Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (515)
- Life Sciences (216)
- Social and Behavioral Sciences (111)
- Medical Sciences (110)
- Public Health (84)
-
- Physical Sciences and Mathematics (81)
- Veterinary Medicine (78)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (70)
- Nutrition (67)
- Dentistry (60)
- Nursing (60)
- Engineering (58)
- Biochemistry (49)
- Biochemistry, Biophysics, and Structural Biology (49)
- Chemistry (47)
- Economics (47)
- Food Science (47)
- Sports Sciences (38)
- Molecular, Genetic, and Biochemical Nutrition (36)
- Biotechnology (34)
- Sociology (24)
- Animal Sciences (23)
- Business (23)
- Chemical Engineering (23)
- Education (23)
- Environmental Sciences (23)
- Arts and Humanities (18)
- Technology and Innovation (17)
- Architecture (16)
- Dental Public Health and Education (14)
- Publication Year
Articles 271 - 300 of 1042
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดจากกากกาแฟและใบจามจุรี, จิตรภาณุ อัศวพิชญโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาการนำกากกาแฟและใบจามจุรีที่เป็นมูลฝอย มาใช้ในการพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมทอง เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกนอกจากวัสดุดั้งเดิมที่มีการใช้เพาะเลี้ยงเห็ด อย่างขี้เลื่อยไม้ยางพารา จากการทดลอง พบว่าการใช้กากกาแฟเป็นส่วนผสมในอัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำแห้งก้อนเห็ด สามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและน้ำหนักของผลผลิตที่ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยผลผลิตดอกเห็ดมีน้ำหนักเฉลี่ยที่ 80.33±2.15 กรัม และมีปริมาณโปรตีนที่ 35.08±0.59% แต่เวลาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยใช้เวลาเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 64 วัน และมีปริมาณคาเฟอีน 1.70 มก./ล. ในผลผลิตดอกเห็ด และการใช้ใบจามจุรีเป็นวัสดุผสมที่อัตราส่วนร้อยละ 30 ของน้ำหนักแห้งก้อนเห็ด ให้ผลผลิตในด้านของน้ำหนักและโปรตีน รวมถึงเวลาในการเพาะเลี้ยงที่เทียบเท่ากับการใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพียงอย่างเดียว โดยมีค่า 55.90±3.18 กรัม และ 31.64±0.76% ตามลำดับ รวมถึงใช้ระยะเวลาการเพาะเลี้ยงเฉลี่ยประมาณ 37 วัน จากการศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตดอกเห็ด พบว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกในผลผลิตเห็ดนางรมทองมีปริมาณที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในแต่ละรูปแบบสัดส่วนผสม และก้อนเห็ดที่ผ่านการเก็บเกี่ยว มีส่วนประกอบของเถ้าที่น้อยกว่า 15% โดยน้ำหนักแห้ง และไม่มีส่วนประกอบของซัลเฟอร์ สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ หากมีการลดความชื้นก่อนการนำไปใช้
การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร
การออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร, ชนัญรัช โชติกุลบวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบและพัฒนาฉลากโภชนาการสำหรับผู้แพ้อาหาร โดยเน้นการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีภาวะแพ้อาหารสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการของผู้แพ้อาหาร รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อหาข้อมูลปัญหาและความต้องการของผู้ใช้ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาและออกแบบฉลากโภชนาการที่เหมาะสม และทำการทดสอบกับกลุ่มเป้าหมาย ผลการวิจัยพบว่า ฉลากโภชนาการที่พัฒนาขึ้นสามารถลดเวลาในการอ่าน และเพิ่มความเข้าใจและความมั่นใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของผู้แพ้อาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบว่าการออกแบบฉลากด้วยการใช้ไอคอนและสีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารข้อมูล ทำให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้และเข้าใจข้อมูลได้รวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น บทคัดย่อนี้สรุปผลการวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบฉลากโภชนาการที่ชัดเจนและเป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้อาหาร ซึ่งจะช่วยให้การเลือกซื้ออาหารเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การเสริมสร้างอธิปไตยด้านอาหารของผู้ผลิตรายย่อยในประเทศไทย: กรณีศึกษา เครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไทย, อรุณวตรี รัตนธารี
การเสริมสร้างอธิปไตยด้านอาหารของผู้ผลิตรายย่อยในประเทศไทย: กรณีศึกษา เครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านไทย, อรุณวตรี รัตนธารี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของเกษตรกร ผ่านการทำงานจากฐานราก โดยเลือกศึกษากระบวนการทำงานของเครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ตั้งแต่ พ.ศ.2541 โดยมีเป้าหมายในการทำงาน คือ ส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ด้วยการเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรเหล่านั้นสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่สอดคล้องกับระบบการผลิตอาหารที่ยั่งยืน ซึ่ง ณ ที่นี้ คือ เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน งานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลจากสมาชิกในเครือข่ายฯ ผ่านการสัมภาษณ์ โดยสมาชิกเหล่านั้นประกอบด้วยเกษตรกรรายย่อย ผู้บริโภค นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ในเครือข่ายฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์กระบวนการทำงานของเครือข่ายฯ โดยยึดกรอบการวิเคราะห์ผ่านทฤษฎีอธิปไตยด้านอาหาร ทฤษฎีการจัดการทรัพยากรร่วม และทฤษฎีนิเวศวิทยาทางการเมือง เพื่อตอบคำถามวิจัยว่า เครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านมีกระบวนการส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของฝั่งเกษตรกรอย่างไรเพื่อแสวงหาแนวทางในการส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของฝั่งเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม ผลการศึกษาพบว่า เมื่อนำกระบวนการทำงานของเครือข่ายฯ ที่ส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ในกลุ่มเกษตรกรที่เป็นสมาชิก มาวิเคราะห์ผ่านหลักการของทฤษฎีอธิปไตยด้านอาหาร พบว่ากระบวนการทำงานของเครือข่ายฯ มีส่วนช่วยส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของเกษตรกรจริง ทว่ายังจำกัดขอบเขตของการทำงานอยู่เพียงในกลุ่มสมาชิกของเครือข่ายฯ เท่านั้น จาก 2 สาเหตุสำคัญ คือ 1) เครือข่ายฯ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม และ 2) เครือข่ายฯ มีต้นทุนไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จึงประเมินได้ว่าการทำงานของเครือข่ายฯ ส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารจริง ทว่าเป็นการส่งเสริมอธิปไตยด้านอาหารของเกษตรกรเฉพาะกลุ่ม
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Effects Of Social Activities On Labor Participation Among Middle-Aged And Older Adults In China, Shixun Yuan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper empirically explores how social activities affect the labor force participation of middle-aged and older adults using data from the 2018 China Health and Retirement Longitudinal Study (CHARLS). Based on 2SLS and IV-probit regression analyses, where social participation is endogenized, there are three key discoveries. First, social activity is negatively associated with labor force involvement and, when instrumental variables are used to minimize endogeneity bias, the negative effect of social participation is found to be stronger. Second, helping others is the only form of social participation that is positively related to labor participation. Finally, the effect of social engagement …
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช็อกโกแลตไทยเพื่อสุขภาพ เสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก, วีระศักดิ์ บุญวงษ์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช็อกโกแลตไทยเพื่อสุขภาพ เสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก, วีระศักดิ์ บุญวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเรื่อง "การศึกษาความเป็นไปได้เชิงธุรกิจและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช็อกโกแลตไทยเพื่อสุขภาพเสริมประโยชน์จากโพรไบโอติก" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการสำรวจโอกาสทางธุรกิจเพื่อจัดทำแผนธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพ โดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย 10 คน และแบบสอบถามกับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป 100 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์นี้มีความเป็นไปได้เชิงธุรกิจที่ดีในตลาดประเทศไทย การสำรวจพบว่า 76.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสนใจในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตเสริมโพรไบโอติก และ 42.8% มีความตั้งใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์อย่างแน่นอน นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงินยังแสดงผลลัพธ์เชิงบวก โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value - NPV) ที่ 27,127,406 บาท และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return - IRR) 52% ซึ่งเป็นอัตราที่สูง ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ประมาณ 2 ปี แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพเสริมประโยชน์จากโพรไบโอติกเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่ดี ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพในประเทศไทย ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนทั้งจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ การดำเนินการตามแผนธุรกิจที่รอบคอบและการมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคจะช่วยให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จในระยะยาว
Effects Of Tidal Variations On Nutrient Dynamics In The Chao Phraya River Estuarine Ecosystem, Korawee Khongmanont
Effects Of Tidal Variations On Nutrient Dynamics In The Chao Phraya River Estuarine Ecosystem, Korawee Khongmanont
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Chao Phraya River estuary is a coastal ecosystem that is very important for both ecological and economic services. Moreover, it is a very complex and constantly changing ecosystem due to pollution loading from human activities through the river freshwater runoff. On the other hand, the Chao Phraya River estuary is also polluted by the influence of tidal currents of the inner Gulf of Thailand. One of the most important and persistent problems in this ecosystem is eutrophication and its effects. Therefore, the present study is aimed to improve “how freshwater runoff and tidal phenomena are affecting nutrient dynamics in …
Fecal Microbiome In Lead-Exposed Industrial Workers, Chatchawan Praditwongsin
Fecal Microbiome In Lead-Exposed Industrial Workers, Chatchawan Praditwongsin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Lead exposure in industrial environments poses serious health risks. While its detrimental effects on human health are well-known, the connection between lead exposure and alterations in the fecal microbial community remains largely unexplored, highlighting a critical gap in our understanding of its wider health implications. This study explores the fecal microbiota of workers in a lead-utilizing factory, comparing individuals with blood lead levels (BLLs) above and below 3.06 µg/dL, and between those exposed to lead and those not exposed. The results demonstrate a strong correlation between lead exposure and BLLs, especially at levels below 3.06 µg/dL, with significant changes noted …
