Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 121 - 150 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม
ผลของโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วมต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่, รัตติกาล ศรีงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ออาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าวัยผู้ใหญ่ ที่มารับบริการในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของ Beck (BDI-II) 4) แบบสำรวจการแก้ปัญหา และ5) แบบประเมินการดูแลร่วมกัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test และ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) คะแนนเฉลี่ยอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 18.87, S.D.= 4.35) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ ( X = 8.30, S.D.= 6.22) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าค่าเฉลี่ยคะแนนอาการซึมเศร้าระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการบำบัดด้วยการแก้ปัญหาแบบครอบครัวมีส่วนร่วม ( X = 8.30, S.D.= 6.22 ) ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ( X = 18.87, S.D.= 9.23 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
การศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์, วนัสนัน ภู่ระหงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามปลายเปิด และแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาล ปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลปริศัลยกรรมในการผ่าตัดที่ใช้หุ่นยนต์ จำนวน 31 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการทรัพยากร จำนวน 9 ข้อ 3) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและงานวิจัย จำนวน 17 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและการสื่อสาร จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 7 ข้อ และ 6) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 5 ข้อ
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
ปัจจัยทำนายความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม, วรัมพร เซี่ยงฉิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือในการรับประทานอาหารและอำนาจทำนายของปัจจัย อายุ ความรู้ด้านโภชนาการ ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรัง ระยะเวลารักษาโดยการฟอกเลือด สถานะเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนทางสังคม และสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ ในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 121 ราย ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติถดถอยพหุคูณแบบ stepwise ผลการวิจัยพบว่า ความร่วมมือในการรับประทานอาหารโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 52.76, SD = 14.67) ปัจจัยที่ทำนายได้ดีที่สุดคือการสนับสนุนทางสังคม สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 10.6 (R² = .106, p< .001) เมื่อเพิ่มปัจจัยสัมพันธภาพกับบุคลากรสุขภาพ สามารถอธิบาย เพิ่มเติมได้ร้อยละ 10.1 (R² Change = .101) ระยะเวลาการฟอกเลือดอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 (R² Change = .071) ระยะเวลาเป็นโรคไตเรื้อรังอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 (R² Change = .037) อายุอธิบาย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 (R² Change = .029) ความรู้ด้านโภชนาการอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) และสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอธิบายเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 (R² Change = .031) รวมกัน สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ทั้งหมดร้อยละ 40.6 (R² = .406, F = 5.971, p < .05) โดยพบว่า การ สนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญที่สุด (β = .270, p < .01) รองลงมาคือสัมพันธภาพกับ บุคลากรสุขภาพ (β = .269, p < .01) ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ให้บริการด้านสุขภาพรวมถึงพยาบาลใน การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่ได้รับการฟอกเลือดด้วย เครื่องไตเทียม โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม และส่งเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยกับบุคลากรสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลรักษาโดยรวมต่อไป
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
การศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ, ศศิพิมล แม้นจิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 20 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะตามบันไดวิชาชีพของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก 2) วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความสำคัญ และ3) คำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อสรุปผล ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของพยาบาลหน่วยงานไฟไหม้น้ำร้อนลวก โรงพยาบาลตติยภูมิ ประกอบด้วย 9 ด้าน รวมจำนวน 143 ข้อรายการสมรรถนะ ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกในภาวะวิกฤต จำนวน 24 ข้อ 2) ด้านการควบคุมการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อน จำนวน 14 ข้อ 3) ด้านการดูแลบาดแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก จำนวน 18 ข้อ 4) ด้านการบริหารจัดการความปวดจำนวน 17 ข้อ 5) ด้านการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ จำนวน 12 ข้อ 6) ด้านการจัดการโภชนาการ จำนวน 9 ข้อ 7) ด้านการวางแผนจำหน่ายและการดูแลระยะท้าย จำนวน 17 ข้อ 8) การสื่อสารและการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จำนวน 17 ข้อ และ9) การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ จำนวน 15 ข้อ ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยแต่ละระดับมีสมรรถนะทั้ง 9 ด้าน แต่สมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกัน การศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการประเมินสมรรถนะและมอบหมายงานตามความสามารถของพยาบาลแต่ละระดับ
ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ
ผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, อรณิชา สดศรีประเวศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองใช้รูปแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อความคิดฆ่าตัวตายในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและครอบครัวผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อายุระหว่าง 20-59 ปี ที่เข้ารับการรักษาในแผนกผู้ป่วยในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 40 ครอบครัว โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่ผู้วิจัยกำหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 ครอบครัว และกลุ่มควบคุม 20 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบประเมินความคิดฆ่าตัวตาย 4) แบบประเมินความหวัง เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือชุดที่ 3 และ 4 มีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคเท่ากับ .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลอง หลังเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ( t=16.88, df=19, p<.001 ) 2. ค่าคะแนนเฉลี่ยความคิดฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการ บ าบัดแบบสั้นโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่ ากว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ( t=10.47, df=31.66, p<.001 )
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
การทำงานในวิชาชีพพยาบาลของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง, อุมาพร จันทมาตย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การทำงานของพยาบาลรุ่นอายุแซดที่ลาออกไปประกอบอาชีพอื่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบเล่าเรื่อง ผู้ให้ข้อมูลคือพยาบาลรุ่นอายุแซดจำนวน 17 คน มีอายุระหว่าง 23-29 ปี ซึ่งเคยปฏิบัติงานในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี Thematic analysis ผลการวิจัยพบประสบการณ์ 5 ระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 : การเริ่มต้นเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล ประกอบด้วย 1) เหตุผลในการเลือกเรียนพยาบาล และ 2) มุมมองหลังสำเร็จการศึกษา ระยะที่ 2 : การเข้าสู่การทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพ ประกอบด้วย 1) การการเผชิญโลกการทำงานจริงครั้งแรก 2) การรับบทบาทพยาบาลเต็มตัว และ ความจริงของภาระงานพยาบาล ระยะที่ 3 : ความท้าทายเมื่อทำงานในโลกของความเป็นจริง ประกอบด้วย 1) ความซับซ้อนของงานพยาบาล 2) ความคาดหวังจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน 3) ความไม่ยุติธรรมในระบบบริหาร 4) ความเหนื่อยล้าและภาระทางอารมณ์ 5) เวรผลัดที่ไม่มิตรกับชีวิตส่วนตัว 5) การไม่ถูกยอมรับจากทีม และ 6) การเรียนรู้งานเพื่อการอยู่รอดในวิชาชีพ ระยะที่ 4 : การตัดสินใจลาออกจากงานพยาบาล ประกอบด้วย 1) แรงผลักดันให้ตัดสินใจลาออก และ 2) แรงดึงดูดจากอาชีพอื่น ระยะที่ 5 : มุมมองต่อวิชาชีพพยาบาลและการทำงานอาชีพอื่น ประกอบด้วย 1) ภาพอนาคตในงานพยาบาล และ 2) การพิจารณากลับเข้าสู่วิชาชีพพยาบาล การศึกษานี้ทำให้เกิดความเข้าใจถึงบริบทที่นำไปสู่การลาออกจากวิชาชีพของพยาบาลรุ่นอายุแซด ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารทางการพยาบาลกำหนดนโยบายและพัฒนากลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อบริหารองค์กรที่บุคลากรขาดแคลนในปัจจุบันและธำรงรักษาพยาบาลไว้ในวิชาชีพต่อไป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง, รตน รัตนพรเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การใช้บริการโมไบล์แบงก์กิ้ง ในประเทศไทยมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลับพบว่าผู้ใช้จำนวนมากยังคงใช้งานเพียงบางฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น การโอน-จ่าย-รับเงิน เท่านั้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, 2567) และประสบการณ์กับมิจฉาชีพและความเชื่อมั่นในระบบก็ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมหลังการยอมรับและใช้งานโมไบล์แบงกิ้งกับการเปิดใจใช้บริการการเงินดิจิทัลอื่น ๆ ของผู้ใช้บริการบริโภค ซึ่งยังขาดการศึกษาในเชิงลึกโดยเฉพาะด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานอย่างต่อเนื่อง และการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากผู้ให้บริการโมไบล์แบงกิ้งและผู้ให้บริการอื่น ๆ ภายใต้ บริบทของการรับรู้ประโยชน์, และคุณภาพการบริการงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้งานโมไบล์แบงก์กิ้งอย่างต่อเนื่อง ความตั้งใจใช้ฟังก์ชันที่ไม่เคยใช้งานและความตั้งใจใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันทางการเงินอื่น โดยอิงกรอบแนวคิดจากทฤษฎีความตั้งใจใช้งานต่อเนื่อง (Continuance Intention Model) รวมถึงการวิเคราะห์ผลจากประสบการณ์กับมิจฉาชีพต่างกัน กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 434 คนถูกรวบรวมโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ใช้โมไบล์แบงก์กิ้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis)โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านการรับรู้ประโยชน์ ความพึงพอใจ และความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการ ส่งผลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการใช้งานต่อเนื่องและการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ทั้งจากธนาคารและผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ประสบการณ์กับมิจฉาชีพมีแนวโน้มส่งผลให้ความตั้งใจใช้งาน แต่ไม่ส่งผลต่อการเปิดรับฟังก์ชันใหม่ การศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพสารสนเทศทั้งสามมิติพบผลกระทบเชิงบวกต่อความพึงพอใจของผู้ใช้ และการศึกษาด้านความเชื่อมั่นพบผลกระทบเชิงบวกจากความสามารถ ความหวังดี และความซื่อสัตย์ของผู้ให้บริการ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางในการส่งเสริมการใช้งานฟังก์ชันของแอปพลิเคชันทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งในมิติการออกแบบระบบและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การสร้างความเชื่อมั่น และการออกนโยบายจัดการความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ อีกทั้งยังสามารถขยายผลเชิงวิชาการในด้านการประยุกต์ใช้โมเดลพฤติกรรมผู้บริโภคในบริบทเทคโนโลยีทางการเงิน ซึ่งยังเป็นพื้นที่วิจัยที่เปิดกว้างและท้าทายในประเทศไทย
ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์
ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร, จุฑามาศ ประทีปพรศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง “ความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ข่าวสาร และทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจที่มีอิทธิพลต่อระดับความหวาดกลัวของประชาชนต่อเหตุการณ์กราดยิงในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนวทางเชิงนโยบายในการป้องกันและลดความวิตกกังวลของประชาชนต่อภัยอาชญากรรมรุนแรงในพื้นที่สาธารณะ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณโดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน ในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ครอบคลุมกลุ่มนิสิตนักศึกษา ผู้ใช้บริการห้างสรรพสินค้า และผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นทางสถิติเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่า t การวิเคราะห์ความแปรปรวน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความหวาดกลัวระหว่างกลุ่ม รวมถึงวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่ายเพื่อทดสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับความหวาดกลัว โดยกลุ่มเพศหญิงมีระดับความหวาดกลัวมากกว่า ขณะที่ปัจจัยด้านช่วงอายุไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และพบว่าทัศนคติต่อประสิทธิภาพการทำงานของตำรวจมีความสัมพันธ์ในทางลบกับความหวาดกลัว กล่าวคือ ผู้ที่เชื่อมั่นในความสามารถของตำรวจจะมีความกลัวน้อยกว่า ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่าความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์กราดยิงไม่เพียงเป็นปฏิกิริยาทางจิตวิทยาต่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นคงในสังคมเมืองสมัยใหม่ งานวิจัยนี้เสนอแนวทางการวางแผนการป้องกันและรับมือกับเหตุการณ์กราดยิง โดยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการมาตรการทั้งสามระดับอย่างเป็นระบบ ได้แก่ มาตรการด้านพื้นที่และโครงสร้างกายภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง มาตรการด้านสถาบันและการปฏิบัติการเพื่อจัดกำลังตามความเสี่ยงและยกระดับความพร้อมในการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านการสื่อสารความเสี่ยงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งการประสานกลไกทั้งสามระดับจะช่วยลดทั้งความเสี่ยงเชิงจริงและความหวาดกลัวเชิงรับรู้ พร้อมเสริมสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้น
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
การพัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยจากอาชญากรรมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่, ปราบดา สุขสุนทรีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษามาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (2) วิเคราะห์สถานการณ์ สภาพปัญหา จุดแข็ง และจุดอ่อนของมาตรการดังกล่าว และ (3) พัฒนามาตรการด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมต่อบริบทจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่าน การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 23 คน ประกอบด้วยข้าราชการ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้ง การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในช่วงปี พ.ศ. 2563–2568ผลการศึกษาพบว่า มาตรการด้านความปลอดภัยในอดีตมุ่งเน้นการใช้กำลังคนและการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่ปัจจุบันพัฒนาไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กล้อง AI ระบบ Biometric แอปพลิเคชัน CM-CHANA ระบบขนส่งสาธารณะประเภทไฟฟ้าความเร็วต่ำ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว การทำ MOU กับผู้ประกอบการ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เช่น หอการค้า สมาคมมัคคุเทศก์ และสมาคมโรงแรมจุดแข็งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ความร่วมมือภาคเอกชนและชุมชนที่เข้มแข็ง นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดี และการมีส่วนร่วมของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญ ได้แก่ การทำงานแบบแยกส่วนฐานข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ช่องโหว่ด้านกฎหมายที่ทำให้การดำเนินคดีในกรณีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติดำเนินการได้ยาก การสื่อสารความปลอดภัยเชิงรุกยังไม่ถึงนักท่องเที่ยว และความคลาดเคลื่อนของนิยาม “ความปลอดภัย” ระหว่างรัฐและนักท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับอุบัติเหตุและมลพิษ PM2. 5 มากกว่าอาชญากรรมแนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวเชียงใหม่” เพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการสื่อสารหลายภาษาและระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน การขยายอาสาสมัครความปลอดภัยสู่ชุมชนรอง การนำแนวคิด Tourism Risk Governance มาประยุกต์เพื่อให้ความปลอดภัยครอบคลุมสุขภาพและภัยพิบัติ รวมทั้งพัฒนามาตรการเพื่อกลุ่มเปราะบาง พร้อมทั้งเสนอให้ตราข้อบัญญัติท้องถิ่นและจัดตั้งกองทุนด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านงบประมาณและการบริหารจัดการ รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
เส้นทางสู่วาระท้ายของชีวิตผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ, วิกานดา แหชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยเรื่อง “เส้นทางสู่วาระท้ายของผู้ต้องขังที่ป่วยในเรือนจำ” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่มุ่งสะท้อนประสบการณ์ของผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายผ่านการสร้างเรื่องเล่า (Narrative) เพื่อทำความเข้าใจสภาวะและความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงวาระสุดท้ายภายใต้ข้อจำกัดของเรือนจำ ผู้วิจัยดำเนินการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Study) ทั้งหนังสือ บทความทางวิชาการ รายงานการวิจัย และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นประเด็นด้านแนวคิดและทฤษฎีการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชน มาตรฐานสากลด้านสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องขัง ตลอดจนกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเป็นฐานในการวิเคราะห์ นอกจากนี้ งานวิจัยยังพิจารณาปัจจัยเชิงระบบที่มีผลต่อการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย เช่น ความแออัดของเรือนจำ โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ และข้อจำกัดด้านทรัพยากร