Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 181 - 210 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
การใช้แสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม คาดการณ์การใช้น้ำประปาของประเทศไทย, เจษฎายุทธ ไกรนรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้นำเสนอการใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายแสงไฟในเวลากลางคืนจากดาวเทียม (Night time light) และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียม มาเปรียบเทียบความสัมพันธ์กับการใช้น้ำประปา (ปริมาณน้ำจำหน่าย) ของจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย โดยวิธีการหาความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม เปรียบเทียบกับ ความสัมพันธ์ของปริมาณน้ำจำหน่าย กับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัด (GPP) จำนวนประชากรรายจังหวัด (POP) โดยการประยุกต์ใช้โปรแกรม QGIS แปลงข้อมูลจากดาวเทียม ได้แก่ ค่าแสงไฟในเวลากลางคืน (NTL) ค่าพื้นที่เมือง (URBAN) และค่าอุณหภูมิพื้นผิวในเวลากลางวัน (TEMP_DAY) ออกมาเป็นตัวเลขค่าเฉลี่ยรายจังหวัด เมื่อนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำจำหน่ายกับข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม พบว่าข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมสามารถใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลจากภาครัฐได้ค่อนข้างดี คือสามารถใช้เป็นตัวได้จำนวน 3 กลุ่มจังหวัด คิดเป็นร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าแสงไฟในเวลากลางคืน และข้อมูลอื่น ๆ จากดาวเทียมสามารถนำมาเป็นตัวชี้วัดและนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการขยายระบบประปาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำสำคัญ: แสงไฟในเวลากลางคืน (Nighttime Light), การใช้น้ำประปาของประเทศไทย
การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์
การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึกเพื่อการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ : การประยุกต์โมเดลซีเอ็นเอ็นร่วมกับอาร์เอ็นเอ็น, ธีรวิชญ์ คะรานรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน 2) เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก และ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ การวิจัยแบ่งเป็น 3 ตอน ตอนที่ 1 การวิเคราะห์ภาษามือไทยที่ครูใช้สื่อสารกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียน ตัวอย่างวิจัยคือครูการศึกษาพิเศษในโรงเรียนสอนคนหนูหนวก เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามความถี่การใช้งานประโยคภาษามือ และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ตอนที่ 2 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้การเรียนรู้เชิงลึก ตัวอย่างวิจัยคืออาสาสมัครที่มีความสามารถในการใช้ภาษามือ การวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้โมเดลการเรียนรู้เชิงลึก convolutional neural network (CNN) ร่วมกับ recurrent neural network (RNN) จำนวน 4 โมเดล ในการพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยจำนวน 20 ประโยค โดยใช้ข้อมูลจากวิดีโอที่ถ่ายทำกับอาสาสมัคร จากนั้นเปรียบเทียบประสิทธิภาพของโมเดลโดยพิจารณาจากความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย เพื่อนำโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไปใช้ประเมินประสิทธิภาพของโมเดลในการจำแนกประโยคภาษามือในภาพรวมและในแต่ละประโยคโดยใช้ค่า accuracy precision recall และ F1-score ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ผลการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยเพื่อสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ตัวอย่างวิจัยคือนิสิตครู เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามการใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทย และวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาษามือที่ใช้ในชั้นเรียนมักเป็นประโยคที่สั้นและกะทัดรัดมากกว่าภาษาพูด และภาษามือที่ใช้มากที่สุดจัดอยู่ในหมวดการเสริมแรง 2) การพัฒนาโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้โมเดล EfficientNetB0 ร่วมกับ GRU สามารถจำแนกประโยคภาษามือได้มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งในด้านความถูกต้อง ขนาดของโมเดล เวลาที่ใช้ในการฝึกสอนโมเดล และเวลาที่ใช้ในการทำนาย และ 3) การประเมินประสิทธิภาพของโมเดลรู้จำภาษามือไทยโดยใช้ข้อมูลชุดทดสอบ โมเดลมีค่า accuracy เท่ากับ 0.78 ค่าเฉลี่ย precision เท่ากับ 0.79 ค่าเฉลี่ย recall เท่ากับ 0.78 และค่าเฉลี่ย F1-score เท่ากับ 0.78 โดยประโยคที่โมเดลสามารถจำแนกได้ดี ได้แก่ พร้อมยัง เข้าใจ และรู้ไหม และประโยคที่โมเดลจำแนกได้ไม่ดี ได้แก่ งานสวย ทำได้ไหม และถูกหรือผิด 4) การใช้โมเดลรู้จำภาษามือไทยสามารถช่วยสนับสนุนการสื่อสารระหว่างนิสิตครูกับนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ในระดับปานกลาง
เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชินของน้ำมันในลาวจากกรุงเทพฯสู่สะหวันนะเขตและเวียงจันทน์: พลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ลาว เมื่อน้ำมัน - มนุษย์กลายเป็นแรงปรารถนาในการพัฒนา, สิทธา พสุทันท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพลังงานน้ำมันในฐานะ “สิ่งกระทำทางประวัติศาสตร์” (Historical Actant) ที่มีส่วนร่วมสำคัญต่อเส้นทางประวัติศาสตร์การพัฒนาของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยนำเสนอประวัติศาสตร์ในรูปแบบ “เส้นทางที่ (ไม่) คุ้นชิน” [Path-(Non)-Dependence] เพื่อขยายความเข้าใจจากกรอบประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง วิทยานิพนธ์นี้ใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีวัตถุนิยมใหม่ (New Materialism) และจิตวิเคราะห์ของฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan’s Psychoanalysis) เพื่ออธิบายน้ำมันในฐานะวัตถุแห่งความปรารถนา (Object of Desire) ที่ฝังอยู่ในแนวทางการพัฒนาแบบรัฐสมัยใหม่ของลาว การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การศึกษาเอกสาร การเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงชาติพันธุ์วรรณนาในเมืองสะหวันนะเขตและเวียงจันทน์ การร่วมเดินทางขนส่งน้ำมันจากจังหวัดระยอง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าน้ำมันจากไทยผ่านโครงสร้างชายแดนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าน้ำมันไม่เพียงเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ แต่ยังร่วมขีดเขียนประวัติศาสตร์ผ่านการประกอบร่วม (Assemblage) กับหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ โครงสร้างชายแดน อำนาจ และผู้คนที่เกี่ยวข้อง วิทยานิพนธ์นี้จึงเสนอให้การศึกษาพลังงานเป็นการศึกษาสังคม เพื่อเข้าใจความพัวพันระหว่างพลังงาน น้ำมัน และรัฐชาติในฐานะสภาวะร่วมการพัฒนาของสังคม
