Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 481 - 510 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณิดา ทองไทย Jan 2024

การพัฒนาแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย, วรรณิดา ทองไทย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของภาระงานและเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ 2) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการด้านสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตัวอย่างวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวังทองพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 60 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) ภาระงานการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านทักษะการอ่าน ทักษะการฟัง ทักษะการเขียน และทักษะการพูด 2) เกณฑ์การให้คะแนนภาระงานด้านทักษะการอ่าน ด้านทักษะการฟัง ด้านทักษะการเขียน และด้านทักษะการพูด 3) เกณฑ์การประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนี CVI ดัชนี ICC การวิเคราะห์ repeated measures MANOVA และทฤษฎีการสรุปอ้างอิงความน่าเชื่อถือในการวัด ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาระงานการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพในด้านความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.80-1.00) และมีความเป็นคู่ขนานกัน (CVI = 0.80) ส่วนเกณฑ์การประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพในด้านความตรงเชิงเนื้อหา (CVI=0.60-1.00) และความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน (ICC=0.81-0.96) โดยภาระงานและเกณฑ์การประเมินมีลักษณะครอบคลุม 4 ทักษะทางภาษา ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน และสามารถสะท้อนสมรรถนะการสื่อสารทั้งในด้านไวยากรณ์ การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ภาษาศาสตร์เชิงสังคม และกลวิธีการใช้ได้อย่างชัดเจน2. แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์มีองค์ประกอบ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนนำ ส่วนเนื้อหา ส่วนการประเมินผลงาน และส่วนการนำเสนอผลงาน โดยแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการประเมินสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษมีคุณภาพอยู่ในระดับดี (M = 8.02, SD = 1.40) และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (M = 4.48, SD = 0.51)3. นักเรียนมีพัฒนาการด้านสมรรถนะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านไวยากรณ์หรือโครงสร้าง ด้านการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร และด้านภาษาศาสตร์เชิงสังคม ส่วนด้านกลวิธีการใช้ ยังมีพัฒนาการไม่ชัดเจน …


การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์ Jan 2024

การพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษา ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Deeper และการเสริมต่อการเรียนรู้, ปาณัสม์ ชินเมธีพิทักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลักษณะการใช้และการพัฒนาบอร์ดเกมเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด DEEPER และ Scaffolding 2) เพื่อวิเคราะห์ผลการเปลี่ยนแปลงหลังจากใช้บอร์ดเกมในการส่งเสริมทักษะแก้ปัญหาของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชายระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 คน ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้ต้นแบบบอร์ดเกมได้รับการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 4 คน ผลการประเมินพบว่าต้นแบบบอร์ดเกมมีความเหมาะสมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.81) และแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาและแบบวัดทักษะแก้ปัญหามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับวัตถุประสงค์ (Index of Congruence : IOC) อยู่ที่ช่วงระหว่าง 0.60 – 1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเหมาะสมต่อการใช้งาน การเก็บข้อมูลดำเนินการผ่านการสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหา เพื่อวิเคราะห์ผลการทดลองและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไปผลการศึกษาพบว่า การใช้บอร์ดเกมสามารถส่งเสริมการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในขั้นตอนการระบุปัญหาและการนำเสนอแนวทางแก้ไข ผู้เรียนมีพัฒนาการในด้านการคิดวิเคราะห์ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง ทั้งนี้การเสริมต่อการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างสนับสนุนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนแต่ละราย มีบทบาทสำคัญในการสร้าง “วงจรการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงการสนับสนุนจากภายนอกสู่การคิดภายในของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ แม้ว่าจะยังพบข้อจำกัดด้านการใช้ภาษา การอธิบายเหตุผล และการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง แต่การจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ปัญหา และการแสดงออกอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนมีแนวโน้มพัฒนาแนวคิดและความเข้าใจภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการใช้บอร์ดเกมร่วมกับแนวทางการเสริมต่อการเรียนรู้ ที่เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิผลในการสนับสนุนทักษะการคิดอย่างเป็นระบบสำหรับผู้เรียนที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาการเรียนรู้


การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร Jan 2024

การเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงกับท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น, สุทัตตา เทพบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างการจัดการเรียนรู้ว่ายน้ำท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอลสำหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 32 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 16 คน โดยใช้รูปแบบการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) โดยการทดลองใช้ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการสอนท่ากรรเชียง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนท่าฟรอนต์ครอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาท่ากรรเชียงและท่าฟรอนต์ครอล รวมถึงแบบวัดความสามารถในการว่ายน้ำและแบบวัดความวิตกกังวลในการว่ายน้ำ โดยใช้การทดสอบค่าที (t-test) ก่อนและหลังการทดลองในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลองไม่มีความแตกต่างในคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลในการว่ายน้ำระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่หลังการทดลองกลุ่มทดลองที่ได้รับการสอนท่ากรรเชียงมีการพัฒนาความสามารถในการว่ายน้ำทั้งในทักษะการเตะขา การลอยตัว และการว่ายน้ำ รวมทั้งมีความวิตกกังวลในการว่ายน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนความสามารถในการว่ายน้ำและความวิตกกังวลไม่แตกต่างกันหลังการทดลอง


