3 ราย (ร้อยละ 1.4) โดยผู้ป่วย 1 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ missense mutation คือ c.904T>C และผู้ป่วย 2 รายพบการกลายพันธุ์ชนิดใหม่แบบ frameshift mutation คือ c.597_599del CAT ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบ Single-nucleotide polymorphisms (SNPs) ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก ผู้ป่วย 9 ราย (ร้อยละ 4.1) พบการกลายพันธุ์ของยีน POMC ที่ยังไม่มีรายงานว่ามีความสำคัญทางคลินิก …


อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล Jan 2023

อัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, มยุรา นิเทศนพกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มา: การใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุและรูปแบบการทำกิจกรรม ผู้สูงอายุมีอัตราการใช้พลังงานต่างจากช่วงอายุอื่น และผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีการใช้พลังงานในการหายใจเพิ่มขึ้น การประมาณอัตราการใช้พลังงานในกลุ่มผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอัตราการใช้พลังงานในขณะทำกิจกรรม และยังไม่มีการศึกษาในประชากรกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอัตราการใช้พลังงานในการทำกิจกรรมของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะอาการคงที่เปรียบเทียบกับอัตราการใช้พลังงานในผู้สูงอายุสุขภาพดี วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาเพื่อประเมินอัตราการใช้พลังงานขณะพักและขณะทำกิจกรรมต่างๆ 6 กิจกรรมที่มีความหนักแตกต่างกันในผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในภาวะคงที่และผู้สูงอายุสุขภาพดี โดยคัดเลือกอาสาสมัครที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วัดอัตราการใช้พลังงานโดยใช้ค่า oxygen uptake (VO2) ขณะนอนนิ่งเป็นระยะเวลา 10 นาที และขณะทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 5 นาที ได้แก่ ยืนแกว่งแขน กวาดพื้น ยืนพับผ้า ปั่นจักรยาน เดินสายพานความเร็ว 1.5 mph, 0% grade และความเร็ว 1.8 mph, 5% grade โดยเปรียบเทียบอัตราการใช้พลังงานในแต่ละกิจกรรมของอาสาสมัครทั้งสองกลุ่ม และเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ผลการศึกษา: ผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 55 คน เป็นผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 26 ราย (เพศชาย 25 ราย คิดเป็น 96.2%) และผู้สูงอายุสุขภาพดี 29 ราย (เพศชาย 15 ราย คิดเป็น 51.7 %) มีอายุเฉลี่ย±SD 69.2±5.6 ปี และ 64.1±4.5 ปีตามลำดับ โดยมีความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจระดับปานกลาง (FEV1 74.5%, IQR 53-82) คิดเป็น 50% พบว่าอัตราการใช้ออกซิเจนในการทำกิจกรรมแกว่งแขนของผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุสุขภาพดี (VO2 7.9±1.4 เทียบกับ 6.8±1 mL/kg/min ตามลำดับ, P=0.001) แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในขณะทำกิจกรรมอื่น สรุปผล: ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมีอัตราการใช้พลังงานในกิจกรรมแกว่งแขนสูงกว่าผู้สูงอายุสุขภาพดี แต่ไม่พบความแตกต่างของอัตราการใช้พลังงานระหว่างสองกลุ่มในการทำกิจกรรมอื่น


การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร Jan 2023

การศึกษาการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม เพื่อเปรียบเทียบการกำจัดสารยูริมิกที่จับกับโปรตีน โดยใช้ตัวกรองชนิดที่มีรูกรองใหญ่พิเศษในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องรับการฟอกเลือดด้วยวิธีออนไลน์ฮีโมไดอะฟิลเตรชั่นแบบพรีไดลูชั่น เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธีมาตรฐาน, รสนันท์ ชูแสงเลิศวิจิตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มาของปัญหา : ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ต้องได้รับการฟอกเลือด พบว่าจะมีภาวะความเจ็บป่วย และอัตราการเสียชิวิตในระยะยาวมากกว่าคนปกติ เนื่องจากแม้ว่าจะได้รับการฟอกเลือดแล้ว แต่ก็ยังมีสารพิษที่จับกับโปรตีน (protein-bound uremic toxins, PUBT) และสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ (large molecular weight uremic toxins, LMWT) จากวิธีมาตรฐาน (hemodialysis,HD) มาเป็นวิธีฮีโมไดอะฟิลเตรชั่น (hemodiafiltration, HDF) ซึ่งต้องอาศัยงบประมาณที่มาก นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาตัวกรอง จากตัวกรอง high-flux มาเป็นตัวกรองที่มีขนาดรูกรองใหญ่พิเศษ (super high-flux dialyzers, SHF) แต่พบว่าไม่มีความแตกต่างกันในการกำจัดสารพิษข้างต้น จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ว่าการนำตัวกรอง SHF มาประกอบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HDF สามารถกำจัดสารพิษเหล่านี้ได้มากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบกับการฟอกเลือดด้วยวิธี HD ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม ในผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายที่ปัสสาวะน้อยกว่า 100 มิลลิลิตร จำนวน 14 ราย และได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยวิธี HDF และ HD โดยใช้ตัวกรองรูใหญ่พิเศษ ELISIO-21HX เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ และได้รับการฟอกเลือดด้วยวิธีเดิมก่อนเข้าวิจัยเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ จากนั้นสลับวิธีการฟอกเลือดเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์เช่นกัน เปรียบเทียบความสามารถในการกำจัด PBUT (free and total indoxyl sulfate, IS) and LMWT (β2-microglobulin, kappa and lambda free light chains) รวมถึงติดตามระดับอัลบูมินในเลือด และวัดการสูญเสียอัลบูมินในน้ำยาไตเทียม มีการติดตามภาวะโภชนาการ มวลกล้ามเนื้อ และสำรวจคุณภาพชีวิตระหว่างการศึกษาวิจัย ผลการศึกษา : การฟอกเลือดด้วยวิธี HD และ HDF ด้วยตัวกรอง SHF กำจัด free และ total IS ได้ไม่แตกต่างกัน …


ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์ Jan 2023

ความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายต่อ อัตราการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลของ ผู้ป่วยที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก, วสุพล มโนมัยพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

พื้นหลัง: ความขัดแย้งเกี่ยวกับโรคอ้วนถูกสังเกตในโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากกว่าโอกาสรอดชีวิตป่วยที่ผอม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งนี้ในบริบทของ ภาวะหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกยังคงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่และขาดหลักฐานโดยเฉพาะในประชากรไทย การศึกษานี้มุ่งหวังที่จะชี้แจงผลกระทบของดัชนีมวลกายต่อการรอดชีวิตในระยะสั้นและระยะยาวในผู้ป่วย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก วิธีการ: การศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ย้อหลังข้อมูลผู้ป่วยจากทะเบียน กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ของ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในช่วงสิบปี (พ.ศ. 2555-2565) วัตถุประสงค์หลักคือการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกาย และการเสียชีวิตภายในโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก ผลลัพธ์รอง ได้แก่ การประเมินอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันและ 1 ปี โดยจำแนกดัชนีมวลกายผู้ป่วยเป็น 3 กลุ่ม คือ ดัชนีมวลกาย ต่ำ = 23 กก./ม^2). ข้อมูลการเสียชีวิตถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยแบบหลายตัวแปรเพื่อปรับค่าสำหรับปัจจัยที่อาจสร้างความสับสน เช่น อายุ, เพศ, โรคร่วม, และตัวแปรการรักษา ผลการศึกษา: หลังจากที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์ของผู้ป่วย 61 คนถูกตัดออก, ผู้ป่วย STEMI จำนวน 1,776 คนถูกจัดกลุ่มตามดัชนีมวลกาย (BMI) ได้แก่ กลุ่ม BMI ต่ำ (100 คน), กลุ่ม BMI ปกติ (570 คน) และกลุ่ม BMI สูง (1,106 คน). การศึกษาพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่ต่ำที่สุดใพบนกลุ่ม BMI สูง (6.8%) เมื่อเทียบกับกลุ่ม BMI ปกติ (10.2%) และกลุ่ม BMI ต่ำ (15%). การวิเคราะห์เชิงเดี่ยวพบว่า ดัชนีมวลกาย สูงมีส่วนทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (OR 0.642, 95% CI 0.449-0.919, p=0.016 เทียบกับ ดัชนีมวลกาย ปกติ; OR 0.412, 95% CI 0.227-0.749, p=0.004 เทียบกับ …


Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin Jan 2023

Effect Of Control Of Fluid Balance On Sleep Apnea In Peritoneal Dialysis With Volume Overload State: A Pre- And Post- Experimental Study, Seelwan Sathitratanacheewin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Sleep apnea is prevalent in end-stage kidney disease (ESKD) patients undergoing peritoneal dialysis (PD). Fluid overload and upper airway edema are suspected contributors, but the impact of fluid balance control on sleep apnea remains unexplored. We conducted a pre- and post-intervention study on 14 stable PD patients with volume overload. All underwent overnight polysomnography (PSG) at baseline. A fluid balance control intervention was implemented. Successful intervention was defined as maintaining actual body weight within 1.5 kg of estimated dry weight and reducing overhydration fluid. The primary outcome was a change in apnea-hypopnea index (AHI) assessed by polysomnography. Ten patients achieved …


The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan Jan 2023

The Effect Of High Dose Emblica Officinalis Fruit Powder On Cough Suppression During Advanced Diagnostic Bronchoscopy Compare To Dextromethorphan And Placebo: A Double Blinded Randomized Controlled Trial, Sarocha Phiphitsaengjan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

BACKGROUND Coughing during bronchoscopy related to patient’s discomfort and difficulty performing the procedure. EBUS bronchoscopy was found to be one of significant factors related to cough. Emblica officinalis (EO) is widely used as traditional herb, one of the effects is cough suppression and was found to be dose related. OBJECTIVES To study the efficacy of high-dose EO as oral premedication before EBUS bronchoscopy in cough suppression effect compared to dextromethorphan and placebo. METHODS Patients age 18 - 80 years old underwent EBUS bronchoscopy were randomized into 3 groups to take the drugs as premedication; EO 1500 mg, dextromethorphan (Dx) 60 …


การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนขณะฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือด: งานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม, โสภณ ดำรงสุกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ที่มาของงานวิจัย: การสูญเสียกรดอะมิโนระหว่างการฟอกเลือดในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายทำให้ภาวะสูญเสียโปรตีนและพลังงานมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการให้กรดอะมิโนเพื่อชดเชยส่วนที่สูญเสียจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีมาตรฐานในการให้กรดอะมิโนว่าวิธีใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด วัตถุประสงค์งานวิจัย: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ทางโภชนาการของวิธีการให้กรดอะมิโนที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดและการให้แบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยประเมินผลจากระดับอัลบูมิน ระเบียบวิธีวิจัย: การศึกษานี้เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (TCTR20230401003) ในผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยตัวกรองชนิดประสิทธิภาพสูงที่มีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อยและมีระดับอัลบูมินในเลือดระหว่าง 3.5 และ 3.9 กรัมต่อเดซิลิตร มีการสุ่มแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดโดยให้สารละลายกลูโคส 100 มิลลิลิตรตามด้วยสารอาหารชนิดกรดอะมิโน 200 มิลลิลิตรที่โดยพิจารณาเริ่มให้หลังจากเริ่มฟอกเลือดจนสิ้นสุดการฟอกเลือด และกลุ่มที่ให้สารอาหารชนิดเดียวกันที่ชั่วโมงสุดท้ายของการฟอกเลือดโดยให้ที่ 60 นาทีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดการฟอกเลือด โดยประเมินผลลัพธ์ด้วยระดับอัลบูมินที่เปลี่ยนแปลง ระดับกรดอะมิโนในเลือด ระดับกรดอะมิโนในน้ำยาฟอกเลือด ดัชนีชี้วัดทางโภชนาการ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนระหว่างสองกลุ่ม ผลการศึกษา: จากการศึกษาติดตามระยะเวลา 3 เดือนมีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 48 คน โดยมีอายุเฉลี่ย 68.9 ± 12.8 ปี และคะแนน MIS เฉลี่ย 6.4 ± 2.8 คะแนน รวมทั้งลักษณะพื้นฐานไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม พบว่าในกลุ่มที่ให้กรดอะมิโนแบบต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ฟอกเลือดมีระดับอัลบูมินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจาก 3.75±0.14 เป็น 3.94±0.22 กรัมต่อเดซิลิตร (p


การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์ Jan 2023

การศึกษาวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบ ผลของการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล กับ คำแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม ในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน, กานต์เดชพงศ์ ศรีธัญรัตน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาในอดีตพบว่าการบริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยยากในผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมกับกรดไหลย้อนมีผลทำให้การคลายทำของหูรูดหลอดอาหารส่วนปลายมากขึ้นซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของโรคกรดไหลย้อน และทำให้โรคกรดไหลย้อนมีอาการมากขึ้น ทางผู้วิจัยต้องการศึกษาประสิทธิภาพของการแนะนำการรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายในผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีอาการจำเพาะต่อโรคกรดไหลย้อนอันได้แก่แสบร้อนหน้าอกหรือเรอเปรี้ยวที่มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 3 หลังจากที่หยุดยาลดกรดชนิด Proton pump inhibitor เป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ร่วมกับรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตย่อยยากมากกกว่า 7หน่วยต่อสัปดาห์จะได้รับการแบ่งกลุ่มแบบสุ่มเป็น 2กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการแนะนำและช่วยปรับการบริโภคคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่ายตามแต่ละบุคคล(Structural Individual Low FODMAP Dietary Advice (SILFD+)) และ กลุ่มได้รับการแนะนำอาหารแบบดั้งเดิม Usual dietary advice (Usual advice) โดยจะคัดผู้ป่วยผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนร่วมออก ทั้งสองกลุ่มจะได้รับคำแนะนำตามมาตรฐานได้แก่ ลดน้ำหนักกรณีที่มีน้ำหนักเกิน หลีกเลี่ยงกับรับประทานอาหารมื้อดึก หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นให้เกิดอาการ งดสูบบุหรี่ และนอนยกศีรษะสูงกรณีที่มีอาการช่วงเวลากลางคืน สำหรับในกลุ่ม SILFD+ จะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม ได้แก่ 1) ตรวจสอบรายการอาหารในช่วง 1สัปดาห์ก่อนเข้าร่วมการศึกษา 2) ตรวจสอบว่ามีรายการใดบ้างที่เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยาก 3) แนะนำให้เปลี่ยนรายการคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยยากให้เป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย จากนั้นติดตามการรักษาที่ 4สัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยประเมินจาก ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา (โดยกำหนดนิยามคือ มีความรุนแรงและความถี่ของตัวโรคผ่านการตอบแบบสอบถาม Reflux Disease Questionnaire (RDQ) มีคะแนนน้อยกว่า 3) คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านแบบสอบถาม Gastrointestinal Quality of Life Index (GIQLI) และพารามิเตอร์จากการวัดความเป็นกรดและความต่างศักย์ที่หลอดอาหารส่วนปลายในช่วง 2ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารเที่ยง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยทั้งหมด 55ราย (ค่ามัธยฐานอายุ 52 (37-61) ปี เป็นผู้หญิง 41 ราย) เป็นกลุ่ม SILFD+ 29 ราย และกลุ่ม Usual advice 26 ราย ทั้งสองกลุ่มมีพื้นฐานความรุนแรงและความถี่ของโรคกรดไหลย้อน ปริมาณหน่วยคาร์โบไฮเดรตย่อยยากเท่ากัน หลังครบ 4สัปดาห์ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอัตราส่วนของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(27.6% vs. 19.2%, p=0.47) …


ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี Jan 2023

ผลระยะสั้นของการให้อัลบูมินต่อระดับวิตามินดี (แคลซิไทรออล) ในซีรั่มของผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง, ฑิตาพร รุ่งระวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: ภาวะตับแข็งระยะท้ายเป็นภาวะที่มีการอักเสบเพิ่มขึ้นในร่างกายเป็นปริมาณมากนำไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะสำคัญหลายอย่าง ข้อมูลในปัจจุบันพบว่าอัลบูมินซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของร่างกาย นอกจากจะมีคุณสมบัติในการคงสารน้ำไว้ในหลอดเลือดแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบในร่างกาย การศึกษาหลายการศึกษาก่อนหน้าพบว่า การให้อัลบูมินขนาดสูงในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายสามารถทำให้สารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบลดลงได้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการให้อัลบูมินกับกระบวนการอักเสบในร่างกาย งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่าผลในการลดการอักเสบของอัลบูมินนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของวิตามินดีซึ่งมีผลในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันหรือไม่ วิธีการวิจัย: งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้า รวบรวมคนไข้จากคลินิกโรคตับของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้อง ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการศึกษาจะได้รับอัลบูมินทางหลอดเลือดดำในระดับสูง (80 กรัมของอัลบูมิน) ในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายดูการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้งในรูปออกฤทธิ์คือ 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีก่อนและหลังได้รับอัลบูมิน รวมถึงดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบก่อนและหลังได้รับอัลบูมินด้วยเช่นกัน ผลการศึกษา: ผู้ป่วยตับแข็งระยะท้ายที่มีน้ำในช่องท้องทั้งสิ้น 17 รายถูกรวบรวมเข้าสู่การศึกษานี้ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดตับแข็งคือภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ตามด้วยภาวะตับอักเสบจากไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วย 10 รายมีความรุนแรงของตับแข็งในระดับ B ตามการประเมินโดยระบบ Child-Pugh score ส่วนผู้ป่วยที่เหลืออีก 7 รายเป็นตับแข็งระยะ Child-Pugh score C ค่าเฉลี่ยของ Model End-Stage Liver Disease-sodium (MELD-Na) อยู่ที่ 15.7 ± 5.11 สำหรับผลของระดับวิตามินดี พบว่าค่าของ 1,25 (OH)2 วิตามินดี ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.011) ในขณะที่ 25 (OH) วิตามินดีก็ลดลงเช่นกันแต่ไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ (p = 0.101) ส่วนระดับสารไซโตไคน์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่สำคัญอย่างอินเตอร์ลิวคีน 1 เบต้า อินเตอร์ลิวคิน 6 ทูเมอร์เนโครสิสแฟคเตอร์อัลฟ่า และอินเตอร์เฟอร์รอนแกมม่าก็มีการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติหลังได้รับอัลบูมิน (p = 0.043, 0.037, 0.005 และ 0.02 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามเมื่อนำมาวิเคราะห์แบบสหสัมพันธ์พบว่าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติระหว่างการเปลี่ยนแปลงของระดับอัลบูมินและการเปลี่ยนแปลงของระดับวิตามินดีทั้ง 1,25 (OH)2 วิตามินดี และ 25 (OH) วิตามินดีรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับสารอักเสบไซโตไคน์ สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติของวิตามินดีในรูปออกฤทธิ์คือ …


Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina Jan 2023

Analysis Of Fall Risk Factors In A Thai Cohort Of Older Adults, Gulnaz Magauina

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Falls are the leading cause of injury in older adults, resulting in worsening comorbidities, bone fractures, post-fall syndrome, and soft tissue injuries. This retrospective study aims to investigate the association between fall risk and the Montreal Cognitive Assessment (MoCA) scores, as well as other risk factors, among older adults in Thailand. Methods: Data on patients who experienced a fall within a 12-month period were collected from medical records at the Geriatric Excellence Center, King Chulalongkorn Memorial Hospital. Potential fall risk factors available in the medical records included ability to perform activities of daily living, level of dependency, depression, cognitive …