Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 841 - 870 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
Effectiveness Of Facebook Breastfeeding Support Group On Exclusive Breastfeeding Among Myanmar Migrant Mothers In Samut Sakhon Province, Thailand: A Randomized Controlled Trial, Zayar Lynn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Given the widespread popularity of mobile health technology nowadays, conducting health education and behaviour change intervention through Facebook groups is a simple and efficient way to promote exclusive breastfeeding. However, limited studies have been investigating its effectiveness. This study aimed to assess the effectiveness of Facebook Breastfeeding Support Group on exclusive breastfeeding among Myanmar migrant mothers in Samut Sakhon Province, Thailand. A 2-arm, parallel-group, randomized controlled trial was conducted with 198 pregnant mothers between 28th and 34th weeks of gestation at the Antenatal Care clinic of Samut Sakhon Hospital. The intervention group (n=99) received breastfeeding related information and experience sharing …
การอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย, อรธนัท เกียรติศักดิ์สาคร
การอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย, อรธนัท เกียรติศักดิ์สาคร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาถึงภูมิทัศน์การพัฒนาการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาถึงบทบาท หน้าที่ 3) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและกลไกในบริบทของการโฆษณาบนสื่อสังคมออนไลน์ 4) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะสำหรับรูปแบบและกระบวนการของการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยใช้แนวคิดเรื่องกรอบการอภิบาลข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารทั้งในและต่างประเทศ และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 4 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเทคโนโลยีสื่อสังคมออนไลน์ ภาคตลาด และภาคประชาชน นักวิชาการและวิชาชีพ ผลการวิจัยพบว่าการพัฒนาการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลในสื่อสังคมออนไลน์มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ 1.การอภิบาลในฐานะสื่อ (Social Media) (ปี พ.ศ. 2543-2549) สื่อสังคมออนไลน์มีฐานะของช่องทางการสื่อสารเป็นหลัก 2.การอภิบาลในฐานะแพลตฟอร์มทางการตลาด (Social commerce platform) (ปี พ.ศ. 2550-2560) สื่อสังคมออนไลน์ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มในการรับลงโฆษณาโดยใช้ข้อมูลมาสร้างรายได้อย่างสูง รูปแบบการกำกับตนเองตามแนวทางของอุตสาหกรรมโฆษณา 3.การอภิบาลในฐานะเป็นสถาบันทางสังคม (Social Institution) (ปี พ.ศ. 2561-2566) สื่อสังคมออนไลน์มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจและมีอิทธิพลต่อสังคม และพบปัญหาการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ภาครัฐจึงได้มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลอย่าง GDPR ของสหภาพยุโรป ที่ส่งผลต่อการออกกฎหมาย PDPA ของไทย รูปแบบการอภิบาลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นควรไปในทิศทางของการกำกับร่วมกับภาครัฐมากขึ้น แต่ในช่วงแรกนี้ภาครัฐได้ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนากระบวนการตามกฎหมาย ส่วนของบทบาท หน้าที่ ได้มีการกำหนดตามกฎหมายอย่างชัดเจนแล้ว คือ ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูลและเจ้าของข้อมูล แต่การปรับเปลี่ยนในด้านนโยบายและกลไกที่นำมาใช้ในการอภิบาลนั้นจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมกับบริบทและทรัพยากรของแต่ละองค์กร
เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล
เทคโนโลยีการสื่อสารความเป็นจริงเสมือนและความรอบรู้ทางดิจิทัลของคนไทย, กมลรัตน์ กิจรุ่งไพศาล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและอธิบายเทคโนโลยีการสื่อสารวีอาร์ (Virtual Reality; VR) ด้านความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ ความเสี่ยงจากการใช้งาน การตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ และความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง 400 คน อายุ 18-59 ปี ในกรุงเทพฯ และทดสอบใช้วีอาร์เนื้อหาแนวผจญภัยที่สร้างขึ้นสำหรับการวิจัย โดยผู้เข้าร่วมวิจัยเข้าถึงเนื้อหาผ่านแว่นวีอาร์และสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 13 คน นำผลการวิจัยสองส่วนมาสังเคราะห์และเสนอแนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ และตรวจสอบด้วยวิธีการประเมินอิงผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยเชิงสำรวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์น้อย มีความรู้เกี่ยวกับวีอาร์และรับรู้ผลกระทบด้านจิตใจจากการใช้วีอาร์ปานกลาง มีความเสี่ยงปานกลางที่จะมีใจจดจ่ออยู่กับความเป็นจริงเสมือน ละเลยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และเข้าถึงเนื้อหาที่มีความเสี่ยง ด้านการตอบสนองต่อสถานการณ์วีอาร์ มีพฤติกรรมจมดิ่งอยู่กับสถานการณ์ในวีอาร์มาก ทำเหมือนที่ทำในชีวิตจริงปานกลาง แต่ละเลยต่อผู้อื่นน้อย ด้านความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์พบว่า แยกแยะระหว่างโลกชีวิตจริงกับโลกวีอาร์ได้ปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐานสรุปได้ว่า ความไร้เดียงสาของผู้ใช้งานที่มีต่อวีอาร์ (β = 0.396) และความเสี่ยงจากการใช้งาน (β = -0.466) สามารถพยากรณ์ความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกหลังทดสอบเนื้อหาวีอาร์พบว่า ผู้เข้าร่วมวิจัยมีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับวีอาร์ค่อนข้างน้อย ยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงและผลกระทบของวีอาร์ด้านจิตใจมากนัก การรับรู้ความเสี่ยงของเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนแตกต่างกันไปตามภูมิหลัง ผู้ใช้งานที่ยังมีประสบการณ์ในการใช้วีอาร์ไม่มากควรพิจารณาแนวเนื้อหาและประเมินความเสี่ยงที่มีต่อจิตใจและร่างกายก่อนตัดสินใจเข้าถึงเนื้อหา แนวทางเสริมสร้างความรอบรู้ทางดิจิทัลที่มีต่อวีอาร์ ได้แก่ 1) ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวีอาร์และเนื้อหาความเป็นจริงเสมือน 2) สร้างทักษะและความสามารถในการใช้วีอาร์อย่างปลอดภัยผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติ 3) กำหนดนโยบายกำกับการเข้าถึงเนื้อหาความเป็นจริงเสมือนอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ
A Comparative Analysis Of Political Message Strategies And Transmedia Storytelling Techniques In The Electoral Campaigns Of Leni Robredo's Rosas And Ferdinand Marcos Jr's Unity Campaign, Rayns Keneth Sabalboro Ampon
A Comparative Analysis Of Political Message Strategies And Transmedia Storytelling Techniques In The Electoral Campaigns Of Leni Robredo's Rosas And Ferdinand Marcos Jr's Unity Campaign, Rayns Keneth Sabalboro Ampon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Electoral campaigning plays a vital role in any democratic society. The 2022 Philippines presidential election has been among the most divisive and digitally active campaigns. Numerous political messaging strategies have been used to create a compelling and persuasive message to engage the electorate. This comparative study contributes to the growing global literature on message and platform studies by focusing on political message strategies and the emerging concept of transmedia. This research utilized qualitative content analysis of online and offline campaign materials and in-depth interviews with campaign strategists to identify and compare the political message strategies of Ferdinand "Bongbong" Marcos Jr. …
คุณลักษณะและเทคนิคการสัมภาษณ์ของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์กของไทย, วัชรินทร์ ทวีโชติ
คุณลักษณะและเทคนิคการสัมภาษณ์ของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์กของไทย, วัชรินทร์ ทวีโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะของรายการประเภทฮาร์ดทอล์กของไทย 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์ก และ 3) เพื่อศึกษาเทคนิคการสัมภาษณ์ของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์กของไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาเอกสาร การวิเคราะห์เนื้อหา และการสัมภาษณ์เชิงลึก และใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการทำแบบสอบถามมาเป็นข้อมูลสนับสนุน ผลการศึกษาพบว่า ลักษณะของรายการประเภทฮาร์ดทอล์กของไทย มีลักษณะ 10 ประการ ได้แก่ 1.การเท่าทันต่อเหตุการณ์ 2.ประเด็นที่เป็นกระแส 3.แนวทางการแก้ปัญหา 4.ลักษณะที่ถามตรง ถามลึก 5.มีผู้ดำเนินรายการเพียงคนเดียว 6.นำเสนอเนื้อหาของข่าวที่มีมุมมองที่หลากหลาย 7.เนื้อหาประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ 8.แขกรับเชิญเป็นบุคคลในข่าวหรือเกี่ยวข้องกับข่าวนั้น 9.แขกรับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ความเชี่ยวชาญ และ 10.ผู้ชมสามารถตอบโต้กับรายการได้ คุณลักษณะของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์ก แบ่งออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านความรู้ (Knowledge) ได้แก่ 1.เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ 2.เตรียมข้อมูลก่อนการสัมภาษณ์เสมอ 3.มีความเชื่อมั่นในตนเองและมีไหวพริบ 4.สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ 5.การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ และ 6.มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ และด้านคุณลักษณะในตัวพิธีกร (Traits) ได้แก่ 1.เปิดใจรับฟังความคิดเห็นและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ 2.ต้องเป็นคนช่างสงสัยใคร่รู้ 3.สามารถนำเสนอประเด็นให้ผู้ชมได้วิเคราะห์ตาม 4.มีทิศทางการสัมภาษณ์ตรงประเด็น 5.สามารถสัมภาษณ์ประเด็นที่ยากให้เข้าใจง่าย ส่วนเทคนิคการสัมภาษณ์ของพิธีกรรายการประเภทฮาร์ดทอล์ก แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงก่อนการสัมภาษณ์ เทคนิคเลือกประเด็นสัมภาษณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และช่วงระหว่างการสัมภาษณ์ ได้แก่ สามารถถามคำถามแทนใจผู้ชม กล้าที่จะตั้งคำถาม การถามในลักษณะสรุปคำตอบ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย/ปลอดภัย ด้วยลักษณะการสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ มีทักษะการโน้มน้าวใจ การตัดบท/การแทรกจังหวะ และต้องมีความสามารถในการควบคุมเนื้อหาและเวลา
การเปรียบเทียบอัลกอริทึมวิเคราะห์หาสาเหตุการตายโดยการสัมภาษณ์เมื่อมีข้อมูลไม่สมบูรณ์, ณัชชา สุวันทารัตน์
การเปรียบเทียบอัลกอริทึมวิเคราะห์หาสาเหตุการตายโดยการสัมภาษณ์เมื่อมีข้อมูลไม่สมบูรณ์, ณัชชา สุวันทารัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของอัลกอริทึมในการวิเคราะห์หาสาเหตุการตายจากการสัมภาษณ์ (Verbal Autopsy) เมื่อมีระดับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลที่ต่างกัน ทำโดยเปรียบเทียบ 5 อัลกอริทึมในการแปลผลหาสาเหตุการตาย คือ InSilicoVA InterVA-5 Tariff Naïve Bayes Classifiers (NBC) และ Random Forest (RF) ในการจำแนกหาสาเหตุการตายเมื่อไม่มีการหายของข้อมูล มีการหายของข้อมูล 5% มีการหายของข้อมูล 10% และ มีการหายของข้อมูล 20% โดยเกณฑ์วัดในการประเมินประสิทธิภาพของอัลกอริทึมคือ ระยะเวลาในการทำงาน ค่าความถูกต้อง ค่า Chance-Concordance Corrected (CCC) ค่า Cause Specific Mortality Fraction (CMSF) accuracy ค่า Sensitivity และ ค่า Specificity ซึ่งข้อมูลที่นำการวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้คือข้อมูล PHMRC Gold Standard ที่เป็นข้อมูลของผู้ใหญ่จำนวน 7,841 ตัวอย่าง จากการศึกษาพบว่าข้อมูลสมบูรณ์ทำให้มีประสิทธิภาพดีกว่าข้อมูลที่มีการทำให้หาย มีค่าตัวชี้วัดดีกว่าในทุกระดับการหายของข้อมูลและตัวชี้วัดข้างต้นที่กล่าวมาจะค่อยๆ ลดลงตามระดับการหายที่เพิ่มขึ้น VA อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพในการแปลผลดีที่สุดคือ RF ในทุกระดับการหายของข้อมูลจากทุกดัชนีชี้วัดยกเว้นระยะเวลาในการทำงานและกลุ่มที่ใช้วิธีคิดแบบ data-driven อัลกอริทึมเช่น RF, Tariff และ NBC จะมีประสิทธิภาพในการแปลผลดีกว่า InSilicoVA และ InterVA 5 อาจเป็นเพราะเมื่อข้อมูลที่ใช้ในชุดเรียนรู้ในมีความครบถ้วนและสะท้อนกับข้อมูลชุดทดสอบแตกต่างกับวิธีที่ใช้หลักทางสถิติที่จะใช้ข้อมูลในการแปลผลข้อมูลมาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญมากกว่าให้อัลกอริทึมการแปลผลเรียนรู้จากชุดเรียนรู้
ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง
ผลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติที่มีต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของบุคคล, สุทัตตา เหรียญทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยในอดีตพบว่าบุคคลตีความสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายอย่างมีอคติตามความเชื่อของตน หากแผนภาพการกระจายมีลักษณะทางภาพที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของบุคคลอยู่ด้วยจะส่งผลให้บุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงแม้ว่าแผนภาพนั้นจะแสดงความสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเชื่อของบุคคล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีการนำค่าผิดปกติมาศึกษาร่วมกับความเชื่อ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยผู้วิจัยคาดว่าการมีค่าผิดปกติจะยิ่งทำให้แผนภาพดูมีความสัมพันธ์ต่ำลงและจะทำให้บุคคลเปลี่ยนแปลงความเชื่อน้อยลงในกรณีที่บุคคลนั้นเชื่อว่าคู่ตัวแปรไม่มีความสัมพันธ์กัน การศึกษานี้ทำการทดลองผ่านแบบสอบถามออนไลน์โดยให้ผู้เข้าร่วมวิจัยแต่ละคนตอบแบบสอบถามความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรและประมาณค่าสหสัมพันธ์จากแผนภาพการกระจายทั้ง 12 แผนภาพ ซึ่งมาจากการผสมกันระหว่างเงื่อนไขการทดลอง ได้แก่ ความเชื่อก่อนหน้า (ไม่สอดคล้อง/สอดคล้อง), จำนวนค่าผิดปกติ (0/2/4 จุด) และระดับสหสัมพันธ์ (0.4/0.6) ผลพบว่าความเชื่อก่อนหน้าและจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทำนายต่อการประมาณค่าสหสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงความเชื่อ โดยกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะประมาณค่าสหสัมพันธ์ต่ำกว่าความเป็นจริงและจะประมาณต่ำกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และเมื่อจำนวนค่าผิดปกติเพิ่มขึ้นบุคคลกลับประมาณค่าสหสัมพันธ์สูงขึ้นซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และไม่ว่าสหสัมพันธ์จะเป็นระดับกลาง (0.4) หรือสูง (0.6) บุคคลต่างก็ประมาณค่าสหสัมพันธ์ผิดพลาดไปตามความเชื่อของตน ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อผลพบว่า กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อเพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล และจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อมากขึ้นเมื่อสหสัมพันธ์สูงขึ้น (0.6) โดยจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลเล็กน้อยต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่เพิ่มขึ้นของกรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลซึ่งไม่ตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าจำนวนค่าผิดปกติมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงความเชื่อโดยมีการประมาณค่าสหสัมพันธ์เป็นตัวแปรส่งผ่านซึ่งอิทธิพลทางอ้อมนี้ถูกกำกับโดยความเชื่อก่อนหน้าและระดับสหสัมพันธ์ โดยที่กรณีความเชื่อก่อนหน้าไม่สอดคล้องกับข้อมูลจะมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมสูงกว่ากรณีความเชื่อก่อนหน้าสอดคล้องกับข้อมูล
Efficient Text Bounding Box Identification Using Mask R-Cnn: Case Of Thai Documents, Phanthakan Kiatphaisansophon
Efficient Text Bounding Box Identification Using Mask R-Cnn: Case Of Thai Documents, Phanthakan Kiatphaisansophon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Text detection is a fundamental task in computer vision, particularly for Optical Character Recognition (OCR) application. This research focuses on text detection part of the OCR. Our previous text detection model, CRAFT (Character-Region Awareness For Text detection) has shown promising outcomes in bounding box identification. Nevertheless, it encounters issues associated with post-processing and multiline text. The post-processing related to the necessity to reconfigure the model when new documents are introduced, resulting in inefficiencies and complexities. Also the CRAFT model tends to blend bounding boxes from consecutive lines, introducing errors and impacting the accuracy in the text recognition part of the …
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
การรับรู้และเจตคติต่อการใช้ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้รับบริการตรวจสุขภาพในเขตเมือง, นภาลัย ภูริเริงภูมิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบดูแลสุขภาพผ่านอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่หรือ mobile health (mHealth) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการตรวจสุขภาพเข้าถึงโปรแกรมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ง่าย สะดวก และต่อเนื่อง การรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการยอมรับการใช้งาน mHealth ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่สำหรับประเทศไทย การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และเจตคติของผู้รับบริการคลินิกตรวจสุขภาพเกี่ยวกับการใช้ mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์เนื้อหาโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ มีผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 21 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีประสบการณ์การใช้ mHealth มาบ้างในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง และทุกคนรู้จัก mHealth อย่างน้อย 1 อย่าง ความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองและส่งผลให้รับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth ความคุ้นเคยต่อการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและความถูกต้องของข้อมูลเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ mHealth การรับรู้ถึงประโยชน์ของ mHealth และความง่ายในการใช้งานเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงและนำไปสู่เจตคติเชิงบวกต่อการใช้ mHealth สอดคล้องกับแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประกอบเพิ่มเติมได้แก่ 1) ความจำเพาะกับบุคคล 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง 3) ความน่าเชื่อถือ และ 4) ความเป็นส่วนตัวของการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการยอมรับ mHealth ได้แก่ อิทธิพลทางสังคมและความอยากรู้อยากลองสิ่งใหม่ อุปสรรคที่ทำให้ยังไม่ได้ใช้ mHealth หรือเลิกใช้ได้แก่ การขาดแรงจูงใจ อุปสรรคด้านการใช้งาน อุปสรรคส่วนตัวของผู้ใช้ และทางเลือกอื่น ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาแบบจำลองการยอมรับการใช้ mHealth สำหรับกลุ่มคนไทย ไปจนถึงการพัฒนาและปรับปรุงเทคโนโลยี mHealth เพื่อการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในอนาคต
Analysis Of Marketing Strategies Of Chinese Ceramic Enterprises Before And After The Covid-19 Pandemic, Yilin Guo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study analyzes the current situation, challenges and opportunities of China's ceramic industry, analyzes traditional marketing strategies and the impact of the epidemic on them, explores the adjustment of marketing strategies after the epidemic, and puts forward suggestions for optimizing corporate marketing strategies. The research methods include SWOT analysis, PEST analysis and Porter's Five Forces Model. The results show that small and medium-sized ceramic companies should adopt growth strategies, develop more customer resources and sales channels, optimize product structure, implement brand OEM model, flexibly set prices, and strengthen brand building and multi-dimensional promotion. In addition, the study recommends starting from …
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก และศึกษาความต้องการของผู้บริโภคที่ตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ รวมถึงศักยภาพของตลาดน้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพ ร่วมกับการวิเคราะห์แนวทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เพื่อการจัดทำแผนธุรกิจ กลยุทธ์ทางการตลาด การสร้างแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อทราบถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 20 คน และวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 129 คน โดยกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนรักสุขภาพและกลุ่มคนที่ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องการเครื่องดื่มผลไม้ที่รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่ 30 บาท ปริมาณ 250 มิลลิลิตร และราคา 120 บาท ปริมาณ 1,000 มิลลิลิตร และสะดวกต่อการซื้อในช่องทางการจัดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และช่องทางออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ทั้งในเรื่องของความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการผลิต และโอกาสทางการตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตของผลิตภัณฑ์ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่ามีความสามารถในการทำกำไรในอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาคืนทุนภายใน 1.2 ปี ในขณะที่การศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์พบว่าผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงลดน้ำตาล เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องระดับน้ำตาลในมะม่วงที่อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งงานวิจัยนี้มีโอกาสทางด้านการตลาดพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้
Factors Influencing The Foreign Direct Investment Inflow In The Service Sector In China, Ying Hong
Factors Influencing The Foreign Direct Investment Inflow In The Service Sector In China, Ying Hong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to the advancement of informatization and adjustments in industrial structure, the service sector has emerged as a crucial foundation for numerous developed nations. However, in comparison to industrialized nations, the service sector in China does not contribute much to the country’s GDP. China, as a developing nation, still requires foreign capital inflows to assist in reducing the disparity and fostering the growth of its service sector. Hence, pinpointing the crucial variables, particularly digitalization, that impact the entrance of FDI will expedite the enhancement of the sector’s development level as well as economic growth and transformation. This study applies the …
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากระบวนการจัดการข้อมูลด้วยนวัตกรรมเพื่อการสืบสวน ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์: กรณีศึกษาการจดจำเชิงความหมายและการสร้างแดชบอร์ดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, รัฐชิน เจริญรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้ เกิดจากผู้จัดทำโครงการพบปัญหาในการรายงาน จัดเก็บ และติดตามข้อมูลในรูปแบบปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการจึงได้ศึกษาและพัฒนาต้นแบบกระบวนการ เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น โดยกระบวนการนี้ช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนที่สูญเปล่าได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาสามารถกล่าวได้ว่าระบบที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นเป็นระบบที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงาน มีความสนใจต่อการใช้งานหากได้พัฒนาระบบนี้แล้ว นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังสามารถพัฒนาปรับปรุงให้มีความหลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้งานได้อีกด้วย ผู้จัดทำโครงการจึงเห็นความสำคัญและปัญหา จึงได้ออกแบบการศึกษานี้เพื่อพัฒนาต้นแบบของกระบวนการ (Process) โดยการประยุกต์ใช้ระบบอันประกอบไปด้วย Line Official , Line Notify , Application Programing Interface (API), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), Google Sheet และ Looker Studio เนื่องจากผู้จัดทำโครงการเห็นว่าแพลตฟอร์มไลน์ (Line) เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้สื่อสารในองค์กรในปัจจุบัน จึงได้พัฒนาต้นแบบของระบบที่ประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่เดิม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถใช้งาน เข้าใจ เข้าถึงได้ง่าย และมีประโยชน์ ตามทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี ในการออกแบบต้นแบบระบบนี้ได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 10 คน นำมาปรับปรุงและออกแบบจนออกมาเป็นกระบวนการ (Process) ของต้นแบบของระบบ แดชบอร์ด และใช้วิธีตอบแบบสอบถามจากผู้ใช้งานจำนวน 100 คน เพื่อทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และนำข้อเสนอแนะ ไปพัฒนาและปรับปรุงระบบต่อไป จากการวิเคราะห์คุณค่าจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร โดยการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนพัฒนาระบบใหม่ในงบประมาณ 1,000,000 บาท พบว่าถ้าพัฒนาระบบนี้แล้วทางหน่วยงานจะมีระยะเวลาในการคืนทุนภายในเวลา 9 เดือน