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์ Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์ที่มีต่อความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, มนัสนันท์ ผาสุขกุลโรจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบ ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบหลังการทดลองระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 40 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.96 – 1.00 และ 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรับผิดชอบ ทั้งหมด 6 ด้าน จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.60 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนน ความรับผิดชอบโดยการทดสอบค่าที (t - test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรับผิดชอบหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามแนวคิดห้องเรียนกลับด้านร่วมกับเทคนิคจิ๊กซอว์สามารถพัฒนาความรับผิดชอบของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้


ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร Jan 2024

ผลการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา, กิตติพงศ์ มาตสาร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสาร ก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษาและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองระหว่างนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 60 คน ที่ได้จากวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) และวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple random sampling) แบ่งเป็นห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ จำนวนนักเรียน 30 คนและห้องเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้รูปแบบปกติ จำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 แผนและแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและสมรรถนะการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารหลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้สุขศึกษาโดยใช้การเรียนรู้ตามสภาพจริงร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสมรรถนะการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษาสูงกว่าการจัดการเรียนรู้สุขศึกษาแบบปกติ


แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย, นลธวัช แซ่ตั้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่องแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางดนตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน และเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยแบ่งเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ที่ทำการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันของวงออร์เคสตราในมุมมองทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยศึกษาผ่านเว็บไซต์หลักของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา โปรแกรมการแสดงประจำฤดูกาลของวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ถูกเผยแพร่โดยวงออร์เคสตราที่ทำการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 33 วง เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แบบบันทึกการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis Form) ต่อมาเป็นการศึกษาแนวทางการส่งเสริมวงออร์เคสตราสู่การเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทางด้านดนตรีในประเทศไทย ศึกษาผ่านผู้ให้ข้อมูลสำคัญในงานวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บข้อมูลวิจัยโดยใช้แนวทางการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของกลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตราประเภทรายบุคคลสามารถแบ่งตามตามช่วงวัยได้ 6 ลักษณะ ได้แก่ 1) ผู้เข้าร่วมในช่วงปฐมวัย 2) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยเรียน 3) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยรุ่น 4) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยทำงาน 5) ผู้เข้าร่วมในช่วงวัยสูงอายุ และ 6) ผู้เข้าร่วมไม่จำกัดช่วงวัย ในบางกิจกรรมจะมีการระบุลักษณะเพิ่มเติมของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการระบุลักษณะที่ชัดเจนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้รู้ว่ากิจกรรมเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อกลุ่มเป้าหมายใด สามารถแบ่งออกมาได้ 9 กลุ่มลักษณะ ได้แก่ 1) กลุ่มนักเรียน 2) กลุ่มนักดนตรี หรือนักร้อง 3) กลุ่มวาทยากร 4) กลุ่มนักประพันธ์เพลง 5) กลุ่มครูผู้สอน 6) กลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษ 7) กลุ่มนักวิชาการ 8) กลุ่มผู้อุปถัมภ์วง และ 9) กลุ่มช่างสร้างเครื่องดนตรี กลุ่มเป้าหมายกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรานอกจากผู้เข้าร่วมที่เป็นบุคคลแล้ว ยังพบกลุ่มเป้าหมายของกิจกรรมของวงยังมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประเภทกลุ่มองค์กรด้วย ได้แก่ 1) สถาบันครอบครัว 2) สถาบันการศึกษา 3) ชุมชน 4) สถานพยาบาล 5) สถานเลี้ยงเด็ก และ 6) งานเทศกาลต่าง ๆ ลักษณะของรูปแบบกิจกรรมทางด้านการศึกษาและการมีส่วนร่วมในชุมชนของวงออร์เคสตรา สามารถสรุปออกมาได้ทั้งสิ้น 5 กลุ่มกิจกรรม ได้แก่ 1) กลุ่มกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดง 2) …


ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี Jan 2024

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, พงศภัค สุวัตถุดี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) และแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 60 คน โดยเป็นนักเรียนกลุ่มทดลองจำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 30 คน ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการทดลอง คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ (IOC = 1.00) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กอายุ 12-17 ปี (IOC = 0.94) และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล (IOC = 1.00) ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดทางอารมณ์และทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา Jan 2024

มุมมองและแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน, กาจก้อง ศศิสัจจา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษามุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศ ไทย และ 2) ศึกษาแนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิง คุณภาพ ศึกษาโดยใช้การสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และรายงานเป็นการบรรยาย และตาราง โดยเก็บ รวบรวมข้อมูลจ​ากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งได้จากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 ท่าน แบ่งตาม ช่วงอายุ 3 กลุ่ม ได้แก่กลุ่ม Gen BB กลุ่ม Gen X และกลุ่ม Gen Y จำนวนกลุ่มละ 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) มุมมองต่อการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโนของผู้เชี่ยวชาญเปียโนในประเทศไทย มีลักษณะ เฉพาะตัวที่หลากหลาย สะท้อนถึงความเป็นปัจเจกของแต่ละบุคคลที่มีแนวคิดแตกต่างกันตามประสบการณ์และรสนิยม อย่างไรก็ตาม ผลการ วิเคราะห์สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของความนิยมในภาพรวมที่สามารถจำแนกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ความหมายของการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่ง ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารผ่านเสียงดนตรีวิธีการแสดงออกซึ่งเน้นที่เสียงเป็นหลักแต่บางส่วนยอมรับบทบาทของท่าทาง การตีความบทเพลง ซึ่งต้อง พิจารณาทั้งความซื่อตรงต่อตัวโน้ต บริบทของบทเพลง และแนวปฏิบัติตามยุคสมัย การมีอารมณ์ร่วมซึ่งควรอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อ ความสามารถในการแสดงออกซึ่งครอบคลุมทั้งปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลและปัจจัยประสบการณ์ทางดนตรีและสิ่งที่บ่งบอกถึงการแสดงออกทางอารมณ์ เช่น ประโยคเพลง จังหวะ ความดังเบา รายละเอียดเสียงและสัมผัส รวมถึงท่าทาง 2) แนวทางการสอนการแสดงออกทางอารมณ์ในการบรรเลงเปียโน ของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความหลากหลายและสะท้อนความเป็นปัจเจกของผู้สอน วิธีการที่ใช้ในการสอนขึ้นอยู่กับลักษณะของบทเพลง และ ประสบการณ์หรือความถนัดของผู้สอนแต่ละคน ทั้งนี้พบว่ามีองค์ประกอบทางดนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ บริบท โครงสร้างเพลง รายละเอียดเสียงและสัมผัส ความดังเบา และประโยคเพลง ด้านวิธีการสอนที่ใช้ มีความหลากหลายรวม 14 วิธี เช่น การอธิบาย การเล่นสาธิต การสอนเทคนิค การให้ฟังเพลง การตั้งคำถาม การเปรียบเปรย และการเล่าเรื่อง โดยพบว่าการสอนในเชิงบรรยายเป็น วิธีการสอนหลักที่ครอบคลุมทุกเนื้อหา แนวทางการสอนของผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้เป็น กลุ่มเน้นเทคนิค และกลุ่มเน้นจินตนาการ นอกจากนี้ยัง พบความแตกต่างทางมุมมองและวิธีการสอนระหว่างรุ่น โดยเฉพาะระหว่างผู้เชี่ยวชาญรุ่น Gen …


การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น, ชญาดา สื่อสุวรรณวิสิฏิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อออกแบบการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น 3) เพื่อนำเสนอการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน และผู้เชี่ยวชาญในการตรวจประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวิจัย จำนวน 15 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนรู้ฯประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) การเข้าใจ (2) การกำหนดปัญหา (3) การระดมความคิด (4) การสร้างต้นแบบ และ (5) การทดสอบ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -11.63 3) ผลการเปรียบเทียบระดับการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกก่อนและหลังเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่า t-test = -16.85 4) ผลการนำเสนอรูปแบบการเรียนรู้ห้องเรียนกลับด้านด้วยปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่า ผลการประเมินรูปแบบอยู่ในระดับ มากที่สุด โดยมีค่า (x̄ = 4.86, S.D. = 0.23) และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันและการรู้ซึ้งถึงความรู้สึก ของนักเรียนมีค่า .812 โดยมีความสัมพันธ์ในระดับสูง


Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen Jan 2024

Exploration Of Global Englishes Orientation On English Textbooks In China, Lin Chen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Given China’s growing global perspective in education and the widespread use of English as a Lingua Franca, this study examined the integration of Global Englishes (GE) principles in senior high school English textbooks. Using a qualitative content analysis, the textual, visual, and auditory elements in three textbooks approved by China’s Ministry of Education were examined. The analysis was guided by Rose and Galloway’s 2018 Global Englishes Language Teaching framework, focusing on six aspects: target interlocutors, ownership, norms, cultures, needs, and assessment criteria. Overall, the findings indicate a GE orientation across all three textbooks, evidenced by the representation of diverse English …


Academic Management Innovation To Foster Teacherpreneur Competency Of Normal University Students In Yunnan Province, China, Dihui Liu Jan 2024

Academic Management Innovation To Foster Teacherpreneur Competency Of Normal University Students In Yunnan Province, China, Dihui Liu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to (1) study the conceptual framework of teacherpreneur competency and academic management and, (2) assess the level of teacherpreneur competency among Normal University Students, (3) analyze priority needs for academic management development to foster teacherpreneur competency, and (4) develop academic management innovation to foster teacherpreneur competency in Normal University Students. A multiphase mixed-methods research design was employed. Phase One evaluated the conceptual framework by 5 experts. Phase Two surveyed 400 students (with an additional 400 respondents: 30 for the pilot study and 370 for exploratory factor analysis). Phase Three collected institutional data from 70 programs (1 director …


การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ Jan 2024

การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน โดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, วิไลภรณ์ วงษ์กิติโสภณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการรูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบฯ ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่าง 2 กลุ่ม 1) นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเขต 1 และ 2 จำนวน 434 คน (Purposive Sampling) ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำคำนวณโดย G*Power 3.1.9.7 สำหรับ Paired-samples t-test เท่ากับ 272 คน ตามเกณฑ์ของ Cohen (1988) 2) ครูผู้สอนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสังกัดสพฐ. เขต 1 และ 2 จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในศึกษาผลการใช้รูปแบบฯ ได้จากเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง จำนวน 30 คน ที่สมัครใจเข้าร่วมแบบอาสาสมัคร (Voluntary Participation) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์ครูแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 4) แบบประเมินรูปแบบการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐานสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5) แบบประเมินทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่มีต่อรูปแบบการอบรมเพื่อส่งเสริมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานโดยใช้อุปกรณ์อัจฉริยะด้วยสถานการณ์จำลองเป็นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนทักษะการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการอบรม โดยใช้สถิติทดสอบ Paired Samples t-test ผลการวิจัยสรุปได้ว่า …


การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ Jan 2024

การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา, ฐาปนวัฒน์ สุขปาละ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษา และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและแนวคิดไมโครเลิร์นนิงสำหรับนักศึกษาที่พัฒนาขึ้น การศึกษาระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จำนวน 434 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นสองขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 35 ข้อ ครอบคลุม 6 องค์ประกอบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวม 0.77 และค่าความเที่ยง 0.86 การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ ส่วนการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต จำนวน 80 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจงและสุ่มแบบแบ่งชั้นตามเพศ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 40 คน โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 1 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษามีระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย กิจกรรม 8 กิจกรรม คือ 2.1) รอบรู้บุหรี่ไฟฟ้า 2.2) แยกแยะสื่อและโฆษณา 2.3) รู้ที่มา เข้าใจข้อมูล 2.4) รู้จักคิด รู้จักปฏิเสธ 2.5) คิดก่อนคลิก เลือกก่อนลอง 2.6) ฉลาดรู้…จัดการตน 2.7) สื่อ..สาร ให้โดนใจ และ 2.8) ภารกิจพลังบวก มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ 0.95 3) ประสิทธิผลของโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนความฉลาดรู้ทางสุขภาพเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าของนักศึกษากลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปผลการวิจัย พบว่า โปรแกรมส่งเสริม ความฉลาดรู้ทางสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มระดับความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ และมี แนวโน้มที่จะนำไปใช้ในการพัฒนากลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิผล


Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che Jan 2024

Academic Management Innovation Based On The Concept Of Meta Skills For Private Higher Education Institutions In Sichuan, China, Chi Che

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of academic management and metaskills, 2) examine the level of meta-skills among students in Sichuan private higher education institutions (HEIs), 3) analyze the priority needs in developing academic management to enhance meta-skills, and 4) develop an academic management innovation to foster meta-skills in private HEIs. This study employed a multi-phase mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The study involved ten private HEIs across Sichuan Province. The instruments used included a meta-skills development questionnaire, academic management evaluation form, expert validation form, and structured interview protocols. Data were analyzed using …


Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang Jan 2024

Inclusive Leadership Development Innovation For University Faculty Members In Chongqing, China, Changjiang Tang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aimed to 1) study the conceptual framework of inclusive leadership and professional development of university faculty members, 2) study the level of inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, 3) analyses the priority needs in professional development to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China, and 4) develop the professional development innovation to enhance the inclusive leadership of university faculty members in Chongqing, China. This study employed a multi-phase mixed-method design, combining quantitative and qualitative data collection. The sample consisted of 17 universities, 366 university faculty members in Chongqing, China. Informants included …


การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร Jan 2024

การพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยเพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอ สำหรับนักเรียนประถมศึกษา, อุษณา พิมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมศิลปะระหว่างวัยที่ส่งเสริมการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา และช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งการวิจัยเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1. ระยะการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และออกแบบชุดกิจกรรม และ 2. ระยะทดลองใช้ชุดกิจกรรม ใช้เครื่องมือวิจัย จำนวน 7 ชุด ได้แก่ 1. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ 2. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนศิลปะในระดับประถมศึกษา 3. แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ระหว่างวัย 4. แบบวัดประเมินการเห็นคุณค่าในอัตลักษณ์ผ้าทอสำหรับนักเรียนประถมศึกษา 5. แบบสังเกตพฤติกรรม 6. แบบสัมภาษณ์การเห็นคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และ 7. แบบสำรวจความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนประถมศึกษา จำนวน 20 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 5 คน ศึกษาโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าเฉลี่ย การหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับการเรียนรู้ หาค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)ผลการวิจัย พบว่า การพัฒนาชุดกิจกรรมประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1. การสานความสัมพันธ์ 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 3. การสร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน และ 4. การบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ผลการใช้ชุดกิจกรรม พบว่า 1. นักเรียนประถมศึกษามีการเห็นคุณค่าอัตลักษณ์ผ้าทอหลังใช้ชุดกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกคน และมีค่าเฉลี่ยคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมอยู่ในระดับมาก (M=4.08) นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่แสดงออกถึงการเห็นคุณค่าใน 3 ระดับ คือ 1) ขั้นการรับรู้ โดยพบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมถามคำถามในกิจกรรม มีความตั้งใจในการทำกิจกรรม รู้จักเลือกเลือกสิ่งที่ชอบในกิจกรรมได้ 2) ขั้นการตอบสนอง โดยพบว่า นักเรียนมีความต้องการตอบคำถามใน ชั้นเรียน ตั้งใจปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย สามารถนำเสนอผลงานได้ และ 3) ขั้นการรู้คุณค่า โดยพบว่า นักเรียนสามารถบอกคุณค่าของ อัตลักษณ์ผ้าทอได้ และสร้างสรรค์คลิปวิดีโอเพื่อเชิญชวนให้ผู้อื่นรู้จักอัตลักษณ์ผ้าทอได้ นอกจากนี้ผลการสะท้อนคิดยังพบว่า นักเรียนมีความสุขและชื่นชอบในการทำกิจกรรมศิลปะที่ออกแบบ 2. หลังใช้ชุดกิจกรรมผู้สูงอายุเกิดการเห็นคุณค่าในตนเองเพิ่มขึ้น …


Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn Jan 2024

Factors Associated With Rabies-Related Behaviors Among Myanmar Migrant Workers In Bangkok Metropolitan Area, Thailand., Amornsit Chavanayarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Rabies is a fatal but preventable viral disease that continues to be a public health concern in Thailand, particularly among vulnerable populations such as migrant workers. Myanmar migrant workers, who often reside in high-risk environments with limited access to healthcare and information, may face increased risk of rabies exposure due to animal bites and inadequate knowledge of prevention measures. This study aimed to determine the proportion of potential rabies exposure and assess the levels of knowledge, attitudes, and practices (KAP) regarding rabies among Myanmar migrant workers in the Bangkok Metropolitan Area. It also examined associations between socio-demographic factors and KAP …


นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์ Jan 2024

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ, วีรินทร์ สันติวรรักษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในยุคปัจจุบันที่โลกเผชิญกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด และอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลสาธารณะซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงจากการลอบทำร้ายและภัยคุกคามทางสังคมจากความขัดแย้ง อุดมการณ์ หรือการก่อการร้าย ในขณะที่เครื่องแต่งกายทั่วไปยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยควบคู่กับภาพลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์สิ่งทอโลหะเทคแวร์ โดยบูรณาการศาสตร์ด้านการออกแบบสร้างสรรค์และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ อาทิ เส้นใยอะรามีดที่มีคุณสมบัติทนความร้อนและแรงกระแทกร่วมกับเส้นใยโลหะที่สามารถต้านเชื้อโรคและขึ้นรูปได้ เพื่อสร้างโครงสร้างผ้าที่สามารถป้องกันวัตถุทำลายล้างและเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้สวมใส่ การทดลองใช้เทคนิคการประกอบผ้าแบบสุญญากาศและการทดสอบแรงกระแทกจากกระสุนปืนแสดงให้เห็นว่าสิ่งทอที่ได้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นการขยายขอบเขตของแฟชั่นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยก้าวสู่ตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ระดับสากล โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายระดับสูงที่ให้ความสำคัญทั้งด้านความปลอดภัยและบุคลิกภาพ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน โดยการวิจัยเรื่อง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์เทคแวร์จากสิ่งทอโลหะสำหรับบุคคลสาธารณะที่มีไลฟ์สไตล์ความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคมเพื่อส่งเสริมตลาดการค้าระหว่างประเทศ เป็นกระบวนการวิจัยรูปแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและปริมาณ (Mix-Methodology) รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลในรูปแบบการทดลอง(Experimental research) โดยมีกระบวนการวิจัยและการสรุปข้อมูลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อหาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์ให้สามารถป้องกันอันตรายจากความเสี่ยงทางสภาพแวดล้อมของสังคมได้: การวิจัยในส่วนนี้ได้นำกระบวนการศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ ทดลอง และทดสอบประสิทธิภาพของวัสดุมาใช้อย่างเป็นระบบ โดยพบว่าสามารถพัฒนาสิ่งทอจากวัสดุโลหะ อาทิ ทองแดงและสแตนเลส ร่วมกับเส้นใยสมรรถนะสูงประเภทอะรามิด (Aramid fiber) ผ่านกระบวนการบีบอัดและซ้อนทับในระบบสุญญากาศ (Vacuum Process) พร้อมเติมน้ำยาเรซิ่นชนิดนิ่มเข้าไปในชั้นของเนื้อผ้า เพื่อเพิ่มความยึดเกาะระหว่างวัสดุแต่ละชั้นให้แน่นหนายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งทอที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อแรงกระแทก และสามารถต้านทานอาวุธมีคมหรืออาวุธที่ก่อให้เกิดความเสียหายในระดับที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติพิเศษในการป้องกันไวรัส โดยเฉพาะไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านความปลอดภัยในบริบทปัจจุบันได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2) เพื่อระบุรูปแบบสไตล์ของกลุ่มเป้าหมายสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความเสี่ยงต่อสภาวะแวดล้อมสังคม: กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ประกอบด้วยบุคคลที่มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมักตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนทั่วไป มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในด้านภาพลักษณ์และอัตลักษณ์เฉพาะตัว งานวิจัยได้นำเครื่องมือ Paper Doll Data Set มาใช้ในการเก็บข้อมูลจากภาพถ่ายบนสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการสังเกตการแต่งกายในสถานที่สาธารณะ เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบด้านการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ในบริบทของ 5 พื้นที่เศรษฐกิจ ได้แก่ ประเทศไทย กลุ่มประเทศในเอเชีย กลุ่มประเทศยุโรป สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศอาหรับ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แม้กลุ่มตัวอย่างจะได้รับอิทธิพลจากแนวโน้มแฟชั่นร่วมสมัยในช่วงเวลาเดียวกัน แต่รูปแบบการแต่งกายกลับมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดตามบริบททางวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของแต่ละภูมิภาค ส่งผลให้การออกแบบสิ่งทอและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างเหมาะสมและรอบด้าน 3) เพื่อหาแนวทางการออกแบบและสร้างสรรค์แบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์สินค้าไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะเทคแวร์: จากข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 และ 2 จึงได้นำมาวิเคราะห์และต่อยอดในการออกแบบแนวคิดการสร้างแบรนด์เครื่องแต่งกายและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งประเภทผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั่วไป ผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกัน และผลิตภัณฑ์เครื่องประดับ พร้อมทั้งกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค จากนั้นจึงพัฒนาคอลเลกชันต้นแบบ โดยอาศัยกระบวนการวิเคราะห์คาแรคเตอร์ของผู้บริโภค เพื่อออกแบบและผลิตชิ้นงานจริงทั้งในรูปแบบผ้าดิบและผ้าสำเร็จ พร้อมจัดทำภาพถ่ายโปรโมทเพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระดับสากล กลยุทธ์การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยของกลุ่มบุคคลสาธารณะ …