The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya
The Impact Of Art Therapy On Empathy Development In Thai Adolescents, Baitoey Charoenpitaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This qualitative research aimed to explore how the embodied mandala method, grounded in the Embodiment–Projection–Role (EPR) framework and the concept of the mandala as a dramatic structure of the mind, can support the development of empathy in Thai adolescents. The study involved ten participants aged 13–15 who engaged in expressive arts activities across six sessions. Data were collected through structured written interviews, reflection notes, and artwork, and analyzed thematically. Two key themes emerged: (1) Emotional Echoes: Knowing Through Feeling (affective empathy), and (2) Beyond Distance: Bridging Self and Other (cognitive and affective empathy). Findings indicated that the embodied mandala method …
Barriers To Smart Irrigation Technologies Adoption In The Thailand Agricultural Sector, Mahroo Aghaabbasi
Barriers To Smart Irrigation Technologies Adoption In The Thailand Agricultural Sector, Mahroo Aghaabbasi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study identifies the barriers hindering the adoption of smart irrigation technologies in the Thai agricultural sector. Utilizing three categories: innovation characteristics derived from the Diffusion of Innovation theory, innovation determinants, and the consequences of agricultural digitalization derived from the literature reviews, this research conducts a mixed method, including qualitative and quantitative approaches through surveys of 210 farmers and interviews with 2 non-adopter farmers, 2 adopter farmers, 3 institutional experts, 2 technology providers, and 2 NGO and farmer organization specialists. The quantitative analysis reveals that financial, informational, institutional, and technological barriers, including high installation and maintenance costs, lack of knowledge, …
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Interdisciplinary Research Collaboration In Digital History: Impact Of Classification On The Evaluation Of Publications, Papatsara Arsa
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The interdisciplinary nature of digital history presents challenges in retrieving and evaluating publications within scholarly communities. This research investigates the impact of classification on the evaluation of digital history research, collaboration patterns, and barriers to interdisciplinary collaboration. The study employs a scoping review of 109 publications from academic online databases and interviews with fifteen experts from eleven countries. Findings reveal that digital history can be identified within the academic landscape through distinct characteristics of scholarly communication, including publication venues, researcher affiliations, natural and controlled vocabularies, information-seeking behaviors, and publication practices. The study employs a pragmatist perspective, analyzing metadata to conceptualize …
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Temperature Control In The Steam Methane Reformer Using Model Predictive Control Based On A Neural Network Model, Rasiq Dipta Alkindi
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hydrogen is a critical energy vector, and magnetic heating reactors represent a promising production technology where current-induced magnetization raises system temperature. Due to the nonlinear and complex thermal dynamics, this study applies a hybrid Echo State Network (ESN) and Long Short-Term Memory (LSTM) model to capture system behavior, combining ESN’s nonlinear dynamic identification with LSTM’s ability to learn long-term dependencies. Hyperparameters were optimized for best performance at 30 reservoir nodes, 0.5 spectral radius, 0.9 connectivity, batch size 4, 50 LSTM units, and 60 epochs. The ESN-LSTM models with 3-input and 4-input feature sets were tested on three winding coil geometries …
Do Regulatory Announcements Still Cause Price Volatility? : A Pre- And Post-Msr Analysis Of The Eu Ets, Pornnapat Kuleung
Do Regulatory Announcements Still Cause Price Volatility? : A Pre- And Post-Msr Analysis Of The Eu Ets, Pornnapat Kuleung
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines whether the introduction of the Market Stability Reserve (MSR) has changed how the EU Emissions Trading System (EU ETS) responds to regulatory policy announcements affecting EUA supply and demand. Using event study and volatility analysis, it compares 81 events across Pre-MSR (before 2019) and Post-MSR (after 2019) periods.Cumulative abnormal returns (CARs) are estimated via a mean-adjusted model and tested using Welch’s t-test. Volatility is assessed through a GARCH(1,1) model, with structural differences evaluated using a Likelihood Ratio Test and a bootstrap test.Findings show that the MSR has reduced overreaction and volatility in specific contexts—particularly during recurring supply-related …
นวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร, ทัศวรรณ คำทองสุข
นวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร, ทัศวรรณ คำทองสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาระดับทักษะแบบตัวทีของนักเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียน สำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครและ 4) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียนสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ (Multiphase Mixed Method Design) แบ่งเป็น 5 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการและกรอบแนวคิดทักษะแบบตัวที ประเมินกรอบแนวคิดโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ระยะที่ 2 ศึกษาระดับทักษะแบบตัวทีตามการรับรู้ของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู จำนวน 357 คน ระยะที่ 3 ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าฝ่ายวิชาการ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หัวหน้ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร จำนวน 2,124 คนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 4 ศึกษาแนวทางการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีโดยศึกษาจากสถานศึกษาที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน 3 โรงเรียน ระยะที่ 5 การพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวที ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน ประเมินนวัตกรรมการบริหารวิชาการที่ส่งเสริมทักษะแบบตัวทีของนักเรียน โดยการสนทนากลุ่ม จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ใช้ในแต่ละระยะประกอบด้วย แบบประเมินระดับทักษะแบบตัวที แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของนวัตกรรมต้นแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอนและ (3) ด้านการวัดและประเมินผล 2) ระดับทักษะแบบตัวทีของนักเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครตามการรับรู้ของครูผู้สอนที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ทักษะภาวะผู้นำ ( = 4.15, S.D. = 0.58) …
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
กลยุทธ์การสื่อสารตราสินค้าบุคคลของนักดนตรีกลางคืนและปัจจัยในการต่อยอดทางอาชีพ, ณัฐชภัค เทศน้อย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างและสื่อสารตราสินค้าบุคคล ของนักดนตรีกลางคืนเพื่อการต่อยอดทางอาชีพ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มกับนักดนตรี 10 คน ที่แบ่งเป็นกลุ่มนักดนตรีในผับที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ และ ผู้ทรงอิทธิพลระดับมาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ บนช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์ สร้างแบรนด์ผ่าน ความเป็นมืออาชีพและทักษะการแสดงสดที่โดดเด่น ขณะที่กลุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับ มาโครอินฟลูเอ็นเซอร์ เน้นภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและจริงใจโดยใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐาน ทั้งสองกลุ่มใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยใช้ช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต๊อก เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การจ้างงาน มากกว่าสร้างรายได้โดยตรง การสร้างตราสินค้าบุคคลที่แข็งแกร่งจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อยอดอาชีพของนักดนตรีกลางคืน ในยุคดิจิทัล ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ควบคู่ไปกับความสามารถทางดนตรี
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
การศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน, ศุภธิดา ผลแย้ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 19 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการหรือผู้บริหารด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน แพทย์เวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน คณะกรรมการหลักสูตรหรืออาจารย์ผู้สอนในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านเวชศาสตร์การบิน จำนวน 3 คน หัวหน้าพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 4 คน และพยาบาลเวชศาสตร์การบินหรือลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแบบสอบถามแบบปลายเปิด และแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรวบรวมความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน 2) นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาและนำมาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าระดับความสำคัญ 3) นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามประมาณค่าความสำคัญมาคำนวณค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันความคิดเห็นอีกครั้ง ผลการวิจัย พบว่า บทบาทพยาบาลเวชศาสตร์การบิน ประกอบด้วย 6 บทบาท ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลเวชศาสตร์การบินจำนวน 16 ข้อ 2) ด้านผู้จัดการนิรภัยการบินและนิรภัยภาคพื้น จำนวน 8 ข้อ 3) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง จำนวน 16 ข้อ 4) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 11 ข้อ 5) ด้านผู้นำการทำงานเป็นทีม การจัดการ และการให้คำปรึกษา จำนวน 18 ข้อ และ 6) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ จำนวน 11 ข้อ
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
การวิจัยและพัฒนาแนวทางสำหรับหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม โดยใช้การวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม, ธีรยุทธ สัจจะบุตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สมรรถนะพหุวัฒนธรรมเป็นหัวใจสำคัญสำหรับครูในการจัดการเรียนการสอนภายใต้บริบทของห้องเรียนที่ผู้เรียนมีความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน การวิจัยในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน แนวโน้ม และทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร 2) เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมด้วยวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และ 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรม การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาสภาพทั่วไปและทิศทางของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 1) วิเคราะห์สภาพทั่วไปของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมจากเอกสารหลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 35 หลักสูตร 2) สังเคราะห์คุณลักษณะของตัวแทรกแซงที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมคุณลักษณะพหุวัฒนธรรมของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จากบทความวิจัยทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 18 บทความ และ 3) การวิเคราะห์แนวโน้มและทิศทางการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตร จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมเพื่อนำไปใช้เป็นหลักคิดในการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ตัวอย่างวิจัยเป็นผู้ใช้หลักสูตรครุศาสตร์ จำนวน 61 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างซึ่งพัฒนามาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยระยะที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม และระยะที่ 3 เป็นการจัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมโดยสังเคราะห์มาจากข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ซึ่งแนวทางการพัฒนาได้รับการวิพากษ์ความเป็นไปได้และประเมินความเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของการส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในหลักสูตรครุศาสตร์มีการดำเนินการอย่างไม่เป็นระบบและขาดความชัดเจน