Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 91 - 120 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล
การพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันตามแนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับเกมิฟิเคชันเพื่อส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัลของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น, วลัย ตันติวิชญ์โกศล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) เพื่อพัฒนาโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ และ 4) เพื่อนำเสนอโมไบล์แอปพลิเคชันฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็น คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 646 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับครูผู้สอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา กลุ่มทดลองใช้โมไบล์แอปพลิเคชันฯ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 34 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โมไบล์แอปพลิเคชันฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ตามโมไบล์แอปพลิเคชันฯ 3) เกณฑ์การประเมินการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 4) แบบประเมินความพึงพอใจการใช้โมไบล์แอปพลิเคชัน 5) แบบประเมินรับรองระบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความต้องการจำเป็น การจัดลำดับความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way ANOVA with Repeated Measure Analysis) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความต้องการจำเป็นในการไฮไลต์ข้อความระหว่างอ่านเพื่อหาสาระสำคัญ (PNImodified = 0.42) มากที่สุด รองลงมาคือ การได้สะสมเหรียญตรารางวัลจากการร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชัน (PNImodified = 0.39) และการได้ร่วมกิจกรรมการอ่านบทความบนโมไบล์แอปพลิเคชันที่มีการแข่งขันกับสมาชิกในชั้นเรียน (PNImodified = 0.36) ซึ่งรูปแบบโมไบล์แอปพลิเคชันฯ ที่พัฒนาขึ้นมี 5 องค์ประกอบได้แก่ 1) เนื้อหาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล 2) กลยุทธ์แนวการสอนประสบการณ์การอ่านแบบเสริมต่อการเรียนรู้ 3) การใช้เกมิฟิเคชัน 4) กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน 5) การประเมินผลการรู้เรื่องการอ่านดิจิทัล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สำรวจก่อนอ่าน 2) …
ความสัมพันธ์ระหว่างความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน และสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, จีระนุช รัชโพธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำงานนอกเวลางาน (Leaveism) หมายถึงการที่พนักงานใช้วันลา เวลาส่วนตัว หรือช่วงเวลานอกเหนือจากเวลาทำงานปกติในการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาวะของพนักงาน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาอิทธิพลของความทุ่มเทในการทำงาน ความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไป และความกดดันจากทางไกลในที่ทำงาน ต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยมีการทำงานนอกเวลางานเป็นตัวแปรส่งผ่าน การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามกับพนักงานบริษัทเอกชนในประเทศไทย จำนวน 199 คน ซึ่งมีชั่วโมงการทำงานตามสัญญาที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการจนถึงระดับผู้บริหารระดับกลาง ผลการวิจัยพบว่า การทำงานนอกเวลางานไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน (β = –.043, p = .520) อย่างไรก็ตาม ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการทำงานนอกเวลางานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .364, p < .01; β = .603, p < .001) ขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่พบความสัมพันธ์ดังกล่าว (β = –.065, p = .197) การทดสอบตัวแปรส่งพบว่า ความทุ่มเทในการทำงานและความมุ่งมั่นต่องานมากเกินไปมีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงานโดยไม่ผ่านการทำงานนอกเวลางาน ในขณะที่ความกดดันจากทางไกลในที่ทำงานไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อสุขภาวะที่ดีของพนักงาน โดยค่าผลทั้งหมดมีช่วงความเชื่อมั่นที่คร่อมศูนย์ ได้แก่ a1b = –.0155, a2b = –.0258, และ a3b = –.0035 จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยเชิงพฤติกรรมของพนักงาน เช่น ความทุ่มเทและความมุ่งมั่นเกินพอดี มีบทบาทต่อสุขภาวะมากกว่าพฤติกรรมการทำงานนอกเวลางานโดยตรง องค์การจึงควรพิจารณาออกแบบกลยุทธ์การดูแลพนักงาน ผ่านการออกแบบนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติที่ส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานให้ครอบคลุมปัจจัยเชิงพฤติกรรมเหล่านี้มากขึ้น
แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ
แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม, อัศวิน ลิ้มชัยเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม 3) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม และ 4) เพื่อนำเสนอแนวทางในการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา การสัมภาษณ์เชิงลึก การวิจัยเอกสาร และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า 1. คุณค่าของความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ประกอบด้วยคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ จริยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วรรณศิลป์ และสหบท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์ตามวิถีทางมนุษยศาสตร์ เชื่อมโยงความเป็นศิลป์และศาสตร์เข้าด้วยกันเพื่อหล่อหลอมบุคคลให้เกิดทั้งความรู้ทางสติปัญญา และยังสร้างพลเมืองที่มีจริยธรรมและมีจิตสำนึกต่อความเป็นประวัติศาสตร์ 2. ความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์มีบทบาทในการเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมในรูปแบบที่เรียกว่าอุดมการณ์ชาตินิยมเชิงมนุษยศาสตร์ที่เป็นการรักชาติบนพื้นฐานของสติปัญญา ความเข้าใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และจิตสำนึกในคุณค่าความเป็นมนุษย์ อุดมการณ์ดังกล่าวมุ่งสร้างความจงรักภักดีและความผูกพันต่อชาติอย่างมีเหตุผลและมีวุฒิภาวะ มิใช่ความรักชาติที่ตั้งอยู่บนความหลงใหลหรือแนวคิดสุดโต่ง หากแต่เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงชะตากรรมร่วมของชาติ เคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และธำรงรักษาอัตลักษณ์ของตนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมร่วมสมัย 3. การสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ (1) ผู้สืบทอด ได้แก่ ภาครัฐและหน่วยงานในกำกับของรัฐ ครูหรือบุคลากรทางการศึกษา นักเขียน สำนักพิมพ์ นักวิจารณ์ ผู้ผลิตสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ครอบครัวและชุมชม (2) ผู้รับการสืบทอด ได้แก่ ผู้อ่านนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ ผู้ชมสื่อบันเทิงที่สร้างจากนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เยาวชนไทย สังคม และประชาคมโลก (3) องค์ความรู้ที่สืบทอด ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ องค์ความรู้เกี่ยวกับความเป็นไทยและมรดกทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้เกี่ยวกับจริยธรรมและความเป็นพลเมือง และ (4) วิธีการสืบทอด ได้แก่ วิธีการแบบเป็นทางการ วิธีการแบบไม่เป็นทางการ และวิธีการผ่านสื่อผสม 4. แนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมดำเนินการผ่านระบบการศึกษา คือ (1) การศึกษาในระบบ ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน การออกนโยบายและหลักสูตรที่เอื้ออำนวย และการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ (2) การศึกษานอกระบบ ผ่านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียน การเชื่อมโยงเนื้อหากับบริบทจริงของท้องถิ่น และเน้นการต่อยอดพัฒนาอาชีพหรือคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ และ (3) การศึกษาตามอัธยาศัย ผ่านการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายทางสังคม การสร้างแหล่งเรียนรู้ เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ที่กำกับดูแลโดยภาครัฐ และการใช้สื่อและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อขยายการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรม ทั้งนี้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จของแนวทางการสืบทอดคุณค่าความทรงจำวัฒนธรรมในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เพื่อเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม คือการจัดการความรู้เกี่ยวกับนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ …
การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ, กฤษฎา ทองมี
การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ, กฤษฎา ทองมี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงปริมาณเรื่อง การสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ของรายการเล่าเรื่องราวสยองขวัญ มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์ (Relationship Marketing Communication) และพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมของผู้รับฟัง รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเหล่านี้กับลักษณะทางประชากร โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้ติดตามรายการอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ติดตามรับฟังมีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย=3.36) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน ความเชื่อใจ (Trust) ได้รับความคิดเห็นในระดับมากสูงสุด (ค่าเฉลี่ย =3.56) ในขณะที่ระดับพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมโดยรวมกลับอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย = 2.45) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้พฤติกรรมการมีส่วนร่วมทั่วไป (การคอมเมนต์ แชร์) จะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงการตลาดที่มีค่าใช้จ่ายกลับอยู่ในระดับน้อยมาก จากการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์มีความสัมพันธ์สูงกับพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วม แต่เป็นเพียงความสัมพันธ์ในระดับน้อย (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ =0.167) นอกจากนี้ ลักษณะทางประชากรยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มผู้ติดตามที่มีอายุแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการสื่อสารการตลาดเชิงความสัมพันธ์แตกต่างกัน และผู้ที่มีอาชีพ (ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ) และรายได้ต่อเดือน (10,001–30,000 บาท) แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการติดตามและการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ติดตามมีความเชื่อมั่นในเนื้อหาและการสื่อสารของรายการในระดับสูง แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีความอ่อนแอในการเปลี่ยนไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงธุรกิจที่ต้องใช้ต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่รายการควรพิจารณาเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายในอนาคต
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษของพนักงานโดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ, วรรณชนก อยู่ถมยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ โดยมีอารมณ์เชิงบวกเป็นตัวแปรส่งผ่าน และการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกเป็นตัวแปรกำกับ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้าร่วมการอบรมหลักสูตรออนไลน์วิชาภาษาอังกฤษแบบสอนสด จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณโดยใช้โปรแกรม Process Macro ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอารมณ์เชิงบวก และอารมณ์เชิงบวกมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ไม่พบอิทธิพลทางตรงของการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ อีกทั้งไม่พบอิทธิพลส่งผ่านของอารมณ์เชิงบวกภายใต้เงื่อนไขของการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวก กล่าวคือ การรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนด้านการเรียนและอารมณ์เชิงบวก แต่เมื่อวิเคราะห์แบบไม่รวมตัวแปรกำกับ พบว่าอารมณ์เชิงบวกมีบทบาทเป็นตัวแปรส่งผ่านอย่างสมบูรณ์ ผลการศึกษาสะท้อนว่า อารมณ์เชิงบวกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ แม้ว่าการรับรู้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกในบริบทการเรียนออนไลน์อาจยังไม่สามารถเพิ่มอิทธิพลของกลไกการส่งผ่านได้อย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของผู้เรียน กระตุ้นอารมณ์เชิงบวก และพัฒนาการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนออนไลน์ในหลักสูตรอบรมพนักงาน
บทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ผ่านข่าวออนไลน์และการสนทนาออนไลน์, ชนนิกานต์ พันธกานกุล
บทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ผ่านข่าวออนไลน์และการสนทนาออนไลน์, ชนนิกานต์ พันธกานกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของการสื่อสารในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับซีรีส์วายในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านข่าวสารออนไลน์และการสนทนาออนไลน์ของกลุ่มแฟน งานวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ตามรูปแบบ Convergent Design โดยเก็บข้อมูลข่าวจำนวน 966 บทความจาก 15 แพลตฟอร์มข่าวออนไลน์ ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 และเก็บข้อมูลจาก Pantip, Reddit, X และ Facebook พร้อมใช้วิธีการทางวิทยาการคอมพิวเตอร์เชิงสังคมศาสตร์ในการวิเคราะห์ผล ผลการวิจัยพบว่าแพลตฟอร์มข่าวออนไลน์มักนำเสนอซีรีส์วายไทยในรูปแบบข่าวทั่วไปและข่าวประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของข่าวที่เชื่อมโยงซีรีส์วายกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ และภาพลักษณ์ประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของสื่อกระแสหลักในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แบบบนลงล่าง (Top-down) ในขณะเดียวกัน กลุ่มแฟนคลับมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์แบบล่างขึ้นบน (Bottom-up) ผ่านการพูดคุยเกี่ยวกับนักแสดง บทวิจารณ์ โปรเจกต์ของแฟน ๆ การท่องเที่ยวตามรอย รวมถึงการแปลและอธิบายวัฒนธรรมไทยเป็นภาษาต่าง ๆ ทำให้แฟนคลับทำหน้าที่เป็นทั้งผู้บริโภค ผู้สนับสนุนเศรษฐกิจ และผู้ร่วมผลิตเนื้อหาทางวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงซีรีส์วายกับการท่องเที่ยว การบริโภคสินค้าไทย และภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศ ข้อค้นพบทั้งหมดนำไปสู่ข้อสรุปว่า ซีรีส์วายไทยมีศักยภาพในฐานะซอฟต์พาวเวอร์ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม การบูรณาการเชิงนโยบายและโครงสร้างสนับสนุนจากภาครัฐยังมีข้อจำกัด และจากการสื่อสารของทั้งสองสื่อดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังขาดการพัฒนากลวิธีการสื่อสารและการพูดถึงยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างเป็นระบบ
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