Knowledge, Attitude, Utilization Frequency, And Reutilization Of Telehealth Centers For Maternal Care Services Among Pregnant Women And Mothers In Pakistan: A Cross-Sectional Study, Yamna Ghaffar Jan 2024

Knowledge, Attitude, Utilization Frequency, And Reutilization Of Telehealth Centers For Maternal Care Services Among Pregnant Women And Mothers In Pakistan: A Cross-Sectional Study, Yamna Ghaffar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Maternal health in rural Pakistan, especially in Balochistan, faces challenges due to limited access to skilled care and health inequalities. Telehealth offers a promising solution by providing remote antenatal, delivery, and postnatal services. Global and local evidence, including the BRDF Telehealth Center, shows its potential to improve outcomes and bridge service gaps, despite ongoing digital access challenges. The study objective was to evaluate the knowledge, attitudes, and reutilization of the BRDF Telehealth Center in Gandawah among pregnant women and mothers. Methods: A cross-sectional study was conducted at the Balochistan Research and Development Foundation (BRDF) Telehealth Center in Gandawa, Balochistan, …


แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน Jan 2024

แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์จากทุนทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษา อีสาน คิวบิสม์, ภาณุพงศ์ จันทน์ผลิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างเกณฑ์และประเมินกรณีศึกษาอีสาน คิวบิสม์ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการพัฒนาตราสินค้าจากทุนทางวัฒนธรรม 2) ค้นหาภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ 3) วิเคราะห์กลยุทธ์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ เส้นทางประสบการณ์ของผู้บริโภค และจุดสัมผัสของตราสินค้า 4) วิเคราะห์จิตวิทยาของกลุ่มไลฟ์สไตล์ และ 5) กำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม โดยใช้กรณีศึกษา “อีสาน คิวบิสม์” ซึ่งเป็นตราสินค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เซรามิกบนพื้นฐานทุนวัฒนธรรมของภาคอีสาน กระบวนการวิจัยอาศัยแนวทางการตรวจสอบสามเส้าทางทฤษฎี เพื่อสังเคราะห์แก่นแนวคิดร่วมจาก 3 มุมมอง ได้แก่ ภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางตามแนวคิดคิวบิสม์ กลยุทธ์ตราสินค้า ไลฟ์สไตล์ และจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งส่งผลให้ได้ชุดข้อมูลที่สอดคล้องกันในเชิงภาพลักษณ์ ไลฟ์สไตล์ และทัศนคติของผู้บริโภคเป้าหมาย ผลจากการสังเคราะห์ดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดแนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ทางตัวอักษรสำหรับตราสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีรากฐานจากทุนทางวัฒนธรรม ซึ่งถูกรวบรวมและนำเสนอผ่านกระดานบันดาลใจจำนวน 3 แนวทาง ที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะพื้นถิ่นอีสาน ได้แก่ ลวดลายผ้าขิด จิตรกรรมฮูปแต้ม และพระพุทธรูปไม้โบราณ ผู้วิจัยได้นำแก่นแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการออกแบบต้นแบบตัวอักษร ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน 1) การกำหนดตัวแปรการออกแบบ เช่น สไตล์ ความกว้าง น้ำหนัก คอนทราสต์ และพื้นที่ว่างในอักษร 2) การสร้างภาษาภาพของตัวอักษร เพื่อกำหนดส่วนประกอบพื้นฐาน และ 3) การวางโครงสร้างอักษร อย่างมีระบบในด้านสัดส่วน ความสมมาตร และระบบหน่วยประกอบ จากนั้นจึงประยุกต์แบบอักษรดังกล่าวสู่การออกแบบตราสัญลักษณ์และจุดสัมผัสของตราสินค้า ก่อนให้กลุ่มเป้าหมายประเมินความพึงพอใจ เพื่อทดสอบศักยภาพของแนวทางในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia Jan 2024

