Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 4621 - 4650 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
Economic Convergence In The Baltic Sea Region: Migration, Institutions, And Socio-Cultural Drivers Of Labor Productivity, Elias Orbon
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study investigates the potential facilitation of economic convergence through policy across the Baltic Sea Region from two critical perspectives: (1) an analysis of the impacts of human capital flight and forced pendular migration from Ukraine on the economies included in the study, and (2) the impact of cultural dimensions and institutional arrangements on labor productivity in firms across the region. The study uniquely contributes to understanding how economic convergence can be facilitated in the Baltic Sea Region by considering both firm-level productivity factors and the current geopolitical context. The study utilizes World Bank Enterprise Survey data from 2019 and …
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
การศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้โทรศัพท์มือถือในช่วงมิถุนายน 2563 - ตุลาคม 2564, สุวนันท์ วีรงคเสนีย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 โดยใช้ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์ (Call Detail Record; CDR) จากผู้ใช้งานจำนวน 664,500 บัญชี คิดเป็นจำนวนการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างจุดหมายปลายทาง 7,115,986 ทริป ครอบคลุม 77 จังหวัดในประเทศไทย ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการวิจัยเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเดินทางท่องเที่ยว บทบาทของจังหวัดจุดหมายปลายทาง และศึกษากลุ่มจังหวัดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว ผ่านใช้วิธีการวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม โดยวิเคราะห์ 3 วิธี ได้แก่ การวัดความเป็นศูนย์กลางตามระดับการเชื่อมต่อโดยคำนึงถึงค่าถ่วงน้ำหนัก จำนวนการเดินทางระหว่างจังหวัด และการหาชุมชนในเครือข่ายจากการศึกษาการเดินทางท่องเที่ยวแบบค้างคืนและการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปกลับ พบว่าเครือข่ายการเดินทางท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง โดยมีกลุ่มการเดินทางท่องเที่ยว 15 กลุ่ม 9 คู่จังหวัดจุดหมายปลายทาง รูปแบบการท่องเที่ยวแบบหลายจุดหมายปลายทางมีลักษณะแบบให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง (en route) เปรียบเทียบผลการศึกษากับเขตพัฒนาการท่องเที่ยวพบว่าเขตพัฒนาการท่องเที่ยวยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยสามารถนำผลลัพธ์ของการวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อการนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวแบบกลุ่มจังหวัดจากพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัด อย่างไรก็ตามงานวิจัยฉบับนี้มีข้อจำกัดในด้านระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลซึ่งอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2564 ซึ่งอยู่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งอาจส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวแตกต่างจากช่วงสถานการณ์ปกติ การศึกษาในอนาคตควรรวบรวมข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือหรือการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาสถานการณ์ปกติเพิ่มเติม
การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ
การศึกษาคำพูดติดปาก ช่างมัน และ แล้วแต่ ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย, นภสร ตั้งวิบูลยกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ช่างมัน และ แล้วแต่ เป็นถ้อยคำที่ชาวไทยนิยมใช้จนติดปาก ปรากฏในหลายสถานการณ์เพื่อสื่อความหมายและเจตนาที่แตกต่างกัน และน่าจะสะท้อนวิธีการมองโลกบางประการของชาวไทย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความหมายตามปริบทและหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ รวมทั้งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของ ช่างมัน และ แล้วแต่ กับปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม โดยใช้แนวทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ชาติพันธุ์ (Ethnopragmatics) และวัจนปฏิบัติศาสตร์แนวปลดปล่อย (Emancipatory Pragmatics) ข้อมูลทั้งสิ้น 290 ตัวอย่างมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวัน บทสนทนาในสื่อ แบบสอบถาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ช่างมัน มีความหมายตามปริบท 7 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองปล่อยวาง 2) ผู้พูดให้อภัยผู้ฟัง 3) ผู้พูดต้องการปล่อยเรื่องนั้นไป 4) ผู้พูดปล่อยไป เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะไม่พอใจเรื่องนั้น 5) ผู้พูดไม่สนใจสิ่งนั้น 6) ผู้พูดยังไม่อยากคิดหรือทำเรื่องที่เอ่ยถึงในขณะนั้น และ 7) ผู้พูดไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 7 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อปลอบให้ผู้ฟังและ/หรือตนเองคลายกังวล 2) เพื่อตอบรับคำขอโทษ 3) เพื่อยุติการสนทนาที่มีความขัดแย้ง 4) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่พอใจ 5) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่สนใจ 6) เพื่อแสดงว่าผู้พูดต้องการเลื่อนหรือหยุดเรื่องนั้นไปก่อน และ 7) เพื่อแสดงว่าผู้พูดไม่ต้องการวุ่นวาย ความหมายแกนและหน้าที่หลักของ ช่างมัน คือ ผู้พูดและ/หรือผู้ฟังจะไม่นำเรื่องนั้นมากังวล ด้วยการปล่อยเรื่องเหล่านั้นไป ส่วน แล้วแต่ มีความหมายตามปริบท 4 ความหมาย ได้แก่ 1) ผู้พูดให้ผู้ฟังตัดสินใจ 2) ผู้พูดให้ผู้ฟังพิจารณาด้วยตนเอง 3) ผู้พูดปล่อยไปตามใจผู้ฟัง แม้บางกรณีจะรู้สึกไม่พอใจ และ 4) ผู้พูดไม่พอใจ เนื่องจากไม่สามารถทำอะไรได้ จึงไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น และมีหน้าที่ทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ 4 หน้าที่ ได้แก่ 1) เพื่อแสดงว่าผู้พูดคำนึงถึงผู้ฟัง 2) เพื่อกันตนเองออกจากความรับผิดชอบต่อเรื่องนั้น 3) …
เจตจำนงเสรีในสำนักมาธยมิกะ, จิรายุ สหเวชชภัณฑ์
เจตจำนงเสรีในสำนักมาธยมิกะ, จิรายุ สหเวชชภัณฑ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปรัชญาพุทธมีหลักการที่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันแล้วมีความขัดแย้งกันคือหลักการเรื่องอนัตตาและกรรม ความขัดแย้งของหลักการทั้งสองนี้อยู่ตรงที่หลักการเรื่องอนัตตาไม่ยอมรับอัตตาที่เป็นเจ้าของของการกระทำ แต่ในทางกลับกัน หลักการเรื่องกรรมได้เสนอว่ากรรมที่ได้กระทำไปแล้วย่อมมีผลตามมาเสมอโดยกรรมดังกล่าวนี้ย่อมส่งผลแก่ผู้ที่ได้กระทำกรรมนั้นเองซึ่งมีนัยยะถึงอัตตาที่เป็นเจ้าของการกระทำนั้น วิทยานิพนธ์นี้เป็นการวิเคราะห์แนวคิดของนาคารชุนผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญามาธยมิกะ เพื่อหาคำตอบว่าในระบบปรัชญาดังกล่าวนี้มีองค์ประกอบที่สามารถพัฒนาเป็นแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีได้หรือไม่ โดยมีเป้าประสงค์เพื่อนำแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีมาช่วยในการอธิบายถึงความไม่เข้ากันของหลักการอนัตตาและกรรมที่ขัดแย้งกันในเรื่องอัตตาของมนุษย์ วิทยานิพนธ์เล่มนี้เสนอว่าในปรัชญามัธยมกะมีองค์ประกอบเรื่องเจตจำนงเสรีมากมาย ทั้งเรื่องเจตนา ผู้กระทำ ความเป็นนิยัตินิยม เจตนานั้นมีอำนาจในการสร้างผลและมีนัยยะของการเลือกอยู่ อีกทั้งแนวคิดเรื่องผู้กระทำนั้นยังสามารถเป็นเจ้าของการกระทำของตนเองได้โดยไม่ต้องใช้แนวคิดเรื่องอัตตามาประกอบ เนื่องจากทั้งสองอย่างนั้นอิงอาศัยกัน ทั้งหมดสามารถนำมาสร้างเป็นหลักการเรื่องเจตจำนงเสรีแบบเข้ากันได้กับนิยัตินิยม(compatibilism) อีกทั้งแนวคิดเรื่องเจตจำนงเสรีดังกล่าวยังสามารถช่วยอธิบายและเติมเต็มส่วนที่ไม่เข้ากันระหว่างอนัตตาและกรรมได้บนฐานของความเป็นเจ้าของการกระทำที่ไม่อ้างอิงถึงอัตตา
Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook
Molecular Characterization And Biosynthesis Of Izumo1 And Juno In Domestic Cats (Felis Catus), Phakjira Sanguansook
