Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Articles 211 - 240 of 4613

Full-Text Articles in Entire DC Network

นวดไทย : การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทย, กระจ่างศรี ศรีกระจ่าง Jan 2024

นวดไทย : การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทย, กระจ่างศรี ศรีกระจ่าง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์คุณค่ามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย 2) เพื่อวิเคราะห์การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การศึกษาภาคสนาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย มีคุณค่าด้านจริยศาสตร์ ได้แก่ ความกตัญญู คุณธรรมอันเป็นเครื่องประดับของหมอ มีคุณค่าด้านสุนทรียศาสตร์ ได้แก่ ความประทับใจและความรื่นรมย์ใจ ความภูมิใจและความพึงพอใจ ความรู้สึกอุ่นใจและความปลอดภัย และศิลปะการสื่อความ การสื่อสารด้วยความเข้าใจซึ่งกัน คุณค่าด้านอื่น ๆ ได้แก่ คุณค่าด้านสุขภาพที่สำคัญในการบำบัดและส่งเสริมสุขภาพองค์รวมของมนุษย์ คุณค่าด้านประวัติศาสตร์ จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงความสำคัญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสัมพันธ์ในสังคมไทยที่เน้นการช่วยเหลือและดูแลกันอย่างเรียบง่าย และคุณค่าด้านเศรษฐกิจพัฒนามาเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ 2) การสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทยมีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีการสืบทอดผ่านรูปแบบการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการถ่ายทอดผ่านบรรพบุรุษ หมอพื้นบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน ครูภูมิปัญญาไทย ทั้งยังมีปัจจัยที่เอื้อต่อการสืบทอด 3) แนวทางการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย แบ่งได้ 5 ประเด็น คือ องค์ความรู้ที่คัดสรรเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย ตัวผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย โดยการสืบทอดผ่านครอบครัวและชุมชน สืบทอดโดยการใช้เทคโนโลยี สืบทอดโดยการส่งเสริมจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเล็งเห็นคุณค่าที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน ทั้งยังบูรณาการการสืบทอดกับการพัฒนาการศึกษา อันนำไปสู่ปัจจัยของความสำเร็จในการสืบทอด ศิลปะแห่งการสัมผัส ภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทย


ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ Jan 2024

ความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, อุษา เพียรทวีกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed Method) ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสุ่มแบบโควต้า (Quota Sampling) จำนวน 400 ราย โดยแบ่งเป็นชาวพุทธ 200 ราย ชาวอิสลาม 120 ราย ชาวคริสต์ 60 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 20 ราย และจากวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จำนวน 20 ราย โดยแบ่งเป็น ชาวพุทธ 8 ราย ชาวอิสลาม 6 ราย ชาวคริสต์ 3 ราย และผู้ไม่นับถือศาสนา 3 ราย จากประชากรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยข้อมูลเชิงปริมาณได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติไคสแควร์ (Chi-Square) และนำข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์ร่วมกัน ผลการศึกษาพบว่า ความต้องการในการจัดการหลังความตายส่วนใหญ่ในด้านของการจัดการร่าง (ศพ) คือ ต้องการจัดการในรูปแบบประเพณีนิยมที่เป็นในลักษณะของการฝังหรือการเผา รองลงมาคือ การบริจาคร่างกายเพื่อเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ต่อมาในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับพิธีกรรมศพ พบว่า ความต้องการของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คือ ต้องการจัดการตามแบบศาสนาทุกขั้นตอน รองลงมาคือ ต้องการทำตามแบบทางศาสนาแต่ไม่ต้องการปฏิบัติตามทุกขั้นตอน และในส่วนของการจัดการเกี่ยวกับร่องรอยที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลพบว่า ส่วนใหญ่ต้องการให้ปล่อยบัญชีของตนเองไว้ตามปกติหากจากไปแล้ว ไม่ต้องมีการจัดการใด ๆ รองลงมาคือ ต้องการจัดการด้วยการฝากฝังบุคคลอื่นให้ช่วยดำเนินการปิดบัญชีให้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการในการจัดการหลังความตายของคนเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ ปัจจัยส่วนบุคคลในด้านของ อาชีพและ ระดับการศึกษา ต่อมาคือ ปัจจัยทางศาสนาหรือความเชื่อ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสังคมเมืองในด้านของสิ่งที่ต้องการหรือคาดหวังมากที่สุดเมื่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว


Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling Jan 2024

Diasporic Identity And Integration In Transnational Marriages Between Thai And Foreign Spouses, Caspar Darling

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The purpose of this study is to gain a better understanding of transnational Thai marriages in Thailand and what implications they have on the host society. The research objectives involved analyzing the social practices, level of integration, and social, economic, and political dimensions of this phenomenon. The methodology involved using census data and in-depth qualitative data based on 10 semi-structured interviews with foreign spouses in transnational Thai marriages based in Thailand. My findings revealed four key themes related to the research objectives. They were cultural awareness, the importance of communication, strength of relationship with the in-laws, and raising children. It …


การออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัมตามมาตรฐาน Iso/Iec 12207, กีรติกา ห่อเกียรติ Jan 2024

การออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัมตามมาตรฐาน Iso/Iec 12207, กีรติกา ห่อเกียรติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

โครงงานมหาบัณฑิตนี้มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ของหน่วยงานแห่งหนึ่งให้สอดคล้องกับมาตรฐานไอเอสโอ/ไออีซี 12207 กระบวนการจัดการความรู้นี้นำเสนอสำหรับโครงการที่ใช้ระเบียบวิธีแบบเอจายล์ตามกรอบงานสกรัม พร้อมทั้งได้ออกแบบและพัฒนาระบบการจัดการความรู้ เพื่อสนับสนุนการประยุกต์ใช้กระบวนการจัดการความรู้ภายในองค์กร ระบบที่พัฒนาสามารถให้บริการในการจัดเก็บ ค้นหา และแบ่งปันความรู้จากโครงการต่าง ๆ ขององค์กร อีกทั้งสนับสนุนให้มีการแบ่งปันความรู้เพื่อให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ความสอดคล้องตามความต้องการของผู้ใช้ และช่วยเพิ่มสมรรถนะในการทำงานของทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ การดำเนินงานเริ่มจากการศึกษาแนวคิดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ รวมถึงการวิเคราะห์มาตรฐาน ไอเอสโอ/ไออีซี 12207 เพื่อประเมินและปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ในปัจจุบันของ 2 กิจกรรม ได้แก่ “กิจกรรมที่ 3) การแบ่งปันสินทรัพย์ความรู้ทั่วทั้งองค์กร” และ “กิจกรรมที่ 4) การจัดการความรู้ ทักษะ และสินทรัพย์ความรู้” ในการปรับปรุงกระบวนการนั้นได้นำเสนอ โครงสร้างพื้นฐานกระบวนการ และการนิยามกระบวนการที่ปรับปรุง จากนั้นได้ทำการพัฒนาระบบการจัดการความรู้ ที่สามารถรองรับกระบวนการจัดการความรู้ที่ปรับปรุงแล้ว รวมถึงทวนสอบระบบกับความต้องการเชิงฟังก์ชัน และเพื่อยืนยันว่าระบบสามารถสนับสนุนกระบวนการทำงานของทีมสกรัมตามการนิยามกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ของโครงงานนี้แสดงว่า ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความรู้ภายในองค์กรตัวอย่าง และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์กรอื่น ๆ ที่ต้องการปรับปรุงกระบวนการจัดการความรู้ในบริบทของการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบสกรัม


The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan Jan 2024

The Challenges Of Job-Hopping Motives: A Generation Z Perspective, Anne Marie Tan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Job-hopping is growing at a phenomenal rate amongst the newest cohort to enter the workforce and it comes with great consequences for organisations all over the world. The purpose of this study was to examine the relationships between flexibility and autonomy at work, organizational commitment, psychological safety, and job-hopping motives in a sample population of Generation Z and first jobbers in Bangkok, Thailand. This study uses a cross-sectional correlational design to investigate these relationships and to find significance in their interactions. Data was collected through online surveys and was analysed through regression and sequential mediation analysis. Results reveal that flexibility …


ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม, รุ่งโรจน์ ลีลาบูรณะศักดิ์ Jan 2024

ปัญหาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม, รุ่งโรจน์ ลีลาบูรณะศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม แนวคิดเกี่ยวกับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ลักษณะเฉพาะของดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศในการกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรม โดยการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 และประกาศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมายและมาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป ประเทศเยอรมนี และประเทศจีน เพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยหรือการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ ในการป้องกันและกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เอกสาร (Document Research) เพื่อศึกษา ค้นคว้า และรวบรวมข้อมูลจากเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ จากการศึกษาวิจัยพบว่าการประกอบธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มมีความแตกต่างจากการประกอบธุรกิจทั่วไป เนื่องจากลักษณะเฉพาะและความซับซ้อนของธุรกิจ ทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาและบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าของประเทศไทยเพื่อกำกับดูแลและป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดของธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม กฎหมายการแข่งขันทางการค้าและมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยจึงยังไม่ครอบคลุมและชัดเจนเพียงพอที่จะป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรม ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการประกาศแนวทางแนวทางพิจารณาการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันและกำกับดูแลธุรกิจการให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อก่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานและผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรายอื่น


การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา Jan 2024

การทบทวนมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย, ปลายฟ้า เงินมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทยภายใต้มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มีลักษณะควบคุมอย่างสิ้นเชิง และมีขอบเขตคุ้มครองที่กว้างครอบคลุมทั้งเยาวชนและบุคคลทั่วไป และมาตรการภายใต้มาตรา 32 นั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย อย่างไรก็ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ยังไม่สามารถที่จะควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ดีเนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบการธุรกิจมีวิธีการโฆษณา การสื่อสารทางการโฆษณา และการส่งเสริมการขายที่หลากหลายไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมสถิติของผู้ดื่มแอลกอฮอล์จึงเพิ่มขึ้นแม้จะมีกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รัดกุมในด้านการจำกัดการโฆษณาแล้วก็ตาม นอกจากนี้มาตรการทางตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 นั้นควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้มข้นมากเกินไปและเรื่องขอบเขตของบทบัญญัติที่กว้างเกินไป พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการดำเนินมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีแผนยุทธศาสตร์แอลกอฮอล์ระดับชาติที่เป็นแผนแม่บทในการวางนโยบายจัดการปัญหาแอลกอฮอล์ที่มีการให้อำนาจออกประกาศเพิ่มเติมได้อย่างไม่มีขอบเขต และไม่มีคำจำกัดความหรือแนวทางการตีความที่ชัดเจน ทำให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถตีความ การแสดงชื่อสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายใด ๆ ให้มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารการโฆษณาซึ่งเป็นการตีความที่เป็นโทษต่อประชาชน มาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันนั้นมีลักษณะการจำกัดเสรีภาพด้านการประกอบธุรกิจและด้านการโฆษณา และการแสดงความคิดเห็นของผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการโฆษณาตามมาตรา 32 เนื่องจากมาตราการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพราะเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพ และเสรีภาพในการโฆษณา ทั้งยังไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจ ผุ้วิจัยจึงศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะที่เป็นการกำกับดูแลเพื่อส่งเสริมการโฆษณา เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ในการบริโภคแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงการบริโภคในหมู่ผู้เยาว์ ผุ้วิจัยเสนอให้การกำกับดูแลการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแนวทางข้อจำกัดการโฆษณาด้านต่างๆ เช่น ด้านเนื้อหา ด้านเวลา ด้านสถานที่ และด้านการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่เหมาะสมโดยเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพระราชบัญญัติเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551


ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี Jan 2024

ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณีธนาคารออมสิน โดยศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจากบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุ ธนาคารออมสิน เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาของการบริหารงานพัสดุของธนาคารออมสินจากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องพิจารณาชะลอหรือยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็นจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการต่างๆ และยังไม่สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมาย และระเบียบ ในขณะนั้น ยังไม่รับรองให้สามารถปฏิบัติได้ ประกอบกับการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างจากก่อนมีสถานการณ์โควิด-19 เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ธนาคารออมสินมีการปรับลดอัตรากำลังโดยไม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจะต้องมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับพัสดุ เช่น การกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำจัดสัญญาและการตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่สอดคล้องกับมาตรการลดงานเอกสารขององค์กรอย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดทำและนำเสนองานให้ผู้บริหารอนุมัติในรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบระบบออนไลน์ ทั้งนี้แม้ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ยุติลง องค์กรควรที่จะถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการยอมรับเรื่องการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาหรือขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นอย่างรวดเร็วและกระชับเวลาได้มากยิ่งขึ้น


แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์ Jan 2024

แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และ มีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวม 8 คน โดยมีข้อค้นพบ จากงานวิจัยฉบับนี้ ผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม คือ 1) กิจกรรม โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม 2) การมีส่วนร่วม ความสามัคคีของบุคลากร 3) พฤติกรรม หรืออุปนิสัยของบุคลากร 4) วัฒนธรรมองค์กร 5) ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม 1) ผลผลิต (Outputs) รูปเล่มเอกสารสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน และวิดีทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการดำเนินงาน 2) ผลลัพธ์ (Outcomes) การจัดการความรู้ และ ความเข้าใจการถ่ายทอดองค์ความรู้ 3) ความคุ้มค่า คือการดำเนินงานด้าน การส่งเสริมองค์กรคุณธรรมไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม โดยพบว่า การดำเนินงานตามแผน การขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน ส่งผลให้องค์กรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีคุณธรรมก่อให้เกิดโครงการ กิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายในแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นและ ร่วมดำเนินการโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่มีคุณธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของบุคลากร และได้เกิดผลสัมฤทธิ์การส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนการขับเคลื่อน องค์กรคุณธรรมในองค์กร


ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์ Jan 2024

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายในสังกัดส่วนกลางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมจำนวน 256 คน และประมวลผลข้อมูลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลระดับมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในส่วนของปัจจัยทางด้านภูมิหลังของประชากร พบว่าตำแหน่งงานนิติกรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตำแหน่งงานเจ้าพนักงานธุรการ และในส่วนของปัจจัยจูงใจ พบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านระบบการดำเนินงาน ส่งผลต่อระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นกรมจึงควรมุ่งพัฒนาการสื่อสารนโยบายและการมีคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีความง่ายในการใช้งาน และอาจมีการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบาย และเพื่อทำให้บุคลากรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น


The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal Jan 2024

The Influence Of Youtube Advertising Value On Consumer Responses, Ratanak Sophal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objectives of this research are to explore the values of YouTube advertising—namely entertainment, informativeness, credibility, and irritation—and their influence on consumer responses, including perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Additionally, the study examines the relationships between perceived advertising value, attitude towards YouTube advertising, and shopping intention. Data were collected via an online survey from 291 Thai respondents, aged 18–55 years, who had been exposed to YouTube advertisements. The results show that YouTube advertisements were perceived as neither highly entertaining (M = 2.75), informative (M = 2.99), nor credible (M = 2.89), and were viewed as …


User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi Jan 2024

User Generated Content (Ugc) On Douyin And The Great Wall Cannon Branding Strategy, Runzhi Shi

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study investigates the impact of User-Generated Content (UGC) on brand communication, focusing on the viral "Great Wall Cannon" case on Douyin, a leading short-video platform in China. Existing research predominantly emphasizes Western platforms and lacks in-depth analysis of UGC's role within China's unique cultural and regulatory framework, leaving a gap in understanding its potential for brand marketing. Using qualitative methods, including content analysis, semi-structured interviews, and secondary data review, this research examines how UGC enhances brand visibility, shapes consumer perceptions, and builds emotional connections. The proposed approach highlights the strengths of leveraging Douyin's algorithm-driven content dissemination and authentic user …


การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด Jan 2024

การปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อการส่งออกสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ กรณีศึกษาผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูป, กฤษณะพงษ์ เกตุขุนทด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแนวทางการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกที่เหมาะสมสำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์สำเร็จรูปในประเทศไทย โดยพิจารณาแนวทางการขนส่งหลัก 3 แนวทาง ได้แก่ คลังสินค้าเช่า และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกทั้งหมด คลังสินค้าสร้างเองในโรงงาน และทำการขนส่งด้วยรถบรรทุกควบคู่กับการขนส่งผ่าน สถานีบรรจุและแยกสินค้า กล่องลาดกระบัง (Inland Container Depot: ICD) เพื่อขนส่งด้วยรถไฟไปที่ท่าเรือ การประเมินต้นทุนรวมในช่วงเวลา 10 ปี ดำเนินการภายใต้สมมติฐาน 3 กรณี ได้แก่ กรณีฐาน (Base Case) ที่ปริมาณส่งออกเติบโตปีละ 2%, กรณี High Demand ที่เติบโตปีละ 6% และกรณีที่ต้นทุนปรับตัวตาม Real GDP ที่ 1.8% ต่อปี ผลการศึกษา พบว่า แนวทางที่ 1 มีต้นทุนรวมต่ำที่สุดในกรณี Base Case แต่ไวต่อความผันผวนของต้นทุน ผันแปร แนวทางที่ 2 มีต้นทุนสูงที่สุดที่เกิดจากการลงทุนสร้างคลังสินค้า แต่สามารถรองรับปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการในอนาคตได้ ส่วนแนวทางที่ 3 แม้มีต้นทุนระดับกลางที่เกิดจากก่อสร้างคลังสินค้า แต่สามารถควบคุมต้นทุนด้านการขนส่งได้ในกรณีที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม พบว่ายังมีข้อจำกัดของระบบราง เช่น ความไม่แน่นอนของรอบรถ ตารางรถไฟอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้นทุนแฝงและกระทบต่อความเชื่อมั่น ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการเลือกแนวทางขนส่งที่เหมาะสม และวางแผนการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตของการส่งออกในอนาคต


บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร Jan 2024

บทบาทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Tans) ในการสนับสนุนสิทธิสตรีเกาหลีใต้ ในสมัยประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022-2025), ปิยนุช ชัยสมพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาบทบาทของสหพันธ์สมาคมสตรีเกาหลีใต้ (Korean Women’s Association United – KWAU) ในการร่วมมือกับเครือข่ายการเคลื่อนไหวข้ามชาติ (Transnational Advocacy Networks – TANs) เพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิสตรีในช่วงรัฐบาลของประธานาธิบดียุนซอกยอล (ค.ศ. 2022–2025) โดยใช้กรอบแนวคิด Boomerang Effect ของ Keck และ Sikkink (1998) ในการวิเคราะห์กลไกการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมเมื่อรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน ผลการวิจัยพบว่าแม้ TANs จะเคยเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในอดีต แต่ในบริบทร่วมสมัยของเกาหลีใต้กลับเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งจากกระแสต่อต้านเฟมินิสม์ภายในประเทศ การเผยแพร่ข้อมูลเท็จผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การลดบทบาทของรัฐผ่านการยุบกระทรวงความเท่าเทียมทางเพศ และการโจมตีองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าเป็นกลุ่มแทรกแซงจากต่างชาติ อย่างไรก็ตาม KWAU และพันธมิตรยังสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์โดยหันมาใช้สื่อสร้างสรรค์ การเคลื่อนไหวเชิงวัฒนธรรม และการสื่อสารที่ลดระดับการเผชิญหน้าเพื่อสร้างการยอมรับในระดับรากหญ้า งานวิจัยนี้เสนอให้เสริมพลังกลยุทธ์ Sandwich Effect ซึ่งผสานแรงกดดันจากภายในและภายนอก พร้อมทั้งเสนอให้รัฐ ภาคเอกชน และองค์กรวิชาการมีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมสิทธิสตรีท่ามกลางกระแสอนุรักษนิยมร่วมสมัย


A Robust Form Understanding System Using Graph-Based Neural Network, Chavin Chuangchaichatchavarn Jan 2024

A Robust Form Understanding System Using Graph-Based Neural Network, Chavin Chuangchaichatchavarn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this work, we address the challenge of form understanding in real-world documents affected by OCR noise and layout uncertainty. We introduce TONDFU, a bilingual Thai and English dataset consisting of official documents such as vehicle registrations and utility bills, annotated for entity labelling and entity linking. We also introduce a noisy character feature extractor that captures lexical and spatial patterns to improve the model's robustness against noisy textual content. This feature is integrated with geometric, visual, and semantic features in the graph-based model. Experiments show that the noisy character feature outperforms the frequency histogram baseline, and with pretraining on …


ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว: กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง, ณัฐกร โชติช่วย Jan 2024

ปัญหาและอุปสรรคในการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับนักท่องเที่ยว: กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง, ณัฐกร โชติช่วย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการตรวจสอบสินค้าเพื่อคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) สำหรับนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง โดยเน้นวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลให้กระบวนการดังกล่าวเกิดความล่าช้า อันนำมาซึ่งข้อร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน และแนวทางในการแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อการศึกษาที่ครอบคลุมและชัดเจนผู้เขียนได้แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการสื่อสาร ด้านกฎระเบียบ และด้านเทคโนโลยี งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-Structured Interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ปฏิบัติงาน ณ จุดบริการ VAT Refund หัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 3 และผู้อำนวยการฝ่ายบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรท่าอากาศยานดอนเมือง รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ ผลการวิจัยพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ได้แก่ ความล่าช้าจากกระบวนการตรวจสอบเอกสารและสินค้าซึ่งเกิดจากการขาดการจัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้าของผู้รับบริการ การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังไม่มีความสอดคล้องกัน ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง รวมถึงการขาดการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนให้แก่นักท่องเที่ยว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกำหนดในการคืนภาษี


The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan Jan 2024

The Demand For Thai Language Skills In Thai-Chinese Economic And Trade Relations: A Case Study Of Yunnan Province, Yunheng Yuan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aims to analyze the demand for Thai language skills in economic and trade cooperation between Thailand and Yunnan Province, examine the current status of Thai language training programs in universities and colleges in Yunnan Province, and evaluate whether these programs adequately meet the demand for Thai language skills in the development of economic and trade cooperation. Through research methods like field observation, questionnaires, interviews, and document research, it was found that the economic and trade relations between Thailand and Yunnan Province continue to improve. Meanwhile, the demand for Thai language skills in Yunnan Province significantly increases. However, there …


ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง Jan 2024

ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต


ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน Jan 2024

ความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย, ปุญญิศา ผลพันธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้สุขภาพด้านอาชีวอนามัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานของหน่วยซ่อมบำรุงอากาศยานแห่งหนึ่งในประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างคือช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจำนวน 706 คนโดยไม่มีการสุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยเฉลี่ยอยู่ที่ 143.56±10.54 คะแนน จัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยที่ดี ได้แก่ เพศชาย เมื่อเปรียบเทียบกับเพศหญิง (β= - 3.52; 95%CI: -6.19 ถึง -0.85) อายุงานมากกว่า 11 ปีขึ้นไป เมื่อเปรียบเทียบกับอายุงาน 11-20 ปี (β= 9.68; 95%CI: 8.15 ถึง 11.21) อายุงาน 21-30 ปี (β= 15.45; 95%CI: 13.73 ถึง 17.16) และ และอายุงานมากกว่า 31 ปี (β= 19.43; 95%CI: 17.77 ถึง 21.09) แผนกโรงซ่อม (Hangar) เมื่อเปรียบเทียบกับแผนก Shop maintenance (β= - 4.34; 95%CI: -6.53 ถึง -2.15) และแผนกลานจอด (β= -9.17; 95%CI: -10.59 ถึง -7.76) และการรับทราบนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่รับทราบนโยบายฯ (β= -2.78; 95%CI: -5.50 ถึง -0.06) (p < 0.05) จากผลการศึกษา การสร้างเสริมความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้กลุ่มช่างซ่อมบำรุงอากาศยานควรเน้นทักษะการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรับทราบและมีความเข้าใจเนื้อหาและแนวทางการปฏิบัติที่ตรงกัน เพื่อเพิ่มระดับความรอบรู้ด้านอาชีวอนามัยให้มากขึ้นไปอีก


Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen Jan 2024

Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Lung expandability is crucial for successful pleurodesis in malignant pleural effusion (MPE); however, pleurodesis failure can occur despite meeting expandability criteria. Objectives: To study pleural fluid cytokines as potential biomarkers for predicting lung expandability and pleurodesis outcomes in MPE. Methods: Sixty-eight patients with MPE were enrolled and classified into expandable (n = 34; pleural elastance ≤ 14.5 cmH2O/L or pleural apposition ≥ 75%) and non-expandable (n = 34; pleural elastance > 14.5 cmH2O/L and pleural apposition < 75%) lung groups. Pleural fluid cytokine levels were measured using multiplex assays and compared. Pleurodesis outcomes were assessed in the expandable lung group, and the diagnostic performance of these cytokines in predicting pleurodesis success was evaluated. Results: Pleural fluid cytokine levels, including transforming growth factor-β1 (TGF-β1), did not significantly differ between patients with expandable and non-expandable lungs, nor did they correlate with pleural elastance. However, within the expandable lung group, where 25% of patients experienced pleurodesis failure, TGF-β1 levels were significantly higher in the failure group (median [IQR]: 5,779.83 [3,924.54–9,705.53]) than in the success group (2,598.93 [1,425.35–3,294.35]; p = 0.003). A TGF-β1 cutoff of < 3,743.04 pg/mL demonstrated 90.48% sensitivity and 85.71% specificity for predicting pleurodesis success. Conclusion: Pleural fluid TGF-β1 may predict pleurodesis success in expandable lung, but its limited correlation with lung expandability and pleural elastance suggests complex biological and mechanical interactions.