The Association Between Mental Health, Fear Of Missing Out, And Sleep Quality Among University Students In The Sichuan Chongqing Region, China: A Cross Sectional Study, Yuncheng Jia

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Sleep quality is a critical determinant of health, with poor sleep linked to adverse physical and mental outcomes. Among university students, excessive screen time, social media engagement, and psychological factors like Fear of Missing Out (FoMO) exacerbate sleep disturbances. Despite growing recognition of FoMO’s role in mental health challenges, its direct relationship with sleep quality remains understudied. This study aim to investigates the associations between mental health, FoMO, and sleep quality among university students in China’s Sichuan-Chongqing region, a population highly immersed in digital culture. And provide insight on how sleep quality is shifting in digital era.Methods: A cross-sectional …


การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคม, สกุลยา กรโกวิท Jan 2024

การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคม, สกุลยา กรโกวิท

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิทยานิพนธ์เรื่อง การสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่เกี่ยวกับการหลงลืมตัวตนของคนในสังคมเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ แนวคิด และกระบวนการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ที่สะท้อนภาวะการหลงลืมตัวตนของมนุษย์ในบริบทของสังคมร่วมสมัย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทละครเรื่อง ด็อกเตอร์ ฟาวสตัส (Doctor Faustus) ของคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (Christopher Marlowe) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการที่มีการศึกษาข้อมูลจากเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ เอกสาร ตำรา หนังสือ บทละคร การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์ สื่อสารสนเทศ ประสบการณ์ส่วนตัวของผู้วิจัย และเกณฑ์การสร้างมาตรฐานการยกย่องบุคคลต้นแบบทางด้านนาฏยศิลป์ มาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์สังเคราะห์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ ผลการวิจัยพบว่าได้ทั้งรูปแบบ และแนวคิดดังนี้ (1) รูปแบบการสร้างสรรค์นาฏยศิลป์ ผู้วิจัยสามารถจำแนกตามองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านนาฏยศิลป์ทั้ง 8 ประการ ได้แก่ 1) การออกบทการแสดง สร้างสรรค์ขึ้นจากกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหลงลืมตัวตันทั้ง 6 ประการ ได้แก่ 1) การขาดการสนับสนุนวัยเด็ก (Lack of Childhood Support) 2) ความกดดันจากสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Pressure) 3) การไม่สามารถธำรงภาพลักษณ์ในสังคม (Inability to Maintain Social Image) 4) การขาดความมั่นคงในตัวตน (Lack of Identity Stability) 5) การสูญเสียบทบาท หรือการเปลี่ยนแปลงในชีวิต (Loss of Role / Life Transition) 6) การเปรียบเทียบตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Comparison) และบทละครทั้ง 6 เรื่อง ได้แก่ ได้แก่ บทละครเรื่อง บ้านตุ๊กตา (A Doll's House) โดย เฮนริก อิบเซน (Henrik Ibsen) บทละครเรื่อง เดอะ พิลโล แมน (The …


Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart Jan 2024

Abortion Knowledge And Attitudes Among Undergraduate Students In Bangkok, Thailand Post-Legislative Reform, Thanapond Sukonthachart

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Following Thailand's 2021 legislative reforms to expand legal abortion access, informational barriers remain a challenge. Teachers, a key source of reproductive health information, influence youth abortion decisions. However, safe abortion is not formally included in the training of future educators. Method(s): A quantitative, cross-sectional study was conducted in Bangkok among undergraduate students enrolled in degree programs leading to a teaching qualification at 19 tertiary institutions. Data were collected using a self-administered online questionnaire and analyzed using descriptive statistics, Chi-square tests of association, and multiple linear regression. Result(s): Among 401 respondents, the distribution of knowledge among participants varied: 36.7% exhibited …


Effect Of Web-Based Tools On Knowledge And Performance Among Community Nurses On Diabetes Control At Primary Health Care Level In Myanmar: A Cost-Effective Analysis And Quasi Experimental Study, Kyi Thar Jan 2024

Effect Of Web-Based Tools On Knowledge And Performance Among Community Nurses On Diabetes Control At Primary Health Care Level In Myanmar: A Cost-Effective Analysis And Quasi Experimental Study, Kyi Thar

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Along with rising prevalence, diabetes has emerged as a global public health problem which triggers economic burden, especially among developing countries. Optimizing knowledge and performance of health care workers at primary health care (PHC) level is pivotal for the success of diabetes control programs. Web-based diabetes tools are one of the innovative solutions to improve knowledge and performance among health care providers. However, evidence-based intervention study indicating the effect of web-based tools on diabetes among community nurses has not been conducted in Myanmar before. Objective: This study aimed to demonstrate the integrated effects of web-based diabetes knowledge and diabetes …


