Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11393)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2802)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (124)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2588)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 5371 - 5400 of 37685
Full-Text Articles in Entire DC Network
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, ชวกร วนิชอาภาพรรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าบนพื้นฐานของประวัติศาสตร์กฎหมายไทย รวมทั้งพัฒนาการทางการเมืองการปกครองสมัยใหม่นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้ได้รับ ข้อค้นพบเกี่ยวกับบริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญ 3 ประการนับแต่พุทธศักราช 2518 เป็นต้นมา ที่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ ประการแรก ทัศนคติของประชาชนต่อสถานะการเป็นที่เคารพสักการะและอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการที่สอง ลักษณะของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากจำนวนของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ลดน้อยลงอย่างมากจนเสมือนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับองค์พระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น และบทบาททางการเมืองสมัยใหม่กลับกลายเป็นของประชาชนแทนที่พระบรมวงศานุวงศ์อย่างสมบูรณ์ และประการที่สาม การว่างเว้นพระบรมวงศานุวงศ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี บริบทแวดล้อมแห่งยุคสมัยและปัจจัยสำคัญทั้ง 3 ประการดังกล่าวนี้ ได้ยกเลิกการเปิดช่องทางนิตินโยบายของรัฐธรรมนูญในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ไปโดยปริยาย และก่อกำเนิดขึ้นเป็นประเพณีการปกครองหรือกฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมืองของพระบรมวงศานุวงศ์ ส่งผลให้พระบรมวงศานุวงศ์ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองได้ ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
การให้ความคุ้มครองทางทรัพย์สินทางปัญญาแก่การจัดแสงสี, ธมลวรรณ สานุรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่ผู้สร้างสรรค์ก่อเกิดผลงานหลากหลายรูปแบบจนทำให้งานแสงสีได้รับการกล่าวถึงและเป็นที่ยอมรับในวงการของงานศิลปะ อีกทั้งงานแสงสียังสร้างอาชีพ และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สร้างสรรค์งานแสงสีถือเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่มีคุณค่าในทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก แต่บทบัญญัติของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเทศไทยยังอาจไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองงานแสงสี เพื่อให้งานแสงสีในประเทศไทยได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ผู้เขียนจึงได้ศึกษากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ อนุสัญญากรุงเบิร์น (Berne Convention) อนุสัญญากรุงปารีส (Paris Convention) ความตกลง TRIPS (TRIPS Agreement) และกฎหมายสหภาพยุโรป รวมถึงกฎหมายต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศชั้นนำที่มีการให้ความสำคัญในการคุ้มครองงานทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้สัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองงานแสงสี โดยแบ่งบุคคลที่สัมภาษณ์ได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ นักวิชาการ ที่ปรึกษากฎหมาย และศิลปินซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์งานแสงสี พร้อมทั้งนำข้อมูลมาวิเคราะห์และแบ่งเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามประเภทของงานทรัพย์สินทางปัญญาเป็น 6 ประเด็น ดังนี้ ลักษณะงานแสงสีที่จะเข้าองค์ประกอบเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ การปรับใช้หลักเสรีภาพในการถ่ายภาพงานแสงสี (Freedom of Panorama) การคุ้มครองการประดิษฐ์เกี่ยวกับงานแสงสีภายใต้กฎหมายสิทธิบัตร การให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามบทนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” การคุ้มครองงานแสงสีในฐานะส่วนประกอบของสินค้าหรือบริการ (Trade Dress) การคุ้มครองความลับทางการค้าในงานแสงสี ตลอดจนพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการให้ความคุ้มครองงานแสงสีตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น จากการศึกษาพบว่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแก่งานแสงสีเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเสนอแนะแนวทางเพื่อให้การคุ้มครองงานแสงสีภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ครอบคลุมและดียิ่งขึ้น โดยให้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรม และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เรื่องบทบัญญัติในส่วนของคำนิยามคำว่า “เครื่องหมาย” สำหรับเครื่องหมายการค้าสามมิติ (Hologram Marks) ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจดแจ้ง หรือจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับงานแสงสี เผยแพร่ความรู้ จัดทำหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือคู่มือ (Guidelines) จัดอบรมหรือให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้สนใจ ติดตามพัฒนาการในการคุ้มครองงานแสงสีในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
การเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในเหตุภาวะฉุกเฉินสาธารณะ : ศึกษากรณีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทย, นัยน์ปพร อินทธรรมรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแพร่ระบาดของ Covid-19 ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขของโลก Covid-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมวลมนุษยชาติ และสาธารณสุขโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน รัฐต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมป้องกันจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่อันเกิดจากการพยายามป้องกันและควบคุมโรคนี้ จนมีผู้กล่าวว่า “ภายในไม่กี่เดือนแรกของการแพร่ระบาดของ Covid -19 เป็นที่ชัดเจนว่ามีภัย 2 ประเภท ประเภทแรก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพส่วนบุคคลและสาธารณะที่เกิดจากไวรัสร้ายแรงที่สามารถแพร่เชื้อได้ค่อนข้างง่าย ผ่านกิจกรรมทางสังคมหรือในผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประการที่สอง เป็นภัยที่เกิดจากความพยายามในการปกป้องและควบคุม การแพร่ระบาดของ Covid-19 ของรัฐบาล ซึ่งกระทบทั้งต่อสิทธิส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม รัฐทั่วโลกเริ่มใช้มาตรการเว้นระยะห่าง จำกัดการเดินทาง กักกัน รวมทั้งการประกาศเคอร์ฟิว โดยอาศัยหลักการเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี (Derogation clauses) ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ มาใช้เพื่อควบคุมโรค ซึ่งเป็นการยกเว้นกฎหมายที่ใช้ในภาวะปกตินี้ วิทยานิพนธ์นี้พบว่าเป็น “การหลอกกฎหมาย” (pseudo-democratic or pseudo-legalist masquerade)” เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 ไปพร้อมกับประชาคมโลก และได้ใช้มาตรการควบคุมโรคโดยใช้อาศัยอำนาจภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการควบคุมความมั่นคง และภัยพิบัติ โดยมีมาตรการหลายรูปแบบ อาทิ ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง กักบริเวณ ห้ามออกนอกบ้าน มีการสั่งปิดสถานที่ต่าง ๆ ห้ามให้ข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีข้อความ หรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ Covid-19 อันไม่เป็นความจริง หรือเจตนาบิดเบือน มีการกำหนดเวลาออกนอกเคหะสถาน หรือช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ มีการบังคับให้สวมหน้ากาก สิ่งเหล่านี้ได้สร้างปัญหาใหม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การกระทำเหล่านี้ยังส่อไปทางที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน วิทยานิพนธ์นี้จึงมุ่งศึกษาว่า หลักการ Derogation clauses ที่มีอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความเป็นมาและมีอยู่อย่างไร การกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมโรค ของรัฐต่าง ๆ และโดยเฉาะของประเทศไทย สอดคล้องกับหลัก Derogation clauses หรือไม่ โดยในบทที่ 2 จะศึกษา หลักการ ทฤษฎี รวมทั้งกฎหมาย ตราสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความเห็น คำแนะนำ รายงาน ขององค์กรตามสนธิสัญญา ความเห็นของนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งการปรับใช้กฎหมายของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย และบทที่ …