The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr Jan 2024

The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Medical education in the Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) is limited and supported by only one medical University, the University of Health Sciences. Despite the rising prevalence of neurological disorders, Laos has only nine neurologists and one movement disorder neurologist to care for patients. (Table 1).We implemented a pilot distance training programme to teach the movement disorders curriculum to undergraduate medical students, evaluating its effectiveness in enhancing their understanding and confidence in treating movement disorders. This programme utilised the Chulalongkorn Centre of Excellence for Parkinson’s Disease and Related Disorders curriculum (www.chulapd.org).A six-month distance training programme, integrating synchronous and asynchronous …


The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay Jan 2024

The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: ภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจ็บป่วย อัตราการเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาล วิธีการตรึงกระดูกก่อนผ่าตัดและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ส่งผลกระทบสำคัญต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดและการฟื้นฟู การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมิน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยกับการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดกระดูกสะโพก วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความไม่ด้อยกว่าของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสบายของผู้ป่วย เพื่อศึกษาผลกระทบของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยต่อผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักสูงอายุ วิธีการ: การศึกษาที่ 1 ใช้การทดลองแบบสุ่มที่ควบคุมหลายศูนย์ในผู้ป่วย 97 รายเพื่อเปรียบเทียบรองเท้าบูทรักษาการหมุนกับการดึงผิวหนังในผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหักแบบอินเตอร์โทรแคนเทอริก การศึกษาที่ 2 ศึกษาผู้ป่วยสูงอายุ 60 รายที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบ Bipolar Hemiarthroplasty โดยประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามเกณฑ์ของกลุ่มทำงานในเอเชีย (AWGS) ผลลัพธ์การฟื้นฟูสมรรถภาพถูกประเมินด้วยดัชนี Barthel, การทดสอบ SPPB, คะแนน HHS และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกภายหลัง 3 เดือน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้ Structural Equation Modeling (SEM) ผลการศึกษา: รองเท้าบูทรักษาการหมุนมีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมง และเพิ่มความสบายได้ดีกว่า (คะแนน ICQ: 82.0 เทียบกับ 76.8, p=0.0015) ในขณะที่ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลลัพธ์ทุกด้าน ได้แก่ ดัชนี Barthel (β=−17.53 ...


ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ Jan 2024

ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้


Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon Jan 2024

Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Drug importation is critical for ensuring access to essential medicines in Thailand. However, the current system faces significant challenges, including outdated regulations, inefficient processes, and limited use of modern technology. This study aimed to identify regulatory and operational gaps and propose improvements to enhance the effectiveness of Thailand’s drug importation control. Methods: A two-phase mixed-methods study was conducted in Bangkok from 2019 to 2021. Phase 1 employed the Context, Input, Process, and Product (CIPP) model to analyze content from semi-structured interviews with 19 key informants representing both government and private sectors. In Phase 2, the Multi-Criteria Decision Analysis (MCDA) …


Antibacterial And Anti-Inflammatory Activities Of Herbal Formulas And Its Components: Ya-Kao Formula And The Formula Of Propolis Extract And Hemp Extract, Naruemon Perstwong Jan 2024

Antibacterial And Anti-Inflammatory Activities Of Herbal Formulas And Its Components: Ya-Kao Formula And The Formula Of Propolis Extract And Hemp Extract, Naruemon Perstwong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The COVID-19 pandemic has prompted the Thai government to explore herbal medicines grounded in Traditional Thai Medicine (TTM) knowledge and review literature. Highlighted herbs formula, including Ya-Kao formula and propolis extract, have been recommended as supportive treatments for non-symptomatic COVID-19 patients. Additionally, Cannabis sativa (C. sativa) has gained recognition for its pharmacological properties, such as analgesic effects, pain relief, and anti-SARS-CoV-2 activity. One formula, Ya-Kao, traditionally used for fever relief, is documented in TTM textbook. The second formula is propolis extract (PE) was combined with C. sativa extract (CS). However, the efficacy and effectiveness require further scientific investigation. This study …


Access Of Thai Language And The Social Integration Of Shan Migrants In Chiang Mai, Thailand, Nan Tharaphi Aye Lwin Jan 2024

Access Of Thai Language And The Social Integration Of Shan Migrants In Chiang Mai, Thailand, Nan Tharaphi Aye Lwin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This thesis examines how access to Thai language education influences the social integration of Shan migrants in Chiang Mai, Thailand. Grounded in the 4A Rights-Based Framework (Availability, Accessibility, Acceptability, Adaptability) and Bosswick and Heckmann’s social integration model, the study employs a primarily qualitative approach complemented with mini survey data, migrant case studies, and key informant interviews with educators and CSO leaders. Findings reveal that no single program fully embodies all four components of the 4A Framework. CSO-led programs tend to offer more culturally responsive, flexible, and beginner-friendly learning environments, while formal state-run programs often require prior literacy and are less …


Unpacking The Factors Shaping Long-Term Migration And Livelihoods Of Karen Migrant Workers In Pathum Thani, Thailand, Saw Wai Lu Aung Jan 2024

