Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 511 - 540 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

An Analysis Of Thailand’S Military Equipment Procurement From South Korea: Opportunities And Challenges, Waranphat Kiranawat Jan 2024

An Analysis Of Thailand’S Military Equipment Procurement From South Korea: Opportunities And Challenges, Waranphat Kiranawat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines Thailand's strategic military equipment procurement from South Korea, focusing on two pivotal events: the T-50TH Golden Eagle training aircraft and the HTMS Bhumibol Adulyadej frigate. The study investigates the key areas of cooperation and challenges of military equipment procurement between Thailand and South Korea. The study collects data from white papers, defensive analysis, and qualitative data from authoritative sources. Then, the study evaluates the application of defense diplomacy and balance of power theory to explore key areas of collaboration, namely defense technology transfer, joint training, and industrial partnerships, while considering the related challenges, including financial constraints, interoperability, …


Influence Of K-Pop On The Behavior Of Indonesian Fans Towards The Korean Basketball League, Abharina Hizwaty Jan 2024

Influence Of K-Pop On The Behavior Of Indonesian Fans Towards The Korean Basketball League, Abharina Hizwaty

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the influence of K-pop fan culture on the behavior and engagement of Indonesian fans of the Korean Basketball League (KBL). As K-pop expands globally with its emotionally driven and participatory fandom, similar fan practices are increasingly seen in sports fandom. Based on in-depth interviews with 15 Indonesian KBL fans aged 20 to 32, the study investigates how behaviors such as organizing fan projects, creating fan art, fan videos, fanfiction, and collecting merchandise like photocards are applied to the KBL fandom. Many Indonesian KBL fans discover KBL not through traditional sports media but through entertainment-based content such as …


The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen Jan 2024

The Influence Of Korean Reality Shows On Tourism Trends In Southeast Asia: Focusing On Vietnam And Thailand, Hoang Doan Trang Nguyen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the immediate influence of Korean reality shows, which impact has not been thoroughly studied, on tourism trends in Southeast Asia, specifically in Vietnam and Thailand. The research fills the gap in existing literature by investigating the correlation between media studies and tourism, highlighting the role of screening culture in shaping travel behavior, and proposing strategies for Vietnam and Thailand to take advantage of this phenomenon. Employing a nowcasting methodology, the research analyzes online search interest data from Naver Trends for a period of 30 days before and after the broadcast of selected Korean reality show episodes filmed …


แนวทางการส่งเสริมการสื่อสารในยุคดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา ตลาดน้ำบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ, อมฤต จงเสถียร Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมการสื่อสารในยุคดิจิทัลเพื่อการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา ตลาดน้ำบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ, อมฤต จงเสถียร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลของตลาดน้ำโบราณบางพลีทั้ง 6 ด้าน และเสนอแนวทางการพัฒนาการส่งเสริมการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวชุมชนตลาดน้ำโบราณบางพลีให้เกิดความยั่งยืนในยุคดิจิทัล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตผู้ค้าขาย ผู้ดูแลชุมชน และนักท่องเที่ยว รวม 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ผู้ค้าขายในชุมชนส่วนใหญ่ยังใช้วิธีการขายแบบดั้งเดิม แต่ก็มีบางส่วนเริ่มปรับตัวให้มากขึ้นกับวิธีการทางดิจิทัล โดยในภาพรวมของการส่งเสริมการตลาดในปัจจุบัน คือ 1. ด้านโฆษณา มีการทำคลิปวิดีโอลง Facebook แต่ยังมีน้อย 2. ด้านการส่งเสริมการขาย ส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบบริการและลดราคา แต่การใช้ผ่านช่องดิจิทัลยังน้อยอยู่ 3. การขายโดยบุคคล เป็นวิธีหลักที่ใช้ก็คือการพูดและโน้มน้าวในการขายของ 4. การประชาสัมพันธ์ มาจากป้ายและการบอกต่อ 5. การตลาดทางตรง ไม่มีการทำเนื่องจากเป็นวิธีที่เข้าใจยาก และ 6.การตลาดออนไลน์ มีบ้างเฉพาะบางร้านเท่านั้น สำหรับการเสนอแนวทางการพัฒนานั้น เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมความรู้ดิจิทัลในชุมชนเพื่อสร้างพื้นฐานการใช้งาน และขยายการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่


การใช้ เจเนอเรทีฟ เอไอ อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร, นพรุจ นาคบุรี Jan 2024

การใช้ เจเนอเรทีฟ เอไอ อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร, นพรุจ นาคบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ Generative AI อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการเพื่อการตีพิมพ์ของนิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาในกรุงเทพมหานคร อันนำมาสู่การจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการใช้ Generative AI อย่างมีจริยธรรมในการทำวิจัยและการเขียนทางวิชาการ ดำเนินการศึกษาโดยใช้เทคนิควิจัยเชิงปริมาณ สุ่มตัวอย่างด้วยการกำหนดคุณสมบัติแบบเจาะจง (Purposive sampling) มีขนาดกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 125 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ความแตกต่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (t-test Independent) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยการวิจัยครั้งนี้ กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะการใช้ Gen. AI สำหรับการทำวิจัยอยู่ในระดับ “น้อย” เหมือนกันกับการทำบทความวิจัยเมื่อพิจารณาถึงการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม (Ethic) สำหรับการทำวิจัยอยู่ในระดับ “ปานกลาง” เช่นเดียวกันกับการทำบทความวิจัย ในส่วนระดับความรู้และเข้าใจ Gen. AI (Understand) ของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับ “ปานกลาง” แต่ในส่วนของระดับการประเมินผล Gen. AI (Evaluate) อยู่ในระดับ “มาก” ที่สำคัญปัจจัยทางด้านระดับการศึกษา ระดับความรู้และเข้าใจ Gen. AI (Understand) และการประเมินผล Gen. AI (Evaluate) มีผลต่อการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม จึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะให้มีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมส่งเสริมให้มีการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรม โดยแบ่งกลุ่มตามระดับการศึกษา และระดับความรู้และเข้าใจของนิสิตนักศึกษา รวมทั้ง ส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามีทักษะและความสามารถในการประเมินผล Gen. AI โดยเน้นไปในส่วนของความสามารถในการตรวจสอบฐานข้อมูล Gen. AI ที่ใช้สร้างข้อมูลคำตอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นิสิตนักศึกษามีการยอมรับได้ถึงการใช้ Gen. AI อย่างมีจริยธรรมที่ดียิ่งขึ้น


