Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Arts and Humanities (244)
- Social and Behavioral Sciences (174)
- Education (114)
- English Language and Literature (88)
- Physical Sciences and Mathematics (70)
-
- Computer Sciences (62)
- Comparative Literature (52)
- Language and Literacy Education (49)
- Language Interpretation and Translation (47)
- Translation Studies (47)
- Linguistics (45)
- Engineering (44)
- Sociology (33)
- Psychology (31)
- Medicine and Health Sciences (30)
- Computer Engineering (29)
- Communication (24)
- Communication Technology and New Media (24)
- International and Area Studies (24)
- Mass Communication (24)
- Asian Studies (22)
- East Asian Languages and Societies (18)
- Fine Arts (15)
- Educational Technology (14)
- Curriculum and Instruction (13)
- Korean Studies (13)
- Educational Assessment, Evaluation, and Research (11)
- Law (10)
- Economics (8)
- Industrial Engineering (8)
Articles 181 - 210 of 662
Full-Text Articles in Entire DC Network
The Effects Of A Genre-Based Writing Assessment-For-Learning Model On Enhancement Of Thai Efl Students’Writing Proficiency, Kasidit Supan
The Effects Of A Genre-Based Writing Assessment-For-Learning Model On Enhancement Of Thai Efl Students’Writing Proficiency, Kasidit Supan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Previous research has shown that teaching writing through different genres helps English as a foreign language (EFL) students improve their writing skills (Dickinson, 2013; Taufiqulloh, 2018; Sritakarn, 2019). However, other studies have found that this method does not always help students organize argumentative essays or use the right linguistic features in these essays (Udomyamokkul, 2004; Ka-Kan-Dee, 2015). The purposes of the present study were (1) to investigate the effects of a genre-based writing assessment-for-learning model on enhancement of Thai EFL students’ writing proficiency, (2) to examine the effects of the model on Thai EFL students’ assessment literacy, and (3) to …
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the mountainous region of Sapa, Vietnam, the Hmong community navigates the complex interplay of preserving their cultural identity amidst immense pressure to modernize. This thesis, centered on Hmong women, delves into their selective adaptation to contemporary challenges, particularly in education and employment. Using document research, a survey, and fieldwork this study draws from both historical data and firsthand accounts. These findings highlight significant disparities in educational attainment and employment opportunities when compared to the national average. Notably, issues of linguistic barriers, cultural priorities, and systemic underrepresentation emerge as primary obstacles. This research illuminates the unique socio-economic dynamics faced by …
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
กลวิธีการแปลคำที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพ : กรณีศึกษาภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง, พิมพ์ศุภางค์ เมตไตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวโน้มการเลือกใช้กลวิธีการแปลเพื่อถ่ายทอดความหมายของคำและวลีในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง จำนวนทั้งสิ้น 52 คำ โดยมีสมมติฐานการวิจัยว่าในการแปลเพื่อถ่ายทอดความคำและวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติของไทยจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษในบทบรรยายใต้ภาพภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่อง ร่างทรง นั้น ผู้แปลมีแนวโน้มจะเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด จากการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีการเลือกใช้กลวิธีการแปลคำทั้งในระดับคำและระดับประโยค ในระดับคำ ผู้แปลเลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 55 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับความหนาแน่น 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับคำ 15 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 27.27) การเทียบทางวัฒนธรรม 16 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 29.09) การคัดลอกคำด้วยการถ่ายทอดในระดับสัทศาสตร์ 7 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 12.73) และไม่พบการแปล 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 3.64) จะเห็นได้ว่าผู้แปลเลือกใช้กลวิธีในระดับคำในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน โดยเลือกใช้กลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งที่สุด ในระดับประโยค ผู้เลือกใช้กลวิธีทั้งหมด 14 ครั้ง โดยเลือกใช้กลวิธีการปรับมุมมอง 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การจัดเรียงใหม่ 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) การปรับเปลี่ยนตัวบท 4 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 28.57) และการทดแทน 2 ครั้ง (คิดเป็นร้อยละ 14.29) จากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยพบว่าผู้แปลมีแนวโน้มที่จะเลือกกลวิธีการเทียบเคียงทางวัฒนธรรมบ่อยครั้งมากที่สุดในการแปลคำและวลีทางด้านวัฒนธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ศาสนาและสิ่งเหนือธรรมชาติเพื่อให้ตัวบทฉบับแปลถ่ายทอดความหมายได้สอดคล้องกับวัฒนธรรมปลายทางซึ่งจะทำให้ผู้รับสารฉบับปลายทางเชื่อมโยงได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ทำให้บทบรรยายใต้ภาพมีลักษณะเป็นไปตามข้อจำกัดของบทบรรยายใต้ภาพทั้งในด้านพื้นที่และด้านเวลา ผลการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับผลของงานวิจัยเรื่องการแปลคำทางวัฒนธรรมในส่วนที่ศึกษาเกี่ยวกับกลวิธีการแปลข้ามวัฒนธรรมในการแปลสื่อโสตทัศน์ ที่มีผลลัพธ์ว่ากลวิธีที่เน้นไปทางความเข้าใจของผู้รับสารฉบับปลายทาง โดยกลวิธีที่พบบ่อยครั้งมากที่สุดคือกลวิธีการเทียบทางวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
การศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies), บุญฑิกา รัตนประสิทธิ์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาขนบในการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลก (Comedy Movies) ในช่วงพ.ศ. 2543-2553 และในช่วงพ.ศ. 2554-2565 เพื่อค้นหาว่าในยุคหลังการแปลชื่อภาพยนตร์ไทยแนวตลกมีขนบการแปลอย่างไร และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคืออะไร นอกจากนี้ผู้วิจัยยังต้องการศึกษาว่าประเภทย่อยของภาพยนตร์นั้นจะมีผลต่อขนบในการแปลภาพยนตร์หรือไม่ โดยผู้วิจัยได้คัดเลือกชื่อภาพยนตร์แนวตลกทั้งหมด จำนวน 250 รายชื่อ และได้จำแนกประเภทย่อยของภาพยนตร์ในทั้งสองช่วงเวลาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาพยนตร์ตลก ภาพยนตร์ตลกโรแมนติก ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ ภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น และภาพยนตร์ตลกดราม่า จากการศึกษาผู้วิจัยพบว่า ในยุคแรก กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การแปลความ รองลงมาคือการตั้งชื่อใหม่ และการทับศัพท์ตามลำดับ ในขณะที่ช่วงยุคหลังนั้น กลวิธีการแปลชื่อภาพยนตร์ที่นิยมมากที่สุด ได้แก่ การทับศัพท์ การตั้งชื่อใหม่ และการแปลความ เมื่อเปรียบเทียบขนบการแปลชื่อภาพยนตร์ในสองช่วงเวลาตามประเภทย่อยของภาพยนตร์ พบว่ากลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลโดยเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมปลายทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลแบบตั้งชื่อใหม่ และกลุ่มภาพยนตร์ตลกแอ็คชั่น ภาพยนตร์ตลกสยองขวัญ และภาพยนตร์ตลกดราม่า โดยสะท้อนผ่านการใช้กลวิธีการแปลความ ทั้งนี้การใช้กลวิธีการแปลความและการตั้งชื่อใหม่อาจทำให้ ผู้ชมเข้าใจเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์และอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจชมภาพยนตร์ สำหรับกลุ่มภาพยนตร์ที่มีแนวโน้มของขนบในการแปลแบบเคลื่อนเข้าหาวัฒนธรรมต้นทาง ได้แก่ กลุ่มภาพยนตร์ตลก และภาพยนตร์ตลกโรแมนติก โดยสะท้อนผ่านกลวิธีการแปลแบบทับศัพท์ ซึ่งการทับศัพท์เป็นการรักษาชื่อในภาษาต้นทาง แต่ในบางกรณีชื่อในต้นทางก็เป็นการทับศัพท์คำภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมในวัฒนธรรมปลายทางเกิดความเข้าใจและสนใจที่จะชมภาพยนตร์ดังกล่าว
ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ
ประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงในคู่รัก, ชนิศา วุฒิโชติวรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงท่ี่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ซึ่งมีการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลคือวัยรุ่นเพศหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รักเพศชาย และปัจจุบันได้มีการยุติความสัมพันธ์แล้ว จำนวน 6 คน โดยมีช่วงอายุ 20 - 24 ปี ผลการวิจัยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเด็นหลักคือ 1) ประสบการณ์ความรุนแรงที่เผชิญในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรง และรูปแบบของความรุนแรง 2) การตัดสินใจเมื่อเจอความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ตัดสินใจอยู่ต่อในความสัมพันธ์ และตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ 3) ผลกระทบจากการได้รับความรุนแรงในความสัมพันธ์ ประกอบด้วย ผลกระทบขณะอยู่ในความสัมพันธ์ และผลกระทบหลังจากยุติความสัมพันธ์ และ 4) สิ่งที่ได้เรียนรู้หลังจากยุติความสัมพันธ์ ประกอบด้วย แนวทางการข้ามผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และการป้องกันตัวเองจากความสัมพันธ์ที่มีการใช้ความรุนแรง โดยการวิจัยนี้ช่วยให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของวัยรุ่นหญิงที่เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่รัก ทั้งระหว่างที่อยู่ในความสัมพันธ์ ขณะยุติความสัมพันธ์ และหลังจากยุติความสัมพันธ์แล้ว โดยสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาการสนับสนุนและช่วยเหลือทางจิตใจให้แก่วัยรุ่นในกลุ่มนี้ เพื่อให้เกิดการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon
Interlanguage Of Functional Usages Of L2 English Present Continuous Tense By L1 Thai Learners, Pajaree Buasomboon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed at examining the functional use of English present continuous tense by L1 Thai learners, under the theoretical framework of the Interlanguage Hypothesis (Selinker 1974; Tarone 2006). The functions investigated included instant, continuing, temporary, habitual, and future (Eastwood, 1994). A Grammaticality Judgement Test (GJT), aiming for perception, a Fill-in-the-Blank Test, focusing on production, and interviews were employed to elicit data from the subjects, i.e. 30 L1 Thai learners of the intermediate proficiency level. The results revealed the learners’ low accuracy rates in some functions, from both perception and production tasks. The accuracy rate in the production task was …
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Development And Analysis Of A Game Play In Chulalongkorn University Central Library Metaverse, Aisha Munir
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Metaverse is the next generation of the internet that allows people to interact with digital content in a more immersive and interactive way. This paradigm shift extends to the realm of education, where the concept of a smart campus is reshaping traditional educational systems. This research focuses on the integration of the metaverse in education, with a specific emphasis on smart libraries. Recognizing libraries as integral components of educational systems, this study proposes a metaverse platform for Chulalongkorn University's central library. The proposed platform enables users to explore the virtual library remotely and simulate resource classification and physical service in …
นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง
นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทย, กิตินุ ม่วยเท้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินด้วยหุ่นยนต์ดิจิทัลจากการคำนวณการรับรู้สำหรับนักลงทุนบุคคลในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าประเทศไทยโดยแบ่งงานวิจัยการศึกษาและพัฒนาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1. การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการและการยอมรับการใช้งานหุ่นยนต์ดิจิทัลของนักลงทุน การศึกษาครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการศึกษาเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิในองค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีการเงินและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา จำนวนทั้งสิ้น 400 ตัวอย่าง โดยใช้แบบสอบถามทางอิเลคทรอนิคส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ผลการศึกษาในคร้ังนี้พบว่ากลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยว่าทัศนคติและความง่ายในการใช้งานมีอิทธิผลต่อความตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ดิจิทัลช่วยในการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ 2. การพัฒนาโมเดลการลงทุนของหุ่นยนต์ดิจิทัลที่มีความสามารถทำกำไร ผลการทดลองพบว่า กลยุทธ์การลงทุนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 แบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) มีอัตราส่วนกำไรต่อผลขาดทุนสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่ากลยุทธ์ซื้อและถือยาว (Buy and Hold) ,กลยุทธ์ขายชอร์ตและถือยาว (Short and Hold), กลยุทธ์ตามแนวโน้ม (Trend following) และกลยุทธ์กลับสู่ค่าเฉลี่ย (Mean reversal) และมีความแตกต่างทางสถิติของผลกำไรรวมอย่างมีนัยสำคัญ และหุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติแบบตรรกศาสตร์คลุมเครือ (Fuzzy logic) ของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มีอัตราส่วนกำไรต่อความเสี่ยงสูงสุด (Total profit/Maximum Drawdown) สูงกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ โดยสมมุติฐานจากการไม่มีประสิทธิภาพของตลาดของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี SET50 มากกว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี NASDAQ100 และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนี S&P500 ตามลำดับ 3. การศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีและความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของหุ่นยนต์ดิจิทัล ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 5 บริษัทหลักทรัพย์ ผลการศึกษาพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีการใช้หุ่นยนต์เทรดอัตโนมัติของธุรกิจหลักทรัพย์มีโมเดลรายได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่น (Commission Model), รูปแบบการแบ่งบันกำไร (Profit Sharing Model) และรูปแบบการสมัครค่าสมาชิก (Subscription Modelและนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ด้วยโมเดลธุรกิจแบบ Freemium กับบริษัทหลักทรัพย์ของประเทศไทยที่มีความเป็นไปได้เชิงการตลาด (Market Feasibility) เชิงการบริหาร (Operational Feasibility) และเชิงการเงิน (Financial Feasibility)
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทยและเยอรมนี การแพทย์ทางไกลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป การบริการทางการแพทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วโลก การบริการการแพทย์ทางไกลมีประโยชน์หลายประการทั้งการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพของผู้ให้บริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ทางไกลได้ก่อให้เกิดความท้าทายทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ทางไกลโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลซึ่งมีรูปแบบและลักษณะแตกต่างจากการให้บริการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมปัจจุบัน การให้บริการการแพทย์ทางไกลโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ตามประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 54/2563 ซึ่งได้กำหนดความหมายของคำว่า “การแพทย์ทางไกล" ไว้เป็นการเฉพาะ และยังปรากฏว่ามีออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องมาตรฐานสำหรับสถานพยาบาลที่ใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 เพื่อกำกับดูแลการให้บริการการแพทย์ทางไกลของผู้ให้บริการสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากทุรเวชปฏิบัติด้านการแพทย์ทางไกลไว้โดยเฉพาะเจาะจง การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในกรณีการแพทย์ทางไกลจะอยู่ภายใต้มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย เช่นเดียวกับกรณีการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์เช่นเดียวกับการแพทย์แบบดั้งเดิมงานวิจัยนี้พบว่าภาระการพิสูจน์ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บภายใต้กรอบของกฎหมายการละเมิดทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่รับบริการการแพทย์ทางไกลมีภาระในการพิสูจน์เช่นว่านี้มากเกินสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายของประเทศเยอรมนีได้สร้างกลไกที่เป็นระบบมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลมีความรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บนั้นมากขึ้นและคุ้มครองฝ่ายผู้รับบริการได้มากขึ้นในกรณีทุรเวชปฏิบัติในกิจการการแพทย์ทางไกล โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับกรณีทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี และชี้ให้เห็นความแตกต่างและประเด็นที่อาจนำเอามาปรับปรุง แนวทางการปฏิบัติของศาลเยอรมนีเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางที่ครอบคลุมและแสดงออกถึงการใช้กลไกทางกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและสร้างความรับผิดชอบให้แก่ผู้ให้บริการเพื่อจัดการกับความท้าทายทางกฎหมายในด้านการแพทย์ทางไกล ประเทศไทยสามารถนำแนวทางปฏิบัติจากกรอบกฎหมายของประเทศเยอรมนีมาปรับใช้เพื่อลดภาระการพิสูจน์สำหรับผู้ป่วยและรับรองความรับผิดของผู้ให้บริการด้านการแพทย์ทางไกล เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและการรักษาสิทธิของผู้ป่วยในกรณีที่อาจมีการเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลของผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทย และเพื่อรับประกันความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยผู้รับบริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทยมากกว่าปัจจุบัน
งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม
งานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์และความสัมพันธ์กับงานนิพนธ์ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), พระมหาอนุกูล เงางาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ดุษฎีนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะเฉพาะของงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์อันเกิดจากการสืบทอดและสร้างสรรค์จากงานอรรถาธิบายภาษาบาลี และความสัมพันธ์ระหว่างงานนิพนธ์ทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์กับงานนิพนธ์ภาษาไทยจานวน 10 เรื่องของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ผลการวิจัยพบว่า ทีปนีของบาลีของพระสิริมังคลาจารย์ทั้ง 3 เรื่องมีองค์ประกอบของวรรณคดีบาลีแบบเดียวกันกับปกรณ์วิเสส ประกอบด้วยคันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา มีรูปแบบอรรถาธิบายรวมทั้งสิ้น 16 วิธี มีการอธิบายศัพท์ 4 วิธี ได้แก่ (1) การอธิบายไวยากรณ์ (2) การแสดงรูปวิเคราะห์ (3) ปทวิจยะ และ (4) ไวพจน์ การอธิบายเนื้อหา 9 วิธี ได้แก่ (5) การตั้งประเด็นเพื่ออธิบาย (6) การขยายความ (7) การอ้างอิง (8) การแนะนาคัมภีร์เพิ่มเติม (9) การแสดงลักษณะ (10) การตั้งปุจฉา-วิสัชชนา (11) การอุปมา (12) การแสดงนิทานแสดงเหตุและตัวอย่าง (13) การสรุปประเด็น การอภิปรายข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ (14) ตั้งประเด็นและชี้แจง (15) วิเคราะห์น้าหนักของหลักฐาน และ (16) นาเสนอความเห็น วิธีการเหล่านี้คือรูปแบบของปทวรรณนา, อัตถวรรณนา, และปกิณกวรรณนา ซึ่งเป็นหลักการอธิบายในวรรณคดีบาลี พระสิริมังคลาจารย์จัดโครงสร้างของนิทเทสให้เป็นระบบ เน้นวิธีการอธิบายและเพิ่มการอภิปรายด้วยวิธีอื่น จนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตัวในงานทีปนีของท่าน ส่วนงานนิพนธ์พุทธศาสนาภาษาไทยของพระพรหมโมลี เป็นงานเขียนเชิงวิชาการที่มีชื่อเรียก องค์ประกอบ และโครงสร้างวรรณนาแบบเดียวกับปกรณ์วิเสส พบรูปแบบของอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี และวิธีการทางวรรณกรรมไทย ดังนั้น จึงถือว่างานนิพนธ์ของพระพรหมโมลีได้รับอิทธิพลจากงานทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ส่วนหนึ่ง แม้รูปแบบอรรถาธิบายจะแสดงถึงอิทธิพลของวรรณคดีบาลีและทีปนีของพระสิริมังคลาจารย์ แต่ก็แสดงถึงความเป็นสากลของงานวิชาการที่จาแนกเป็นประเด็นย่อย และอธิบายด้วยการขยายความคาศัพท์ ความหมาย และประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ
Curatorial Project For Art Exhibition: "Where Emotions Take Form, Outsider Art By Everyday Individuals", Yiwen Zhu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Where Emotions Take Form: Outsider Art by Everyday Individuals, is an exhibition that celebrates the captivating world of outsider art created by individuals who are not traditionally trained artists but, rather, ordinary people from our everyday lives. This exhibition brings to light the raw, unfiltered expressions of ordinary people, transcending conventional artistic boundaries and offering a glimpse into the richness of human creativity. Outsider art is art made by self-taught or supposedly naïve artists with typically little or no contact with the conventions of the art world. Under this concept, in most cases, when people speak of outsider art, they …
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
The Ontological Politics Of Waters In Northern Thailand: A Hydrosocial Analysis Of The Ing River Basin, Thianchai Surimas
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Through a hydrosocial perspective, this research illustrates how political contestation between different networks of actors in the Ing River Basin produces different versions of water, which reflect divergent interests, different meanings and water ontologies that underpin the tensions and conflicts. This research employs ethnography to study networks of actors involved in water controversies and tensions over the hydraulic infrastructure project in the Ing River Basin. The network of project proponents, including a state-led hydraulic institution, experts, farmers, and other actors, see water as a source of economic activities due to its close association with modern irrigation schemes for rice-intensive and …
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis : IPA) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยคือ บุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และเคยมีประสบการณ์ในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ อย่างน้อย 2 sessions ขึ้นไป และสิ้นสุดการรับบริการแล้ว อีกทั้งยังเคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลแบบพบหน้า จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 28-42 ปี ผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สิ่งที่คำนึงก่อนเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความพร้อมของผู้รับบริการในการเข้าสู่บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล 2) การรับรู้อารมณ์และความพยายามในการสื่อสารผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความรู้สึกแรกในการเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล และการปรับตัวให้เข้ากับระบบโดย ‘ไม่ให้วิดีโอคอลมาเป็นอุปสรรค’ 3) การรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ของบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลสามารถทดแทนแบบพบหน้าได้ การรับรู้ความสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคอลในมุมผู้รับบริการ ‘ความสะดวก รวดเร็ว ทันต่อเวลา’ ในบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การปรึกษาทางวิดีโอคอลตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการลดการตีตราทางสังคม ตลอดจนความสบายใจในการเปิดเผยตัวตนผ่านบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล 4) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลังเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงภายในตน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 5) ความมุ่งหวังของผู้รับบริการต่อบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การออกแบบบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอลที่ยึดหัวใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การขยายบริการปรึกษาทางวิดีโอคอลขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง สรุปผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของบุคคลวัยทำงานที่เคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในหลากหลายมิติ โดยผู้รับบริการสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปพัฒนาการมีส่วนร่วมของตนในบริบทออนไลน์ ในขณะที่นักจิตวิทยาการปรึกษา และบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ที่มีผลต่อความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 76 คน แบ่งเด็กเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มแยกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทีละคู่ โดยให้เด็กกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในขณะที่เด็กกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติในชั้นเรียน หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มควบคุมลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 75 คน วัดผลและเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และประเมินแต่ละองค์ประกอบของ EF ด้วยชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ช่วยเพิ่มคะแนนความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งคะแนน EF โดยรวม และสามองค์ประกอบของ EF ดังนี้ 1. EF โดยรวม : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนน EF โดยรวม (Mean = 32.24, SD =6.11) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 3.53, SD =6.22) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean =11.14, SD =12.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2. การยืดหยุ่นทางความคิด : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.55, SD = 4.48) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 1.79, …
