Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (515)
- Life Sciences (216)
- Social and Behavioral Sciences (111)
- Medical Sciences (110)
- Public Health (84)
-
- Physical Sciences and Mathematics (81)
- Veterinary Medicine (78)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (70)
- Nutrition (67)
- Dentistry (60)
- Nursing (60)
- Engineering (58)
- Biochemistry (49)
- Biochemistry, Biophysics, and Structural Biology (49)
- Chemistry (47)
- Economics (47)
- Food Science (47)
- Sports Sciences (38)
- Molecular, Genetic, and Biochemical Nutrition (36)
- Biotechnology (34)
- Sociology (24)
- Animal Sciences (23)
- Business (23)
- Chemical Engineering (23)
- Education (23)
- Environmental Sciences (23)
- Arts and Humanities (18)
- Technology and Innovation (17)
- Architecture (16)
- Dental Public Health and Education (14)
- Publication Year
Articles 211 - 240 of 1042
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์
ผลของการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกที่มีต่อพลัง ความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไว ในนักกีฬาฟุตบอลชาย, รมัณยา ปัตตะพงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลจากการเปลี่ยนแปลงของพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวหลังจากการได้รับการวอร์มอัพด้วยวิธีเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก ในนักกีฬาฟุตบอลชาย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุ 20.42±1.83 ปี จำนวน 12 คน ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกคนจะได้รับการวอร์มอัพ 3 รูปแบบ คือ 1) การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริก 2) การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 และ 3) การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว ด้วยวิธีถ่วงดุลลำดับ ทำการทดลองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หลังจากได้รับการวอร์มอัพทำการทดสอบพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไว วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า พลังสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) ความเร็วสูงสุด (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.65) เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.60) เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.57) และความคล่องแคล่วว่องไว (p < 0.001, ขนาดอิทธิพล = 0.84) แตกต่างกันระหว่างการวอร์มอัพและค่าเริ่มต้น เมื่อเปรียบเทียบรายคู่พบว่า การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาพลังสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 การวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหว และค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกสามารถพัฒนาความเร็วสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 10 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น การวอร์มอัพแบบดัดแปลงจากฟีฟ่า อีเลฟเว่น พลัส ระดับ 2 สามารถพัฒนาพลังสูงสุด และเวลาสปริ้นท์ระยะ 20 เมตร ได้ดีกว่าการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวและค่าเริ่มต้น และการวอร์มอัพแบบมีการเคลื่อนไหวสามารถพัฒนาพลังสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาสปริ้นท์ระยะ 10 และ 20 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวได้ดีกว่าค่าเริ่มต้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ไม่พบความแตกต่างของแรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุดระหว่างการวอร์มอัพ สรุปผลการวิจัย จากผลการวิจัยครั้งนี้บ่งชี้ให้เห็นว่าการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไว โดยใช้เทคนิคโพสแอคทิเวชั่น โพเทนทิเอชั่น ในระหว่างการวอร์มอัพ ดังนั้นจึงควรแนะนำให้ผู้ฝึกสอนและนักกีฬานำการวอร์มอัพแบบเน้นความหนักแบบเอกเซนตริกไปใช้เพื่อเพิ่มพลัง ความเร็ว และความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตบอล
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
แนวทางการจัดทำโครงการอาคารสวัสดิการที่มีคุณภาพและยั่งยืน สำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย, เชิดศักดิ์ สร้อยสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดำเนินโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ในลักษณะโครงการอาคารพักอาศัยรวมมีการพัฒนาการเรื่อยมาตามยุคสมัย ที่บริบทมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และมีเงื่อนไขความต้องการต่างๆเพิ่มเติมมากขึ้นทั้งการคำนึงถึง คุณภาพในการจัดสวัสดิการ ปัจจัยด้านงบประมาณและการเงิน ลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึงความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการของกองบัญชาการกองทัพไทยไม่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ประมวลประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (2) ประมวลประเด็นในการปรับปรุงเพื่อให้โครงการฯมีคุณภาพและมีความยั่งยืน (3) สร้างแนวทางต้นแบบการดำเนินโครงการและทำการพิสูจน์เปรียบเทียบโดยทำการศึกษาผ่านขั้นตอนดังนี้ (1) การศึกษากฎหมาย,แนวคิด,ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการศึกษาโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง กองบัญชาการกองทัพไทยเชิงลึกโดยการสำรวจและสัมภาษณ์ (2)นำผลการศึกษาในข้อ 1 มาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและสรุปแนวทางการดำเนินโครงการฯที่มีคุณภาพและยั่งยืน (3)ทำการทดสอบและเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินโครงการฯในโครงการเสมือนจริง แล้วจึงทำการสรุปและนำเสนอผลการวิจัยผลการศึกษาในประเด็นปัญหาของโครงการอาคารสวัสดิการส่วนกลาง ของกองบัญชาการกองทัพไทยพบว่ามีปัญหาสำคัญ 3 ประการ คือ 1)ปัญหาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรกายภาพทรุดโทรมไม่ปลอดภัย 2)ปัญหางบประมาณไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการและการบำรุงรักษา 3)ปัญหาจำนวนที่พักอาศัยไม่เพียงพอต่อความต้องการและยังไม่ครอบคลุมสมาชิกทุกประเภท จากการวิเคราะห์ผลการศึกษาโครงการฯพบว่าปัญหาเกิดจากสาเหตุ 4 ประการคือ 