Navigating Culture In School-Based Suicide Prevention: A Study Of Collectivist Values, National Policy, And Help-Seeking Among Seoul’S High School Students, Maria Nikolova Goranova Jan 2024

Navigating Culture In School-Based Suicide Prevention: A Study Of Collectivist Values, National Policy, And Help-Seeking Among Seoul’S High School Students, Maria Nikolova Goranova

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

South Korea’s persistently high youth suicide rate presents an urgent public health challenge, particularly among high school students facing extreme academic pressure and deeply rooted cultural expectations. While the South Korean government has introduced various national mental health policies and school-based initiatives, many adolescents remain reluctant to seek help due to stigma, shame, and fears of burdening others—barriers that are intensified by collectivist cultural values. This study examines how suicide prevention programs in Seoul’s high schools align with national policy goals and address cultural factors influencing adolescent help-seeking behaviour. Using a qualitative, document-based approach, the research analyzes government policies, program …


การออกแบบภาพประกอบโดยใช้หลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา เพื่อสื่อสารข้อมูลทางวิชาการสำหรับกลุ่มนักศึกษาในระดับปริญญาตรี, พลอย นิกะดานนท์ Jan 2024

การออกแบบภาพประกอบโดยใช้หลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา เพื่อสื่อสารข้อมูลทางวิชาการสำหรับกลุ่มนักศึกษาในระดับปริญญาตรี, พลอย นิกะดานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ข้อได้แก่ เพื่อระบุรูปแบบของทัศนธาตุ องค์ประกอบ ระดับความเป็น นามธรรม และวิธีการเล่าเรื่อง สำหรับการออกแบบภาพประกอบเพื่อสื่อสารข้อมูลทางวิชาการ โดยใช้ หลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา (Neuro Design Principles) และเพื่อสร้างแนวทางในการออกแบบภาพประกอบ สำหรับการสื่อสารข้อมูลทางวิชาการ 4 ประเภท ให้แก่นักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยใช้หลักการการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา (Neuro Design Principles) โดยมีคำถามงาน วิจัยว่าจะมีแนวทางอย่างไรในการออกแบบภาพประกอบเพื่อสื่อสารข้อมูลทางวิชาการกับกลุ่มนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยใช้หลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา (Neuro Design Principles) ให้สามารถสื่อสารข้อมูล ทางวิชาการทั้ง 4 ประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถช่วยในการทำ ความเข้าใจ ช่วยให้จดจำ และสามารดึงดูดความสนใจได้จริง ในการตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 การวิจัยนี้ผู้วิจัยได้รวบรวมผลงานภาพประกอบสำหรับให้ข้อมูลทางวิชาการทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ 1). ข้อมูลประเภทเรื่องเล่าไม่ซับซ้อน 2). ข้อมูลประเภทบันทึก เหตุการณ์ อธิบายเหตุการณ์ หรือปรากฎการณ์ 3). ข้อมูลประเภทที่เป็นลำดับขั้นตอน หรือวิธีการ 4). ข้อมูลประเภทการแสดงความเห็นและการประเมินผล ที่ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติมาใช้เป็นกรณีศึกษา เพื่อนำมาระบุความสอดคล้องของวิธีการเล่าเรื่องในงานภาพประกอบ และระดับความเป็นนามธรรม รวมถึงระบุรูปแบบการจัดวางองค์ประกอบ การสร้างลำดับการมอง ดุลยภาพ และการใช้สี ที่มีแนวโน้มจะส่งเสริมให้เกิดความคล่องแคล่วในการเมินผลทางสายตา ตามหลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา เพื่อมาใช้ในการสร้างผลงานต้นแบบ และเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 ความสอดคล้องของวิธีการเล่าเรื่องในงานภาพประกอบ และระดับความเป็นนามธรรม รวมถึงระบุรูปแบบการจัดวางองค์ประกอบ การสร้างลำดับการมอง ดุลยภาพ และการใช้สี ที่ระบุได้จากการวิเคราะห์ผลงานกรณีศึกษา จะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างผลงานต้นแบบสำหรับให้ ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจสอบ และคัดกรอง ก่อนจะนำไปให้กลุ่มเป้าหมายประเมินผล เพื่อหารูปแบบของความคล่องแคล่วในการเมินผลทางสายตา ตามหลักการออกแบบด้วยทฤษฎีประสาทวิทยา การจัดวางองค์ประกอบ การสร้างลำดับการมอง ดุลยภาพ และการใช้สีที่ได้รับการตอบสนองเชิงบวกจากกลุ่มเป้าหมาย มาสรุปเป็นแนวทางในการออกแบบสำหรับการออกแบบเพื่อสื่อสารข้อมูลทางวิชาการสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นนักศึกษาในระดับปริญญาตรี


การศึกษาแนวทางการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งทางอากาศของประเทศไทย, วริศรา สุริยะสิงห์ Jan 2024

การศึกษาแนวทางการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคขนส่งทางอากาศของประเทศไทย, วริศรา สุริยะสิงห์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและวิเคราะห์ศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบินของประเทศไทย ทั้งในเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเน้นสองแนวทางหลักได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของอากาศยาน และการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) โดยใช้หลักเกณฑ์ประเมินของ IPCC ร่วมกับแบบจำลองการประมาณการใช้เชื้อเพลิง โดยเป็นการคำนวณในระดับ Tier 3 ซึ่งครอบคลุมทั้งช่วงการขึ้นลง (LTO) และช่วงขณะทำการบิน (Cruise) การศึกษานี้ได้วิเคราะห์ภาพอนาคตในช่วงปี พ.ศ. 2568–2593 ผ่าน 3 ภาพอนาคตได้แก่ (1) ภาพการเติบโตตามปกติ (Business as Usual, BAU) (2)ภาพ Efficiency and SAF Adoption Scenario (ESS) และ (3)ภาพ Accelerated Decarbonization Scenario (ADS) โดยแต่ละภาพอนาคตมีสมมติฐานที่แตกต่างกันในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพของอากาศยานและสัดส่วนการใช้ SAF โดยในภาพ ESS และภาพ ADS สมมติให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพอากาศยานสูงสุด 15% และใช้ SAF ในสัดส่วน 50% และ 70% ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามลำดับ ในขณะที่ BAU มีการปรับปรุงในระดับต่ำ ผลการศึกษาระบุว่า ภาพอนาคต BAUที่ไม่มีมาตรการเพิ่มเติม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2593 จะอยู่ที่ประมาณ 32 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (million tonnes of CO2 equivalent, MtCO2e) ขณะที่ภาพ ESS และภาพ ADS จะสามารถลดการปล่อยได้เหลือประมาณ 14 MtCO2e และ 9 MtCO2e ตามลำดับ โดยมีการใช้ SAF ประมาณ 5,612 ล้านลิตรในภาพ ESS และ 7,854 ล้านลิตรในภาพ ADS จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า SAF …


The Last Tributary Mission From Siam To China: The Decline Of The Chinese Tributary System And The Rise Of The British Treaty Port System In Siam During The King Mongkut’S Reign, Yifei Xu Jan 2024

The Last Tributary Mission From Siam To China: The Decline Of The Chinese Tributary System And The Rise Of The British Treaty Port System In Siam During The King Mongkut’S Reign, Yifei Xu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Focusing on the historical turning point marked by Siam’s termination of its tributary connections to the Qing China since its last mission dispatched in 1852-53, this study investigates the structural transformation of Sino-Siamese relations under the impact of British colonial order in the mid-nineteenth century, revealing its disintegration during the rise of the modern international order enforced through British colonialism in the Asian maritime space. By clarifying the role of paternalism within the Sino-Siamese tributary framework, examining Britain’s claims brewed from its East India Company’s long-term engagement with China within the Canton trade system, and analyzing the historical shift of …


The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen Jan 2024

The K-Pop Music Industry Strategy For The Development Of The T-Pop Music Industry For Chinese Audience: (A Case Of Gmm), Zenghui Shen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The global success of K-pop has significantly influenced the development of T-pop, especially in terms of production model, artist training, visual aesthetics, and digital marketing strategies. However, despite K-pop's rapid global expansion, T-pop's growth, especially in the Chinese market, remains limited. This study explores how T-pop can borrow successful elements of K-pop's business model to enhance its appeal among young Thai Chinese. The study adopted a mixed methods approach, combining quantitative data obtained through an online questionnaire survey of 396 Chinese university students in Thailand and qualitative insights obtained through interviews with five music industry professionals. The results show that …


นวัตกรรมบริการภาครัฐเพื่อการสนับสนุนภาคเอกชนด้านระบบการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง, วัลล์ธิดา รามสูต Jan 2024

นวัตกรรมบริการภาครัฐเพื่อการสนับสนุนภาคเอกชนด้านระบบการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง, วัลล์ธิดา รามสูต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบประเมินความพร้อม Internal Compliance Program (ICP Readiness Assessment Platform) เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลการค้าสินค้าสองทาง (Dual-Use Items: DUI) ของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดทำระบบ ICP ในภาคเอกชน การศึกษาเชิงปริมาณดำเนินการกับกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถาม 200 ราย โดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA) และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหลัก พบว่ามีปัจจัยสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ (1) การกำกับดูแลกิจการและความเป็นผู้นำ (Corporate Governance and Leadership Oversight: CGLO), (2) กรอบกฎระเบียบภายนอก (External Regulatory Frameworks: ERF), (3) อิทธิพลจากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Influence: SCI), และ (4) แนวโน้มธุรกิจที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรม (Corporate Social Responsibility and Ethical Practices: CSR) นอกจากนี้ การมีระบบ ICP ภายในองค์กรยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบ ICP (Higher Firms’ Performance of ICP)ในส่วนของการศึกษาเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารหน่วยงานรัฐทำให้ได้ข้อค้นพบเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวแปรใหม่อีก 1 ตัว คือ “ผลประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ได้รับจากการเข้าร่วม ICP (Benefits and Privileges of Participating in ICP)” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจจัดทำระบบ ICP ของบริษัทเอกชน ทั้งนี้ ได้มีการพัฒนา แพลตฟอร์มประเมินความพร้อมระบบ ICP (ICP Readiness Assessment …


Assessing Low Carbon Practices Of Thai Sugarcane Cultivation, Sahajanee Thaisonthi Jan 2024

