Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 631 - 660 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์, ศิริพร วงค์ตาคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับการสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ และ 2) เพื่อศึกษาผลการใช้กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองตามแนวคิดการสอนแบบมุ่งปฏิบัติงานร่วมกับ การสอนแบบตอบสนองด้วยท่าทางส่งเสริมความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ ตัวอย่างคือ เด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ เขต 1 จำนวน 50 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวัดความสามารถในการสื่อสารของเด็กอนุบาลกลุ่มชาติพันธุ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 16 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ การหาค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า1. กระบวนการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) เนื้อหา (4) ขั้นตอน และ (5) การประเมินผล โดยมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นดึงประสบการณ์ (2) ขั้นทดลองทำกิจกรรม (3) ขั้นเสริมต่อความรู้ทางภาษา และ (4) ขั้นทบทวนเสริมความมั่นใจ 2. หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารสูงกว่าก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 8.44 ระหว่างการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 12.12 และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนเท่ากับ 17.003. หลังการทดลอง ค่าเฉลี่ยคะแนนการสื่อสารทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การแสดงท่าทางเพื่อสื่อความหมาย การสนทนาโต้ตอบเพื่อสื่อความคิดความรู้สึก และการขีดเขียน ของกลุ่มทดลองสูงกว่าค่าเฉลี่ยคะแนนทั้ง 3 ด้าน ของกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร, อุษาสุดา ภูษณสุวรรณศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์การวิจัย ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร และ 2. เพื่อนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) โดยใช้เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Modified Priority Need Index หรือ PNI (modified) และการวิเคราะห์เนื้อหา การสังเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์เป็นดังนี้ 1. สภาพการจัดการศึกษาในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดหลายด้านในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร ทั้งเป้าหมายการจัดการศึกษาการงานอาชีพ ในด้านความรู้ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และ ความรู้ด้านอุตสาหกรรม งานช่าง (PNI Modified = 0.17) ด้านทักษะที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถจัดการภาระงานเสร็จตามเวลาที่กำหนด โดยไม่จำเป็นต้องมีคนคอยควบคุม (PNI Modified = 0.19) ด้านเจตคติที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับ คุณธรรม ด้านความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวม และ การจัดการเรียนการสอนมีสอดแทรกเกี่ยวกับหลักการดำรงชีวิตและการทำงาน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (PNI Modified = 0.07) ด้านการดำรงชีวิตและครอบครัว ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนมีจิตสำนึกในการทำงาน และใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า (PNI Modified = 0.16) และด้านการอาชีพ ที่ต้องเร่งดำเนินการผลักดันให้เกิดการพัฒนามากขึ้นอันดับแรก ได้แก่ ผู้เรียนสามารถอธิบายแนวทางการเลือกอาชีพ และ ผู้เรียนเห็นความสำคัญและมีความกระตือรือร้นในการฝึกวิชาชีพตามความถนัดหรือทำโครงงานสร้างอาชีพ (PNI Modified = 0.14) อีกทั้งการจัดการเรียนการสอนการงานอาชีพ พบว่าระยะเวลาในการจัดการเรียนการสอนไม่เพียงพอ การจัดการเรียนรู้ที่ควรเชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรู้และทำงานร่วมกันที่มาจากต่างวัฒนธรรม ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย การวัดและประเมินผลควรมีการบูรณาการเนื้อหาวิชาจากต่างกลุ่มงาน หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ และในรายวิชาที่สอนมีการวัดและประเมินผลการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหาของผู้เรียนในสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้สภาพปัญหาด้านภาระงานของครู จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนที่เกิน 20 คน ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพมีไม่ครบทุกกลุ่มงาน และความพร้อมของสถานที่สื่อการเรียนรู้ 2. รูปแบบการจัดการศึกษาการงานอาชีพระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร เป็นผลจากการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างเป็นระบบ รูปแบบดังกล่าวมีความครอบคลุมทั้งในมิติของ …
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว, จุมพล นันทศิริพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว และ 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว ประชากร ได้แก่ (1) ผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 6 ภูมิภาคในประเทศไทย ภาคละ 5 จังหวัด ๆ ละ 10 ชุมชน รวม 300 ตัวอย่าง ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ (2) ชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี รวม 5 หมู่ ที่เข้าร่วมอบรมโปรแกรมรวมจำนวน 30 คน (3) ผู้นำชุมชนท่องเที่ยวตำบลบ้านแหลมและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่เข้าร่วมการสนทนากลุ่มจำนวน 7 คน (4) ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมให้สัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็นโดยใช้วิธี Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะและตัวชี้วัดการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลของผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.1) ด้านการเข้าถึง 1.2) ด้านการวิเคราะห์ 1.3) ด้านการประเมินค่า 1.4) ด้านการสร้างสรรค์ และ 1.5) ด้านการใช้ประโยชน์ สื่อสารสนเทศและดิจิทัล โดยพบว่าส่วนใหญ่มีระดับความสามารถหรือทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (=3.33, SD=0.15) และความต้องการทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัล อยู่ในระดับมาก (=3.77, SD=0.58) และ 2) โปรแกรมส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่ในชุมชนท่องเที่ยว มีกระบวนการหลัก 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย (1) การวางแผน (2) การออกแบบโปรแกรมและการนำโปรแกรมไปฏิบัติ (3) การประเมินผลและความรับผิดชอบในการรายงานผล โดยองค์ประกอบของโปรแกรมประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) เนื้อหาสาระ 4) …