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิชุมชน และคำวินิจฉัย คดีปกครองเกี่ยวกับสิทธิชุมชนที่สำคัญทั้งจากคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศและคำวินิจฉัย ขององค์กรระงับข้อพิพาทระดับเหนือรัฐ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในศาลปกครองของไทย ผลการศึกษาพบว่า “สิทธิชุมชน” เป็นสิทธิประเภท “สิทธิเชิงกลุ่ม” ที่มีพัฒนาการมาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ “ชุมชน” สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยการมอบหมายให้ปัจเจกบุคคล และ/หรือ นิติบุคคล ที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนของชุมชนนำคดีไปฟ้องต่อศาลในนามของชุมชน และกรณี ที่ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิ ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มีสิทธิในการดำรง วิถีชีวิตในพื้นที่ป่า เป็นต้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเข้าไปดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าได้ก็ตาม หากแต่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และ/หรือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาด้วย ศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากการที่ต้องสูญเสียสิทธิดังกล่าวในการดำรงวิถีชีวิตตาม จารีตประเพณีตามบรรทัดฐานคำวินินิจของศาลต่างประเทศได้
The Relationship Between Definiteness Theories And Nominal Expressions In Thai Narratives, Nimit Kumwapee
The Relationship Between Definiteness Theories And Nominal Expressions In Thai Narratives, Nimit Kumwapee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This objective of this study is to 1) propose the definiteness rankings of Thai nominal expressions according to different definiteness theories and 2) examine the correlation between different definiteness theories with regards to the definiteness degrees of different types of nominal expressions. This study examines the relationship between 16 types of Thai nominal expressions and four definiteness theories (Uniqueness, Familiarity, Identifiability, and Accessibility), analyzing 6,007 nominal expressions from Thai-Zlatev Corpus, Aakanee Website, and Thai Folktale Database. The distributional patterns with respect to Uniqueness, Familiarity, and Identifiability shows that zero pronouns tend to denote unique, familiar and identifiable entities while nominalization …
ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน
ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชกาลปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพตัวแทนของเจ้านายไทย และกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทนดังกล่าว รวมทั้งปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทนข้างต้น ข้อมูลที่ใช้ศึกษามาจากหนังสือ จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 1-2 และประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งสิ้น 301 องค์การศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนสำคัญของเจ้านายไทยมี 2 ภาพ ได้แก่ (1) ภาพตัวแทนผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณสมบัติและพระคุณลักษณะแห่งขัตติยวงศ์ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติด้านพระชาติวุฒิ พระวัยวุฒิ และพระคุณวุฒิ และคุณลักษณะด้านความจงรักภักดีความเป็นที่รักและเคารพในหมู่พระราชวงศ์ และความมีพระอัธยาศัยดีและพระจริยวัตรงาม และ (2) ภาพตัวแทนผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ ประกอบไปด้วยภาพตัวแทนผู้ทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่ชาติบ้านเมือง ผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน รวมทั้งผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อชาติและประชาชน ภาพตัวแทนดังกล่าวพบแตกต่างกันตามพระอิสริยยศของเจ้านายและวาระของการเฉลิมพระยศโดยมีทั้งลักษณะที่สืบเนื่องและมีพลวัตสัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยด้านกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่ามี 2 ประการสำคัญ ได้แก่ (1) กลวิธีการเล่าเรื่อง ประกอบด้วยการเรียบเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา การคัดสรรเฉพาะเหตุการณ์บางตอนมานำเสนอ และการใช้ผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้ง กลวิธีข้างต้นทำให้มีการนำเสนอภาพตัวแทนอันหลากหลาย และสอดคล้องกับวรรณกรรมชีวประวัติและวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติที่ประพันธ์ร่วมสมัยกัน และ (2) กลวิธีการใช้ภาษา ประกอบด้วยการใช้คำประดับ การใช้คำอย่างมีสัมผัส การใช้ศัพท์บาลีสันสกฤต และการซ้ำคำและความ กลวิธีดังกล่าวพบมากน้อยตามยุคสมัยและความคลี่คลายของการประพันธ์วรรณกรรมไทย กลวิธีนี้สอดคล้องกับทำนองเขียนแบบใช้ภาษาสูงและคำประพันธ์แบบกึ่งร้อยแก้วร้อยกรอง ซึ่งเอื้อต่อการนำเสนอภาพตัวแทนของเจ้านาย และยกสถานะของตัวบทให้ศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ทั้งยังสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายด้วยในด้านปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เวลา และสตรี รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละยุค ส่งผลให้ภาพตัวแทนของเจ้านายบางภาพมีลักษณะที่สืบเนื่อง ได้แก่ ภาพตัวแทนผู้ทรงมีพระชาติวุฒิสูงและพระวัยวุฒิอันเหมาะสม และภาพตัวแทนอันแสดงพระคุณลักษณะต่าง ๆ ภาพตัวแทนที่มีรายละเอียดเปลี่ยนไปคือ ผู้ทรงมีพระคุณวุฒิอันเพียบพร้อมเหมาะสม ส่วนภาพตัวแทนที่มีพลวัตโดดเด่นคือผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ จากเดิมที่เน้นว่าเจ้านายทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่บ้านเมือง เปลี่ยนมาเป็นผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่าภาพตัวแทนของเจ้านายฝ่ายในผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจดังกล่าวด้วยพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเป็นภาพที่ปรากฏมากเป็นพิเศษในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อจำกัดทางการเมือง สถานการณ์ในพระราชวงศ์ และพระราชปณิธานแห่งรัชสมัย
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition (2014) ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างบทสนทนาในเกมดังกล่าวของตัวละครทั้งสองพร้อมบริบทแวดล้อมทั้งหมด 30 หน้า และตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่าปัญหาด้านวัจนลีลาอันประกอบด้วยการใช้โครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ โวหารบุคลาธิษฐาน ถ้อยคำที่มีความกำกวมคลุมเครือ เลียนแบบจังหวะหนักเบาของกาพย์กลอน เล่นสัมผัสอักษร และเลือกสรรถ้อยคำที่มีระดับภาษาสูงกว่าบทสนทนาปกติ ออกมาเป็นบทบรรยายภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม มีอรรถรสเทียบเคียงได้กับต้นฉบับนั้นสามารถแก้ไขด้วยการวิเคราะห์วัจนลีลาตามแนวทางการวิเคราะห์และการแปลตัวบทประเภทวิดีโอเกมที่มินาโกะ โอ’เฮเกน (Minako O’Hagan) และการ์เมนแมนจิรอน (Carmen Mangiron) (2013) รายงาน กรอบวิเคราะห์ Systemic functional linguistics (SFL) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday, 2014) แนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบส-ไบเออร์ (Jean Boase-Beier, 2019) ข้อจำกัดและกลวิธีการแปลบทบรรยายภาพยนตร์ที่เสนอโดยฆอร์เฆ ดิอัซ-ซินตัส (Jorge Díaz-Cintas) และอาลิเนอ รีมาเอล (Aline Remael) (2020) ร่วมกับการศึกษาโครงสร้างประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาไทยผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษามีประโยชน์ต่อการแปลเป็นอย่างยิ่ง สามารถใช้แก้ไขปัญหาการถ่ายทอดวัจนลีลาให้มีสมมูลภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับ ทั้งยังทำให้ผู้วิจัยตระหนักและใส่ใจเรื่องกลวิธีที่ใช้เพื่อถ่ายทอดวัจนลีลาในภาษาอังกฤษให้ออกมาอย่างเหมาะสมในภาษาไทยด้วยความต่างทางภาษา สรรหาวิธีทดแทนหรือชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับหน้าที่บทบรรยายได้อย่างเหมาะสม