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
ปัญหาในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 :ศึกษากรณีสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษา, ปพิชญา แจงจำรูญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและใช้กันโดยทั่วไป การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลจึงมีจำนวนมากและสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้หลายประเทศตระหนักถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับ “สิทธิความเป็นส่วนตัว” หรือ “Rights to Privacy” สถานศึกษาเป็นหนึ่งในองค์กรที่มีการเก็บ รวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ส่งผลให้ต้องมีมาตรการในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงมีความมุ่งหมายที่จะศึกษาแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในสถานศึกษาผ่านกิจกรรมที่ปรากฏในสถานศึกษาและนำมาประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้ จากการศึกษาและการสัมภาษณ์สถานศึกษา พบว่า สถานศึกษามีสถานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูล และมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งสถานศึกษายังปฏิบัติไม่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในหลายประการ กล่าวคือ บางสถานศึกษามีการกำหนดนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแต่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการเก็บรวบรวมข้อมูล (Privacy Notice) ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล ไม่มีการจัดทำบันทึกรายการกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (RoPA) หรือบางสถานศึกษาไม่มีนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น จากการศึกษาผู้เขียนจึงได้เสนอให้ต้นสังกัดของสถานศึกษากำหนดให้สถานศึกษาภายใต้สังกัดของตนปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยให้สถานศึกษาจัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกำหนดเสนอให้ต้นสังกัดสถานศึกษากำหนดแนวทางในการปฏิบัติตาม นอกจากนี้ เห็นควรให้ต้นสังกัดของสถานศึกษามีโครงการหรือการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้กับสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งรับทราบและมีแนวทางในการดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
การคุ้มครองคู่หมั้นโดยเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้น, พบธรรม ไรวิรัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การหมั้นเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณโดยเป็นช่วงเวลาที่ชายหญิงได้คบหาดูใจกันเพื่อเป็นการเตรียมตัวก่อนสมรส เมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งของการหมั้นนั้นปรากฏในมาตรา 1437 วรรคหนึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติว่า “การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น” จากบทกฎหมายดังกล่าว จึงหมายความว่าการส่งมอบของหมั้นโดยฝ่ายชายนั้นเป็นสาระสำคัญแห่งสัญญาหมั้น ส่งผลกระทบต่อการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้น หากไม่มีการส่งมอบของหมั้น ก็จะไม่ถือว่าเป็นการหมั้นที่ได้รับการรับรองโดยกฎหมาย ทำให้คู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาหมั้นไม่ได้รับการคุ้มครอง ทั้งที่การหมั้นควรจะมีสาระสำคัญที่เจตนาจะสมรสของชายหญิงเสียมากกว่า จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขกฎหมายในส่วนเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองคู่สัญญาที่ได้รับความเสียหายได้อย่างแท้จริง ผู้เขียนได้ศึกษาบทบัญญัติกฎหมายและแนวทางของการเกิดหรือความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีการบัญญัติเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างกันออกไปซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการส่งมอบของหมั้นไม่ได้เป็นองค์ประกอบความสมบูรณ์ของสัญญาหมั้นแตกต่างจากกฎหมายประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจตนาว่าจะสมรสระหว่างชายหญิงเสียมากกว่า ทั้งศึกษาเปรียบเทียบการหมั้นกับเอกเทศสัญญาสำคัญอื่นที่มีเรื่องของการส่งมอบทรัพย์สินเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบเกี่ยวกับการสมรสเท่าเทียม ผู้เขียนจึงเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในส่วนที่เกี่ยวกับเงื่อนไขการส่งมอบหรือโอนของหมั้นเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสัญญาหมั้นในการคุ้มครองคู่สัญญาฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาซึ่งโดยมากมักเป็นหญิง ทั้งให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ประเพณีของประเทศไทยในปัจจุบัน
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
แนวทางที่เหมาะสมสำหรับการใช้หลัก Militant Democracy ยามต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ในประเทศไทย, สิรภูมิ ชินะโชติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยแสดงเจตจำนงของตนเองผ่านทางผู้แทนในรัฐสภา ในขณะที่ประชาชนทุกคนย่อมมีเจตจำนงทางการเมืองหรือความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีประชาชนบางคนหรือบางกลุ่มแสดงออกซึ่งเจตจำนงเพื่อมุ่งหวังในการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อการพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณค่าสูงสุดของรัฐธรรมนูญและเพื่อการปกป้องระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมิให้ถูกล้มล้าง จึงมีการนำเสนอแนวคิดการใช้มาตรการทางการเมืองและมาตรการทางกฎหมายในระบอบประชาธิปไตย ที่มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้สิทธิเสรีภาพหรือกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยเพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตยเสียเอง ซึ่งเรียกหลักการดังกล่าวในชื่อว่า “หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง” หรือ “Militant Democracy” เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยมาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ รูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่นี้มีความไม่ชัดเจนถึงความมุ่งหมายที่จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดย David Landau เรียกภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคใหม่นี้ว่า “การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ (Abusive Constitutionalism)” มีเป้าหมายหลักคือการหาช่องโหว่ทางการเมืองและใช้ช่องโหว่นั้นในการรักษาอำนาจของตนเองให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้น เมื่อรูปแบบของภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีต มาตรการต่าง ๆ รวมไปถึงการบังคับใช้และการตีความหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเอง (Militant Democracy) ก็มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะศึกษาถึงหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในอดีต และเพื่อรับมือต่อภัยคุกคามในปัจจุบันที่เรียกว่า การใช้รัฐธรรมนูญนิยมในทางที่มิชอบ โดยศึกษาเปรียบเทียบการใช้หลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองในภัยคุกคามรูปแบบปัจจุบันของต่างประเทศ เพื่อศึกษาเป็นแนวทางหรืออาจนำมาพัฒนาปรับปรุงข้อกฎหมายหลักประชาธิปไตยปกป้องตนเองของไทย ยามที่ต้องเผชิญกับสภาวะ Abusive Constitutionalism ภายในประเทศ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
