Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2588)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 5341 - 5370 of 37685
Full-Text Articles in Entire DC Network
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจของผู้ต้องขังหญิงและแนวทางการดูแล, ยศวดี ทิพยมงคลอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การได้รับความรุนแรงของผู้ต้องขังหญิง และศึกษาผลกระทบของการถูกใช้ความรุนแรงต่อผู้ต้องขังหญิง พร้อมศึกษาแนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง การวิจัยนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงโดยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านการสำรวจแบบสอบถามกับผู้ต้องขังหญิง จำนวน 150 คน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ต้องขังหญิง 15 คนและเจ้าหน้าที่เรือนจำ จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 48 ของผู้ต้องขังหญิงเคยถูกกระทำความรุนแรงทางร่างกาย ร้อยละ 12.7 เคยถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ และร้อยละ 43.3 เคยถูกกระทำความรุนแรงด้านจิตใจ ความรุนแรงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย เช่น นอนไม่หลับ รับประทานอาหารได้น้อยลง ได้รับบาดเจ็บถึงขั้นสูญเสียอวัยวะหรือพิการ และส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น เครียด วิตกกังวลคิดวนเวียนซ้ำๆ เรื่องเดิม ความรุนแรงนี้ยังส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงบางคนมีปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรง เป็นระยะเวลานานถึงขั้นเป็นบาดแผลในใจจนถึงปัจจุบัน ผลการประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ พบว่า ร้อยละ 47.3 ของผู้ต้องขังหญิงได้รับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อยถึงรุนแรง โดยมีผู้ต้องขังหญิงกว่า 1 ใน 5 มีระดับผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญอยู่ในระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจมากและระดับทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการให้คำปรึกษา แนวทางของเรือนจำในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง ประกอบด้วยแนวทางที่เรือนจำปฏิบัติเป็นหลัก จะมุ่งที่การจำแนกผู้ต้องขังเข้าใหม่เพื่อคัดกรองผู้ต้องขังและการดูแลเบื้องต้นด้านสภาพจิตใจ นอกจากนี้ ในเรือนจำยังมีอาสาสมัครเรือนจำเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดูแลผู้ต้องขัง ทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต หากแต่เรือนจำไม่ได้มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีประสบการณ์ที่ได้รับความรุนแรง โดยข้อจำกัดในการดูแลผู้ต้องขังหญิงที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงก่อนเข้าเรือนจำ ได้แก่ การไม่เปิดใจหรือความไม่ไว้วางใจของผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ส่งผลต่อภาระงานที่มากเกินไป ข้อจำกัดด้านงบประมาณ สถานที่ การส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขัง และทัศนคติของผู้ต้องขังอื่นในเรือนจำข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้ ได้แก่ ควรมีการพัฒนานโยบายด้านการดูแลปัญหาสุขภาพจิตและการฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประวัติความรุนแรงอย่างเป็นระบบ การปรับปรุงพื้นที่เรือนจำให้เอื้อต่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรง รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่เรือนจำให้มีความรู้ความเข้าใจในการให้คำปรึกษาและการดูแลผู้ต้องขังหญิง ควรจัดโปรแกรมฝึกอบรมผู้ต้องขังที่มุ่งเสริมสร้างความมั่นใจและการเยียวยาด้านจิตใจ ควรสนับสนุนการบูรณาการบริการด้านสุขภาพจิตในเรือนจำให้ครอบคลุมและเทียบเท่ากับบริการในชุมชน รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการให้บริการและการดำเนินงาน ควรพัฒนาระบบการสอบประวัติและแบบสอบถามคัดกรองอาการทางสุขภาพจิต การให้คำปรึกษาและการดูแลทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยจัดโปรแกรมเสริมทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและเยียวยาตนเองสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่มีประสบการณ์ถูกใช้ความรุนแรงเพื่อให้สามารถคืนคนดีกลับสู่สังคมได้อย่างแท้จริง
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
ปัญหาและการปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล, อู่ธนา สุระดะนัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้การมีอยู่และการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานสอบสวนเกย์ อีกทั้งศึกษาสภาพปัญหาและผลกระทบของการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 31 คน ผลการวิจัยพบว่าคนในสังคมไทยรับรู้ถึงการมีอยู่ตัวตนพนักงานสอบสวนเกย์ พวกเขาต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทและลักษณะการแสดงออกของเพศชายตามค่านิยมสังคมไทยและต้องปกปิดรสนิยมทางเพศที่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทที่เข้าใจและยอมรับ ปัญหาที่พบมี 4 ประการ ได้แก่ 1) การใช้สรรพนามที่ไม่เหมาะสม 2) การล้อเลียนและคุกคามทางเพศ 3) การมอบหมายงานที่ไม่สำคัญ และ 4) การเลื่อนขั้นที่ไม่เป็นธรรม ส่งผลกระทบต่อพนักงานสอบสวนเกย์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เกิดความอับอายและความเครียด 2) ถูกจำกัดโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และ 3) ขาดความมั่นใจในตนเอง แนวทางการแก้ไขปัญหาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติควรเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ โดยคำนึงถึงสิทธิในการไม่ถูกเลือกปฏิบัติ สิทธิในการแสดงออกและความคิดเห็นอย่างเสรี และสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลักยอกยาการ์ตา อีกทั้งควรนำแนวทางขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสหประชาชาติ (UN) มาปรับใช้เพื่อลดการเลือกปฏิบัติและส่งเสริมความเท่าเทียมในที่ทำงาน
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
การคัดกรองความผิดปกติของรูปภาพบุคคลที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์, ธนพล พจนะสวนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคปัจจุบันความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ถูกสร้างขึ้นและพัฒนาเพื่อสามารถสร้างงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้แก่ รูปภาพ วิดีโอ เสียง งานเขียน และบทความ งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ในการผลิตงานภาพบุคคลตามคําสั่งหรือข้อความที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม การใช้ปัญญาประดิษฐ์ประเภทนี้ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการสร้างภาพบุคคลคือความผิดปกติจากส่วนของร่างกายหรืออวัยวะของมนุษย์เช่นอวัยวะที่ผิดรูปหรือองค์ประกอบอวัยวะขาดหายไป จากปัญหานี้ทำให้ผู้วิจัยเกิดแนวคิดที่จะออกแบบแบบจำลองสําหรับการคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างชุดข้อมูลภาพบุคคลประมาณ 100,000 ภาพที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และพัฒนาแบบจำลองต้นแบบสําหรับคัดกรองความผิดปกติของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำให้ภาพปัญญาประดิษฐ์จะมีคุณภาพที่ดีขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึกนำมาใช้เพื่อแยกประเภทภาพปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งออกเป็น2 ประเภท: ภาพปกติ (Normal)และ ภาพบกพร่อง (Defect) ชุดข้อมูลที่ใช้พัฒนาแบบจำลองนี้ประกอบด้วยข้อมูลประมาณ 100,000 ภาพเพื่อให้แบบจำลองมีความแม่นยําและประสิทธิภาพที่ดี งานวิจัยนี้ใช้แบบจำลองการเรียนรู้เชิงลึก 4 ประเภทในการทดสอบเพื่อหาแบบจำลองที่เหมาะสมที่สุดสําหรับการคัดกรองความผิดปกติในภาพปัญญาประดิษฐ์ แบบจำลองนี้ใช้เป็นแบบจำลองต้นแบบในการคัดกรองคุณภาพของภาพบุคคลที่สร้างขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์และชุดข้อมูลทั้งหมดในงานวิจัยนี้จะถูกเผยแพร่โดยสาธารณะ