ความรับผิดทางอาญาอันเกิดจากการใช้รถยนต์อัตโนมัติ, อังสุดา ตั้งใจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทียบแนวความเห็นของนักวิชาการของต่างประเทศ รวมถึงมาตรการทางกฎหมายในต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์และเสนอแนวทางในการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) มาใช้ในระบบการขับเคลื่อนรถยนต์อัตโนมัติเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันอาจมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยในการใช้รถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยยังคงมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากมีความเสียหายอันเกิดจากการใช้งานรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในประเทศไทยสามารถนำประมวลกฎหมายอาญามาปรับใช้ได้อยู่บ้าง แต่อาจยังไม่เพียงพอเนื่องจากการใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีเทคโนโลยีซับซ้อนกว่ารถยนต์ทั่วไป ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงเสนอให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีความรับผิดทางอาญาสำหรับกรณีดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะโดยกำหนดให้ผู้ขับขี่มีหน้าที่ดูแลรักษารถยนต์ก่อนนำมาใช้งานและหน้าที่ในการควบคุมหรือแทรกแซงรถยนต์ขณะใช้งาน ส่วนผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิตรถยนต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ลักษณะที่ 6/1 อันเป็นลักษณะความผิดเกี่ยวกับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อทำให้เกิดความชัดเจน แน่นอน และสามารถอำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, แคทลียา เจณวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจกับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพอายุ 22-29 ปี จำนวน 189 คน จากโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ สังกัดมหาวิทยาลัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง โดยใช้แบบสอบถาม Google form จำนวน 1 ชุด 5 ตอน ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย แบบสอบถามคุณภาพชีวิตในการทำงาน แบบสอบถามความเข้มแข็งทางจิตใจ แบบสอบถามความตั้งใจคงอยู่ในองค์การ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .98, .94, .89, 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Chi-square และรายงานขนาดความสัมพันธ์ด้วย Phi coefficient ผลการวิจัยพบว่า 1) ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซด จำนวน 189 คน ส่วนใหญ่มีความตั้งใจที่จะคงอยู่ในองค์การ คิดเป็นร้อยละ 70.40 และกลุ่มที่ตั้งใจจะลาออกจากองค์การคิดเป็นร้อยละ 29.60 2) ภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงาน ความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของพยาบาลวิชาชีพเจเนอเรชั่นแซดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (χ² = 59.93, χ² = 46.95, χ² = 14.87) ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำสอดคล้องของหัวหน้าหอผู้ป่วย คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง (Phi = .56, Phi = .50) และความเข้มแข็งทางจิตใจมีความสัมพันธ์ปานกลาง (Phi = .28)
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี, จิรพาวีร์ จำปาทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี เพศชายและเพศหญิง อายุ 20 - 75 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .94, 1 และ 1 และค่าความเชื่อมั่นโดยแบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี และแบบประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพพฤติกรรมการบริโภคอาหารหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี .744 และ .719 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พฤติกรรมการบริโภคอาหารของผู้ป่วยหลังผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
การศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข, จุฑามาศ ชาญวารินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา จำนวน 19 คน ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จากราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน คณะกรรมการชมรมวิสัญญีแห่งประเทศไทย จำนวน 3 คน คณะกรรมการการฝึกอบรมและสอบความรู้ความชำนาญเฉพาะทางทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ด้านการให้ยาระงับความรู้สึก จำนวน 2 คน หัวหน้างานวิสัญญีพยาบาล จำนวน 4 คน วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะวิสัญญีพยาบาล 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะวิสัญญีพยาบาล โรงพยาบาลตติยภูมิ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการปฏิบัติการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 27 ข้อ 2) ด้านการบริหารยาทางวิสัญญี จำนวน 10 ข้อ 3) ด้านการจัดการความปลอดภัยและการบริหารความสี่ยงทางวิสัญญี จำนวน 14 ข้อ 4) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการดูแลผู้ป่วย จำนวน 7 ข้อ 5) ด้านภาวะผู้นำและการใช้เทคโนโลยี จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลวิสัญญี จำนวน 8 ข้อ และ 7) ด้านจรรยาบรรณ และกฎหมาย จำนวน 5 ข้อ
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานต่ออาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียน, ญานิกา แซ่ตัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้าน (อาการขาดสมาธิ, อาการอยู่ไม่นิ่ง/หุนหันพลันแล่น และอาการดื้อต่อต้าน) ของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนในระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯทันที และหลังได้รับโปรแกรมฯ 1 เดือน และเปรียบเทียบผลต่างค่าเฉลี่ยคะแนนอาการสมาธิสั้นของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี ที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์ตามเกณฑ์ ICD-10 ว่าเป็นโรคสมาธิสั้นและครอบครัวที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน 40 ราย โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานและกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสาน 2) แบบประเมินอาการสมาธิสั้น SNAP-IV และ 3) แบบประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) และการทดสอบค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Bonferroni กำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานในระยะหลังการทดลองทันทีและหลังการทดลอง 1 เดือน ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. อาการสมาธิสั้นทั้ง 3 ด้านของเด็กสมาธิสั้นวัยเรียนที่ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวแบบผสมผสานกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติเฉพาะในระยะหลังการทดลอง 1 เดือนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ญานิศา พึ่งน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความวิตกกังวล การสนับสนุนทางสังคม การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ กับการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัด ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมทุกระยะ ที่แพทย์พิจารณาเห็นสมควรว่าสามารถรับยาเคมีบำบัดได้ จำนวน 115 ราย มารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามด้วยตนเอง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 44.35) เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 50–59 ปี และมีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD = 8.13) โดยภาพรวมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 28.47 (SD = 7.92) ความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับปานกลาง (r = -.382) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (r = .369) และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ (r = .357) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับการร่วมตัดสินใจ ส่วนการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำ (r = .214) และความวิตกกังวลมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำ (r = -.289) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม อายุ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการร่วมตัดสินใจ (r = –.117, p = .213)ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเชื่อเกี่ยวกับยาเคมีบำบัด ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการร่วมตัดสินใจในการเลือกรับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ดังนั้นพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำผลการศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจร่วมกัน
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
ผลของโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ต่อการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน, ณัฐธิดา ปังอุทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ และเปรียบเทียบการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคกระดูกพรุน มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 46 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 23 คน จับคู่ด้วยเพศ อายุ และคะแนนความปวด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีการดูแลตนเองของ Orem ให้โปรแกรม 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยใช้แบบประเมินการดูแลตนเองในผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาคเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนภายหลังได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีการดูแลตนเองดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนที่ได้รับโปรแกรมระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ด้วยวิดีทัศน์ร่วมกับการใช้สื่อออนไลน์ มีคะแนนเฉลี่ยการดูแลตนเอง 63.04 (4.99) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ 46.74 (3.26) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง
ผลของโปรแกรมวิดีทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมโดยผู้ดูแลมีส่วนร่วมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน, ธีรนาฏ จันคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม และเพื่อเปรียบเทียบทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 คน กลุ่มทดลองได้รับวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคมต่อทักษะทางสังคมในเด็กออทิสติกวัยเรียน 2) แบบสังเกตทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียน 3) แบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม โดยใช้แบบประเมิน Stanford Social Dimensions Scale(SSDS 1.0) (Phillips et al, 2019) เครื่องมือทั้งหมด ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยแบบสังเกตทักษะทางสังคม และแบบประเมินแรงจูงใจทางสังคม มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ .89 และ .98 ตามลำดับ นอกจากนี้ ตรวจสอบความเที่ยงได้เท่ากับ .92 และ .92 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติทดสอบที ผลการศึกษาพบว่า 1.คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 10.24, SD = 1.89) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=-8.82, df=20, p<.05) 2. คะแนนค่าเฉลี่ยทักษะทางสังคมของเด็กออทิสติกวัยเรียนหลังเข้าโปรแกรมวีดิทัศน์แสดงตัวแบบ ส่งเสริมแรงจูงใจทางสังคม ( X = 13.81, SD = 2.63) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ ( X = 9.38, SD = 1.46) อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t=6.597, df=31.331, P<.05)
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
ผลของโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันต่ออาการหายใจลำบากในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ประกายกาญจน์ สุขเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศชายและเพศหญิงมีอายุระหว่าง 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ มีระดับ NYHA Class II - III มีสติสัมปชัญญะการรับรู้ดี อ่านออกเขียนได้สามารถให้ข้อมูลได้ด้วยตนเอง และมาติดตามการรักษา ณ หอผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 33 คน กำหนดให้กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะใกล้เคียงกันโดยการจับคู่ (Matched pairs) ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมเป็น COPD และ NYHA Functional class กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ โดยใช้ระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน คู่มือการใช้โปรแกรมฯ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลสุขภาพ แบบประเมินอาการหายใจลําบาก และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบสัมภาษณ์การจัดการอาการหัวใจล้มเหลว ทำการทดสอบค่าความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ .71 และ .85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลองผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชัน มีคะแนนอาการหายใจลำบากน้อยกว่าก่อนทดลอง และน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมการจัดการกับอาการระยะไกลผ่านไลน์แอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
นวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น : ซิลเลนเนียลส์, ชโรธรณ์ ทิพย์อุปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรจากไม้ลำไย ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (NEC) สู่การสร้างนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพ ตามแนวทางการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ บีซีจี (2) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบตราสินค้าและผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนจากนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพตามแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ล้านนา สำหรับกลุ่มไมโครเจนเนอเรชั่น: ซิลเลนเนียลส์ (3) เพื่อสร้างต้นแบบแนวคิดโมเดลธุรกิจของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการและ นักออกแบบรุ่นใหม่ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมสิ่งทอชีวภาพจากสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตร งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานเชิงปริมาณและคุณภาพ พร้อมทั้งการทดลองทางด้านวัสดุศาสตร์ ผลวิจัยพบว่าสิ่งไร้มูลค่าทางการเกษตรไม้ลำไยในพื้นที่ NEC สามารถเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุชีวภาพเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยผลจากผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมเป็นวัสดุคอมโพซิสชีวภาพ ร้อยละ 95 เส้นใยจากเซลลูโลสและ พอลิเมอร์ชีวภาพ ร้อยละ 90 ผ่านการผสมวัสดุชีวภาพ เช่น พอลิแลคติกแอซิด หรือยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มสมบัติเชิงกลและความเป็นไปได้ในการผลิต ผลวิจัยทำให้เกิดนวัตกรรม 5 รูปแบบดังนี้ (1) ผงเซลลูโลสจากเนื้อไม้ลำไย (CMC) (2) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมยางพาราด้วยกระบวนการอัดรีด (3) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยกระบวนการอัดรีด (4) เส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไยผสมพลาสติกชีวภาพด้วยการขึ้นรูปแบบการปั่นเส้นด้ายด้วยความร้อน และ (5) สิ่งทอชีวภาพจากเส้นใยชีวภาพจากผงเนื้อไม้ลำไย ผลการประเมินด้านการออกแบบจากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายและการวิเคราะห์ชุดข้อมูลเปเปอร์ดอล์ พบว่ากลุ่มซิลเลนเนียลส์สนใจสตรีทสไตล์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.45 รองลงมาคือฟิวเจอริสติก 4.03 และสไตล์กีฬา 3.77 สอดคล้องกับผลจากผู้เชี่ยวชาญคือสตรีทสไตล์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.40 และโครงสร้างโอเวอร์ไซส์ ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 สนใจการผสมผสานวัสดุ มีค่า 4.60 รูปแบบมีความเฉพาะตัว ร้อยละ 90.84 ลวดลายโดดเด่น ร้อยละ 88.19 ยังพบว่าร้อยละ 96.87 สนใจเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจากทุนทางวัฒนธรรมล้านนา ด้านมิติด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า ร้อยละ 85 ให้ความสำคัญกับวัสดุนวัตกรรมสีเขียว สู่การออกแบบแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน การพัฒนาต้นแบบโมเดลธุรกิจพบว่ามีความชัดเจนของโมเดล ค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.60 ความเข้าใจง่ายของโครงสร้างค่าเฉลี่ย 4.55 และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง ค่าเฉลี่ย 4.50 พร้อมการยืนยันว่าการสร้างแบรนด์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุด ร้อยละ 90 รองลงมาคือการตลาดดิจิทัล ร้อยละ 80 และการตลาดแบบกลุ่มเฉพาะ ร้อยละ 75 ดังนั้นโมเดลที่พัฒนานี้สามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในกระบวนการผลิตต้นน้ำถึงปลายน้ำสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
แนวทางการจัดการสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยาผู้สูงอายุกรณีศึกษา อาคารผู้ป่วย 20 ชั้นศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, รัชนี ธูปสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบบริการสุขภาพของไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นวิกฤต ทำให้สถานพยาบาลต้องรองรับผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางทั้งด้านร่างกาย สังคม และจิตใจ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา จึงเป็นประเด็นสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสุขภาวะผู้สูงอายุ วิเคราะห์องค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และนำเสนอแนวทางการจัดการในอาคารผู้ป่วย 20 ชั้น ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสำรวจ การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ และญาติผู้รับบริการ ผลการศึกษาพบว่า แผนกอายุรกรรมผู้ป่วยนอกชั้น 2 มีความแออัด พื้นที่พักคอยขาดความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยเปลนอน หอผู้ป่วยสามัญชั้น 12 และชั้น 14 มีอุปกรณ์กีดขวางทางสัญจร และป้ายทางหนีไฟไม่ชัดเจน ส่งผลต่อความปลอดภัย ด้านสังคม และยังขาดพื้นที่กลางสำหรับปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ด้านจิตใจ ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับความสงบ ความเป็นส่วนตัว และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บริเวณพักฟื้นมีอุณหภูมิสูงและอากาศถ่ายเทน้อย ส่งผลลบต่อสุขภาวะ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่า การจัดการสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งกายภาพ สังคม และจิตใจ เป็นแนวทางสำคัญ จึงเสนอการปรับปรุงพื้นที่เปลนอน ระบบแสงสว่างและการระบายอากาศ เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง ส่งเสริมการเข้าถึงห้องน้ำ และจัดทางสัญจรพร้อมป้ายหนีไฟมาตรฐาน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการทำงานของบุคลากร เพื่อพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสังคมสูงวัยในอนาคต
การศึกษาฤทธิ์ผสมผสานของสารสกัดจากว่านหางจระเข้และโพรไบโอติกต่อการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคฟันผุของเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Mutans ในหลอดทดลอง, ธีรภัทร ชะนะเมืองคล
การศึกษาฤทธิ์ผสมผสานของสารสกัดจากว่านหางจระเข้และโพรไบโอติกต่อการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคฟันผุของเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus Mutans ในหลอดทดลอง, ธีรภัทร ชะนะเมืองคล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังที่เกิดจากความไม่สมดุลของจุลชีพในช่องปาก โดยเฉพาะ Streptococcus mutans (SM) ซึ่งสามารถผลิตกรด สร้างไบโอฟิล์ม และทนต่อสภาวะเป็นกรดได้ การใช้โพรไบโอติกถูกเสนอเป็นแนวทางใหม่ในการควบคุมเชื้อก่อโรค แต่อาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ จึงเกิดความสนใจในการใช้พรีไบโอติกร่วมกัน งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลของสารสกัดว่านหางจระเข้ (Aloe vera; AV) ในฐานะพรีไบโอติก ร่วมกับ Lacticaseibacillus rhamnosus GG (LGG) และ/หรือ Lactiplantibacillus plantarum 299V (LP) ในการยับยั้งคุณสมบัติการก่อโรคของ SM UA159 ในหลอดทดลอง ผลการทดลองพบว่า AV ที่ความเข้มข้นต่ำสุด 0.25% ซึ่งอุดมด้วยพอลิแซ็กคาไรด์ แสดงคุณสมบัติของการเป็นพรีไบโอติก โดยสามารถยับยั้งการเจริญของ SM ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) และส่งเสริมการเจริญของโพรไบโอติกทั้งสองสายพันธุ์ (p < 0.05) การทำงานร่วมกันของ AV และโพรไบโอติกช่วยเพิ่มค่า pH ลดความเป็นกรด (p < 0.05) ลดการสร้างไบโอฟิล์ม (p < 0.05) และลดการแสดงออกของยีนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการก่อโรค ได้แก่ ยีนที่เกี่ยวข้องกับเมแทบอลิซึมและการสร้างสภาวะความเป็นกรด (eno, ldh, atpD) และยีนที่ควบคุมการสร้างไบโอฟิล์ม (gtfB, gtfC, dexA, และ dexB) ขณะเดียวกันเพิ่มการแสดงออกของ aguD (p < 0.05) ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสร้างความเป็นด่าง ส่งผลให้เกิดสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการเจริญของ SM นอกจากนี้ AV ยังเพิ่มการอยู่รอดของโพรไบโอติกผ่านการเพิ่มระดับยีน rpoB และ 16S rRNA (p < 0.05) ผลการทดลองสรุปได้ว่า AV ร่วมกับ LGG และ LP มีฤทธิ์เสริมกันในการลดความรุนแรงของ SM ผ่านหลายกลไกเชิงโมเลกุล พร้อมทั้งสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการป้องกันโรคฟันผุในศตวรรษที่ 21 ที่มุ่ง “การปรับสมดุลของชุมชนจุลินทรีย์ในช่องปาก” ตาม Ecological Plaque Hypothesis และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของซินไบโอติกจากพืชสมุนไพรในการพัฒนาเป็นแนวทางใหม่เพื่อการป้องกันโรคฟันผุอย่างยั่งยืน
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม : การพัฒนาการแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนําเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสําหรับผู้ชมปฐมวัย, พรธิดา ผลดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงสร้างสรรค์ในแบบวิจัยปฏิบัติการ (Practice Research) ทางศิลปะการละคร มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาหลักและเทคนิคในการแสดงละครเล่าเรื่อง ของพอล ซิลส์ และเกมละคร ของไวโอลา สโปลิน และ (2) เพื่อสร้างสรรค์การแสดงละครเล่าเรื่องเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ชมปฐมวัยเรื่อง เพี้ยวโลกกับอุ๊ยมอมแมม ผู้วิจัยออกแบบการแสดงและเป็นนักแสดง ศึกษาแนวคิดละครเล่าเรื่อง นิทานภาพเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อออกแบบการแสดงละครสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 4-6 ปี เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ชม ฝึกฝนการแสดงด้นสดและเกมละคร เพื่อพัฒนาทักษะการด้นสด การมีสมาธิ และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ผู้วิจัยจัดการแสดง 2 รอบในห้องเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและครูเพื่อประเมินผล ผู้วิจัยค้นพบรูปแบบการแสดงที่มีลักษณะเฉพาะ คือ “เล่า-นำ-เล่น-เป็นตัวละคร สะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อม” รวมถึงพบว่าระหว่างการแสดงต้องพัฒนาทักษะการฟัง การสังเกต และด้นสด เนื่องจากละครเล่าเรื่องแบบมีส่วนร่วม ดึงดูดความสนใจของผู้ชมปฐมวัยผ่านอุปกรณ์การแสดง เพื่อให้ผู้ชมเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทั้งยังได้องค์ความรู้ว่า การสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมแก่เด็กปฐมวัยให้สัมฤทธิผล โครงเรื่องต้องเข้าใจง่าย เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรง และนักแสดงต้องมีสมาธิ ไหวพริบ และความเป็นมิตร เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนานและเป็นธรรมชาติ