หลักสูตรส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาด้านวิชาการและเทคโนโลยีการศึกษา ถึงแม้ว่าคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะปรากฏอยู่บ้างในวัตถุประสงค์และผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังแต่ยังไม่ได้กำหนดให้ชัดเจน ประกอบกับการขาดกลไกสนับสนุนในเชิงระบบส่งผลให้การส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมขึ้นอยู่กับความตื่นตัวของผู้สอนมากกว่าการถูกกำหนดให้เป็นองค์ประกอบหลักในระดับหลักสูตร 2. กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่ได้จากการวิเคราะห์วาทกรรมพหุวัฒนธรรม คือ 1) ควรมุ่งเน้นการสร้างเจตคติที่เปิดกว้างต่อความหลากหลาย พร้อมทั้งออกแบบระบบการเรียนรู้ให้เน้นการมีส่วนร่วม การลงมือปฏิบัติจริง และปลูกฝังสมรรถนะพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบในทุกช่วงชั้นปี 2) ควรออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สัมพันธ์กับผลลัพธ์การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เน้นการแลกเปลี่ยนเชิงความแตกต่างทางวัฒนธรรม รวมถึงการออกแบบรายวิชาให้มีกิจกรรมกลุ่มที่คละพื้นฐานของนิสิตอย่างเป็นระบบ ตลอดจนจัดให้มีการเผชิญกับประสบการณ์ภาคสนามที่เน้นผู้เรียนจากหลากหลายวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมด้วยกิจกรรมสะท้อนผลการเรียนรู้เพื่อยกระดับจากประสบการณ์ส่วนตัวสู่การตระหนักรู้ทางวิชาชีพ และ 3) พัฒนารูปแบบการประเมินผลที่ตอบสนองต่อกระบวนการปฏิสัมพันธ์ที่ตระหนักรู้ในความแตกต่างหลากหลาย 3. เอกสารแนวทางการพัฒนาหลักสูตรเพื่อส่งเสริมสมรรถนะพหุวัฒนธรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นสื่อกลางเชิงนโยบายและการปฏิบัติที่เชื่อมโยงระหว่างข้อเสนอเชิงวิชาการและแนวทางการพัฒนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับสถาบันทั้งในด้านการออกแบบหลักสูตร การบูรณาการพัฒนาสมรรถนะพหุวัฒนธรรมผ่านเนื้อหารายวิชา วิธีการจัดการเรียนรู้ การประเมินผล ตลอดจนการใช้เป็นกรอบสำหรับการกำหนดทิศทางของนโยบายการผลิตครูที่ตอบสนองต่อสังคมพหุวัฒนธรรมในอนาคต
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Evaluating The Severity Of Disc Herniation : A Comparative Analysis Of Standing Spine Radiographs And Mri Findings, Suttinont Surapuchong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objective: The degree of spinal canal compromise in lumbar disc herniation (LDH) significantly influences treatment outcomes. Although magnetic resonance imaging (MRI) remains the gold standard for assessing LDH severity, limited access in primary and secondary care settings can delay diagnosis and referral. This study aimed to determine whether radiological parameters observed on standing spine radiographs can predict the severity of LDH and support timely referral for advanced care. Methods: In this retrospective cross-sectional study, patients diagnosed with LDH who underwent both standing whole-spine radiographs and lumbar MRI between June 2014 and January 2024 were included. Radiographic parameters evaluated included disc …
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Participatory Training On Health Literacy To Improve Body Composition Among Female Overweight And Obese-High School Students, Phatthalung Province, Thailand : A Quasi Experimental Study, Chamaiporn Thongphet
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Children and adolescents aged 5-19 over 340 million were overweight and obese, the prevalence has risen dramatically. Overweight and obesity are linked to more deaths worldwide than underweight. Using health literacy-focused strategies, the intervention was robust in achieving reductions for participants of varying health literacy status. This study aimed to evaluate the effect of “Participatory Training Health Literacy” on reducing risk behavior and improving body composition among the female overweight and obese high school students, Phatthalung province, Thailand. The study design was 2 designs including cross-sectional study (n=572) design and quasi- experimental research (intervention=36 and control=31). The assessment had conducted …
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
การพัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ, กวินนา แก้วเพ็ชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และ 2) ประเมินคุณภาพระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ โดยมีตัวอย่างวิจัย คือ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต คณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ระดับชั้นปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน จาก 5 มหาวิทยาลัย โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของระบบจาก 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสอดคล้องในการตรวจให้คะแนนระหว่างระบบและผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ ประสิทธิผลของระบบ ความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. แบบสอบเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษที่พัฒนาขึ้น จำนวน 4 ข้อ มีการประยุกต์โครงการสร้างและรูปแบบมาจากข้อสอบเขียนประเภทที่ 1 ของ IELTS โดยมีการปรับบริบทและสถานการณ์ให้เหมาะสมกับการเป็นข้อสอบสำหรับนิสิต นักศึกษาคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และมีการปรับใช้เกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนของ IELTS เช่นเดียวกัน โดยเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินมีทั้งสิ้น 4 เกณฑ์ ได้แก่ การตอบสนองต่อโจทย์ (Task achievement) ความสอดคล้องต่อเนื่อง (Coherence and Cohesion) คำศัพท์ (Lexical Resource) และความถูกต้องและความเหมาะสมของไวยากรณ์ (Grammatical Range and Accuracy) ซึ่งเกณฑ์การประเมินถูกปรับเป็น 5 ระดับ (0-4 คะแนน) เพื่อความเหมาะสมกับความสามารถของผู้สอบ ซึ่งเมื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบพบว่า มีค่าความยากอยู่ระดับปานกลาง และมีอำนาจจำแนกที่ดี เมื่อตรวจสอบความเที่ยงของผลการวัดตามทฤษฎีสรุปอ้างอิงพบว่า ความเที่ยงแบบอิงเกณฑ์ โดยการตรวจให้คะแนนโดยผู้สอบ 2 คน ด้วยการออกแบบการวัดแบบไขว้อยู่ในระดับที่น่าเชื่อถือ (Absolute G-Coefficient=0.75) และสหสัมพันธ์ภายในชั้นของแต่ละข้ออยู่ในระดับที่มีความเห็นพ้องร่วมกันสูงมาก (.994 ถึง 1.000) 2. ระบบการตรวจให้คะแนนการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติ ที่พัฒนาขึ้นด้วยภาษา JavaScript โดยมีระบบการทำงานแบบเบ็ดเสร็จในระบบ (Standalone) ซึ่งภายในประกอบไปด้วยข้อสอบวัดทักษะการเขียนอธิบายความข้อมูลภาพภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อระบบ …