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง, ศิรัสวยา หงษ์ยนต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำนายอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงจะช่วยทำให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสถานีตำรวจแต่ละแห่งที่จะนำผลลัพธ์ที่ได้ไปประกอบการปรับกลยุทธ์การป้องกันอาชญากรรมรวมถึงการจัดสรรกำลังพลให้กับหน่วยงานของตนเองได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเรียนรู้ด้วยเครื่องกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำนายอาชญากรรมซึ่งช่วยให้มีความแม่นยำมากขึ้น ในการศึกษานี้มุ่งเน้นไปที่การทำนายจำนวนอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นในสถานีตำรวจปทุมวัน ด้วยการใช้ข้อมูลประวัติอาชญากรรมจากสถานีตำรวจทั่วประเทศตั้งแต่มกราคมปี 2554 ถึงกุมภาพันธ์ปี 2565 โดยใช้แบบจำลองการ K-Means เพื่อจัดกลุ่มสถานีตำรวจที่มีรูปแบบอาชญากรรมคล้ายคลึงกับสถานีตำรวจปทุมวัน ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดกลุ่มพบว่าสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ทุ่งมหาเมฆ, สำเหร่, สุทธิสาร, ปากคลองสาน, บางกอกใหญ่, บางกอกน้อย, มักกะสัน, บางยี่เรือและตลาดพลูถูกจัดให้อยู่กลุ่มเดียวกับสถานีตำรวจปทุมวัน จากนั้นจึงใช้แบบจำลอง LSTM ในการรทำนายอาชญากรรมของสถานีตำรวจปทุมวันผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียง ชุดข้อมูลการฝึกใช้ข้อมูลสถานีตำรวจปทุมวันจับคู่กับสถานีตำรวจภายในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างสถานีตำรวจปทุมวันและสถานีตำรวจวังทองหลาง, นางเลิ้ง, ดุสิต, บางซื่อ, ปากคลองสาน, บางกอกน้อย, มักกะสันและตลาดพลูส่งผลให้ RMSE และ MAE ลดลง เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลสถานีตำรวจจปทุมวันเพียงอย่างเดียว แสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ร่วมกันของข้อมูลสถานีตำรวจใกล้เคียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำของการทำนายอาชญากรรมและจะส่งผลให้เป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับกลยุทธ์การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิผลมากขึ้น
ผลของความโค้งของคลองรากฟันต่อความทนทานต่อแรงบิดของตะไบทางทันตกรรมแบบหมุน, ปุณยวุฒิ โตมีบุญ
ผลของความโค้งของคลองรากฟันต่อความทนทานต่อแรงบิดของตะไบทางทันตกรรมแบบหมุน, ปุณยวุฒิ โตมีบุญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้ศึกษาความทนทานต่อแรงบิดของตะไบทางทันตกรรมแบบหมุนที่ทำงานในคลองรากฟันที่มีความโค้งแบบต่าง ๆ ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และวิธีการทดลอง การศึกษานี้จำลองการรับแรงบิดของตะไบขนาด 0.25 และ 0.35 มิลลิเมตร ขณะทำงานในคลองรากฟันที่มีรัศมีความโค้ง 2, 5 และ 8 มิลลิเมตร และทำงานในคลองรากฟันที่มีมุมความโค้ง 30, 45 และ 60 องศา โดยมีตะไบตรงเป็นชุดควบคุม การศึกษาด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์พิจารณาแนวโน้มของค่าความเค้นและแรงบิดปฏิกิริยาที่ปลายตะไบภายใต้แรงบิดขนาดคงที่ การทดลองหาแรงบิดจากเครื่องกรอฟันที่ทำให้ตะไบเสียหายในขณะทำงานในคลองรากฟันที่มีความโค้งแบบต่าง ๆ ผลการศึกษาด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์พบว่าความเค้นและแรงบิดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นที่ปลายของตะไบที่ทำงานในคลองรากฟันโค้งมีค่าน้อยกว่าตะไบที่ทำงานในคลองรากฟันตรง ความเค้นและแรงบิดปฏิกิริยามีค่าน้อยลงเมื่อตะไบรับแรงบิดขณะวางตัวอยู่ในคลองรากฟันที่มีรัศมีความโค้งน้อยลง และมีค่าน้อยลงเมื่อรับแรงบิดขณะอยู่ในคลองรากฟันที่มีมุมความโค้งมากขึ้น ในส่วนของการทดลองพบว่าผลการทดลองสอดคล้องกับผลการศึกษาโดยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ ตะไบโค้งสามารถรับแรงบิดจากเครื่องกรอฟันได้มากกว่าตะไบตรง ความสามารถในการรับแรงบิดจากเครื่องกรอฟันของตะไบลดลงขณะตะไบทำงานในคลองรากฟันที่มีรัศมีความโค้งมากขึ้น แต่ตะไบสามารถรับแรงบิดได้มากขึ้นเมื่อทำงานในคลองรากฟันที่มีมุมความโค้งมากขึ้น นั่นคือ ผลการศึกษาจากระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์และวิธีการทดลองมีความสอดคล้องกัน ตะไบทางทันตกรรมแบบหมุนจะสามารถรับแรงบิดได้มากขึ้นเมื่อตะไบทำงานในคลองรากฟันที่มีความโค้ง
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
การศึกษาปัจจัยทำนายของการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์, ฉัฐจุฑา นกจันทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ โดยการศึกษาระยะที่ 1 จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนามาตรวัดเชิงสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ เพื่อนำมาใช้พิจารณาวิเคราะห์ผลร่วมกับการศึกษาในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยทำนายที่เป็นสาเหตุของการรังแกบนโลกไซเบอร์และ การตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ และ 2 ) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูง การเห็นคุณค่าในตนเอง ความเห็นอกเห็นใจ ต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แบ่งเป็นการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 95 คน และการศึกษาระยะที่ 1 จำนวน 395 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form ผลของการพัฒนามาตรวัดการเชิงสถานการณ์รังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยแสดงความคิดเห็นในแต่ละสถานการณ์ของการรังแกบนโลกไซเบอร์ ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะได้อ่านเนื้อหาจากสถานการณ์ในมาตรวัดเชิงสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ โดยสมมติว่าตนเองเป็นผู้ใช้งานโดยที่ไม่ระบุชื่อและรูปจริงของตนเองในการเล่นเฟสบุ๊คที่ถูกสร้างขึ้น จำนวน 4 สถานการณ์ ได้แก่ 1) นินทา ด่าทอ ล้อเลียน 2) การเผยแพร่ความลับ 3) การใส่ร้าย และ 4) การแอบอ้างชื่อ หรือตัวตน และเขียนบรรยายเสนอความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ในแต่ละสถานการณ์ เพื่อนำมาพัฒนาพัฒนาข้อกระทง การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าแบบครอนบาคของมาตรวัดโดยรวม เท่ากับ .98 และมีค่าความสัมพันธ์รายข้อกับข้อคำถามรวม พบว่า ข้อคำถามจำนวน 29 ข้อ ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด และมีค่าสหสัมพนธ์แบบเพียร์สัน ซึ่งผลจากการศึกษา พบว่า สถานการณ์การรังแกบนโลกไซเบอร์ มีค่าสหสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความก้าวร้าว (r = .87 , p < .01 , สองหาง) และ มีค่าสหสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความเห็นอกเห็นใจ (r = -.87 , p < .01 , สองหาง) ส่วนผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง พบว่า การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยี มีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 การหลงตัวเองแบบให้ค่าสูงมีอิทธิพลทางตรงต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ และมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์ผ่านความเห็นอกเห็นใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 ในขณะที่การเห็นคุณค่าในตนเองไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อการรังแกบนโลกไซเบอร์และการตกเป็นเหยื่อบนโลกไซเบอร์ ส่วนความเห็นอกเห็นใจไม่มีอิทธิพลกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการรังแกบนโลกไซเบอร์และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านเทคโนโลยีและการเห็นคุณค่าในตนเอง
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
ประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน, กิตินัดดา อิทธิวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในบุคคลวัยทำงาน ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาเชิงตีความ (Interpretative Phenomenological Analysis : IPA) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยคือ บุคคลวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และเคยมีประสบการณ์ในการเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ อย่างน้อย 2 sessions ขึ้นไป และสิ้นสุดการรับบริการแล้ว อีกทั้งยังเคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบุคคลแบบพบหน้า จำนวนทั้งสิ้น 7 ราย ซึ่งมีอายุระหว่าง 28-42 ปี ผลการศึกษาสามารถแบ่งได้ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) สิ่งที่คำนึงก่อนเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความพร้อมของผู้รับบริการในการเข้าสู่บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยา และเกณฑ์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล 2) การรับรู้อารมณ์และความพยายามในการสื่อสารผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย ความรู้สึกแรกในการเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล และการปรับตัวให้เข้ากับระบบโดย ‘ไม่ให้วิดีโอคอลมาเป็นอุปสรรค’ 3) การรับรู้ถึงอรรถประโยชน์ของบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลสามารถทดแทนแบบพบหน้าได้ การรับรู้ความสัมพันธ์ผ่านวิดีโอคอลในมุมผู้รับบริการ ‘ความสะดวก รวดเร็ว ทันต่อเวลา’ ในบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การปรึกษาทางวิดีโอคอลตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนวัยทำงาน การปรึกษาผ่านวิดีโอคอลเป็น ‘ตัวช่วย’ ในการลดการตีตราทางสังคม ตลอดจนความสบายใจในการเปิดเผยตัวตนผ่านบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล 4) การรับรู้การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกหลังเข้ารับบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ประกอบด้วย การเปลี่ยนแปลงภายในตน และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น 5) ความมุ่งหวังของผู้รับบริการต่อบริการปรึกษาทางวิดีโอคอล ประกอบด้วย การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอล การออกแบบบริการปรึกษาผ่านวิดีโอคอลที่ยึดหัวใจของผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง การขยายบริการปรึกษาทางวิดีโอคอลขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง สรุปผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์ทางจิตใจของบุคคลวัยทำงานที่เคยเข้ารับบริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในหลากหลายมิติ โดยผู้รับบริการสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปพัฒนาการมีส่วนร่วมของตนในบริบทออนไลน์ ในขณะที่นักจิตวิทยาการปรึกษา และบุคลากรวิชาชีพด้านสุขภาพจิตสามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาแนวทางการให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
บทบาทของทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและการระบุตัวตนในระดับกลุ่ม ต่อการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ในประเทศไทย, จำเริญลักษณ์ ทองล้วน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย โดยมุ่งเน้นศึกษาอิทธิพลของเจตคติและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อความตั้งใจในการทำพฤติกรรมโดยมีการระบุตัวตนระดับกลุ่มเป็นตัวแปรกำกับ ผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีความหลากหลายทางเพศ 103 คน ผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์และเก็บข้อมูลพฤติกรรมในอีก 2 สัปดาห์ถัดไป ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเจตคติต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์ (β = .30, p < .05 หนึ่งหาง) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์สามารถทำนายพฤติกรรมโดยมีตัวแปรความตั้งใจที่จะเข้าร่วมเป็นตัวแปรส่งผ่าน (β = .25, p < .05) อย่างไรก็ตามการระบุตัวตนในระดับกลุ่มไม่มีอิทธิพลกำกับ การวิเคราะห์รายข้อยังชี้ให้เห็นว่าเพศกำหนดชายมองว่าการเมืองและกฏหมายไม่เอื้อ และกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมเป็นปัจจัยต่อต้านเด่นชัด เพศกำหนดหญิงมีความเชื่อว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศผ่านการลงนามทางออนไลน์จะสามารถแก้ปัญหาและทำให้มีผู้สนับสนุนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
การยอมรับนิยามความงามที่หลากหลาย : การศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับนิยามความงามที่หลากหลายและโปรแกรมเสริมสร้างกับผู้หญิงไทย, กมลกานต์ จีนช้าง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและความเข้าใจแนวคิดนิยามความงามที่หลากหลายในบริบทสังคมไทย 2) ตรวจสอบบทบาทของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ซึ่งส่งผลในการลดพฤติกรรมการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา และ 3) พัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย การศึกษาขั้นต้นเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาหญิงที่รับรู้รูปลักษณ์ของตนเองทางบวกระดับสูง 17 คน ผลการวิเคราะห์สาระสำคัญเชิงสะท้อน พบว่า นิยามความงามที่หลากหลายในบริบทไทยประกอบด้วย 3 สาระสำคัญหลัก ได้แก่ ความงามทางกายที่หลากหลาย ความงามจากคุณลักษณะภายใน ความงามจากคุณลักษณะทางสังคมที่น่าพึงพอใจ และข้อค้นพบนี้ได้รับการพัฒนาเป็นมาตรวัดนิยามความงามที่หลากหลายฉบับภาษาไทยสำหรับใช้ในการศึกษาต่อมา การศึกษาที่ 1 เป็นการทดสอบโมเดลอิทธิพลกำกับของนิยามความงามที่หลากหลายในการบรรเทาการส่งผ่านอิทธิพลของการซึมซับอุดมคติความงามและความไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตา ที่ส่งผลต่อไปยังการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาหญิงระดับปริญญาตรี 285 คนที่ร่วมตอบแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของตัวแปรแฝงของโมเดลสมการโครงสร้างด้วยโปรแกรม Mplus พบว่า โมเดลอิทธิพลส่งผ่านของการซึมซับอุดมคติความงามและความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาต่อการปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาก่อนทดสอบปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลายสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ได้ดีกว่าโมเดลอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ของนิยามความงามที่หลากหลาย สะท้อนว่านิยามความงามที่หลากหลายไม่มีบทบาทกำกับการส่งผ่านในโมเดลตามสมมติฐาน แต่มีอิทธิพลหลักลดความรู้สึกไม่พึงพอใจในรูปร่างหน้าตาได้โดยตรง การศึกษาที่ 2 เป็นการพัฒนาโปรแกรมเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ซึ่งออกแบบตามแนวคิดการบำบัดด้วยการเขียนบรรยายความคิดความรู้สึกร่วมกับการเขียนเชิงบวก และทดสอบประสิทธิภาพของโปรแกรมด้วยการทดลองกับนักศึกษาหญิง 130 คน ซึ่งได้รับการสุ่มเข้าสู่ 2 เงื่อนไข ได้แก่ กลุ่มทดลองร่วมโปรแกรมการเขียนเสริมสร้างนิยามความงามที่หลากหลาย ส่วนกลุ่มควบคุมร่วมกิจกรรมการเขียนเล่าเรื่อง ทั้งสองกลุ่มเข้าร่วมกิจกรรมการเขียนวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ร่วมการทดลองตอบมาตรวัดตัวแปรที่ศึกษา 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนร่วมโปรแกรม หลังร่วมโปรแกรม และอีกหนึ่งสัปดาห์หลังร่วมโปรแกรม ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วมด้วยโปรแกรม SPSS เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเงื่อนไข พบว่า หลังร่วมโปรแกรมกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยนิยามความงามที่หลากหลาย การชื่นชมเห็นค่าของร่างกาย ความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อควบคุมคะแนนพื้นฐานของแต่ละตัวแปรตาม การติดตามผลในอีก 1 สัปดาห์พบว่าค่าเฉลี่ยของความพึงพอใจในรูปร่างร่างหน้าตา และความพึงพอใจในร่างกายขณะนั้นยังสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความต่างของค่าเฉลี่ยการซึมซับอุดมคติความงามระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ทั้งหลังร่วมกิจกรรมและระยะติดตามผล