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย, มุนินทร์ สุวรรณประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในงานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง “การดัดแปลงวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของเอช. จี. เวลส์ สู่บทละครเพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย ผู้วิจัยเลือกวรรณกรรมเรื่อง ดินแดนคนตาบอด ของ เอช. จี. เวลส์ โดยผู้วิจัยได้นำวรรณกรรมสั้นเรื่องดินแดนคนตาบอดทั้งสองตอนจบฉบับแปลไทยจากสำนักพิมพ์สมมติ แปลโดย มโนราห์ มาทำการดัดแปลงข้ามสื่อเป็นบทละครเวที ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึงความเป็นอื่นในสังคมมาดัดแปลงเป็นบทละครเวทีเพื่อเป็นสื่อสะท้อนและวิพากษ์ประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทย และสามารถสื่อสารแก่นความคิดเรื่อง มนุษย์ควรวิเคราะห์ความแตกต่างอย่างมีเหตุผลเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม ที่ปรากฏในวรรณกรรม ผู้วิจัยเลือกที่จะใช้การลำดับเล่าเรื่องและบริบทของตามฉบับวรรณกรรมที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1939 ที่ได้รับการแก้ไขและเพิ่มเติมตอนจบของเรื่องราวในวรรณกรรม โดยผู้วิจัยนำวรรณกรรม ดินแดนคนตาบอด ที่ถูกตีพิมพ์ทั้งสองครั้งมาวิเคราะห์ประเด็นความขัดแย้งในสังคม ทฤษฎีการเขียนบทละคร ทฤษฎีการดัดแปลงข้ามสื่อ และแนวคิดสัจนิยมมหัศจรรย์ที่ปรากฏในวรรณกรรมต้นฉบับ นำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์และดัดแปลงบทละคร และนำเสนอบทละครผ่านการแสดงในรูปแบบการอ่าน (Stage Reading) โดยเก็บข้อมูลผ่านกลุ่มตัวอย่างจากผู้ชมทั่วไปที่สมัครใจตอบแบบสอบถามแบบไม่ระบุตัวตน และการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเขียนและดัดแปลงบทละคร จากการวิจัยผู้วิจัยพบว่าประเด็นความขัดแย้งทางความคิดเป็นสิ่งสากลที่สามารถเกิดขึ้นและเข้าใจได้แม้จะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน และการนำเสนอแก่นความคิดผ่านการดัดแปลงบทละครเรื่องนี้จะพาให้ผู้ชมเชื่อมโยงกับปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนทำให้เกิดการพูดคุยและถกเถียงกันภายหลังจากการรับชมการแสดงในรูปแบบของการอ่านได้ โดยผู้ชมส่วนใหญ่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวกับบริบทสังคมไทยได้ แม้จะมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงในประเด็นการพัฒนาตัวละคร การใช้ภาษาในบทละคร และการสร้างสมดุลในการนำเสนอมุมมองของทั้งสองฝ่าย
วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์
วชิรญาณ กับบทบาทในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5, ชนะพล สมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะเด่นและบทบาทของ วชิรญาณ ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณ ช่วง พ.ศ. 2427-2448 ในการสร้างสรรค์วัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยศึกษาจาก วชิรญาณ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายเดือน วชิรญาณวิเศษ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์รายสัปดาห์ และสื่อสิ่งพิมพ์ของหอพระสมุดวชิรญาณในวาระพิเศษต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า วชิรญาณ มีลักษณะเด่น 3 ประการ ได้แก่ 1) การมีกระบวนการคัดเลือกงานเขียนที่เน้นคุณค่าด้านสาระประโยชน์ ความถูกต้องของอักขระวิธี และความสุภาพเรียบร้อย ครอบคลุมทั้งความเรียงร้อยแก้ว บันเทิงคดี และร้อยกรอง 2) การเปิดโอกาสให้ผู้สร้างงานหลากหลายกลุ่ม ทั้งพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการสมัยใหม่ พระภิกษุสงฆ์ และสตรี ได้เข้ามาสร้างตัวตนนักเขียนในพื้นที่สาธารณะ และ 3) พลวัตของรูปแบบการนำเสนอที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท จากการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายในยุคแรก สู่การจัดระเบียบหมวดหมู่ที่ชัดเจน และพัฒนาไปสู่การเน้นตีพิมพ์วรรณกรรมเรื่องยาวเพื่อการอนุรักษ์ในช่วงท้าย ในด้านบทบาทต่อวัฒนธรรมวรรณศิลป์ไทย วชิรญาณ มีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน คือ 1) บทบาทด้านการรวบรวมวรรณกรรมและการสืบทอดขนบวรรณศิลป์ โดยทำหน้าที่ตรวจสอบชำระวรรณคดีโบราณ สืบทอดขนบการเฉลิมพระเกียรติ การเผยแผ่พุทธศาสนา และการรักษาฉันทลักษณ์และธรรมเนียมการประพันธ์ของไทย 2) บทบาทด้านการสร้างสรรค์งานวรรณกรรมประเภทใหม่ โดยเป็นพื้นที่ทดลองงานเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก เช่น บันเทิงคดีร้อยแก้วแนวใหม่ ข้อขำขัน ร้อยกรองขนาดสั้น และข้อเขียนเชิงวิพากษ์ และ 3) บทบาทด้านการสร้างชุมชนวรรณกรรม (literary community) ผ่านการสร้างระบบบรรณาธิการกิจ การเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบ การจัดกิจกรรมปุจฉา-วิสัชนา การส่งเสริมการวิจารณ์ผ่านงานเขียน การสื่อสารภายในชุมชน และการส่งเสริมกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมและหนังสือ ซึ่งเปลี่ยนวิถีการสร้างเสพวรรณกรรมจากวงจำกัดมาสู่พื้นที่สาธารณะสมัยใหม่ การศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า วชิรญาณ มิได้เป็นเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ที่เผยแพร่ความรู้ แต่มีความสำคัญทางวรรณกรรมที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากอดีตเข้ากับโลกสมัยใหม่ และวางรากฐานสำคัญให้กับวัฒนธรรมหนังสือและวงวรรณกรรมไทย และเป็นส่วนหนึ่งของ “จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย” ที่ผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5 ตื่นตัวและสนใจใฝ่รู้ในการเขียนและอ่านวรรณกรรมอย่างกว้างขวางในสังคม
การวิเคราะห์การสร้างสรรค์และบทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ Youtube ในฐานะคติชนดิจิทัล, สริตา ปัจจุสานนท์
การวิเคราะห์การสร้างสรรค์และบทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ Youtube ในฐานะคติชนดิจิทัล, สริตา ปัจจุสานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube เป็นคติชนดิจิทัลของกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตซึ่งก่อเกิดเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า “คนเจเนอเรชันซี” (Genaration C; C ย่อมาจาก Connectedness) วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาเรื่องเล่ากลุ่มนี้โดยมีวัตถุประสงค์ ในการศึกษา 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาของ เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube 2. เพื่อวิเคราะห์การสร้างสรรค์เรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube ในฐานะคติชนดิจิทัล 3. เพื่อวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากคลิปวิดีโอเรื่องเล่าในสื่อออนไลน์ YouTube ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2565 รวม 163 คลิป ประกอบด้วย 1) กลุ่มเรื่องเล่าคติชีวิตร่วมสมัย 2) กลุ่มเรื่องเล่าเสริมสร้างทักษะการบริหารจัดการตนเอง 3) กลุ่มเรื่องเล่าการเงิน และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ผลิตรายการ การตอบแบบสอบถามของผู้รับชมรายการ และการสังเกตการณ์ช่องรายการเรื่องเล่าในสื่อออนไลน์ YouTube ผลการศึกษาพบว่า 1. เนื้อหาของเรื่องเล่าแนวการสอนนำเสนอปัญหาและวิธีการจัดการกับปัญหาของคนในสังคมเมือง โดยสอนให้มีสติและรู้เท่าทันอันตรายต่าง ๆ 2. การสร้างสรรค์เรื่องเล่าแนวการสอนมีการดัดแปลงและสร้างเรื่องเล่าใหม่ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตสมัยใหม่และสังคมเมืองเรื่องเล่าผลิตขึ้นโดยยูทูบเบอร์ในรูปแบบของสื่อดิจิทัลและนำเสนอบนแพลตฟอร์ม YouTube โดยมีอินเทอร์เน็ตช่วยส่งต่อเรื่องเล่าข้ามสื่อ 3. บทบาทหน้าที่ของเรื่องเล่าแนวการสอน เรื่องเล่ามีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะการสอนคติชีวิตสมัยใหม่และทักษะชีวิตที่จำเป็น ได้แก่ ทักษะสมอง EF (Executive Function) ทักษะความฉลาดรอบด้าน (7Q) ทักษะชีวิต (Life skills) และทักษะการเงิน ช่วยสร้างชุมชนแห่งการแบ่งปันเรื่องเล่าในพื้นที่เสมือนและการปฏิสัมพันธ์ในวิถีดิจิทัลของกลุ่มคนเจเนอเรชันซี การศึกษาเรื่องเล่าแนวการสอนในสื่อออนไลน์ YouTube เป็นตัวอย่างในการศึกษาข้อมูลคติชนดิจิทัลและเป็นความท้าทายที่มีต่อมุมมองการศึกษาคติชนดิจิทัล และช่วยขยายขอบเขตการศึกษาข้อมูลคติชนบนอินเทอร์เน็ตที่สะท้อนให้เห็นการขยายกลุ่มชนใหม่ (folk) ข้อมูลคติชนใหม่ (lore) การปฏิสัมพันธ์ใหม่ของกลุ่มชนบนพื้นที่เสมือน (virtual space) พื้นที่ใหม่แห่งการศึกษาทางคติชน
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง, สุประจักษ์ ไชยรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสด : กรณีศึกษาละครเวทีเรื่อง หลง แตก สูญ ของ นิกร แซ่ตั้ง ที่เพิ่มโอกาสในการสื่อสารเนื้อเรื่องได้อย่างชัดเจน และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปการแสดงสำหรับผู้พิการทางการเห็น โดยมุ่งเน้นการศึกษาผลลัพธ์จากการใช้งานบทบรรยายเสียง (Audio Narration) จริงในสถานการณ์การแสดงสด โดยวัดผลในด้าน 1) ระดับความเข้าใจเนื้อเรื่อง 2) ความพึงพอใจต่อประสบการณ์การชม และ 3) การมีส่วนร่วมทางอารมณ์เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงเทคนิคการสร้างบทบรรยายเสียง การวิจัยนี้มีวิธีการดําเนินงานวิจัยจากการศึกษา และวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และประสบการณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า จากการทดลองโดยใช้วิธีการหรือแนวคิดทฤษฎีการเข้าถึงสื่อและหลักการออกแบบสากล (Universal Design for Learning: UDL) ร่วมกับการสร้างบทบรรยายเสียงสำหรับผู้พิการทางการเห็นในการแสดงสดช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงศิลปะการแสดงโดยการถ่ายทอดองค์ประกอบบนเวทีอย่างครบถ้วน ทั้งบุคลิกลักษณะ กริยา ท่าทางของตัวละคร ภาพฉาก การเคลื่อนไหว สัญลักษณ์และเทคนิคการการแสดงในละครเวทีรวมถึงการใช้เทคโนโลยีบรรยายสด ซึ่งทำให้ผู้พิการทางการเห็นสามารถเข้าใจแก่นเรื่องและนัยยะสำคัญของการแสดงได้อย่างชัดเจน และได้รับประสบการณ์การชมที่ครบถ้วนทั้งทางศิลปะและอารมณ์ใกล้เคียงกับผู้ชมทั่วไปคำสำคัญ : บทบรรยายเสียง, ผู้พิการทางการเห็น, การแสดงสด, ละครเวที
การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร
การศึกษารูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร, ปัญจรัตน์ เดชกุญชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญและให้ความตระหนักในการบริหารจัดการ ด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เป็นเหตุวิกฤติที่เกินการรับมือ การศึกษาเรื่อง รูปแบบความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินและนโยบายการรักษาความปลอดภัยย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพมหานคร เป็นการศึกษาในภาคการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ เขตปทุมวัน ภายใต้กรอบแนวคิดการร่วมมือทำงานกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนแบบเครือข่าย Networking มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึง 1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติ 2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่ย่านราชประสงค์ 3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติ และ 4) เพื่อดูแนวโน้มการเป็นต้นแบบนำร่องไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารกลุ่มภาคเอกชนกลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ จำนวน 10 องค์กร และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่อีก 2 องค์กร ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา พรรณนา พัฒนาแก่นสาระ ตรวจสอบด้วยวิธีเทคนิคสามเส้า ร่วมกับการศึกจากข้อมูลเอกสารและการลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบความร่วมมือเชิงนโยบายของภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการเหตุวิกฤติฉุกเฉินในย่านราชประสงค์ ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการจัดการปกครองสาธารณะแนวใหม่แบบเครือข่าย ระหว่างภาครัฐกับเครือข่ายภาคเอกชน บวกกับ Disaster Management และ Crisis Management (2) นโยบายการรักษาความปลอดภัยใช้การร่วมออกแบบ ร่วมคิด และขับเคลื่อนกลไกเชิงนโยบายมีปฏิสัมพันธ์ในระดับองค์กร และระดับบุคคลต่อบุคคล (3) การออกแบบแผนการรับมือเหตุวิกฤติฉุกเฉินจากภัยพิบัติในย่านราชประสงค์ ใช้วิธีการเตรียมความพร้อม ตามหลักการของ Disaster Management ร่วมกับ Crisis Management (4) แนวโน้มการเป็นต้นแบบนำไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองอื่นในกรุงเทพมหานคร ต้องพิจารณาร่วมด้วยกับความเข้มแข็งของความร่วมมือของรัฐและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์ แนวทางในการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ระบบการเงินส่วนกลางที่น่าเชื่อถือ มีการจัดปรับการใช้รูปแบบให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง
การประเมินผลการใช้น้ำเสียบำบัดในระบบไฮโดรพอนิกส์ : การเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน การเติบโตของผักกาดหอม และกลุ่มชุมชนของจุลินทรีย์บริเวณราก, พชร ป่ากว้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากระบบเติมอากาศของอาคารหอสมุดกลาง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์เพาะปลูกผักกาดหอม (Lactuca sativa) เพื่อส่งเสริมการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน การทดลองออกเป็น 3 ระยะตามอัตราส่วนน้ำเสียบำบัด ได้แก่ 50% (ระยะที่ 1), 100% (ระยะที่ 2) และ 75% (ระยะที่ 3) เปรียบเทียบกับระบบควบคุมที่ใช้สารละลายปุ๋ยไฮโดรพอนิกส์ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของไนโตรเจน ได้แก่ แอมโมเนียม (NH4+), ไนไตร์ท (NO2-), ไนเตรต (NO3-), และ ไนโตรเจนคเจดาลห์ (TKN) และประเมินผลต่อการเจริญเติบโตและปริมาณไนโตรเจนของผักกาดหอม ตลอดระยะเวลาเพาะปลูก 28 วัน มีการเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณภาพน้ำ และสุ่มเก็บตัวอย่างรากเพื่อศึกษาความหลากหลายของชุมชนจุลินทรีย์ ผลการทดลองพบว่าอัตราส่วนของน้ำเสียบำบัดมีผลต่อการเจริญเติบโตของผักกาดหอมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยระบบที่ใช้น้ำเสียบำบัด 100% ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งในด้านน้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง และปริมาณไนโตรเจน ซึ่งแนวโน้มนี้สอดคล้องกับความเข้มข้นไนเตรตและ TKN ในน้ำ แสดงถึงความเพียงพอของธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจน ขณะเดียวกันการวิเคราะห์ชุมชนจุลินทรีย์บริเวณรากพบว่าระบบน้ำเสียบำบัดมีความหลากหลายสูงกว่าระบบควบคุม โดยพบแบคทีเรียเด่นใน สกุล Altererythrobacter รวมถึงสกุล midas_g_859 ซึ่งอยู่ในอันดับ Thermomicrobiales และสกุลของแบคทีเรียในไฟลัม Armatimonadotaซึ่งเกี่ยวข้องกับการย่อยสลายอินทรียวัตถุและการเปลี่ยนรูปไนโตรเจน ส่วนระบบควบคุมพบแบคทีเรียเด่นในสกุลของวงศ์ Rhizobiaceae และสกุล Bosea ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรึงไนโตรเจนและช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซึมสารอาหารของพืช ดังนั้นการนำน้ำเสียบำบัดกลับมาใช้ในระบบไฮโดรพอนิกส์จึงมีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักกาดหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การปรับสมดุลธาตุอาหารและคุณภาพน้ำก่อนใช้งานจริงยังเป็นสิ่งจำเป็น ผลการศึกษานี้จึงสามารถเป็นแนวทางพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียแบบบูรณาการร่วมกับการเพาะปลูกไฮโดรพอนิกส์ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป
ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์
ทัศนคติของคน Gen Y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์, พลอยไพลิน พูลสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการรับรู้ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออมและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เปรียบเทียบความคิดเห็นของของคน Gen y ที่มีต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และศึกษาพฤติกรรมการรับรู้คนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานครที่มีต่อนโยบายการออม และสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยการวิจัยเป็นชิงปริมาณแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์โดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ระดับทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ความรู้ในการออมของคน Gen y และนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นของทัศนคติในการออมนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ของคนเจนเนอเรชั่นวายในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า เพศ อายุ อาชีพ ค่าใช้จ่ายหลัก ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ความเพียงพอของรายรับ–รายจ่ายที่ต่างกัน มีความคิดเห็นแตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 นอกนั้นมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน และในด้านทัศนคติ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม และความรู้ในการออม มีผลต่อนโยบายและสวัสดิการของผู้สูงอายุในยุคสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจากผลการศึกษาอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางพัฒนานโยบายด้านการออมและสวัสดิการผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต
แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์
แนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ, พลอยชนก ธนวิจิตรพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษานโยบาย แนวทางยุทธศาสตร์ การบูรณาการ บทบาทและโครงสร้างองค์การ ของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับด้านการป้องกันและปราบปรามกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อขัดข้องในการดำเนินการด้านการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดฯ ภายใต้บทบาทของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ด้านการกระทำอันเป็นโจรสลัดและการปล้นเรือโดยใช้อาวุธ การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ผลการวิจัยพบว่า ศรชล. เป็นกลไกหลักในการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงทางทะเลตาม พระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ.2562 มีอำนาจสั่งการทั้งภาวะปกติและฉุกเฉิน แต่ยังเผชิญปัญหาโครงสร้างซ้ำซ้อน ขาดบุคลากรเฉพาะทาง และระบบข้อมูลไม่เป็นเอกภาพ จึงเสนอแนวทางพัฒนา 2 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับนโยบาย มุ่งเน้นจัดทำยุทธศาสตร์ปราบปรามโจรสลัด ปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้าง พัฒนาระบบ MDA ด้วย Big Data และ ความร่วมมือระดับภูมิภาค 2) ระดับปฏิบัติ เน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร ใช้การจัดการความรู้ (KM) เทคโนโลยีสารสนเทศแบบเรียลไทม์ และการฝึกซ้อมร่วมต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามโจรสลัดอย่างยั่งยืน
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
การศึกษาผลกระทบและการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิในวิกฤตการณ์ทะเลแดง กรณีศึกษาเส้นทางทวีปยุโรปมาประเทศไทย, พิมพ์ณดา ชัยสมบูรณ์สกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการปรับตัวของผู้นำเข้าสินค้าทางทะเลที่ใช้ตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) ในเส้นทางการนำเข้าจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย ภายใต้วิกฤตการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ทะเลแดง ซึ่งเกิดจากการโจมตีเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2566 และส่งผลให้สายการเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางคลองสุเอซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ระยะทางการเดินเรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500 ถึง 4,000 ไมล์ทะเล และระยะเวลาการขนส่งยาวขึ้นเฉลี่ย 15 ถึง 30 วัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานรวมทั้งสิ้น 22 ราย ครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สมาคมและหน่วยงานการศึกษา ผู้นำเข้า ตัวแทนออกของ สายการเดินเรือ และผู้ให้บริการท่าเรือ ผลการศึกษาพบว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงก่อให้เกิดผลกระทบเชิงระบบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าควบคุมอุณหภูมิอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่งในช่วงร้อยละ 20 ถึง 40 จากค่าระวางเรือ ค่าเบี้ยประกันภัยเส้นทางเสี่ยงสงคราม และต้นทุนเชื้อเพลิง ระยะเวลาการขนส่งที่ยาวและผันผวนมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20 ถึง 25 วันเป็น 35 ถึง 55 วัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการหมุนเวียนตู้และภาวะตู้ไม่เพียงพอ ปัญหาด้านเอกสารและพิธีการนำเข้าที่ต้องแก้ไขจากการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเรือและกำหนดการเดินเรือ ค่าเสียโอกาสทางธุรกิจจากการพลาดช่วงจำหน่ายของสินค้าอ่อนไหวต่อเวลาและอุณหภูมิ เช่น ผลไม้ เนื้อสัตว์แปรรูป และเวชภัณฑ์ รวมถึงการลดลงของความน่าเชื่อถือของโซ่อุปทานและบริการขนส่ง ซึ่งทำให้คู่ค้าให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูลและการติดตามสถานะสินค้าแบบเรียลไทม์มากขึ้น ในด้าน แนวทางการปรับตัว ผู้นำเข้ามุ่งใช้กลยุทธ์เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการปรับระดับสินค้าคงคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและเส้นทางขนส่ง การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสำหรับสินค้าที่อ่อนไหวต่อเวลา การทำสัญญาค่าระวางระยะยาว และ การประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานรัฐเพื่อบริหารจัดการเอกสารให้ทันต่อสถานการณ์ โดยสรุป งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าวิกฤตการณ์ทะเลแดงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการนำเข้าสินค้าควบคุมอุณหภูมิจากสหภาพยุโรปมาประเทศไทย และจำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวเชิงบูรณาการด้านโลจิสติกส์ การบริหารความเสี่ยง และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความรอบรู้ทางด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ของประชากรวัยแรงงานที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานของประเทศไทย, เชาวรินทร์ คำหา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ ที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ในประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และ (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากรศาสตร์ สังคมและเศรษฐกิจ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพของประชากรวัยแรงงานไทยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชากรไทยอายุ 35 - 59 ปี ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน 3,766 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนครอบคลุม 12 เขตสุขภาพ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่พัฒนาขึ้น ในเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ถดถอยเชิงอันดับพหุคูณ และการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้างผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลางอยู่ในระดับเดียวกับความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ และการใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 45.61, ร้อยละ 45.67, ร้อยละ 48.70, ร้อยละ 43.84 และร้อยละ 46.60 ตามลำดับ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การประกอบอาชีพ รายได้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ด้านสุขภาพ การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างปัจจัยทางประชากร เศรษฐกิจและสังคม การเข้าร่วมกิจกรรมทางด้านสุขภาพ การใช้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความรอบรู้อิเล็กทรอนิกส์ทางด้านสุขภาพ กับพฤติกรรมสุขภาพ พบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนของข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²= 9743.41, p-value = 0.07, RMSEA = 0.02, CFI = 0.98, TLI = 0.96, SRMR = 0.04, R2= 0.96) ข้อค้นพบครั้งนี้ จะนำไปสู่การออกแบบกิจกรรมแทรกแซงทางสุขภาพที่เหมาะสมต่อไป
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง
ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่อภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, ปิยะธิดา คำวัง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว และเพื่อเปรียบเทียบภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวกับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มารับบริการที่ห้องตรวจโรคจิตเวช แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จำนวน 60 คน ได้มาจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัว แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะกดดันด้านจิตใจ (α=.83) และแบบวัดภาระในการดูแล (α=.93) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ค่าเฉลี่ยของคะแนนภาวะกดดันด้านจิตใจของผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษากลุ่มครอบครัวต่ำกว่าผู้ดูแลในครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญหางสถิติที่ระดับ .05