Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Social and Behavioral Sciences (1284)
- Medicine and Health Sciences (835)
- Education (695)
- Engineering (506)
- Communication (468)
-
- Communication Technology and New Media (468)
- Mass Communication (468)
- Arts and Humanities (465)
- Physical Sciences and Mathematics (391)
- Business (241)
- Computer Sciences (231)
- Economics (199)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (196)
- Nursing (186)
- Public Health (183)
- Sociology (162)
- Educational Technology (144)
- Electrical and Computer Engineering (126)
- Medical Sciences (123)
- Educational Administration and Supervision (122)
- Law (117)
- Architecture (110)
- Electrical and Electronics (110)
- Dentistry (100)
- Technology and Innovation (100)
- Computer Engineering (96)
- Political Science (92)
- English Language and Literature (88)
- Fine Arts (85)
- Life Sciences (85)
Articles 1351 - 1380 of 4613
Full-Text Articles in Entire DC Network
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ศึกษากรณีการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชน, สโรชิณี กลิ่นหอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การนำพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาปรับใช้กับการดำเนินกระบวนการสืบสวนสอบสวนเหตุคุกคาม (Harassment) ภายในบริษัทเอกชนยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากบุคคลที่อาจถูกประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอาจเป็นได้ทั้งผู้ร้องเรียน พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการสืบสวน และไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะพนักงาน แต่ยังรวมถึงบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียด้วย นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงอันเกี่ยวแก่เหตุคุกคามส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวด้วย จึงก่อให้เกิดความซับซ้อนในระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในการสืบสวนสอบสวนเหตุดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาในการพิจารณาหาฐานทางกฎหมาย (Lawful Basis) ที่เหมาะสม และความได้สัดส่วนระหว่างประโยชน์ขององค์กรกับสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Proportionality) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องขอบเขตการสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในอุปกรณ์อันเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มอบให้พนักงานใช้ในการปฏิบัติงาน ที่ยังมีปัญหาในการตีความทางกฎหมายว่าการกระทำในลักษณะใดและเพียงใดที่ถือว่าเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทและได้สัดส่วนสำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อได้ทำการศึกษาวิเคราะห์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามหลักสากล กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายในประเทศไทยประกอบกันแล้ว พิจารณาเห็นว่าภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายและแนวนโยบายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ (Legal Certainty) และความได้สัดส่วน (Proportionality) โดยภาครัฐควรมีการออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower Protection Law) เพื่อคุ้มครองกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในองค์กรเอกชนให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม นอกจากนั้นภาครัฐควรประกาศแนวนโยบายของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเพิ่มเติมแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในกระบวนการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชน ประกอบกับการออกแนวนโยบายเพื่อสนับสนุนการจัดทำเอกสารตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ เอกสารประเมินความสมดุลของผลประโยชน์ (Legitimate Interest Assessment) และเอกสารประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment) อันจะช่วยให้บริษัทสามารถนำแนวทางเหล่านี้มาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุด ภาครัฐควรส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพในการใช้กฎหมาย โดยการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการการจัดตั้งองค์กรหรือสมาคมเพื่อการสืบสวนสอบสวนภายใน (Corporate Investigation Association) ประกอบการจัดทำแนวทางการสืบสวนสอบสวนภายในบริษัทเอกชนให้ชัดเจน (Corporate Investigation Handbook) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ และสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในที่สุด
Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen
Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tourism plays a vital role in Thailand’s economy, especially in the aftermath of COVID-19, which led the Tourism Authority of Thailand (TAT) to implement strategies to increase foreign visits. This study examines homestay tourism, known for its community engagement and cultural immersion, focusing on its attractiveness to young Chinese tourists seeking serene experiences in the post-pandemic era. Employing both quantitative and qualitative methodologies, the research evaluates the demographic profiles, behaviors, motivations, and satisfaction levels of young Chinese tourists in Thai homestays, primarily through descriptive analysis. Findings show that security and hospitality are the top factors influencing these tourists’ decisions to …