ตลอดจนศึกษาแนวปฏิบัติในต่างประเทศซึ่งมีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ได้แก่ ประเทศสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรูปแบบบริการด้านการดูแลประคับประคองในเรือนจำตั้งแต่การจัดตั้งหน่วยดูแลเฉพาะทาง การพัฒนาอาสาสมัครผู้ต้องขัง ไปจนถึงกลไกการปล่อยตัวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม การเก็บข้อมูลภาคสนามใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยาที่มีประสบการณ์ดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้าย และผู้ต้องขังจำนวน 2 นายที่กำลังเผชิญภาวะป่วยระยะสุดท้าย ข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างภาพรวมของประสบการณ์ในวาระสุดท้ายของผู้ต้องขังในด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ รวมถึงอุปสรรคที่พบในการเข้าถึงบริการสุขภาพภายในเรือนจำ ผลการศึกษาคาดว่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร โครงสร้างพื้นที่ และระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ อาทิ การดูแลรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดบริการเฉพาะทางด้านประคับประคอง และความจำกัดในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและจิตวิญญาณของผู้ต้องขัง นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางพัฒนาระบบการดูแลผู้ต้องขังป่วยระยะท้ายในเรือนจำไทยให้มีลักษณะครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
มาตรการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, นาทชนก อายุคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และแนวทางการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับการป้องกันการฉ้อโกงดังกล่าว เพื่อนำมาพิจารณาสำหรับการออกมาตรการหรือแนวนโยบายสำหรับป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทย โดยอาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการค้นคว้าเชิงเอกสาร การศึกษาผ่านกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคการเงินและธนาคาร หน่วยงานรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอาศัยเทคนิคพื้นฐานอย่าง Social Engineering โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคนิคการฉ้อโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในลักษณะขององค์กรอาชญากรรม ทำให้รูปแบบและลักษณะการฉ้อโกงมีแนวโน้มซับซ้อนมากขึ้น การพิจารณาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพในการประมวลผลและการตรวจจับความผิดปกติแบบ Real-time จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนกระทั่งจบขั้นตอนการทำธุรกรรม โดยอาศัยโมเดลแบบผสมผสาน (Hybrid Model) ที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับและป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนได้ ทั้งนี้ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต้องคำนึงถึงจริยธรรมทั้งในด้านช่องว่างความรับผิด ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล รวมไปถึงอคติและความโปร่งใสของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ดังนั้น การออกมาตรการควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม รวมไปถึงสนับสนุนหรือแนะนำให้มีการใช้เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่คำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบ เช่น Federated Training และ Explainable AI รวมไปถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้การป้องกันการฉ้อโกงธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งในแง่ของการป้องกันการฉ้อโกงและในแง่ของจริยธรรมอย่างแท้จริง
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
ผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่า Pterocarpus Macrocarpus Kurz ต่อฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่, ฐิติกานต์ เกตุทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยทั่วโลก มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ส่งผลต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ หนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระดับอนุมูลอิสระของออกซิเจน แม้ว่าการรักษาด้วยเคมีบำบัดจะมีประสิทธิภาพ แต่อัตราความสำเร็จก็ยังค่อนข้างต่ำเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงด้านลบหลังการรักษา ประดู่ป่าได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งของสารสำคัญในด้านการรักษาโรค สารสกัดจากแก่นของประดู่ป่ามีสารประกอบสำคัญคือ homopterocarpin ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งตับ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ยังไม่ชัดเจน ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยศึกษาผลของสารสกัดหยาบจากเปลือกของประดู่ป่าต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตัวอย่างประดู่ป่าถูกเก็บและระบุชนิดในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 จากนั้นแช่ตัวอย่างแห้งของเปลือกของประดู่ป่าใน methanol เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตัวอย่าง 20 กรัม ให้สารสกัด 3.79 กรัม การวิเคราะห์ TLC ปรากฏจุดสีแดงเด่นชัดในทุกครั้งของการทดสอบ คาดว่าเป็นสารประกอบหลักของสารสกัดคือ homopterocarpin ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดถูกวิเคราะห์ด้วยวิธี DPPH assay และคำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระ ซึ่งอยู่ที่ 45 µg/ml การทดสอบความเป็นพิษของสารสกัดต่อเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่คือ HCT116 และ SW620 และเซลล์ไตตัวอ่อนของมนุษย์คือ HEK293 ด้วยวิธี MTT assay คำนวณค่า IC50 เพื่อประเมินความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งและความเป็นพิษต่อไต ซึ่งมีค่า 91, 32 และ 87 µg/ml ตามลำดับ สารสกัดจากเปลือกของประดู่ป่าแสดงคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่โดดเด่น อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารประกอบแต่ละชนิดในสารสกัดนี้
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
