Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11403)
- Social and Behavioral Sciences (7311)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2803)
- Life Sciences (2359)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Business (929)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (861)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Breast cancer (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4167)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2590)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Halal Insight (379)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (222)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 9391 - 9420 of 37785
Full-Text Articles in Entire DC Network
Indonesia's Omnibus Law Affects Halal Assurance In Business Sector, Achiraya Yarangwong
Indonesia's Omnibus Law Affects Halal Assurance In Business Sector, Achiraya Yarangwong
Halal Insight
No abstract provided.
12 Disruptive Technologies And The Digital Age, Malarin Srimoolkum
12 Disruptive Technologies And The Digital Age, Malarin Srimoolkum
Halal Insight
No abstract provided.
Fasting Is Better Than Energy Reduction, Winai Dahlan
Fasting Is Better Than Energy Reduction, Winai Dahlan
Halal Insight
No abstract provided.
Boosting Immunity System To Prevent Illnesses, Achiraya Yarangwong
Boosting Immunity System To Prevent Illnesses, Achiraya Yarangwong
Halal Insight
No abstract provided.
Halal News, Aneesah Lateh
What Is Inside Plant-Based Food, Sunainee Mahama
Artificial Intelligence (Ai) And The Science Of Nutrition In Metaverse, Ameen Mhamad
Artificial Intelligence (Ai) And The Science Of Nutrition In Metaverse, Ameen Mhamad
Halal Insight
No abstract provided.
Honeybee Products Protect Against Coronavirus Disease 2019 (Covid-19), Nureesun Mahamud
Honeybee Products Protect Against Coronavirus Disease 2019 (Covid-19), Nureesun Mahamud
Halal Insight
No abstract provided.
The Secret Recipe Of Nunuh: An Interview With Mr. Panumas Chanakan, Founder Of Premier Heritage Company, Wila Munaowaroh
The Secret Recipe Of Nunuh: An Interview With Mr. Panumas Chanakan, Founder Of Premier Heritage Company, Wila Munaowaroh
Halal Insight
No abstract provided.
"Budu", A Traditional Food That Elevates Life Quality Of Local People, Habilla Chapakiya
"Budu", A Traditional Food That Elevates Life Quality Of Local People, Habilla Chapakiya
Halal Insight
No abstract provided.
Editor's Talk, Najwa Yanya Santiworakun
Tree Plantation Business Booming In Covid-19 Pandemic, Anat Matimu
Tree Plantation Business Booming In Covid-19 Pandemic, Anat Matimu
Halal Insight
No abstract provided.
การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง ประวัติศาสตร์สากลด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, อธิป อนันต์กิตติกุล, เพ็ญพนอ พ่วงแพ
การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง ประวัติศาสตร์สากลด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, อธิป อนันต์กิตติกุล, เพ็ญพนอ พ่วงแพ
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่อง พัฒนาการ ความร่วมมือและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์สากล ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม และ 2) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2563 จำนวน 37 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พัฒนาการ ความร่วมมือและความขัดแย้งในประวัติศาสตร์สากลที่ใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยเกม แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม ค่าสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (M) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และค่าทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมสูงกว่าก่อนการใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นไปในทางบวก โดยผู้เรียนชื่นชอบด้านบรรยากาศในการเรียนรู้มากที่สุด การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมช่วยส่งเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้นและช่วยส่งเสริมการคิดวิเคราะห์
ปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่ส่งผลต่อการนำนโยบายการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ไปปฏิบัติของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, สันติชูชัย ชำนาญ, กุลชลี จงเจริญ, ชูชาติ พ่วงสมจิตร์
ปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่ส่งผลต่อการนำนโยบายการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา ไปปฏิบัติของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี, สันติชูชัย ชำนาญ, กุลชลี จงเจริญ, ชูชาติ พ่วงสมจิตร์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) ศึกษาสภาพการนำนโยบายไปปฏิบัติ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรทางการบริหารกับสภาพการนำนโยบายไปปฏิบัติ และ 4) ศึกษาปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 450 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายแบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุโดยวิธีแบบขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) สภาพการนำนโยบายไปปฏิบัติของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติ และสภาพการนำนโยบายไปปฏิบัติของสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกในระดับสูง และ 4) ปัจจัยคัดสรรทางการบริหารที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้แก่ ด้านการกำกับ ตรวจสอบ และประเมินผล ด้านผู้นำองค์การ ด้านการสนับสนุนทรัพยากร และด้านข้อความนโยบาย ปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายการนำนโยบายไปปฏิบัติของสถานศึกษาได้ร้อยละ 64.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
แนวทางการออกแบบปัญหาคณิตศาสตร์และปัญหาในชีวิตจริงกับการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, จงกล ทำสวน, ศันสนีย์ เณรเทียน
แนวทางการออกแบบปัญหาคณิตศาสตร์และปัญหาในชีวิตจริงกับการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ, จงกล ทำสวน, ศันสนีย์ เณรเทียน
Journal of Education Studies
การคิดอย่างมีวิจารณญาณในบทความนี้เป็นการคิดไตร่ตรอง การให้เหตุผล การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลเพื่อตัดสินใจดำเนินการในสถานการณ์หรือแก้ปัญหาที่พบเจอ การพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียนในวิชาคณิตศาสตร์สามารถทำได้ในหลายแนวทาง สำหรับบทความนี้จะนำเสนอแนวทางการออกแบบสถานการณ์หรือปัญหาที่เหมาะสำหรับการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณในวิชาคณิตศาสตร์ใน 4 ลักษณะ ดังนี้ 1) ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่มีหลายคำตอบหรือหลายวิธีการ 2) ปัญหาเรื่องราวคณิตศาสตร์ที่เป็นสถานการณ์เสมือนจริงที่เน้นการเชื่อมโยงประสบการณ์ในชีวิตจริงมาใช้ในการแก้ปัญหา 3) ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ และ 4) สถานการณ์หรือปัญหาในชีวิตจริงที่เน้นการนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความคิดและประสบการณ์ที่มีอยู่มาใช้ในการอธิบายสถานการณ์หรือหาคำตอบของปัญหานั้น โดยสถานการณ์หรือปัญหาที่ออกแบบจะมุ่งพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณตามความสามารถย่อย ทั้งนี้ความรู้คณิตศาสตร์ที่สามารถนำมาใช้อธิบายสถานการณ์หรือแก้ปัญหาที่ออกแบบไว้ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้ในระดับสูงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างคุณลักษณะนักเรียนสำหรับสังคมอยู่ดีมีสุข, พรทิพย์ จับจิตต์, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, ธีรภัทร กุโลภาส
สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างคุณลักษณะนักเรียนสำหรับสังคมอยู่ดีมีสุข, พรทิพย์ จับจิตต์, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, ธีรภัทร กุโลภาส
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างคุณลักษณะนักเรียนสำหรับสังคมอยู่ดีมีสุข ตัวอย่างคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 342 โรง ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือฝ่ายบริหาร และครู จำนวน 684 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ลำดับความต้องการจำเป็นโดยใช้ PNImodified ผลการวิจัย พบว่า ปัจจุบันของการบริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาเพื่อสนับสนุนการเสริมสร้างคุณลักษณะนักเรียนสำหรับสังคมอยู่ดีมีสุข โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.77) และสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.58) ความต้องการจำเป็นสูงสุด ได้แก่ การบริหารทั่วไป (PNImodified = 0.2391) รองลงมา คือ การบริหารวิชาการ (PNImodified = 0.2316)
บทบรรณาธิการ, ศูนย์นวัตกรรมทางการศึกษา สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์
บทบรรณาธิการ, ศูนย์นวัตกรรมทางการศึกษา สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์
Journal of Education Studies
No abstract provided.