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาษากะเทย (おネエことば) ที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือ “มังงะ” และรวบรวมทำเป็นฐานข้อมูล ผู้วิจัยศึกษาภาษากะเทยจากมังงะที่มีตัวละครกะเทยปรากฏและพูดด้วยภาษากะเทยจำนวน 48 ตัวละคร รวมจำนวนประโยคตัวอย่างทั้งหมด 886 ตัวอย่าง มาทำการวิเคราะห์การแสดงอัตลักษณ์โดยวิเคราะห์ใน 4 ประเด็นดังนี้ 1) การใช้สรรพนามของตัวละคร 2) ส่วนลงท้ายประโยค 3) คำไพเราะ (美化語) 4) คำศัพท์ที่แสดงความเป็นภาษากะเทย และเสริมประเด็นการวิเคราะห์อื่นที่ตัวผู้วิจัยสนใจอีก 2 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน และอีโมจิ 2) รูปเขียนฮิรางานะ คาตากานะ และคันจิ นอกจากนี้ก็ยังสอดแทรกการเปรียบเทียบความแตกต่างของการแสดงอัตลักษณ์โดยแยกประเภทมังงะตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมภาษากะเทยในภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้ภาษาผู้หญิงเป็นพื้นฐานแล้วเพิ่มเติมลักษณะพิเศษบางอย่างลงไปทำให้เกิดความแตกต่างจากภาษาผู้หญิงทั่วไป การแสดงอัตลักษณ์มีความโน้มเอียงไปทางภาษาผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ จึงนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านสรรพนาม ส่วนลงท้ายประโยค คำไพเราะ คำศัพท์ การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอนและอีโมจิ อย่างไรก็ตามก็มีการแฝงความแข็งกร้าวโน้มเอียงไปทางผู้ชายในรูปแบบภาษาเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ ในกรณีรูปเขียนค้นพบว่ามีความโน้มเอียงไปทางผู้ชายผ่านการใช้คาตากานะและคันจิ ทำให้ภาษากะเทยมีลักษณะการแสดงอัตลักษณ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองเพศ สำหรับการศึกษาความแตกต่างแยกตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องพบว่าภาษากะเทยในมังงะเด็กผู้ชายและมังงะเด็กผู้หญิงไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงอัตลักษณ์ของภาษากะเทยที่มีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเพศของผู้อ่าน
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามทฤษฎีชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาโครงสร้างของเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย และ 3) เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการเล่าเรื่องคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย ข้อมูลที่ใช้ศึกษานำมาจากเรื่องเล่าคดีสืบสวนจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 3 บัญชีผู้ใช้ รวม 100 เรื่อง โดยใช้แนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร (Hymes, 1974) ในการวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร แนวคิดโครงสร้างเรื่องเล่าตามแนวคิดของลองเอเคอร์ (Longacre, 1983) ในการวิเคราะห์โครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน และแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ในการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ผลการศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์พบว่ามี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ฉาก (Setting) 2) ผู้ร่วมเหตุการณ์การสื่อสาร (Participants) 3) จุดมุ่งหมาย (Ends) 4) การลำดับวัจนกรรม (Act sequence) 5) น้ำเสียง (Key) 6) เครื่องมือ (Instrumentalities)7) บรรทัดฐานของปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) และ 8) ประเภทการสื่อสาร (Genre) โดยองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและกลวิธีทางภาษา ได้แก่ ลำดับวัจนกรรม (Act sequence) เครื่องมือ (Instrumentalities) และบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) จากการนำเสนอเรื่องเล่าคดีสืบสวนได้อย่างเหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากติดตามการเล่าเรื่องคดีสืบสวนตั้งแต่ต้นจนจบในด้านโครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน พบโครงสร้าง ได้แก่ 1) การนำเรื่อง (Exposition) 2) เหตุการณ์ยั่วยุ (Inciting moment) 3) การเพิ่มความขัดแย้ง (Developing conflict) 4) จุดตึงเครียด (Climax) 5) การคลี่คลายปัญหา (Denouement) 6) เหตุการณ์ต่อเนื่อง (Final suspense) และ7) การสรุป (Conclusion) แต่ในบางเรื่องเล่าคดีสืบสวนอาจมีไม่ครบทุกองค์ประกอบ …
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พจนวัตรเป็นรูปภาษาตายตัวที่มักปรากฏซ้ำในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จนกลายเป็นขนบในการปฏิสัมพันธ์ที่สมาชิกในชุมชนภาษานั้นรับรู้ร่วมกัน แต่มักเป็นความท้าทายสำหรับผู้เรียนภาษาที่สอง สอดคล้องกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่า พจนวัตรเป็นรูปภาษาที่มักก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา แบบสอบถามชนิดหลายตัวเลือก และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้พูดภาษาไทยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามและผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มละ 30 คน และผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนทั้งหมดที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2-4 ในหลักสูตรภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (นานาชาติ) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ผู้เรียนทั้งหมดมาจากมณฑลยูนนานและมีระดับความสามารถในการใช้ภาษาไทยอยู่ในระดับ B2-C2 ตามกรอบของ CEFRผลการศึกษาการใช้พจนวัตรพบว่า ในด้านรูปภาษา ผู้เรียนใช้พจนวัตรส่วนใหญ่เหมือนกับเจ้าของภาษา แต่พบรูปแปรที่แตกต่างกันและอาจก่อให้เกิดปัญหา คือ การไม่ใช้คำลงท้ายและการใช้คำสรรพนามที่ไม่เหมาะสม ส่วนในด้านความถี่ ผู้เรียนใช้พจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 11 ถ้อยคำ แสดงให้เห็นว่าพจนวัตรยังคงเป็นข้อจำกัดในการใช้ภาษาของผู้เรียน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เรียนนิยมใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ร่วมกับพจนวัตรหรือใช้รูปภาษาอื่น ๆ แทนพจนวัตรด้วย ซึ่งมีทั้งรูปภาษาที่คล้ายกับเจ้าของภาษาและรูปภาษาที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ ทั้งนี้สาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษา ประกอบด้วย การไม่รู้จำพจนวัตร การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ อิทธิพลจากแบบเรียนและการเรียนการสอน การเหมารวม และข้อจำกัดในการใช้ภาษาผลการศึกษาการรู้จำพจนวัตรพบว่า ผู้เรียนรู้จำพจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 