1)ระบบการจัดสวัสดิการฯปัจจุบันมีลักษณะเชิงเดี่ยวสำหรับการพักอาศัยเป็นหลัก และเน้นให้สวัสดิการเฉพาะสมาชิกสามัญ (ข้าราชการทหารประจำการ) 2)อาคารสถานที่ซึ่งออกแบบไว้ในอดีตไม่สอดคล้องกับกฎหมายและรูปแบบการพักอาศัยในปัจจุบัน 3)ไม่มีการวางแผนการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการระยะยาว 4)การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเป็นหลักเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯในระยะยาวเมื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาแล้วผู้วิจัยขอเสนอระบบการดำเนินโครงการอาคารสวัสดิการแบบผสมผสาน (Hybrid Military Welfare Housing system) ที่ผสมผสานการจัดโครงการสวัสดิการที่พักอาศัยแบบเดิม กับการจัดสวัสดิการเชิงธุรกิจโดยโครงการที่พักอาศัยทางเลือกทั้งระยะยาวและระยะสั้นในราคาสวัสดิการ ผ่านการวางผังและออกแบบอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ Eco Village และ Universal Design และผสมผสานระบบงบประมาณภาครัฐร่วมกับรายได้จากสวัสดิการเชิงธุรกิจ เมื่อทดลองดำเนินโครงการฯตามระบบดังกล่าว ในโครงการเสมือนจริงในโครงการอาคารสวัสดิการกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่ประชาชื่น ในลักษณะทางกายภาพ 3 ตัวแบบคือ 1)อาคารสถานที่เดิมปรับปรุงบางส่วน 2)อาคารสร้างใหม่บางส่วน ปรับปรุงอาคารสถานที่เดิมบางส่วน 3)อาคารสถานที่สร้างใหม่ทั้งหมด โดยทั้ง 3 ตัวแบบนี้ออกแบบและปรับปรุงอาคารสถานที่ตามกฎหมายและเกณฑ์ที่กำหนด มีจำนวนเพียงพอรองรับสมาชิกได้ทุกประเภท และเมื่อทำการทดสอบฐานะทางการเงิน (Financial Status)ในระยะเวลา 40 ปี พบว่า ทั้ง 3 ตัวแบบ มีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริหารจัดการและบำรุงรักษาโครงการฯตามมาตรฐานงานวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าการพัฒนาโครงการอาคารสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างระบบการจัดสวัสดิการ ลักษณะทางกายภาพ และการบริหารจัดการ โดยมีการจัดการด้านงบประมาณที่สอดคล้องกัน สามารถสร้างโครงการสวัสดิการเคหะสงเคราะห์สำหรับหน่วยราชการทหารที่มีคุณภาพและมีความยั่งยืนได้ในบริบทปัจจุบัน และยังสามาถลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมภายใต้แนวคิดสุขภาวะ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานอาคารสุขภาวะ ระดับทอง ในประเทศไทย, ชญานนท์ เตชะหัสดิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครนิยมการอยู่อาศัยในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยมากขึ้น อีกทั้งการเริ่มให้ความสำคัญด้านการอยู่อาศัยเพื่อให้มีสุขภาวะที่ดี งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นศึกษากระบวนการดำเนินงาน(Process) และลักษณะทางกายภาพ(Physical) ของโครงการอาคารชุดพักอาศัยรวมที่ได้การรับรอง WELL Building Standard ระดับทอง (Gold Certified) เป็นเกณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้อยู่อาศัยในอาคาร ซึ่งในปี พ.ศ.2565 มีเพียงโครงการเดียวในประเทศไทยที่ได้การรับรองมาตรฐาน WELL ประเภทอาคารพักอาศัยรวม (Multi-Family Residential) คือ โครงการอาคารชุดพักอาศัยรวม จำนวน 42 ชั้น 222 หน่วยพักอาศัย ในเขตเมืองกรุงเทพมหานคร โดยผู้วิจัยทำการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาเอกสารข้อมูลของโครงการ ศึกษาด้วยวิธีการสังเกตกายภาพอาคาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนในกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ได้รับการรับรอง WELL Building Standard เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยที่ไม่ได้การรับรองรวม 8 ขั้นตอน ซึ่งการนำเกณฑ์ WELL มาใช้ในโครงการ แม้จะมีผลกับงานออกแบบเพียงเล็กน้อย หรือ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ แต่จากการวางแผนที่ดีของโครงการกรณีศึกษาจึงไม่ส่งผลกระทบกับระยะเวลารวมของการพัฒนาโครงการ อีกทั้งสิ่งที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์ ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และหน่วยพักอาศัยทั้งหมด 7 หมวด จะมีลักษณะที่ปรากฏในโครงการ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ลักษณะกายภาพ เช่น การมีหน้าต่างที่เปิดได้ ขนาดของอ่างล้างจาน หรือ รูปแบบของตู้เย็น เป็นต้น และ 2) งานระบบ เช่น การใช้ตัวกรองอากาศ(Air Filtration) MERV13 ขึ้นไป รูปแบบประเภทดวงโคมที่ให้เกิดความสบายตากับผู้อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งหมวดอากาศเป็นหมวดที่ต้องดำเนินการมากที่สุด โดยผู้พัฒนาโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้าน WELL ผู้บริหารงานโครงการ และ ผู้ออกแบบให้ความเห็นถึงข้อดี และข้อจำกัดสอดคล้องกัน ดังนี้ 1) ข้อดี คือ การพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยภายใต้เกณฑ์ WELL ทำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารมั่นใจได้ว่าจะได้รับสุขภาวะที่ดี และ 2) ข้อเสีย คือปัจจัยด้านงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จากการขอการรับรอง WELL และจากวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตามเกณฑ์ WELL
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
รูปแบบที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง: กรณีศึกษา โครงการสถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และโครงการสวางคนิเวศ, วริศรา ศุภาลัยวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันทั่วโลกพบปรากฏการณ์การสูงวัยของประชากร ซึ่งในประเทศไทย หนึ่งในสามของผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลถึงการเตรียมตัวโดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ โดยผู้สูงอายุมักต้องการอยู่อาศัยในที่เดิมของตน แต่ความต้องการในการใช้พื้นที่เปลี่ยนแปลงตามระดับภาวะพึ่งพิง ส่งผลให้เกิดโครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้สูงอายุต่อเนื่องตั้งแต่แข็งแรงจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต โดยวิทยานิพนธ์เล่มนี้มุ่งศึกษาที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิเคราะห์พื้นที่ ปัญหาและข้อจำกัดของโครงการ เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนา โดยการสำรวจและสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ และผู้ใช้บริการในกรณีศึกษา 2 โครงการ ได้แก่ สถาบันผู้สูงอายุแมคเคน และสวางคนิเวศจากการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่เดิมจนถึงวาระสุดท้ายจากความเคยชินในพื้นที่และสังคม ดังนั้นการมีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้อยู่ในพื้นที่และสังคมเดิมตั้งแต่แข็งแรงเป็นต้นไป โดยที่มีการออกแบบมารองรับทุกการเปลี่ยนแปลง มีความต่อเนื่องในระบบประวัติสุขภาพ การดูแลสุขภาพ การจัดกิจกรรม และการดูแลเรื่องอาหาร ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมถอยของผู้สูงอายุ แต่หากจัดให้ผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มอยู่ร่วมกัน ผู้สูงอายุที่แข็งแรงจะดูแลกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงจนทำให้ผู้สูงอายุละเลยการดูแลตนเองและทำให้เกิดความเสื่อมถอย จะเห็นถึงความซับซ้อนของโครงการ จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้โครงการในลักษณะนี้มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโครงการของผู้สูงอายุประเภทอื่น ส่วนทางกายภาพ การคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นปัจจัยแรกที่เจ้าหน้าที่และผู้ใช้บริการนึกถึง และเมื่อเทียบสภาพแวดล้อมโครงการกับมาตรฐาน พบว่าด้านกายภาพถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังต้องเพิ่มเติมบางเรื่อง เช่น พื้นผิวต่างสัมผัส เพื่อให้สามารถรองรับได้ทุกคนอย่างเท่าเทียมตามแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคนข้อเสนอแนะจากการศึกษา เสนอให้ในโครงการที่มีการรองรับผู้สูงอายุหลากหลายกลุ่มต้องมีการจัดการความสมดุลระหว่างกลุ่มตามภาวะพึ่งพิง โดยแยกพื้นที่อยู่อาศัยตามกลุ่ม เพื่อให้เหมาะตามความต้องการเฉพาะ แต่รวมพื้นที่ทำกิจกรรมเพื่อให้แต่ละกลุ่มได้พบกันจะช่วยกระตุ้นทางร่างกาย จิตใจ นอกจากนี้โครงการที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องมีขนาดใหญ่และซับซ้อนจึงแนะนำให้เพิ่มองค์กรช่วยให้คำปรึกษา หรือกำหนดมาตรฐานเพิ่มเติม และมีการกระตุ้นในเชิงการจัดอันดับเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้าย โครงการที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุที่มีระบบดูแลอย่างต่อเนื่องเริ่มมีแผนพัฒนามากขึ้นในประเทศไทยจากค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้มีการวิจัยโครงการในอนาคตหลังการพัฒนาแล้วเสร็จต่อไป
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Premenstrual Syndrome (PMS) is a worldwide public health issue which is present in all cultures of women. This is a chronic disorder that affects more than over a million women around the world among those who have started their period of menstruation. Adolescence is a phenomenon which is a sign of reproductive maturity and might not be seen as a health problem or condition. World Health Organization reported that approximately 199 million women have premenstrual syndrome. Studies showed that about 20% of women of reproductive age find these premenstrual symptoms distressing. Experiencing such symptoms is cited as affecting women’s interpersonal …
ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา
ประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ปณิตา จันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ในการบรรยายประสบการณ์การดูแลสุขภาพตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ให้ข้อมูลคือ วัยรุ่น ที่ได้รับทราบจากแพทย์ว่าเป็นผู้มีอาการหลงเหลือจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และไม่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ใน โรงพยาบาลของจังหวัดอุบลราชธานี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกไปพร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลแบบแก่นสาระ จนเกิดความอิ่มตัวของข้อมูล รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 7 ราย ผลการศึกษาพบข้อสรุปดังนี้ 1) ชีวิตที่ต้องเผชิญกับผลพวงของโควิด-19 ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1 การเปลี่ยนแปลงในชีวิต และ 1.2 ผลกระทบต่อความรู้สึกทางอารมณ์และจิตใจ 2) การค้นหาวิธีจัดการกับอาการเรื้อรัง ประกอบด้วยประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1. การแสวงหาวิธีการดูแลสุขภาพ และ 2.2. การดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ข้อสรุปนี้ช่วยให้พยาบาลเด็กเข้าใจถึงประสบการณ์และความท้าทายที่วัยรุ่นกลุ่มนี้ต้องเผชิญ และสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางอารมณ์แก่วัยรุ่นและครอบครัวที่ต้องเผชิญกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การให้คำแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพและเทคนิคการจัดการอาการเรื้อรังที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล รวมทั้งการพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพที่เน้นการปรับตัวและการรับมือกับอาการหลงเหลือหลังติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อให้วัยรุ่นกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This correlational study aimed to 1) describe health promoting behaviors among Myanmar migrants and 2) examine direct and indirect paths of relationships among acculturation, perceived stress, perceived benefits, perceived barriers, perceived self-efficacy, perceived social support and health promoting behaviors of Myanmar migrants in Thailand. The hypothesized model was constructed based on Pender’s revised Health Promotion Model and the literature reviewed. A multistage random sampling approach was utilized to recruit 400 Myanmar migrants. They were recruited if they aged of 30 to 50 years old, are registered Myanmar migrants, have been working in factories, are living in Thailand for at least …