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี: การวิจัยแบบผสานวิธี, ปณิชา พรประสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีแบบข้อมูลบรรจบกันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณเป็นผู้สูงอายุ 557 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภค 304 คน และแบบลงมือทำ 253 คน) การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นผู้สูงอายุ 16 คน (มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบผู้บริโภคและลงมือทำกลุ่มละ 8 คน) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างความผูกพันกับดนตรี ความหมายในชีวิต และความสุขเชิงอัตวิสัยของผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า Chi-square = 23.27, df = 17, p = .14, CFI = 0.999, GFI = 0.992, และ RMSEA = 0.026 ตัวแปรอิสระทั้ง 2 ตัวแปร สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามความสุขเชิงอัตวิสัยได้ คิดเป็นร้อยละ 54.4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ ความหมายในชีวิต ตามมาด้วย ความผูกพันกับดนตรี ส่วนผลการตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรทั้งสามที่ศึกษา 2 โมเดล (โมเดลที่ 1 ในผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภค และ โมเดลที่ 2 ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบลงมือทำ) พบว่าทั้ง 2 โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีแบบแผนความสัมพันธ์ไม่แตกต่างกัน งานเชิงคุณภาพพบว่า แก่นสาระประสบการณ์ผู้สูงอายุที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีแบบเป็นผู้บริโภคและแบบลงมือทำ ครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ (1) การมีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีของผู้สูงอายุในฐานะส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตน (2) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อความสัมพันธ์ทางสังคม โดยกิจกรรมดนตรีเป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์หรือเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง (3) กิจกรรมทางดนตรีเอื้อต่อการมีสุขภาวะกายใจ ด้วยการปรับอารมณ์และการฟื้นฟูกายและใจ และ (4) ดนตรีมีส่วนในการพัฒนาตนเชิงบวก และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าความหมายของผู้สูงอายุ
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Effects Of Music-Activity Intervention On Stress And Social Skills In Children With Autism Spectrum Disorder: A Multiple Baseline Study, Phollawat Rangkhaphuti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This research investigated the effects of music-activity intervention on stress reduction and the enhancement of social skills in autistic children. Utilizing a multiple baseline research design to systematically assess the intervention's impact, the investigation focused on three autistic children aged 7-9 years who exhibited no impairments in vision, hearing, mobility, or endocrine gland disorders. These participants scored in the mild to moderate range on the Autistic Treatment Evaluation Checklist (ATEC-Thai version). Each child participated in 30-minute musical activity sessions, totaling 10 sessions. Salivary cortisol levels served as indicators of stress, while social skills were evaluated using the parent-report Social Skills …
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
ผลของโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ณภัสสร อมรวงศ์วณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ที่มีผลต่อความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล 2 จำนวน 76 คน แบ่งเด็กเข้ากลุ่มด้วยวิธีการจับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมใกล้เคียงกัน แล้วสุ่มแยกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทีละคู่ โดยให้เด็กกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการเล่นประกอบดนตรีรวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง ในขณะที่เด็กกลุ่มควบคุมทำกิจกรรมตามปกติในชั้นเรียน หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มควบคุมลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 75 คน วัดผลและเก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และประเมินแต่ละองค์ประกอบของ EF ด้วยชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเล่นประกอบดนตรี ช่วยเพิ่มคะแนนความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) ของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งคะแนน EF โดยรวม และสามองค์ประกอบของ EF ดังนี้ 1. EF โดยรวม : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนน EF โดยรวม (Mean = 32.24, SD =6.11) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 3.53, SD =6.22) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (Mean =11.14, SD =12.56) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 2. การยืดหยุ่นทางความคิด : หลังการเข้าร่วมโปรแกรม เด็กกลุ่มทดลองมีคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.55, SD = 4.48) เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม (Mean = 1.79, …
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
ประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ, ดนยา มิตรกูล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดด้วยการฝึกสติ โดยศึกษาด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้เข้าร่วมการวิจัย คือ นักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดที่มีการฝึกสติเป็นประจำต่อเนื่อง จำนวน 6 คน มีอายุระหว่าง 24-36 ปี ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) อารมณ์ความรู้สึกและสภาวะทางลบที่ประสบระหว่างฝึกงาน กล่าวคือ ผู้ให้ข้อมูลประสบกับความรู้สึกหนักหน่วงจากการรับฟังเรื่องราวผู้รับบริการ ตำหนิตนเอง กลัวกังวล ไม่มั่นใจในการเดินต่อในสายอาชีพ และมีความเหนื่อยล้าทางกาย 2) การใช้สติในการรับมือกับผลกระทบทางลบจากการฝึกงาน ในการใช้สติรับมือกับผลกระทบทางลบนั้นมีบางช่วงเวลาที่ผู้ฝึกหัดมีกำลังสติไม่เพียงพอจนเสียศูนย์และไม่สามารถใช้การฝึกสติได้ ผู้ให้ข้อมูลจึงใช้ปัจจัยช่วยอื่นในการกลับสู่การมีสติอีกครั้ง และผู้ให้ข้อมูลระบุถึงประสิทธิภาพในการใช้สติว่าขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอของการฝึกสติ 3) ผลของการฝึกสติ กล่าวคือ การฝึกสติส่งผลต่อการดูแลตนเองจากผลกระทบทางลบ ต่อการทำงานกับผู้รับบริการ และต่อชีวิตส่วนบุคคล 4) การส่งต่อการฝึกสติ ผู้ให้ข้อมูลระบุถึงการฝึกสติให้กับผู้รับบริการและสิ่งที่เรียนรู้จากการฝึกสติให้กับผู้รับบริการ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการฝึกสติให้กับนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัด ซึ่งประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษาในการพัฒนาแนวทางการดูแลตนเองของนักจิตวิทยาการปรึกษาฝึกหัดในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การและพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ โดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน, ปวีณรัตน์ กิตติพิชญอัมพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การโดยมีคุณภาพชีวิตการทำงานเป็นตัวแปรส่งผ่าน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมบริการที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 156 คน ได้ทำการตอบคำถามผ่านแบบสอบถามออนไลน์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการรับรู้ความยุติธรรมในองค์การ, มาตรวัดพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ และมาตรวัดการคุณภาพชีวิตการทำงาน เมื่อทำการวิเคราะห์ผลทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปSPSS ชุดคำสั่ง PROCESS (Model 4) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมทั้งการวิเคราะห์สถิติการทดสอบตัวแปรส่งผ่าน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การไม่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .09, p = .175), การรับรู้ความยุติธรรมในองค์การมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .68, p