การจัดการทรัพย์สินของบุตรกรณีมารดาเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส, ศุภพัฒน์ พงษ์สุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส เนื่องจากมารดาดังกล่าวยังมีสถานะเป็นผู้เยาว์ตามกฎหมายเพราะมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์และไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงทำให้ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยความสามารถของผู้เยาว์ กล่าวคือ ผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใด ๆ จะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน รวมทั้งการใช้สิทธิทางศาลด้วยเช่นกัน ประกอบกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรมักอยู่ในรูปแบบของการทำนิติกรรมและการใช้สิทธิทางศาล จึงเท่ากับว่าหากมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสจะจัดการทรัพย์สินของบุตรในรูปแบบการทำนิติกรรมหรือการใช้สิทธิทางศาล มารดาดังกล่าวจะต้องขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของตนก่อน มิฉะนั้น นิติกรรมจะตกเป็นโมฆียะและอาจถูกบอกล้างได้ และในส่วนของการใช้สิทธิทางศาล ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไม่ได้ จนกว่าจะได้มีการแก้ไขความบกพร่องดังกล่าว วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของบุตรโดยมารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรส ได้แก่ การจัดการทรัพย์สินของบุตรและความสามารถของผู้เยาว์ โดยศึกษาจากกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ รัฐควิเบกแห่งประเทศแคนาดา รัฐแคลิฟอร์เนียแห่งสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และประเทศญี่ปุ่น เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ผลการศึกษาสรุปว่า แนวทางที่จะทำให้มารดาซึ่งเป็นผู้เยาว์และมิได้จดทะเบียนสมรสสามารถจัดการทรัพย์สินของบุตรได้โดยปราศจากข้อจำกัดทางกฎหมาย ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติความสามารถของผู้เยาว์โดยลำพังที่ให้ผู้เยาว์สามารถทำการใด ๆ ได้ทั้งสิ้นเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรหรือจัดการทรัพย์สินของบุตร แนวทางที่สอง การแก้ไขบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะและพ้นจากภาวะผู้เยาว์โดยอายุ โดยลดอายุการบรรลุนิติภาวะลงมาที่ 18 ปีบริบูรณ์ และแนวทางที่สาม การเพิ่มเติมบทบัญญัติการบรรลุนิติภาวะโดยทางอื่น โดยให้ผู้เยาว์สามารถบรรลุนิติภาวะได้โดยคำสั่งศาล
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
สิทธิเสมอภาคของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย, เนตรนภา ปรีชา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สิทธิความเสมอภาคนับเป็นว่าเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของบุคคลทุกคนในสังคม สิทธิความเสมอภาคมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงการตราพระราชบัญญัติเพื่อมีการบังคับใช้ในประเทศ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิความเสมอภาคเป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาในส่วนของการคุ้มครองและการรับรองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวภายใต้หลักความเสมอภาคจึงเป็นสิ่งที่รัฐจำเป็นจะต้องคุ้มครองและรับรองสิทธิ ปัญหากลุ่มเปราะบางอย่างครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้ได้รับการปฏิบัติทัดเทียมกับกลุ่มเปราะบางอื่นๆอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกัน เพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายใดบ้างรองรับการรับรองสิทธิและครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว รวมไปถึงรัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิไว้อย่างไรและทำการศึกษาบทกฎหมายต่างประเทศที่มีความเกี่ยวข้องอีกทั้งได้ทำการสัมภาษณ์แม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่าทุกประเทศที่ทำการศึกษาให้ความสำคัญกับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวโดยมีทั้งกฎหมายและสวัสดิการต่างๆมอบให้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจึงมีความแตกต่างทั้งด้านกฎหมายและสวัสดิการ ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการนำกฎหมายและรัฐสวัสดิการในต่างประเทศมาปรับใช้ในประเทศไทย โดยการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพกฎหมายและสังคมของประเทศไทย ด้วยการบัญญัติและวิธีการต่างๆไว้ในกฎหมาย โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการที่เหมาะสม รวมไปถึงการตรากฎหมายและพระราชบัญญัติมาบังคับใช้เพื่อให้สอดคล้องกับการรับรองและคุ้มครองสิทธิครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในประเทศไทย
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
หน้าที่ในการบอกกล่าว เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความรับผิดของลูกหนี้ร่วม, ธชธร ประตังถาโต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยได้กำหนดหลักการให้การกระทำบางประการของลูกหนี้ร่วมคนหนึ่งที่ได้ไปกระทำต่อเจ้าหนี้ หรือการกระทำบางประการของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง อาจจะมีผลกระทบถึงลูกหนี้ร่วมคนอื่นด้วย อย่างไรก็ดี กฎหมายกลับไม่ได้มีการอธิบายว่าลูกหนี้ร่วมคนอื่น ๆ ซึ่งต้องผูกพันในผลของการกระทำเหล่านั้นด้วย จะทราบถึงการกระทำนั้นได้อย่างไร จากการศึกษาพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยและของต่างประเทศได้ยอมรับหลักการว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญบางประการขึ้น บุคคลที่มีส่วนกระทำให้เกิดผลกระทบต่อความรับผิดและจะกล่าวอ้างสิทธิโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้นั้น ควรเป็นผู้มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยหากฝ่าฝืนหน้าที่ดังกล่าว ย่อมไม่สามารถอ้างสิทธิของตนโดยอาศัยผลของเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทุกฝ่ายควรที่จะต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความสุจริต รวมถึงพึงมีหน้าที่กระทำการปกป้องคุ้มครองสิทธิของกันและกันอันรวมถึงการบอกกล่าวให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในมูลหนี้ทราบถึงเหตุการณ์ที่กระทบต่อความรับผิดของเขาด้วย ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรกำหนดให้ลูกหนี้ร่วมที่จะเข้าชำระหนี้หรือได้ชำระหนี้แล้ว หรือลูกหนี้ร่วมที่ได้รับการปลดหนี้นั้น มีหน้าที่ในการบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ร่วมคนอื่น ว่าตนจะชำระหนี้หรือตนได้มีการชำระหนี้หรือตนได้รับการปลดหนี้จากเจ้าหนี้แล้ว
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
การกำหนดความรับผิดทางอาญาสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่, วัชรพงศ์ ค่อยจะโปะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงปัญหาการกำหนดมาตรการทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่โดยนำทฤษฎีอาชญาวิทยามาใช้อธิบายสาเหตุของปัญหา และนำแนวคิดและทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบกับมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องของต่างประเทศมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ เพื่อนำเสนอแนวทางการกำหนดความรับผิดทางอาญาในการกำหนดหน้าที่สำหรับผู้ประกอบการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ยังไม่ได้กำหนดมาตรการทางกฎหมายที่เพียงพอและเหมาะสมในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานบริการเพื่อป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหน้าที่ให้แก่ผู้ประกอบการในการรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุความรุนแรงและหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นมาตรการระงับเหตุความรุนแรง และในส่วนมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและกำกับดูแลสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่ที่เป็นสถานบริการซึ่งเป็นสถานที่จำหน่ายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูง แต่กลับไม่ได้กำหนดหน้าที่ให้ผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานที่จำหน่ายที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ จนเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความรุนแรงในสถานที่จำหน่าย ส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ถูกกระทำความรุนแรง ผู้ใช้บริการโดยทั่วไป สถานประกอบการ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ด้วยเหตุนี้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จึงเสนอแนะให้เพิ่มเติมการกำหนดความรับผิดทางอาญาและมาตรการทางปกครองกรณีฝ่าฝืนไม่จดแจ้งการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับบริโภคในสถานที่แก่ผู้ประกอบการเพื่อควบคุมและกำกับดูแลผู้ประกอบการด้วยระบบการจดแจ้งให้เหมาะสมตามประเภทสถานที่จำหน่าย และกำหนดความผิดทางพินัยและมาตรการทางปกครองเพื่อกำหนดหน้าที่การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสถานที่แก่ผู้ประกอบการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพต่อการป้องกันความรุนแรงในสถานที่จำหน่ายตามระดับความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงของประเภทสถานที่จำหน่ายต่อไป