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The prevalence of diabetes patients with hypertension comorbidity has been rising globally, especially in northeast Thailand. This study aimed to determine the effect of a culture-specific behavior modification program on improving HbA1c and blood pressure levels among diabetes persons with hypertension comorbidity. The nurse-led programs were based on the Information-Motivation-Behavioral Skills (IMB) model (Fisher et al., 2003) and implemented through interactive classes and web applications. This study was a 12-week, cluster-randomized clinical trial (RCT). A sample of 60 patients aged 40-59 years with uncontrolled type 2 diabetes and hypertension was studied, with matched pairs and simple random assignment to the …
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด, ยศวดี ยินดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ อายุ ระดับการศึกษา ภาวะซึมเศร้า การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โดยใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์เป็นกรอบแนวคิด กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ ในระยะ 1 ปีแรก และมาตรวจติดตามการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐที่มีศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 107 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกันยายน ถึงเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 6 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าฉบับภาษาไทย แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามแรงสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในผู้ที่เป็นมะเร็งโลหิตวิทยาหลังได้รับการปลูกถ่ายฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์อีต้า ค่าสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมนและค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับสูง ( X = 3.45, SD. = .37) การรับรู้ความสามารถของตนเอง การรับรู้ประโยชน์ แรงสนับสนุนทางสังคมและเพศหญิง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .525, .488, .428, และ .151 ตามลำดับ; p < .05) ภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = -.399; p < .05) ส่วนอายุและระดับการศึกษาไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงปัจจัยที่สัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนและขัดขวางการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ดังนั้นพยาบาลควรจัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้สอดคล้องกับปัจจัยที่สัมพันธ์และประสบการณ์ส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อคงไว้ซึ่งการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการและให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นอย่างน้อย 2 ปี และมีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเสียง บันทึกภาคสนาม ร่วมกับการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการ van Manen และ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1.เริ่มต้นสนใจคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ทำความรู้จักคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 1.2) เห็นช่องทางการให้บริการในชุมชน และ 1.3) สมัครเป็นหน่วยบริการเครือข่าย 2. การจัดบริการสุขภาพ ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การให้บริการสุขภาพในคลินิก และ 2.2) การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน 3. การบริหารจัดการคลินิก ประกอบด้วย 7 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) ประชาสัมพันธ์คลินิก 3.2) จัดบุคลากรในการให้บริการ 3.3) จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ 3.4) ติดต่อประสานงาน 3.5) เบิกจ่ายค่าบริการพยาบาล 3.6) จัดการต้นทุนและงบดุลของคลินิก และ 3.7) จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 4. อุปสรรคการดำเนินงานคลินิก ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ 4.2) ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.3) ความยุ่งยากในการเบิกจ่ายค่าบริการ และ 4.4) การคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าต้นทุน 5. ผลลัพธ์การให้บริการของคลินิก ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 5.1) ผลลัพธ์รับต่อผู้รับบริการ 5.2) …
Formulation Of Polyphenol-Loaded Microemulsions Against Human Breast Cancer Cells, Ghea Putri Cristy
Formulation Of Polyphenol-Loaded Microemulsions Against Human Breast Cancer Cells, Ghea Putri Cristy
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Breast cancer is one of the deadliest cancers and is categorized into the hormone-dependent and hormone-independent phenotypes. Plant-derived polyphenols have been deemed as one of possible solutions to combat breast cancer. This study explored inhibition of selected plant polyphenols on human 5-lipoxygenase (5-LOX), and further focused on how microemulsion encapsulation was used to enhance the deliverability of the polyphenols, namely quercetin, kaempferol, and rosmarinic acid, and to understand the nature of these compounds in terms of cytotoxicity and antioxidant properties by performing assays, including DPPH and nitric oxide assays. The results showed that kaempferol has the highest inhibition on 5-LOX …
Health Risk Assessment Of Heavy Metal Contamination In Potato (Solanum Tuberosum) In Jining, Shandong, China, Siyuan Ma
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Heavy metals contamination in soil is a worldwide problem according to contamination also in plants and crops. Heavy metals in crops can cause human health risks such as cancer through oral exposure by crops consumption. Potato is one of underground growing crops that commonly found heavy metals. In China, potato is one of the most popular staple foods, especially in northern regions like Shandong. Therefore, they may have adverse health risk from contaminated potato consumption. Objectives: To find the concentration of heavy metals in potato and assess the non-cancer and cancer risk related to potato consumption among residents in …