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
การประกอบสร้างวาทกรรมนมแม่และการปะทะสังสรรค์ผ่านเรื่องเล่าในสื่อไทย, ยศพล ชุติปัญญะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เพื่อศึกษาความไม่ต่อเนื่องทางวาทกรรม การตีความของมารดา และกลวิธีการประกอบสร้างวาทกรรมในเชิงเรื่องเล่าต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ซึ่งมีอิทธิพลต่อชนชั้นกลางชาวไทย งานวิจัยเชิงคุณภาพชิ้นนี้ศึกษาตัวบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่และเผยแพร่ในปี พ.ศ.2475-2565 อาทิ แบบเรียนภาษาไทย วรรณกรรม ละครโทรทัศน์ นิตยสาร สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงโฆษณา และข่าวในพระราชสำนัก ผลการวิจัยพบวาทกรรมนมแม่ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ยุค ดังนี้ (1) ยุคก่อนกรอบการวิจัย คติทางพุทธให้ความหมายของนมแม่ว่ากลั่นมาจากเลือดในอกด้วยความรักของแม่ น้ำนมแม่เป็นสัญญะของจิตวิญญาณความเป็นแม่ซึ่งส่งผ่านจากเจ้าของน้ำนมสู่ทารก แม้แต่จากแม่นม กระนั้นไม่พบว่ามารดามีบทบาทสำคัญใด ๆ ในเรื่องเล่า (2) ยุคนมแม่อาหารตามธรรมชาติ นมแม่มีสัญญะของอาหารเชิงโภชนาการมากขึ้นและจิตวิญญาณในน้ำนมแม่ส่งผ่านเฉพาะมารดาทางชีวภาพ ไม่ใช่จากแม่นม มารดามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องเล่าในฐานะผู้สร้างชาติและมีบุญคุณ (3) ยุคนมแม่แพ้นมผง ด้วยอิทธิพลของโฆษณาและองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ นมผงเป็นอาหารทดแทนนมแม่ที่สามารถเติมสารอาหารเข้าไปได้ ภาพของมารดายุคใหม่จึงไม่ต้องให้นมแม่ (4) ยุคนมแม่แน่ที่สุด องค์ความรู้วิทยาศาสตร์และคติพุทธให้คุณค่าต่อนมแม่ในสื่อทุกประเภท คู่ตรงข้ามเป็นกลวิธีในการสร้างให้นมผงมีความหมายดุจยาพิษ ส่งผลให้มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เท่านั้นคือแม่ที่ดี (5) ยุคแห่งการกระจัดกระจายของวาทกรรม เริ่มปรากฏการตระหนักถึงระบบคู่ตรงข้ามและการต่อรองวาทกรรมว่านมแม่ดีที่สุดแต่นมผงก็ใช้ได้หากจำเป็น ในอีกพื้นที่วาทกรรมมีการให้คุณค่านมแม่ว่าเป็นน้ำนมคน คือมีความเป็นวัตถุและไม่แฝงจิตวิญญาณของเจ้าของน้ำนม จากปรากฏการณ์บริจาคน้ำนมแม่บนโลกออนไลน์ด้วยการตีความว่านมแม่คนใด ๆ นั้นดีกว่าและปลอดภัยกว่านมโค แสดงให้เห็นอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่จัดสรรให้แต่ละกลุ่มวาทกรรมมีพื้นที่อุดมการณ์ของตัวเอง มารดาในยุคออนไลน์มีสถานะเป็นผู้เล่าเรื่องและมีความเป็นปัจเจกบุคคลมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งช่วยเพิ่มอำนาจให้กับมารดาในการต่อรองกับปิตาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งกลับพบการผลิตซ้ำบทบาทหน้าที่ของสตรีให้มีจำกัด การตีความด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของมารดามี 2 จังหวะ ครั้งแรกคือช่วงก่อนการคลอดที่สื่อมีบทบาทมาก และอีกครั้งภายหลังคลอดซึ่งประสบการณ์ส่วนบุคคลร่วมกับสื่อที่ใช้มีบทบาทต่อพฤติกรรมการให้นมและความภาคภูมิใจในการเป็นแม่ กรอบความรู้ทางคติพุทธและวิทยาการตะวันตกปะทะสังสรรค์กันตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ และวาทกรรมหนึ่ง ๆ จะครองอำนาจได้เมื่อกรอบความรู้ทั้งสองทำงานสอดประสานกัน ผู้วิจัยเสนอแนะว่าการสื่อสารเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรเน้นความหมายเฉพาะที่ตัวน้ำนมแม่ ไม่จำเป็นต้องชูภาพความสำเร็จของความเป็นแม่จากมารดาที่ให้นมแม่ปริมาณมาก แต่ควรนำเสนอมิติของความสัมพันธ์ให้มากขึ้นและสามารถให้ข้อมูลอาหารทดแทนนมแม่เพื่อเป็นตัวเลือกต่อมารดาหากจำเป็นต้องใช้
Effects Of Soluble Dietary Fibers On Encapsulation Of Betacyanin Extract From Red Dragon Fruit Peel (Hylocereus Polyrhizus) As Functional Natural Food Colorant, Rahmat Widianto
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Betacyanins are bioactive pigments found in red dragon fruit peels with potential health benefits, but low stability and bioaccessibility. This study aimed to investigate the impact of using dietary fibers inulin (IN) and pectin (PE) combined with maltodextrin (MD) as wall materials for betacyanin encapsulation on its physicochemical properties, storage stability, and in vitro release behavior. Various concentrations were tested: 30% MD + 10% IN, 20% MD + 20% IN, 10% MD + 30% IN, 39% MD+ 1% PE, 38% MD + 2% PE, 37% MD + 3% PE, and 40% MD (control). Results showed encapsulation improved physicochemical properties, storage …
Ultrasonic-Assisted Extraction Of Andrographolide And Bioactive Diterpene Lactones From Andrographis Paniculata, Ayomide Gbadebo
Ultrasonic-Assisted Extraction Of Andrographolide And Bioactive Diterpene Lactones From Andrographis Paniculata, Ayomide Gbadebo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Andrographis paniculata is an herbaceous plant known for its medicinally active diterpene lactones, including andrographolide (AG), neoandrographolide (NAG), 14-deoxy-11,12-didehydroandrographolide (DDHAG), and 14-deoxyandrographolide (DAG). These compounds are typically extracted using polar solvents like methanol and ethanol, yielding ≤4% w/w. This research focused on combining a fairly polar solvent with a highly polar solvent in an ultrasonic-assisted extraction (UAE) process, which is both time and energy efficient. The optimized conditions for the extraction were 40°C, 3 hours, 50% duty cycle, 1:10 solute-solvent ratio using a 6:4 ratio of ethyl acetate to ethanol, and 180W power. Quantitative nuclear magnetic resonance (qNMR) analysis successfully …