การวิเคราะห์การใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, กมลวรรณ ไข่มุกข์, ทัศนีย์ เศรษฐพงษ์, ธิดาดาว เดชศรี
การวิเคราะห์การใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิก เพื่อส่งเสริมความสามารถการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, กมลวรรณ ไข่มุกข์, ทัศนีย์ เศรษฐพงษ์, ธิดาดาว เดชศรี
Journal of Education Studies
การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนานวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิกที่ส่งเสริมความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิก กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมหรรณพาราม ปีการศึกษา 2563 จำนวน 40 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) นวัตกรรมหนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ (1) ชี้แจงจุดประสงค์ (2) เสนอผังกราฟิกที่เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา (3) กระตุ้นให้ผู้เรียนนึกถึงความรู้เดิม (4) เสนอเนื้อหาสาระและเชื่อมโยงกับผังกราฟิก พร้อมกับให้เหตุผลในการเลือกผังกราฟิก (5) เสนอและอภิปรายผลการใช้ผังกราฟิกกับเนื้อหา (6) ซักถามปรับความเข้าใจและขยายความจนผู้เรียนเกิดความเข้าใจกระจ่างชัด และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมร่วมกับผังกราฟิกมีความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น, ครรชิต พิมใจ, สรินดา อุปรี, เยาวลักษณ์ ลพพันทอง, ดาวรุวรรณ ถวิลการ
แนวทางการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น, ครรชิต พิมใจ, สรินดา อุปรี, เยาวลักษณ์ ลพพันทอง, ดาวรุวรรณ ถวิลการ
Journal of Education Studies
การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น 2) เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 108 คน ใช้การสุ่มอย่างง่าย และระยะที่ 2 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอด้วยการบรรยายเป็นความเรียง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และลำดับความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ในลำดับแรก คือ ด้านการติดต่อสื่อสาร 2) แนวทางการพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารใหม่ในจังหวัดขอนแก่น ประกอบด้วย ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านการจัดองค์การ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และด้านการอำนวยการที่จำเป็นในการทำงาน
การศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการสร้างความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, นภาดา แป้นสัมฤทธิ์
การศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการสร้างความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, นภาดา แป้นสัมฤทธิ์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการสร้างความผูกพันต่อองค์กร 2) เสนอแนวทางในการปรับปรุง พัฒนา และสร้างความผูกพันต่อองค์กร ตัวอย่างในการวิจัย คือ บุคลากรของสำนักทะเบียนและวัดผล มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จำนวน 117 คน และบุคลากรที่รับผิดชอบการพัฒนาบุคลากร จำนวน 18 คน เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบบันทึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความสำคัญต่อประสิทธิภาพของกระบวนการสร้างความผูกพันต่อองค์กร โดยภาพรวมประเด็นที่สำคัญมากที่สุด คือ บุคลากรมีความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานในองค์กรนี้ และผลการดำเนินการที่โดดเด่นมากที่สุด คือ บุคลากรเข้าใจถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนเองอย่างชัดเจน ผลวิเคราะห์การเปรียบเทียบความสำคัญกับผลการดำเนินการ พบว่า ค่า gap score สูงสุด คือ สภาพการทำงานที่ก่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการดำเนินชีวิตและการทำงาน 2) แนวทางในการสร้างความผูกพันของบุคลากร ได้แก่ การจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการถ่ายทอดงานจากพี่สู่น้อง การดูแลความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการสร้างความสุขในที่ทำงาน องค์กรควรส่งเสริมให้บุคลากรได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เพื่อเพิ่มทักษะใหม่ ๆ โดยผ่านทางออนไลน์ องค์กรควรมีการมอบรางวัลและยกย่องชมเชยบุคลากรที่มีผลงานดีเด่น และองค์กรควรเพิ่มช่องทางการสื่อสารในองค์กรให้หลากหลายมากขึ้น
การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการถ่ายโยงการเรียนรู้และรูปแบบความเป็นไปได้ของการขยาย ความในการโน้มน้าวใจเพื่อส่งเสริมทักษะและเจตคติในการปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุสำหรับนักศึกษาพยาบาล, นาตยา รัตนอัมภา, วิชัย เสวกงาม
การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการถ่ายโยงการเรียนรู้และรูปแบบความเป็นไปได้ของการขยาย ความในการโน้มน้าวใจเพื่อส่งเสริมทักษะและเจตคติในการปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุสำหรับนักศึกษาพยาบาล, นาตยา รัตนอัมภา, วิชัย เสวกงาม
Journal of Education Studies
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการถ่ายโยงการเรียนรู้และรูปแบบความเป็นไปของการขยายความในการโน้มน้าวใจเพื่อส่งเสริมทักษะและเจตคติในการปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุสำหรับนักศึกษาพยาบาล ตัวอย่างในการทดลองใช้กระบวนการเรียนการสอน คือ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 36 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริกส์ มีค่าความเที่ยงภายในผู้ให้คะแนน เท่ากับ .934 และแบบวัดเจตคติในการพยาบาลผู้สูงอายุ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ ครอนบาค และ 0.825 ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ คือ (1) หลักการ (2) วัตถุประสงค์ (3) ขั้นตอนการเรียนการสอน ซึ่งมี 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสามารถ ขั้นสร้างโครงสร้างความรู้และวางแผนการพยาบาล ขั้นปฏิบัติการพยาบาล และขั้นไตร่ตรองและสรุปความคิดรวบยอด (4) การกำหนดขอบเขตในการเรียนรู้ (5) การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนการสอน 2) ผลการใช้กระบวนการเรียนการสอน พบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยทักษะและเจตคติในการปฏิบัติการพยาบาลผู้สูงอายุในภาพรวมภายหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
การวิเคราะห์การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปิยะพร ป้อมเกษตร์, เพ็ญวรา ชูประวัติ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์
การวิเคราะห์การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา, ปิยะพร ป้อมเกษตร์, เพ็ญวรา ชูประวัติ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) วิเคราะห์สภาพการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 342 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน รองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูที่ปรึกษา ครูแนะแนว และครูฝ่ายปกครอง รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,338 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ลำดับความต้องการจำเป็นด้วยเทคนิค PNImodifiedผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดของการบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 3 กรอบแนวคิด ได้แก่ 1) กรอบแนวคิดการบริหาร 2) กรอบแนวคิดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3) กรอบแนวคิดคุณภาพของนักเรียน 2) การบริหารระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพของนักเรียนมัธยมศึกษามีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การประเมินผล (PNImodified = 0.187) รองลงมาคือ การวางแผน (PNImodified = 0.178) และการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ (PNImodified = 0.170) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านตามกระบวนการของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน พบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ การส่งต่อ (PNImodified = 0.238) รองลงมาคือ การป้องกัน (PNImodified = 0.177) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและการพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน (PNImodified= 0.173 เท่ากัน) และการคัดกรองนักเรียน (PNImodified = 0.169) ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามคุณภาพนักเรียน พบว่า มีค่าความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านจิตใจ (PNImodified = 0.193) รองลงมาคือ ด้านสติปัญญาและทักษะ (PNImodified = 0.188) ด้านคุณธรรม จริยธรรม (PNImodified = 0.182) และด้านร่างกาย …
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาระดับการสะท้อนคิดของนิสิตครู, พรสวรรค์ ศุภศรี, สุมาลี ชิโนกุล
การพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาระดับการสะท้อนคิดของนิสิตครู, พรสวรรค์ ศุภศรี, สุมาลี ชิโนกุล
Journal of Education Studies