Unpacking The Factors Shaping Long-Term Migration And Livelihoods Of Karen Migrant Workers In Pathum Thani, Thailand, Saw Wai Lu Aung

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study explores the experiences of long-term Karen migrant workers in Pathum Thani province, Thailand. It includes two primary research questions. The first question examines the factors contributing to their long-term settlement in Thailand, while the second question investigates their livelihood strategies for sustaining their livelihoods over time. The study is conducted in the largest agricultural wholesale product market, known as Talad Thai Market, and its surrounding areas in Pathum Thani province. It employs a mixed-methods approach, combining a survey with case study interviews. The survey includes 100 long-term Karen migrant workers who have worked in the market for at …


The Struggle For Educationamong Somali Refugees In Bangkok, Kochaporn Tohsa Jan 2024

The Struggle For Educationamong Somali Refugees In Bangkok, Kochaporn Tohsa

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The study investigates the multifaceted barriers – legal, institution, social and cultural – hindering Somali refugee children in accessing education in Bangkok, Thailand. Rooted in prolonged political instability and economic constraints in Somalia, which has forced thousands of families to flee their homes throughout Southeast Asia, the study situates the struggles of Somali refugee children within the context of Bangkok’s urban refugee setting. Thailand is home to a large number of undocumented migrants, including a small but growing number of Somali refugee families, despite not being a signatory state to the 1951 Refugee Convention and its 1967 Protocol. These refugee …


การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล Jan 2024

การพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (Pim-Bhikkhu), พัชรินทร์ ประภัสสรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนารายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมสำหรับพระภิกษุอาพาธสูงอายุ (PIM-BHIKKHU) โดยใช้เทคนิคเดลฟาย และเปรียบเทียบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมซึ่งประเมินโดยเกณฑ์ที่พัฒนาขึ้นกับ Beers ปี 2023 และ STOPP version 3 ปี 2023 วิธีการศึกษา: ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อพัฒนารายการ PIM-BHIKKHU โดยใช้เทคนิคเดลฟายกับผู้เชี่ยวชาญรวม 18 คน ประกอบด้วยแพทย์และเภสัชกร ระยะที่ 2 การศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางย้อนหลัง โดยทบทวนรายการยาของพระภิกษุอาพาธที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และรับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยมีรายการยาที่ได้รับร่วมกันอย่างน้อย 5 รายการ จากโรงพยาบาลสงฆ์ ผลการศึกษา: จากกระบวนการเดลฟาย 2 รอบในระยะที่ 1 ได้ข้อยุติเกณฑ์ PIM-BHIKKHU จำนวน 89 รายการยา/กลุ่มยา ในระยะที่ 2 จากพระภิกษุอาพาธสูงอายุ 225 รูป พบความชุกของการใช้ยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมตามเกณฑ์ Beers ปี 2023, STOPP version 3 ปี 2023 และ PIM-BHIKKHU ปี 2024 เท่ากับร้อยละ 60.0, 45.33 และ 86.7 ตามลำดับ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ทั้งนี้ ความชุกของการใช้ PIMs สูงกว่าในกลุ่มอายุ ≥75 ปีเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุ 65–74 ปีในทุกเกณฑ์ สรุป: รายการยาที่มีแนวโน้มไม่เหมาะสมที่พัฒนาขึ้น มีความจำเพาะกับบริบทของพระภิกษุอาพาธสูงอายุนิกายเถรวาทในประเทศไทย ทั้งนี้ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อประเมินประสิทธิผลทางคลินิกเมื่อมีการใช้ในในเวชปฏิบัติจริง


Reckoning Movement Parties: In-Depth Analysis Of Movement Engagement And Development Perspective From The Indonesian Labour Party, Margianta Surahman Juhanda Jan 2024

Reckoning Movement Parties: In-Depth Analysis Of Movement Engagement And Development Perspective From The Indonesian Labour Party, Margianta Surahman Juhanda

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the Indonesian Labour Party (ILP) as a significant case study of movement parties in Southeast Asia's democratic landscape. The research investigates how the ILP, emerging from grassroots organizations and trade unions, navigates the complex relationship between social movements and formal political representation. Following recent changes in Indonesia's electoral threshold regulations, this study employs qualitative methodology, including in-depth interviews, to analyze the party's development trajectory and its engagement with social movements. Particular attention is paid to intergenerational dynamics within the party, examining how ideological perspectives and activism strategies differ between younger and older members. The research aims to …