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
ผลของการเปิดบ้านรูปแบบจักรวาลนฤมิตและรูปแบบออนไลน์ ที่มีต่อความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6, ชัญญา ม่วงหุ้มทรัพย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต่อกิจกรรมเปิดบ้านคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างรูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กับรูปแบบจักรวาลนฤมิต (Metaverse) โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลองกับนักเรียน 61 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตมีความพึงพอใจสูงกว่ารูปแบบวิดีทัศน์ในทุกด้าน ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านรูปภาพและเทคนิคการนำเสนอ และภาพรวมกิจกรรม โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า พบว่าคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกมิติ ได้แก่ การรู้จักชื่อตราสินค้า การรับรู้ตราสินค้า ความสัมพันธ์ และความภักดีต่อตราสินค้า ผลการวิจัยสรุปว่า รูปแบบจักรวาลนฤมิตสามารถเพิ่มความพึงพอใจและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าได้ดีกว่ารูปแบบวิดีทัศน์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
การกำหนดวาระ กรอบ และแนวทางในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์และหวยของสื่อมวลชนภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ, วิจิตรา วัชนะประพันธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจการกำหนดวาระข่าวสาร กรอบเนื้อหาการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยภายใต้กรอบจริยธรรมสื่อ และเพื่อหาแนวทางในการนำเสนอข่าวเรื่องความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยของสื่อมวลชนในบริบทปัจจุบัน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อศึกษาประเด็นข่าวที่เกี่ยวกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวย บนเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กสำนักข่าวออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสามอันดับแรกในปี พ.ศ. 2566 ได้แก่ สำนักข่าวไทยรัฐออนไลน์ สำนักข่าวข่าวสดออนไลน์ และสำนักข่าวผู้จัดการออนไลน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึก 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กองบรรณาธิการสำนักข่าวออนไลน์ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ และนักมานุษยวิทยาและวัฒนธรรมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยมีความหนาแน่นที่สุดในวันประกาศผลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยแต่ละสำนักข่าวมีแนวโน้มการรายงานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ เว็บไซต์ข่าวมีแนวโน้มการนำเสนอผ่านข้อความและภาพประกอบ ขณะที่เพจเฟซบุ๊กใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น การโพสต์ลิงก์ ไลฟ์สด และคลิปวิดีโอ เพื่อดึงดูดผู้ชม การนำเสนอข่าวมักให้ความสำคัญกับกรอบความสนใจของผู้คนในสังคม เช่น เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับตัวเลข การเสี่ยงโชค พิธีกรรม และการทำนายดวงชะตา การปฏิสัมพันธ์ของผู้รับสารประเด็นที่มีปฏิสัมพันธ์สูงสุดคือเรื่องความเชื่อ รองลงมาคือเรื่องตัวเลข และพิธีกรรม ความเห็นของผู้ชมสะท้อนถึงความสนใจในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและโชคลาภอย่างชัดเจน ทั้งนี้พบข้อบกพร่องด้านจริยธรรมในข่าวที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น การขาดคำอธิบายที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยได้เสนอแนวทางปรับปรุงเพื่อยกระดับการนำเสนอข่าวในมิติที่สอดคล้องกับจริยธรรมสื่อสารมวลชนโดยการสร้างกรอบแนวปฏิบัติที่ใช้งานได้จริงในการนำเสนอข่าวความเชื่อ ไสยศาสตร์ และหวยต้องสร้างภายใต้บริบทปัจจุบันของสังคมเป็นสำคัญ คำนึงถึงหลักจริยธรรมของการนำเสนอข่าว คุณค่าข่าวประโยชน์สาธารณะ และความอยู่รอดของสื่อ โดยต้องคิดแนวปฏิบัติอย่างครอบคลุมภายใต้ข้อจำกัดในมิติต่าง ๆ ดังนี้ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านเทคโนโลยี มิติด้านเศรษฐกิจ และมิติด้านสังคมการเมือง
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Does Fdi Affect The Hotel Room Rates In Yangon?, Khine Thu Thu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Using the hedonic pricing theory, this study investigates the relationship between Foreign Direct Investment (FDI) and hotel room rates in Yangon, Myanmar. Using a dataset of 168 hotels from Yangon, we examined how FDI influences hotel room rates for weekdays and weekends. Our analysis employs the Log-Linear OLS regression model, by using affiliation to a chain, size of hotels, hotel stars rating, service provided by the hotels, location of the hotels, presence of the online, and online customer review ratings on Agoda, Booking.com, Trip.com, and Expedia. We find that FDI has a positive correlation with hotel room rates in Yangon. …
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
อวัตถุศึกษาของแรงงานมัคคุเทศก์กับการสะสมทุนร่วมสมัย, นัสรอน สะอีดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเป็นอวัตถุของแรงงานมัคคุเทศก์ และแรงงานเสี่ยงของมัคคุเทศก์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยชี้ให้เห็นถึงการสะสมทุนในศตวรรษที่ 21ที่ส่งผลกระทบต่อแรงงานมัคคุเทศก์กลุ่มนี้ ผ่านการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษา จากการสำรวจเอกสาร และการลงพื้นที่เก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งมีโครงสร้างจาก ผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นแรงงานมัคคุเทศก์ทั้งหมดจำนวน 10 คน ผลการศึกษา พบว่า แรงงานมัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุ เนื่องจากต้องใช้ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกในการสร้างมูลค่าให้กับผลงานผ่านการเล่าเรื่องราว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่น่าจดจำให้กับนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้พยายามอธิบายว่ามัคคุเทศก์เป็นแรงงานอวัตถุที่ใช้ทักษะประเภทหนึ่ง ในการทำงานมากกว่าอาชีพอื่นเป็นพิเศษ คือการใช้อารมณ์ในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นกระบวนการในการจัดการอารมณ์และการแสดงออกเพื่อตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ของงานนำเที่ยว นอกจากนี้ ค้นพบว่าแรงงานมัคคุเทศก์ต้องเผชิญกับสถานะแรงงานเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยศึกษาจากลักษณะของการทำงานนำเที่ยว ทั้งในด้านของงานที่มีลักษณะชั่วคราว งานที่ไม่มีความแน่นอน งานที่ขาดความมั่นคงและขาดสวัสดิการ จากการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงวิถีการทำงาน การจ้างงาน และผลกระทบของแรงงานมัคคุเทศก์ท่ามกลางการสะสมทุนร่วมสมัย ทำให้มัคคุเทศก์อยู่ในสภาวะงานเสี่ยงที่ไม่สามารถ มีความมั่นคง และมองเห็นอนาคตตนเอง อันจะเป็นความเสี่ยงในเชิงการยกระดับมาตรฐาน ในคุณภาพชีวิตและการดำรงชีวิตของมัคคุเทศก์