Strategy Analysis Of A Hybrid Japanese-Korean Idol Group, “Jo1” And Its Attempt To Succeed In Korean Music Industry, Pitchaya Taecholarn Jan 2024

Strategy Analysis Of A Hybrid Japanese-Korean Idol Group, “Jo1” And Its Attempt To Succeed In Korean Music Industry, Pitchaya Taecholarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to explore the reason behind the formation of the new hybrid, localized version of K-POP and J-POP, JK-POP groups, the term referring to the group with most Japanese members, locally based in Japan, but releasing K-POP-like genre of music produced by Korean production team and occasionally doing promotional activities in South Korea. This article proposes two main research questions: 1) What are the advantages that can be gained from debuting JK-POP groups and are these considered as strong benefits compared to those J-POP or K-POP group without localization strategy? 2) What are the consequences of being stuck …


Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima Jan 2024

Reproductive Health Problems And Factors Associated With Services Used Among Japanese Female Expatriates In Bangkok, Ayaka Nakashima

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Reproductive health (RH) refers to a state of complete physical, mental, and social well-being in all aspects of reproductive system. Strengthening health system’s capacity, particularly through improving health service utilization (HSU), is key to enhancing RH outcomes. Despite services availability, access RH care remains limited. Evidence on RH service utilization (RHSU) among Japanese female expatriates is scarce, especially through the lens of Andersen’s Behavioral Model of Health Service Use (BMSU). This study is aimed to find factors associated with RHSU for dysmenorrhea, premenstrual syndrome (PMS), menopausal symptoms, and contraceptive use among Japanese female expatriates in Bangkok, using BMSU framework. A …


Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu Jan 2024

Institutional Hedging Policies And Strategies Of Asean Under China-Us Rivalry, Rongheng Lu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

With the intensification of the China-US rivalry, as a representative of the collective interests of Southeast Asian countries, ASEAN plays a central role in the regional architecture and it faces a series of structural risks and pressures, raising concerns about its ability to maintain centrality and regional stability. In recent years, scholars have noticed that the regional group presented the signs of hedging, especially the ASEAN. However, there are relatively few studies on ASEAN’s hedging, and current research on this topic remains incomplete, with a lack of consensus on its definition, motivations, and mechanisms. This study aims to analyse the …


Title: Factors Associated With Attitude Towards Safer-Sex Negotiation And Women Empowerment Among Married Women: An Analysis Of 2017-2018 Bangladesh Demographic And Health Survey, Maliha Nawrin Jan 2024

Title: Factors Associated With Attitude Towards Safer-Sex Negotiation And Women Empowerment Among Married Women: An Analysis Of 2017-2018 Bangladesh Demographic And Health Survey, Maliha Nawrin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background:Women's capacity to negotiate safer sexual practices within marriage significantly influences their sexual autonomy and reproductive health outcomes. Despite progressive public health interventions, structural gender inequalities and entrenched cultural norms continue to constrain Bangladeshi women’s empowerment and their negotiation of safer-sex practices. Identifying factors associated with positive attitudes toward safer-sex negotiation is crucial for informing interventions aimed at enhancing women’s reproductive autonomy and promoting gender equity in Bangladesh.Objectives:This study aimed to evaluate the proportion of married women in Bangladesh who exhibit positive attitudes towards safer-sex negotiation, assess socio-demographic characteristics and women's empowerment levels, and examine the associations between these factors …


Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt Jan 2024

Webtoon-Based Transmedia Storytelling And Fan Engagement In The K-Pop Industry: A Case Study Of Enhypen And The Webtoon ‘Dark Moon’, Kay Khine Khin Latt

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the role of webtoons as a transmedia storytelling tool in enhancing fan engagement within the K-pop industry, with a focus on the collaboration between the K-pop boy band ENHYPEN and the webtoon 'Dark Moon'. By applying Henry Jenkins’ transmedia storytelling principles, the Uses and Gratifications (U&G) theory, and Parasocial Interaction (PSI) theory, this study examines how narrative integration across platforms influences emotional attachment, consumption behavior, and motivational factors in fan engagement. Using the webtoon Dark Moon as a case study, the research employs in-depth interviews with 15 key informants from ENHYPEN’s global fan base, alongside contextualization of …


How K-Pop Influences C-Pop's Market Positioning: A Case On Snh48, Meng Wenhao Jan 2024

How K-Pop Influences C-Pop's Market Positioning: A Case On Snh48, Meng Wenhao

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates how K-POP influences the market positioning of C-POP through a detailed case study of the Chinese idol group, SNH48. SNH48 initially adopted the J-POP model from its Japanese counterpart, AKB48, but later transitioned to a K-POP-influenced approach. By analyzing SNH48’s shift from J-POP to K-POP, this research explores the externalization business model employed by Chinese entertainment companies. It delves into how SNH48's market positioning evolved, emphasizing commercial best practices and external collaborations, particularly with South Korean firms. Additionally, the research assesses how political events, such as the 2016 THAAD dispute, influenced these strategic changes. The findings highlight …