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย (Targeted Advertisement), เจนจิรา ดาวเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น วิทยานิพนธ์เล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
ศาลปกครองกับสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, อดิศร คงพุนพิน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิชุมชน และคำวินิจฉัย คดีปกครองเกี่ยวกับสิทธิชุมชนที่สำคัญทั้งจากคำวินิจฉัยของศาลต่างประเทศและคำวินิจฉัย ขององค์กรระงับข้อพิพาทระดับเหนือรัฐ เพื่อนำมากำหนดเป็นแนวทางทางกฎหมายในการวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิชุมชนในศาลปกครองของไทย ผลการศึกษาพบว่า “สิทธิชุมชน” เป็นสิทธิประเภท “สิทธิเชิงกลุ่ม” ที่มีพัฒนาการมาจากกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ “ชุมชน” สามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยการมอบหมายให้ปัจเจกบุคคล และ/หรือ นิติบุคคล ที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนของชุมชนนำคดีไปฟ้องต่อศาลในนามของชุมชน และกรณี ที่ศาลปกครองพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ทรงสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญและมีสิทธิ ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น มีสิทธิในการดำรง วิถีชีวิตในพื้นที่ป่า เป็นต้น แม้ว่าจะมีข้อจำกัดที่ทำให้ศาลไม่สามารถออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเข้าไปดำรงวิถีชีวิตอยู่ในพื้นที่ป่าได้ก็ตาม หากแต่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอค่าสินไหมทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง และ/หรือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาด้วย ศาลปกครองย่อมสามารถกำหนดให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดี จากการที่ต้องสูญเสียสิทธิดังกล่าวในการดำรงวิถีชีวิตตาม จารีตประเพณีตามบรรทัดฐานคำวินินิจของศาลต่างประเทศได้
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ, ภคพร ลาวัณย์ประเสริฐ
ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ, ภคพร ลาวัณย์ประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบัน มีการใช้ข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะอย่างแพร่หลาย วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแนวคิด ทฤษฎี กฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ การคุ้มครองข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลเกษตรกรรมในระบบเกษตรอัจฉริยะทั้งโดยภาครัฐและภาคเอกชน โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในกรอบนโยบายด้านการเกษตร ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่ายังไม่ปรากฏว่ามีผู้ให้บริการระบบเกษตรอัจฉริยะรายใดที่ดำเนินการอย่างมีความชัดเจนและปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐาน และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ได้ตามสมควรจึงจำเป็นต้องมีกฎหมายและนโยบายที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และเป็นไปตามแนวทางสากล เข้ามากำกับดูแล โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับการเข้าถึงและการใช้ข้อมูล ความเป็นเจ้าของข้อมูล วัตถุประสงค์ของการใช้ข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัย
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2480-2490:ประวัติศาสตร์ทวนกระแส, บุญพิสิฐ ศรีหงส์
ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2480-2490:ประวัติศาสตร์ทวนกระแส, บุญพิสิฐ ศรีหงส์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหัวข้อที่สนใจศึกษาวิเคราะห์กันมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2490 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งนิยมวางกรอบเวลาการศึกษาที่ พ.ศ. 2482-2488 (จุดเริ่มที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป) หรือ พ.ศ. 2484-2488 (จุดเริ่มที่สงครามมหาเอเชียบรูพา) กรอบเวลาเช่นนี้ทำให้เกิดคำอธิบายว่าจุดกำเนิดความขัดแย้งของสงครามเกิดขึ้นในทวีปยุโรปก่อนแล้วจึงส่งผลเกี่ยวเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก หรืออธิบายว่าญี่ปุ่นซึ่งถูกครอบงำโดยรัฐบาลทหารและลัทธิชาตินิยมรุนแรงเป็นผู้ก่อสงครามในเอเชีย ส่วนไทยนั้นก็เข้าร่วมสงครามตามแนวทางของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการทั้งก่อนและขณะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในยุโรปและเอเชียวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้ทวนกระแสประวัติศาสตร์ โดยขยายกรอบเวลาการศึกษาบริบทการเมืองโลก พลวัตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายในและภายนอกภูมิภาค รวมทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่มีอิทธิพลต่อนโยบายและการตัดสินใจของผู้นำในการพาประเทศเข้าร่วมสงครามไปเป็น พ.ศ. 2480-2490 เป็นการศึกษามูลเหตุและผลของสงครามในมิติที่กว้างกว่าการรบด้วยกำลังทหาร โดยศึกษาผ่านหลักฐานประวัติศาสตร์ชั้นต้นและสิ่งพิมพ์ร่วมสมัย นำมาร่วมกันวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ในมุมที่ต่างไปจากเดิมจากการทวนกระแสประวัติศาสตร์ดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างมีกระบวนการ รับรู้ คาดการณ์ เตรียมการป้องกันประเทศ ศึกษาสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งผลที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย การเตรียมการต่างๆ นี้เป็นกระบวนการที่มีมาก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป และก่อนรัฐบาลหลวงพิบูลสงคราม และพบว่าความต้องการอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ซึ่งต่างมุ่งป้องกันผลประโยชน์ของตนในภูมิภาคนี้ เป็นสาเหตุร่วมให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงและขยายตัวเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในภูมิภาคนี้
โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี
โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี: การตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวน, กนกวรรณ วิเชียรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนผ่านการนำเสนอตัวละครนักสืบชายในอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี (Holmes & Moriarity) ของจอช แลนยอน (Josh Lanyon, 2009-2018) ประกอบด้วยอาชญนิยายทั้งหมด 4 เล่ม ได้แก่ ซัมบอดี คิลด์ ฮิส เอดิเตอร์ (Somebody Killed His Editor, 2009), ออล ชี โรต (All She Wrote, 2010), เดอะ บอย วิธ เดอะ เพนฟูล แทตทู (The Boy with the Painful Tattoo, 2014), และ อิน ออเธอร์ เวิร์ดส์...เมอร์เดอร์ (In Other Words...Murder, 2018)จากการศึกษาพบว่าแนวคิดด้านเพศสถานะและบรรทัดฐานรักต่างเพศมีอิทธิพลต่อขนบการนำเสนอของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนเป็นอย่างมาก ตัวบทคัดสรรตั้งคำถามกับขนบด้านเพศสถานะและอคติทางเพศในบันเทิงคดีแนวสืบสวนยุคแรกด้วยการนำเสนอนักสืบชายที่ไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรษและมีภาพลักษณ์ความเป็นชายตามอุดมคติของสังคมแต่ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ ตัวบทคัดสรรนำเสนอตัวละครนักสืบชายผ่านบทบาทการตกเป็นเหยื่อและเป็นผู้ต้องสงสัย ตัวละครนักสืบยังสามารถเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศและคบหาดูใจกับคู่รักเพศเดียวกันไปพร้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักสืบได้ด้วย บทบาทและภาพลักษณ์ของตัวละครนักสืบชายที่หลากหลายสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของบันเทิงคดีแนวสืบสวนสอบสวนร่วมสมัยที่ตัวละครนักสืบชายถูกนำเสนอให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น นักสืบไม่จำเป็นต้องเข้มแข็ง แต่สามารถเปิดเผยอารมณ์ความรู้สึกที่อ่อนไหวและอ่อนแอได้อย่างไรก็ดี แม้ตัวบทคัดสรรจะพยายามนำเสนอตัวละครนักสืบชายที่ปฏิเสธการอยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคมกระแสหลัก แต่นักสืบชายที่เลือกสร้างครอบครัวคู่รักเพศเดียวกันด้วยการแต่งงานและการอุปการะบุตรไม่อาจก้าวพ้นจากบรรทัดฐานรักต่างเพศและค่านิยมของสังคมกระแสหลักได้อย่างเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้วอาชญนิยาย ชุด โฮล์มส์ แอนด์ มอริอาริตี จึงสูญเสียโอกาสที่จะตอบโต้ค่านิยมแบบรักต่างเพศไป การนำเสนอดังกล่าวจึงเป็นการหวนคืนสู่บรรทัดฐานรักต่างเพศ เพราะสังคมยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวในอุดมคติดังเดิม
The Relationship Between Definiteness Theories And Nominal Expressions In Thai Narratives, Nimit Kumwapee
The Relationship Between Definiteness Theories And Nominal Expressions In Thai Narratives, Nimit Kumwapee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This objective of this study is to 1) propose the definiteness rankings of Thai nominal expressions according to different definiteness theories and 2) examine the correlation between different definiteness theories with regards to the definiteness degrees of different types of nominal expressions. This study examines the relationship between 16 types of Thai nominal expressions and four definiteness theories (Uniqueness, Familiarity, Identifiability, and Accessibility), analyzing 6,007 nominal expressions from Thai-Zlatev Corpus, Aakanee Website, and Thai Folktale Database. The distributional patterns with respect to Uniqueness, Familiarity, and Identifiability shows that zero pronouns tend to denote unique, familiar and identifiable entities while nominalization …
จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา
จากมิตรภาพสู่ความรัก: การศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายใน ปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว, เมธาวี สิมมา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความปรารถนาระหว่างชายกับชายในนวนิยายเรื่องปรมาจารย์ลัทธิมาร ของ โม่เซียงถงซิ่ว ร่วมกับการศึกษาบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวบทคัดสรร จากการศึกษาพบว่า ปรมาจารย์ลัทธิมาร กล่าวถึงการดำรงอยู่ร่วมกันของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาเต๋า ขงจื่อ และพุทธนำมาสู่การประกอบสร้างความเป็นชายในอุดมคติผ่านความแข็งแกร่งทางกายและความเข้มแข็งทางจิตใจ โดยวิถีปฏิบัติของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสอดคล้องกับค่านิยมของสังคมปิตาธิปไตยที่ยึดถือบรรทัดฐานรักต่างเพศ อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มของสังคมชายล้วนเปิดโอกาสให้ชายกับชายช่วยเหลือเกื้อกูลและสานสัมพันธ์อันลึกซึ้งด้วยมิตรภาพลูกผู้ชายได้ สังคมชายเป็นใหญ่ที่ตั้งใจผลิตสร้างความเป็นชายในอุดมคติจึงผลิตสร้างชายรักชายซึ่งตรงข้ามกับความเป็นชายที่พึงปรารถนาขึ้นพร้อมกัน การไม่ได้รับการยอมรับจึงทำให้ชายรักชายต้องแสวงหาช่องทางการแสดงความปรารถนาทางเพศในสังคมปิตาธิปไตยที่เต็มไปด้วยข้อจำกัด โม่เซียงถงซิ่วใช้องค์ประกอบแฟนตาซี ได้แก่ การกลับชาติมาเกิด การใช้เวทมนตร์คาถา และของวิเศษ เพื่อนำเสนอความสัมพันธ์แบบชายรักชายและเป็นกลวิธีต่อรองกับกฎ ตัวบทยังแฝงการวิพากษ์ความรุนแรงของบรรทัดฐานรักต่างเพศที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ปรมาจารย์ลัทธิมาร เขียนขึ้นในสังคมและวัฒนธรรมที่ความสัมพันธ์แบบชายรักชายยังไม่เป็นที่ยอมรับจึงยังทิ้งร่องรอยของอคติที่มีต่อชายรักชาย การต่อรองจึงไม่อาจกระทำได้อย่างเสรีและยังต้องอยู่ภายใต้กรอบบรรทัดฐานที่สังคมมองว่าดีงาม
In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang
In The Name Of The People: From Thai-Style Democracy To Thailism Democracy, Qiang Zhang
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Existing studies have often situated Thailand within the context of the global middle class's retreat from democracy to understand democratization in Thailand. However, this approach fails to account adequately for the oscillating behavior of the Thai middle class between support for and opposition to democracy. This study argues that analyses of democratization benchmarked against Western democracy have long ignored changes in power structures and ideological discourses within Thailand's conservative forces. Therefore, this study undertakes a longitudinal analysis of Thai-style democracy, which has featured an anti-democratic face since 1932. By analyzing the discourses of conservative forces in three different historical periods—1932-1957, …
อิทธิพลของปรากฏการณ์เอนโซต่อการเกิดพายุฤดูร้อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย, นาวิน เสริมสุข
อิทธิพลของปรากฏการณ์เอนโซต่อการเกิดพายุฤดูร้อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย, นาวิน เสริมสุข
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะและรูปแบบทางพื้นที่ของปริมาณฝนจากพายุฤดูร้อนตามสภาวะของปรากฏการณ์เอนโซ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทยด้วยแบบจำลอง Weather Research and Forecasting (WRF) วิธีการวิจัยเริ่มจากประมวลผลแบบจำลอง WRF ด้วยชุดพารามิเตอร์ทางคิวมูลัส 4 ชุด ได้แก่ Kain-Fritsh (KF) Bett-Miller-Janjic (BMJ) Grell-Devenyi (GD) และ Grell-3D (G3) ในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2560-2564 จากนั้นตรวจสอบความถูกต้องด้วยข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศสกลนครที่ปรับแก้ความเอนเอียงเชิงพื้นที่ (Spatially Variable Bias Correction) ด้วยข้อมูลจากสถานีตรวจวัดอากาศภาคพื้นดิน 5 แห่ง ผลการศึกษาพบว่าชุดพารามิเตอร์ BMJ มีประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุดในการจำลองปริมาณฝนจากพายุฤดูร้อน โดยมีความคลาดเคลื่อน (RMSE) ของปริมาณฝนรายชั่วโมงและความเร็วลมจากข้อมูลเรดาร์ เท่ากับ 4.98 มิลลิเมตร และ 4.78 นอต ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ลักษณะและรูปแบบของฝนจากแบบจำลอง WRF ในเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ. 2553-2564 พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มฝนขนาดเล็กถึงปานกลาง (พื้นที่เฉลี่ย 409.52 ตารางกิโลเมตร) โดยมีกลุ่มของพื้นที่ฝนตกหนัก (มากกว่า 35 มิลลิเมตร/วัน) โดยเฉลี่ย 1-3 กลุ่มต่อวัน ช่วงปลายเดือนเมษายนปริมาณฝนมีความผันแปรสูงกว่าต้นเดือนพฤษภาคมซึ่งแสดงถึงการเกิดสภาพอากาศรุนแรงในบางปี ส่วนเดือนพฤษภาคมกลุ่มของพื้นที่ฝนตกหนักมีจำนวนมากขึ้น มีขนาดพื้นที่ใหญ่ขึ้นและต่อเนื่องกันบนพื้นที่จากอิทธิพลของลมมรสุมฤดูร้อนและร่องความกดอากาศต่ำเขตศูนย์สูตร สำหรับความสัมพันธ์กับค่า Oceanic Niño Index (ONI) พบว่า สภาวะเอลนีโญที่เริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนหรือก่อนฤดูร้อน 3 เดือน ทำให้ปริมาณฝนรายวันและพื้นที่ฝนหนักรายวันในเดือนมีนาคมและเมษายนลดลง (r ระหว่าง -0.44 ถึง -0.86 และ -0.24 ถึง -0.93 ตามลำดับ) ส่วนสภาวะลานีญาเฉพาะที่เริ่มต้นขึ้นในฤดูร้อนเท่านั้นส่งผลให้ปริมาณฝนรายวันในช่วงครึ่งเดือนหลังของมีนาคมและเมษายนเพิ่มขึ้น (r = -0.86 และ -0.58 ตามลำดับ) สำหรับพื้นที่ฝนหนักเพิ่มขึ้นเฉพาะครึ่งเดือนหลังของเมษายนเท่านั้น (r = -0.59) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าสภาวะเอนโซส่งผลต่อปริมาณฝนในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนชัดเจนกว่าเดือนพฤษภาคม
ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน
ภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายสมัยรัตนโกสินทร์, จิรเมธ คูไพริน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาภาพตัวแทนของเจ้านายไทยในประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงรัชกาลปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพตัวแทนของเจ้านายไทย และกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทนดังกล่าว รวมทั้งปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทนข้างต้น ข้อมูลที่ใช้ศึกษามาจากหนังสือ จดหมายเหตุเรื่องทรงตั้งพระบรมวงศานุวงศ์กรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม 1-2 และประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายในราชกิจจานุเบกษา รวมทั้งสิ้น 301 องค์การศึกษาพบว่า ภาพตัวแทนสำคัญของเจ้านายไทยมี 2 ภาพ ได้แก่ (1) ภาพตัวแทนผู้ทรงกอปรด้วยพระคุณสมบัติและพระคุณลักษณะแห่งขัตติยวงศ์ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติด้านพระชาติวุฒิ พระวัยวุฒิ และพระคุณวุฒิ และคุณลักษณะด้านความจงรักภักดีความเป็นที่รักและเคารพในหมู่พระราชวงศ์ และความมีพระอัธยาศัยดีและพระจริยวัตรงาม และ (2) ภาพตัวแทนผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ ประกอบไปด้วยภาพตัวแทนผู้ทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่ชาติบ้านเมือง ผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน รวมทั้งผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจต่าง ๆ ด้วยพระปรีชาสามารถ พระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเพื่อชาติและประชาชน ภาพตัวแทนดังกล่าวพบแตกต่างกันตามพระอิสริยยศของเจ้านายและวาระของการเฉลิมพระยศโดยมีทั้งลักษณะที่สืบเนื่องและมีพลวัตสัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัยด้านกลวิธีทางวรรณศิลป์ในการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่ามี 2 ประการสำคัญ ได้แก่ (1) กลวิธีการเล่าเรื่อง ประกอบด้วยการเรียบเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา การคัดสรรเฉพาะเหตุการณ์บางตอนมานำเสนอ และการใช้ผู้เล่าเรื่องแบบรู้แจ้ง กลวิธีข้างต้นทำให้มีการนำเสนอภาพตัวแทนอันหลากหลาย และสอดคล้องกับวรรณกรรมชีวประวัติและวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติที่ประพันธ์ร่วมสมัยกัน และ (2) กลวิธีการใช้ภาษา ประกอบด้วยการใช้คำประดับ การใช้คำอย่างมีสัมผัส การใช้ศัพท์บาลีสันสกฤต และการซ้ำคำและความ กลวิธีดังกล่าวพบมากน้อยตามยุคสมัยและความคลี่คลายของการประพันธ์วรรณกรรมไทย กลวิธีนี้สอดคล้องกับทำนองเขียนแบบใช้ภาษาสูงและคำประพันธ์แบบกึ่งร้อยแก้วร้อยกรอง ซึ่งเอื้อต่อการนำเสนอภาพตัวแทนของเจ้านาย และยกสถานะของตัวบทให้ศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง ทั้งยังสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของการเผยแพร่ประกาศเฉลิมพระยศเจ้านายด้วยในด้านปัจจัยทางการเมืองและสังคมที่สัมพันธ์กับการนำเสนอภาพตัวแทน การศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ เวลา และสตรี รวมทั้งสถานการณ์ทางการเมืองในแต่ละยุค ส่งผลให้ภาพตัวแทนของเจ้านายบางภาพมีลักษณะที่สืบเนื่อง ได้แก่ ภาพตัวแทนผู้ทรงมีพระชาติวุฒิสูงและพระวัยวุฒิอันเหมาะสม และภาพตัวแทนอันแสดงพระคุณลักษณะต่าง ๆ ภาพตัวแทนที่มีรายละเอียดเปลี่ยนไปคือ ผู้ทรงมีพระคุณวุฒิอันเพียบพร้อมเหมาะสม ส่วนภาพตัวแทนที่มีพลวัตโดดเด่นคือผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ จากเดิมที่เน้นว่าเจ้านายทรงวางรากฐานความเจริญและความทันสมัยให้แก่บ้านเมือง เปลี่ยนมาเป็นผู้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชน นอกจากนี้ ยังพบว่าภาพตัวแทนของเจ้านายฝ่ายในผู้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจดังกล่าวด้วยพระวิริยอุตสาหะและความเสียสละเป็นภาพที่ปรากฏมากเป็นพิเศษในปัจจุบัน สอดคล้องกับข้อจำกัดทางการเมือง สถานการณ์ในพระราชวงศ์ และพระราชปณิธานแห่งรัชสมัย
แนวคิดอภัยวิถีของฌาคส์ แดร์ริดา, พิรุณ จิระวิบูลย์รัตน์
แนวคิดอภัยวิถีของฌาคส์ แดร์ริดา, พิรุณ จิระวิบูลย์รัตน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยกันเป็นเรื่องธรรมชาติ จนในบางครั้งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน และได้สร้างบาดแผลพร้อมกับเรื่องราวที่ยากต่อการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาดังเดิม อภัยวิถีจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการเพื่อสร้างความสมานฉันท์ รื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยแตกร้าวไปแล้วนั้นให้เสมือนกับความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นนั้นมลายหายสิ้นไป ฌาคส์ แดร์ริดา นำเสนอแนวคิดของอภัยวิถีภายใต้คำถามทางจริยศาสตร์และการเมือง โดยตั้งคำถามสำคัญถึงความเป็นไปได้ของอภัยวิถี อภัยวิถีสามารถเป็นไปได้อย่างไร ? ในบริบททางการเมือง โดยการเข้าไปสำรวจกระบวนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับอภัยวิถีโดยเฉพาะมโนทัศน์ที่เกิดจากแนวคิดของคริสต์ศาสนา อันเป็นรากฐานความเข้าใจของโลกตะวันตกที่ครอบงำในบริบทการเมืองโลกในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบัน แดร์ริดา ได้นำเสนอแนวคิดซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในเรื่องอภัยวิถี คือ อภัยวิถีให้อภัยในสิ่งที่ไม่สามารถให้อภัยได้ โดยรากฐานความเข้าใจดังกล่าวนำมาสู่การให้อภัยในความหมายของการให้โดยปราศจากเงื่อนไข การให้อภัยจึงเป็นการกระทำที่ไม่สามารถคิดคำนวณมูลค่าได้ อภัยวิถีจึงไม่ใช่การแลกเปลี่ยนเพื่อลบล้างความผิด ในทางกลับกันอภัยวิถีเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ให้ไปในทิศทางที่เหนือกว่าเดิม เมื่ออภัยวิถีปราศจากเงื่อนไข การให้อภัยโดยตัวเองจึงเป็นข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นเหนือกฎหมาย การชดใช้ และการลงโทษ แต่มิใช่ว่าอภัยวิถีจะเป็นกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและทำลายความยุติธรรม แดร์ริดานำเสนอการกระทำของ คณะกรรมการแสวงหาความจริงและสมานฉันท์ (Truth and Reconciliation Commission) ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อให้เกิดการให้อภัยให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
ความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสารชายคาเรื่องสั้น, นีนนิมมาน ยอดเมือง
ความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสารชายคาเรื่องสั้น, นีนนิมมาน ยอดเมือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นอีสานในเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 – 2564 จำนวน 45 เรื่อง และกลวิธีการประพันธ์ในการนำเสนอความเป็นอีสานในเรื่องสั้นดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่าเรื่องสั้นในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น นำเสนอความเป็นอีสาน 3 ประการ ได้แก่ ความเป็นอีสานในฐานะผู้มีสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งนำเสนอผ่านเนื้อหาว่าด้วยความผูกพันกับวิถีชีวิตชนบท ความภูมิใจในเผ่าพันธุ์ และความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของคนอีสาน ประการต่อมาคือความเป็นอีสานในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาและทุนนิยม ซึ่งนำเสนอว่าคนอีสานคือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา คนอีสานเป็นคนพลัดถิ่นที่แปลกแยกจากสังคมใหม่ และคนอีสานมักถูกรัฐเอาเปรียบข่มเหง ประการสุดท้ายคือความเป็นอีสานในฐานะผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง ซึ่งนำเสนอผ่านเนื้อหาที่แสดงว่าคนอีสานคือ “คนอื่น” จากความเป็นไทย คนอีสานถูกตีตราทางการเมือง และคนอีสานเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางการเมืองเนื่องจากเป็นผู้มีส่วนร่วมทางการเมือง ในด้านการกลวิธีการประพันธ์เพื่อนำเสนอความเป็นอีสาน ผู้เขียนเรื่องสั้นในชายคาเรื่องสั้นใช้กลวิธีอันหลากหลาย ได้แก่ การใช้รูปแบบการประพันธ์ ทั้งรูปแบบนิทาน รูปแบบบทละคร รูปแบบบทความวิชาการ และรูปแบบสารคดีชีวประวัติ เพื่อเน้นย้ำความเป็นอีสานในมิติต่าง ๆ นอกจากนี้ กลวิธีการสร้างตัวละครชาวอีสาน การใช้ฉากท้องถิ่นอีสาน รวมทั้งการใช้ภาษาถิ่นอีสาน และการอ้างถึงวรรณคดีลาว-อีสาน ก็เป็นกลวิธีสำคัญในการนำเสนอความเป็นอีสานในวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ที่ช่วยเน้นย้ำความเป็นอีสานที่ยังคงยึดมั่นในรากฐานทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดให้เห็นพลวัตและลักษณะเชิงวิพากษ์ ความเป็นอีสานที่ซับซ้อนดังกล่าวเป็นผลมาจากจุดยืนของวารสาร ชายคาเรื่องสั้น ซึ่งเป็นชุมชนและพื้นที่ทางวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองและแนวคิดภูมิภาคนิยมในอีสาน
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