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
My Mother Tongue Is Your Other Tongue: Experiences Of Therapeutic Work By Thai Therapists Who Do Not Share The Same Mother Tongue With Clients, Phatcharapan Rojanasukarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Language plays a central role in counseling, yet its impact on counseling and psychotherapy remains insufficiently studied in Thailand. This research employed Interpretative Phenomenological Analysis (IPA) to address this gap by examining the lived experiences of professional Thai practitioners working with clients who do not share their mother tongue. Six practitioners were selected through purposive sampling, and in-depth interviews, reviewed with input from field experts, were conducted to capture their unique perspectives. The findings reveal four main themes: (1) Perceived Challenges: This theme uncovers internal struggles such as constant linguistic vigilance, competence anxiety, and hesitation to clarify, along with language …
อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์
อิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชมตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี, มทินา ลิ่มวานิชรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอิทธิพลของความเกี่ยวพันบุคคลที่มีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้าต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม ตราสินค้าจุดหมายปลายทางค่ายเพลงเกาหลี โดยตั้งสมมติฐานว่าความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงและคุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม และความเกี่ยวพันบุคคลมีชื่อเสียงส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทาง งานวิจัยนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของค่ายเพลงในการสร้างแบรนด์จุดหมายปลายทาง และสามารถประยุกต์ใช้กับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแฟนคลับชาวไทยจำนวน 400 คน ที่ชื่นชอบศิลปินจาก SM หรือ YG และรู้จักสถานที่ KWANGYA@SEOUL หรือ The SameE โดยใช้แบบสอบถามปลายปิดผ่านออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ .05 ผลการวิจัยพบว่า ความเกี่ยวพันกับศิลปินและคุณค่าตราสินค้าจุดหมายปลายทางมีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเยี่ยมชม โดยความผูกพันทางอารมณ์ของแฟนคลับเป็นแรงผลักดันสำคัญ งานวิจัยเสนอให้ส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงแฟนคลับ และออกแบบแบรนด์จุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับศิลปินในระดับจิตใจ
กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู
กระบวนการสื่อสารในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ต่อสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย, ชญานนท์ ครองบุญชู
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และศึกษารูปแบบกลยุทธ์ กระบวนการ และการสื่อสารที่ก่อให้เกิดอิทธิพลในการรวมกลุ่มของวัยรุ่น Gen Z ในบริบทของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคและการตอบสนองต่อกลยุทธ์การสื่อสารของบริษัทนำเข้าสื่อการ์ตูนญี่ปุ่น การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 30 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เป็นส่วนหนึ่งต่อการสร้างอิทธิพลในการรวมกลุ่มของสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นในประเทศไทย จำนวน 9 คน และผู้รับชมสื่อการ์ตูนญี่ปุ่นที่เกิดในปี พ.ศ. 2540-2549 จำนวน 21 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพดำเนินการด้วยเทคนิคการวิเคราะห์แก่นสารผลการวิจัยพบว่า กระบวนการการรวมกลุ่มประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ขั้นตอนการค้นพบ ขั้นตอนการเรียนรู้ ขั้นตอนการมีส่วนร่วม และขั้นตอนการสร้างอัตลักษณ์ วงการการ์ตูนญี่ปุ่นในไทยมีการรวมกลุ่มแบบผสมผสานระหว่างสื่อออนไลน์และออฟไลน์ กลยุทธ์การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพต้องเน้นหลักการ 3T ได้แก่ ความจริงใจในการสื่อสารที่ซื่อสัตย์และไม่มีการปิดบัง ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลและกระบวนการที่จำเป็น และความรวดเร็วในการตอบสนองและอัปเดตข้อมูลอย่างทันท่วงที ผลการวิจัยยังพบว่าผู้บริโภค Gen Z ที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมีพฤติกรรมและความต้องการในการรวมกลุ่มแตกต่างกัน การรวมกลุ่มมักเกิดขึ้นในพื้นที่ออนไลน์แล้วจึงนำไปสู่การรวมกลุ่มแบบออฟไลน์ ผ่านแฟนการ์ตูนญี่ปุ่นในโลกออนไลน์ที่มีบทบาทในฐานะผู้ร่วมผลิตที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ, สุนีย์ ยี่สุ่น
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 23 คน ประกอบด้วยกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤต กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารองค์การพยาบาล กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยวิกฤต และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์เกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับทุติยภูมิ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสำคัญของข้อคำถามในแต่ละข้อ และขั้นตอนที่ 3 นำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ แล้วกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็นเพื่อสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวมตามบันไดอาชีพ โรงพยาบาลระดับ ทุติยภูมิ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต 2) ด้านการบริหารยาความเสี่ยงสูงที่ใช้ในผู้ป่วยวิกฤต 3) ด้านการสื่อสารและการประสานงานเพื่อการรักษาพยาบาล 4) ด้านการป้องกันและจัดการกับภาวะแทรกซ้อน 5) ด้านการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตระยะสุดท้าย 6) ด้านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 7) ด้านการจัดการ และควบคุมคุณภาพการดูแลผู้ป่วย ซึ่งพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหออภิบาลผู้ป่วยหนักรวม ประกอบด้วยพยาบาลระดับปฏิบัติการ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ ที่มีสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน แต่รายการสมรรถนะย่อยมีความแตกต่างกันดังนี้ พยาบาลระดับปฏิบัติการ สามารถให้การพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตและปฏิบัติงานอื่นๆ ในระดับพื้นฐาน และอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลที่มีประสบการณ์มากกว่า พยาบาลระดับชำนาญการ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะซับซ้อนและปฏิบัติงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ พยาบาลระดับชำนาญการพิเศษ สามารถนำความรู้เชิงลึกมาใช้ในการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตที่มีภาวะยุ่งยากและซับซ้อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาคุณภาพการพยาบาลจากหลักฐานเชิงประจักษ์ได้