Extraction Of Bioactive Compounds From Tamarind Seed Using Ultrasound And Its Encapsulation By Spray Drying Technique, Shivansh Honarao
Extraction Of Bioactive Compounds From Tamarind Seed Using Ultrasound And Its Encapsulation By Spray Drying Technique, Shivansh Honarao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of this study was to optimize the ultrasound-assisted extraction (UAE) conditions for tamarind seed extract (TSE) using response surface methodology (RSM). Subsequently, microcapsules were produced via spray drying using various wall materials and ratios. The extraction conditions were temperature levels (30, 40, and 50 °C), exposure periods (5, 10, and 15 minutes), and ethanol concentrations (30, 40, and 50 % v/v). The optimization criteria focused on maximizing the total phenolic compound, total flavonoid content, and antioxidant activity, assessed using DPPH free radical scavenging and FRAP assays. The optimal UAE conditions identified were 45 °C temperature, 15 minutes extraction …
การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มด้วยปฏิกิริยาเฟนตันเสมือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้ตัวกลางถ่านชีวภาพจากกากกาแฟ, จุฬเชษฐ์ วุฒิวโรภาส
การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มด้วยปฏิกิริยาเฟนตันเสมือนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก๊าซชีวภาพร่วมกับการใช้ตัวกลางถ่านชีวภาพจากกากกาแฟ, จุฬเชษฐ์ วุฒิวโรภาส
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันใช้แล้วจากครัวเรือนด้วยปฏิกิริยาเฟนตัน โดยใช้ถ่านชีวภาพกากกาแฟเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อเพิ่มความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพของน้ำมันก่อนจะนำเข้าสู่ระบบบำบัดทางชีวภาพแบบไร้อากาศเพื่อเพิ่มผลผลิตก๊าซชีวภาพ และปรับสภาพพื้นผิวของถ่านชีวภาพด้วยเหล็กแมกนีไทต์และแคลเซียมของกรดไขมันให้มีความเหมาะสมสำหรับปฏิกิริยาเฟนตันและเกิดการดูดซับน้ำมันเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาบนพื้นผิวของถ่านชีวภาพ โดยใช้น้ำมันปาล์มเป็นตัวแทนของน้ำมันใช้แล้วในน้ำเสียครัวเรือน การทดลองแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ การทดลองที่ 1 การทดลองการดูดซับน้ำมันของถ่านชีวภาพกากกาแฟที่มีขนาด 0.05-1.18 (S), 1.7-2.0 (M) และ >2.8 มม. (L) และอุณหภูมิในการเผา 300 (BC300) 500 (BC500) และ 700 (BC700) °ซ พบว่าถ่านชีวภาพชนิด BC300_L มีประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันมากที่สุดที่ร้อยละ 73 โดยมีแนวโน้มที่จะดูดซับน้ำมันน้อยลงหากถ่านชีวภาพมีขนาดเล็กลง และจากการปรับสภาพถ่านชีวภาพด้วยเหล็กแมกนีไทต์ (BCF) และแคลเซียมของกรดไขมัน โดยศึกษาการติดกรดไขมันบนถ่านชีวภาพก่อน (BCFSCa) และหลัง (BCFCaS) การใส่แคลเซียม พบว่าถ่านชีวภาพทุกชนิดสามารถดูดซับน้ำมันได้เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการทดลอง (5, 10 และ 15 ก./ล.) โดยประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำมันของถ่านชีวภาพที่ผ่านและไม่ผ่านการปรับพื้นผิวมีความใกล้เคียงกัน การทดลองที่ 2 การปรับสภาพน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มขั้นต้นด้วยปฏิกิริยาเฟนตัน พบว่าชุดการทดลองถ่านชีวภาพ BC และ BCF กลับตรวจพบค่า COD เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในปฏิกิริยา และสูงกว่าค่า COD ตั้งต้นในชุดการทดลองส่วนใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มเกิดจากการออกซิไดซ์น้ำมันชีวภาพที่เกิดขึ้นจากการเผาถ่านชีวภาพ ในขณะที่ค่า COD ลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในชุดการทดลองถ่านชีวภาพ BCFSCa และ BCFCaS อาจเกิดจากแคลเซียมของกรดไขมันที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวของถ่านชีวภาพช่วยลดการออกซิไดซ์น้ำมันชีวภาพที่เกิดขึ้น และพบว่าลำดับการติดกรดไขมันก่อนแคลเซียมทำให้ค่า COD ลดลงมากขึ้น หรือเกิดการออกซิไดซ์สารอินทรีย์ในระบบมากขึ้น การทดลองที่ 3 การทดลองบ่มก๊าซชีวภาพโดยจุลินทรีย์ไร้อากาศ โดยใช้น้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันปาล์มที่ผ่านการบำบัดขั้นต้นด้วยกระบวนการเฟนตันร่วมกับการใช้ถ่านชีวภาพ พบว่าสัดส่วนถ่านชีวภาพต่อจุลินทรีย์ที่ 0.25 ก./ก. VSS สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงที่สุด เมื่อเทียบกับที่ 0.75, 1.5 และ 2.5 ก./ก. VSS และจากการวิเคราะห์ค่า COD พบว่าถ่านชีวภาพขนาดเล็กสามารถลดค่า COD และผลิตก๊าซชีวภาพได้สูงกว่าถ่านชีวภาพขนาดใหญ่ เมื่อทำการบ่มจุลินทรีย์ไร้อากาศร่วมกับถ่านชีวภาพแต่ละชนิดที่ผ่านกระบวนการเฟนตัน พบว่าทุกชุดการทดลองที่ผ่านการปรับสภาพน้ำเสียสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้มากกว่าน้ำเสียปนเปื้อนน้ำมันที่ไม่ได้ผ่านการปรับสภาพ ถ่านชีวภาพ BCFCaS700 ที่ผ่านการปรับสภาพด้วยเฟนตันที่ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ …
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่นจากกากกาแฟ, พงศ์ปณต สาเรือง
การพัฒนาวัสดุเพาะเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่นจากกากกาแฟ, พงศ์ปณต สาเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การบริโภคกาแฟที่มีเพิ่มมากขึ้นก่อให้เกิดของเสียจากกาแฟเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน กากกาแฟเป็นสิ่งที่ถูกนำมาหาทางใช้ประโยชน์ให้สูงสุดก่อนที่จะนำไปกำจัด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยหรือใช้ในการดับกลิ่น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและพัฒนาการนำกากกาแฟมาเป็นวัสดุผสมในการเพาะเลี้ยงเห็ดโดยพัฒนาสูตรของวัสดุเพาะเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเลี้ยงเห็ดโคนญี่ปุ่น Agrocybe Aegerita และตรวจสอบความสามารถในการเป็นปุ๋ยอินทรีย์ของวัสดุเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์จากของเสียหลังการเพาะปลูกจนครบวงจร ผลการศึกษาพบว่าชุดการทดลองที่ใส่กากกาแฟลงในวัสดุเพาะ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักได้ค่าผลผลิตที่มากที่สุดที่ 20.42 (±1.01) กรัม/100กรัม และสอดคล้องกับค่าประสิทธิภาพการใช้วัสดุเพาะ 34.71(±3.49)% และมีอัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจนอยู่ที่ 85.14(±5.34) โดยการใส่กากกาแฟที่มากเกิน 65 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักส่งผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยของเห็ด โดยผลผลิตอย่างดอกเห็ดสามารถดูดซึมคาเฟอีนที่อยู่ในวัสดุเพาะที่ผสมกับกากกาแฟได้ที่ 5.92(±0.34) nmol/mg และการศึกษาการใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยวัสดุเพาะหลังการเก็บเกี่ยว ไม่มีชุดการทดลองใดที่ผ่านเกณฑ์ของกรมการเกษตรในทุกพารามิเตอร์ โดยพบอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนสูงเกิน ขาดค่าธาตุอาหารหลัก และค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์ที่ต่ำเกินไป และเมื่อนำไปผ่านกระบวนการหมักปุ๋ย ในชุดการทดลองที่การใส่วัสดุเพาะเห็ดผสมกับฟางข้าวและมูลสัตว์ สามารถปรับสภาพให้เหมาะสมต่อเกณฑ์มาตรฐานของกรมการเกษตรได้ ถ้าได้มีการนำไปเพาะพันธุ์พืชเพื่อหาความเหมาะสมต่อการใช้งาน จะสามารถนำปุ๋ยนี้ไปขยายผลและใช้งานได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากผู้มีอิทธิพลทางความคิดในติ๊กต็อกและอิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค, ชมภัช ชาญเที่ยงธรรม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงสำรวจผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค 2) วิเคราะห์อิทธิพลของคุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร ผลของความนิยม การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า และความคุ้นเคยต่อตราสินค้า ที่มีต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล 3) วิเคราะห์อิทธิพลของความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และ 4) วิเคราะห์อิทธิพลของทัศนคติต่อตราสินค้าที่มีต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 435 คนที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-43 ปี มีบัญชีผู้ใช้งานติ๊กต็อก และต้องเคยชมวิดีโอรีวิวสินค้าความงามของผู้มีอิทธิพลทางความคิดใน ติ๊กต็อก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงเดือน 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร โดยเฉพาะมิติด้านความน่าดึงดูดใจ การสนับสนุนทางสังคม ภาพลักษณ์ตราสินค้า ความน่าเชื่อถือของข้อมูล ทัศนคติต่อตราสินค้า การสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ ในระดับสูง มีการรับรู้ผลของความนิยมในระดับกลางค่อนไปทางสูง และมีความคุ้นเคยต่อตราสินค้าในระดับกลาง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า คุณภาพของข้อโต้แย้ง ความน่าเชื่อถือของแหล่งสาร การสนับสนุนทางสังคม มีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลมีอิทธิพลต่อทัศนคติต่อตราสินค้า และทัศนคติต่อตราสินค้าเองก็มีอิทธิพลต่อการสื่อสารแบบบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความตั้งใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
การพัฒนาแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล, ปราโมทย์ ถ่างกระโทก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล รวมถึงศึกษาผลของการใช้เทปทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ การวิจัยครั้งนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแพลตฟอร์ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลผู้ให้สารน้ำจำนวน 30 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ด้านการประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบจำนวน 4 คน และ 3) ผู้ป่วยที่ได้รับ การสอดใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนปลายจำนวน 246 คน ระยะที่ 2 การประเมินคุณภาพแพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกล เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1) พยาบาลวิชาชีพที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 8 คน 2) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 4 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การศึกษาผลของการใช้เทป ทรานสพอร์และแผ่นฟิล์มใสปิดแผลต่ออุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบ เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 308 คน สรุปผลวิจัยได้ดังนี้ 1. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อขอคำปรึกษาโดยการส่งภาพถ่ายที่สงสัยว่าจะเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบและข้อมูลอาการและอาการแสดงของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษาเพื่อการวินิจฉัยและการรักษา โดยการออกแบบแผนผังการใช้งาน รูปแบบหน้าจอและการแสดงผลที่มีความสะดวกในการใช้งานทางคลินิก 2. แพลตฟอร์มประเมินการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบด้วยระบบปรึกษาการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ประเมินและการวินิจฉัยการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบได้ถูกต้อง มีความเป็นไปได้และเหมาะสมที่จะนำไปใช้งานจริงในคลินิก 3. อุบัติการณ์การเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบในผู้ป่วยที่ใช้เทปทรานสพอร์ 77.92% ของผู้ป่วยที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล 66.88% มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (x2 = 4.696, p = 0.030 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เทปทรานสพอร์มีความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดดำส่วนปลายอักเสบเป็น 1.16 เท่า เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้แผ่นฟิล์มใสปิดแผล (RR = 1.16, 95% CI = 0.116-0.452) การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติเกี่ยวกับระยะเวลาการถอดสายสวนระหว่างทั้งสองกลุ่ม
การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร
การเปรียบเทียบผลการฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล กับที่สถานพยาบาล จากรายงานผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก, พงศ์ธนา โรจนรัตนางกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อฟื้นฟูหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กเป็นหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสำหรับการลดอาการไม่พึงประสงค์ แต่จำเป็นต้องทำหลายครั้งและต่อเนื่อง ปัจจัยอื่น ๆ รบกวนจนไม่สามารถทำได้ครบจำนวน จึงมีการใช้ระบบการภาพบำบัดทางไกลเข้ามาทดแทน แต่ยังขาดการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการ การศึกษาวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ระดับความเชื่อในการหลีกเลี่ยงความกลัว ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว จากการออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวของผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล เปรียบเทียบกับการฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ศึกษาวิจัยในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็กที่พักฟื้นมาแล้วอย่างน้อยสี่สัปดาห์ อายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปี จำนวนสามสิบแปดคน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มจำนวนเท่ากัน กลุ่มละสิบเก้าคน ได้แก่กลุ่มที่ออกกำลังกายฟื้นฟูผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกลหรือกลุ่มทดลอง และกลุ่มออกกำลังฟื้นฟูที่สถานพยาบาลหรือกลุ่มควบคุม ทั้งสองกลุ่มการศึกษาวิจัย จะได้รับการสอนออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สองครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกสัปดาห์ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวครบสิบสองครั้ง ทั้งกลุ่มใช้ระบบกายภาพบำบัดทางไกลและกลุ่มออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ผลจากรายงานผู้เข้าร่วมวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มการศึกษาไม่แตกต่างกัน ในด้านระดับคุณภาพชีวิต ระดับความปวด ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สรุปผลการศึกษาวิจัยคือ การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อแกนกลางผ่านระบบกายภาพบำบัดทางไกล มีผลไม่ด้อยไปกว่าการออกกำลังกายฟื้นฟูที่สถานพยาบาล ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก
Corneal Nerve Parameters In Prodromal Parkinson's Disease Patients, Sasi Yaisawang
Corneal Nerve Parameters In Prodromal Parkinson's Disease Patients, Sasi Yaisawang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objectives: Peripheral neuropathy often precedes central degeneration and motor decline in Parkinson’s disease (PD). Here, we sought to evaluate corneal nerve parameters as markers of peripheral neuropathy comparing patients with prodromal PD, PD, and healthy controls using confocal microscopy. Methods: We conducted a cross-sectional study involving 53 participants (17 prodromal PD, 18 PD, 18 healthy controls). Prodromal PD was based on predetermined criteria including patients with REM sleep behavior disorder or a first degree relative with PD with 1 of 3 prodromal symptoms including constipation, hyposmia, or depression. Corneal nerve fiber length (CNFL), density (CNFD), branch density (CNBD), …
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Determinants Of Vitamin And Mineral Supplement Purchases Among Generation Z, Phakorn Sirisathaworn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the determinants of Vitamin and Mineral Supplement Purchases among Generation Z, focusing on age and income as key factors. A sample of 385 respondents aged 16-27 completed an 18-question survey, categorized by income levels (< 20,000 THB, 20,000 - 40,000 THB, 40,000 - 60,000 THB, 60,000 - 80,000 THB, and above 80,000 THB) for comprehensive analysis. Younger respondents, particularly those aged 16-18, predominantly belong to lower income brackets, reflecting early career or student statuses. Income levels increase with age, peaking among 25-27 year-olds, indicating greater economic capability. Consumption patterns closely align with income, where higher income groups exhibit higher supplement usage. Primary barriers for lower income groups include safety concerns and affordability, while motivations across all income brackets center on health improvement and immune support. Economic disparities influence purchasing behaviors, with lower income groups buying smaller quantities more frequently and higher income groups opting for bulk purchases less often. Preferences for organic ingredients and trusted brands are notable among higher income segments. The study underscores the economic sensitivity of lower income consumers to price changes and the resilience of higher income groups to economic fluctuations. These findings emphasize the role of income in shaping supplement consumption behaviors and suggest implications for targeted marketing and public health initiatives aimed at Generation Z.