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Can Too Much Job Crafting Lead To Burnout? Curvilinear And Moderation Analyses, Panod Srisinsuphya
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Job Crafting involves individuals reshaping their work to align with their values and strengths, making work life more meaningful. While it reduces stress, studies also note drawbacks like increased stress and work disruption. This research uses polynomial hierarchical multiple regression to exhibit where job crafting shifts from positive to negative effects. Drawing on the conservation of resources theory and the too-much-of-a-good-thing effect, this research includes two studies. The first, with hotel group employees in Thailand (N = 405), examines job crafting's four dimensions and their impact on burnout. Results reveal that only 'increasing challenging job demands' has a curvilinear relationship …
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
หมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ, พรปวีณ์ ฤทัยมณีเกษม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในสถานะทางอัตลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยเริ่มที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี อายุเฉลี่ย 20.90 ปี จำนวน 341 คน จากการวิเคราะห์การจัดกลุ่มพบว่าสามารถจัดกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวอย่างได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ได้แก่ 1) สถานะทางอัตลักษณ์การปักหลักตัวตนตามผู้อื่น 2) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตน 3) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตน 4) สถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้ง 5) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่กังวล และ 6) สถานะทางอัตลักษณ์แบบสับสนแต่ไม่กังวล และมีการพัฒนามาตรวัดหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ฉบับภาษาไทยเพื่อให้เหมาะสมกับการศึกษาในบริบทประเทศไทย จำนวนข้อกระทง 34 ข้อ และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ของรูปแบบสถานะทางอัตลักษณ์ และหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ พบว่ากลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งและกลุ่มสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนที่มีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ จากผลการศึกษานี้ พบผลที่เพิ่มเติมจากสมมติฐานงานวิจัยที่ระบุว่ากลุ่มที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นพบตัวตนจะมีคะแนนเฉลี่ยของหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เนื่องจากบุคคลที่มีสถานะทางอัตลักษณ์การค้นหาตัวตนอีกครั้งได้ประสบความสำเร็จในการค้นพบตัวตนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้า ดังนั้นจึงอนุมานได้ว่าบุคคลมีการดำเนินการทำหมุดหมายของการเป็นผู้ใหญ่ในประเด็นต่าง ๆ ได้สำเร็จเช่นเดียวกันกับบุคคลที่เพิ่งค้นพบตัวตนเป็นครั้งแรก
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
ผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรมของเด็กวัยอนุบาล, ภรัณยา กาญจนรุจิ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลา ต่อการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในการจัดการพฤติกรรม (EF) โดยรวม และแยกตามองค์ประกอบ 3 ด้าน ได้แก่ ความจําเพื่อใช้งาน การยับยั้งพฤติกรรม และการยืดหยุ่นทางความคิด ของเด็กวัยอนุบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กชั้นอนุบาล 2 จำนวน 56 คน แบ่งกลุ่มโดยการจับสลากแยกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จับคู่เด็กที่มีคะแนน EF โดยรวมก่อนเข้าร่วมโปรแกรมใกล้เคียงกันเข้าสู่การวิเคราะห์ข้อมูล เด็กทั้ง 2 กลุ่มใช้อุปกรณ์ทำศิลปะและภาพมันดาลาแบบเดียวกัน จัดกิจกรรมกลุ่มละ 21 ครั้งเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อการเสริมสร้าง EF ในขณะที่กลุ่มควบคุมเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง หลังเริ่มการวิจัยเด็กกลุ่มทดลองลาออกจากโรงเรียน 1 คน จึงเหลือกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 55 คน เก็บข้อมูลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรม โดยใช้แบบประเมิน หัว-เท้า-เข่า-ไหล่ ในการประเมิน EF โดยรวม และชุดแบบประเมิน Early Years Toolbox (EYT) สำหรับการประเมินองค์ประกอบ 3 ด้านของ EF วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติความแปรปรวนสองทางแบบผสม และวิเคราะห์ความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ผลการวิจัยพบว่า หลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง เด็กมีคะแนน การยืดหยุ่นทางความคิด (Mean = 5.37, SD = 4.72) เพิ่มสูงขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (Mean = 4.04, SD = 4.71) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มควบคุมที่เข้าร่วมโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบไม่มีคำสั่ง ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของคะแนนการยืดหยุ่นทางความคิดหลังการเข้าร่วมโปรแกรม นอกจากนี้ยังพบว่า ทั้งโปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่ง และแบบไม่มีคำสั่ง ไม่ส่งผลต่อคะแนน EF โดยรวม และองค์ประกอบ EF ด้านความจําเพื่อใช้งาน หรือการยับยั้งพฤติกรรม ของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยสรุปได้ว่า โปรแกรมศิลปะแนวคิดมันดาลาแบบมีคำสั่งเพื่อการเสริมสร้าง EF ช่วยให้เด็กมีคะแนนองค์ประกอบ EF ด้านการยืดหยุ่นทางความคิด เพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุปกรณ์หรือของเล่นที่ดีสำหรับเด็ก …
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
อิทธิพลของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีต่อภาวะหมดไฟในการทำงาน: การวิเคราะห์อิทธิพลกำกับของความปลอดภัยด้านจิตใจ, ระพีพร ม่วงศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
รูปแบบการทำงานในสังคมปัจจุบันมีการพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น การปรับตัวของพนักงานอาจส่งผลให้เกิดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่นำไปสู่ความเครียด ความกังวล และความเหนื่อยล้าที่เชื่อมโยงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน เห็นได้จากในปัจจุบันที่พบว่าอัตราการเกิดภาวะหมดไฟในการยังคงสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ จะสามารถเป็นตัวแปรกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ของความเครียดจากการใช้เทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้หรือไม่ ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานในองค์การภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสตาร์ทอัพ ในกรุงเทพและปริมณฑล ที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานมาใช้เทคโนโลยีมากขึ้นภายหลังจากการเกิดสถานการณ์โรคระบาด จำนวน 175 คน จากการตอบแบบสอบถามออนไลน์ โดยประกอบด้วยแบบวัดความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี แบบวัดภาวะหมดไฟในการทำงาน และแบบวัดความปลอดภัยด้านจิตใจ ใช้มาตรวัดความรู้สึกจากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ผลการวิจัยพบว่าความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน และพบว่าความปลอดภัยด้านจิตใจ มีอิทธิพลกำกับที่ช่วยลดความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดจากการใช้เทคโนโลยี เฉพาะมิติของความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีต่อการเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นำไปสู่ข้อเสนอแนะของการวิจัยต่อองค์การที่ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยด้านจิตใจในที่ทำงาน ทั้งในระดับบรรยากาศการทำงานและระดับบุคคล
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
การจดจ่อและการรับรู้พื้นที่ผ่านเสียง, สรัญญา เตรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง และ 2) ศึกษาปฏิสัมพันธ์ของการกลอกตา การชี้นิ้ว และการรับรู้การจดจ่อต่อการระบุแหล่งที่มาของเสียงแนวตั้ง ผู้เข้าร่วมการวิจัยในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 30 คน อายุอยู่ในช่วงระหว่าง 20 – 33 ปี (M = 25.57 ปี, SD = 4.28) และมีการได้ยินปกติ ผลการศึกษา พบว่า ในทุกเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวร่างกาย (ได้แก่ เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-มีการชี้นิ้ว รวมถึง เงื่อนไขที่ไม่มีการกลอกตา-ไม่มีการชี้นิ้ว) เมื่อได้สัญญาณเสียงที่ถูกต้อง (valid) ทำให้ระบุตำแหน่งของเสียงได้เร็วกว่าได้สัญญาณที่ผิด (invalid) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของการจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความแตกต่างของการรับรู้การจดจ่อ (valid - invalid) ในการระบุแหล่งที่มาของเสียงในแนวตั้ง พบว่า การกลอกตามีอิทธิพลต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง ในขณะที่ ไม่พบอิทธิพลของการชี้นิ้ว และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการกลอกตาและการชี้นิ้วต่อความเร็วในการระบุตำแหน่งของเสียง สำหรับความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียง พบว่า การจดจ่อจากการกลอกตาและการชี้นิ้วไม่มีอิทธิพลและไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อความถูกต้องในการระบุตำแหน่งของเสียงในแนวตั้ง
การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย
การเปิดเผยตัวตน บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทํางาน และการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทํางาน ในกลุ่มผู้ชายข้ามเพศ, สุชานรี ศรีวิลัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ชายข้ามเพศ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่มีเพศกำเนิดเป็นผู้หญิง แต่รับรู้อัตลักษณ์ทางเพศของตนเองเป็นเพศชาย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยมีการเปิดเผยตัวตนทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ และเพื่อสำรวจระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงานในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศที่แตกต่างกัน โดยทำการเก็บข้อมูลในผู้ชายข้ามเพศ ทำงานในองค์การที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จำนวน 128 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ผลการวิจัย พบว่า (1) บรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานมีความสัมพันธ์ทางลบกับการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = - .719, p < .001) (2) การทดสอบอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน โดยได้แบ่งการเปิดเผยตัวตน ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การเปิดเผยตัวตนโดยไม่ได้ตั้งใจและการเปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน จากการวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า การเปิดเผยโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นอิทธิพลกำกับ ระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานกับการถูกเลือกปฏิบัติ (β = .067, p = .268) รวมถึงการเปิดเผยอย่างชัดเจน ก็ไม่มีอิทธิพลกำกับระหว่างบรรยากาศที่สนับสนุนในสถานที่ทำงานและการถูกเลือกปฏิบัติ (β = -.010, p = .858) (3) ศึกษาความแตกต่างในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศและรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ ต่อระดับการเปิดเผยตัวตนและการถูกเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน โดยผลการวิเคราะห์ พบว่า การเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.52, p = 0.96) และการเปิดเผยตัวตนไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มรสนิยมทางเพศของผู้ชายข้ามเพศ (F = 0.92, p = 0.57) ส่วนการถูกเลือกปฏิบัติในกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีระดับที่สูงมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = - 2.98, p < .001) และกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศหลากหลาย มีค่าคะแนนการถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศผู้ชาย (t = -3.37, p < .001) ส่วนรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศ ถูกเลือกปฏิบัติทางตรงมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.06, p = .041) และรสนิยมทางเพศแบบหลากหลายทางเพศถูกเลือกปฏิบัติทางอ้อมมากกว่ากลุ่มรสนิยมทางเพศแบบรักต่างเพศ (t = -2.15, p = .033) ผลการวิจัยนี้สามารถนำมาใช้ เพื่อให้องค์การออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน เพื่อลดการถูกเลือกปฏิบัติและแม้จะไม่มีอิทธิพลกำกับของการเปิดเผยตัวตน แต่องค์การสามารถนำผลไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทผู้ชายข้ามเพศในสังคมไทยถึงความสำคัญและรับรู้การมีอยู่ของกลุ่มผู้ชายข้ามเพศในสถานที่ทำงาน ทำได้โดยเน้นการสร้างบรรยากาศองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
อิทธิพลของการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในนักศึกษาปริญญาตรีโดยมีการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นตัวแปรส่งผ่าน, เอกสุวัชร์ เพ็ชรน้ำทองวัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการมุ่งความเป็นเลิศและการมุ่งความสมบูรณ์แบบต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา รวมถึงบทบาทในการเป็นตัวแปรส่งผ่านของการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ที่มุ่งความสมบูรณ์แบบ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย จำนวน 190 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 20.58 ปี (SD = 1.84) เก็บข้อมูลด้วยการสุ่มตามสะดวกผ่านการตอบแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคัดกรองและข้อมูลส่วนบุคคล 2) มาตรวัดการมุ่งความสมบูรณ์แบบและการมุ่งความเป็นเลิศ (SCOPE) 3) มาตรวัดการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบ (PSPS) และมาตรวัดการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา (APS) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณแสดงให้เห็นว่าการมุ่งความเป็นเลิศไม่มีอิทธิพลต่อการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา ในขณะที่การมุ่งความสมบูรณ์แบบมีอิทธิพลทางลบอย่างมีนัยสำคัญ (B = -.147, p < .05) นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลส่งผ่านด้วยโปรแกรม PROCESS พบว่าการนำเสนอตนเองไม่มีอิทธิพลส่งผ่านในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความเป็นเลิศและการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษา แต่มีอิทธิพลกดทับ (suppression effect) ในความสัมพันธ์ระหว่างการมุ่งความสมบูรณ์แบบกับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบเป็นปัจจัยที่ขัดขวางประโยชน์ของการมุ่งความสมบูรณ์แบบ โดยสรุปผลการศึกษาพบว่าการมุ่งความสมบูรณ์แบบสามารถลดระดับการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาได้โดยตรง แต่ทว่ายังสามารถเพิ่มระดับความกังวลในการนำเสนอตนเองด้วยความสมบูรณ์แบบซึ่งนำไปสู่การเพิ่มพฤติกรรมการผัดวันประกันพรุ่งทางการศึกษาในทางอ้อมได้