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย: กรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16, ธนพร ช่วยเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้ศึกษาการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศจีนของสื่อมวลชนไทย ผ่านกรณีศึกษาเครือมติชน-ข่าวสดและสถานีโทรทัศน์ทีเอ็นเอ็น 16 โดยใช้แนวคิดเรื่องสื่อและนโยบายต่างประเทศ (Media and Foreign Policy) สำหรับวิเคราะห์บทบาททางการทูตของสื่อจีนผ่านนโยบายด้านสื่อของรัฐบาลจีน และการศึกษาสาร (message) ที่รัฐบาลจีนส่งมายังผู้รับสารชาวไทยผ่านเครือมติชน-ข่าวสดและทีเอ็นเอ็น 16 ผลจากการศึกษาพบว่า 1) สื่อมวลชนจีนมีบทบาททางการทูตสาธารณะในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยใช้แนวทาง “Tell China's Story Well” ในการส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศจีน 2) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความเจริญรุ่งเรืองและความยิ่งใหญ่ของประเทศจีนผ่านเนื้อหาด้านสังคมและวัฒนธรรม โดยเน้นนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมจีนโบราณ 3) รัฐบาลจีนต้องการเผยแพร่ภาพลักษณ์ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพื่อตอบโต้ภาพลักษณ์ด้านลบจากชาติตะวันตก พร้อมสื่อสารว่าประเทศจีนเป็นประเทศทันสมัย เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือและรับผิดชอบต่อสังคมโลก ไม่ใช่ภัยคุกคาม 4) ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างเครือมติชน-ข่าวสดกับสำนักข่าวซินหัว และทีเอ็นเอ็น 16 กับกลุ่มสื่อจีน สะท้อนให้เห็นว่าสื่อไทยบางส่วนเกิดการเซนเซอร์ตนเองเมื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับรัฐบาลจีนหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีน
Perception, Awareness, And Practices Toward The Pm2.5 During The Air Pollution Episode Among Chinese Students In Bangkok And Vicinity, Thailand: A Cross-Sectional Study, Jiali Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Air pollution poses a significant public health threat to urban populations worldwide. Mobile groups such as international students face unique vulnerabilities, but their risk adaptation capacity remains understudied. This study assessed awareness, perception, and protective measures of PM2.5 among Chinese international students in Bangkok and its vicinity. This study used a validated scale to conduct a cross-sectional survey of 393 participants. The results revealed that while students exhibited a high level of risk perception regarding air pollution (mean score: 48.0 ± 7.6), their awareness was relatively low (mean score: 6.3 ± 2.9), with only 3.8% of respondents demonstrating "high awareness". …
Effectiveness Of Parent-Focused Switch Program For Increasing Fruit And Vegetable Consumption Among Elementary School Students In Yangon, Myanmar: Quasi-Experimental Study, Htet Myat Aung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Fruit and vegetable consumption will enhance human health because of their nutritional composition. A balanced diet should consist of at least 400g (5 servings) of fruits and vegetables per day according to the World Health Organization (WHO). Inadequate consumption of fruits and vegetables was linked to 19% of gastrointestinal cancer, 31% of ischemic heart disease, and 11% of strokes globally. Additionally, there were 26.7 million (1.8%) DALYs and 2.7 million (4.9%) deaths due to poor fruit and vegetable intake. This study assessed the effectiveness of Switch program on increasing fruit and vegetable consumption among elementary school students in Yangon, …
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธรรมทัศน์ สิงห์กา
การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธรรมทัศน์ สิงห์กา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการ จับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จากครูผู้สอนในกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 390 คน 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 34 คน ผลการวิจัยพบว่า . 1) สภาพความเป็นจริงในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนมีการแสดงให้เห็นถึงการเอาใจใส่ ให้คำชมเชย และเสริมแรงให้กับผู้เรียน (x̄ = 4.17, SD = 0.72) สภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้สอนนำอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และผู้สอนมอบหมายงานได้สอดคล้องกับเนื้อหาบทเรียน (x̄ = 4.67, SD = 0.54) และความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ฯ ลำดับที่ 1 คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาผ่านสื่อวิดีโอนอกชั้นเรียนก่อนทำกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน (PNIModified = 0.23) 2) รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบไปด้วย 6 องค์ประกอบ คือ ระบบจัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนการเรียนผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เทคโนโลยีสนับสนุน ผู้อำนวยการเรียนรู้ ผู้เรียน กิจกรรมการเรียนรู้สืบสอบร่วมด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง และการประเมินผล โดยมี 5 ขั้นตอน คือ (1) กระตุ้นความสนใจร่วมกับกิจกรรมคิดเดี่ยว (2) สำรวจและค้นคว้าร่วมกับกิจกรรมคิดเป็นคู่ด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (3) อธิบายและลงข้อสรุปร่วมกับกิจกรรมคิดเป็นกลุ่มด้วยปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างและกิจกรรมแบ่งปัน (4) ขยายความรู้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (5) ประเมิน . 3) ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โมไบล์เลิร์นนิงแบบสืบสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างในการจับกลุ่มร่วมคิดเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า คะแนนการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05. .
การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย, ไฮยาน หยาง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนตามความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิต 2) ศึกษาสภาพและแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 3) วิเคราะห์องค์ประกอบของทักษะเพื่อการจ้างงานและการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนของนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย 4) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะเพื่อการจ้างงานข้ามพรมแดนสำหรับนักศึกษาจีนที่ศึกษาในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานสัญชาติจีนจาก 5 บริษัทไทย-จีนในกรุงเทพฯ และระยอง รวม 30 คน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่สอนนักศึกษาจีน รวม 25 คน และนักศึกษาจีนชั้นปีที่ 4 รวม 322 คนจาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน T-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ทักษะที่จำเป็นในการจ้างงานข้ามพรมแดน ประกอบด้วย 12 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร 2) ทักษะเฉพาะทาง 3) ทักษะการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม 4) ทักษะด้านการคิด 5) ทักษะการแก้ปัญหา 6) ทักษะการบริหารจัดการและความเป็นผู้นำ 7) ทักษะการใช้โปรแกรมและเทคโนโลยี 8) ทักษะการขาย 9) ทักษะการประกอบการ 10) มีวิสัยทัศน์ระดับโลก 11) ทักษะแบบผสมผสาน 12) ทักษะส่วนบุคคลและทักษะทางสังคม 2. สภาพการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาจีนพบว่า หลักสูตรไม่สอดคล้องกับตลาดงานไทย-จีน นักศึกษาจีนขาดทักษะภาษาและการปรับตัว อาจารย์ขาดประสบการณ์ภาคอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ขาดทักษะภาษาจีน งบประมาณสำหรับนักศึกษาจีนมีจำกัด และมีความท้าทายในการประเมินผลเนื่องจากนักศึกษาใช้ AI ทำการบ้าน และมีข้อเสนอแนะแนวทางพัฒนา 9 ด้านเพื่อนำไปพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา 3. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยด้านทักษะ 10 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 23.079 (df=1.538, p-value=0.0825) องค์ประกอบการจัดการศึกษา 11 ด้านมีค่าไค-สแควร์ เท่ากับ 28.423 (df=1.137, p-value=0.2888) ซึ่งค่าดัชนีชี้วัดความเหมาะสมในเกณฑ์ดี สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ เมื่อบูรณาการพบว่ามีทักษะ 14 ด้าน และองค์ประกอบการจัดการศึกษา 10 …
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน
ผลการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนโดยใช้แนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้า ออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา, รณกร กิตติภัทรภาคิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี และ 2) ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจี ที่มีต่อการการพัฒนาทักษะอาชีพการขายสินค้าออนไลน์ ของนักศึกษาในสถาบันอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี โดยทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครนักศึกษา ที่มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดสิงห์บุรี จำนวน 60 คน โดยใช้การเลือกแบบอาสาสมัคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือแบบวัดระดับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะอาชีพสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ และแบบประเมินโครงการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการเป็นตัวชี้วัดผลสะท้อนจะการจัดกิจกรรม มีสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ และการทดสอบค่าทีแบบ dependent t-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ α=0.05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้วิจัยได้ทำการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา โดยใช้แนวคิด Andragogy ของ Knowles (1970) และ Action Learning ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการขายสินค้าออนไลน์ โดยเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อม โดยการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน ซึ่งมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศและการใช้สื่อออนไลน์เพื่อขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาทักษะการขายสินค้าออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับการค้นหาทางเลือกและการเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงในกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ Social Media และการเลือกสินค้าออนไลน์ ในการดำเนินกิจกรรม ผู้เรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเพื่อฝึกการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารระหว่างกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้เรียนอย่างเต็มที่ การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการบรรยายและฝึกปฏิบัติในด้านการเลือกสินค้า การทำการตลาดออนไลน์ รวมถึงการฝึกปฏิบัติผ่านการทำคอนเทนต์ขายสินค้าผ่าน TikTok ซึ่งช่วยเสริมทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เมื่อกิจกรรมสิ้นสุดลง จะมีการสรุปผลร่วมกันระหว่างผู้จัดกิจกรรมและผู้เรียน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผล โดยผู้เรียนจะถูกประเมินจากผลงานที่นำเสนอผ่าน TikTok ซึ่งสะท้อนถึงการนำความรู้และทักษะที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.และ 2) ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน พบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลังเข้าการร่วมกิจกรรมมีความรู้เพิ่มขึ้น จากก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดแอนดราโกจีที่มีต่อทักษะการขายสินค้าออนไลน์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา กิจกรรมนี้สามารถเพิ่มพูน และต่อยอดองค์ความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี
กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร
กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา, ณัฐิกา นิตยาพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาและกรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย 2) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา 3)เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาดำเนินการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ขั้นตอนที่ 1 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 2 ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 347 คน ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 57 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขั้นตอนที่ 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 25 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมและปลายเปิด แบบสอบถามและปลายเปิด และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้และข้อคิดเห็นจากการการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบถาม/แบบประเมินความเหมาะสมและหรือความเป็นไปได้ปลายเปิด การสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ (1) การพัฒนาระหว่างเวลาการปฏิบัติงาน (2) การพัฒนานอกเวลาการปฏิบัติงาน 2) กรอบแนวคิดสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบาย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ (1) การคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย (2) การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ (3) การมีส่วนร่วมกับพลเมืองและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบาย (4) การประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย (5) การสื่อสารในการกำหนดนโยบาย 2) จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคามของการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า 2.1) องค์ประกอบที่เป็นจุดแข็งสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการประสานและร่วมมือในการดำเนินการกำหนดนโยบาย 2.2) องค์ประกอบที่เป็นจุดอ่อนสูงสุด ได้แก่ องค์ประกอบด้านการคิดเชิงนวัตกรรมในการกำหนดนโยบาย รองลงมาคือ การทำงานกับข้อมูล หลักฐาน และใช้หลักฐานสนับสนุนเพื่อการกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาและหรือไปสู่อนาคตที่พึงประสงค์ 2.3) ด้านการเมืองและนโยบายของรัฐและด้านเศรษฐกิจ เป็นภาวะคุกคาม ส่วนด้านสถาพสังคมและด้านเศรษฐกิจ เป็นโอกาสต่อการพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาในภาพรวม กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะนวัตกรรมการกำหนดนโยบายของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 2 …
Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le
Analysis Of Translanguaging In English Learning Of Thai Secondary Students, Dalton Le
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This mixed-methods study was conducted to develop a questionnaire that explores students’ translanguaging practices and translanguaging perceptions in Thai secondary school English language instruction. The study was conducted in two phases. In the first phase, classroom observations and teacher interviews were used to frame and categorize students’ translanguaging practices, which were then used to construct the Translanguaging Practices and Perceptions Questionnaire. In the second phase, the questionnaire was distributed to 430 Thai students from M4 to M6 at a public government school in Thailand. After distribution, a confirmatory factor analysis revealed that the proposed factors in the questionnaire had a …
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
การศึกษาเปรียบเทียบกลวิธีทางภาษาที่ใช้สัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการ “โหนกระแส”, ปาจารีย์ หนูบุญคง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รายการโหนกระแสเป็นรายการสัมภาษณ์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีการเชิญบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเด็นหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมแล้วเป็นกระแส รวมถึงบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือในประเด็นต่าง ๆ มานั่งเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร และเพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากช่องยูทูบ “โหนกระแส [Hone-krasae] official” ครั้งที่มีผู้ให้สัมภาษณ์ครบสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 มีจำนวนทั้งหมด 12 ครั้ง รวมความยาว 13 ชั่วโมง 54 นาที 44 วินาทีผลการศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสตามแนวชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสารพบว่าองค์ประกอบของการสื่อสารในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสที่สำคัญและมีผลต่อกลวิธีทางภาษาที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ในการสัมภาษณ์ในรายการโหนกระแส คือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ กล่าวคือ จุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์ทำให้คำถามที่ผู้สัมภาษณ์ใช้ถามบุคคลสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามนอกจากจุดมุ่งหมายและผู้ร่วมเหตุการณ์แล้ว ผู้วิจัยยังพบว่าน้ำเสียงยังเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีความสำคัญที่ส่งผลให้การสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มแตกต่างกันผลการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการสัมภาษณ์บุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแส แบ่งเป็น 2 กลวิธีหลัก ได้แก่ 1) กลวิธีการถาม พบว่ากลวิธีการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 13 กลวิธี และ 2) กลวิธีเสริมการถาม พบว่ากลวิธีเสริมการถามบุคคลสามกลุ่มในปริจเฉทการสัมภาษณ์รายการโหนกระแสมี 14 กลวิธี เมื่อพิจารณาในเชิงเปรียบเทียบพบว่ากลวิธีที่ปรากฏในการสัมภาษณ์บุคคลทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ ผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหาย และบุคคลที่สาม มีทั้งกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสามกลุ่ม กลวิธีที่ปรากฏในบุคคลสองกลุ่ม และกลวิธีที่ปรากฏในบุคคลกลุ่มเดียว ซึ่งมีความถี่ในการปรากฏที่แตกต่างกัน โดยสัมพันธ์กับบทบาทของผู้ให้สัมภาษณ์ที่แตกต่างกัน และการคาดหวังคำตอบจากบุคคลทั้งสามกลุ่มที่แตกต่างกันของผู้สัมภาษณ์
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
อิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีประกันชีวิตต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน, ดวงหทัย วุฒิทวีวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech และศึกษาระดับการยอมรับเทคโนโลยีและแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน โดยวิเคราะห์ความสอดคล้องโมเดลของคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชัน และศึกษาอิทธิพลของคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คนที่ผ่านการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างนี้เป็นผู้บริโภคที่เคยใช้เทคโนโลยี InsurTech ผ่านแอปพลิเคชัน และใช้การวิเคราะห์สมการโครงสร้างและการทดสอบเส้นทางอิทธิพล โดยผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยคุณภาพเทคโนโลยีในภาพรวมมีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ในระดับมาก ( x̄ = 4.16) ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี InsurTech ในภาพรวมในระดับมาก ( x̄ = 4.25) และแนวโน้มการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( x̄ = 4.26) โมเดลคุณภาพเทคโนโลยี และการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech ต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และคุณภาพเทคโนโลยีและการยอมรับเทคโนโลยีการประกันชีวิต InsurTech มีอิทธิพลทางตรงต่อแนวโน้มในการตัดสินใจซื้อการประกันชีวิตผ่านแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
A Chemistry-Transport Model Study For Source Contributions Of Pm2.5 And Its Implications For Southeast Asia Regional Haze Management Policy, Abdul Wahab
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
PM2.5 pollution is a persistent issue in Southeast Asia. In response, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) launched the Second Hazefree Roadmap (2023-2030) to alleviate this issue. This roadmap can be an important institutional measure to reduce PM2.5 pollution regionally; however, it largely centres on biomass burning and does not comprehensively tackle other sources. This study aims to quantify the contributions of three key sectors—biomass burning, transport, and industry—to PM2.5 pollution. In addition, for the focus of Thailand, the study assesses transboundary PM2.5 pollution coming into Thailand. We employ the GEOS-Chem chemistry transport model, a widely used global model …
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Experimental Investigation Of Self-Mixing Interferometric Technique For Displacement Assessment, Dulanjana Anuhas Egodagamage
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The self-mixing interferometric (SMI) technique has proven effective for achieving precise, contactless measurements of submicron displacements. This study aims to further investigate and experimentally assess the capabilities of the SMI technique in displacement sensing. While extensive research has been conducted on the SMI technique for displacement sensing, its performance can still be further explored in scenarios where the target exhibits varying displacement amplitudes and oscillation frequencies. Understanding the limitations and ranges of the SMI technique is crucial for advancing laboratory-based setups into practical applications. An experimental optoelectronic setup was used in this work, employing a semiconductor laser diode module integrated …
The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato
The Influence Of Consumer Perception Of Csr On True Corporation Brand Image And Loyalty, Takumi Kato
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of consumer perceptions of corporate social responsibility (CSR) on brand image and brand loyalty, focusing on True Corporation in Thailand. Data were collected from 204 respondents aged 18 to 54 through an online questionnaire. The findings reveal that True Corporation has established a comprehensive CSR image encompassing customer-oriented, economic-oriented, and community-oriented dimensions. Additionally, consumer perceptions of CSR significantly influence both brand image and brand loyalty.