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามทฤษฎีชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาโครงสร้างของเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย และ 3) เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการเล่าเรื่องคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย ข้อมูลที่ใช้ศึกษานำมาจากเรื่องเล่าคดีสืบสวนจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 3 บัญชีผู้ใช้ รวม 100 เรื่อง โดยใช้แนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร (Hymes, 1974) ในการวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร แนวคิดโครงสร้างเรื่องเล่าตามแนวคิดของลองเอเคอร์ (Longacre, 1983) ในการวิเคราะห์โครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน และแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ในการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ผลการศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์พบว่ามี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ฉาก (Setting) 2) ผู้ร่วมเหตุการณ์การสื่อสาร (Participants) 3) จุดมุ่งหมาย (Ends) 4) การลำดับวัจนกรรม (Act sequence) 5) น้ำเสียง (Key) 6) เครื่องมือ (Instrumentalities)7) บรรทัดฐานของปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) และ 8) ประเภทการสื่อสาร (Genre) โดยองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและกลวิธีทางภาษา ได้แก่ ลำดับวัจนกรรม (Act sequence) เครื่องมือ (Instrumentalities) และบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) จากการนำเสนอเรื่องเล่าคดีสืบสวนได้อย่างเหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากติดตามการเล่าเรื่องคดีสืบสวนตั้งแต่ต้นจนจบในด้านโครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน พบโครงสร้าง ได้แก่ 1) การนำเรื่อง (Exposition) 2) เหตุการณ์ยั่วยุ (Inciting moment) 3) การเพิ่มความขัดแย้ง (Developing conflict) 4) จุดตึงเครียด (Climax) 5) การคลี่คลายปัญหา (Denouement) 6) เหตุการณ์ต่อเนื่อง (Final suspense) และ7) การสรุป (Conclusion) แต่ในบางเรื่องเล่าคดีสืบสวนอาจมีไม่ครบทุกองค์ประกอบ …
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พจนวัตรเป็นรูปภาษาตายตัวที่มักปรากฏซ้ำในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จนกลายเป็นขนบในการปฏิสัมพันธ์ที่สมาชิกในชุมชนภาษานั้นรับรู้ร่วมกัน แต่มักเป็นความท้าทายสำหรับผู้เรียนภาษาที่สอง สอดคล้องกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่า พจนวัตรเป็นรูปภาษาที่มักก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา แบบสอบถามชนิดหลายตัวเลือก และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้พูดภาษาไทยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามและผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มละ 30 คน และผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนทั้งหมดที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2-4 ในหลักสูตรภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (นานาชาติ) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ผู้เรียนทั้งหมดมาจากมณฑลยูนนานและมีระดับความสามารถในการใช้ภาษาไทยอยู่ในระดับ B2-C2 ตามกรอบของ CEFRผลการศึกษาการใช้พจนวัตรพบว่า ในด้านรูปภาษา ผู้เรียนใช้พจนวัตรส่วนใหญ่เหมือนกับเจ้าของภาษา แต่พบรูปแปรที่แตกต่างกันและอาจก่อให้เกิดปัญหา คือ การไม่ใช้คำลงท้ายและการใช้คำสรรพนามที่ไม่เหมาะสม ส่วนในด้านความถี่ ผู้เรียนใช้พจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 11 ถ้อยคำ แสดงให้เห็นว่าพจนวัตรยังคงเป็นข้อจำกัดในการใช้ภาษาของผู้เรียน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เรียนนิยมใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ร่วมกับพจนวัตรหรือใช้รูปภาษาอื่น ๆ แทนพจนวัตรด้วย ซึ่งมีทั้งรูปภาษาที่คล้ายกับเจ้าของภาษาและรูปภาษาที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ ทั้งนี้สาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษา ประกอบด้วย การไม่รู้จำพจนวัตร การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ อิทธิพลจากแบบเรียนและการเรียนการสอน การเหมารวม และข้อจำกัดในการใช้ภาษาผลการศึกษาการรู้จำพจนวัตรพบว่า ผู้เรียนรู้จำพจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 8 ถ้อยคำ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทย ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กับการรู้จำพจนวัตร ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนใช้และรู้จำพจนวัตรส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่พบพจนวัตรที่ใช้น้อยและรู้จำน้อยมากถึง 7 ถ้อยคำ นอกจากนี้ยังพบพจนวัตรที่ผู้เรียนรู้จำมากแต่ใช้น้อยด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดด้านความสามารถทางวัจนปฏิบัติเชิงสังคมของผู้เรียนผลการศึกษาปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนจากมุมมองของเจ้าของภาษาพบว่า การที่ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษาอาจไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสมอไป อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาของผู้เรียนในบางลักษณะก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารได้ ปัญหาที่พบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านการสื่อเจตนา ด้านความสุภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา ด้านความเหมาะสมต่อปริบทการสื่อสาร และด้านความเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้อยคำที่สื่อเจตนาได้แต่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากกว่ารูปภาษาที่ไม่สื่อเจตนา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคู่สนทนาผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนชาวจีน โดยเฉพาะผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทยและใช้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา ทั้งในด้านรูปภาษาและสถานการณ์ที่ปรากฏ รวมทั้งตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถนำผลศึกษาการใช้พจนวัตรของผู้พูดภาษาไทยไปเป็นข้อมูลในการออกแบบแบบเรียนให้แก่ผู้เรียนชาวต่างชาติได้อีกด้วย
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
The Effects Of Pictorial-Based Homophones In English On Thai Consumer Judgements, Sijaporn Jenjirawattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The objectives of the study are 1) to investigate the effect of pictorial-based homophone priming on the purchasing decisions of Thai consumers for products advertised in English; and 2) to examine the effectiveness of pictorial-based homophones as primes in a non-native context among Thai speakers of English, compared to native English speakers. Three homophone pairs selected for the study were “sail-sale”, “deer-dear”, and “hole-whole.” These pairs were presented in two forms including pictorial and textual. Each homophone pair, in each form, was utilized in the experiment to explore their distinct meanings and attributes. Two groups of participants consisted of 30 …
การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์