Prevalence Of Hiv Testing And Its Determinants Among Youths In The Gambia: From 2019/2020 Demographic Health Survey, Abdou Jarju
Prevalence Of Hiv Testing And Its Determinants Among Youths In The Gambia: From 2019/2020 Demographic Health Survey, Abdou Jarju
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: HIV is a pathogen that attacks the immune system. Globally, 3.9 million youth aged 15-24 years living with the virus in 2017. In Sub-Saharan Africa, girls and boys accounted for 63% and 50% respectively. The Gambia, youth accounted for 37% of all HIV cases. Objective: To determine the prevalence and determinant factors of HIV testing among youth15 – 29 years in The Gambia.Methodology: Secondary data were used for analysis. This study population was 7438 youth aged 15 to 29 years. Sociodemographic and Economic knowledge about HIV/AIDS, risky sexual behaviors, and mass media exposure were used as predictors of HIV …
Factors Associated With Diarrhoea Among Children Less Than 5 Years Old In The Gambia: Analysis Of The 2019/2020 Demographic And Health Survey, Alagi Ab Jarju
Factors Associated With Diarrhoea Among Children Less Than 5 Years Old In The Gambia: Analysis Of The 2019/2020 Demographic And Health Survey, Alagi Ab Jarju
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Introduction: Diarrhoeal diseases are the second leading killer of children under five years old in The Gambia, causing approximately 9% of deaths.Objective: To investigate the factors associated with diarrhoea among children less than 5 years old in the GambiaMethodology: The study utilized secondary data from the 2019/2020 Gambia Demographic Health Survey (GDHS). Initially, the research encompassed 8362 children less than 5 years of age, but only 5016 were included in the final analysis after cleaning.The statistical significance of the associated factors was determined using an adjusted odds ratio (aOR) with a 95% confidence interval (CI) and a p-value of less …
ผลลัพธ์ของการตรวจคัดกรองยีนแพ้ยา Hla-B*58:01ก่อนเริ่มใช้ยาอัลโลพูรินอลครั้งแรก ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, พัชรพล เฟื่องประยูร
ผลลัพธ์ของการตรวจคัดกรองยีนแพ้ยา Hla-B*58:01ก่อนเริ่มใช้ยาอัลโลพูรินอลครั้งแรก ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ, พัชรพล เฟื่องประยูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มาและความสำคัญ: การตรวจยีนแพ้ยา HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มใช้ยา allopurinol สามารถช่วยป้องกันการแพ้ยาทางผิวหนังจากการใช้ยา allopurinol ได้ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การแพ้ยาทางผิวหนังจากยา allopurinol โดยรวมทั้งชนิดที่ไม่รุนแรงและรุนแรง และศึกษาความแตกต่างของค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเมื่อพบการแพ้ยาในกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจยีนแพ้ยา (กลุ่มศึกษา) และผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการตรวจยีนแพ้ยา (กลุ่มเปรียบเทียบ) วิธีการศึกษา: การวิจัยจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลัง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2567 ผู้ป่วยที่ผ่านคุณสมบัติตามที่ผู้วิจัยกำหนดทั้งหมด 1,026 ราย แบ่งเป็นกลุ่มศึกษา 281 รายและกลุ่มเปรียบเทียบ 745 ราย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยกลุ่มศึกษา 281 ราย ตรวจพบยีนแพ้ยาเป็นบวก 53 ราย (ร้อยละ 18.8) ได้รับการรักษาด้วยยาลดกรดยูริกในเลือดอื่น ๆ 32 ราย ตรวจพบยีนแพ้ยาเป็นลบ 228 ราย (ร้อยละ 81.14) ได้รับการรักษาด้วยยา allopurinol 163 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ 745 ราย ผู้ป่วยทุกรายได้รับการรักษาด้วยยา allopurinol ที่ระยะเวลาการติดตามการแพ้ยา 90 วัน ในกลุ่มศึกษาพบอุบัติการณ์การแพ้ยาทางผิวหนังโดยรวม และชนิดที่ไม่รุนแรงเท่ากันร้อยละ 1.4 และกลุ่มเปรียบเทียบร้อยละ 5.9 และ 5.0 ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.007, 0.02 ตามลำดับ) และในกลุ่มศึกษาไม่พบอุบัติการณ์การแพ้ยาทางผิวหนังชนิดที่รุนแรง แต่กลุ่มเปรียบเทียบพบร้อยละ 0.9 (p = 0.216) ความแตกต่างของค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเมื่อพบการแพ้ยาระหว่างกลุ่มศึกษาน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ 78,198.52 บาทต่อราย สรุปผลการศึกษา: การตรวจคัดกรองยีน HLA-B*58:01 ก่อนเริ่มใช้ยา allopurinol มีประสิทธิผลในการลดอุบัติการณ์แพ้ยาทางผิวหนัง และลดค่าใช้จ่ายทางตรงที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ยา
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
The Development Of Weight Management Model “Weightcut” For Community Pharmacists’ Practice, Pairin Supsongserm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Obesity is one of the health problems that could cause health and economic and social impacts. However, few community pharmacists provided weight management services (WMS) and there has not been standard practice for weight management by community pharmacists in Thailand. The objectives of this study were: 1) to systematically review factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in various countries; 2) to explore factors affecting community pharmacists' intention and weight management service provision in Thailand by using survey; and 3) to develop weight management service called “WeightCut” for community pharmacy practice in Thailand. From systematic review, lack …
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Evaluation Of Skin Irritation And Anti-Acne Efficacy Of Asiatic Acid Loaded Solid Lipid Microparticle In Patients With Mild-To-Moderate Acne Vulgaris, Panalee Jongpanyangarm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research aimed to study the physicochemical properties, including physical appearance, percentage of labeled amount (%LA), and release profile, of Asiatic acid (AA) encapsulated in solid lipid microparticles (SLM) composed of 10% and 15% cetyl alcohol with poloxamer 188 (F6 and F12). The results indicated that F12 demonstrated a significantly higher %LA and exhibited a release kinetic that fit the Higuchi model with a slower sustained-release profile compared to F6. Thus, F12 was selected for further clinical study. A controlled, split-face, single-blind clinical trial was conducted over 7 weeks with twelve female participants aged between 25 and 48 years (average …
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
การแปลศัพท์เฉพาะด้านระบาดวิทยาในหนังสือวิชาการเรื่อง Basic Epidemiology ของ Ruth Bonita, อนุตรศักดิ์ รัชตะทัต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาในตำรา Basic epidemiology ของ Ruth Bonita จากคำศัพท์เฉพาะทางที่คัดสรรจำนวนทั้งสิ้น 30 คำและบทความต้นฉบับที่คัดสรร โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่า แนวทางการวิเคราะห์ตัวบทของคริสติอาเน นอร์ด (Cristiane Nord) แนวทางการแปลแบบตีความและยึดความหมายของ ฌอง เดอลิลส์ (Jean Delisle) แนวทางการแปลคำสร้างใหม่ของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และองค์ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบาดวิทยา จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการแปลคำศัพท์เฉพาะทางด้านระบาดวิทยาที่คัดสรร เพื่อถ่ายทอดความหมายของคำศัพท์เฉพาะทางได้อย่างถูกต้อง มีสมมูลภาพและคงความเป็นศัพท์เฉพาะทาง ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลดังกล่าว สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการแปลคำศัพท์ทางระบาดวิทยาปละบทความที่คัดสรรได้ตามสมมติฐาน
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this research was to study perceptions and experiences of sexual harassment among 355 LGBTQ students in the University. Data was collected by self-administer questionnaire to find perceptions and experiences of sexual harassment. Descriptive, Pearson’s Chi-square and Fisher exact were performed to describe and determine the associations. The research findings indicate that the majority of research participants were perceived to sexual harassment at a moderate level. There was a moderate tolerant attitude towards sexual harassment, and there were experiences of verbal, non-verbal, and physical sexual harassment at a moderate level. Gender, University, part-time job type, the use of …
Factors Associated With Glycemic Control Level Among Type 2 Diabetes Mellitus Patients At Public Health Centers In Bangkok, Thailand, Uraiwan Thamkhuru
Factors Associated With Glycemic Control Level Among Type 2 Diabetes Mellitus Patients At Public Health Centers In Bangkok, Thailand, Uraiwan Thamkhuru
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Type 2 Diabetes Mellitus becomes a major health problem in many countries. Consequently, Type 2 DM is one of important public health problems in Thailand. In 2019, there are 14,025 registered cases of Type 2 DM that received health care services at 68 Public Health Centers, Bangkok Metropolitans Administration while 7,283(52%) of them were uncontrolled blood sugar; HbA1C ≥ 7% , and 6,742 (48%) were control blood sugar level; HbA1C <7% (BMA, 2019). Objective: This study aims to determine the proportion of uncontrolled and controlled level of glycemic control, to explore levels of self-efficacy, self-care behaviors, and social support, and to identify the influencing factors on Glycemic Control among Type 2 DM patients at Public Health Centers in Bangkok, Thailand. Last, this study aims to describe which social support channels that Type 2 DM patients at Public Health Centers in Bangkok, Thailand acquires. Method: A Cross-sectional Study was used in this study. 411 participants from 5 Public Health Centers, Bangkok Metropolitan Administration (BMA) was conducted in this study by face-to-face interview based on the questionnaire. Sampling technique, this study used purposive sampling and simple random sampling technique. Descriptive statistics were used to describe the characteristics of participants. The bivariate analysis was used to identify factors associated (a crude odds ratio) with glycemic control level (p-value < 0.2). A multivariable model (binary logistic regression analysis) was used to identify factors associated (an adjusted odds ratio) with the dependent variable (glycemic control level). The association was declared significant at p-value < 0.05. Result: 214 (52.1%) of participants were controlled glycemic level (HbA1C<7%), while 197(47.9%) of participants were uncontrolled glycemic level (HbA1C ³ 7%). Most of the Participants had medium self-efficacy 248(60.3), medium self-care behavior 248(60.3), and moderate social support 129(31.4). Adjusted Odds Ratio of uncontrol glycemic control increased with higher level of self-efficacy, self-care behavior, and social support. 110(55.8) of participants who acquired social support from the doctor (secondary social support group) with control glycemic level (HbA1C <7%). 52(44.4) of participants who acquired social support from their family (primary social support group) with control glycemic level (HbA1C <7%). Conclusion: The findings of this study could be used to develop an intervention program for Type 2 DM patients, patient group, family, friends, and public health volunteers at Public Health Centers in Bangkok (BMA)in order to improve the glycemic control level.