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The negative impacts of domestic cat overpopulation and the limitations of currently available methods to induce infertility in cats necessitate the development of novel targets for non-surgical contraception in this species. The recent discovery of IZUMO1-JUNO, a pair of sperm-oocyte proteins that are both indispensable for the fertilization process, inspires the targeting of them for contraception in cats. To gain insight into feline IZUMO1 and JUNO, this thesis aims to identify 1) the target organs expressing IZUMO1 and JUNO in domestic cats 2) the expression of feline IZUMO1 during epididymal sperm transit in the epididymis and feline JUNO during various …
Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul
Corneal Characterization Of Canine Keratoconjunctivitis Sicca By Optical Coherence Tomography, Kedsaraporn Ruangpanitchayakul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Keratoconjunctivitis sicca (KCS), known as dry eye syndrome, indicates an imbalance in tear film stability and homeostasis. Quantitative KCS is well diagnosed while qualitative KCS is still underdiagnosed in routine veterinary practice. This study aimed to compare the ocular surface characteristics between experimental dogs (n=20) presented with low Schirmer tear test (STT) values (1-10mm/min) and control dogs (n=20) with normal STT values (≥15mm/min). Dogs with previous treatments or diseases which effect tear production were excluded. The experimental group showed significant increased KCS-related clinical signs score with mucopurulent ocular discharge, keratitis with corneal edema and vessels, and conjunctivitis with hyperemia and …
Small Objects Detection In Aerial Imagery For System-On-Chip Fpgas, Wimonthip Saenprasert
Small Objects Detection In Aerial Imagery For System-On-Chip Fpgas, Wimonthip Saenprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Unmanned aerial vehicles (UAVs) offer significant advantages in accessing remote or high-risk locations. Yet, they also present challenges concerning privacy and safety. Effective air traffic management is crucial for ensuring compliance with security regulations. The primary objective is to monitor the flight trajectories of target objects in the airspace, necessitating efficient object detection, especially for distant objects, to facilitate surveillance and preparedness for addressing potential threats. However, the current performance of existing models in detecting small objects is inadequate for real-time surveillance applications. This study advocates prioritizing object detection over precise prediction of object bounding box sizes. We propose a …
Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert
Utility Optimization Via Multi-Section Heat Integration Approach For Multi-Period Operations, Ariyachai Silprasert
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heat Exchanger Network (HEN) optimization is essential for achieving utility conservation and minimizing the Total Annual Cost (TAC) by maximizing heat recovery between process streams. This study investigates on single and multi-section heat integration within a caprolactam (CPL) plant, conducted in collaboration with a petrochemical company. The investigation comprehensively addresses multi-period operations, considering production rate variability at 60%, 80%, and 100% loads. This variability is due to fluctuating operating conditions influenced by economic factors, as well as start-up and shut-down schedules. This work utilizes process simulation namely Aspen Plus and establishes HEN solutions using Aspen Energy Analyzer (AEA) and conventional …
ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา
ผลของการปรับสภาพพื้นผิวต่อกำลังแรงยึดเฉือนระหว่างวัสดุครอบฟันชั่วคราวกับแบร็กเกตจัดฟันโลหะ, มนนภัส เลาหะอัญญา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบกําลังแรงยึดเฉือนระหว่างแบร็กเกตจัดฟันโลหะกับครอบฟันชั่วคราวชนิดต่าง ๆ ที่ใช้การปรับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกัน เตรียมวัสดุบูรณะครอบฟันชั่วคราว 3 ชนิด ได้แก่ พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเอง (Unifast™ Trad) พอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคม (CADCAM VIPI Block) และเรซินคอมโพสิตชนิดบิสเอคริล (Protemp™ 4) จำนวน 4 กลุ่ม กลุ่มละ 11 ชิ้น นำวัสดุปรับสภาพพื้นผิวด้วยการทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลต การเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ การใช้เข็มกรอกากเพชร และกลุ่มที่ไม่ได้ถูกปรับสภาพพื้นผิวเป็นกลุ่มควบคุม นำชิ้นงานตรวจความหยาบของพื้นผิวและส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด ทำการยึดติดแบร็กเกตจัดฟันโลหะด้วยเรซินแอดฮีซีฟทรานสบอนด์ เอ็กซ์ที นำไปทดสอบค่ากำลังแรงยึดเฉือนด้วยเครื่องทดสอบอเนกประสงค์โดยใช้ความเร็วในการทดสอบที่ 1 มิลลิเมตรต่อนาที ศึกษาดัชนีส่วนเหลือของสารยึดติดด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดสเตอริโอ วิเคราะห์ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางที่ระดับนัยสําคัญ 0.05 และเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มโดยใช้สถิติ Games-Howell test ผลการศึกษาพบว่าวัสดุบิสเอคริลการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามมาด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร และการทามอนอเมอร์ ตามลำดับ วัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดแคดแคมการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุด ตามด้วยการทามอนอเมอร์ และการใช้เข็มกรอกากเพชร ตามลำดับ และวัสดุพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองการทามอนอเมอร์และการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์ มีค่ากำลังแรงยึดเฉือนสูงที่สุดโดยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตามด้วยการใช้เข็มกรอกากเพชร ดังนั้นการปรับสภาพพื้นผิวด้วยการเป่าผงอะลูมินัมออกไซด์มีประสิทธิภาพในการเพิ่มแรงยึดติดแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุด ในพอลิเมทิลเมทาคริเลตชนิดบ่มด้วยตัวเองควรทามอนอเมอร์เมทิลเมทาคริเลตเพิ่มเติม และวัสดุบิสเอคริลมีแรงยึดติดกับแบร็กเกตจัดฟันมากที่สุดหลังปรับสภาพพื้นผิวเชิงกล
การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์
การนำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย, อรอุมา ภูมิบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในรูปพหุกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 2) ศึกษาสภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายในการส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนในบริบทของการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย 3) นำเสนอแนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทการพัฒนาความเป็นพลเมืองไทย ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตในบริบทของความเป็นพลเมืองไทย 7 ประการ ได้แก่ (1) ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้และกำหนดเป้าหมายในการเรียนรู้ (2) กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ (3) มีความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง (4) พัฒนาทักษะการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ (5) สามารถในการประเมินข้อมูลที่ได้รับจากการเรียนรู้ (6) กระตือรือร้นในการนำความรู้มาปรับใช้และ (7) มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ 2) สภาพความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายทั้ง 2 พื้นที่ เน้นปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ โดยมีสถาบันพระปกเกล้าฯ มอบหมายให้ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ออกแบบหลักสูตรและกิจกรรมที่ 3) แนวปฏิบัติในการเสริมสร้างความร่วมมือขององค์กรเครือข่ายฯ ประกอบด้วย ความเป็นมาและความสำคัญของแนวปฏิบัติ วัตถุประสงค์ และเนื้อหา ได้แก่ หลักการ บทบาท และวิธีการในการเสริมสร้างความร่วมมือฯ