การเตรียมคาร์บอนแบคทีเรียเซลลูโลสและควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองสำหรับใช้งานตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ, มณฑิชา สันติภาพมณฑล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาวัสดุนาโนคาร์บอนและควอนตัมดอต เพื่อประยุกต์ใช้เป็นสารตกแต่งสำเร็จสิ่งทอเพื่อเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ คาร์บอนนาโนไฟเบอร์และคาร์บอนควอนตัมดอตเป็นวัสดุนาโนที่มีสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง การนำไฟฟ้า และการเรืองแสง ขอบเขตของงานวิจัยนี้ประกอบด้วยการเตรียม คาร์บอนนาโนไฟเบอร์จากแบคทีเรียเซลลูโลส (BC-CNF) และการสังเคราะห์ควอนตัมดอต (QDs) จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง ซึ่งเป็นการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ในส่วนของการเตรียม BC-CNF ได้มีการดัดแปรงโครงสร้างด้วยปฏิกิริยาซัลโฟเนต เพื่อให้ได้สาร BC-CNF-SO3- ซึ่งผลการวิเคราะห์ยืนยันการเกิดหมู่ฟังก์ชันซัลโฟเนต และอนุภาคในระดับซับไมครอน โดยมีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 1.6218 ไมโครเมตร และสามารถกระจายตัวในน้ำได้ดี เมื่อนำ BC-CNF-SO3- มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าพอลิเอสเทอร์ พบว่าความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าเพิ่มขึ้น โดยผ้าที่ใช้ความเข้มข้นร้อยละ 3 ให้ประสิทธิภาพดีที่สุด ด้วยเวลาดูดซึมน้ำเฉลี่ยเพียง 2 วินาทีหลังการซัก ซึ่งแสดงถึงความคงทนต่อการซักที่ดี ในส่วนของการสังเคราะห์ QDs จากน้ำหมึกของหมึกกระดอง พบว่าอนุภาคมีขนาดอยู่ในช่วง 4-6 นาโนเมตร และแสดงความสามารถในการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต โดยการเติมเอทิลีนไดเอมีน (EDA) ในปริมาณ 2 มิลลิลิตร ให้ค่าความเข้มของการเรืองแสงสูงสุด เมื่อนำ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) ที่สังเคราะห์มาตกแต่งสำเร็จบนผ้าไนลอน พบว่าปริมาณ สารละลายควอนตัมดอตจากน้ำหมึกของหมึกกระดองที่สังเคราะห์โดยเติมเอทิลีนไดเอมีน 2 มิลลิลิตร (EDA 2) โดยใช้สารละลายปริมาตร 1 มิลลิลิตร ให้ความเข้มการเรืองแสงสูงสุด โดยก่อนซัก ค่าโดยประมาณ 180–190 a.u. และหลังซัก ค่าโดยประมาณ 110–120 a.u. โดยมีความคงทนต่อการซักดี ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ในการตกแต่งสำเร็จสิ่งทอ สามารถเพิ่มความสามารถในการดูดซึมน้ำของผ้าพอลิเอสเทอร์ และความสามารถในการเรืองแสงบนผ้าไนลอน
ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ
ผลการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสที่มีต่อการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์, กุลสตรี มันทิกะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ก่อนและหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอสทั้งในภาพรวมและจำแนกตามระดับการฟัง และ 2) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส ตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 25 คน โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการฟัง เพื่อความเข้าใจและแผนการจัดกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจโดยภาพรวมหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาจำแนกตามระดับการฟังเพื่อความเข้าใจ พบว่า ทั้ง 5 ระดับ มีคะแนนเฉลี่ยหลังได้รับการสอนซ่อมเสริมสูงกว่าก่อนได้รับการสอนซ่อมเสริมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียนระหว่างได้รับการสอนซ่อมเสริมภาษาไทยโดยใช้วิธีดิกโทกลอส พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการฟังเพื่อความเข้าใจหลังการสอนสูงกว่าก่อนการสอนในทุกระดับการฟัง
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
นวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผูู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย, ชรินรัตน์ ทองเป็นใหญ่
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ความเข้มแข็งทางจิตใจ (resilience) เป็นกระบวนการที่เด็กและเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีเพื่อที่จะรับมือกับความยากลำบากและความท้าทายในชีวิต ความเข้มแข็งทางจิตใจสามารถส่งเสริมได้ตั้งแต่ปฐมวัยและผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือผู้ปกครองซึ่งมักจะถูกจำกัดบทบาทการมีส่วนร่วมในโรงเรียน จากสภาพปัญหาดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย และ 3) พัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ปกครองนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 381 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินระดับความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 603 คน โดยได้กลุ่มตัวอย่างเริ่มจากการสุ่มแบบง่าย (simple random sampling) และเพิ่มเติมด้วยการได้กลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (convenience sampling) เพื่อให้ครบจำนวนที่กำหนด เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองฯ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 3 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้ทั้งข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองที่ส่งเสริมความเข้มแข็งทางจิตใจของเด็กปฐมวัย โดยใช้การทดสอบนวัตกรรมเชิงกระบวนการและสื่อการเรียนรู้ และการสนทนากลุ่มจาก ผู้บริหารโรงเรียน ครูอนุบาล และผู้ปกครองนักเรียนชั้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 1 โรง จำนวน 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาทดสอบ 4 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา การจัดกลุ่มข้อมูลและการสังเคราะห์บทสรุป และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความเข้มแข็งทางจิตใจ ด้านการกำกับตนเอง อยู่ในระดับค่อนข้างมาก 2) ความต้องการจำเป็นของการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง พบว่า …
การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์
การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน, ณัฐวุฒิ จิโนวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาโดยใช้ภาระงานเป็นฐานร่วมกับการให้ข้อมูลป้อนกลับด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์และการมีส่วนร่วมของนักเรียน 2) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการสอนฯ และ 3) เพื่อรับรองรูปแบบการสอนฯ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ คือ ผู้เชี่ยวชาญ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษาไทย จำนวน 3 คน และด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา จำนวน 2 คน รวมจำนวน 5 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นสำหรับผู้เชี่ยวชาญ 2) แบบประเมินรูปแบบการสอนฯ 3) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอนฯ 4) แบบประเมินทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ 5) แบบประเมินตนเองในการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และ 6) แบบประเมินรับรองรูปแบบการสอน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ Repeated Measurement ANOVA และ Post-Hocผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการสอนฯ ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 7 ประการ ได้แก่ ภาระงานการเขียน ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง ข้อมูลป้อนกลับ เกมมิฟิเคชัน ผู้สอน ผู้เรียน และการประเมิน และมีขั้นตอนสำคัญ 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นก่อนปฏิบัติภาระงาน ขั้นปฏิบัติภาระงาน และขั้นหลังปฏิบัติภาระงาน ผลการทดลองใช้รูแบบการสอนฯ พบว่า คะแนนทักษะการเขียนเชิงวิพากษ์ของผู้เรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าทั้งช่วงก่อนเรียน และระหว่างเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และผลการสังเกตพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ มีทักษะการคิดวิเคราะห์และสามารถนำข้อมูลป้อนกลับจากปัญญาประดิษฐ์ไปพัฒนางานเขียนของตนเองได้อย่างสร้างสรรค์ ทั้งยังมีส่วนร่วมกับเพื่อนและกิจกรรมในระดับสูง
การพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์, พิมพ์ชนก ขัติยะ
การพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์, พิมพ์ชนก ขัติยะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาวิเคราะห์องค์ความรู้และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ 2. เพื่อพัฒนากิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ และ 3. เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรมสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชนสำหรับนักศึกษาวิจิตรศิลป์ งานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลวิเคราะห์องค์ความรู้และพัฒนากิจกรรม โดยการศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสัมภาษณ์ ก่อนจะนำมาพัฒนาเป็นกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาวิจิตรศิลป์ 4 คน อาจารย์วิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 1 คน ศิลปินสตรีทอาร์ต 1 คน และคนในชุมชนฝั่งหมิ่น จํานวน 2 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ ระยะที่ 2 การศึกษาผลการทดลองใช้กิจกรรม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพด้านวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ระดับปวช.2 19 คน อาจารย์วิจิตรศิลป์วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย 1 คน ศิลปินสตรีทอาร์ต 2 คน และคนในชุมชนฝั่งหมิ่น 10 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ชุมชน แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรม และ แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นที่มีต่อกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ศิลปศึกษาที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน ศิลปะสาธารณะ การคิดเชิงออกแบบ การเห็นคุณค่าและสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ชุมชน พื้นที่ และเครือข่าย กิจกรรมที่พัฒนาขึ้นมีแนวทาง 5 ข้อ คือ 1) การเรียนรู้เชิงคุณค่าผ่านประสบการณ์ตรง 2) การใช้ความต้องการของชุมชนเป็นโจทย์ในการสร้างสรรค์ผลงาน 3) การคัดสรรพื้นที่สร้างงานสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม 4) ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่าย และ 5) ถ่ายทอดผลการเรียนรู้อัตลักษณ์ชุมชนผ่านสตรีทอาร์ตเชิงปฏิสัมพันธ์ กระบวนการจัดกิจกรรมมี 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) เรียนรู้สตรีทอาร์ต รู้จักชุมชน …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, รณจักร ยั่งยืน
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, รณจักร ยั่งยืน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น การวิจัยแบ่งเป็นสองระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสาร หลักสูตรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และการเรียนการสอน จำนวน 5 คน ใช้แบบวิเคราะห์เอกสารและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 2 การพัฒนาและทดลองใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามกรอบแนวคิด PACE (Practice, Analyze, Create, Empower) โดยเสนอร่างต่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความตรงเชิงเนื้อหา และปรับปรุงก่อนนำไปใช้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์ 6 แห่ง จำนวน 144 คน เป็นเวลา 7 คาบเรียน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลงาน และแบบสะท้อนคิด ผลการวิจัยพบว่า 1) ความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระบบเศรษฐกิจ (2) ด้านการผลิต (3) ด้านการบริโภค และ (4) ด้านการเงินและการลงทุน 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ตามกรอบ PACE เป็นแนวทาง 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) P (Practice) พัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ และการทำงานเป็นทีม (2) A (Analyze) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะการประเมินข้อมูลและตัวชี้วัด (3) C (Create) พัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแก้ปัญหา และ (4) E (Empower) พัฒนาทักษะการสื่อสารและการเป็นผู้นำ 3) ผลการทดลองใช้แนวทางการจัดการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ตามกรอบ PACE แสดงให้เห็นว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านความฉลาดรู้เรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ วางแผน และตัดสินใจทางเศรษฐกิจบนฐานเหตุผลอย่างมีวิจารณญาณ รวมถึงแสดงพฤติกรรมเชิงประจักษ์ เช่น การวางแผนการใช้เงินอย่างมีเหตุผลและการอธิบายเหตุผลทางเศรษฐกิจได้
The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez
The Perceived Brand Identity, Value, And Expectations Of Philippine Tourism Among Filipino And International Travelers, Ram Cartney Del Rosario Cortez
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the perceived brand identity, perceived value, and overall expectations of Philippines tourism among two key segments—domestic (Filipino) and international (non-Filipino) travelers. The research employed a total of twenty (20) in-depth interviews with 10 participants each for the two segments, and data were analyzed through thematic analysis. Customer-Based Brand Equity Model, Price-Perceived Quality-Value Framework, and Model of Destination Image Formation were the focused theories employed. Findings show a shared core image of the Philippines as a nature-led tropical destination anchored in warm Filipino hospitality for both groups. However, these positive associations are met with conditional expectations—domestic travelers heavily …
The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao
The Influence Of Consumption Values On Purchase Intention For Sustainable Fashion Products, Ruochen Liao
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates five consumption values, namely functional, social, emotional, epistemic, and ethical value, along with attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, perceived behavioral control, and purchase intention. It further examines how consumption values shape attitude toward buying sustainable fashion products, subjective norms, and perceived behavioral control, and how these three constructs subsequently influence purchase intention. Data were collected via online survey from 269 Chinese respondents aged between 18 to 44 years old who had purchased at least one sustainable fashion product within the last six months. Overall, respondents showed positive evaluations of sustainable fashion, reporting high consumption …
Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu
Social Media Acceptance Among Myanmar Migrants In Thailand, Thet Myat Noe Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of this research are to examine the acceptance of social media, Facebook in particular, among Myanmar migrant workers in Thailand by applying the Technology Acceptance Model (TAM). Specifically, the study investigates five key variables, namely perceived usefulness (PU), perceived ease of use (PE), attitude toward usage (ATU), trustworthiness (TW), and intention to continue using (INT), and their interrelationships. Data were collected through a self-administered online and personal survey from 236 Myanmar migrants aged between 20 to 45 years old, who have been residing in Thailand for at least one year and actively using Facebook for a minimum of …
Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying
Chinese Audiences' Perceptions And Responses To Crisis Communication In Thai Romantic Drama Series, Xiaoyun Ying
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The study was to explore Chinese audiences’ perceptions, attitudes, and behavioral intentions toward crisis response strategies in Thai Boys’ Love (BL) romantic drama series. A quantitative approach was employed using an online survey with 200 respondents who are Chinese, living outside mainland China, aged 18-45, and have watched Thai BL series at least once in the last three months. The results indicated that the overall level of respondents’ perceptions is moderate (M = 4.23) toward crisis response strategies. Additionally, the level of respondents’ perceptions is moderate to high to trust the organization and view the information as credible and transparent …
Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez
Peripheral Rebels: Western-Derived Symbols Of Resistance In Thai And Colombian Films About Male Youth Subculture, Andres David Garcia Suarez
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines how Thai and Colombian films portrays marginalized male youth reworking Western countercultural symbols as forms of empowerment and resistance. Focusing on Nonzee Nimibutr’s Dang Bireley’s and Young Gangsters (1997) and Víctor Gaviria’s Rodrigo D: No Future (1990), it examines how Thai gangsters in 1950s Bangkok and Colombian punks in 1980s Medellín confront structural violence and generational alienation through the rearticulation of American rock and roll and British punk. Drawing on Homi K.Bhabha´s notion of cultural resignification, García Canclini´s theory of cultural hybridization, and Theodor Roszak´s understanding of counterculture, this paper analyzes how both films depict the adoption …
Enhancing Community Value Through Cultural Product : A Case Study Of Sud Siam Beer, Chonthicha Rungjaroensin
Enhancing Community Value Through Cultural Product : A Case Study Of Sud Siam Beer, Chonthicha Rungjaroensin
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This independent study investigates how Sud Siam beer functions as a cultural product that enhances community value and communicates the cultural identity of Yala Province to outsiders. The study pursues three objectives: to examine the role of local craft beer in strengthening Yala’s community value and identity, particularly in external perceptions; to analyze the cultural product development strategies applied by Sud Siam beer; and to explore how Sud Siam beer serves as a medium for Yala community promotion and cultural representation. A mixed-methods approach was employed to the research study, combining a single in-depth interview with the brand owner and …
Curating Difficult Heritage : Interpreting The Thai-Burma Railway In The Museum Context, Eriko Kawaguchi