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
A Market Strategy Analysis Of Doi Kham Company, Cholachai Sirisawat
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This article is conceived with the objective of utilizing data from Doi Kham Food Products Company Limited as the focal point of research. It delves into market narratives and comprehensive market data, as well as the growth trajectory of the company in accordance with the royal initiatives of His Majesty King Bhumibol Adulyadej (King Rama IX). His Majesty's aspirations aimed to alleviate the hardships faced by rural communities in the highlands of Northern Thailand, transitioning towards a company engaged in the production and procurement of agricultural products, supplying both domestic and international markets with stability and concurrent growth in agriculture. …
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Context-Free Grammar Framework For Automatic Shooting Game Enemy Pattern Generation, Nitit Kaweeratanakit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research proposes a framework for generating enemy patterns for SHMUPs game. It is directly based on a grammar derived from the enemy behavior of existing commercial SHMUPs, and implemented using a new description language called "Enemy Pattern Description Language" (EPDL). EPDL contains all information required to construct the enemy, with no requirement of external data content. The language is human-readable and can be connected to any game engine of choice using an EPDL interpreter. The interpreter itself consists of lexer and recursive descent parser. The results shown in this research is implemented in. "rdnh", a private fork of Touhou …
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
การพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สแบบเว็บที่มีระบบสนับสนุนปัญญาประดิษฐ์, สืบพงศ์ น้อยศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้นำเสนอการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สที่มีขีดความสามารถขั้นพื้นฐานครอบคลุมระบบอวาทาร์ ระบบผู้ใช้หลายราย ระบบสื่อสารตามเวลา ระบบการเชื่อมต่อแชตบอต และฉากโลกเสมือนจริงสามมิติที่เหมือนจริง แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ทั้งหน่วยงานภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ผลการทดสอบพบว่าระบบทำงานได้ให้ผลสัมฤทธิ์ที่ดีและมีคุณภาพตามความต้องการใช้งานในทางปฏิบัติ สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างห้องเรียนเสมือนออนไลน์ในโลกเสมือนจริง รองรับระบบการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ทั้งภาพ เสียง และข้อความ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบแชตบอตจากภายนอกได้ผ่านระบบเอพีไอที่พัฒนาขึ้น ผลการทดสอบบนระบบคลาวด์ของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานได้ไม่น้อยกว่า 30 รายพร้อมกัน ผลการทดสอบในเชิงประสบการณ์การใช้งานมีระดับความพึงพอใจในเชิงบวก งานวิจัยและพัฒนาจึงให้ประโยชน์และเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สในวงกว้าง
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
แนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมสำหรับห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น, ศิริวัฒน์ ขันโมลี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในปัจจุบัน และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมของห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหัวหน้าโครงการ หรือครูผู้สอนภาษาอังกฤษในโครงการ และ 2) นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนที่จัดโครงการห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลประกอบด้วย 1) แบบสอบถามลักษณะหลักสูตรรายวิชาฯ 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และ 3) ประเด็นคำถามในการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัย พบว่าหลักสูตรรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในปัจจุบันมีข้อจำกัดในด้านความหลากหลายของเนื้อหา ความซ้ำซ้อนระหว่างระดับชั้น และการไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระดับ CEFR B1 รวมถึงการจัดสื่อ การวัดและประเมินผลที่ขาดมาตรฐาน จากการศึกษาหลักสูตรของต่างประเทศ และข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พัฒนาแนวทางการออกแบบหลักสูตร 5 ด้าน ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์รายวิชาควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน สอดคล้องกับระดับ CEFR B1 เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนในทุกด้านให้พร้อมใช้ในสถานการณ์จริง 2) เนื้อหาในรายวิชาควรมีความหลากหลาย เหมาะสมกับความสนใจของผู้เรียน และตอบสนองความต้องการในการพัฒนาทักษะทางภาษา 3) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เรียนโดยจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ 4) สื่อการเรียนการสอนควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสมและทันสมัย รองรับการเรียนรู้ที่หลากหลาย และส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 5) การวัดและประเมินผลรายวิชาควรมีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกทักษะทางภาษา และอิงตามมาตรฐาน CEFR เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของผู้เรียนและนำไปสู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล
บรรยากาศองค์กรที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง), ศรญา จิตตมานนท์กุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับระดับ ความผูกพันต่อองค์กร และเพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้บรรยากาศองค์กรต่อระดับความผูกพันต่อองค์กร ของข้าราชการ สังกัดสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ส่วนกลาง) โดยจำแนกบรรยากาศองค์กรออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ด้านการติดต่อสื่อสารภายในองค์กร ด้านการมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจ ด้านการใส่ใจต่อพนักงาน ด้านการใช้อำนาจและอิทธิพลในองค์กร และด้านการสร้างแรงจูงใจ ในการทำงาน โดยใช้การเก็บข้อมูลในรูปแบบของแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 193 คน มีระยะเวลา ในการปฏิบัติงานภายในสำนักงานสถิติแห่งชาติ 1 ปีขึ้นไป โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS ในส่วนของผลการวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนาพบว่าการรับรู้บรรยากาศองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับดี และระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ในส่วนของผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ และอายุงาน ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือเพศชายมีความผูกพันต่อองค์กรมากที่สุด รองลงมาคือเพศหญิง และ LGBTQ+ ตามลำดับ ในขณะเดียวกันเมื่ออายุและอายุงานมากขึ้น ก็มีส่วนส่งผล ให้เกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าบรรยากาศองค์กรภาพรวม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์บรรยากาศองค์กรแยกเป็นรายด้านพบว่า มีเพียงด้านการใส่ใจต่อพนักงาน และด้านโครงสร้างองค์กรและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นองค์กรจึงควรให้ความสำคัญในการส่งเสริมบรรยากาศองค์กรที่ดีในการทำงาน อีกทั้งคำนึงถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความหลากหลาย เพื่อให้บุคลากรเกิดความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น
มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์
มาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช, ณัฏฐา สงวนพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อมีมาตรการ หรือแนวคิดริเริ่มเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในประเทศไทยให้เติบโตมากขึ้น เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาวให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ประโยชน์ของธุรกิจดังกล่าวส่งผลกระทบในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (1) ประโยชน์ด้านสุขภาพ สามารถช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ (2) ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ และพลังงาน น้อยกว่าอาหารที่มีส่วนผสมจากเนื้อสัตว์ จึงถือเป็นการประหยัดพลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี (3) ประโยชน์ด้านความมั่นคงทางอาหาร สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนอาหาร เนื่องจากกระบวนการผลิตอาหารทางเลือกจากพืชใช้ทรัพยากรด้านต่าง ๆ น้อยกว่าผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และ (4) ประโยชน์ด้านสวัสดิภาพสัตว์ การรับประทานอาหารทางเลือกจากพืชถือเป็นการคุ้มครองสัตว์ เพราะเป็นการลดการผลิตผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในฟาร์มเอกัตศึกษาฉบับนี้ มีการดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการศึกษาเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล จากหนังสือ บทความ ตำรา วิทยานิพนธ์ เอกัตศึกษา เอกสารสิ่งพิมพ์ หลักภาษีอากร โดยมีการใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ ที่มีบุคคลอื่นได้บันทึกหรือตีพิมพ์เผยแพร่ไว้เกี่ยวกับมาตรการเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาทำการศึกษา เรียบเรียง และวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชจากการศึกษา พบว่า ในปัจจุบัน ไทยยังขาดมาตรการส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชที่ชัดเจนและครอบคลุม เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสิงคโปร์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืชในไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ควรมีการดำเนินการดังนี้ (1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ และกฎหมายเฉพาะเพื่อส่งเสริมอาหารทางเลือกจากพืช: กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน (2) บูรณาการนโยบาย เชื่อมโยงนโยบายด้านอาหารกับนโยบายอื่น ๆ เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง (3) ส่งเสริมด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมธุรกิจอาหารทางเลือกจากพืช ทั้งในส่วนที่ส่งผลกับอาหารทางเลือกจากพืชโดยตรง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับอาหารทางเลือกจากพืช และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีทางอ้อม เช่น การหักค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการวิจัย (4) สร้างความตระหนักรู้ และประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารจากพืช ทั้งต่อผู้บริโภคเอง และต่อสังคมในภาพรวม (5) สนับสนุนเกษตรกร และส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารจากพืชการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีอุตสาหกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่แข็งแกร่ง สามารถแข่งขันในตลาดโลก และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ …
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์, ธรรศปริชณ์ พุทธวรคุณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษา เรื่อง มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคศึกษากรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายสำหรับการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บอท (bot) ซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ โดยศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้คุ้มครองบริโภคได้รับความเป็นธรรม รวมทั้งแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์มีประสิทธิภาพในอนาคตจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการห้ามใช้บอท (bot) ซื้อบัตรคอนเสิร์ตจำนวนมากเพื่อขายต่อในราคาสูงกว่าปกติ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมปัญหาและไม่มีอำนาจลงโทษผู้ที่นำบัตรมาจำหน่ายในราคาสูงกว่าปกติได้ จากการศึกษากฎหมายต่างประเทศพบว่า สหรัฐอเมริกา เช่น รัฐนิวยอร์ก และรัฐแอริโซนานั้นมีกฎหมายการควบคุมการใช้บอท (bot) เป็นเครื่องมือในการซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย เช่น ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบัตรชมการแสดง ปัญหาการนำบัตรชมการแสดงมาขายในราคาที่สูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าสหรัฐอเมริกาได้มีความพยายามที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เช่นมีการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการออกกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมและลงโทษการกระทำที่ใช้บอทในการซื้อบัตรบัตรที่เกินกว่าที่กำหนด นอกจากนี้สาธารณรัฐเกาหลีได้แก้ไขกฎหมายกรณีผู้กระทำความผิดที่ใช้โปรแกรมอัตโนมัติซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตเพื่อจำหน่ายต่อ โดยกำหนดโทษจำคุกและโทษปรับด้วย และมีมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดอีก เช่น การให้บัตรเข้าชมฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ขายบัตรเกินราคา รวมถึงนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ เช่น โปรแกรมป้องกันมาโคร และการเฝ้าระวังการขายบัตร เป็นต้นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สำหรับภาครัฐ ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานการกระทำที่เป็นความผิดผ่านระบบออนไลน์ นอกจากนี้ภาคธุรกิจ(ผู้ประกอบการ) ควรพัฒนาปรับปรุงระบบแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีให้มีความทันสมัย และส่งเสริมกิจกรรมให้บัตรเข้าชมคอนเสิร์ตให้ฟรีแก่แฟนคลับที่รายงานผู้ที่ใช้บอทในการซื้อบัตรและหรือนำบัตรไปเก็งกำไรขายต่อเกินราคาที่กำหนดไว้ ในส่วนของภาคประชาชน (ผู้บริโภค) ควรสร้างความตระหนักรู้ไม่สนับสนุนการใช้บอทในการซื้อบัตร สำหรับข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ควรบัญญัติกฎหมายการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดคำนิยาม “บอทที่ใช้ในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต" ควรกำหนดลักษณะความผิด และบทลงโทษกรณีการใช้คำสั่งบอทในการซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตผ่านระบบออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค และทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรมคอนเสิร์ต
ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์