ทักษะสำคัญสำหรับครูในยุคปัจจุบันนี้ คือ ทักษะการสะท้อนความคิดเพื่อพัฒนาการสอนได้ด้วยตนเอง ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญในพัฒนาและเสริมสร้างนิสิตครูให้มีทักษะนี้ ผู้วิจัยจึงจัดทำงานวิจัยนี้ขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการสะท้อนคิด และ 2) เพื่อศึกษาผลของการใช้ชุดเครื่องมือที่มีต่อระดับการสะท้อนคิดของนิสิตครู ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษาในการพัฒนาชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการคิดไตร่ตรอง กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตครูเอกภาษาอังกฤษที่กำลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในภาคปลายปีการศึกษา2555 จำนวน 4 คน การวิเคราะห์เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณถูกใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้ชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการคิดไตร่ตรอง ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดเครื่องมือการประเมินความสามารถด้านการสะท้อนคิดประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ (1) ตัวกระตุ้นความคิด ซึ่งอยู่ในรูปแบบวีดีโอการสอนของนิสิตครูแต่ละคน (2) ตัวเสริมศักยภาพความคิด ซึ่งอยู่ในรูปแบบคำถามเพื่อสะท้อนความคิด และ (3) แบบประเมินคุณภาพความคิด 2) การพัฒนาระดับความคิดไตร่ตรองของนิสิตครูสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่มีการพัฒนาด้านบวก และกลุ่มที่ระดับความคิดคงเดิม
ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอิทธิพลของสื่อและ การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3, พิทักษ์ชัย บรรณาลัย, จินตนา สรายุทธพิทักษ์
ผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอิทธิพลของสื่อและ การคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3, พิทักษ์ชัย บรรณาลัย, จินตนา สรายุทธพิทักษ์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้านที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอิทธิพลของสื่อและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซักค้านเรื่องอิทธิพลของสื่อ จำนวน 40 คน และนักเรียนกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เรื่องอิทธิพลของสื่อแบบปกติจำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องอิทธิพลของสื่อด้านความรู้ เจตคติ การปฏิบัติและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนด้วยค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฯ หลังการทดลองของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยรูปแบบปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, เพ็ญโบมัย ซัมแอล, สุชาติ ทั่งสถิรสิมา, ปิยะวรรณ ศรีสุรักษ์
การสร้างแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยรูปแบบปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, เพ็ญโบมัย ซัมแอล, สุชาติ ทั่งสถิรสิมา, ปิยะวรรณ ศรีสุรักษ์
Journal of Education Studies
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสร้างแรงจูงใจของนักเรียนในการเรียนภาษาอังกฤษ โดยการสอนภาษาอังกฤษด้วยการใช้รูปแบบปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 23 คนโดยมีรูปแบบการวิจัยคือ แบบแผนการทดลองขั้นต้นโดยใช้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษที่ใช้รูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และแบบวัดแรงจูงใจในการเรียนภาษาอังกฤษ วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ Paired Sample t-Test การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้รูปแบบปฏิสัมพันธ์ทางสังคมส่งผลต่อแรงจูงใจของนักเรียนในการเรียนภาษาอังกฤษ ผลการวิจัย พบว่า ก่อนทดลอง (pre-test) (M = 70.17, SD = 9.60) และหลังการทดลอง (post-test) (M = 74.78, SD = 5.87) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 2.16)
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, ภัคภร อุบลน้อย, พีรพัฒน์ ยางกลาง
การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, ภัคภร อุบลน้อย, พีรพัฒน์ ยางกลาง
Journal of Education Studies
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่น และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจและทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่น ตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเพชรบุรี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 35คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย คือ 1) แบบทดสอบทักษะการพูด 2) แบบสอบถามความพึงพอใจ 3) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยหาค่าเฉลี่ย Mส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน SD t-test dependent และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าคะแนนเฉลี่ยของทักษะการพูดภาษาอังกฤษของกลุ่มตัวอย่างหลังการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีระดับความพึงพอใจสูงสุด มีทัศนคติไปในทางบวก โดยเห็นว่าการจัดการเรียนรู้ที่เน้นภาระงานเกี่ยวกับการค้าขายสินค้าประจำท้องถิ่นมีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้