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Illness Perception, Psychological Resilience, And Age As Predictors Of Fear Of Cancer Recurrence In Cancer Patients And Cancer Survivors In Thailand, Pannathorn Kittiputtarapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Fear of cancer recurrence was among the strongest challenges encountered by cancer patients and survivors. However, there were very limited studies in Thailand that examined the factors that predicted this psychological construct. Therefore, the current research examined the possible associations and predictive roles that illness perception, psychological resilience, and age had with fear of cancer recurrence. The participants were 134 Thai cancer patients and survivors who responded to a set of questionnaires that measured these factors. Study invitations were circulated via social media platforms commonly frequented by cancer patients or survivors (e.g., cancer support groups). The Pearson correlation coefficient and …
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Effects Of Physical Stress And Depression Mood On Memory Retrieval: An Eeg Study, Sutasinee Chaidej
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Memory can be influenced by various factors, particularly stress and depressed mood. Studies show that stress enhances memory before encoding but diminishes it before retrieval. Depressed moods are also linked to reduced memory competence, and retrieval-induced forgetting (RIF) can further affect memory. Event-related potential (ERP) research has identified patterns such as the FN400 and N2pc components during memory retrieval. EEG studies have noted changes in beta and theta waves in the anterior temporal cortex due to stress and significant activity across various brain regions in depressed moods. This study investigated the effects of stress induced by the Cold Pressor Test …
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Dentists’ Perspective On Using Text And Video Consultation To Improve Self-Study For The Modified Complete Denture Technique, Nutnicha Punyakornwong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Complete edentulism has an adverse effect on the health and quality of life of older adults. However, patients frequently waited for years to receive treatment by prosthodontists. Simplified method could enable general dentists to treat edentulism efficiently. Tele-dentistry provides an approach for coaching general dentists in remote regions. In order to assist general dentists practicing the modified complete denture method, this study evaluated the learning outcomes of non-interactive and interactive self-study that used text and videoconferences. Participants were general dentists who had fewer than five years of experience. They were divided into non-interactive or interactive self-study group and received a …
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Effect Of Simvastatin On Stem Cell Isolated From Apical Papilla (Scap) In Vitro, Paak Rewthamrongsris
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background and Objective: Simvastatin, known for lipid-lowering, shows promise in modulating stem cell behavior. This research investigates simvastatin's impact on apical papilla stem cells (SCAPs) in vitro. Methods: SCAPs were isolated, characterized, and exposed to varying simvastatin doses. Viability and proliferation were assessed with LIVE/DEAD and MTT assays. Cell cycle and apoptosis were examined via flow cytometry, and migration capacity was evaluated through scratch tests. Alizarin Red S staining and qPCR were used for odonto/osteogenic differentiation analysis. Results: Simvastatin reduced SCAP proliferation on days 3 and 7 and decreased colony size and density. Enhanced apoptosis and increased G0 subpopulation were …
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
ปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร, ปวีณธร อมรพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาปัญหาการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนและขอบเขตการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางการการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร การกำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหาร และการแสวงหาพยานหลักฐานในการสอบสวนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตามกฎหมายทหารของประเทศไทยนั้น หากปรากฏว่ามีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จะเริ่มจากการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏ จากนั้นจึงดำเนินการสอบสวนวินัยและอาญา แต่พยานหลักฐานในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดนั้นหากปล่อยระยะเวลาให้ล่าช้า พยานหลักฐานอาจถูกทำลายหรือสูญสลายไป แต่กระบวนการในการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารตั้งแต่การสอบสวน การจับ หรือการค้น ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ซึ่งมิได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหาร ต่างจากกฎหมายทหารของต่างประเทศที่ได้บัญญัติฐานความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดไว้ในกฎหมายทหารของตนเอง เมื่อเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายทหาร จึงทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้ ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับยาเสพติดในเขตอำนาจศาลทหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและชอบด้วยกฎหมาย จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจในการสอบสวน การจับ และการค้น โดยเฉพาะการจับและการค้นโดยไม่มีหมายในคดีความผิดเกี่ยวยาเสพติดในที่ตั้งหน่วยทหารได้
การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม
การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์, อัญชิษฐา จันทร์แจ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความผิดฐานลักทรัพย์ โดยมุ่งศึกษากรณีวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ตามที่ได้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 4096/2557 และ ที่ 5295/2563 วินิจฉัยไปในแนวทางเดียวกันว่า การที่จำเลยนำห้องชุดของผู้อื่นซึ่งตนถือกรรมสิทธิ์แทนไปขายให้แก่บุคคลที่สาม จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายอาญา จะเห็นได้ว่า ศาลตีความคำว่า "ทรัพย์" โดยขยายความให้รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้สามารถปรับใช้บทบัญญัติกับข้อเท็จจริงในคดีได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่มิได้คำนึงถึงนิยามหรือบทวิเคราะห์ศัพท์ที่มีอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การตีความในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนแน่นอนซึ่งขัดกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 การกระทำต้องมีการเอาไปหรือการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เมื่อวัตถุแห่งการกระทำเป็นอสังหาริมทรัพย์จึงไม่อาจมีการกระทำในลักษณะการเอาไปที่จะทำให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ได้ บทสรุปของวิทยานิพนธ์เล่มนี้ คือ อสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถเป็นวัตถุแห่งการกระทำในความผิดฐานลักทรัพย์ได้ และผู้เขียนมีข้อเสนอแนะ 2 ประการ ด้วยกัน ประการแรก ในกรณีมีคดีที่มีข้อเท็จจริงคล้ายคลึงกับคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวข้างต้น ศาลอาจลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดฐานอื่นให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ศาลพิจารณาได้ความได้ และอีกประการหนึ่ง เพื่อลดปัญหาการตีความโดยขยายความเพื่อลงโทษผู้กระทำความผิด จึงควรบัญญัตินิยามคำว่า “ทรัพย์” ในประมวลกฎหมายอาญาให้มีขอบเขตที่ชัดเจน และบัญญัติความผิดเกี่ยวกับการเอาไปซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมตามแนวคิดในการบัญญัติความผิดฐานรุกล้ำอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติมขึ้นมาจากความผิดฐานลักทรัพย์ของประเทศญี่ปุ่น
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
การวิเคราะห์บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1, อิษิรา ธนรัช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายของบทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 โดยมีขอบเขตที่มุ่งศึกษาตั้งแต่แนวคิดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม แนวความคิดและหลักการดำเนินคดีอาญา ความเป็นมา หลักการและเหตุผล และเจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมาย ไปจนถึงมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและตรวจสอบการฟ้องคดีอาญาของเอกชนตามกฎหมายตามกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศ บทบัญญัติว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เป็นบทบัญญัติที่มีความไม่ชัดเจน ประกอบกับยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือแนวทางในการวินิจฉัยหรือตีความ การปรับใช้บทบัญญัติมาตรานี้จึงอาจกระทบต่อสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชนในการเสนอคดีอาญาต่อศาลและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการดำเนินคดีอาญา อย่างไรก็ตาม มีข้อค้นพบว่า ควรแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติดังกล่าว โดยให้การค้นหาความสุจริตในการฟ้องคดีเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง และยกเลิกถ้อยคำทั้งในส่วนที่จำกัดสิทธิของเอกชนผู้ฟ้องคดีจนเกินสมควรและในส่วนที่ไม่อยู่ในความหมายของการฟ้องคดีโดยสุจริต รวมถึงควรกำหนดแนวทางในการใช้ดุลพินิจของศาล นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดีจากการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วย
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาภายใต้มาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560, ศรุตา พุมดวง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นได้ในตลาดที่มีการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม ในบางสถานการณ์ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกันกลับใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความต้องการในการกำหนดราคาหรือเงื่อนไขทางการค้าที่ส่งผลต่อราคาระหว่างกัน จนก่อให้เกิดการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคาในตลาด การจะวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งลักษณะใดผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในบริบทของตลาดหนึ่งอาจมีผลเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพ แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาในลักษณะเดียวกันในอีกตลาดหนึ่งอาจส่งผลเป็นการจำกัดการแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติแห่งกฎหมายจึงไม่สามารถบัญญัติห้ามการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งไว้โดยเฉพาะเจาะจง แต่เป็นหน้าที่ของผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งในแต่ละกรณีเข้ากับองค์ประกอบของบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขันหรือไม่ อย่างไร ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงทำการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิด วิธีการใช้ การตีความบทบัญญัติว่าด้วยการควบคุมการร่วมกันจำกัดการแข่งขัน ตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสหภาพยุโรปและกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของสหรัฐอเมริกา ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่ง เพื่อที่จะหาวิถีทางในการใช้บทบัญญัติว่าด้วยการห้ามการร่วมกันจำกัดการแข่งขันด้านราคา ตามมาตรา 54(1) พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลราคาระหว่างคู่แข่งอย่างเหมาะสมต่อไป
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงาน, กิตติธัช ณรงค์ชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นเครื่องมือสำคัญในการยุติข้อพิพาททางด้านแรงงาน ที่ต้องการให้ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสามารถระงับลงโดยคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับไปทำงานร่วมกันได้อย่าปกติสุขอีกครั้ง อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ แต่เมื่อพิจารณาถึงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานทั้งในศาลแรงงานและนอกศาลแรงงานในปัจจุบันกลับพบว่า การไกล่เกลี่ยที่ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแรงงาน และแนวปฏิบัติของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน รวมถึงคณะกรรมการที่เกี่ยวกับการแรงงานนั้นมีอยู่ด้วยกันหลากหลายฉบับ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อน และไม่สอดคล้องเชื่อมโยงกัน รวมทั้งยังมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่เป็นการโต้แย้งสิทธิอันเป็นการพิพาททางด้านแรงงานแต่ไม่สามารถที่จะเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยได้ ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงทำการศึกษาหลักการที่สำคัญของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บทบัญญัติในพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในส่วนของการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตลอดจนบทบัญญัติของกฎหมาย และแนวปฏิบัติในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานของสหราชอาณาจักร และประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อปรับปรุงวิธีการ แนวทาง และแนวปฏิบัติของเจ้าพนักงานและศาลแรงงานในการใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยเข้ามาระงับข้อพิพาททางแรงงาน เพื่อให้เกิดความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบกับหลักการทางด้านการไกล่เกลี่ยและหลักการทางด้านแรงงาน และทำให้เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิ หรือมีข้อพิพาททางแรงงานเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทแรงงานประเภทใดก็สามารถเข้าถึงเครื่องมือการไกล่เกลี่ยเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแรงงานได้ในทุกประเภท