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
The Impact Of Living Arrangement On The Health Of The Elderly—Based On Clhls 2018, Ludan Cao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The rapid demographic shift towards an aging population in China has brought the health status of the elderly to the forefront of state and societal concerns. Concomitant with socioeconomic development, the living arrangements of the elderly have undergone significant transformations, leading to variations in social support structures and, consequently, impacting their physical, mental, and self-reported health outcomes. This study investigates the correlation between living arrangements and the health status of the elderly population in China. Using data from the 2018 Chinese Longitudinal Healthy Longevity Survey (CLHLS), this study empirically examines the impact of solitary living on the health status of …
ดัชนีชี้วัดระดับเทคโนโลยีดิจิทัลเกษตรอาหารที่มีผลต่อการรับรู้คุณค่าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค, ธนพล ภู่พันธ์ศรี
ดัชนีชี้วัดระดับเทคโนโลยีดิจิทัลเกษตรอาหารที่มีผลต่อการรับรู้คุณค่าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค, ธนพล ภู่พันธ์ศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อไขความกระจ่างว่าเทคโนโลยีดิจิทัลด้านเกษตรอาหารนั้นจะกำหนดรูปแบบการซื้อของผู้บริโภคได้อย่างไร งานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีเหล่านี้ต่อความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภคผ่านการตรวจสอบคุณค่าที่รับรู้ของผู้บริโภค การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยที่ผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการสร้างแบบจำลองสมการโครงสร้างและการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างโดยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้เข้าร่วม 318 คน และข้อมูลเชิงลึกของการวิจัยเชิงคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในสาขานั้นเพื่อทำความเข้าใจอิทธิพลของนวัตกรรมดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยผลการวิจัยพบว่าความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้คุณค่าของพวกเขา ซึ่งถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีดิจิทัลด้านเกษตรอาหารที่สำคัญสองประการ ได้แก่ เซ็นเซอร์ไอโอทีซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยของกระบวนการผลิต และเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะและแอคทีฟซึ่งจำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นบรรจุภัณฑ์ การศึกษาครั้งนี้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีเหล่านี้ในการกำหนดมูลค่าการรับรู้ของผู้บริโภคและผลที่ตามมาคือความตั้งใจในการซื้อของผู้บริโภค โดยได้พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมและทดสอบการยอมรับนวัตกรรมดัชนีเทคโนโลยีดิจิทัลด้านเกษตรอาหารที่มีผลต่อคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้และความตั้งใจซื้อผ่านรูปแบบเว็บแอปพลิเคชั่น พร้อมกับศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ในการนำต้นแบบนวัตกรรมนี้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้งานในหมู่เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านเกษตรอาหารต่อไป
The Future Of Meat Substitutes For Sustainable Food System: Insights From Chinese Consumer Preference And Role Of Agenda Setting, Wenxuan Guo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The future of meat substitutes for China's sustainable food system was examined in this dissertation. Influence of media agenda-setting, consumer perception, preferences, and experts' opinions towards sustainable meat systems were investigated by text mining, online questionnaire survey, and stakeholder in-depth interviews. Integration of the agenda-setting concerning meat substitutes with the 2022 Chinese government dietary policy and the influence of articles in mainstream news is recommended. The research findings contribute to bridging the gap between policy formulation, agenda-setting, and public perception and suggest that media provide information consistently with the national food policy and provide education and knowledge correctly and clearly. …
Digital Sustainable Livelihoods And Displacement: A Study Of Myanmar Mixed Migrants In Mae Sot, Thailand, Thinn Nadi Soe
Digital Sustainable Livelihoods And Displacement: A Study Of Myanmar Mixed Migrants In Mae Sot, Thailand, Thinn Nadi Soe
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study explores how digital tools enhance sustainable livelihoods for Myanmar mixed migrants in Thailand and examines how digital resources integrate into livelihood strategies for self-reliance and socio-economic well-being using a modified Sustainable Livelihood Framework. Insights from key informants’ experiences, and stakeholder perspectives reveal that mixed migrants leverage strong human and social capital, showing adaptability and resilience, which can lead to sustainable livelihoods with digital engagement. However, major challenges in financial stability, digital access, natural resources, and social inclusion require further support.
Identification And Functional Characterization Of Myb Transcription Factors Regulating Flavonoid Biosynthesis In Durian Durio Zibethinus L. Pulps, Kamonwan Weerawanich
Identification And Functional Characterization Of Myb Transcription Factors Regulating Flavonoid Biosynthesis In Durian Durio Zibethinus L. Pulps, Kamonwan Weerawanich
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Durian fruit possesses high nutritional value due to its enriched bioactive compounds such as phenolics, carotenoids, and vitamins. While various transcription factors (TFs) regulate the phenylpropanoid biosynthetic pathway, MYB TFs play a pivotal role in controlling key genes in this pathway. In this study, we identified candidate v-Myb myeloblastosis viral oncogene homolog, MYB TFs from our transcriptome database of the Monthong cultivar including five developmental/postharvest ripening stages. MYBs that were upregulated during the ripening stage were considered as candidate transcriptional activators, based on the positive correlation observed between flavonoid biosynthetic genes and flavonoid contents in ripe durian pulps. Conversely, MYBs …
Aroma Components And Antioxidative Activity Of Thua Nao From Black Soybean With Bacillus Subtilis, Pakavit Mathatheeranan
Aroma Components And Antioxidative Activity Of Thua Nao From Black Soybean With Bacillus Subtilis, Pakavit Mathatheeranan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thua nao is a fermented soybean product that is widely consumed, especially in the northern part of Thailand. Thua nao can be used as a condiment to enhance the aroma and flavor of foods. In this study, stir bar sorptive extraction (SBSE) coupled with gas chromatography‒mass spectrometry/olfactometry (GC‒MS/O) was used to analyze volatile aroma compounds in thua nao products. Thua nao fermented with commercial Bacillus subtilis under controlled conditions exhibited the presence of compounds such as 2-methyl butanoic acid, phenylethyl alcohol, benzaldehyde, 2,5-dimethylpyrazine, 2,6-dimethylpyrazine, and 2-methoxy phenol. These compounds contributed to an increase in fermented/sour, floral, almond-like, nutty, and wood …
Some Fermentation Parameters Affecting The Cell Growth Of Saccharomyces Cerevisiae And The Qualities Of Black Rice Beverage, Aung Pyae