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา, บุษบากร สุวรรณเกษา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การพัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและวิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน 2) พัฒนาโปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานของผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 3) ศึกษาผลการใช้โปรแกรม และ 4) นำเสนอคู่มือการใช้โปรแกรม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพหุวิธี (Multi methods Disign) แบ่งขั้นตอนการวิจัยเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 วิเคราะห์ทักษะการทำงานที่จำเป็นสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามความต้องการของหน่วยจ้างงาน โดยการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายจำนวน 31 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาโปรแกรม มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 19 คน ระยะที่ 3 ตรวจสอบประสิทธิภาพของโปรแกรม ด้วยการใช้การวิจัยเชิงทดลองในรูปแบบ Single Subject Design มีกลุ่มเป้าหมายจำนวน 11 คน และระยะที่ 4 พัฒนาคู่มือการใช้โปรแกรมโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ลักษณะการจ้างงานผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 มี 3 ลักษณะ คือ การจ้างงานคนพิการด้วยมาตรา 33 มาตรา 35 (3) และมาตรา 35 (7) โดยกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้คนพิการ ลักษณะงานมีความสอดคล้องกับศักยภาพ ความสำเร็จในการจ้างงานเกิดจากทักษะ ความสามารถ ความชอบ แรงจูงใจ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทักษะที่มีความจำเป็นมากที่สุดในการทำงานคือ ทักษะในชีวิตประจำวัน ทักษะสังคม ทักษะอาชีพ และทักษะพื้นฐานหรือทักษะวิชาการ ตามลำดับ ทักษะย่อยที่มีความจำเป็น ได้แก่ การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การรับข้อมูลและทำตามคำสั่ง และการสื่อสาร 2. โปรแกรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเฉพาะบุคคลเพื่อเสริมสร้างทักษะการทำงานสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ประกอบด้วย หลักการพื้นฐาน ข้อมูลพื้นฐานของผู้เรียน เป้าหมายและผลลัพธ์ของโปรแกรม เนื้อหา ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด กระบวนการเสริมสร้างทักษะการทำงานและแผนกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนและบทบาทหน้าที่ เทคโนโลยี สื่อ และแหล่งทรัพยากร และ เครื่องมือติดตามความก้าวหน้าและวัดผลความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้โปรแกรม …
การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับ กระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธาดาพนิตสดี ศุกลวิริยะกุล
การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับ กระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, ธาดาพนิตสดี ศุกลวิริยะกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบเชิงยืนยันของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนเพื่อศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยันและความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2. – 4. เพื่อพัฒนา - ทดลอง และ รับรองระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยงานวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 การประเมินความต้องการจำเป็นของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 861 คน ระยะที่ 2 การพัฒนาระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้แก่ 1) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนการแก้ปัญหา 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ระยะที่ 3 การศึกษาผลการทดลองใช้ระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 28 คน ระยะที่ 4 การนำเสนอระบบการจดบันทึกดิจิทัลแบบมีปฏิสัมพันธ์ตามแนวคิดการเรียนรู้ส่วนบุคคลร่วมกับกระบวนการการตัดสินใจเพื่อเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กล่มตัวอย่างเหมือนกับระยะที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและองค์ประกอบเชิงยืนยันจึงได้องค์ประกอบและขั้นตอนของระบบฯ ดังนี้ องค์ประกอบที่สำคัญของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ความสามารถในการประเมินความซับซ้อนของเหตุการณ์ (2) ความสามารถในการระบุปัญหา (3) ความสามารถในการวิเคราะห์ความผิดปกติ (4) ความสามารถในการมองเห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของแต่ละปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหา และ (5) ความสามารถในการสร้างสรรค์แนวทางจัดการปัจจัยที่เป็นสาเหตุของปัญหาและผลกระทบ องค์ประกอบของระบบฯ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือ (2) ด้านการปฏิสัมพันธ์ (3) ด้านการตัดสินใจ และ (4) ด้านการเรียนรู้ส่วนบุคคล ผลการทดลองใช้ระบบฯ พบว่า จากการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทักษะการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อนในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ได้แก่ ก่อนเรียน ระหว่างเรียนครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และ หลังเรียน พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ .05
Status Of Drugs Generally Used For Self-Medication In Children, Rizqi Dinni Fauzia
Status Of Drugs Generally Used For Self-Medication In Children, Rizqi Dinni Fauzia
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Given the high prevalence of self-medication among children, drug regulatory agencies should ensure the accessibility of non-prescription drugs for children's safety, as many commonly used drugs are not entirely non-prescription. This study explores the drug classification status of commonly used self-medication drugs for children across 10 countries: the US, the UK, Canada, Japan, Australia, Singapore, Malaysia, Thailand, Indonesia, and the Philippines. Information was sourced from official drug regulatory agency websites and drug index databases. The review focused on 23 commonly used drugs, examining their classification, dosage forms, strength, and age suitability. Content and comparative analyses revealed that most drugs for …
การออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับสื่อการเรียนรู้วิชาศิลปะและการออกแบบในระดับอุดมศึกษาจากแนวคิดอารมณ์ขัน, เริงฤทธิ์ เอกวงศ์อนันต์
การออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสำหรับสื่อการเรียนรู้วิชาศิลปะและการออกแบบในระดับอุดมศึกษาจากแนวคิดอารมณ์ขัน, เริงฤทธิ์ เอกวงศ์อนันต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวคิดอารมณ์ขันที่เหมาะสมกับเรขศิลป์เคลื่อนไหวในสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา และ 2) เพื่อประยุกต์ใช้แนวคิดอารมณ์ขันในการออกแบบเรขศิลป์เคลื่อนไหวสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัยคือ ผู้วิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างสื่อเรขศิลป์เคลื่อนไหว (Motion Graphic) ซึ่งเป็นผลงานปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) จากแพลตฟอร์ม TED-Ed จากเว็บไซด์ https://ed.ted.com/ (TED-Ed., n.d.) ใน 2 หมวดหมู่คือหมวดหมู่ศิลปะ (Visual Arts) และหมวดหมู่การออกแบบ (Design) รวม 187 เรื่อง เก็บข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญชุดที่ 1 และ 2 ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และเก็บข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญชุดที่ 3 ด้วยวิธีเดลฟาย (Delphi) ผลงานวิจัยพบว่า แนวคิดอารมณ์ขันที่เหมาะสมกับเรขศิลป์เคลื่อนไหวในสื่อการเรียนรู้ในกลุ่มวิชาศิลปะและการออกแบบที่เหมาะสมในระดับอุดมศึกษา มากที่สุดคือ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด 2) การทำให้เกินจริงและเป็นเรื่องเหลวไหล และ 3) การล้อเลียน ส่วนการประยุกต์ใช้แนวคิดอารมณ์ขันพบว่าสามารถใช้ทฤษฎีการเล่าเรื่อง (Narrative Theory) ส่วนโครงเรื่อง (Plot) ตัวละคร (Character) และสัญลักษณ์ (Symbol) โดยอารมณ์ขันที่ใช้ในโครงเรื่องคือ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด 2) การทำให้เป็นเรื่องเกินจริงและเป็นเรื่องเหลวไหล 3) การล้อเลียน 4) การเล่นเลอะเทอะแตกหักทำลายและทำให้เจ็บตัว 5)การหักมุมและพลิกความคาดหมาย 6) การเสียดสี และ7) การทำให้เป็นเรื่องเพศและเรื่องสัปดน อารมณ์ขันที่ใช้ในตัวละคร คือ 1) การแต่งกายแปลกประหลาด 2) การล้อเลียน และ 3) การทำให้เป็นเรื่องเพศและเรื่องสัปดน ส่วนอารมณ์ขันที่ใช้ในสัญลักษณ์ คือ 1) การใช้ตรรกวิทยาผิดๆ และ 2) การทำให้เกินจริงหรือเป็นเรื่องเหลวไหล
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงขับร้อง : ชุดเพลงร้องศิลป์ “นิราศทำนองธาร”, ธุรดี อารีรอบ คันธาภัสระ
ดุษฎีนิพนธ์การแสดงขับร้อง : ชุดเพลงร้องศิลป์ “นิราศทำนองธาร”, ธุรดี อารีรอบ คันธาภัสระ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การขับร้องชุดเพลงร้องศิลป์ที่มีคุณค่าของ ฟรานซ์ ชูเบิร์ต กาบริเอล โฟเรและราล์ฟ วอน วิลเลียมส์ และการสร้างสรรค์ชุดเพลงร้องศิลป์ "นิราศทำนองธาร" สำหรับนักร้องเสียงโซปราโนและวงเชมเบอร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสายน้ำที่ไหลล่องไปตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งชีวิตและประสบการณ์ในช่วงเวลาที่ต่างกันของผู้วิจัย ประกอบด้วยเพลงร้องภาษาไทยจำนวน 9 บท เนื้อร้องคัดจากบทกวีร่วมสมัยของก้องภพ รื่นศิริ และประทวน อารีรอบ ผู้เป็นบิดา ที่มีความสละสลวยของภาษาและทรงคุณค่าทางวรรณกรรม และมีเนื้อหาสอดคล้องและเหมาะสมในการประพันธ์ชุดเพลงร้องศิลป์ ในส่วนของดนตรี ผู้วิจัยประพันธ์ร่วมกับ ดร.วานิช โปตะวนิช ตามแบบแผนของดนตรีคลาสสิกที่ผ่านกระบวนการวิจัยอย่างเป็นระบบ
การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2, กัณฑ์กรพัชญ์ สุทธิพร
การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2, กัณฑ์กรพัชญ์ สุทธิพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ เรื่อง การสวมบทบาทนางรจนาในละครเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสวมบทบาทนางเอก (ผู้ชาย) ละครนอกแบบหลวง บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ของรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ ผลการวิจัยพบว่า การสวมบทบาทการแสดงเป็นผู้หญิงปรากฏอยู่ในนาฏกรรมไทยหลายประเภท เช่น ละครนอก สันนิษฐานว่าเริ่ม มาจากการละเล่นมหรสพของชาวบ้านในสมัยอยุธยา การสวมบทบาทนางรจนาในละครนอกเรื่องสังข์ทองของรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ (ศิลปินแห่งชาติ) ได้รับการถ่ายทอดและฝึกหัดบทบาทนางรจนาจากคุณครูเฉลย ศุขะวณิช และได้รับคำแนะนำจากคุณครูจำเรียง พุธประดับ เนื่องจากบุคลิกและอุปนิสัยที่สอดคล้องกับบทบาทนางรจนา ประกอบกับการศึกษาตัวละครนางรจนาในเรื่องสังข์ทอง การฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และประสบการณ์การแสดงมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับตนจนกลายเป็นกลวิธีเฉพาะบุคคล การพิจารณาเลือกผู้ชายมาสวมบทบาทนางเอก คือ รูปร่างเล็กสันทัด ใบหน้ารูปไข่หรือใบหน้ากลม มือและแขนยาวเรียว ปากเรียว และมีปฏิภาณไหวพริบดี รูปแบบกระบวนท่ารำ จำแนกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การตีความอุปนิสัยของตัวละคร และการตีบทตามอารมณ์ความคิดของตัวละคร โครงสร้างกระบวนท่ารำ ประกอบด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนศีรษะและใบหน้า ส่วนลำตัวและไหล่ ส่วนแขนและมือ และส่วนเท้า รวมถึงการแสดงสีหน้าอารมณ์ ได้แก่ อารมณ์รัก อารมณ์เศร้า อารมณ์ประชดประชัน และอารมณ์โกรธ ท่ารำที่เป็นอัตลักษณ์ คือ ท่าพลิกเท้า เครื่องมือในการแสดง ประกอบด้วย ภายนอก (สรีระร่างกาย) และภายใน คือ (อารมณ์และความคิด) องค์ประกอบเสริม ได้แก่ การแต่งหน้า การแต่งกาย และการเลือกศิราภรณ์ จากการสังเคราะห์คุณสมบัติของนักแสดงที่ดีพบว่ามี 6 ประการ ได้แก่ ความงดงามของจิตใจ ความพร้อมของร่างกาย ความสามารถในการสังเกต ความจำ ความเข้าใจ และความมีวินัย กล่าวได้ว่าผลการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบทบาทของตัวนางในนาฏกรรมไทยต่อไป
การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: นกชายเลนปากช้อน, ปกป้อง ขำประเสริฐ
การสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: นกชายเลนปากช้อน, ปกป้อง ขำประเสริฐ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์: นกชายเลนปากช้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา นกชายเลนปากช้อนและมูลบทที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างองค์ความรู้และสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาข้อมูลเอกสารและสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า นกชายเลนปากช้อนมีถิ่นกำเนิดทางตอนเหนือของสหพันธรัฐรัสเซีย จะอพยพลงทางใต้ในฤดูหนาว ยังแหล่งหากินช่วงฤดูอพยพบริเวณสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศและราชอาณาจักรไทย พฤติกรรมหลักในรอบวันของนกชายเลนปากช้อนได้แก่ การเดินหากิน การนอน การส่งเสียงร้องและการบิน ในแต่ละปีมีนักดูนกให้ความสนใจเดินทางมาดูนกชายเลนปากช้อนเป็นจำนวนมาก ปัจจัยคุกคาม เช่นการถูกล่าโดยศัตรูธรรมชาติทำให้นกชายเลนปากช้อนเสี่ยงต่อภาวะใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically Endangered) ด้านมูลบทที่เกี่ยวข้องพบว่าเพลงไทยที่เกี่ยวข้องกับนก ที่รวบรวมได้มีทั้งหมด 66 เพลง แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ เพลงที่ปรากฏทำนองแสดงพฤติกรรมนก เพลงที่ปรากฏกระสวนจังหวะแสดงพฤติกรรมนก เพลงที่ใช้นกเป็นสัญญะเพื่อแทนสิ่งอื่น และเพลงที่มีชื่อเกี่ยวกับนกแต่ไม่ปรากฏทำนองหรือจังหวะชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกับนก นอกจากนั้นยังพบว่าการประสมวงสามขลุ่ยไทยครั้งแรกบรรเลงเพลงที่เกี่ยวข้องกับนก การสร้างองค์ความรู้และสร้างสรรค์ผลงานทางดุริยางคศิลป์ มีการออกแบบทำนองที่แสดงพฤติกรรมรวมถึงมูลบทที่เกี่ยวข้องกับนกชายเลนปากช้อน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประพันธ์เพลง แบ่งออกเป็น 6 เพลง เพลงที่ 1 “ชูคอตกา” บรรยายถิ่นอาศัยทำรังวางไข่ของนกชายเลนปากช้อนในเมืองชูคอตกา สหพันธรัฐรัสเซีย เพลงที่ 2 อพยพ บรรยายการอพยพลงทางใต้ เพลงที่ 3 “อ่าวไทย” บรรยายแหล่งอาศัยในประเทศไทย เพลงที่ 4 “นกชายเลนปากช้อน” บรรยายพฤติกรรมของนกชายเลนปากช้อน เพลงที่ 5 “ทัศนาปักษา” บรรยายกิจกรรมดูนก และเพลงที่ 6 “วิถีวิหค” บรรยายภัยคุกคามของนกชายเลนปากช้อนและจบเพลงด้วยการวนกลับไปที่เพลงแรกแสดงถึงวัฏจักรชีวิตของนกชายเลนปากช้อน ทั้ง 6 เพลง เป็นการประพันธ์เพลงแบบอัตโนมัติตามแนวคิดแบบบุกไพรเบิกทาง โดยใช้ผลการวิเคราะห์ Spectrogram เสียงร้องและท่าทีพฤติกรรมต่าง ๆ ของนกชายเลนปากช้อนเป็นฐานในการประพันธ์ นำเสนอในรูปแบบดนตรีร่วมสมัยโดยมีการใช้เครื่องกำกับจังหวะไฟฟ้า เครื่องดนตรีแสดงสำเนียงภาษาต่าง ๆ และเครื่องดนตรีแสดงเสียงธรรมชาติ บรรเลงประกอบกับวงปี่พาทย์ไม้นวมและวงสามขลุ่ย จัดแสดง ณ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย ปฏิทัศน์ จันทนากร : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลง, ปฏิทัศน์ จันทนากร
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย ปฏิทัศน์ จันทนากร : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและละครเพลง, ปฏิทัศน์ จันทนากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การแสดงเดี่ยวขับร้องโดย ปฏิทัศน์ จันทนากร : วรรณกรรมเพลงคลาสสิกและ ละครเพลง มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความแตกต่างเชิงเทคนิคการขับร้องของทั้งสองลีลา (Style) โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบไปด้วย ช่วงขับร้องบทเพลงคลาสสิกซึ่งเป็นบทเพลงร้องศิลป์ (Art song) ทั้งหมด 5 บทเพลง และช่วงขับร้องบทเพลงจากละครเพลง (Musical Theatre) 7 บทเพลง เป็นจำนวนบทเพลงทั้งสิ้น 12 บทเพลง โดยมีแนวทางการจัดแสดงอย่างสร้างสรรค์เป็นแบบแผน พร้อมทั้งศึกษาประวัติความเป็นมาทั้งผู้ประพันธ์และตัวบทเพลง ไปจนวิเคราะห์ บทประพันธ์และเทคนิคเฉพาะ รวมไปถึงวิธีการออกเสียงให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพื่อหาข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบถึงข้อแตกต่างของทั้งสองลีลาที่ผู้วิจัยพบ และการนำไปใช้ในวิชาชีพของตนให้เกิดประโยชน์ผ่านการวิจัยในครั้งนี้
นวัตกรรมการสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแฟชั่นและผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว จากนวัตกรรมสีดิน ณ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล ภายใต้แนวคิดการข้ามวัฒนธรรมร่วมสมัย, รพีภัทร สำเร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การสร้างสรรค์ตราสินค้าเครื่องแต่งกายแฟชั่น และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว จากนวัตกรรมสีดิน ณ อุทยานธรณีโลกจังหวัดสตูล ภายใต้แนวคิดการข้ามวัฒนธรรมร่วมสมัย กรณีศึกษาการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์จากนวัตกรรมสีดินสู่ผลิตภัณฑ์สนับสนุนการท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดสตูลซึ่งมีอุทยานธรณีโลกซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานธรณีโลกโดยยูเนสโก และเป็นแห่งที่ 5 ของเอเชียตะวันออก ว่าเป็นหินเก่าสมัย 500 ล้านปีใต้ท้องทะเลที่ได้เคลื่อนตัวขึ้นมาเนื่องจากการเคลื่อนของเปลือกโลกก่อเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่สวยงามมากมาย ได้แต่ ภูเขา เกาะต่าง ๆ และถ้ำ โดยหนึ่งในนั้น ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำซึ่งอยู่ที่อำเภอมะนังซึ่งมีหินงอกหินย้อยมีคล้ายกับเกล็ดเพชรจึงจัดได้ว่าเป็นแหละรวมแร่ธาตุมากมายตั้งแต่ 500 ล้านปี ดังนั้นวิจัยนี้จึงได้เลือกนำดินของพื้นที่ธรณีโลกจังหวัดสตูล ที่ถ้ำภูผาเพชร อำเภอมะนัง มาผ่านนวัตกรรมสกัดเป็นสีจากดินมาผ่านเทคนิคการทำผ้าบาติกซึ่งเป็นเทคนิคที่จังหวัดสตูลใช้เป็นหลักในการผลิตภัณฑ์กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย ควบคู่กับการออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสถาปัตยกรรมโมร็อกโก เพราะจังหวัดสตูลมีเอกลักษณ์ในด้านมีผู้ถือศาสนาพุทธและอิสลามมากพอ ๆ กัน เพื่อนำเสนอเป็นผลิตภัณฑ์สนับสนุนการท่องเที่ยวที่ผลิตโดยชุมชนใน อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล สำหรับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่มีไลฟ์สไตล์ชอบการท่องเที่ยว รักการผจญภัย และชอบผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ผลิตด้วยการออกแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สื่อถึงอุทยานธรณีโลกสตูล
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด
แนวทางการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กอบกิจ จำจด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ กิจการส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และความสามารถในการแข่งขันให้กับระบบเศรษฐกิจไทย แต่ SME ส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าที่สะท้อนตัวตนและนำเสนอคุณค่าที่แตกต่างและโดดเด่นจากคู่แข่ง รวมถึงการขาดองค์ความรู้และคำแนะนำในการนำกลยุทธ์การสร้างตราสินค้ามาใช้งานให้สอดคล้องกับกิจการ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ที่มุ่งเน้นถึงความสำคัญของการสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าให้โดดเด่นและแตกต่าง โดยการแบ่งตราสินค้าออกเป็นประเภทต่างๆ ที่สามารถสื่อสารเจตจำนงและคุณค่าของผู้ประกอบการในการดำเนินกิจการ รวมถึงสอดคล้องกับบริบทการประกอบกิจการของ SME ในประเทศ เพื่อใช้เป็นคู่มือในการกำหนดกลยุทธ์ตราสินค้าและแนวทางการออกแบบสื่อสารด้วยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างอัตลักษณ์ที่แตกต่าง โดดเด่น และชัดเจนแก่ผู้ประกอบการ SME ไทย ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า ตราสินค้าที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินกิจการของ SME ไทย มีทั้งสิ้น 7 ประเภท ได้แก่ 1. Sustainable Brand: แบรนด์ยั่งยืน 2. Disruptive Brand: แบรนด์เปลี่ยนโลก 3. Culture Brand: แบรนด์วัฒนธรรม 4. Aesthetics Brand: แบรนด์สุนทรียะ 5. Experience Brand: แบรนด์สร้างประสบการณ์ 6. Performance Brand: แบรนด์เปี่ยมประสิทธิภาพ และ 7. Value Brand: แบรนด์คุ้มค่า จากการใช้แบบสอบถามสำรวจข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME ของไทย จำนวน 2,723 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่าตราสินค้า 7 ประเภทนี้ปรากฏอยู่ใน 4 ภาคธุรกิจ คือ ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคบริการ และภาคการเกษตร โดย Value Brand มีจำนวนมากที่สุดคิดเป็น 66% ตามด้วย Performance Brand 16.8% Aesthetics Brand 7.3% Culture Brand …
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน
การออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทยกรณีศึกษา สินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี, สุธาดา วาดเขียน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในยุคที่วัฒนธรรมดั้งเดิมและนวัตกรรมสมัยใหม่กำลังหลอมรวมกัน การผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมและความทันสมัยกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดเกี่ยวกับสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย ซึ่งมีความลึกซึ้งทางปรัชญาและเป็นแหล่งบันดาลใจทางศิลปะ แต่ยังขาดการศึกษาในบริบทของการออกแบบร่วมสมัย การวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาและประยุกต์ใช้แนวคิดดังกล่าวในการออกแบบเรขศิลป์บนสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี การศึกษาวิจัยเรื่องการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย กรณีศึกษาสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับเจเนอเรชัน ซี ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ 3 ข้อได้แก่ 1) เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสังเคราะห์ส่วนประกอบของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 2) เพื่อระบุแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย 3) เพื่อสร้างแนวทางการออกแบบเรขศิลป์จากแนวคิดสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มเจเนอเรชัน ซี การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ด้วยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) การดำเนินการวิจัยแบ่งขอบเขตเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรกขอบเขตด้านเนื้อหา ใช้การวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาปกรณ์โลกศาสตร์ที่กล่าวถึงสวรรค์ฉกามาพรโดยละเอียดจำนวน 4 เรื่อง คือ โลกบัญญัติ ไตรภูมิกถา จกฺกวาฬทีปนี และไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (Systematic Review) ตามแนวทางของ Booth, Sutton และ Papaioannou (2016) ส่วนที่สองขอบเขตด้านการออกแบบ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และวิธีการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ Practice-led Research ของปรีชา เถาทอง (2557) โดยสรุปผลการศึกษาวิจัยตามวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้ดังนี้: 1) ส่วนประกอบ (Elements) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์พุทธศาสนาเถรวาทไทย นอกเหนือจากส่วนประกอบที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เช่น ช้างเอราวัณและต้นปาริฉัตร พบว่ามีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่หลากหลายและควรค่าแก่การศึกษาเพิ่มเติม 2) บุคลิกภาพการสื่อสาร (Mood & Tone) ของสวรรค์ในปกรณ์โลกศาสตร์ทั้ง 4 เรื่อง ปรากฏบุคลิกภาพการสื่อสารร่วมกัน 6 ลักษณะ แบ่งเป็นบุคลิกภาพหลัก 4 ประการ ได้แก่ Casual, Gorgeous, Natural, Elegant และบุคลิกภาพรอง …
การศึกษาพฤกษเคมีและการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสารสกัดใบหม่อน,ใบปอสาและชะเอมเทศ, กรภัทร ดุริยพันธุ์
การศึกษาพฤกษเคมีและการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสของสารสกัดใบหม่อน,ใบปอสาและชะเอมเทศ, กรภัทร ดุริยพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผิวกระจ่างใสนั้นเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของผู้หญิงในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในระดับโลก โดยมีผู้บริโภคจำนวนมากที่เริ่มหันมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดธรรมชาติมากขึ้น โดยมีรายงานว่ามีพืชบางชนิดเช่น ชะเอมเทศและกลุ่มของเบอร์รี่มีประสิทธิภาพทำให้ผิวขาวขึ้น จุดมุ่งหมายของการศึกษานี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากหม่อน สารสกัดจากต้นปอสาและสารสกัดจากชะเอมเทศ ที่มีการเพาะปลูกในประเทศไทยเพื่อนำไปใช้เป็นสารให้ความขาวในเครื่องสำอาง โดยในการศึกษาครั้งนี้เลือกสารสกัดทั้ง 3 ชนิดที่สามารถเพาะปลูกได้ในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทยและยังเป็นพืชในอุตสาหกรรมต่างๆแล้วได้นำมาสกัดด้วยการหมักเอทานอล ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาองค์ประกอบของพฤกษเคมีรวม ปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด ปริมาณแทนนินทั้งหมด และปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด รวมไปถึงฤทธิ์การต้านเอนไซม์ไทโรซิเนสในหลอดทดลองของสารสกัดเดี่ยวและสารสกัดผสม จากผลการศึกษาพบว่าปริมาณฟีนอลิกรวมและปริมาณแทนนินรวมสูงสุดพบได้ในสารสกัดหม่อนความเข้มข้น 5% โดยมีค่าเท่ากับ 0.590 mg GAE/g และ 0.606 mg TAE/g ตามลำดับ และปริมาณฟลาโวนอยด์รวมสูงสุดพบได้ในสารสกัดต้นปอสาความเข้มข้น 5% โดยมีค่าเท่ากับ 0.682 mg QE/g ในบรรดาพืชทั้ง 3 ชนิดพบว่าสารสกัดจากชะเอมเทศที่ความเข้มข้น 5% มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสสูงที่สุดทั้งสารเดี่ยวและสารผสม ตามด้วยใบปอสา และใบหม่อนซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสเท่ากับ 88.84, 87.05 และ 24.41 % ตามลำดับและจากการทดสอบกับสารผสมพบว่าเมื่อนำมาผสมกันในอัตราส่วน 5:0,4:1,3:2,2:3,1:4 และ0:5 พบว่าไม่มีสารใดที่มีประสิทธิภาพเหนือกรดโคจิก(96.83%) และยังพบว่าที่สารเดี่ยวความเข้มข้น 5% มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกรดโคจิกยกเว้นสารสกัดใบหม่อน จากการทดลองมีแนวโน้มเป็นไปได้ว่ามีการออกฤทธิ์แบบต้านกันอาจเกิดมาจากความคงตัวของสารที่มาจากธรรมชาติส่งผลให้การทดลองอาจจะมีการคลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าสารสกัดเหล่านี้มีความสามารถยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน
การออกแบบเรขศิลป์ตราสินค้าไลฟ์สไตล์ “แบ็ค ทู ทีน” สำหรับสามกลุ่มประชากร, ณัฐธิดา ทรัพย์สอน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหากลยุทธ์และแนวทางการออกแบบเรขศิลป์ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” สำหรับกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากร โดยมีขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างของ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 2) แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเพื่อ พิจารณาการใช้สื่อและความต้องการของกลุ่มตัวอย่างทั้งสามกลุ่มประชากร คือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ที่มีต่อไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาแนวทางการออกแบบและสารที่ต้องการสื่อ บุคลิกภาพ ที่เหมาะสม 4) รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการสัมภาษณ์และการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย ไลฟ์สไตล์แบรนด์ “Back2TEEN” 5) วิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด 4Ps, SWOT Analysis, Nostalgia Marketing และ Sensory Marketing จากแบรนด์ตัวอย่าง 6) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบตราสัญลักษณ์กับแบรนด์ตัวอย่าง 7) วิเคราะห์ข้อมูลสรุปแนวทางที่ได้รับความนิยมของแนวทางการออกแบบภาพประกอบกับแบรนด์ตัวอย่าง เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ Give back my Teenager...เอาชีวิตวัยรุ่นของเราคืนมา! ผ่าน ไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่มีชื่อว่า Back2TEEN เพื่อที่จะเป็นตัวแทนของความทรงจำ ความสุขของผู้คนที่จะนำพาเอาความสุข ความสบายใจและความทรงจำต่าง ๆ ในอดีตกลับมาให้ทุกเพศทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่นได้หวนคิดถึงวันวานกันอีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยแต่ยังคงแฝงกลิ่นอายของวันวานที่ทำให้หวนนึกถึง โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Casual(สบาย ๆ ไม่มีกฏเกณฑ์) Free (อิสระ ตามใจอยาก) และ Simple (เรียบง่าย) โดยสื่อสารผ่านกลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มประชากรหลัก ๆ 3 กลุ่มคือ Baby Boomer, Gen X และ Gen Y ผ่านสารที่ต้องการจะสื่อและบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนและโดดเด่นในยุคสมัยนั้น ๆ คือ 1. Baby Boomer: สารที่ต้องการสื่อ ได้แก่ SAFE ZONE No.70 โดยมีบุคลิกภาพ ได้แก่ Dynamic (มีการเคลื่อนไหว …
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
การอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาบนพื้นที่จังหวัด, ชัชวินธ์ ตันติเวชวาณิชย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการอภิบาลความร่วมมือเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สามจังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และสุโขทัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งพื้นที่นำร่อง 20 จังหวัด ในโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2562 -2564 (ระยะที่ 1-2) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ตลอดจนการศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพื้นที่กรณีศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างจากผู้มีส่วนร่วมในระดับนโยบายและพื้นที่ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สถาบันวิชาการ และภาคส่วนอื่น ๆ จำนวน 30 คน ผลการศึกษาพบว่า การอภิบาลเครือข่ายในระยะเริ่มต้นของแต่ละพื้นที่กรณีศึกษามีลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดภายใต้กระบวนทัศน์การอภิบาลแตกต่างกัน สุราษฎร์ธานี สอดคล้องกับแนวคิดการบริการกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือกัน พิษณุโลก สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการปกครองเครือข่ายในรูปแบบเครือข่ายที่มีหน่วยงานนำแห่งเดียว และสุโขทัย มีความสอดคล้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่ แต่เมื่อขับเคลื่อนงานได้ระยะหนึ่งทุกจังหวัดมีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ตัวแบบการบริหารกิจการบ้านเมืองเชิงพื้นที่เหมือนกันทุกจังหวัด ด้านภาวะผู้นำที่คล้ายกันคือ ผู้นำมีอำนาจบารมีที่สั่งสมในแวดวงด้านการศึกษา ด้านแรงจูงใจพบว่า ตัวแสดงภาครัฐเน้นการผสานผลงานเครือข่ายกับผลงานองค์กรและผู้ปฏิบัติ ส่วนภาคประชาสังคมใช้แรงจูงใจที่เป็นตัวเงิน ด้านกระบวนการอภิบาลความร่วมมือพบว่า แต่ละจังหวัดใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีและพิษณุโลกใช้ความสัมพันธ์ในแนวราบ ส่วนจังหวัดสุโขทัยเน้นความสัมพันธ์ในแนวดิ่ง ด้านโครงสร้างมีลักษณะร่วม คือ การสร้างความชอบธรรมผ่านเอกสารที่รัฐรับรอง มีการแบ่งโครงสร้างภายในแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการเชิงภารกิจ และคณะกรรมการเชิงพื้นที่ย่อย (อำเภอ/ตำบล) ด้านระบบบริหารจัดการพบว่า การระดมอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานหลักที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของเครือข่าย และการมีกลไกช่วยเหลือรายกรณีที่ใกล้ชิดกับชุมชนมีนัยสำคัญต่อการบรรลุพันธกิจของเครือข่าย ด้านกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถของเครือข่าย ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่เป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ข้ามจังหวัด การรณรงค์สื่อสารต่อสาธารณชน และการจัดตั้งกองทุนรองรับในระยะยาว ข้อค้นพบสำคัญจากการศึกษาในครั้งนี้ พบว่า ในบริบทสังคมไทยการอภิบาลความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการหน่วยงานภายนอก อิทธิพลของระบบราชการที่ฝังรากลึกส่งผลให้การออกแบบโครงสร้างเครือข่ายต้องอาศัยอำนาจรัฐรับรองความชอบธรรม และหากพื้นที่ใดภาคประชาสังคมไม่เข้มแข้งจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานของรัฐผูกขาดบทบาทได้ง่าย
การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว
การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีวิตามินดีและความเสี่ยงต่อภาวะออทิซึมสเปกตรัมในประชากรไทย, ชาญณรงค์ แซ่ฉั่ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
กลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม (Autism spectrum disorder; ASD) เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ โดยพบว่ามีความชุกของโรคที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสาเหตุและกลไกในการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมยังไม่ทราบแน่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีรายงานถึงบทบาทของวิตามินกับภาวะออทิซึมสเปกตรัม วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือศึกษาการเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีนในวิถีเมทาบอลิกของวิตามินดีและความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและระดับความรุนแรงของโรคในเด็กไทย การศึกษานี้มีจำนวนอาสาสมัคร 276 ราย โดยเป็นกลุ่มเด็กที่มีภาวะออทิซึมสเปกตรัม 169 ราย และกลุ่มควบคุมเป็นเด็กที่ไม่มีโรคทางระบบประสาท 107 ราย ซึ่งได้ทำการตรวจวิเคราะห์ภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, GC และ VDR โดยเทคนิค TaqMan-based real-time Polymerase Chain Reaction (PCR) และตรวจวิเคราะห์ระดับวิตามินดีในกระแสเลือดโดยใช้เทคนิค Chemiluminescence Immunoassay (CLIA) โดยเด็กที่พบภาวะออทิซึมสเปกตรัมจะได้รับการตรวจระดับความรุนแรงของภาวะออทิซึมสเปกตรัมด้วย Childhood Autism Rating Scale, 2nd Edition (CARS2) โดยผลที่ได้จากการศึกษาพบว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน CYP2R1, CYP27B1, VDR และ GC (rs4588) ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม อย่างไรก็ตามการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่มีการขาดระดับวิตามินดีร่วมด้วย นอกจากนี้ผลศึกษาพบว่าไอโซฟอร์มของ GC1s และ GC1s-GC1s ฟีโนไทป์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมตลอดจนความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัม โดยสรุปการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การเกิดภาวะพหุสัณฐานทางพันธุกรรมของยีน GC (rs7041 (A>C)) และไอโซฟอร์ม GC1s อาจเป็นตัวบ่งชี้ทางพันธุกรรมที่สามารถช่วยในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออทิซึมสเปกตรัมและความรุนแรงของอาการออทิซึมสเปกตรัมในเด็กไทยได้ในอนาคต อย่างไรก็ตามการศึกษาในอนาคตควรศึกษาในกลุ่มประชากรที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง, อนันตพันธุ์ ฐิติกุลวาณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ มาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม: กลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อศึกษาการทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมว่าเป็นกลไกเพื่อความสนุกหรือการพนันแฝง ผลกระทบที่อาจเกิดต่อผู้เล่นและต่อสังคม และเพื่อมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการกำกับควบคุมการใช้ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมสำหรับประเทศไทย โดยศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญในหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จำนวน 17 คน ผลการศึกษาพบว่า การทำงานของระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม เป็นทั้งระบบที่เป็นส่วนหนึ่งของวิดีโอเกมและระบบที่มีลักษณะและการส่งผลทางจิตเหมือนกับการพนัน เสมือนการพนันแฝงภายในวิดีโอเกม แต่ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมไม่มีสถานะเป็นการพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมส่งผลกระทบทั้งในด้านความไม่เป็นธรรมต่อผู้เล่น ด้านสุขภาพ และด้านเศรฐกิจและสังคม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมอื่นตามมา ในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานใดที่กำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง และไม่มีมาตรการของภาคเอกชนไทยในการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกม ในส่วนของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมของต่างประเทศ ในส่วนของภาครัฐมีการใช้มาตรการทางกฎหมายการพนัน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง ภาคเอกชนมีการทำข้อตกลงในภาคอุตสาหกรรมเกม มีมาตรการของร้านค้าออนไลน์ และมาตรการจัดเรทวิดีโอเกม แนวทางของมาตรการกำกับควบคุมระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย คือ 1) มีการนิยามการพนันไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน 2) ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับระบบกล่องสุ่มภายในวิดีโอเกมโดยตรง 3) ให้มีการจัดเรทวิดีโอเกมโดยพิจารณาจากระบบการเล่น 4) ให้มีมาตรการสำหรับผู้ให้บริการเกมจากต่างประเทศ นอกจากนี้ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เพิ่มเติม และส่งเสริมการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
การนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก, อภิชญา จันทร์ฉลอง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ต้องการคำตอบคำถามวิจัยที่ว่าการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กเป็นอย่างไร เกิดภาระทางการบริหารและประโยชน์อย่างไรบ้าง ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก 8 กิจการ ผลการวิจัยพบว่า ประการที่หนึ่ง สามารถแบ่งลักษณะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กแบบดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า 2) กิจการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีหัวใจสีเขียวที่ดำเนินกิจการด้วยการใช้ลมหรือแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้า 3) กิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลักเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ตลาดไฟฟ้าของไทยได้รับการปกป้องโดยรัฐและมีผู้แข่งขันเพียงน้อยราย ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากผู้บริโภคหรือตลาดภายนอกประเทศ ประการที่สอง งานวิจัยพบว่า ปัจจุบันนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังขาดความชัดเจน เนื่องจากยังไม่ได้มีการออกข้อกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับ (Sticks) แต่เป็นลักษณะการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบจูงใจ (Carrots) และแบบการสื่อสาร (Sermons) ซึ่งความไม่สมบูรณ์ของการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายนี้อาจมีส่วนทำให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ ประการที่สาม ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินกิจการแบบดั้งเดิมด้วยเชื้อเพลิงถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ มีการปรับตัวและแบกรับต้นทุนภาระทางการบริหารมากกว่ากิจการไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้ชีวมวลจากกิจการหลัก ในขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจด้วยการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดแบกรับภาระทางการบริหารน้อยที่สุด เนื่องจากการดำเนินการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาดถือเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการปฏิบัติตามนโยบายของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเกิดจากการความจำเป็นต้องปรับตัวตามกลไกตลาดมากกว่าการกำหนดนโยบายของภาครัฐถึงแม้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีภาระทางการบริหารจากการนำนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปปฏิบัติ ที่สำคัญได้แก่ ต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ก็ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติตามนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเกิดภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ ควรใช้เครื่องมือเชิงนโยบายแบบบังคับให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีความพร้อมในการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษา, รัชดาภรณ์ แจ้งไพร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลอง 2) เปรียบเทียบผลของพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 64 คน โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่สำนักการศึกษาเมืองพัทยา กระทรวงมหาดไทย แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง จำนวน 32 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการณ์โอลิมปิกที่มีต่อพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬา จำนวน 8 แผน มีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.92 – 0.96 แบบวัดพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬามีค่าดัชนีความสอดคล้องรวมอยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 ค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.92 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน พฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาโดยการทดสอบค่า “ที” ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของกลุ่มทดลองหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปผลวิจัยได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาเชิงรุกตามแนวคิดอุดมการโอลิมปิกสามารถพัฒนาพฤติกรรมความมีน้ำใจนักกีฬาของนักเรียนมัธยมศึกษาได้
ปัญหาการรับรู้รายได้เพื่อการคำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร:ศึกษากรณีรายได้จากการให้บริการของธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud), ธีรารัตน์ นิธิสันถวะคุปต์
ปัญหาการรับรู้รายได้เพื่อการคำนวนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร:ศึกษากรณีรายได้จากการให้บริการของธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud), ธีรารัตน์ นิธิสันถวะคุปต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอกัตศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด และหลักการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามมาตรฐานการบัญชี และตามประมวลรัษฎากรของประเทศไทย และเปรียบเทียบกับกฎหมายภาษีอากรของต่างประเทศ รวมทั้งมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ถูกใช้ในการอ้างอิง และเพื่อการวิเคราะห์ประเด็นปัญหา หรืออุปสรรคในการรับรู้รายการรายได้ของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามประมวลรัษฎากรในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย รวมทั้งเพื่อศึกษา และเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุง กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือแนวทางในการปฏิบัติการรับรู้รายการรายได้ของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์เพื่อใช้ในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดีซึ่งจะช่วยให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง และเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี และเพื่อให้สอดคล้องกับการรับรู้รายได้ตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 จากการศึกษาพบว่าการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ โดยใช้เกณฑ์สิทธิของธุรกิจให้บริการการประมวลผลแบบคลาวด์ตามประมวลรัษฎากรไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มาตรฐานการรายงานทางการเงิน และลักษณะภาษีอากรที่ดี ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี และขัดต่อหลักความแน่นอนตามแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดี จึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ดังนั้น บทสรุปของการศึกษานี้ ผู้ศึกษาวิจัยจึงเสนอแนะโดยนำหลักการรับรู้รายการรายได้เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศสหรัฐอเมริกามาเป็นแนวทางในการแก้ไข โดยให้มีการแก้ไขหลักเกณฑ์โดยการออกคำสั่งสรรพากรเพื่อแก้ไขแนวปฏิบัติในการรับรู้รายการรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายได้ค่าบริการที่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า ข้อ 2 (1) แห่งคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.73/2541 การให้เช่าทรัพย์สิน หรือการให้บริการอื่น ในส่วนของหลักการรับรู้รายการรายได้ธุรกิจให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป และก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษี และหลักความแน่นอนตามแนวคิดการจัดเก็บภาษีอากรที่ดี รวมทั้งไม่ทำให้เกิดปัญหาความไม่สอดคล้องกันระหว่างการรับรู้รายการรายได้ และรายจ่ายตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 กับการรับรู้รายการรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรอันจะช่วยทำให้ภาครัฐได้รับรายได้ภาษีอากรที่ถูกต้อง ครบถ้วน สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดข้อพิพาทระหว่างรัฐ และผู้เสียภาษีอีกด้วย
แนวทางการกำหนดหลักการเสียภาษีนำเข้าของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย, สรัช เพิ่มยงค์
แนวทางการกำหนดหลักการเสียภาษีนำเข้าของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย, สรัช เพิ่มยงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัจจุบันการนำเข้าจักรยานสองล้อเข้ามาในประเทศไทยมีพิกัดศุลกากรที่ต้องสำแดงแบ่งออกเป็น 4 พิกัด คือ รถจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน (8712.00.10) อัตราอากรร้อยละ 1 รถจักรยานสองล้อที่ออกแบบเพื่อให้เด็กขับขี่ (8712.00.20) อัตราอากรร้อยละ 30 รถจักรยานสองล้ออื่นๆ (8712.00.30) อัตราอากรร้อยละ 30 และ อื่นๆ (8712.00.90) อัตราอากรร้อยละ 30 ซึ่งเห็นได้ว่า อัตราอากรของจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันมีอัตราที่ต่ำที่สุด โดยการนำเข้าจักรยานชนิดนี้เป็นที่นิยมมาก แต่ในพิกัดดังกล่าวมีการกำหนดคำนิยามของจักรยานสองล้อดังกล่าวเพียงว่า “ชนิดที่ใช้แข่งขัน" ในกฎหมายศุลกากร แต่เดิมการนำเข้าจักรยานสองล้อในประเทศไทยมีเพียงพิกัดเดียวคือจักรยานสองล้อที่ไม่มีมอเตอร์ขับเคลื่อน (8712.00) อัตราอากรร้อยละ 40 ต่อมาเกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้นำเข้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาสิ่งแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แล้วมาร้องขอต่อกระทรวงการคลัง ให้มีการพิจารณาปรับลดอากรนำเข้าของจักรยานสองล้อ เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานเป็นพาหนะเดินทาง เพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังช่วยลดมลภาวะ รักษาสิ่งแวดล้อม ลดปัญหาการจราจรติดขัด และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งผลการพิจารณาคือมีการปรับลดอากรนำเข้าจักรยานสองล้อ โดยยังคงพิกัดจักรยานอื่นๆไว้ เนื่องจากต้องการปกป้องอุตสาหกรรมจักรยานสองล้อที่ผลิตในประเทศไว้ และเพิ่มพิกัดจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันขึ้นอีกหนึ่งพิกัด หลังมีการเพิ่มพิกัดจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน (8712.00.10) แล้ว ในช่วงแรกยังไม่มีอุปสรรคในการนำเข้า เพราะเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่พิจารณายังเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของการลดอากรดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ภายหลังความเข้าใจดังกล่าวก็เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ จึงเกิดการใช้ดุลยพินิจพิจารณาความเป็นจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันหรือไม่ จึงเป็นปัญหาขึ้นระหว่างศุลกากรกับผู้นำเข้าเรื่อยมา ต่อมาสำนักพิกัดกรมศุลกากรได้มีแนวทางการแก้ปัญหาการแบ่งแยกระหว่างพิกัดจักรยานทั่วไปกับจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขัน โดยการขอให้สมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นผู้พิจารณารับรองรายละเอียดจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขัน ดังกล่าว อย่างไรก็ตามการให้สมาคมจักรยานฯ รับรองพิกัดจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันก็ยังประสบปัญหาในทางปฏิบัติอีก เพราะสมาคมฯจะยึดถือเฉพาะจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันในแบบของ UCIเท่านั้น แท้ที่จริงจักรยานที่มีคุณภาพดี ที่ใช้อะไหล่ อุปกรณ์ ทันสมัย เช่นเดียวกับจักรยานชนิดที่ใช้แข่งขันก็มีอยู่อีกมาก แต่กลับไม่ได้รับการรับรอง และกระบวนการการนำเข้าเกิดความล่าช้า มีความซ้ำซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง และอาจเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้นำเข้าบางรายที่ต่างก็นำเข้าจักรยานชนิดเดียวกันที่สมาคมฯไม่ยอมรับรอง ดังนั้นการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย จึงประสบปัญหา ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการตีความและใช้ดุลยพินิจ นำไปสู่การจัดเก็บอากรที่ผิดพลาด อีกทั้งการไม่มีคำนิยาม คำอธิบาย ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดปัญหาการตีความที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการปรับลดอากรที่แท้จริง เอกัตศึกษาฉบับนี้ได้ใช้วิธีการศึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาการไม่มีคำนิยามของจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน ซึ่งส่งผลต่อการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันตามกฎหมายศุลกากรไทย โดยการวิเคราะห์และเปรียบเทียบระหว่างการนำเข้าจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขันของประเทศไทยกับต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (ประเทศเนเธอร์แลนด์และประเทศฝรั่งเศส) และประเทศเวียดนาม จากการศึกษาพบว่ากฎหมายศุลกากรของประเทศเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส ซึ่งมีการนำเข้าจักรยานที่มีลักษณะและคุณภาพที่หลากหลายเป็นจำนวนมาก จะมีพิกัดศุลกากรของจักรยานสองล้อเพียงพิกัดเดียว แม้จะมีผู้ผลิตจักรยานคุณภาพสูงภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานที่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ขณะที่การนำเข้าจักรยานสองล้อตามกฎหมายศุลกากรประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตจักรยานสองล้อทั่วไปเพื่อใช้เป็นพาหนะรวมถึงมีการนำเข้าจักรยานสองล้อจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเริ่มมีการนำเข้าจักรยานคุณภาพสูงตามตลาดที่เติบโตมากขึ้น มีการแยกพิกัดชนิดที่ใช้แข่งขัน โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้ดุลยพินิจพิจารณาในการเสียภาษีนำเข้ารถจักรยานสองล้อชนิดที่ใช้แข่งขัน คือ …