Assessing Low Carbon Practices Of Thai Sugarcane Cultivation, Sahajanee Thaisonthi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research provides a comprehensive analysis of strategies to reduce greenhouse gas (GHG) emissions in Thailand’s sugarcane farming sector through policy scenario planning. Using scenario analysis, the study evaluates potential developments and informs adaptive policy frameworks to enhance the sector's sustainability and resilience. It assesses GHG emissions across Thailand's agricultural sector using data from government reports, academic studies, and industry sources. A structured life cycle framework was applied, focusing on soil preparation, plantation, maintenance, and harvesting stages. Key findings identified the “Clear Sky” scenario as the most promising for emission reduction, proposing policies such as full financial support for low-carbon …


The Effects Of Global Englishes Reading Instruction On Reading Comprehension And Digital Literacy Of Thai Undergraduate Students, Karuna Chuenban Jan 2024

The Effects Of Global Englishes Reading Instruction On Reading Comprehension And Digital Literacy Of Thai Undergraduate Students, Karuna Chuenban

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The digital age has transformed reading, moving beyond print to include diverse multimodal formats, which presents challenges for English as a Foreign Language (EFL) learners due to the growing global diversity of English. This study proposes Global Englishes Reading Instruction (GERI) as an instructional reform to address these complexities. The GERI framework integrates principles from Global Englishes and Language Teaching (Rose & Galloway, 2021), digital literacy (Castek & Manderino, 2017; Spires, 2018; Hobbs, 2013), and EFL reading instruction (Anderson, 2008). A mixed-methods, quasi-experimental design was employed with 50 Thai undergraduate students. Research instruments included a Global Englishes reading comprehension pre-test …


Effects Of Hyflex Instruction Using The Ecrif Method On The Enhancement Of English Speaking Ability Of Thai Upper Secondary School Students, Kittibodee Rubporn Jan 2024

Effects Of Hyflex Instruction Using The Ecrif Method On The Enhancement Of English Speaking Ability Of Thai Upper Secondary School Students, Kittibodee Rubporn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This quasi-experimental mixed-methods study 1) explored the effects of HyFlex (Hybrid-Flexible) instruction using the ECRIF (Encounter, Clarify, Remember, Internalize, Fluently Use) method on the enhancement of English speaking ability of Thai upper secondary students. The study assessed five components of speaking ability: pronunciation, grammar, vocabulary, fluency, and comprehension, and 2) investigated students’ perceptions towards the HyFlex instruction and 3) its modes of instruction: onsite, synchronous online, and asynchronous online. Thirty students participated, completing a B1-level speaking test before and after instruction. Quantitative data from a 4-point Likert-scale questionnaire and qualitative insights from open-ended responses and semi-structured interviews were analyzed. Results …


ต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการประเมินความคุ้มค่าจากการจัดการพลังงานด้านอุปสงค์ กรณีศึกษาธุรกิจศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย, ลัลน์ชยา จิตรชัยธีร์กุล Jan 2024

ต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการประเมินความคุ้มค่าจากการจัดการพลังงานด้านอุปสงค์ กรณีศึกษาธุรกิจศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย, ลัลน์ชยา จิตรชัยธีร์กุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการประเมินความคุ้มค่าจากการจัดการพลังงานด้านอุปสงค์ กรณีศึกษาธุรกิจศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมกระบวนการประเมินความคุ้มค่าจากการจัดการพลังงานด้านอุปสงค์ (Demand Side Management: DSM) สำหรับธุรกิจศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และ Machine Learning ในการพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า ภายใต้บริบทของการมีส่วนร่วมในโครงการ Demand Response (DR) และการใช้พลังงานทดแทน การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเริ่มจากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญจำนวน 9 ท่าน และการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าของธุรกิจศูนย์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า เทคนิค Multi-Layer Perceptron (MLP) ให้ค่าความแม่นยำในการพยากรณ์สูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับเทคนิค LSTM และ ARIMA โดยมีค่า Mean Absolute Percentage Error (MAPE) ต่ำสุด ต้นแบบนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นถูกทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างธุรกิจศูนย์ข้อมูล ผลการทดสอบพบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อเดือน ผ่านการใช้ค่าพยากรณ์เป็น Baseline สำหรับการเข้าร่วมมาตรการ DR และการวางแผนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในด้านการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผู้วิจัยได้พัฒนาซอฟต์แวร์ "Optiwatt" และวางแผนจัดตั้งธุรกิจ Energy Management Solutions Provider (EMSP) โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มในพื้นที่ EEC ผลการวิเคราะห์ทางการเงินแสดงความคุ้มค่าในการลงทุน โดยมีระยะเวลาคืนทุน 3 ปี มูลค่าปัจจุบันสุทธิ 1.24 ล้านบาท และอัตราผลตอบแทนภายในร้อยละ 17.41 ผลการวิจัยนี้มีประโยชน์ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ โดยเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาโมเดลพยากรณ์ที่รวมปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและพลังงานทดแทน อีกทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพลังงานได้จริง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยอย่างยั่งยืน


Development Of A Forest Fire Detection Device Based On Agent-Based Simulation, Teerapat Tappanom Jan 2024

Development Of A Forest Fire Detection Device Based On Agent-Based Simulation, Teerapat Tappanom

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study had three main objectives: to identify the factors influencing forest fire spread, to design and develop a forest fire spread model, and to design and develop a forest fire detection device. The researcher utilized scatter plots, correlation analysis, and multiple linear regression analysis based on climatic data collected from the Chiang Mai Meteorological Station between 1998 and 2021 to investigate the parameters affecting fire spread. A forest fire spread model was developed using an Agent-Based Model (ABM) in AnyLogic 8.8.3 Personal Learning Edition to estimate the burned area under different scenarios with wind directions set to the north …