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
The Kathina Robe Offering Festival In Myanmar: Unveiling Social Dynamics And Cultural Identity, May Zin Nyunt
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research paper examines the Kathina Robe Offering Festival in Myanmar, a major cultural and religious event that has plays an important role in building social cohesion, preserving cultural identity, and perpetuating Buddhist beliefs. Anchored in the Theravada Buddhist practices of generosity (dana), merit-making, and rejoicing, the Kathina Festival is a significant expression of communal and religious values in Myanmar's diverse society. This study aims to identify the multi-faceted role played by the Kathina festival in urban and regional perspectives, and it explains how it is used to create community cohesiveness in Yangon, or how local cultural nuances differ from …
การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์
การพัฒนาการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูโดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์, กณิชชา ศิริศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ความรอบรู้ทางการเงินเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่รวมถึงนิสิตครูในด้านการจัดการการตัดสินใจทางการเงินที่ซับซ้อน เครื่องมือแบบโต้ตอบ เช่น การ์ดเกมทางการศึกษา เป็นวิธีการที่ดีในการสร้างทักษะเหล่านี้ การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งค้นหาวิธีการในการออกแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลในกลุ่มนิสิตครู มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 2) พัฒนาต้นแบบการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครู 3) วิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ของนิสิตครูระหว่างการเล่นการ์ดเกม และ 4) เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล ระหว่างนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์กับนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกม โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ในระยะที่ 1 เป็นการพัฒนาแบบวัดความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและการศึกษาเอกสารงานวิจัย ตรวจสอบคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยง และความตรงเชิงโครงสร้าง จากนั้น นำไปใช้ในการวิเคราะห์ระดับความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนสามทาง ในระยะที่ 2 ได้นำผลจากการสัมภาษณ์กลุ่มนิสิตประกอบกับผลในระยะที่ 1 มาพัฒนาต้นแบบการ์ดเกมและนำไปทดลองกับนิสิตครูจำนวน 36 คน โดยใช้การวิเคราะห์รูปแบบลำดับและการตัดสินใจแบบพิจารณาหลายเกณฑ์ รวมทั้งเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของระดับความรอบรู้ของนิสิตครูที่เล่นการ์ดเกมและนิสิตครูที่เรียนผ่านโมดูลออนไลน์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. พบปฏิสัมพันธ์รายคู่ระหว่างประเภทมหาวิทยาลัยและกลุ่มสาขาวิชา (F(2)= 3.736, p= .025, Partial eta squared= .02) โดยค่าเฉลี่ยระดับความรอบรู้ทางการเงินของนิสิตครูที่เรียนในกลุ่มสาขาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาขาอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎสูงกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ 2. ต้นแบบการ์ดเกมมีหลักการออกแบบสำคัญคือ 2.1) ครอบคลุมองค์ประกอบความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัล 2.2) มีการแข่งขันระหว่างผู้เล่น 2.3) นำประสบการณ์เดิมมาปรับใช้ในการตัดสินใจ 2.4) เรียนรู้จากเรื่องที่ง่ายไปสู่เรื่องที่ซับซ้อน 2.5) มีเป้าหมายย่อยภายในเกม และ 2.6) การออกแบบลักษณะและส่วนประกอบของการ์ดที่เหมาะสม ผู้เล่นที่ชนะเกมคือผู้ที่สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้ดีและมีทรัพย์สินมากที่สุดเมื่อจบเกม 3. รูปแบบลำดับที่ผู้เล่นที่ชนะเกมเลือกใช้มากที่สุดมี 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง รูปแบบที่ 2 แบบเน้นสกุลเงินดิจิทัล และรูปแบบที่ 3 แบบเน้นกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูง โดยประเภทรูปแบบลำดับที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ รูปแบบที่ 1 กระจายความเสี่ยง 4. คะแนนพัฒนาการความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลของนิสิตครูที่ได้เล่นการ์ดเกมเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินดิจิทัลสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโมดูลออนไลน์
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
การประเมินความต้องการจำเป็นในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21, ขนิษฐา นิ่มดำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา 2) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาของครูสุขศึกษา ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูสุขศึกษาในโรงเรียน สังกัด สพฐ. จำนวน 252 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์จัดลำดับความสำคัญ โดยใช้สูตร Priority Needs Index แบบปรับปรุง (PNImodified) และการศึกษาแนวทางการวิจัย โดยใช้หลักการแนวคิดของความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับปานกลางถึงน้อยทุกด้าน ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน 2) ความต้องการจำเป็นของครูสุขศึกษา ในการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษา มีดัชนีความต้องการจำเป็นในทุกด้าน โดยด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นมากที่สุด (PNImodified= 0.72) ขณะที่ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา มีความจำเป็นน้อยที่สุด (PNImodified= 0.51) และ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของครูสุขศึกษาในภาพรวม ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงตามลำดับ พบว่าความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ลำดับแรกคือ ด้านสาระการเรียนรู้เพศศึกษา รองลงมาคือ ด้านวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้เพศศึกษาด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านสื่อเเละเเหล่งการเรียนรู้เพศศึกษา ด้านหลักการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา และด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เพศศึกษา ตามลำดับ
รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทนา บุตรดาเคน
รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, นันทนา บุตรดาเคน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อพัฒนารูปแบบเทคโนโลยี สนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย และ 3) เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาสภาพและความต้องการรูปแบบ เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) ได้แก่ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร ที่จัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 384 คน จากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran (1977) และตัวอย่างการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาผลการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposing sampling) ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมทางตลิ่งชัน สำนักงานเขตตลิ่งชัน จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 2) แบบสัมภาษณ์สำหรับผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้าง 3) แบบประเมิน รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย 4) แนวทางการใช้รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย 5) เกณฑ์การประเมินการรู้ดิจิทัลของนักเรียนแบบรูบริค และ 6) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งโดยใช้การเรียนรู้แบบสืบสอบเชิงชี้แนะเน้นกระบวนการเพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย การวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของตัวอย่างที่ใช้การวิจัยโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) วิเคราะห์สภาพและความต้องการโดยใช้ดัชนีความสำคัญของลำดับความต้องการจำเป็นหรือ Modified Priority Needs Index: PNImodified และ 3) วิเคราะห์การรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลาย โดยใช้ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-Way Repeated Measure ANOVA) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) สภาพและความต้องการรูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งฯ แบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการรู้ดิจิทัล 2) รูปแบบเทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งฯ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Learner and Instructor 2) Learning Environment and Support …
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Development Of Pesticide Labeling Literacy Scale In Thai Rice Farmer, Phiranut Saeneewong Na Ayuttaya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research was designed as a mixed methods study that aimed to 1) develop and validate a pesticide labeling literacy scale for Thai rice farmers. and 2) evaluate the pesticide labeling literacy level by using the scale development among 400 Thai rice farmers in the central region of Pathum Thani, Chachoengsao, Suphan Buri, Nakhon Sawan, Chi Nat, Sing Buri, Uthai Thani, and Phra Nakhon Si Ayutthaya. The population was selected using a simple random sampling method. Descriptive statistics were used to analyze the general information of rice farmers. The factor analysis of the pesticide labeling literacy scale components (all 5 …
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Kukrit Pramoj's Four Reigns As World Literature: Translation And The Worlding Of Siam, Nuttapong Boonyasri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
While contemporary world literature theories encourage the global circulation of national literatures, the full potential of the term “world”in world literature, as argued by Cheah (2016), remains underemphasized. Normative forces such as teleological time and worlding influence how national literatures are received globally. This paper argues that MR Kukrit Pramoj’s Four Reigns (1981) offers an alternative reading through Cheah’s (2016) concept of world literature, positioning the novel as a contestation of European teleological time. As the novel transcends its geographical and cultural origins, the transformative potential of translation reshapes the normative forces influencing its global reception. This study examinesthe worlding …
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
การศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม, อัมรินทร์ อรัญญกานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม โดยใช้เทคนิคเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญจำนวน 18 คน วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ขั้นตอนที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างเป็นแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าแนวโน้มความสำคัญของบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม และขั้นที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบที่ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มเดิมยืนยันคำตอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาคำนวณค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยควอไทล์อีกครั้ง เพื่อสรุปเป็นบทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ผลการวิจัยพบว่า บทบาทพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม ประกอบด้วย 6 บทบาท จำนวน 87 ข้อรายการ ดังนี้ 1) ด้านผู้ปฏิบัติการพยาบาลผู้เชี่ยวชาญไตเทียม จำนวน 40 ข้อ 2) ด้านผู้สอนและให้คำปรึกษา จำนวน 11 ข้อ 3) ด้านผู้ประสานงานและสื่อสาร จำนวน 7 ข้อ 4) ด้านผู้จัดการความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยง จำนวน 10 ข้อ 5) ด้านผู้พัฒนาคุณภาพการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยไตเทียม จำนวน 12 ข้อ และ6) ด้านผู้สร้างและใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี จำนวน 7 ข้อ