การสร้างสรรค์การแสดงลำหมู่ร่วมสมัยเรื่อง นางไอ่, พชญ อัคพราหมณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเน้นปฏิบัติการสร้างการแสดงลำหมู่ในรูปแบบร่วมสมัย ซึ่งลำหมู่เป็นการแสดงหมอลำประเภทหนึ่งในภาคอีสานของประเทศไทย และในประชาชนลาว เป็นมหรสพประชานิยม หรือหมอลำกระแสหลัก ที่มุ่งนำเสนอความยิ่งใหญ่อลังการของเวที ฉาก แสง สี เสียง และโชว์ต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย ในขณะที่ การแสดงลำหมู่แบบดั้งเดิมมีแนวโน้มที่ผู้ชมจะให้ความสนใจลดน้อยลง เพราะการฟังเรื่องราว ไม่เป็นที่นิยมเหมือนในอดีต ผู้วิจัยเห็นว่า แก่นสำคัญของการแสดงลำหมู่ คือ เรื่องราว กลอนลำ การลำ และการแสดง เป็นคุณค่าหลักของการแสดงประเภทนี้ จึงสนใจที่จะหากลวิธีสร้างการแสดงลำหมู่ร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารความคิดทั้งด้านคติธรรม และวิถีชีวิตจากวรรณกรรมอีสานเรื่อง ผาแดง-นางไอ่ รวมถึง รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมกับผู้ชมอีสานรุ่นใหม่ โดยใช้แนวทางของละครดีไวซ์ เป็นเครื่องมือทำงานแบบร่วมสร้างกับศิลปินมือสมัครเล่นที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับหมอลำ และใช้องค์ประกอบของการแสดงลำหมู่ผสานกับศิลปะการละครตะวันตกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการวิจัยปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า วิจัยในลักษณะ ‘ปฏิบัติ-นำ-วิจัย’ และการบูรณาการศาสตร์ภายใต้แนวทางละครดีไวซ์ นำไปสู่กระบวนการทดลองสร้าง และลงมือค้นหาวิธีสร้างการแสดงที่มุ่งตอบโจทย์วิจัยเป็นหลัก จนเกิดเป็นการแสดงลำหมู่ร่วมสมัยแนวทางใหม่ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. หมอลำอินเธียเตอร์ และ 2. หมอลำลูกผสม โดยทั้งสองรูปแบบให้ความสำคัญกับแก่นของการแสดงลำหมู่ ซึ่งมีวิธีการเล่าเรื่อง และรูปแบบ การนำเสนอที่เน้นการสื่อสารความคิดจากเรื่องเดิมไปยังผู้ชม กลอนลำที่สื่อสารเรื่องราว และการกระทำตัวละคร การลำที่สัมพันธ์ความรู้สึกภายในของผู้แสดง การแสดง (acting) ที่มุ่งเสนอความสมจริง และเป็นธรรมชาติ รวมถึง การใช้ลีลาร่วมสมัยที่เน้นสื่อสารเรื่องราวแทนการเต้น และภาพอลังการของมหรสพประชานิยม ผ่านกระบวนการทำงานที่ใช้หลักการกำกับการแสดงในการตีความเรื่อง โดยเชื่อมโยงกับ แก่นความคิด และสื่อสารผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ บนเวที การแสดงทั้ง 2 รูปแบบ สามารถเข้าถึง กลุ่มผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักศึกษา และคนอีสานรุ่นใหม่ ตลอดจนเป็นการสร้างพื้นที่การแสดงหมอลำแนวใหม่ เพื่อขยายมิติของศิลปะการแสดงหมอลำให้มีความหลากหลาย และเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ชม ที่สนใจศิลปะการแสดงหมอลำ
การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง
การสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยจากบทคำพรัดโนรา, สายฝน ไฝเส้ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์บทร้องคำพรัดโนรา ถอดองค์ความรู้และหาแก่นสาระหลักคำสอนอันเป็นหลักปฏิบัติที่โนรายึดถือในการดำเนินชีวิต และออกแบบและสร้างสรรค์ละครร่วมสมัยเพื่อสื่อสารหลักคำสอนที่แฝงฝังอยู่ในวิถีของโนรา อันมีความโดดเด่นในเรื่องการให้คติสอนใจ คุณธรรมจริยธรรม หลักการใช้ชีวิตตามแบบฉบับของโนรา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ทางศิลปะการแสดงที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Practice as Research) ด้วยกระบวนการละครแบบร่วมสร้างเป็นส่วนสำคัญ โดยเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นนิสิตสาขาวิชาศิลปะการแสดง มีกระบวนการสร้างงานแบ่งออกเป็น 5 ระยะ คือ การพัฒนาประเด็น พัฒนาเรื่อง/บท พัฒนาการแสดง และนำเสนอผลงาน เพื่อนำเสนอแก่นสาระหลักของเรื่องคือ ความกตัญญู นำเสนอในรูปแบบละครลูกผสม (Hybrid Performance) ขนาดสั้นจำนวน 3 เรื่อง คือ บ้าน ครู และธรรมชาติ ใช้โครงสร้างการเล่นคำพรัดโนราแบบวิถีเดิมผสมผสานกับการเล่าเรื่องในวิถีใหม่ มาถ่ายทอดในมุมมองของความเป็นปัจจุบัน ผ่านประสบการณ์ ภูมิรู้ และทักษะของนักแสดง ด้วยการตีความใหม่ที่มีความลึกซึ้ง สร้างวิถีคิดใหม่ ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างนักแสดงกับผู้ชม ในลักษณะของละครเล่าเรื่องผสมผสานการรำ การร้อง แบบโนรา ใช้องค์ประกอบของดนตรีเพื่อเชื่อมการเปลี่ยนเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในจังหวัดสงขลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วยการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาพบว่า เนื้อหาและรูปแบบของการแสดงมีความสอดคล้องและสัมพันธ์กับบริบทในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเกิดการเรียนรู้เรื่องราวของโนราที่มาจากบทคำพรัดได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเล่าที่สั้นและกระชับ ผสมผสานกับการนำองค์ประกอบของการแสดงโนรา ทั้งท่ารำ การร้องบท และดนตรี ทำให้ชวนติดตาม และในขณะเดียวกันละครก็สามารถสื่อสารแก่นเรื่องความกตัญญูได้ถึงแม้จะถูกนำเสนอผ่านการสร้างความหมายใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ การนำบทคำพรัดมาวิเคราะห์ สังเคราะห์อีกครั้งเป็นกระบวนการหนึ่งที่จะยังทำให้บทคำพรัดยังมีการใช้-ดำรงอยู่ ทำซ้ำและขยายความเข้าใจในวงกว้าง เกิดการตีความ เรียนรู้ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
The Representation Of Thainess In Thai-As-A-Foreign-Language-Textbooks Of The Republic Of Korea, Uprachit Ruamsup
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aims to analyze the representation of Thainess constructed in Thai-as-a-foreign-language textbooks in the Republic of Korea and to examine the factors that influence the construction of these representations. Employing a qualitative research approach and content analysis, the study examines the sociocultural content of five Thai-as-a-foreign-language textbooks aligned with the Critical Foreign Languages policy of the Republic of Korea. The analysis revealed seven key dimensions of sociocultural content within the textbooks, including: language and language culture, people in Thai society, traditions and cultural heritage, Thai history, environmental geography, economy and tourism industry, and Thai politics and international relations. This …
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