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ภาคภูมิ เนียมบุญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากไม่มีการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น โดยมีรูปแบบการวิจัยแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของนักเรียนหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาฬสินธุ์ ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีค่าความเที่ยงระหว่าง 0.73 - 0.81 และแบบสัมภาษณ์ผู้เรียนตามพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนเท่ากับ 24.42 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.84 ซึ่งสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลังเรียนไม่สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานมีแนวโน้มของคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นในการวัดแต่ละครั้งทั้งในภาพรวมและตามองค์ประกอบ โดยมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงระดับความสามารถในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น และสามารถแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผลการวิจัยนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการเลือกปัญหาสิ่งแวดล้อมใน การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทด้านสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้เรียน และเป็นปัญหาที่อาศัยกระบวนการหรือผลผลิตที่ผู้เรียนสร้างขึ้นในการแก้ปัญหาได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทดสอบแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีความเหมาะสมได้


การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย Jan 2024

การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา, พรเพ็ญ คงหน่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยการแบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้อง จำนวน 9 ท่าน ประกอบด้วย 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน 3) ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา 3 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบไปด้วย แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตกในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปศึกษาในระดับปริญญาตรี แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ แบบสอบถามนักศึกษาศิลปศึกษาด้านการเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ของนักศึกษาศิลปศึกษาระดับปริญญาตรี ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย นักศึกษาสาขาศิลปศึกษามหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี 20 คน โดยใช้เครื่องมือ ดังนี้ แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ ประกอบไปด้วย การสอนแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Timeline) สัญศาสตร์ (Semiotic) แผนผังความคิด (Mind Mapping) อินโฟกราฟิก (Infographic) วิดีโอ (Video) แบบประเมินคุณภาพเครื่องมือทางทัศนะ แบบประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) SEEART Model รูปแบบแนวคิดเชิงกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างสรรค์ ผ่าน 6 ขั้นตอน ได้แก่ การมองภาพรวมอย่างเป็นระบบ (Structured Overview) การวิเคราะห์และเปรียบเทียบ (Explore and Compare) สรุปและสังเคราะห์ความเข้าใจ (Extract Knowledge) การอภิปราย (Articulate Ideas) การสร้างสรรค์ผลงาน (Reimagine and Create) และการประเมินสะท้อนการเรียนรู้ (Thinking Back) 2) แผนการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่มีต่อความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ณราดล บุตรโสม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี 2) เปรียบเทียบความตระหนักในสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี และ 3) ศึกษาความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมจากผลงานของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจี ประชากรคือนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนขยายโอกาส อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มตัวอย่างงานวิจัยคือนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 ได้มาโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ มีดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 2) แบบวัดความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 3) แบบสอบถามความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.66 – 1.00 มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.71 ค่าอำนาจจำแนกในช่วง 0.22 – 0.49 และ 4) แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อม ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผนเป็นเวลา 24 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน 2567 ทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยที่ได้จากกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) นักเรียนมีความสามารถในการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมหลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) หลังเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มบีซีจีเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมผ่านผลงานที่สร้างขึ้น โดยนักเรียนสามารถเสนอแนวคิดได้อย่างหลากหลาย สามารถให้รายละเอียดพร้อมบอกประโยชน์การใช้งาน และสามารถบอกข้อจำกัดและบอกแนวทางการพัฒนาผลงานของตนเองได้ พร้อมกับใช้วัสดุธรรมชาติหรือวัสดุเหลือใช้ในการสร้างผลงาน


แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์ Jan 2024

แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, วัชราภรณ์ พึ่งโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และ 2) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอน จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน การสอบถามครูผู้สอนรายวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณ สังกัดโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในกรุงเทพมหานคร จำนวน 213 คน และการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนรายวิชาวิทยาการคำนวณ และระยะที่ 2 การนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ จำนวน 3 คน การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จำนวน 21 เรื่อง และการสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยระยะนี้ ได้แก่ แบบบันทึกภาคสนามของครูผู้สอนที่มีผลงานการปฏิบัติที่เป็นเลิศ แบบบันทึกข้อมูลงานวิจัย และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม งานวิจัยนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) สภาพและปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) ด้านการกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ครูเน้นให้นักเรียนสามารถออกแบบขั้นตอนวิธี แต่พบปัญหาในการให้นักเรียนจำแนกข้อมูลทั้งหมดออกเป็นส่วน ๆ (2) ด้านการกำหนดเนื้อหา ครูกำหนดเนื้อหาที่เกี่ยวกับการออกแบบขั้นตอนวิธี และเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงตามช่วงวัยของนักเรียน แต่พบปัญหาการกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับการแยกส่วนประกอบ และการบูรณาการภายในกลุ่มสาระฯหรือรายวิชา (3) ด้านการจัดการเรียนรู้ ครูจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบขั้นตอนวิธี เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ จัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และใช้เทคนิคการตั้งคำถาม แต่พบปัญหาการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถในการแยกส่วนประกอบ การจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการอภิปรายในชั้นเรียน (4) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ ครูใช้สื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ และนิยมใช้สื่อการเรียนรู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ (Plugged) แต่พบปัญหาในการเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย (5) ด้านการวัดและประเมินผล ครูนิยมใช้แบบวัดแบบเลือกตอบ และให้ข้อมูลป้อนกลับแก่นักเรียน แต่พบปัญหาการวัดและประเมินผลที่ต้องเน้นการประเมินกระบวนการมากกว่าการตัดสินที่ผลลัพธ์ 2) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย (1) …


แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล, นวพร อัจฉริยะเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

คุณภาพของครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพและประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ของครูประถมศึกษา งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล และ 2) นำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยนี้ดำเนินการใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ตัวอย่างวิจัยเป็นครูผู้สอนระดับประถมศึกษาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 486 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และระยะที่ 2 การสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ใช้การสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหาและสร้างแนวทางฯ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ทั้ง 7 องค์ประกอบและ 2. ผลการนำเสนอแนวทางส่งเสริมคุณภาพครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล พบว่า ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งผู้ปกครองและหน่วยงานอื่น ๆ มุ่งเน้นการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคลก่อนออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่งเสริมการใช้สื่อเทคโนโลยีและการเฝ้าระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี นำกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในรูปแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อส่งเสริมให้ครูมีกรอบคิดแบบเติบโตโดยผู้บริหารและหน่วยงานต้นสังกัดควรมีการประกาศเกียรติคุณ ยกย่องและให้รางวัลแก่ครูที่มีผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศและเป็นที่ประจักษ์


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี, พงศกร เตชะเสริมวัฒนากุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนการบูรณาการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์และการคิดนอกกรอบร่วมกับปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้างเพื่อส่งเสริมความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตของนักศึกษาปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ ที่พัฒนา ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้เชี่ยวชาญ อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สอนรายวิชาการสร้างสื่อสร้างสรรค์ จำนวน 5 คน และนักศึกษาปริญญาตรี 21 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ที่มีประสบการณ์การใช้ GenAI ในปี พ.ศ. 2565-2567 และตัวอย่างที่ใช้ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ฯ คือ นักศึกษาปริญญาตรี ในรายวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิก ชั้นปีที่ 1 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอน 2) แบบสัมภาษณ์สนทนากลุ่ม 3) รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการซินเนคติกส์ฯ 4) แบบประเมินคุณภาพรูปแบบการเรียนรู้ฯ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ฯ 6) เว็บไซต์เสริมความรู้ 7) แบบสอบความรู้ความชำนาญความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ต 8) แบบประเมินผลงานดิจิทัลอาร์ต 9) แบบบันทึกร่องรอยกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานฯ การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์คะแนนความสามารถสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลอาร์ตโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติทดสอบแบบไม่อิงพารามิเตอร์ Wilcoxon Signed-Rank Test 2) วิเคราะห์พัฒนาการโดยใช้การวัดความเปลี่ยนแปลงสัมพัทธ์ (Relative change score) 3) วิเคราะห์เชิงคุณภาพเกี่ยวกับพัฒนาการทางความคิดสร้างสรรค์จากการใช้รูปแบบฯ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. การศึกษาสภาพการบูรณาการใช้ GenAI พบว่า นักศึกษาตื่นตัวต่อการใช้ GenAI อย่างมาก ใช้เป็นตัวช่วยให้ผลิตผลงานได้เร็วและจำนวนมาก สะท้อนถึงช่องว่างของกระบวนการคิด ผู้เรียนยังขาดทักษะการคิดวิเคราะห์โจทย์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนก่อนการสร้างสรรค์ผลงาน และการใช้ GenAI อย่างเหมาะสม 2. รูปแบบการเรียนรู้ฯ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) โจทย์ท้าทายความคิด 2) กระบวนการซินเนคติกส์และเทคนิคกล่องไอเดีย 3) ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง 4) การบันทึกสะท้อนผล 5) การประเมิน และ 5 ขั้นตอนการเรียนรู้ …


การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์ Jan 2024

การพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับ การเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, จิรัชชา รุ่นประพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บแอปพลิเคชันฯ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาเคมี และผู้เชี่ยวชาญด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้เว็บแอปพลิเคชันฯ ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนนครนายกวิทยาคม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แบบสัมภาษณ์สภาพและความต้องการในการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 2) เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 3) แบบประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 4) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ 5) แบบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการใช้เว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (Dependent Samples T-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปว่า 1. แนวทางการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสืบสอบ 5 ขั้น เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบไปด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เนื้อหา (Content) 2) การออกแบบการเรียนรู้ (Instructional design) 3) การออกแบบระบบ (System design) 4) การวัดและประเมินผล (Assessment) 5) การให้ผลป้อนกลับ (Feedback) 2. ผลการประเมินความเหมาะสมของเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทางวิทยาศาสตร์ฯ ในภาพรวมผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเว็บแอปพลิเคชันมีความเหมาะสมมากที่สุด (M = 4.86, SD = 0.13) 3. ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการหลังเรียน …


Ethical Leadership Development Strategies Of University Faculty Members In Jiangsu, The People's Republic Of China, Wenhao Wu Jan 2024

Ethical Leadership Development Strategies Of University Faculty Members In Jiangsu, The People's Republic Of China, Wenhao Wu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) To study the conceptual frameworks of ethical leadership development and ethical leadership of university faculty members. 2) To study the ethical leadership levels of university faculty members in Jiangsu Province, China. 3) To analyze the strengths, weaknesses, opportunities, and threats of ethical leadership development of university faculty members in Jiangsu Province, China and 4) To develop ethical leadership development strategies of university faculty members in Jiangsu, the People's Republic of China. This study employed a multi-phase mixed methods research design,integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved 562 faculty members and 206 administrators from …


Robot-Assisted Language Learning (Rall) Of Community Of Inquiry Based On Cognitive Flexibility Approach To Enhance Undergraduate Students’ Critical Thinking Skills Andacademic Writing Skills, Vorapon Mahakaew Jan 2024

Robot-Assisted Language Learning (Rall) Of Community Of Inquiry Based On Cognitive Flexibility Approach To Enhance Undergraduate Students’ Critical Thinking Skills Andacademic Writing Skills, Vorapon Mahakaew