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย, กัญชลี ชัยวิวัฒน์ตระกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากรูปพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชาชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases – NCDs) ซึ่งเป็นโรคที่กินเวลานาน ก่อให้เกิดค่ารักษาในระยะยาว และเป็นสาเหตุในการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี ผู้ที่เปราะบางและด้อยโอกาสทางสังคมจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบสูง ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความยากจนทุกปีและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ การไม่ออกกำลังกายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่เพิ่มความเสียงต่อการเสียชีวิตจากโรค NCDs ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แม้ทุกคนจะตระหนักดีว่าการออกกำลังกายมีผลดีต่อสุขภาพ แต่คนจำนวนมากก็ยังละเลยการออกกำลังกายเพราะไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือมีอุปสรรคที่ขัดขวางการออกกำลังกาย หลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Gold – SDGs) ซึ่งเป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยมีการผสานแนวคิดด้านสุขภาพและการออกกำลังกายไว้ในหลายมิติ ในส่วนเป้าหมายระดับชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยในทุกมิติรวมทั้งมิติด้านการมีสุขภาวะที่ดีผ่านการออกกำลังกาย และมีการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายด้วยแผนแม่บทการส่งเสริมกิจกรรมทางกายของกระทรวงสาธารณะสุขเอกัตศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย เนื่องจากรัฐสามารถใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้คนออกกำลังกายได้ผ่านการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและลดอุปสรรคในการออกกำลังกายของประชาชน เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการออกกำลังกายมากขึ้น แต่ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีมาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย จึงต้องทำการศึกษาแนวทางจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ระบบภาษีมีการบรรเทาภาระภาษีเหมือนกับประเทศไทยและได้ใช้นโยบายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551ผู้ศึกษามีความเห็นว่าประเทศไทยควรมีการกำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และจูงใจให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายทั้งในระดับประเทศและระดับความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
การแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือวิชาการ เรื่อง Cinematography: Theory And Practice For Cinematographers And Directors ของ Blain Brown, นนทพจน์ ไชยูปถัมภ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและหาแนวทางในการแปลคำศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ในหนังสือเรื่อง Cinematography: Theory and Practice For Cinematographers and Directors, Third Edition ของ Blain Brown ผู้วิจัยคัดเลือกคำศัพท์ทั้งสิ้น 30 คำ โดยมีสมมติฐานของการวิจัยว่า ในการแปลศัพท์เฉพาะด้านภาพยนตร์ให้สามารถถ่ายทอดความหมายได้ถูกต้องและเหมาะสมนั้น จะต้องใช้กลวิธีการแปลทั้งหมดสองวิธี ได้แก่ 1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ม.ป.ป.) และ 2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลวิธีการแปลเป็นไปตามสมมติฐานคือ (1) แปลแบบตีความโดยใช้คำที่มีอยู่แล้วในภาษาปลายทางและใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธีทาบเทียบ (Mapping-Matching) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 73.3) และ (2) แปลแบบถ่ายเสียงพร้อมเติมคำอธิบายสั้น ๆ และใช้แนวทางบัญญัติศัพท์โดยวิธียืมตรง (Direct Borrowing) ตามแนวทางของสมศีล ฌานวังศะ (ร้อยละ 26.7) ซึ่งสอดคล้องกับกลวิธีการแปลศัพท์เฉพาะในงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ งานวิจัยของ วิภาดา เปรมวุฒิ (2533) โอซ่า มาร์คลุนด์ (2011) และทรงวุฒิ บุริมจิตต์ (2550) คือมีการใช้กลวิธีการแปลแบบตรงตัวและแบบไม่ตรงตัว และไม่พบกลวิธีการแปลโดยการแทนที่แนวคิดทางวัฒนธรรมในสังคมของผู้อ่านภาษาปลายทาง
การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง
การเขียนบทละครเพื่อส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่น, สัจจาวุธ สุริยะดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครเวทีสำหรับเยาวชนช่วงวัยรุ่น อายุ 12-15 ปี โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการยอมรับตนเองและความมั่นใจของวัยรุ่นผ่านบทละครเวที ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ การเขียนบทละครตามแบบฉบับ, แนวทางการเขียนบทละครสำหรับเยาวชน, เกมออนไลน์, พัฒนาการของวัยรุ่นตอนต้น, และการทำงานร่วมกับเยาวชนในโครงการแก่นอีสานวัฒน์ เพื่อค้นหาสาระสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมาย จากนั้นผู้วิจัยได้พัฒนาบทละครร่าง "ไอ้หัวกล่อง" ร่วมกับผู้กำกับและนักแสดงจนได้บทละครที่ใช้สำหรับการทดลองอ่านในกลุ่มเยาวชนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นการยอมรับตนเองและการเห็นคุณค่าในตนเองได้ แต่ยังจำเป็นต้องพัฒนาบทให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องย่อที่เป็นส่วนสำคัญของการกำหนดทิศทางเรื่อง แม้ว่าบทละครในขั้นตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่การทดลองอ่านและรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและปรับปรุงบทละครได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า บทละครสามารถพัฒนาเป็นเครื่องมือในการทำงานร่วมกับเยาวชนในฐานะฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) โดยให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการเขียนบทและกระบวนการฝึกทำละคร ซึ่งช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้การยอมรับตนเองและสร้างความมั่นใจในตนเองจากการฝึกฝนทำละคร
Protein Expression Of Bone Marrow Mesenchymal Stem Cells Transfected On Green Fluorescent Protein Mrna And Collagen-Coated Titanium Disk, Wasamon Swangvong
Protein Expression Of Bone Marrow Mesenchymal Stem Cells Transfected On Green Fluorescent Protein Mrna And Collagen-Coated Titanium Disk, Wasamon Swangvong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
New strategies for surface modification have been explored to promote osseointegration and osteogenesis, which are crucial factors for the success of titanium dental implants. Coating the titanium surface with mRNA encoding therapeutic growth factors may achieve these objectives. In our pilot study, we employed green fluorescent protein (GFP) mRNA as a model. Our investigation focused on determining whether titanium disks coated with GFP mRNA encapsulated with lipid nanoparticles and collagen Type I (GFP mRNA-Col) could enhance transfection in human bone marrow mesenchymal stem cells (hBMSCs), in comparison to titanium disks coated with GFP mRNA alone, without collagen. We tested various …