The Influence Of Ai Chatbots On Purchase Intention Of Electric Vehicles Among Consumers In China, Ning Fang
The Influence Of Ai Chatbots On Purchase Intention Of Electric Vehicles Among Consumers In China, Ning Fang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objective of the paper is to study the effects of perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PEU) and perceived enjoyment (PE), perceived cyber risks (PCR) of AI chatbots on the purchase intention (PI) of EVs among consumers in China. The study is conducted in a quantitative approach by using online questionnaires as a tool to collect data from 300 Shanghai based respondents, aged between 31-40, and have intention or experience using AI chatbots or EVs. The results show that overall respondents have a possibilities attitude towards PCR (M=3.36), PEU (M=3.27), PU (M=3.26), and PEU (M=3.26) of AI chatbots. …
Knowledge And Attitude Towards Oral Health Related Behaviors Of International Students In Chulalongkorn University, During The Pandemic Of Covid-19, Isi Susanti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives: To determine the association of knowledge and attitude toward oral healthcare behavior of overseas university students staying in Thailand between January 2020 and July 2022 and explore the experiences of their oral health problems. Methods: A cross-sectional study conducted using an online survey in English operated through the Google platform by convenience sampling among overseas Chulalongkorn University students. The sample size was calculated by the Yamane formula with a minimum sample size of 297 after adding 10% compensation. Descriptive statistics, Chisquare test, t-test, ANOVA, and Pearson correlations were employed using IBM SPSS version 29. Results: Of 311 overseas students, …
อนุภาคของละอองฝอยที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการศัลยกรรมช่องปาก, ดิษธร สังแก้ว
อนุภาคของละอองฝอยที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการศัลยกรรมช่องปาก, ดิษธร สังแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคติดต่อหลายโรครวมถึงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019, วัณโรค และโรคไช้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายการติดต่อได้ทางละอองชีวภาพจากผู้ป่วย การศึกษาเพื่อการหามาตรการจัดการที่เหมาะสมที่แต่เดิมใช้วิธีการตรวจหาการแพร่กระจายของจุลชีววิทยาและการปนเปื้อนของโลหิตถูกเปลี่ยนไปเป็นหลักการฝุ่นละอองขนาดเล็ก การรักษาทางทันตกรรมนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองฝอยดังกล่าว แต่พบว่ามีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมช่องปากจำนวนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องของละอองชีวภาพที่เกิดจากทันตกรรมจะมุ่งไปที่การรักษาในทางทันตกรรมหัตถการและปริทันต์ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์คือต้องการที่จะใช้หลักการฝุ่นละอองขนาดเล็กในการวัดปริมาณของละอองชีวภาพที่เกิดขึ้นจากหนึ่งในกระบวนการศัลยกรรมช่องปากคือการตัดฟัน โดยงานวิจัยนี้จะเป็นไปในรูปแบบการทดลองตัดฟันในระบบปิดจากการใช้เครื่องมือ 3 ชนิด คือ 1.หัวกรอเร็ว 2.เครื่องพีโซอิเล็กทริค 3.หัวกรอไมโครมอเตอร์ เป็นเวลา 1 นาที และวัดปริมาณละอองชีวภาพที่เกิดขึ้นในรูปแบบของ ฝุ่นละออง PM1, PM2.5 และ PM10 ด้วยเครื่องวัดอนุภาคในอากาศ โดยผลการวิจัยพบว่าการใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดในการตัดฟันสามารถสร้างละอองชีวภาพขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ปริมาณละอองชีวภาพทั้ง PM1, PM2.5 และ PM10 สูงสุดเกิดจากการใช้หัวกรอเร็วตามมาด้วยการใช้เครื่องพีโซอิเล็กทริคและหัวกรอไมโครมอเตอร์ตามลำดับ โดย ณ เวลาที่ปริมาณละอองชีวภาพสูงสุดของแต่ละการใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และการใช้หัวกรอเร็วจะต้องการเวลามากที่สุดโดยใช้เวลา 16 นาที 40 วินาที เพื่อให้ค่าละอองชีวภาพกลับสู่ค่าเริ่มต้น ในขณะที่การใช้เครื่องพีโซอิเล็กทริคใช้เวลา 13 นาที 20 วินาที และการใช้หัวกรอไมโครมอเตอร์จะใช้เวลา 8 นาที 20 วินาที นอกจากนี้จากการวิจัยพบว่า กระบวนการตัดฟันโดยการใช้หัวกรอไมโครมอเตอร์จะสร้างละอองชีวภาพน้อยที่สุดและไม่เกินข้อกำนดคุณภาพอากาศในอาคารขององค์การอนามัยโลก ขณะที่การใช้หัวกรอเร็วและเครื่องพีโซอิเล็กทริคจะสร้างละอองชีวภาพในปริมาณที่สูงกว่าข้อกำหนดคุณภาพอากาศในอาคารดังกล่าว การจัดการอากาศอย่างเหมาะสมควรจะถูกพิจารณามาใช้เพื่อป้องกันการติดต่อโรคติดเชื้อทางอากาศ โดยเฉพาะในระหว่างการใช้หัวกรอเร็วและเครื่องพีโซอิเล็กทริคในการตัดฟัน และควรจะมีการกำหนดมาตรฐานระดับปริมาณของละอองชีวภาพที่เหมาะสมในคลินิกทันตกรรม
The Dynamics Of Thai Household Poverty And Its Implications, Nattabhorn Leamcharaskul
The Dynamics Of Thai Household Poverty And Its Implications, Nattabhorn Leamcharaskul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to examine poverty in Thailand by identifying determining factors of poverty incidence and dynamics from both monetary and non-monetary perspectives. It also explores the voices of the poor and analyzes the role of social capital in poverty reduction. Quantitative analysis utilizes the SES panel dataset from 2007, 2012, and 2017, comprising 3,567 households, while quantitative analysis involves in-depth interviews conducted with 90 households in Mae Hong Son, Buri Ram, and Pattani, using the life-history approach. The findings show positive impact of remittances and increasing average years of schooling on poverty status. The vulnerability of households relying solely …