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Various transitions occur in one’s lifetime, shifting life from one phase to another. Pregnancy and childbirth stand out as significant milestones for women. These periods bring forth demands across various dimensions: physical, mental, emotional, relational, and spiritual, which need ample support for a smooth transition into motherhood. However, pregnant women and new mothers often face heightened risks of stress, anxiety, and perinatal depression. Music intervention has emerged as a promising avenue for alleviating depressive symptoms in this demographic, with numerous studies highlighting its efficacy. In this scoping review, the aim was to delve into existing literature and identify the characteristics …
A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal
A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation investigates the challenges and proposes solutions for enhancing the efficiency and resilience of power systems through peer-to-peer (P2P) energy trading markets, focusing on the context of Thailand. It emphasizes assessing P2P energy transactions to prevent overloading of distribution lines and voltage fluctuations. The study proposes a method to determine the allowable maximum trading power (MTP) for sellers and buyers, considering the operating conditions of the distribution system and forecast error data of photovoltaic (PV) generation and load consumption and leveraging real-time data and algorithms to adjust trading power based on network constraints, ensuring power exchange does not affect …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย วิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม จากครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 382 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 44 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัล ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย มี 139 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย (K) ด้านทักษะพิสัย (P) และด้านจิตพิสัย (A) 2) สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลในปัจจุบัน มีการส่งเสริมโดยภาพรวมในระดับปานกลาง โดยครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ได้มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย ไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหา ไม่ได้มีการกำหนดการวัดและประเมินผลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองดิจิทัล แต่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยในการส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา มี 4 แนวทาง ได้แก่ (1) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (2) รายวิชาเพิ่มเติม (3) บูรณาการร่วมกันระหว่างรายวิชา และ (4) บูรณาการในรายวิชา ผ่านการกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ตามองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน
รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด
รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวังและความต้องการจำเป็นในการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูจากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 446 คน 2) พัฒนารูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู จากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 58 คน 4) นำเสนอรูปแบบโมชันกราฟิกที่ บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยศึกษาความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเป็นจริงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันสืบค้นข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเองที่ต้องการได้ (M=3.31, SD=0.91) และสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.98, SD=0.02) ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันออกแบบและสร้างสรรค์สื่อในลักษณะต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความรู้และความคิดเห็นของตนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (M=5.00, SD=0.01) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู ลำดับที่ 1 คือ ด้านสร้างสรรค์ (PNImodified=1.79) 2) รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ สื่อการเรียนรู้ ภาระงานแบบร่วมมือ บทบาทผู้สอนและผู้เรียน โมชันกราฟิก การวัดและประเมินโดยมีขั้นตอน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมภาระงานร่วมมือ ขั้นร่วมมือปฏิบัติภาระงาน ขั้นหลังภาระงานร่วมมือ 3) ผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู พบว่า ค่าเฉลี่ยของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการประเมินรูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบฯ อยู่ในระดับดี
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)เพื่อเปรียบเทียบหาปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีประชากรคือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 950 คน ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์และทางออนไลน์ ใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เพื่อยืนยันองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .977 ถัดมาคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .956 และสุดท้ายคือ อิทธิพลทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .886 พบว่า โมเดลการวัดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การพิจารณาค่า relativec 2 = 1.327 ค่า GFI = .994 ค่า CFI = .999 ค่า NFI =.996 ค่า RMSEA = .019 ค่า RMR = .005
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธี และ 2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ที่ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรคือนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ในกรุงเทพ ฯ จำนวน 13 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนและอาจารย์ภาษาไทยยินดีให้ทดลองใช้นวัตกรรมที่จัดทำนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและแบบสะท้อนผลการอ่าน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามกิจกรมการเรียนรู้การอ่านที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยมัชฉิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่ากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่พัฒนาขึ้นมี 2 ขั้นหลัก คือ ขั้นเตรียมชุดสื่อพหุวิธีที่มีเนื้อความสัมพันธ์กันประกอบด้วย คลิปวีดิทัศน์ หนังสือภาพหรือการ์ตูน และชุดบทอ่านแบบบรรยายที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน และขั้นการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นการดูและฟังคลิปวีดิทัศน์เพื่อสรุปความ ขั้นการอ่านวิเคราะห์สารหนังสือภาพ/การ์ตูน และขั้นการอ่านประเมินค่าบทอ่านแบบบรรยาย เมื่อนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฏว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนการทดลอง
Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul
Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Material handling equipment, such as forklifts, is broadly used in many industries to increase production efficiency. However, if the equipment unexpectedly breaks down, it can potentially interrupt manufacturing. It's beneficial for the industry to monitor equipment usage data in real-time so that engineers can identify faults before they occur. In this thesis, a prototype for a factory vehicle monitoring system has been designed and implemented. The proposed solution is to acquire real-time usage data from the motor drive of the factory vehicle and send the data to the cloud via narrowband IoT. The received real-time data streams can be stored …
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …
การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ
การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่างมัน และ แล้วแต่ เป็นถ้อยคำที่ชาวไทยนิยมใช้จนติดปาก ปรากฏในหลายสถานการณ์เพื่อสื่อความหมายและเจตนาที่แตกต่างกัน และน่าจะสะท้อนวิธีการมองโลกบางประการของชาวไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายตามปริบทและหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม โดยใช้แนวทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnopragmatics) และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย (Emancipatory Pragmatics) ข้อมูลทั้งสิ้น 290 ตัวอย่างมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน บทสนทนาในสื่อ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ช่างมัน มีความหมายตามปริบท 7 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองปล่อยวาง 2) ผู้พูดให้อภัยผู้ฟัง 3) ผู้พูดต้องการปล่อยเรื่องนั้นไป 4) ผู้พูดปล่อยไป เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะไม่พอใจเรื่องนั้น 5) ผู้พูดไม่สนใจสิ่งนั้น 6) ผู้พูดยังไม่อยากคิดหรือทำเรื่องที่เอ่ยถึงในขณะนั้น และ 7) ผู้พูดไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 7 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อปลอบให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองคลายกังวล 2) เพื่อตอบรับคำขอโทษ 3) เพื่อยุติการสนทนาที่มีความขัดแย้ง 4) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่พอใจ 5) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่สนใจ 6) เพื่อแสดงว่าผู้พูดต้องการเลื่อนหรือหยุดเรื่องนั้นไปก่อน และ 7) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่ต้องการวุ่นวาย ความหมายแกนและหน้าที่หลักของ ช่างมัน คือ ผู้พูดและ/หรือผู้ฟังจะไม่นำเรื่องนั้นมากังวล ด้วยการปล่อยเรื่องเหล่านั้นไป ส่วน แล้วแต่ มีความหมายตามปริบท 4 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังตัดสินใจ 2) ผู้พูดให้ผู้ฟังพิจารณาด้วยตนเอง 3) ผู้พูดปล่อยไปตามใจผู้ฟัง แม้บางกรณีจะรู้สึกไม่พอใจ และ 4) ผู้พูดไม่พอใจ เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ จึงไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 4 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อแสดงว่าผู้พูดคำนึงถึงผู้ฟัง 2) เพื่อกันตนเองออกจากความรับผิดชอบต่อเรื่องนั้น 3) …
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …
การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับ กระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธาดาพนิตสดี ศุกลวิริยะกุล
การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับ กระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธาดาพนิตสดี ศุกลวิริยะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบเชิงยืนยันของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนเพื่อศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยันและความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. – 4. เพื่อพัฒนา - ทดลอง และ รับรองระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็นของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 861 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการแก้ปัญหา 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ระยะที่ 3 การศึกษาผลการทดลองใช้ระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 28 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่มตัวอย่างเหมือนกับระยะที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบเชิงยืนยันจึงได้องค์ประกอบและขั้นตอนของระบบฯ ดังนี้ องค์ประกอบที่สำคัญของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ความสามารถในการประเมินความซับซ้อนของเหตุการณ์ (2) ความสามารถในการระบุปัญหา (3) ความสามารถในการวิเคราะห์ความผิดปกติ (4) ความสามารถในการมองเห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของแต่ละปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหา และ (5) ความสามารถในการสร้างสรรค์แนวทางจัดการปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหาและผลกระทบ องค์ประกอบของระบบฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือ (2) ด้านการปฏิสัมพันธ์ (3) ด้านการตัดสินใจ และ (4) ด้านการเรียนรู้ส่วนบุคคล ผลการทดลองใช้ระบบฯ พบว่า จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ได้แก่ ก่อนเรียน ระหว่างเรียนครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และ หลังเรียน พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ กิจการส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบเศรษฐกิจไทย แต่ SME ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าที่สะท้อนตัวตนและนำเสนอคุณค่าที่แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง รวมถึงการขาดองค์ความรู้และคำแนะนำในการนำกลยุทธ์การสร้างตราสินค้ามาใช้งานให้สอดคล้องกับกิจการ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ที่มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าให้โดดเด่นและแตกต่าง โดยการแบ่งตราสินค้าออกเป็นประเภทต่างๆ ที่สามารถสื่อสารเจตจำนงและคุณค่าของผู้ประกอบการในการดำเนินกิจการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการประกอบกิจการของ SME ในประเทศ เพื่อใช้เป็นคู่มือในการกำหนดกลยุทธ์ตราสินค้าและแนวทางการออกแบบสื่อสารด้วยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่าง โดดเด่น และชัดเจนแก่ผู้ประกอบการ SME ไทย ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า ตราสินค้าที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินกิจการของ SME ไทย มีทั้งสิ้น 7 ประเภท ได้แก่ 1. Sustainable Brand: แบรนด์ยั่งยืน 2. Disruptive Brand: แบรนด์เปลี่ยนโลก 3. Culture Brand: แบรนด์วัฒนธรรม 4. Aesthetics Brand: แบรนด์สุนทรียะ 5. Experience Brand: แบรนด์สร้างประสบการณ์ 6. Performance Brand: แบรนด์เปี่ยมประสิทธิภาพ และ 7. Value Brand: แบรนด์คุ้มค่า จากการใช้แบบสอบถามสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME ของไทย จำนวน 2,723 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่าตราสินค้า 7 ประเภทนี้ปรากฏอยู่ใน 4 ภาคธุรกิจ คือ ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการเกษตร โดย Value Brand มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 66% ตามด้วย Performance Brand 16.8% Aesthetics Brand 7.3% Culture Brand …
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่วัฒนธรรมดั้งเดิมและนวัตกรรมสมัยใหม่กำลังหลอมรวมกัน การผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและความทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเกี่ยวกับสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย ซึ่งมีความลึกซึ้งทางปรัชญาและเป็นแหล่งบันดาลใจทางศิลปะ แต่ยังขาดการศึกษาในบริบทของการออกแบบร่วมสมัย การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวในการออกแบบเรขศิลป์บนสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี การศึกษาวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย กรณีศึกษาสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ 3 ข้อได้แก่ 1) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ส่วนประกอบของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 2) เพื่อระบุแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มเจเนอเรชัน ซี การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ด้วยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การดำเนินการวิจัยแบ่งขอบเขตเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกขอบเขตด้านเนื้อหา ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาปกรณ์โลกศาสตร์ที่กล่าวถึงสวรรค์ฉกามาพรโดยละเอียดจำนวน 4 เรื่อง คือ โลกบัญญัติ ไตรภูมิกถา จกฺกวาฬทีปนี และไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ตามแนวทางของ Booth, Sutton และ Papaioannou (2016) ส่วนที่สองขอบเขตด้านการออกแบบ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และวิธีการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ Practice-led Research ของปรีชา เถาทอง (2557) โดยสรุปผลการศึกษาวิจัยตามวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้ดังนี้: 1) ส่วนประกอบ (Elements) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย นอกเหนือจากส่วนประกอบที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น ช้างเอราวัณและต้นปาริฉัตร พบว่ามีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่หลากหลายและควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติม 2) บุคลิกภาพการสื่อสาร (Mood & Tone) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์ทั้ง 4 เรื่อง ปรากฏบุคลิกภาพการสื่อสารร่วมกัน 6 ลักษณะ แบ่งเป็นบุคลิกภาพหลัก 4 ประการ ได้แก่ Casual, Gorgeous, Natural, Elegant และบุคลิกภาพรอง …
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” สำหรับกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากร โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างของ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อ พิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มประชากร คือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ที่มีต่อไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์และการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps, SWOT Analysis, Nostalgia Marketing และ Sensory Marketing จากแบรนด์ตัวอย่าง 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Give back my Teenager...เอาชีวิตวัยรุ่นของเราคืนมา! ผ่าน ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่มีชื่อว่า Back2TEEN เพื่อที่จะเป็นตัวแทนของความทรงจำ ความสุขของผู้คนที่จะนำพาเอาความสุข ความสบายใจและความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตกลับมาให้ทุกเพศทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่นได้หวนคิดถึงวันวานกันอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยแต่ยังคงแฝงกลิ่นอายของวันวานที่ทำให้หวนนึกถึง โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Casual(สบาย ๆ ไม่มีกฏเกณฑ์) Free (อิสระ ตามใจอยาก) และ Simple (เรียบง่าย) โดยสื่อสารผ่านกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากรหลัก ๆ 3 กลุ่มคือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ผ่านสารที่ต้องการจะสื่อและบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นในยุคสมัยนั้น ๆ คือ 1. Baby Boomer: สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ SAFE ZONE No.70 โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Dynamic (มีการเคลื่อนไหว …
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และสุโขทัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ในโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2562 -2564 (ระยะที่ 1-2) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตลอดจนการศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพื้นที่กรณีศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนร่วมในระดับนโยบายและพื้นที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ และภาคส่วนอื่น ๆ จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่า การอภิบาลเครือข่ายในระยะเริ่มต้นของแต่ละพื้นที่กรณีศึกษามีลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดภายใต้กระบวนทัศน์การอภิบาลแตกต่างกัน สุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับแนวคิดการบริการกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน พิษณุโลก สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการปกครองเครือข่ายในรูปแบบเครือข่ายที่มีหน่วยงานนำแห่งเดียว และสุโขทัย มีความสอดคล้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่ แต่เมื่อขับเคลื่อนงานได้ระยะหนึ่งทุกจังหวัดมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ตัวแบบการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่เหมือนกันทุกจังหวัด ด้านภาวะผู้นำที่คล้ายกันคือ ผู้นำมีอำนาจบารมีที่สั่งสมในแวดวงด้านการศึกษา ด้านแรงจูงใจพบว่า ตัวแสดงภาครัฐเน้นการผสานผลงานเครือข่ายกับผลงานองค์กรและผู้ปฏิบัติ ส่วนภาคประชาสังคมใช้แรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน ด้านกระบวนการอภิบาลความร่วมมือพบว่า แต่ละจังหวัดใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีและพิษณุโลกใช้ความสัมพันธ์ในแนวราบ ส่วนจังหวัดสุโขทัยเน้นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ด้านโครงสร้างมีลักษณะร่วม คือ การสร้างความชอบธรรมผ่านเอกสารที่รัฐรับรอง มีการแบ่งโครงสร้างภายในแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการเชิงภารกิจ และคณะกรรมการเชิงพื้นที่ย่อย (อำเภอ/ตำบล) ด้านระบบบริหารจัดการพบว่า การระดมอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานหลักที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของเครือข่าย และการมีกลไกช่วยเหลือรายกรณีที่ใกล้ชิดกับชุมชนมีนัยสำคัญต่อการบรรลุพันธกิจของเครือข่าย ด้านกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ข้ามจังหวัด การรณรงค์สื่อสารต่อสาธารณชน และการจัดตั้งกองทุนรองรับในระยะยาว ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ในบริบทสังคมไทยการอภิบาลความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการหน่วยงานภายนอก อิทธิพลของระบบราชการที่ฝังรากลึกส่งผลให้การออกแบบโครงสร้างเครือข่ายต้องอาศัยอำนาจรัฐรับรองความชอบธรรม และหากพื้นที่ใดภาคประชาสังคมไม่เข้มแข้งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานของรัฐผูกขาดบทบาทได้ง่าย
การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว
การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม (Autism spectrum disorder; ASD) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ โดยพบว่ามีความชุกของโรคที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุและกลไกในการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมยังไม่ทราบแน่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีรายงานถึงบทบาทของวิตามินกับภาวะออทิซึมสเปกตรัม วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือศึกษาการเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีเมทาบอลิกของวิตามินดีและความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและระดับความรุนแรงของโรคในเด็กไทย การศึกษานี้มีจำนวนอาสาสมัคร 276 ราย โดยเป็นกลุ่มเด็กที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม 169 ราย และกลุ่มควบคุมเป็นเด็กที่ไม่มีโรคทางระบบประสาท 107 ราย ซึ่งได้ทำการตรวจวิเคราะห์ภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, GC และ VDR โดยเทคนิค TaqMan-based real-time Polymerase Chain Reaction (PCR) และตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามินดีในกระแสเลือดโดยใช้เทคนิค Chemiluminescence Immunoassay (CLIA) โดยเด็กที่พบภาวะออทิซึมสเปกตรัมจะได้รับการตรวจระดับความรุนแรงของภาวะออทิซึมสเปกตรัมด้วย Childhood Autism Rating Scale, 2nd Edition (CARS2) โดยผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, VDR และ GC (rs4588) ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม อย่างไรก็ตามการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีการขาดระดับวิตามินดีร่วมด้วย นอกจากนี้ผลศึกษาพบว่าไอโซฟอร์มของ GC1s และ GC1s-GC1s ฟีโนไทป์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมตลอดจนความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม โดยสรุปการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) และไอโซฟอร์ม GC1s อาจเป็นตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมที่สามารถช่วยในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมในเด็กไทยได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามการศึกษาในอนาคตควรศึกษาในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้