ธรรมาภิบาลองค์กรกับแนวทางในการปรับใช้ "สิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง" ของสถานประกอบการในประเทศไทย, บวร ตันจิตติวัฒน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อทราบถึงความเป็นมาและสถานการณ์ในปัจจุบันของการคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างในประเทศไทย เพื่อทราบถึงขอบเขตของกฎหมายและแนวทางสากลเกี่ยวกับสิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้าง และเพื่อทราบแนวทางที่เหมาะสมในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างในกฎหมายไทย เนื่องจากการระบาดของไวรัสโคโรนา(โควิด 19) ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน และการขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจผ่านเทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ประกอบการในปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงานร่วมกับการดำเนินการบริหารธุรกิจ รัฐบาลไทยได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับ 8) พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการเพิ่มกฎหมายมาตรา 23/1 ที่เกี่ยวข้องกับการที่นายจ้างให้ลูกจ้างหรือพนักงานสามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ทำงาน มาตรา 23/1 ที่เพิ่มมานี้ในวรรค 3 ได้กล่าวถึงสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง (Right to disconnect) ซึ่งกล่าวถึงหลักการไว้อย่างสั้น ๆ ไม่ได้ระบุแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ทำให้เกิดความหลากหลายในการนำมาใช้ปฏิบัติในองค์กรธุรกิจตามความเข้าใจของนายจ้างซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับลูกจ้าง ดังนั้นจึงควรกำหนดแนวทางในการปรับใช้สิทธิที่ลูกจ้างจะยุติการสื่อสารนอกเวลางานกับนายจ้างให้มีความชัดเจนจากการศึกษาเอกัตศึกษานี้แนวทางในการพัฒนาของกฎหมายไทยในเรื่องสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างมีดังนี้ ควรมีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้างจะถูกบังคับใช้ในองค์กรที่มีจำนวนลูกจ้างตั้งแต่ 50 ตนขึ้นไป ในข้อนี้สามารถอ้างอิงจากเกณฑ์การแบ่งขนาดธุรกิจกันโดยกระทรวงอุตสาหกรรมที่กำหนดว่าองค์กรธุรกิจขนาดกลางจะมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 200 คน และพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 45 ซึ่งวางหลักว่าให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไปสามารถจัดตั้งคณะกรรมการลูกจ้างได้ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ต้องมีการกำหนดขอบเขตของการใช้สิทธินี้ให้มีความชัดเจนมากขึ้นงโดยการนำขอบเขตในการใช้สิทธิของประเทศออสเตรเลียที่ปรับใช้ตามความสมเหตุสมผลของ เหตุผลในการติดต่อ วิธีการติดต่อที่เกิดขึ้น ลูกจ้างได้รับค่าตอบแทน เมื่อลูกจ้างสามารถปฏิบัติงานได้ในช่วงเวลาที่ได้รับการติดต่อ หรือลูกจ้างสามรถทำงานนอกเวลาเพิ่มเติมจากเวลางานปกติ บทบาทกับความรับผิดชอบของลูกจ้างในองค์กร และสถานการณ์ส่วนบุคคลของพนักงาน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุล ได้สัดส่วน เป็นธรรมแก่นายจ้างอีกด้วย มีการกำหนดค่าชดเชยชัดเจนเมื่อมีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างที่จะยุติการสื่อสารนอกเวลางานจากนายจ้าง การกำหนดค่าชดเชยก็ควรให้เป็นไปตามมาตรา 61 62 และ 63 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และเมื่อนายจ้างไม่ชดเชยค่าเสียเวลา นายจ้างจะได้บทลงโทษใโดยอ้างอิงจากมาตรา 144 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สุดท้ายให้นายจ้างยึดหลักธรรมาภิบาลองค์กรซึ่งให้ความสำคัญกับสิทธิของลูกจ้างโดยกำหนดให้เป็นข้อบังคับในการทำงานซึ่งมีผลบังคับใช้กับนายจ้างและลูกจ้าง ในเรื่องความโปร่งใส ที่ทำให้ลูกจ้างเข้าใจสิทธิของตนเองได้ดีขึ้น รวมถึงเรื่องความยุติธรรม ที่ การมีกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นธรรม และการให้โอกาสลูกจ้างได้แสดงความคิดเห็น
แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ
แนวทางการจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อนำไปใช้อุดหนุนรายจ่ายด้านสาธารณสุขของรัฐ : กรณีศึกษาภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล, นันทวัฒน์ อวยสินประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวทางการนำเครื่องมือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะมาใช้เพื่อกันเงินจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุข โดยถึงแม้ว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะมีส่วนสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ต่อผู้บริโภคให้คำนึงถึงโทษจากการบริโภคน้ำตาลตามแนวคิดรัฐผู้พิทักษ์ แต่อย่างไรก็ดี เจตนารมณ์ของภาษีชนิดนี้จะมีความชัดเจนมากขึ้นหากมีกลไกในการจัดสรรเงินภาษีแก่หน่วยงานที่มีภารกิจด้านสุขภาพเหมือนกับกรณีภาษีสุราและภาษียาสูบ ซึ่งในเอกัตศึกษาฉบับนี้จะหยิบยกแนวทางการจัดเก็บและการกันเงินภาษีเครื่องดื่มของประเทศฟิลิปปินส์ และเมืองเบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของประเทศไทยให้เกิดความเป็นธรรมทางภาษีเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพบว่า แนวทางการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถดำเนินการผ่านแนวคิดบันได 3 ขั้น อันประกอบด้วย (1) “การสร้างรากฐานที่มั่นคง" ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลของไทยให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ (2) “การสร้างการยอมรับ" ต่อการนำเครื่องมือกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์มาใช้ในทางปฏิบัติ และ (3) “การมุ่งสู่เป้าหมายที่แข็งแกร่ง" ด้วยการกันเงินจากภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลแก่หน่วยงานด้านสาธารณสุข โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอให้นำแนวคิดการกันเงินภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะแบบอ่อน (Soft Earmarking) มาใช้เนื่องจากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ที่จัดเก็บและค่าใช้จ่ายตามภารกิจด้านสาธารณสุขได้อย่างชัดเจน มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้บังคับเพราะสามารถยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งยังช่วยให้การจัดสรรงบประมาณผ่านพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยในการนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอให้กันเงินภาษีดังกล่าวไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปของเงินอุดหนุนแก่กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ควรสร้างกลไกการถ่วงดุลอำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนนำเงินที่ได้รับไปใช้จ่ายโดยขาดการควบคุม เช่น กำหนดให้กองทุนมีหน้าที่ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์ผ่านการจัดทำรายงานประจำปีและเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็นประจำทุกปี หรือกำหนดให้มีการทบทวนอัตราการนำส่งและเพดานการนำส่งเงินกันเป็นระยะ ๆ
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการซื้อประกันชีวิต, ปุณิกา ธีรทัพเทวัญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ผลกระทบของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย โดยเน้นศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและกระบวนการขายประกันที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกระบวนการก่อนและหลังการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เห็นความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขอบเขตการศึกษาครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึกจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในต่างประเทศ เช่น GDPR ของสหภาพยุโรป และ PDPA ของสิงคโปร์ เพื่อพิจารณาความแตกต่างด้านการปฏิบัติและผลกระทบในบริบทที่หลากหลาย นอกจากนี้ การศึกษายังมุ่งเสนอแนวทางการปรับปรุง PDPA ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยเน้นการลดความซับซ้อนของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ผลการศึกษานี้คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยอย่างยั่งยืน