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการแปลงทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย "Cool Japan" ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 2011-2020 โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมแบบใหม่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนนิยมอวัตถุ ทุนนิยมแพลตฟอร์ม และเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้ระบบทุนนิยม เพื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 3 ประเภท คือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเนื้อหา (อนิเมะ) และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย Cool Japan ได้นำไปสู่การแปลงทุนวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้กลายเป็นสินค้าและบริการเชิงสัญลักษณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านการสร้างเรื่องราว ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น จนทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน ก็พบความท้าทายและผลกระทบเชิงลบที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สภาพการทำงานของแรงงาน การครอบงำของกลุ่มทุนและแพลตฟอร์ม ความไม่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย Cool Japan จึงสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมหลังอุตสาหกรรม ดังนั้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ฐิติวัสส์ รัตนเย็นใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย2) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้น การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ดำเนินการโดยวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาร่วมกับการฝึกแบบสถานีเพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ดำเนินการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มตัวอย่าง2 กลุ่มเป็นนักเรียนในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมในเขตรุงเทพหานคร เป็นเวลา 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบค่าที ที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า:1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ (2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เกิดขึ้น (3)ขั้นตอนการดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดวิธีการปฏิบัติในแต่ละกิจกรรมอย่างชัดเจน (4) การวัดและประเมินผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้พลศึกษา (1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนสุขภาวะองค์รวมหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm
Integrated Multi-Omics Analysis Of Gut Microbiome And Host Transcriptome To Identify Novel Biomarkers For Hepatocellular Carcinoma, Jakkrit Khamjerm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
An imbalance in gut microbiome is strongly linked to liver inflammation disease and hepatocellular carcinoma (HCC) via the gut-liver axis. However, the understanding of how gut microbiota interacts with the host gene expression is still limited. In this study, we aim to investigate the relationship between gut microbiome profile and transcriptomic profile in patients with HCC. In this study, 17 patients with viral-related HCC, 13 non-viral-related HCC, and 10 healthy controls were recruited. We investigated gut microbiome profile from fecal samples using 16S rRNA sequencing and host transcriptomic profile from the peripheral blood mononuclear cells (PBMCs) using RNA sequencing method. …
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
The Influence Of Therapeutic Body Positions On Hemodynamics And Respiration In Adults With And Without Obesity, Ruchada Sriamad
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The primary objective of this research was to investigate the impact of therapeutic body positions on hemodynamic and respiratory responses in adults with and without abdominal obesity. This research comprises three studies: 1) a systematic review and meta-analyses to investigate the influence of various body positions on hemodynamic and respiratory variables in healthy adults; 2) a study on hemodynamic responses during therapeutic body positions in adults with and without abdominal obesity; 3) a study on respiratory responses during therapeutic body positions, comparing obese and non-obese adults. The results from the systematic review revealed that different positions elicit distinct hemodynamic and …
Development Of Raman Spectroscopy-Integrated Calcium Oxalate Crystallization Index (Rcoci) Test And Its Clinical Validation For Diagnosing Calcium Oxalate Urolithiasis, Kamonchat Boonkam
Development Of Raman Spectroscopy-Integrated Calcium Oxalate Crystallization Index (Rcoci) Test And Its Clinical Validation For Diagnosing Calcium Oxalate Urolithiasis, Kamonchat Boonkam
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Urinary stone disease is mostly formed in the kidney and is highly recurrent. The most common type of urinary stones is calcium oxalate (CaOx). The development of urinary screening tests for estimating risk of CaOx stone formation is still challenging. Recently, we developed a urinary test, called indole-reacted calcium oxalate crystallization index (iCOCI) test, that provided a high diagnostic accuracy for CaOx urolithiasis. However, the iCOCI test is time-consuming and highly acidic chemicals are required for quantifying amount of CaOx. In this study, we proposed to develop a new method, called Raman spectroscopy-integrated calcium oxalate crystallization index (rCOCI) test, that …
Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana
Epigenetic Regulation Of Leucine Rich Repeat Containing G Protein Coupled Receptor 5 (Lgr5) In Corneal Endothelial Cells, Kulsiri Prakanrattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Human corneal endothelial cells (hCECs) are vital for maintaining corneal transparency. However, their limited capacity for proliferation can result in vision loss, requiring corneal transplantation. The Leucine-rich repeat-containing G protein-coupled receptor 5 (LGR5) plays a critical role in maintaining various fetal and adult stem cell types by promoting the Wnt/β-catenin signaling. Although LGR5 is present in corneal endothelial progenitors, its expression decreases as these cells mature, coinciding with the loss of replicative properties. In this study, we explore strategies to reactivate LGR5 expression in cultured hCECs through epigenetic modulation. We found low levels of DNA methylation and hydroxymethylation at LGR5 …