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to (1) examine the causal relationships among Community of Inquiry (CoI), Robot-Assisted Language Learning (RALL), and Cognitive Flexibility (CF) on Academic Writing Skills (AWS) and Critical Thinking Skills (CTS); (2) develop a web-based instructional prototype integrating these variables; and (3) evaluate its effectiveness through an empirical intervention. The research was conducted in four phases. Phase 1 employed Structural Equation Modeling (SEM) with 1,134 undergraduate students, confirming significant direct and indirect effects among the variables, with CTS acting as a key mediator. Phase 2 involved the development of a web-based instructional prototype. Phase 3 implemented an 8-week instructional …


การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย, จันทนา ชัยโอภานนท์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย, จันทนา ชัยโอภานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย และเพื่อศึกษาคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษารวบรวมข้อมูลและการออกแบบการจัดการเรียนรู้ โดยเก็บข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 2 ด้าน จำนวน 8 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวคิดลูสพารตส์สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทางด้านศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 5 ท่าน ระยะที่ 2 ระยะทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เด็กอนุบาลชั้นปีที่ 3 หรืออายุระหว่าง 5-6 ปี จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสังเกตพฤติกรรมสะท้อนความคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แบบสํารวจความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวติดลูสพารตส์ แบบบันทึกการสัมภาษณ์ผลงานศิลปะสำหรับเด็กปฐมวัย ตารางแผนการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชุดกิจกรรมศิลปะตามตามแนวคิดลูสพารตส์​ ประกอบไปด้วย วัสดุธรรมชาติที่แตกต่างกัน 7 ชนิด สื่อการสอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ศิลปะตามแนวคิดลูสพารตส์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย มีหลักการ คือ มีวัสดุธรรมชาติที่แตกต่างกันอย่างน้อย 7 ชนิดขึ้นไป มีวิธีการสอนและเนื้อหาการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยวัสดุธรรมชาติที่มีความแตกต่างกันทั้ง รูป กลิ่น ขนาด และผิวสัมผัส พัฒนาทักษะทางด้านความคิดสร้างสรรค์จากกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน ส่งเสริมการคิด วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ชุดกิจกรรมยังสามารถนำไปใช้ประยุกต์ใช้เพื่อสอนแก่โรงเรียนตามบริบทต่าง ๆ ได้อยากหลากหลาย โดยแนวทางในการนำชุดกิจกรรมไปปรับใช้ คือ 1) ปรับเปลี่ยนวัสดุ อุปกรณ์ให้สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน หรือหัวข้อการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง 2) ลักษณะการจัดการเรียนมีวิธีการสอนที่ยืดหยุ่นโดยครูผู้สอนอาจกำกับการสอนและดูแลในช่วงครั้งแรก และเมื่อสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่ามีความรู้ความเข้าใจเพียงพอแล้วสามารถปล่อยให้เด็กได้ทำกิจกรรมได้อย่างอิสระ โดยครูเป็นเพียงผู้สังเกตการและให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น 3) สามารถปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการทำกิจกรรมได้ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนและหัวข้อการเรียนรู้ในแต่ละครั้ง 4) การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง ประเมินจากกระบวนการขณะเด็กทำกิจกรรมและสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ระหว่างการทำกิจกรรม เมื่อวิเคราะห์ด้วยการใช้สถิติ Wilcoxon Signed …


ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนที่มีต่อความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, ก้องเกียรติ กุลสา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนประถมขนาดกลางแห่งหนึ่ง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรสาคร กระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียนในภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวนทั้งสิ้น 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 เครื่องมือ 1)เครื่องมือสำหรับการทดลอง ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนการรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูน 2)เครื่องมือสำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย แบบวัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม และแบบสัมภาษณ์วัดความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย คะแนนเฉลี่ยร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเลือกใช้สถิติแบบไม่อิงพารามิเตอร์ คือ การทดสอบวิโคซอน ซายน์แรงก์ (Wilcoxon Signed-Rank Test) ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์การ์ตูนจัดอยู่ในระดับสูง (2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับคอนเซ็ปต์มีคะแนนความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, โชติวัน แย้มขยาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมตามทฤษฎีการปกป้องภาพลักษณ์สำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการสอนภาษาจีน จำนวน 18 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรม เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และแบบสัมภาษณ์ด้วยวิธีการหวนระลึกผ่านวิดีโอ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การทำความเข้าใจและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพฤติกรรมการสื่อสารของบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ของภาษาและวัฒนธรรม มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความตระหนักในการเลือกใช้ภาษา และปรับตัวสู่การสื่อสารในบริบทที่คู่สนทนาต่างวัฒนธรรมได้ 2) การฝึกฝนการสื่อสารภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งหรือถูกคุกคาม มีส่วนผลักดันการใช้วิจารณญาณในการใช้ภาษา อวัจนภาษาและกลวิธีที่จะแก้ไข ไกล่เกลี่ยเพื่อบริหารความสัมพันธ์ นับเป็นกระบวนการฝึกที่ยกระดับความสามารถในการสื่อสาร 3) การวิเคราะห์องค์ประกอบเฉพาะตัวของบุคคล ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่เป็นปัจเจกและส่งผลต่อพฤติกรรมการสื่อสาร เช่น เพศ สถานะ อาชีพ ช่วงวัย มีส่วนช่วยให้ผู้เรียนได้กรอบแนวทางเพื่อคัดสรรวิธีการสื่อสารและภาษาที่สอดคล้องกับบุคคลโดยไม่เกิดการคุกคามภาพลักษณ์ 4) การตีความความสุภาพที่ อิงตามบรรทัดฐานมารยาททางสังคม ผ่านการวิเคราะห์ถึงความหมายของการแสดงออกทางการสื่อสารทั้งทางตรงและทางอ้อม มีส่วนช่วยให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ลดความคลาดเคลื่อน และรับส่งสารได้ตามเจตนาที่แท้จริง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียน การสอนหลัก 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 เข้าถึงความสัมพันธ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์อัตลักษณ์ปัจเจก ขั้นตอนที่ 3 ก้าวผ่านสถานการณ์คุกคามภาพลักษณ์ และขั้นตอนที่ 4 แบ่งปันกลยุทธ์ชี้จุดพัฒนา 2. ผลการศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการเรียนการสอน พบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการพูดภาษาจีน ข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมและรายองค์ประกอบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการพูดภาษาจีนข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษากลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในภาพรวมและรายองค์ประกอบไปในทิศทางที่ดีขึ้น


การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม Jan 2024

การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาด้วยสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ณัฐกันต์ ขันยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามในวิชาชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออก 4 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 4 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะของสื่อแอนิเมชัน ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบ สร้าง และประเมินสื่อแอนิเมชัน กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และนักเรียนที่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ สื่อแอนิเมชันต้นแบบ และแบบประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชันขั้นตอนที่ 3 นำสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถามไปทดลองใช้ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูชีววิทยา จำนวน 1 ท่าน และนักเรียนที่ไม่มีประสบการณ์เรียนเรื่องการแบ่งเซลล์ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สื่อแอนิเมชันที่ปรับปรุงแก้ไขจากขั้นตอนที่ 1 และ 2 และแบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์ทางชีววิทยาเรื่อง การแบ่งเซลล์ จำนวน 11 ข้อ มีค่าความยากอยู่ในช่วง 0.44 - 0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ที่ 0.61 - 0.90 และค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 และขั้นตอนที่ 4 ประเมินและปรับปรุงสื่อแอนิเมชันแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยคำถาม กลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มเดียวกับที่ทดลองใช้สื่อแอนิเมชันในขั้นตอนที่ 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความพึงพอใจต่อสื่อแอนิเมชัน และบันทึกการสนทนากลุ่มแบบมีโครงสร้างเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อสื่อแอนิเมชัน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย ค่าดัชนีประสิทธิผล การสรุปพรรณา เรียบเรียง และวิเคราะห์สาระ ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมและสอดคล้องของสื่อแอนิเมชัน โดยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 (S.D. = 0.43) และ 4.80 (S.D. = 0.14) ตามลำดับ โดยมีค่าประสิทธิภาพของสื่อ มีประสิทธิภาพ E1/E2 …


ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง Jan 2024

ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนที่แข่งขันกันของครูไทยในข่าวออนไลน์กับหนังสือครูดีในดวงใจ, กฤษณะ ชมภูวง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษากับภาพตัวแทนครูในวาทกรรมข่าวออนไลน์ในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 และวาทกรรมหนังสือครูดีในดวงใจ ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มอย่างมีระบบ ในการเลือกตัวอย่าง ประกอบด้วยตัวบทจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ 3 สำนักพิมพ์ ได้แก่ ไทยรัฐ ผู้จัดการ และข่าวสด ปี 2561-2565 จำนวน 100 ตัวบท และตัวบทจากหนังสือครูดีในดวงใจปี 2561-2562 จำนวน 100 ตัวบท การวิเคราะห์ใช้แนวคิด Textually Oriented Critical Discourse Analysis (TODA) หรือวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์แบบเน้นตัวบทของ Sunderland (2002,2006) และประยุกต์ใช้แนวการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาตามแนวคิด van Dijk (2006, 2009, 2015) และแนวคิดภาพตัวแทน (Representation) ของ Hall (2013)ผลการศึกษา พบภาพตัวแทนครูไทยในข่าวออนไลน์ 6 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ 4.ครูเป็นผู้กระทำความผิดทางเพศต่อนักเรียน 5.ครูเป็นผู้มีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 6. ครูเป็นผู้ที่ควรได้รับความเห็นใจ โดยใช้กลวิธีทางภาษา 10 กลวิธี ดังนี้ 1) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำ 2) การใช้คำอ้างถึง 3) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับการพูด 4) การใช้ถ้อยคำที่ยกมากล่าวใหม่แบบตรงของครูและบุคคลอื่น 5) การอ้างอิง 6) ประโยคที่สัมพันธ์กันแบบเหตุ-ผล 7) ประโยคกรรม 8) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับสภาพ 9) การใช้กระบวนการที่เกี่ยวกับความคิดความรู้สึก 10) ประโยคที่แสดงความสัมพันธ์แบบขัดแย้ง พบภาพตัวแทนครูไทยในหนังสือครูดีในดวงใจ 3 ประเภท ได้แก่ 1.ครูเป็นมากกว่าอาชีพและยึดมั่นในอุดมการณ์ความเป็นครู 2.ครูเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติทางการศึกษาและคุณธรรม 3. ครูเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สร้างศิษย์โดยสมบูรณ์ ซึ่งแม้ว่าภาพดังกล่าวจะมีคำอธิบายและลักษณะที่คล้ายกับภาพในข่าวออนไลน์ แต่มีจุดเน้นและรายละเอียดที่แตกต่างกัน โดยใช้กลวิธีทางภาษาหลัก ได้แก่ การใช้เรื่องเล่า และใช้กลวิธีทางภาษาย่อย 8 กลวิธี ได้แก่ 1) กระบวนการที่เกี่ยวกับการกระทำและความคิดความรู้สึก 2) …