8 ถ้อยคำ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทย ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กับการรู้จำพจนวัตร ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนใช้และรู้จำพจนวัตรส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่พบพจนวัตรที่ใช้น้อยและรู้จำน้อยมากถึง 7 ถ้อยคำ นอกจากนี้ยังพบพจนวัตรที่ผู้เรียนรู้จำมากแต่ใช้น้อยด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดด้านความสามารถทางวัจนปฏิบัติเชิงสังคมของผู้เรียนผลการศึกษาปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนจากมุมมองของเจ้าของภาษาพบว่า การที่ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษาอาจไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสมอไป อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาของผู้เรียนในบางลักษณะก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารได้ ปัญหาที่พบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านการสื่อเจตนา ด้านความสุภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา ด้านความเหมาะสมต่อปริบทการสื่อสาร และด้านความเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้อยคำที่สื่อเจตนาได้แต่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากกว่ารูปภาษาที่ไม่สื่อเจตนา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคู่สนทนาผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนชาวจีน โดยเฉพาะผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทยและใช้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา ทั้งในด้านรูปภาษาและสถานการณ์ที่ปรากฏ รวมทั้งตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถนำผลศึกษาการใช้พจนวัตรของผู้พูดภาษาไทยไปเป็นข้อมูลในการออกแบบแบบเรียนให้แก่ผู้เรียนชาวต่างชาติได้อีกด้วย
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of the study are 1) to investigate the effect of pictorial-based homophone priming on the purchasing decisions of Thai consumers for products advertised in English; and 2) to examine the effectiveness of pictorial-based homophones as primes in a non-native context among Thai speakers of English, compared to native English speakers. Three homophone pairs selected for the study were “sail-sale”, “deer-dear”, and “hole-whole.” These pairs were presented in two forms including pictorial and textual. Each homophone pair, in each form, was utilized in the experiment to explore their distinct meanings and attributes. Two groups of participants consisted of 30 …
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the representation of Thainess constructed in Thai-as-a-foreign-language textbooks in the Republic of Korea and to examine the factors that influence the construction of these representations. Employing a qualitative research approach and content analysis, the study examines the sociocultural content of five Thai-as-a-foreign-language textbooks aligned with the Critical Foreign Languages policy of the Republic of Korea. The analysis revealed seven key dimensions of sociocultural content within the textbooks, including: language and language culture, people in Thai society, traditions and cultural heritage, Thai history, environmental geography, economy and tourism industry, and Thai politics and international relations. This …
The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera
The Impact Of English On Experiencing Othering: A Case Study Of Chulalongkorn University Students, Alejandro Soria Higuera
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
International programs in Thailand possess distinctive characteristics as nearly all students are Thai nationals who have met the standard English proficiency requirements. Instruction is entirely in English, and these programs are situated within universities where the majority of students are enrolled in Thai-language programs. Additionally, Thai faculty and staff contribute to the necessity of using the Thai language for social interactions outside the classroom. This complexity surrounding international program students in Thailand has led to the purpose of this research, which is to study the impact of English communication inside and outside the classroom on the path to acquiring competence …
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Cross-Cultural Adaptation And Psychometric Properties Of The Thai Version Of The Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form-Depression 8a In Individuals With Chronic Low Back Pain, Ruetaichanok Sansatan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Purpose: To cross-culturally adapt the Patient-Reported Outcomes Measurement Information System Short Form v1.0 - Depression 8a (PROMIS SF v1.0 - Depression 8a) into Thai and evaluate its psychometric properties in individuals with chronic low back pain (CLBP).Methods: The PROMIS SF v1.0 – Depression 8a was translated and cross-culturally adapted into Thai using the Functional Assessment of Chronic Illness Therapy translation methodology. Two hundred and sixty-nine individuals with CLBP completed the Thai version of PROMIS SF v1.0 – Depression 8a (T-PROMIS-D-8a) scale and a set of measures assessing validity criterion domains. Unidimensionality, internal consistency, and test-retest reliability at a 7-day interval …
การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร
การแปลมุกตลกภาษาจากหนังสือการ์ตูนของ Liz Climo เรื่อง The Lobster Is The Best Medicine, The Little World Of Liz Climo และ Best Bear Ever, เชษฐ์ธิดา ชินพีระเสถียร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวทางการแปลมุกตลกจากการเล่นคำและเล่นภาษาในหนังสือการ์ตูนคอมิกสตริปเรื่อง lobster is the best medicine, the little world of liz climo และ best Bear ever ของลิซ คลิโม (Liz Climo) จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้วิจัยได้ศึกษาการถ่ายทอดเนื้อหาของตัวบทการ์ตูนประเภทต่าง ๆ และทฤษฎีการสร้างความขบขันโดยใช้ภาษา เพื่อนำมาประกอบกับแนวทางการวิเคราะห์ตัวบทประเภทสารคดีของคริสติอาเน นอร์ด (Christiane Nord) ในการวิเคราะห์และทำความเข้าใจตัวบทและวางแผนการแปล พร้อมทั้งศึกษาทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสื่อความโดยใช้วิธีหลากหลาย (Multimodality) และทฤษฎีการแปลการเล่นคำของเดิร์ก เดอลาบาสติตา (Dirk Delabastita) ได้แก่ การแปลการเล่นคำเป็นการเล่นคำ (pun>pun) การแปลการเล่นคำเป็นวรรณศิลป์ที่สัมพันธ์กัน (pun>related rhetorical device) และการแปลการเล่นคำเป็นคำธรรมดา (pun>non-pun) ในการกำหนดแนวทางการแปล เพื่อรักษาลีลาการเล่นภาษาอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียน ในข้อจำกัดเรื่องภาพประกอบ โดยยังถ่ายทอดเนื้อหามุกตลกได้ถูกต้องตามต้นฉบับ และศึกษาทฤษฎีสมมูลภาพ (Equivalence) ของยูจีน ไนดา (Eugene Nida) เพื่อถ่ายทอดความขบขันให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด ผลการศึกษาพบว่าทฤษฎีและแนวทางการแปลต่าง ๆ ข้างต้นนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการแปลได้ และได้บทแปลที่รักษาลีลาการเล่นภาษา ถ่ายทอดเนื้อหาและสร้างผลลัพธ์ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ
การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์
การแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell, ศรัณยา บริสุทธิ์สวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการแปลภาษาวัยรุ่น เพื่อแปลภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Dork Diaries ของ Rachel Renee Russell ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่าการใช้ภาษาวัยรุ่นในวรรณกรรมเป็นเจตนาของผู้ประพันธ์ให้ภาษาสื่อความหมายทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ ผู้วิจัยจึงศึกษาทฤษฎีการแปลของ Ernst-August Gutt ที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีความเกี่ยวเนื่องมาแก้ปัญหาในการแปล เนื่องจากเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ จึงน่าจะเหมาะสมกับการแปลภาษาวัยรุ่น นอกจากนั้นผู้วิจัยได้ศึกษากลวิธีการแปลภาษาวัยรุ่นเพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมารวมถึงแนวคิดการแปลภาษาวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการแปลภาษาสแลงที่เป็นลักษณะโดดเด่นของภาษาวัยรุ่น เพื่อเป็นแนวทางในการแปลให้บทแปลบรรลุสามารถเป้าหมายในการสื่อความหมายและสร้างอรรถรสจากการใช้ภาษาวัยรุ่นให้แก่ผู้อ่านภาษาฉบับแปลได้เทียบเท่ากับผู้อ่านภาษาต้นฉบับ ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎีการแปลของ Gutt ช่วยผู้วิจัยในการตัดสินใจเลือกกลวิธีการแปลที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยกลวิธีที่ใช้ในการแปลตัวบทคัดสรรแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกลวิธีการแปลภาษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย 7 กลวิธี ได้แก่ การแปลโดยการใช้คำที่ใช้ในวัฒนธรรมปลายทาง การแปลโดยการใช้คำที่เท่าเทียมกัน การแปลด้วยคำที่มีความหมายเป็นกลาง การแปลโดยถอดความด้วยคำที่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลโดยการถอดความด้วยคำที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับต้นฉบับ การแปลเป็นคำที่ไม่มาตรฐาน และ การแปลด้วยการทับศัพท์ 2) กลุ่มกลวิธีการแปลโวหารภาพพจน์ ประกอบด้วย 3 กลวิธี ได้แก่ การแปลตรงตัว การแปลแบบตรงตัวและตีความ และ การแปลด้วยโวหารเทียบเคียง 3) กลุ่มกลวิธีการแปลการเล่นคำ ประกอบด้วย 1 กลวิธี ได้แก่ การแปลการเล่นคำในภาษาต้นทางเป็นการเล่นคำในภาษาปลายทาง
การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์
การแปลคําศัพท์ด้านวัฒนธรรมในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว ของ Ancienttear C. Zanael, ศศินิภา ศรีสุคนธรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มุ่งหาแนวทางในการแปลคำด้านวัฒนธรรมที่ปรากฏในการ์ตูนช่องเรื่อง ฉันชื่อแสงดาว จากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยใช้กลวิธีการแปลแบบรักษาความแปลกต่างของลอเรนซ์ เวนุติ (Lawrence Venuti) ในการรักษากรอบการแปล ประกอบกับสังเคราะห์กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรม 12 วิธีของปีเตอร์ นิวมาร์ก (Peter Newmark) และแนวทางการประยุกต์ใช้กลวิธีการแปลคำทางวัฒนธรรมประเภทต่าง ๆ ของสุพรรณี ปิ่นมณีออกมาได้เป็น 7 กลวิธี ได้แก่ 1) ใช้การถอดเสียงหรือคำทับศัพท์ 2) ใช้การเทียบเคียงคำทางวัฒนธรรม 3) ใช้การแปลแบบตรงตัว หรือแปลแบบคำต่อคำ 4) ใช้การละ 5) ใช้เชิงอรรถหรืออธิบายความ 6) ใช้การแปลแบบกว้าง 7) การใช้กลวิธีร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่ากลวิธีที่ยกมาทั้ง 7 ประการสามารถนำมาใช้ในการแปลตัวบทได้ทั้งหมด โดยใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวมากที่สุด 14 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 35 ของจำนวนทั้งหมด และใช้กลวิธีการแปลแบบละน้อยที่สุด 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2 ของจำนวนทั้งหมด ทั้งนี้ผู้วิจัยพบปัญหาในด้านข้อจำกัดของพื้นที่ เมื่อนำข้อความบรรจุลงในกรอบคำพูด บางประโยคมีความยาวมากเนื่องจากต้องเก็บความหมายจากภาษาต้นทางให้ครบถ้วนทำให้ไม่สามารถบรรจุลงในกรอบได้พอดี จึงต้องอาศัยการปรับขนาดตัวอักษรและจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวบท
The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai
The Effect Of Peer Assessment And Non-Scripted Role-Play Activities On Efl High School Students’ Oral Performance And Motivation, Cheng-Chun Tsai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The present study focused on investigating the effectiveness of integrating peer assessment (PA) and non-scripted role-play (NSRP) activities on the oral performance and motivation of Thai EFL high school students. Recognizing the importance of developing effective English language communication skills, the research was situated within the context of a public secondary school in Bangkok, targeting Grade 12 students. The study employed a mixed methods approach, utilizing both quantitative and qualitative data collection methods, and centered its course development and NSRP activities on “Research Methods and Presentation Skills”. The nine-week implementation involved pre- and post-speaking tests, training sessions, a speaking rubric, …
Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm
Using A Memory-Based Strategy For Vocabulary Instruction Via Online Games To Enhance The Vocabulary Size Of Secondary School Students, Wipasinee Honboonherm
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this current research were 1) To explore the effect of a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size and 2) To investigate the students’ opinion towards a memory-based strategy for vocabulary instruction via online games to enhance vocabulary size. Purposive sampling was applied to grade ten 37 students in one of the Thai public schools in Chiang Rai province. The research instruments consisted of lesson plans that included vocabulary online games to correspond with each step of the memory-based framework. The vocabulary size pre and post-tests, student reflections, and semi-structured. The analysis …