การถ่ายทอดวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition ของบริษัท Bioware, ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาการแปลวัจนลีลาของตัวละคร Cole และ Solas ในเกม Dragon Age: Inquisition (2014) ผู้วิจัยคัดเลือกตัวอย่างบทสนทนาในเกมดังกล่าวของตัวละครทั้งสองพร้อมบริบทแวดล้อมทั้งหมด 30 หน้า และตั้งสมมติฐานในการวิจัยว่าปัญหาด้านวัจนลีลาอันประกอบด้วยการใช้โครงสร้างประโยคไม่สมบูรณ์ โวหารบุคลาธิษฐาน ถ้อยคำที่มีความกำกวมคลุมเครือ เลียนแบบจังหวะหนักเบาของกาพย์กลอน เล่นสัมผัสอักษร และเลือกสรรถ้อยคำที่มีระดับภาษาสูงกว่าบทสนทนาปกติ ออกมาเป็นบทบรรยายภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม มีอรรถรสเทียบเคียงได้กับต้นฉบับนั้นสามารถแก้ไขด้วยการวิเคราะห์วัจนลีลาตามแนวทางการวิเคราะห์และการแปลตัวบทประเภทวิดีโอเกมที่มินาโกะ โอ’เฮเกน (Minako O’Hagan) และการ์เมนแมนจิรอน (Carmen Mangiron) (2013) รายงาน กรอบวิเคราะห์ Systemic functional linguistics (SFL) ของไมเคิล ฮัลลิเดย์ (Michael Halliday, 2014) แนวคิดการแปลวัจนลีลาของจีน โบส-ไบเออร์ (Jean Boase-Beier, 2019) ข้อจำกัดและกลวิธีการแปลบทบรรยายภาพยนตร์ที่เสนอโดยฆอร์เฆ ดิอัซ-ซินตัส (Jorge Díaz-Cintas) และอาลิเนอ รีมาเอล (Aline Remael) (2020) ร่วมกับการศึกษาโครงสร้างประโยคที่ไม่สมบูรณ์ในภาษาไทยผลการวิจัยพบว่าทฤษฎีและแนวทางต่าง ๆ ตามที่ได้ศึกษามีประโยชน์ต่อการแปลเป็นอย่างยิ่ง สามารถใช้แก้ไขปัญหาการถ่ายทอดวัจนลีลาให้มีสมมูลภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับ ทั้งยังทำให้ผู้วิจัยตระหนักและใส่ใจเรื่องกลวิธีที่ใช้เพื่อถ่ายทอดวัจนลีลาในภาษาอังกฤษให้ออกมาอย่างเหมาะสมในภาษาไทยด้วยความต่างทางภาษา สรรหาวิธีทดแทนหรือชดเชยอย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับหน้าที่บทบรรยายได้อย่างเหมาะสม
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
รูปแบบภาษาแสดงอัตลักษณ์: กรณีภาษากะเทยที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, ทศวรรษ ตันชัยสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาษากะเทย (おネエことば) ที่ปรากฏในสื่อหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นหรือ “มังงะ” และรวบรวมทำเป็นฐานข้อมูล ผู้วิจัยศึกษาภาษากะเทยจากมังงะที่มีตัวละครกะเทยปรากฏและพูดด้วยภาษากะเทยจำนวน 48 ตัวละคร รวมจำนวนประโยคตัวอย่างทั้งหมด 886 ตัวอย่าง มาทำการวิเคราะห์การแสดงอัตลักษณ์โดยวิเคราะห์ใน 4 ประเด็นดังนี้ 1) การใช้สรรพนามของตัวละคร 2) ส่วนลงท้ายประโยค 3) คำไพเราะ (美化語) 4) คำศัพท์ที่แสดงความเป็นภาษากะเทย และเสริมประเด็นการวิเคราะห์อื่นที่ตัวผู้วิจัยสนใจอีก 2 ประเด็นได้แก่ 1) การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอน และอีโมจิ 2) รูปเขียนฮิรางานะ คาตากานะ และคันจิ นอกจากนี้ก็ยังสอดแทรกการเปรียบเทียบความแตกต่างของการแสดงอัตลักษณ์โดยแยกประเภทมังงะตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมภาษากะเทยในภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้ภาษาผู้หญิงเป็นพื้นฐานแล้วเพิ่มเติมลักษณะพิเศษบางอย่างลงไปทำให้เกิดความแตกต่างจากภาษาผู้หญิงทั่วไป การแสดงอัตลักษณ์มีความโน้มเอียงไปทางภาษาผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ จึงนำเสนอความเป็นผู้หญิงผ่านสรรพนาม ส่วนลงท้ายประโยค คำไพเราะ คำศัพท์ การใช้สัญลักษณ์ เครื่องหมายวรรคตอนและอีโมจิ อย่างไรก็ตามก็มีการแฝงความแข็งกร้าวโน้มเอียงไปทางผู้ชายในรูปแบบภาษาเหล่านี้ด้วย ทั้งนี้ ในกรณีรูปเขียนค้นพบว่ามีความโน้มเอียงไปทางผู้ชายผ่านการใช้คาตากานะและคันจิ ทำให้ภาษากะเทยมีลักษณะการแสดงอัตลักษณ์ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองเพศ สำหรับการศึกษาความแตกต่างแยกตามกลุ่มผู้อ่านของเรื่องพบว่าภาษากะเทยในมังงะเด็กผู้ชายและมังงะเด็กผู้หญิงไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแสดงอัตลักษณ์ของภาษากะเทยที่มีแบบแผนที่ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามเพศของผู้อ่าน
Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen
Enhancing Homestay Tourism In Thailand: Insights From Young Chinese Tourists, Yijing Chen
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Tourism plays a vital role in Thailand’s economy, especially in the aftermath of COVID-19, which led the Tourism Authority of Thailand (TAT) to implement strategies to increase foreign visits. This study examines homestay tourism, known for its community engagement and cultural immersion, focusing on its attractiveness to young Chinese tourists seeking serene experiences in the post-pandemic era. Employing both quantitative and qualitative methodologies, the research evaluates the demographic profiles, behaviors, motivations, and satisfaction levels of young Chinese tourists in Thai homestays, primarily through descriptive analysis. Findings show that security and hospitality are the top factors influencing these tourists’ decisions to …
Human Right Protection Of Stateless Children In Thailand: A Study Of Laws And Policies, Huiwen Fu
Human Right Protection Of Stateless Children In Thailand: A Study Of Laws And Policies, Huiwen Fu
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The issue of stateless children is a long-standing social problem in Thailand. Before the 21st century, Thailand's treatment of stateless children had gone through several reforms, and these shifts were reflected in Thai law and policy. After the 2000s, stateless children gradually came into the limelight, and the plight of stateless children received attention both within Thailand and internationally. This research studies Thailand's laws and policies on the protection of stateless children. It compares Thailand's laws and policies on stateless children in the 1980s, 1990s, and 2000s and analyzes the domestic and international factors that contributed to the improvement of …
ทัศนะแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ของไมเคิล ไทย์, วีรวุฒิ เหรียญมณี
ทัศนะแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ของไมเคิล ไทย์, วีรวุฒิ เหรียญมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ข้อถกเถียงเรื่องสภาวะความรู้สึกตัวของสัตว์แบ่งได้เป็นสองแนว ได้แก่ แนวที่ใช้ การอ้างเหตุผลแบบไม่อนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ เชื่อว่าสภาวะจิตของสัตว์สามารถรับรู ้ได้โดยตรง เนื่องจากสภาวะจิตของสัตว์สามารถสังเกตได้จากการเคลื่อนไหวและการมีปฏิสัมพันธ์ของสัตว์ต่อสิ่งอื่น และแนวที่ใช้การอ้างเหตุผลแบบอนุมานความรู้สึกตัวของสัตว์ เชื่อว่า สภาวะจิตของสัตว์สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรม ไมเคิล ไทย์ (2017) สนับสนุนแนวการอ้างเหตุผลแบบที่สองเชื่อว่า จิตของสัตว์สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรมการเรียนรู ้ เนื่องจากพฤติกรรมการเรียนรู้แสดงให้เห็นถึงการตอบสนองแบบยืดหยุ่น ในวิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และปกป้องทัศนะของไทย์ด้วยการการอ้างเหตุผลสองประการหลัก ได้แก่ หนึ่ง ความรู้สึกตัว คือ การรับประสบการณ์ ไม่ใช่การคิด และสอง แม้มีกรณีการเรียนรู้แบบปราศจากความรู้สึกตัว (เช่น การเรียนไวยากรณ์) กรณีดังกล่าวยังคงไม่เพียงพอต่อการพิสูจน์ว่าความรู้สึกตัวของสัตว์ไม่สามารถอนุมานได้จากพฤติกรรมการเรียนรู ้
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
การศึกษาเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามแนวปริจเฉทวิเคราะห์, สุภิญชญา ชูเชิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทยตามทฤษฎีชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาโครงสร้างของเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย และ 3) เพื่อศึกษากลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการเล่าเรื่องคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ภาษาไทย ข้อมูลที่ใช้ศึกษานำมาจากเรื่องเล่าคดีสืบสวนจากบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ 3 บัญชีผู้ใช้ รวม 100 เรื่อง โดยใช้แนวคิดชาติพันธุ์วรรณนาแห่งการสื่อสาร (Hymes, 1974) ในการวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร แนวคิดโครงสร้างเรื่องเล่าตามแนวคิดของลองเอเคอร์ (Longacre, 1983) ในการวิเคราะห์โครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน และแนวคิดวัจนปฏิบัติศาสตร์ในการวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์ผลการศึกษาองค์ประกอบการสื่อสารเรื่องเล่าคดีสืบสวนในทวิตเตอร์พบว่ามี 8 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ฉาก (Setting) 2) ผู้ร่วมเหตุการณ์การสื่อสาร (Participants) 3) จุดมุ่งหมาย (Ends) 4) การลำดับวัจนกรรม (Act sequence) 5) น้ำเสียง (Key) 6) เครื่องมือ (Instrumentalities)7) บรรทัดฐานของปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) และ 8) ประเภทการสื่อสาร (Genre) โดยองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อโครงสร้างและกลวิธีทางภาษา ได้แก่ ลำดับวัจนกรรม (Act sequence) เครื่องมือ (Instrumentalities) และบรรทัดฐานของการปฏิสัมพันธ์และการตีความ (Norms of Interaction and Interpretation) จากการนำเสนอเรื่องเล่าคดีสืบสวนได้อย่างเหมาะสมกับช่องทางการสื่อสาร ทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและอยากติดตามการเล่าเรื่องคดีสืบสวนตั้งแต่ต้นจนจบในด้านโครงสร้างเรื่องเล่าคดีสืบสวน พบโครงสร้าง ได้แก่ 1) การนำเรื่อง (Exposition) 2) เหตุการณ์ยั่วยุ (Inciting moment) 3) การเพิ่มความขัดแย้ง (Developing conflict) 4) จุดตึงเครียด (Climax) 5) การคลี่คลายปัญหา (Denouement) 6) เหตุการณ์ต่อเนื่อง (Final suspense) และ7) การสรุป (Conclusion) แต่ในบางเรื่องเล่าคดีสืบสวนอาจมีไม่ครบทุกองค์ประกอบ …
สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง
สงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์ของเกาฏิลยะและกามันทกียนีติสาระ, หทัยรัตน์ บุญกอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มุ่งศึกษาเรื่องสงครามและยุทธวิธีในคัมภีร์อรรถศาสตร์และคัมภีร์กามันทกียนีติสาระเพื่อเปรียบเทียบสารัตถะพัฒนาการและความสัมพันธ์ของทั้งสองคัมภีร์ โดยแบ่งออกเป็น 6 ประเด็น ได้แก่ (1) สงคราม (2) ปัจจัยที่มีผลต่อการพิจารณายาตราทัพ (3) การสร้างค่ายหอรบ (4) การจัดกระบวนทัพ (5) การตอบโต้ และ (6) การต่อสู้ด้วยกลลวงผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์อรรถศาสตร์เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ยุคก่อน และนำเสนอในมุมมองของตนเอง ส่วนคัมภีร์กามันทกียนีติสาระได้นำเสนอองค์ความรู้อ้างอิงคัมภีร์อรรถศาสตร์ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องหลายศตวรรษ นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยค้นพบคือ คัมภีร์กามันทกียนีติสาระมิใช่เป็นการนำคัมภีร์อรรถศาสตร์มาแต่งเป็นร้อยกรองเท่านั้น แต่เป็นการประมวลองค์ความรู้ทางนีติศาสตร์จากคณาจารย์ในยุคก่อนเช่นเดียวกับคัมภีร์อรรถศาสตร์ โดยมีเกาฏิลยะเป็นหนึ่งในคณาจารย์นั้น และได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์องค์ความรู้จนเป็นแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเรื่องสงครามและยุทธวิธีเป็นหนึ่งในวิธีการแสวงหาความรุ่งเรืองให้แก่อาณาจักร พระราชาที่เป็นผู้นำทัพจะต้องมีความสามารถในการวางแผน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถาณการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังต้องเชี่ยวชาญการเดินทัพเพื่อโจมตีศัตรู และการใช้กลอุบายต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความได้เปรียบ แม้อุบายนั้นจะผิดศีลธรรม ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากทั้งสองคัมภีร์สอนในเชิงปฏิบัติมากกว่าอุดมคติ โดยมองว่าทุกวิธีการที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเป็นสิ่งชอบธรรม
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
การศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาการสื่อสารของพจนวัตรตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลางของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน, รดารัตน์ ศรีพันธ์วรสกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
พจนวัตรเป็นรูปภาษาตายตัวที่มักปรากฏซ้ำในสถานการณ์หนึ่ง ๆ จนกลายเป็นขนบในการปฏิสัมพันธ์ที่สมาชิกในชุมชนภาษานั้นรับรู้ร่วมกัน แต่มักเป็นความท้าทายสำหรับผู้เรียนภาษาที่สอง สอดคล้องกับการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์เชิงลึกที่พบว่า พจนวัตรเป็นรูปภาษาที่มักก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ภาษาระหว่างกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ การรู้จำ และปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนภาษาไทยชาวจีน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดเติมเต็มบทสนทนา แบบสอบถามชนิดหลายตัวเลือก และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้พูดภาษาไทยจำนวน 60 คน แบ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถามและผู้ให้สัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มละ 30 คน และผู้เรียนภาษาไทยชาวจีนทั้งหมดที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2-4 ในหลักสูตรภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับชาวต่างประเทศ (นานาชาติ) ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีจำนวนทั้งสิ้น 33 คน ผู้เรียนทั้งหมดมาจากมณฑลยูนนานและมีระดับความสามารถในการใช้ภาษาไทยอยู่ในระดับ B2-C2 ตามกรอบของ CEFRผลการศึกษาการใช้พจนวัตรพบว่า ในด้านรูปภาษา ผู้เรียนใช้พจนวัตรส่วนใหญ่เหมือนกับเจ้าของภาษา แต่พบรูปแปรที่แตกต่างกันและอาจก่อให้เกิดปัญหา คือ การไม่ใช้คำลงท้ายและการใช้คำสรรพนามที่ไม่เหมาะสม ส่วนในด้านความถี่ ผู้เรียนใช้พจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 11 ถ้อยคำ แสดงให้เห็นว่าพจนวัตรยังคงเป็นข้อจำกัดในการใช้ภาษาของผู้เรียน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เรียนนิยมใช้ถ้อยคำอื่น ๆ ร่วมกับพจนวัตรหรือใช้รูปภาษาอื่น ๆ แทนพจนวัตรด้วย ซึ่งมีทั้งรูปภาษาที่คล้ายกับเจ้าของภาษาและรูปภาษาที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในการปฏิสัมพันธ์ ทั้งนี้สาเหตุที่ส่งผลให้ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษา ประกอบด้วย การไม่รู้จำพจนวัตร การถ่ายโอนทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ อิทธิพลจากแบบเรียนและการเรียนการสอน การเหมารวม และข้อจำกัดในการใช้ภาษาผลการศึกษาการรู้จำพจนวัตรพบว่า ผู้เรียนรู้จำพจนวัตรได้น้อยกว่าเจ้าของภาษา อีกทั้งยังแตกต่างกับเจ้าของภาษาอย่างมีนัยสำคัญมากถึง 8 ถ้อยคำ สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทย ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กับการรู้จำพจนวัตร ผลการศึกษาพบว่าผู้เรียนใช้และรู้จำพจนวัตรส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกัน แต่พบพจนวัตรที่ใช้น้อยและรู้จำน้อยมากถึง 7 ถ้อยคำ นอกจากนี้ยังพบพจนวัตรที่ผู้เรียนรู้จำมากแต่ใช้น้อยด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดด้านความสามารถทางวัจนปฏิบัติเชิงสังคมของผู้เรียนผลการศึกษาปัญหาในการใช้พจนวัตรของผู้เรียนจากมุมมองของเจ้าของภาษาพบว่า การที่ผู้เรียนใช้พจนวัตรแตกต่างกับเจ้าของภาษาอาจไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาเสมอไป อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาของผู้เรียนในบางลักษณะก็อาจก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสารได้ ปัญหาที่พบสามารถแบ่งได้เป็น 4 ด้าน คือ ด้านการสื่อเจตนา ด้านความสุภาพและความสัมพันธ์ระหว่างคู่สนทนา ด้านความเหมาะสมต่อปริบทการสื่อสาร และด้านความเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้อยคำที่สื่อเจตนาได้แต่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากกว่ารูปภาษาที่ไม่สื่อเจตนา เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของคู่สนทนาผลการศึกษาสามารถนำไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนภาษาไทยให้แก่ผู้เรียนชาวจีน โดยเฉพาะผู้เรียนในหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับพจนวัตรในภาษาไทยและใช้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา ทั้งในด้านรูปภาษาและสถานการณ์ที่ปรากฏ รวมทั้งตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังสามารถนำผลศึกษาการใช้พจนวัตรของผู้พูดภาษาไทยไปเป็นข้อมูลในการออกแบบแบบเรียนให้แก่ผู้เรียนชาวต่างชาติได้อีกด้วย