การสร้างสรรค์บทละครเวทีประเภทกอธิกเพื่อนำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิง, อภิสรา ชั้วทอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนบทละครหญิงรักหญิงและศึกษาการสร้างสรรค์บทละครประเภทกอธิก (gothic) ที่นำเสนอประเด็นอคติทางเพศที่มีต่อหญิงรักหญิง ผู้วิจัยใช้แนวคิดองค์ประกอบวรรณกรรมกอธิกของ โรเบิร์ต แฮร์ริส (Robert Harris) เป็นแนวคิดหลักในการสร้างสรรค์บทละคร เนื่องจากผู้วิจัยต้องการนำเสนอประเด็นอคติทางเพศผ่านสัญญะความเป็น ‘ผี’ และ ‘การหลอกหลอน’ โดยกระบวนการเขียนบทละครนั้นผู้วิจัยตั้งต้นจากการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาอคติทางเพศที่หญิงรักหญิงประสบในชีวิตประจำวันทั้งอดีตและปัจจุบันในการกำหนดแก่นเรื่อง (theme) จากนั้นผู้วิจัยจึงสร้างบทละครเรื่อง ใครในบ้าน โดยแบ่งตัวเรื่องออกเป็นสองเส้นเรื่อง เส้นเรื่องหลักนำเสนอความรักของหญิงรักหญิงในปัจจุบัน ส่วนเส้นเรื่องรองนำเสนอเรื่องราวความรักของหญิงรักหญิงในอดีตที่กลายเป็นโศกนาฎกรรม ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการเชื่อมสองเส้นเรื่องนี้ด้วยสิ่งของสำคัญที่ปรากฎในอดีตและยังคงอยู่มาจนปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังคงมีอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันปัญหาที่หญิงรักหญิงประสบจะไม่ร้ายแรงเท่าในอดีตแต่อคติที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นยังไม่หายไปและยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้ที่เป็นหญิงรักหญิงอยู่ บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงและเก็บข้อมูลผู้ชมผ่านแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า บทละครสามารถสื่อสารประเด็นความรักของหญิงรักหญิงและอคติทางเพศกับผู้ชมได้ แต่สัญญะความเป็น ‘ผี’ ที่ผู้วิจัยต้องการสื่อสารถึงอคติทางเพศนั้นยังไม่สามารถสื่อถึงผู้ชมได้อย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากกลวิธีในการสื่อสารบทสนทนาต่าง ๆ ผ่านตัวละครนั้น ผู้วิจัยยังนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่ประนีประนอมเกินไป ตัวละครเอกของเรื่องควรเจอสภาวะเจ็บปวดมากกว่านี้เพื่อสื่อเรื่องของอคติทางเพศซึ่งเป็นเรื่องที่จริงจังและเจ็บปวดของหญิงรักหญิง และองค์ประกอบศิลป์เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการช่วยนำเสนอความเป็นกอธิกและช่วยให้ประเด็นที่ต้องการนำเสนอชัดเจนขึ้น
Application Of Anti-Müllerian Hormone As An Indicator For Ovarian Reserve And Ovarian Response To Hormonal Stimulation In Domestic Cats And Wild Felids, Sittat Chumsri
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Serum anti-Müllerian hormone (AMH) has been utilized to predict ovarian reserve and select suitable candidates for natural mating and artificial insemination (AI) in domestic animals. However, research on serum AMH concentration as a fertility marker in feline species remains limited. This study aims to investigate: 1) the possibility of using serum AMH levels to determine the number of follicles in domestic cats; 2) the validation of the AMH Gen II ELISA for measuring serum AMH levels in fishing cats, leopard cats and clouded leopards; and 3) the relationship between serum AMH levels and ovarian responsiveness in clouded leopards. In Study …
Novel Vaccination Strategy Against Vibrio Harveyi Infection In Asian Seabass (Lates Calcarifer) Using A Chitosan – Oxygen Nanobubble - Vaccine Complex, Nguyen Giang Thu Lan
Novel Vaccination Strategy Against Vibrio Harveyi Infection In Asian Seabass (Lates Calcarifer) Using A Chitosan – Oxygen Nanobubble - Vaccine Complex, Nguyen Giang Thu Lan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vibriosis is a bacterial disease caused by Vibrio harveyi (V. harveyi; Vh ) that poses a substantial threat to Asian seabass (Lates calcarifer) aquaculture. In this study, we investigated alternative approaches to conventional injection vaccination for prevention of V. harveyi in Asian seabass. The first approach involved an immersion prime with heat-inactivated V. harveyi vaccine, followed by two oral booster doses (day 14-18 and day 28-32). Immunized fish demonstrated higher expression levels of immune genes (i.e. TNFα, IL1β, CD4, CD8, and IgM) following the immersion prime and the first oral booster dose, peaking at 14 and 28 days post vaccination …
Prioritization Of Candidate Genes For Mastitis Resistance Trait In Genome-Wide Association Studies (Gwas) Utilizing Multiple Methodologies In Thai Dairy Cattle, Nhu Le Uyen Vo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mastitis affects milk yield in dairy cattle worldwide, leading to economic losses. Recognized as a polygenic trait, mastitis resistance is influenced by genetic, environmental, and physiological factors. This study aimed to enhance the genetic architecture and selection of the candidate for mastitis resistance traits in Thai dairy cattle by several methods. The study consisted of two parts. In Part 1, the study is divided into 1A) collecting genes from a systematic review of published GWAS, 1B) Analyzing the gene list with the Thai dairy cattle whole genome sequencing database, and 1C) Performing pathway enrichment analysis to identify candidate genes. Further …
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
ผลของการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด, ศศิวิมล ลิ้มวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืด ในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ใช้แนวคิดการพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองของโอเร็ม (2001) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปีและครอบครัวที่เข้ารับการรักษาที่คลินิกโรคหืด โรงพยาบาลดำเนินสะดวก โรงพยาบาลบ้านโป่งและโรงพยาบาลโพธาราม จำนวน 42 คน จัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนแรกเข้ากลุ่มควบคุมก่อนแล้วจัดกลุ่มตัวอย่าง 21 คนหลังเข้ากลุ่มทดลอง โดยจับคู่เพศ อายุและระดับความรุนแรงของโรค กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลปกติ กลุ่มทดลองได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วม วัดพฤติกรรมด้วยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยวัยเรียนโรคหืด มีค่าความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.80 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดภายหลังได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่าก่อนได้รับข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหืดในกลุ่มที่ได้รับการให้ข้อมูลผ่านสื่อแอปพลิเคชันโดยครอบครัวมีส่วนร่วมดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong
The Scale Development Of Quality Of Care In Nursing Home, Chaowarit Ngernthaisong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study is an exploratory sequential mixed methods consisting of two phases. The first phase employed qualitative descriptive research and the second phase was descriptive research for scale development. There are three research objectives, methods, and results as follows: Objective 1: To describe the major themes of outcomes of quality of care in nursing home. Qualitative descriptive research was conducted by interviewing 10 registered nurses working in nursing homes. Data was analyzed by using content analysis. The results showed six major themes of outcomes of quality of care in nursing home consisting of; 1) Physical well-being, 2) Psychological well-being, 3) …
Employment Situation Of Older Persons In Vietnam: Impact Of Covid-19 And Individual Coping Strategies, Trieu Thi Phuong
Employment Situation Of Older Persons In Vietnam: Impact Of Covid-19 And Individual Coping Strategies, Trieu Thi Phuong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Providing a secured employment system is a sustainable strategy given the context of a rapid population aging in Vietnam when the country is still in the lower-middle income group and a large part of older persons are living in low socioeconomic conditions. This work aims to investigate the situation of older persons’ employment in Vietnam (employing the 2018 and 2020 Vietnam Housing and Living Standard Surveys) and the impact of COVID-19 on their employment and individual coping strategies to overcome employment difficulties (utilizing the 2021 Labour Force Survey). This study finds that older persons with retirement pension, facing health problems, …
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Effectiveness Of Lower Balancing Exercise (Modified Maneevej Program) Through Facebook Reducing Pms Among Undergraduate Students In Kasetsart University, Sakon Nakhon Campus, Thailand, Apiradee Wangkahart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Premenstrual Syndrome (PMS) is a worldwide public health issue which is present in all cultures of women. This is a chronic disorder that affects more than over a million women around the world among those who have started their period of menstruation. Adolescence is a phenomenon which is a sign of reproductive maturity and might not be seen as a health problem or condition. World Health Organization reported that approximately 199 million women have premenstrual syndrome. Studies showed that about 20% of women of reproductive age find these premenstrual symptoms distressing. Experiencing such symptoms is cited as affecting women’s interpersonal …
The Effectiveness Of Asthma Home Management Manual And Low-Cost Air Filter On Asthma Control And Quality Of Life Among Asthma Adults Living In Chanthaburi Province, Thailand: A Randomized Controlled Trial, Sirilak Muanprasong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Asthma is an existing chronic respiratory disease imposing a significant burden on vulnerable groups and health care systems. It calls for critical needs in the management and control of asthma triggers and consequences. Addressing this, the study aimed to investigate the effectiveness of a home management manual and low-cost air filter as an asthma intervention to improve limited resource availability.This experiment was a three-arm randomized control trial accomplished from March to June 2022. The participants were 18-55 years old moderate and wild asthmatic patients. A total of 114 participants were recruited and randomly allocated to three groups: home management only, …
Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang
Romanticizing Same-Sex Love In Thai Bl Series: A Case Study Of My School President, Die Yang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This paper examines the romanticized representation of same-sex love relationships in Thai BL series through a case study of the Thai television series My School President. It is found that the series, despite its theme of same-sex love, still presents traditional gender stereotypes, with character images and gender roles displaying obvious traditional gender traits. Tinn and Gun display traditional masculine and feminine traits, with Tinn portraying strength and decisiveness, and Gun portraying gentleness and dependence, respectively. Through a romanticized narrative approach, the drama emphasizes the characters' deep affection and mutual support, however, this idealized portrayal can lead to viewers' misconceptions …
Residents’ Perceptions Towards Impact Of Tourism Development:A Case Study Of Sukhumvit District, Bangkok, Yuanchenzi Cui
Residents’ Perceptions Towards Impact Of Tourism Development:A Case Study Of Sukhumvit District, Bangkok, Yuanchenzi Cui
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the multifaceted impacts of tourism in Bangkok's Sukhumvit area on local residents in terms of economic, environmental, sociocultural, digital, and health. According to the study, residents' perception of the health impact of tourism varies significantly due to different education levels, with residents with lower levels of education perceiving tourism's health effects positively. In addition, the study explored residents’ needs and expectations for tourism, with findings highlighting the importance of paying more attention to the needs of local residents and promoting community engagement in tourism development, while ensuring that tourism development is conducive to environmental protection. This study …