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Black rice (Hom Nil: Oryza sativa) is well-known for their health benefits thanks to their high content in proteins, fibers, vitamins and minerals as well as their abundance in phenolic compounds. These compounds contribute to the color and antioxidant properties of the black rice. Thus, the aim of the study was to conduct fermentation on black rice using two varieties of yeast strains, Saccharomyces cerevisiae SC90 and M30, over the course of 10 days comparing temperature and sucrose adding. The obtained data can be utilized in designing and developing a functional fermented beverage with black rice. In the process, black …
Synthesis Of Iron Phosphide Catalyst On Nanoporous Carbon Derived From Vinasse Waste For Green Diesel Production, Phetcharat Nenyoo
Synthesis Of Iron Phosphide Catalyst On Nanoporous Carbon Derived From Vinasse Waste For Green Diesel Production, Phetcharat Nenyoo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Nanoporous carbon was successfully synthesized from vinasse waste, using pyrolysis carbonization and potassium hydroxide (KOH) activation. The nanoporous carbon (NPC) exhibited a maximum surface area of 1,018 m2/g and was used as a catalyst support for the conversion of palm oil into green diesel fuel. The NPC consolidated with well-dispersed iron phosphide (FeP) particle, was synthesized by simple wet impregnation. The physicochemical properties of the synthesized FeP/NPC catalyst were evaluated by various techniques including XRD, nitrogen sorption, and TEM with EDS mapping. The effect of deoxygenation reaction temperatures of 280-360 °C was studied in the palm oil conversion. The FeP/NPC …
Effect Of Cinnamon And Nutmeg Essential Oils On The Smoked Meat (Se'i Sapi) Quality, Ulil Afidah
Effect Of Cinnamon And Nutmeg Essential Oils On The Smoked Meat (Se'i Sapi) Quality, Ulil Afidah
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Se’i sapi is a traditional Indonesian smoked meat product that is normally degraded by both microorganisms and lipid oxidation. The aim of this study was to determine the effect of essential oils on the quality of sterilized se’i sapi. Firstly, antioxidant activity and total phenolic compounds of cinnamon (CEO) and nutmeg (NEO) essential oils, and liquid smoke were investigated. It was found that CEO and NEO had good potential on their antioxidant activities, while liquid smoke exhibited very low antioxidant activity. Total phenolic content of CEO and NEO showed a high value, which were 110.64 and 109.13 mg GAE/g, respectively. …
Anti-Neuroinflammatory Effects And Underlying Mechanismsof Cleistocalyx Nervosum Var. Paniala Extracts In Microglia Cells, Sakawrat Janpaijit
Anti-Neuroinflammatory Effects And Underlying Mechanismsof Cleistocalyx Nervosum Var. Paniala Extracts In Microglia Cells, Sakawrat Janpaijit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Sustained inflammatory responses have been implicated in various neurodegenerative disorders. Cleistocalyx nervosum var. paniala (CN), an edible berry, has been reported to exhibit several beneficial properties. However, only limited research is available on this fruit seed, which is classified as agricultural food waste. We therefore focused on the anti-neuroinflammatory effects and underlying mechanism of C. nervosum var. paniala seed extract (CNSE) on BV-2 mouse microglial cells induced by lipopolysaccharide (LPS) or tumor necrosis factor-alpha (TNF-α). CN seeds were extracted in 95% ethanol by Soxhlet extraction. HPLC was carried out to identified resveratrol (RESV) in CNSE. For cell-based studies, the expression …
Association Between Cotinine Levels And The Semen Quality Among Male Tobacco Farmers In Sukhothai Province, Thailand, Anu Surach
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Thai traditional tobacco is one of the greatest public health problems. Tobacco leaves contains nicotine that may impacts on the quality of life of tobacco farmers. The study aimed to explore the association of work-related factors on salivary cotinine levels and semen quality among male tobacco farmers in Sukhothai Province, Thailand. This was a longitudinal study of 62 participants aged 20-40 years without reproductive disease, chronic disease, obesity, and psychiatric disease in Sukhothai Province, Thailand. Data were collected three times during processing of cultivation tobacco growing in March to May 2022. A self-administered questionnaire was used to collect on individual …
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์, ธนเสฏฐ์ สิงหะสุริยะ
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์สำหรับเครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์, ธนเสฏฐ์ สิงหะสุริยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์ เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคตระหนักถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้นจากหลายปัจจัย ดังนั้นผู้วิจัยจึงเล็งเห็นโอกาสในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคดังกล่าว รวมถึงความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์ด้วยเทคโนโลยี จึงนำงานวิจัยดังกล่าวมาศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อประเมินศักยภาพตลาดและพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่ให้ความสนใจในด้านสุขภาพจำนวน 15 คน และสำรวจการยอมรับในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และนำผลการศึกษาดังกล่าวมาออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ จากผลการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่ากลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายคาดหวังให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงคือต้องการผลลัพธ์ที่ได้จากการรับประทาน ราคาที่จับต้องได้ และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จากการสำรวจการยอมรับในผลิตภัณฑ์ พบว่าผู้บริโภคมีความสนใจในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์ร้อยละ 81.3 ประเด็นสำคัญในการพิจารณาในการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดคือ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย รวดเร็ว และความสะดวกสบายด้านสถานที่จัดจำหน่าย สำหรับผู้บริโภคเลือกซื้อเครื่องดื่มโปรตีนเวย์เพื่อต้องการสร้างกล้ามเนื้อเป็นหลัก การพิจารณาในการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดคือ ชนิด และคุณภาพของโปรตีนเวย์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ เนื่องจากผู้บริโภคเน้นผลลัพธ์ที่ได้จากการทานโปรตีนเวย์ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินจากการจ้างผลิต (OEM) แทนการจัดตั้งโรงงานผลิต โดยมีเงินลงทุนเริ่มต้น 2,100,000 บาท ซึ่งจากการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงินในกรณีปกติ (Base case) ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคา 25 บาท โดยผลการคาดคะเนส่วนแบ่งตลาดที่ร้อยละ 5 พบว่ามีความคุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากธุรกิจสามารถสร้างกำไรซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวก เท่ากับ 31,527,319 บาท และอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) เป็นบวก เท่ากับ 145.5% และมีระยะเวลาคืนทุนของธุรกิจ (Payback Period) เท่ากับ 1.38 ปี จึงสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเยลลี่โปรตีนสูงจากโปรตีนเวย์มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์