Curating Difficult Heritage : Interpreting The Thai-Burma Railway In The Museum Context, Eriko Kawaguchi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines how the difficult heritage of the Thai–Burma Railway is curated and interpreted in Kanchanaburi, Thailand. As debates in contemporary museology evolve, museums are increasingly expected to function as inclusive platforms with social responsibility. Although the railway was constructed in Thailand, its traumatic memories are shared transnationally among Allied prisoners of war (POWs), Asian laborers, Japanese imperial military, and local Thai communities, making its representation complex.The research aims to understand how difficult heritage is curated through a case study of the Thailand–Burma Railway Centre (TBRC), focusing on its curatorial approach, challenges, and representation of transnational narratives. Qualitative methods …
Art, Culture, And Economy In Vietnam's Cultural Revival Movement: Case Studies Of Tired City And Comicola, Ha Phuong Nguyen Vu
Art, Culture, And Economy In Vietnam's Cultural Revival Movement: Case Studies Of Tired City And Comicola, Ha Phuong Nguyen Vu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In recent years, Vietnam has witnessed a strong youth-driven wave of cultural rediscovery, reflected through numerous events, creative projects, artworks, and music inspired by Vietnamese heritageÑwidely reported across national media. In response to this growing cultural interest, the Vietnamese government has increasingly recognized the value of cultural and creative industries and introduced new policies to support their development. However, within this broader cultural landscape, the position of the visual arts remains insufficiently addressed. Economic opportunities for young artists participating in the cultural revival movement have not been clearly examined, and the role and influence of creative businesses specializing in visual …
The Key Factors Of Thai Traditional Cultural Festivals That Attract International Tourists : The Case Of Songkran Festival, Jieyi Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
AbstractThis study focuses on traditional cultural festivals in Thailand, particularly Songkran, to examine the key factors that attract international tourists and analyze the uniqueness and appeal of Thai culture. Findings indicate that authenticity, participatory experiences, festive atmosphere, and symbolic rituals are essential elements that attract tourists. However, challenges such as the risk of over-commercialization, uneven international promotion, and issues of cultural preservation remain. By adopting literature analysis and case study methods, this research investigates these key factors and the potential for future development, including the international influence of Thai traditional festivals and their contributions to local tourism development and the …
Perceptions And Localization Of The Chinese New Year : A Case Study Of Celebrations In Bangkok, Liqian Peng
Perceptions And Localization Of The Chinese New Year : A Case Study Of Celebrations In Bangkok, Liqian Peng
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates how Chinese residents in Bangkok perceive the preservation and localization of Chinese New Year (CNY) celebrations, focusing on how traditional heritage and adaptive practices coexist in a multicultural environment. A total of 226 valid questionnaires were analyzed from participants who celebrated the 2025 CNY in Bangkok. Results across five perception dimensions—traditional practice, cultural pride, community status, localization acceptance, and cultural identity—show that respondents generally hold moderately positive attitudes toward both traditional and localized elements of the festival. Participants express strong attachment to rituals such as family reunions, ancestral offerings, and lion or dragon dances, underscoring the continued …
How To Transform The Concertgoers To The City Explorers:The Case Study Of Jincheng Rock Music Festival, Ruiling Liu
How To Transform The Concertgoers To The City Explorers:The Case Study Of Jincheng Rock Music Festival, Ruiling Liu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Music festivals are recognized as key drivers of local tourism and cultural engagement. They offer immersive cultural experiences and stimulate local economies, but attendees often focus mainly on the event itself. This study examines how to convert festival audiences into “city explorers” at the Jincheng Rock Music Festival, addressing attendee perceptions and post-event tourism. We collected public comments from Douyin and Xiaohongshu (leading Chinese social media platforms) and applied text-mining techniques (sentiment analysis and topic modeling) to analyze thousands of comments. After cleaning the data, we extracted key topics (transportation, lodging, local attractions) and quantified sentiment polarity to identify audience …
From Going Viral To Creating Sustainable Value : Short Videos And Place-Making In Food Tourism, Tiantian Ni
From Going Viral To Creating Sustainable Value : Short Videos And Place-Making In Food Tourism, Tiantian Ni
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the mechanisms underlying the rapid rise and sustained cultural influence of the “Zibo barbecue” phenomenon, which became a nationwide tourism sensation in China during the spring of 2023. Drawing on 100 highly engaged Douyin short videos and 421 user comments collected through keyword-based sampling, the research combines high-frequency word analysis, sentiment analysis, and semantic network analysis using ROST CM6 to identify visitor motivations and narrative structures. The findings show that tourists were initially attracted by sensory satisfaction, affordability, and the lively street-based dining atmosphere. Semantic network results reveal a two-layer city image system: an experiential-food layer centered …