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
ประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, กิจพรรณ ปินไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเชิงคุณภาพแบบบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลบุตรของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง คือ ผู้ดูแลซึ่งเป็นมารดาของผู้ป่วยเด็กวัยเรียนที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร่วมกับมีภาวะปอดอักเสบระดับปานกลางหรือรุนแรง เข้ารับการรักษาในห้องแยก เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จนข้อมูลอิ่มตัวด้วยจำนวนผู้ให้ข้อมูล 7 ราย นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาเกิดเป็นประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ 1) ดูแลอย่างใกล้ชิด และเป็นคนทำทุกอย่าง 2) ความยากและลำบาก และ 3) ความรู้สึกขณะที่อยู่กับบุตรตลอดเวลาออกจากห้องแยกไม่ได้ ผลการศึกษาก่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประสบการณ์การดูแลบุตรในห้องแยกของผู้ดูแลที่มีบุตรติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และสามารถนำข้อมูลการวิจัยนี้ไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการดูแลผู้ป่วยเด็กได้อย่างเหมาะสม และตรงตามความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการจัดการองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเด็กโรคอุบัติใหม่ที่ต้องได้รับการรักษาภายในห้องแยก
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Factors Influencing Health Promoting Behaviors Among Myanmar Migrants Working In Bangkok, Thailand, Htet Shwe Wah Oo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This correlational study aimed to 1) describe health promoting behaviors among Myanmar migrants and 2) examine direct and indirect paths of relationships among acculturation, perceived stress, perceived benefits, perceived barriers, perceived self-efficacy, perceived social support and health promoting behaviors of Myanmar migrants in Thailand. The hypothesized model was constructed based on Pender’s revised Health Promotion Model and the literature reviewed. A multistage random sampling approach was utilized to recruit 400 Myanmar migrants. They were recruited if they aged of 30 to 50 years old, are registered Myanmar migrants, have been working in factories, are living in Thailand for at least …
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Effects Of A Culture-Specific Behavior Modification Program On Hba1c And Blood Pressure Among Diabetes Persons With Hypertension Comorbidity, Northeastern Thailand, Patcharee Numsang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The prevalence of diabetes patients with hypertension comorbidity has been rising globally, especially in northeast Thailand. This study aimed to determine the effect of a culture-specific behavior modification program on improving HbA1c and blood pressure levels among diabetes persons with hypertension comorbidity. The nurse-led programs were based on the Information-Motivation-Behavioral Skills (IMB) model (Fisher et al., 2003) and implemented through interactive classes and web applications. This study was a 12-week, cluster-randomized clinical trial (RCT). A sample of 60 patients aged 40-59 years with uncontrolled type 2 diabetes and hypertension was studied, with matched pairs and simple random assignment to the …
The Effect Of An Integrative Cognitive Training Program By Family Caregivers On Cognitive Function Among Persons With Traumatic Brain Injury, Uraporn Chuaykarn
The Effect Of An Integrative Cognitive Training Program By Family Caregivers On Cognitive Function Among Persons With Traumatic Brain Injury, Uraporn Chuaykarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This randomized controlled trial with a repeated-measure design aimed to compare the difference in cognitive function among persons with traumatic brain injury between the experimental group who receiving an integrative cognitive training program by family caregivers and the control group who receiving usual care. The participants were persons who had been diagnosed with mild to moderate traumatic brain injury and their family caregivers. They were recruited from a neurology ward at the tertiary hospital in Thailand. One hundred participants were randomly assigned to either the control group (n=50) or the experimental group (n=50). The experimental group received an integrative cognitive …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 84 รูป พระสงฆ์ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยที่พระสงฆ์สูงอายุได้รับการรักษาอยู่ในแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรงพยาบาลสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเที่ยงจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 38.1 มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ระดับ 4 (แสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ในสถานการณ์ตึงเครียด) แต่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 61.90) ของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง มีความกระตือรือร้นระดับ 1 2 และ 3 (ไม่เข้าใจบทบาทการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลตนเอง) 2. ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295) ตามลำดับ ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 (r = -.765) อีกทั้งพบว่า การศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข, ประวีณา สิทธิเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยใช้วิธีวิจัยแบบเดลฟาย เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคมะเร็ง จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และแบบวิธีการบอกต่อ เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงโดยผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ มัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย สมรรถนะ 10 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการปฏิบัติพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง 2) ด้านการสอน ให้ความรู้ 3) ด้านการดูแลแบบประคับประคองและระยะท้าย 4) ด้านการจัดการอาการรบกวน 5) ด้านการส่งเสริม ป้องกันโรคมะเร็ง 6) ด้านการสื่อสาร 7) ด้านกฎหมายและจริยธรรมในการดูแลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม 8) ด้านการให้คำปรึกษาทางด้านโรคมะเร็ง 9) ด้านการปฏิบัติโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และ 10) ด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการพยาบาล รวมสมรรถนะย่อยทั้งหมด 70 ข้อรายการ โดยสมรรถนะพยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง โรงพยาบาลมะเร็งภูมิภาค กระทรวงสาธารณสุข มีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงระดับมากที่สุด มีค่ามัธยฐานอยู่ในช่วง 4.50 - 4.75 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์อยู่ในช่วง 0.25 - 0.76
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
การศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ, พริมพิริยะ จินดาวัลณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ โดยใช้การวิจัยอนาคตแบบเดลฟายเทคนิค กลุ่มตัวอย่าง คือผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารโรงพยาบาลของรัฐ/คณะพยาบาลศาสตร์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญระดับหัวหน้ากลุ่มงาน กลุ่มหัวหน้าหอผู้ป่วย กลุ่มอาจารย์พยาบาล และกลุ่มพยาบาลวิชาชีพพี่เลี้ยงหรือหัวหน้าเวร วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 รอบ คือ 1) การสัมภาษณ์สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ 2) นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนำมาสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญประมาณค่าความสำคัญ และ 3) นำข้อมูลมาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามแล้วส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคำตอบ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะพยาบาลจบใหม่ที่พึงประสงค์ โรงพยาบาลของรัฐ ประกอบด้วย 10 สมรรถนะ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านความฉลาดรู้ทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณ กฎหมายวิชาชีพ และกฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัล 3) สมรรถนะด้านความรู้ทางทฤษฎี และการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 4) สมรรถนะด้านการสื่อสารที่มีความหลากหลาย 5) สมรรถนะด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน 6) สมรรถนะด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาล 7) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำและการบริหารทีมพยาบาล 8) สมรรถนะด้านการปรับตัวกับความหลากหลาย 9) สมรรถนะด้านการจัดการและการแก้ปัญหาทางการพยาบาล 10) สมรรถนะด้านการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากร โดยมีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด (Md = 4.10 – 4.72, IR = 0.28 – 1.08)
ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดของวัยรุ่นผู้ติดเฮโรอีน, ธารทิพย์ สุภาทิต
ผลของโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัวต่อการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดของวัยรุ่นผู้ติดเฮโรอีน, ธารทิพย์ สุภาทิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ศึกษาสองกลุ่มแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ 1) การเสพเฮโรอีนของวัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง 2) การเสพเฮโรอีนของวัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว กับกลุ่มที่ได้รับการดูแลปกติ ในระยะก่อนการทดลอง ระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือ วัยรุ่นชายผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีด อายุ 18-24 ปี และพ่อหรือแม่ จำนวน 50 ครอบครัว ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด และเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์ลดอันตรายจากการใช้ยา สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนี โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จับคู่กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน (matched pair) ด้วยปริมาณการเสพเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ใกล้เคียงกัน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 ครอบครัว กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นโดยประยุกต์จากแนวคิดการสื่อสารในครอบครัวของ Koerner and Fitzpatrick (2002) ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยได้แก่ 1) โปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว 2) แบบประเมินปริมาณการเสพเฮโรอีน (Time Line follow back, TLFB) 3) แบบประเมินการสื่อสารในครอบครัว (Family Communication Pattern) เครื่องมือทุกชุดผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือชุดที่ 3 ผ่านการแปลย้อนกลับจากสถาบันภาษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปรับปรุงให้เหมาะสม มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติการทดสอบที่ไม่ใช้พารามิเตอร์ ได้แก่ Friedman test, Wilcoxon signed-rank test,และ Mann-Whitney U Test กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .025, .0167, .05 ตามลำดับ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.วัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพเฮโรอีนในระยะระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง ลดลงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. วัยรุ่นผู้เสพติดเฮโรอีนด้วยวิธีฉีดที่ได้รับโปรแกรมการสื่อสารในครอบครัว มีการเสพเฮโรอีนลดลงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ ในระยะระหว่างการทดลอง และหลังการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
ประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น, นครินทร์ เชื่อนิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรยายประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิชาชีพผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการและให้บริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นอย่างน้อย 2 ปี และมีความยินดีในการเข้าร่วมเป็นผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย จำนวน 12 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การบันทึกเสียง บันทึกภาคสนาม ร่วมกับการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีการ van Manen และ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลตามเกณฑ์ของ Guba and Lincoln ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประสบการณ์การเป็นพยาบาลผู้ประกอบการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 5 ประเด็นหลัก และ 19 ประเด็นย่อย ดังต่อไปนี้ 1.เริ่มต้นสนใจคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 1.1) ทำความรู้จักคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 1.2) เห็นช่องทางการให้บริการในชุมชน และ 1.3) สมัครเป็นหน่วยบริการเครือข่าย 2. การจัดบริการสุขภาพ ประกอบด้วย 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ 2.1) การให้บริการสุขภาพในคลินิก และ 2.2) การให้บริการดูแลสุขภาพที่บ้าน 3. การบริหารจัดการคลินิก ประกอบด้วย 7 ประเด็นย่อย ได้แก่ 3.1) ประชาสัมพันธ์คลินิก 3.2) จัดบุคลากรในการให้บริการ 3.3) จัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ 3.4) ติดต่อประสานงาน 3.5) เบิกจ่ายค่าบริการพยาบาล 3.6) จัดการต้นทุนและงบดุลของคลินิก และ 3.7) จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย 4. อุปสรรคการดำเนินงานคลินิก ประกอบด้วย 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ 4.1) ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ 4.2) ความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.3) ความยุ่งยากในการเบิกจ่ายค่าบริการ และ 4.4) การคิดอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าต้นทุน 5. ผลลัพธ์การให้บริการของคลินิก ประกอบด้วย 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ 5.1) ผลลัพธ์รับต่อผู้รับบริการ 5.2) …
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาล เมดพาร์ค, พรรษ์พนิตา อินทชิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเมดพาร์ค พัฒนาเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพประเมินสมรรถนะสำหรับหัวหน้าพยาบาลระดับต้น โดยผู้วิจัยประยุกต์ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจากแนวคิดการพัฒนาเครื่องมือของ Grove, Burns & Gray (2013 การพัฒนาเครื่องมือประเมินสมรรถนะประกอบด้วยการทบทวนวรรณกรรม ศึกษาวิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงพยาบาลเมดพาร์ค และการจัดกลุ่มสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ 10 คน ได้กำหนดสมรรถนะหลัก สมรรถนะย่อย และพฤติกรรมสำหรับการประเมินใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการวัดแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเมดพาร์ค ประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน รายการสมรรถนะย่อย 20 ข้อ ดังนี้ 1) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ (Leadership) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 5 ข้อ 2) สมรรถนะด้านความเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Professionalism) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 3) สมรรถนะด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health communications and technology) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 3 ข้อ 4) สมรรถนะด้านการจัดการทรัพยากร (Resource Management) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ 5) สมรรถนะด้านการจัดการเชิงธุรกิจ (Business skill & Principles) มีรายการสมรรถนะย่อยจำนวน 4 ข้อ การประเมินคุณภาพของเครื่องมือประเมินความตรงตามเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์หาค่าความตรงตามเนื้อหา (Content Validity Index : CVI) ที่ระดับ 0.94 การตรวจสอบความตรงของเนื้อหาด้านความสอดคล้องของข้อคำถามกับกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence: IOC) ที่ระดับ 0.76 การวิเคราะห์ความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มคือ ผู้บังคับบัญชาของหัวหน้าพยาบาลระดับต้น หัวหน้าพยาบาลระดับต้นที่ประเมินตนเอง เพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งสิ้น 126 คนเข้าร่วมการประเมินอยู่ที่ระดับ 0.88
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน, พิพัฒนานนท์ ทารี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น 2) พัฒนา และ 3) ตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลเลิดสิน โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 การศึกษาสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น โดยวิธีการสนทนากลุ่มของผู้บริหารระดับกลางและผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นจำนวน 25 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อกำหนดสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ตอนที่ 2 พัฒนาแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น และกำหนดพฤติกรรมบ่งชี้ในการประเมินสมรรถนะด้วยเกณฑ์มาตรประมาณค่า และตอนที่ 3 การตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นโรงพยาบาลเลิดสิน โดยการวิเคราะห์ความตรงตามเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง ค่าความเที่ยงของความสอดคล้องของการประเมินระหว่างผู้ประเมิน 4 กลุ่มได้แก่ ผู้บังคับบัญชาผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นที่เป็นเพื่อนร่วมงาน พยาบาลผู้ใต้บังคับบัญชา จำนวน 235 คนผลการวิจัยมีดังนี้1. สมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้น ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถ ในการนำทีมไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการระบบบริการให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมาย เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ ยุติธรรม เป็นธรรม และให้เกียรติผู้อื่น 5) ด้านวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการหน่วยงาน 2. แบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารทางการพยาบาลระดับต้นประกอบด้วยสมรรถนะ 5 ด้าน มีรายการสมรรถนะย่อย 22 ข้อ ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 2) ด้านการบริหารจัดการคุณภาพบริการพยาบาล มีรายการสมรรถนะย่อย 6 ข้อ 3) ด้านการจัดการทรัพยากร มีรายการสมรรถนะย่อย 5 ข้อ 4) ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ จริยธรรม และกฎหมายมีรายการสมรรถนะย่อย 3 ข้อ 5) ด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีสารสนเทศ …