Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (11392)
- Social and Behavioral Sciences (7224)
- Education (4053)
- Engineering (3655)
- Arts and Humanities (3617)
-
- Physical Sciences and Mathematics (3121)
- Veterinary Medicine (2801)
- Life Sciences (2357)
- Pharmacology, Toxicology and Environmental Health (1538)
- Pharmacology (1531)
- Environmental Sciences (1444)
- Dentistry (1270)
- Nursing (1048)
- Law (945)
- Materials Science and Engineering (906)
- Architecture (872)
- Medical Sciences (860)
- Business (841)
- Sociology (809)
- Civil and Environmental Engineering (788)
- Environmental Studies (777)
- Chemistry (670)
- Chemical Engineering (656)
- Computer Sciences (618)
- Reading and Language (564)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (551)
- Environmental Design (518)
- Engineering Science and Materials (502)
- Communication (468)
- Communication Technology and New Media (468)
- Keyword
-
- Thailand (164)
- Dog (123)
- Dogs (60)
- Canine (54)
- Pig (45)
-
- Prevalence (45)
- Depression (40)
- Immunohistochemistry (35)
- Cat (29)
- COVID-19 (28)
- Risk factors (28)
- Stress (28)
- Anxiety (27)
- Elderly (27)
- Indonesia (27)
- Quality of life (27)
- Children (25)
- Antioxidant (24)
- Rat (23)
- Oxidative stress (22)
- Attitude (21)
- Diagnosis (21)
- Escherichia coli (21)
- Knowledge (21)
- Bangkok (20)
- Histopathology (20)
- PCR (20)
- Reliability (20)
- Breast cancer (19)
- Efficacy (19)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (15281)
- Chulalongkorn Medical Journal (4158)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (2587)
- Journal of Education Studies (2472)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (1665)
-
- Journal of Social Sciences (1290)
- Thai Environment (1027)
- Chulalongkorn University Dental Journal (907)
- PASAA (897)
- Journal of Letters (864)
- Jamjuree Journal (816)
- Journal of Metals, Materials and Minerals (789)
- Applied Environmental Research (777)
- Manusya, Journal of Humanities (598)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (591)
- Journal of Urban Culture Research (445)
- วารสารบรรณารักษศาสตร์ (Library Science Journal) (441)
- Asian Review (360)
- Journal of Demography (353)
- Halal Insight (292)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (290)
- Journal of Health Research (220)
- UNISEARCH (Unisearch Journal) (220)
- วารสารวิทยบริการ Academic Resources Journal (203)
- Journal of Transportation and Logistics (TRANSLOG) (94)
- Chulalongkorn University Law Journal (47)
- Publication Type
Articles 4591 - 4620 of 37684
Full-Text Articles in Entire DC Network
การตรวจวัดระดับ Lipoprotein(A) และการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจโดยใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์แบบพกพาในผู้ป่วยไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจที่ได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจ, พิทวัส โอวรากร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่มา: Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยระดับของ Lp(a) ขึ้นกับพันธุกรรมเป็นหลักและพบว่าระดับแตกต่างกันในแต่ละเชื้อชาติ นอกจากนั้นปัจจุบันมีวิธีการตรวจความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการถ่ายภาพจอตาร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลเกี่ยวกับระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจชาวไทยยังค่อนข้างจำกัด รวมไปถึงยังไม่เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในอนาคตด้วยการใช้ภาพถ่ายจอตาปัญญาประดิษฐ์มาก่อน วัตถุประสงค์: ศึกษาความแตกต่างระหว่างระดับ Lp(a) ในผู้ป่วยชาวไทยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและเพื่อหาค่าเกณฑ์ตัดสินผลบวก (cut-off) ที่ได้จากการใช้เครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถนำมาใช้ทำนายการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ วิธีการศึกษา: คัดเลือกผู้ป่วยที่เข้ารับการสวนหลอดเลือดหัวใจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึง เมษายน พ.ศ. 2567 ผู้เข้าร่วมวิจัยจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่มตามผลการสวนหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้เข้าร่วมวิจัยทุกรายจะได้รับการเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจระดับ Lp(a) และได้รับการตรวจภาพถ่ายจอตาด้วยเครื่องตรวจจอตาปัญญาประดิษฐ์ ผลการวิจัย: ผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจจำนวน 120 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ 40 รายและผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวน 80 ราย สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาพบว่าค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เป็นโรคหัวใจเท่ากับ 16.6 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 8.5 ถึง 33.7 ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่ามัธยฐานของระดับ Lp(a) เท่ากับ 30.3 นาโนโมลต่อลิตร ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ 15.5 ถึง 88 โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value
การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง
การศึกษาประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง : การศึกษาแบบสุ่ม, พิมพ์ใจ เดชรุ่งเรือง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: ประสิทธิภาพของการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในการรักษาเสริมโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง วิธีการวิจัย: การวิจัยชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมแบบแบ่งครึ่งศีรษะในการทดลอง ในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง ผู้เข้าร่วมวิจัย 25 คน ถูกสุ่มแบ่งครึ่งศีรษะเป็นด้านที่ได้รับการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น และด้านที่ได้รับการฉีดน้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% เดือนละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน มีการตรวจติดตามเดือนที่ 1 และ 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง เพื่อประเมินการอักเสบของเส้นผมและหนังศีรษะโดยอุปกรณ์ส่องดูสภาพผิวหนังกำลังขยายสูง ประเมินความหนาแน่นของเส้นผม ประเมินการถดถอยของแนวไรผม และความพึงพอใจก่อนและหลังรับการรักษา ผลการศึกษา: หลังตรวจติดตามเดือนที่ 1 ภายหลังเสร็จสิ้นการทดลอง พบว่าศีรษะด้านที่ได้รับการการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นมีการอักเสบในแง่ค่าเฉลี่ยระดับความแดงและขุยรอบรูขุมขนที่ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 0.2 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.39 ถึง -0.02, P = 0.035) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = -0.54ถึง -0.11, P = 0.004) ตามลำดับ รวมถึงมีค่าเฉลี่ยความหนาแน่นของเส้นผมและความหนาของเส้นผมเฉลียสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่ากับ 8.14 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 2.94 ถึง 13.33, P = 0.002) และ 0.32 (ช่วงความเชื่อมั่น 95% = 0.04 ถึง 0.61, P = 0.026) ตามลำดับ เมื่อเทียบกับข้างที่ควบคุม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของระดับความพึงพอใจข้างที่ทดลอง และไม่มีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นภายหลังการทดลองทั้งสองข้าง สรุป: การรักษาเสริมด้วยการฉีดพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้นในผู้ป่วยโรคผมร่วงชนิดที่ก่อให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ ฟรอนทัล ไฟโบรซซิ่ง อาจสามารถช่วยลดระดับความอักเสบและช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม รวมถึงเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผมได้
Analysis Of Marketing Strategies Of Chinese Ceramic Enterprises Before And After The Covid-19 Pandemic, Yilin Guo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study analyzes the current situation, challenges and opportunities of China's ceramic industry, analyzes traditional marketing strategies and the impact of the epidemic on them, explores the adjustment of marketing strategies after the epidemic, and puts forward suggestions for optimizing corporate marketing strategies. The research methods include SWOT analysis, PEST analysis and Porter's Five Forces Model. The results show that small and medium-sized ceramic companies should adopt growth strategies, develop more customer resources and sales channels, optimize product structure, implement brand OEM model, flexibly set prices, and strengthen brand building and multi-dimensional promotion. In addition, the study recommends starting from …
การเปรียบเทียบการจัดส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์โดยตรงกับการจัดส่งผ่านศูนย์กระจายสินค้า: กรณีศึกษาการส่งผลิตภัณฑ์เข้าสถานีบริการเชื้อเพลิง, ชัชนันท์ ปิ่นพิลา
การเปรียบเทียบการจัดส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์โดยตรงกับการจัดส่งผ่านศูนย์กระจายสินค้า: กรณีศึกษาการส่งผลิตภัณฑ์เข้าสถานีบริการเชื้อเพลิง, ชัชนันท์ ปิ่นพิลา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการเปรียบเทียบการจัดส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์โดยตรงกับการจัดส่งผ่าน ศูนย์กระจายสินค้าโดยเลือกกรณีศึกษาตัวอย่าง การส่งผลิตภัณฑ์เข้าสถานีบริการเชื้อเพลิง ซึ่งมี วัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อศึกษารูปแบบการทำงานปัจจุบันภายใต้การขนส่งแบบผสมซึ่งมีทั้งการขน ส่งผ่านศูนย์กระจายสินค้า (Centralized Distribution) จากซัพพลายเออร์จำนวน 7 ราย และซัพพลาย เออร์จัดส่งโดยตรง (Direct Stroe Delivery) จากซัพพลายเออร์จำนวน 2 ราย และประเมินผลการการ ปรับเปลี่ยนมาเป็นการขนส่งแบบ Direct Stroe Delivery ทั้งหมด โดยการศึกษาวิจัยได้ทำการศึกษา กระบวนการขนส่งแบบ CD และ DSD เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล และทำการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากนั้นทำวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้เทคนิค IDEF0 ในการเขียน Mapping เพื่อแสดงกระบวนการทำงาน และออกแบบการจัดส่งแบบ DSD ทั้งหมด เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในด้านของค่าใช้จ่ายและ ระยะเวลาในการขนส่งทั้ง 2 รูปแบบ จากการศึกษาการเปรียบเทียบระหว่างการจัดส่งแบบผสม (CD และ DSD) และการจัดส่งโดยตรง ทั้งหมด (DSD) โดยต้นทุนจัดส่ง CD คำนวณจากต้นทุนศูนย์กระจายสินค้า, ต้นทุนขนส่งสินค้า และต้นทุน การตรวจรับแบบ CD ส่วนต้นทุนจัดส่ง DSD คำนวณจาก ต้นทุนขนส่งสินค้า และต้นทุนตรวจรับสินค้า แบบ DSD โดยพบว่าการจัดส่งแบบ DSD ทั้งหมด จะสามารถลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้าไปยังสาขาได้ ถึง 15 วัน แต่จะมีต้นทนการตรวจรับสินค้าที่สูงกว่างเดิมมาก ทำให้การจัดส่งแบบ DSD มีต้นทุนรวมสูง กว่าการจัดส่งแบบปัจจุบันอยู่ 27,010.44 บาท อย่างไรก็ดี ต้นทุนการตรวจรับสินค้าที่วิเคราะห์เป็นต้นทุน ค่าเสียเวลาของพนักงาน แต่เนื่องจากพนักงานมีเงินเดือนประจำอยู่แล้ว ต้นทุนนี้อาจไม่เกิดขึ้นจริง เมื่อตัด ต้นทุนการตรวจรับสินค้าออกไป การจัดส่งแบบ DSD จะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการจัดส่งแบบปัจจุบันอยู่ 617,310.36 บาท
การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วน และแนวทางการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก : กรณีศึกษาโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งหนึ่งในประเทศไทย, พิพัฒน์ พงษ์นาค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนชนิดติดผนังขนาดทำความเย็น 3.2 กิโลวัตต์ ซึ่งมีขอบเขตการประเมินตั้งแต่ การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต กระจายสินค้า การใช้งาน การกำจัดซาก และแบ่งย่อยขอบเขตการประเมิน เป็น 2 รูปแบบ คือ กรณีใช้งานประเทศไทย และ กรณีใช้งานในทวีปยุโรป เพื่อเสนอมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และคำนวณศักยภาพการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ผลการศึกษาพบว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนกรณีใช้งานในประเทศไทย เท่ากับ 13,643 kgCO2eq และผลลัพธ์ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกรณีสถานการณ์ใช้งานในทวีปยุโรปเท่ากับ 10,289.63 kgCO2eq ต่อผลิตภัณฑ์ ซึ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละขั้นตอนของผลิตภัณฑ์ทั้งประเทศไทยและทวีปยุโรปสอดคล้องไปทางเดียวกันคือ ขั้นตอนการใช้งานมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด และปัจจัยหลักที่ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกรณีใช้งานในทวีปยุโรปน้อยกว่าประเทศไทย เนื่องจากเทคโนโลยีและเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในทวีปยุโรปมีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเป็นสัดส่วนร้อยละ 56 ซึ่งมากกว่าประเทศไทยที่มีสัดส่วนร้อยละ 16 ในส่วนของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสารนิพนธ์นี้นำเสนอมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แบ่งมาตรการเป็นสองด้านได้แก่ ด้านผู้ใช้งานและ ด้านผู้ผลิต โดยมาตรการด้านผู้ใช้งาน ได้แก่ (1) มาตรการการจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ Silent mode 4 ชั่วโมง/วัน (2) ใช้ระบบการจัดการพลังงานผ่านซอฟต์แวร์โดยลดใช้พลังงานลง 10 % ต่อปี (3) การไม่ทิ้งสารทำความเย็นสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งหากดำเนินงานทั้ง 3 มาตรการด้านผู้ใช้งานสามารถลดก๊าซเรือนกระจกกรณีใช้งานในประเทศไทยได้ 3,946 kgCO2eq และกรณีใช้งานในทวีปยุโรป 3,366 kgCO2eq และมาตรการด้านผู้ผลิต ได้แก่ (1) การพัฒนาเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงขึ้น (2) การศึกษาพัฒนาเครื่องปรับอากาศให้ใช้สารทำความเย็นชนิด R290 (3) การนำสารทำความเย็นจากเครื่องเก่ามาใช้ใหม่โดยวิธีการ reclamation (Batch Distillation) (4) เพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในการผลิตเครื่องปรับอากาศ ซึ่งหากดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกทั้ง 4 มาตรการด้านผู้ใช้ จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีใช้งานในประเทศไทยเท่ากับ 2,943 kgCO2eq และกรณีใช้งานในทวีปยุโรปลดลงเท่ากับ 1,193 kgCO2eq
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต, ลลิฉัตร์ ชัยศิรวรกิตติ์
การศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต, ลลิฉัตร์ ชัยศิรวรกิตติ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้วิเคราะห์และศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของการพัฒนาเครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคหันมาบริโภคเครื่องดื่มโปรตีนจากพืชเพื่อสุขภาพเพิ่มสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ด้วยเทคโนโลยีการไกลเคชั่น และประเมินศักยภาพทางการตลาดผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างผลิตและผู้บริโภค ในทุกกระบวนการ กลุ่มตัวอย่าง 15 ท่าน ผลการศึกษานำมาใช้ออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถพัฒนาเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ผลิตได้ยอมรับนวัตกรรมการผลิตนี้ เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นพัฒนาเนื้อสัมผัสของเครื่องดื่มโปรตีนจากพืช และ คุณภาพให้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน เนื้อสัมผัสกลืนง่าย แต่ยังคงมุ่งเน้นรสชาติตอบสนองรสชาติตามที่ผู้บริโภคต้องการ ผู้บริโภคคาดหวังถึงคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง รสชาติและราคาเหมาะสมเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน โดยการผลิตแบบจ้างผลิต (OEM) การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางการเงิน เมื่อจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ในราคา 59 บาท คาดการณ์ส่วนแบ่งตลาดที่ 5 % พบว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า มีมูลค่า ปัจจุบันสุทธิของธุรกิจ (NPV) เป็นบวก อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (IRR) สูง ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) อยู่ที่ 2.4 ปี ถือว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นและเหมาะสมแก่การลงทุน จากการศึกษางานวิจัยนี้ สรุปได้ว่า เครื่องดื่มโปรตีนที่ผ่านกระบวนการไกลเคชั่นจากพืชรสช็อกโกแลต เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพได้รับการยอมรับและมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ในการลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก, มนัสชญาณ์ อู่สมบัติชัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ฉบับนี้เป็นการศึกษาความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสและเสริมพรีไบโอติก และศึกษาความต้องการของผู้บริโภคที่ตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ รวมถึงศักยภาพของตลาดน้ำมะม่วงเพื่อสุขภาพ ร่วมกับการวิเคราะห์แนวทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั้งปัจจัยภายในและภายนอก เพื่อการจัดทำแผนธุรกิจ กลยุทธ์ทางการตลาด การสร้างแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเพื่อทราบถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการยอมรับในผลิตภัณฑ์ ด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 20 คน และวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถาม จำนวน 129 คน โดยกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคนรักสุขภาพและกลุ่มคนที่ควบคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องการเครื่องดื่มผลไม้ที่รสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่ 30 บาท ปริมาณ 250 มิลลิลิตร และราคา 120 บาท ปริมาณ 1,000 มิลลิลิตร และสะดวกต่อการซื้อในช่องทางการจัดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต และช่องทางออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ของผลิตภัณฑ์ ทั้งในเรื่องของความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในการผลิต และโอกาสทางการตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตของผลิตภัณฑ์ จากการศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่ามีความสามารถในการทำกำไรในอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) เป็นบวก และมีระยะเวลาคืนทุนภายใน 1.2 ปี ในขณะที่การศึกษาความต้องการทางการตลาดและการยอมรับผลิตภัณฑ์พบว่าผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมะม่วงลดน้ำตาล เนื่องจากมีความกังวลในเรื่องระดับน้ำตาลในมะม่วงที่อาจมีผลเสียต่อสุขภาพ ซึ่งงานวิจัยนี้มีโอกาสทางด้านการตลาดพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้
โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย, ศิริยาภรณ์ กันหาชน
โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย, ศิริยาภรณ์ กันหาชน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกัญชาเพื่อนำกัญชามาใช้ในเชิงการแพทย์และอุตสาหกรรม เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ประเด็นดังกล่าวส่งผลต่อเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทย โดยการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเพาะปลูกกัญชาในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2564 โดยใช้แนวคิด S-C-P Approach และ Porter’s Five Forces Model และศึกษารูปแบบการกระจายตัวของอุตสาหกรรมในเชิงพื้นที่ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ซึ่งผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods) โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนในอุตสาหกรรม ธุรกรรมการซื้อขายกัญชาจำนวน 4,414 ธุรกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการจำนวน 9 ราย ภายใต้การวิเคราะห์โครงสร้างตลาดและพฤติกรรมการแข่งขัน ผู้วิจัยมีการใช้ดัชนี Herfindahl-Hirschman (HHI) เพื่อวิเคราะห์การแข่งขันในอุตสาหกรรม และวิเคราะห์การกระจายตัวเชิงพื้นที่โดยใช้สถิติ Moran’s I และ Getis-Ord Gi ผลการศึกษาแสดงให้ถึงจำนวนผู้ประกอบการเพาะปลูกกัญชาเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2564 โดยวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้น 291 แห่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 การเพาะปลูกกัญชามีการขยายตัวในทุกภูมิภาค ซึ่งบ่งชี้ถึงการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยค่า HHI ตลอด 3 ปีมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3,259.23 นอกจากนี้ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยมีโครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงจากตลาดผูกขาดในปี พ.ศ. 2562 เป็นตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ในปี พ.ศ. 2563 นอกจากนี้ยังเกิดการเกาะกลุ่ม (Cluster) ของผู้ประกอบการรายย่อยในภายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Factors Influencing The Foreign Direct Investment Inflow In The Service Sector In China, Ying Hong
Factors Influencing The Foreign Direct Investment Inflow In The Service Sector In China, Ying Hong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Due to the advancement of informatization and adjustments in industrial structure, the service sector has emerged as a crucial foundation for numerous developed nations. However, in comparison to industrialized nations, the service sector in China does not contribute much to the country’s GDP. China, as a developing nation, still requires foreign capital inflows to assist in reducing the disparity and fostering the growth of its service sector. Hence, pinpointing the crucial variables, particularly digitalization, that impact the entrance of FDI will expedite the enhancement of the sector’s development level as well as economic growth and transformation. This study applies the …
การศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากระบวนการจัดการข้อมูลด้วยนวัตกรรมเพื่อการสืบสวน ป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์: กรณีศึกษาการจดจำเชิงความหมายและการสร้างแดชบอร์ดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, รัฐชิน เจริญรัมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาในครั้งนี้ เกิดจากผู้จัดทำโครงการพบปัญหาในการรายงาน จัดเก็บ และติดตามข้อมูลในรูปแบบปัจจุบัน ผู้จัดทำโครงการจึงได้ศึกษาและพัฒนาต้นแบบกระบวนการ เพื่อช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น โดยกระบวนการนี้ช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนที่สูญเปล่าได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาสามารถกล่าวได้ว่าระบบที่ผู้ศึกษาได้พัฒนาขึ้นเป็นระบบที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงาน มีความสนใจต่อการใช้งานหากได้พัฒนาระบบนี้แล้ว นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังสามารถพัฒนาปรับปรุงให้มีความหลากหลายตามความต้องการของผู้ใช้งานได้อีกด้วย ผู้จัดทำโครงการจึงเห็นความสำคัญและปัญหา จึงได้ออกแบบการศึกษานี้เพื่อพัฒนาต้นแบบของกระบวนการ (Process) โดยการประยุกต์ใช้ระบบอันประกอบไปด้วย Line Official , Line Notify , Application Programing Interface (API), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), Google Sheet และ Looker Studio เนื่องจากผู้จัดทำโครงการเห็นว่าแพลตฟอร์มไลน์ (Line) เป็นแพลตฟอร์มหลักที่ใช้สื่อสารในองค์กรในปัจจุบัน จึงได้พัฒนาต้นแบบของระบบที่ประยุกต์ใช้กับแพลตฟอร์มที่ใช้อยู่เดิม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถใช้งาน เข้าใจ เข้าถึงได้ง่าย และมีประโยชน์ ตามทฤษฎีการยอมรับเทคโนโลยี ในการออกแบบต้นแบบระบบนี้ได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 10 คน นำมาปรับปรุงและออกแบบจนออกมาเป็นกระบวนการ (Process) ของต้นแบบของระบบ แดชบอร์ด และใช้วิธีตอบแบบสอบถามจากผู้ใช้งานจำนวน 100 คน เพื่อทดสอบการยอมรับเทคโนโลยี และนำข้อเสนอแนะ ไปพัฒนาและปรับปรุงระบบต่อไป จากการวิเคราะห์คุณค่าจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร โดยการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุนพัฒนาระบบใหม่ในงบประมาณ 1,000,000 บาท พบว่าถ้าพัฒนาระบบนี้แล้วทางหน่วยงานจะมีระยะเวลาในการคืนทุนภายในเวลา 9 เดือน
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Characteristics Of Music Intervention For Perinatal Depression: A Scoping Review, Cholticha Yosapol
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Various transitions occur in one’s lifetime, shifting life from one phase to another. Pregnancy and childbirth stand out as significant milestones for women. These periods bring forth demands across various dimensions: physical, mental, emotional, relational, and spiritual, which need ample support for a smooth transition into motherhood. However, pregnant women and new mothers often face heightened risks of stress, anxiety, and perinatal depression. Music intervention has emerged as a promising avenue for alleviating depressive symptoms in this demographic, with numerous studies highlighting its efficacy. In this scoping review, the aim was to delve into existing literature and identify the characteristics …
The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid
The Use Of Music As A Legacy Intervention In Palliative Care: A Scoping Review, Phuwadej Vorasowharid
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This scoping review explores the integration of music and legacy interventions within palliative care settings. Legacy interventions, defined as methods focusing on creating personal memorabilia such as books, recordings, or storytelling, allow patients to express emotions and leave a legacy, thereby strengthening bonds with their loved ones. The review aimed to identify the types of music interventions used for conducting legacy work and to understand the experiences and perspectives of patients, families, caregivers, and healthcare providers. A systematic search of electronic databases yielded 14 studies meeting the inclusion criteria. The findings indicate the utilization of various music-based legacy interventions in …
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
การประเมินประสิทธิภาพของอาคารเขียว: กรณีศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, นภัสสร แพรกอุดม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวและอาคารสำนักงานทั่วไปในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และประเมินค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานของระบบระบายอากาศและระบบปรับอากาศภายในอาคาร โดยดำเนินการตรวจวัดทั้งเชิงวัตถุวิสัยและตรวจวัดเชิงอัตวิสัย ภายในอาคารเขียว 3 อาคาร และอาคารสำนักงานทั่วไป 1 อาคาร โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคารและแบบสอบถาม จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันของผลการตรวจวัดอย่างมีนัยสำคัญหว่างอาคารเขียว และผลการตรวจวัดในบางอาคารเกินค่าเฝ้าระวังฯ โดยเฉพาะ PM2.5 (16.67-40.26 µg/m3) เนื่องจากมลพิษภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ผลจากแบบประเมินแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้อาคารส่วนมากพึงพอใจกับคุณภาพของสภาวะแวดล้อมโดยรวม ส่วนข้อมูลผลกระทบทางสุขภาพวิเคราะห์โดยใช้ Odd Ratio พบว่า ผู้ใช้อาคารที่มีระดับมลพิษสูงมีโอกาสเกิดอาการทางสุขภาพมากกว่าผู้ใช้อาคารที่ได้รับสัมผัสในระดับที่ต่ำกว่า ในส่วนของค่าไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศ อาคารสำนักงานทั่วไปมีค่าสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอาคารเขียว โดยการบริหารจัดการอาคารที่ไม่เหมาะสมและนโยบายการประหยัดพลังงานที่ไม่มีประสิทธิภาพอาจส่งผลกรทบต่อคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารให้แย่ลงได้ โดยสรุป คุณภาพอากาศภายนอกอาคารและพฤติกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของอาคารในด้านคุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคารของอาคารเขียวได้
A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal
A Study On Peer-To-Peer Energy Trading Market In Low-Voltage Distribution Systems By Considering System Operation Criteria, Pikkanate Angaphiwatchawal
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This dissertation investigates the challenges and proposes solutions for enhancing the efficiency and resilience of power systems through peer-to-peer (P2P) energy trading markets, focusing on the context of Thailand. It emphasizes assessing P2P energy transactions to prevent overloading of distribution lines and voltage fluctuations. The study proposes a method to determine the allowable maximum trading power (MTP) for sellers and buyers, considering the operating conditions of the distribution system and forecast error data of photovoltaic (PV) generation and load consumption and leveraging real-time data and algorithms to adjust trading power based on network constraints, ensuring power exchange does not affect …
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม
แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา, บุญญาพร บุญถนอม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์องค์ประกอบและพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) นำเสนอแนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประกอบด้วย วิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม จากครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 382 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ระดับชั้นมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 และ เขต 2 จำนวน 44 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบความเป็นพลเมืองดิจิทัล ประกอบด้วย 10 องค์ประกอบ พฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย มี 139 ตัวบ่งชี้ ครอบคลุมด้านพุทธิพิสัย (K) ด้านทักษะพิสัย (P) และด้านจิตพิสัย (A) 2) สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูที่ส่งเสริมให้นักเรียนมัธยมศึกษามีพฤติกรรมบ่งชี้คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลในปัจจุบัน มีการส่งเสริมโดยภาพรวมในระดับปานกลาง โดยครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ได้มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย ไม่ได้มีการกำหนดเนื้อหา ไม่ได้มีการกำหนดการวัดและประเมินผลในแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความเป็นพลเมืองดิจิทัล แต่มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยในการส่งเสริมให้นักเรียนมีคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัล 3) แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลของนักเรียนมัธยมศึกษา มี 4 แนวทาง ได้แก่ (1) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (2) รายวิชาเพิ่มเติม (3) บูรณาการร่วมกันระหว่างรายวิชา และ (4) บูรณาการในรายวิชา ผ่านการกำหนดจุดมุ่งหมาย การกำหนดเนื้อหา การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ตามองค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอน
การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา
การวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิต, พิศิษฐ์ ชำนาญนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 1.1) เพื่อสำรวจลักษณะของหลักสูตรเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย 1.2) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการใน ประเทศไทย 1.3) เพื่อสังเคราะห์หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ 2) เพื่อศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย 3) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และ 4) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทยที่พัฒนาขึ้น การวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการสังเคราะห์หลักสูตรสาขาวิชาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย หลักสูตรการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมในต่างประเทศ ประกอบกับการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนด้านการเป็นผู้ประกอบการ ระยะที่ 2 ศึกษาลักษณะของหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย โดยสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์ผู้สอนด้านการประกอบการทางสังคม และผู้ประกอบการทางสังคม ระยะที่ 3 พัฒนาหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 นำมายกร่างหลักสูตรการประกอบการทางสังคมระดับปริญญาบัณฑิตในประเทศไทย และระยะที่ 4 ตรวจสอบความเหมาะสมของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 1.1 หลักสูตรที่เปิดสอนในสาขาการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยในระดับปริญญาตรี จำนวน 14 แห่ง ส่วนใหญ่ชื่อหลักสูตร (ภาษาไทย) เป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต ทุกแห่งใช้ระยะเวลาเรียนตลอดหลักสูตร 4 ปี และใช้ภาษาไทยในการเรียนการสอน วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเป็นการให้ความรู้ ความสามารถ และทักษะการเป็นผู้ประกอบการ โดยโครงสร้างหลักสูตรมีหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 128 – 129 หน่วยกิต รายวิชาที่ปรากฏในหลักสูตรแบ่งเป็น 3 หมวด ได้แก่ 1) หมวดวิชาศึกษาทั่วไป 2) หมวดวิชาแกนธุรกิจ และ 3) หมวดวิชาเฉพาะด้าน 1.2 สภาพการจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 ประเด็น ดังนี้ 1) การจัดการเรียนการสอน ใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2) สื่อการเรียนการสอน ใช้สื่อการเรียนการสอน ประกอบด้วย ตำราเอกสารประกอบการสอนที่อาจารย์สอนเอง หนังสือจากต่างประเทศรวมถึงงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ 3) การวัดและประเมินผล ใช้เครื่องมือเป็นข้อสอบทั้งในรูปแบบปรนัยและอัตนัย ประกอบกับการใช้กรณีศึกษาและการจัดทำแผนธุรกิจ ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้เป็นรูปแบบอิงเกณฑ์ โดยอาจารย์ผู้สอนจะมีการสร้าง …
รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด
รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู, จุฑามาศ คูฮุด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพความเป็นจริง สภาพที่คาดหวังและความต้องการจำเป็นในการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูจากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 446 คน 2) พัฒนารูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยสัมภาษณ์ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู จากนักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 58 คน 4) นำเสนอรูปแบบโมชันกราฟิกที่ บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยศึกษาความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเป็นจริงการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันสืบค้นข้อมูลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของตนเองที่ต้องการได้ (M=3.31, SD=0.91) และสภาพที่คาดหวังอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.98, SD=0.02) ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ฉันออกแบบและสร้างสรรค์สื่อในลักษณะต่าง ๆ เพื่อนำเสนอความรู้และความคิดเห็นของตนได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (M=5.00, SD=0.01) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู ลำดับที่ 1 คือ ด้านสร้างสรรค์ (PNImodified=1.79) 2) รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ สื่อการเรียนรู้ ภาระงานแบบร่วมมือ บทบาทผู้สอนและผู้เรียน โมชันกราฟิก การวัดและประเมินโดยมีขั้นตอน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมภาระงานร่วมมือ ขั้นร่วมมือปฏิบัติภาระงาน ขั้นหลังภาระงานร่วมมือ 3) ผลการใช้รูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู พบว่า ค่าเฉลี่ยของการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครูหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลการประเมินรูปแบบโมชันกราฟิกที่บูรณาการภาระงานแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศของนักศึกษาวิชาชีพครู โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า รูปแบบฯ อยู่ในระดับดี
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน, วิทวัส แทนศิริ
กลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน, วิทวัส แทนศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน 2) วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภาวะคุกคามของการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน และ 3) พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาตามแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยผสมวิธีพหุระยะ (Multi – phase Mixed Method Design Research) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณร่วมกันกับการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวม 395 โรงเรียน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารโรงเรียน หัวหน้างานฝ่ายบริหารวิชาการ และครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย 3 งาน ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตร (2) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และ (3) การวัดและประเมินผล กรอบแนวคิดพลังการเรียนรู้ของนักเรียน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 20 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ (1) การรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การรับรู้อย่างมีวิจารณญาณ การรับรู้ทางอารมณ์ การรับรู้ทางพฤติกรรม และ การรับรู้ในประสิทธิภาพตนเอง องค์ประกอบที่ (2) ความมุ่งมั่นและตั้งใจ ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การมีความเชื่อ การมีความปรารถนา การมีทักษะ และ การมีความตระหนักในตนเอง องค์ประกอบที่ (3) การตัดสินใจเลือก ประกอบไปด้วย 4 องค์ประกอบย่อย คือ การได้รับโอกาสในการเรียนรู้ การได้รับอิสระในการเรียนรู้ การกำกับตนเองในการเรียนรู้ และ การเป็นเจ้าของการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ (4) …
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต, ภควัฒน์ บุญวัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2)เพื่อเปรียบเทียบหาปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต มีประชากรคือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และตัวอย่างในการวิจัย คือ นักศึกษาปริญญาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จำนวน 950 คน ใช้เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์และทางออนไลน์ ใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เพื่อยืนยันองค์ประกอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) จากการวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด คือ การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .977 ถัดมาคือ การรับรู้ถึงประโยชน์ มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .956 และสุดท้ายคือ อิทธิพลทางสังคม มีค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ = .886 พบว่า โมเดลการวัดปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับนวัตกรรมเมตาเวิร์สเพื่อการศึกษาของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้การพิจารณาค่า relativec 2 = 1.327 ค่า GFI = .994 ค่า CFI = .999 ค่า NFI =.996 ค่า RMSEA = .019 ค่า RMR = .005
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ, พีรดา เมลานี โรเบิร์ตสัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธี และ 2) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ที่ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรคือนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่ในกรุงเทพ ฯ จำนวน 13 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนนานาชาติขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนและอาจารย์ภาษาไทยยินดีให้ทดลองใช้นวัตกรรมที่จัดทำนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและแบบสะท้อนผลการอ่าน เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แผนการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามกิจกรมการเรียนรู้การอ่านที่พัฒนาขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยมัชฉิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์ผู้เรียนรายบุคคล ผลการวิจัยพบว่ากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านตามแนวคิดการเรียนรู้แบบพหุวิธีที่พัฒนาขึ้นมี 2 ขั้นหลัก คือ ขั้นเตรียมชุดสื่อพหุวิธีที่มีเนื้อความสัมพันธ์กันประกอบด้วย คลิปวีดิทัศน์ หนังสือภาพหรือการ์ตูน และชุดบทอ่านแบบบรรยายที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน และขั้นการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ขั้นการดูและฟังคลิปวีดิทัศน์เพื่อสรุปความ ขั้นการอ่านวิเคราะห์สารหนังสือภาพ/การ์ตูน และขั้นการอ่านประเมินค่าบทอ่านแบบบรรยาย เมื่อนำกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ผลปรากฏว่านักเรียนมีความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจสูงกว่าก่อนการทดลอง
Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul
Design And Development Of Industrial Internet Of Things For Multi-Cloud Factory Vehicle Monitoring System, Patchapong Kulthumrongkul
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Material handling equipment, such as forklifts, is broadly used in many industries to increase production efficiency. However, if the equipment unexpectedly breaks down, it can potentially interrupt manufacturing. It's beneficial for the industry to monitor equipment usage data in real-time so that engineers can identify faults before they occur. In this thesis, a prototype for a factory vehicle monitoring system has been designed and implemented. The proposed solution is to acquire real-time usage data from the motor drive of the factory vehicle and send the data to the cloud via narrowband IoT. The received real-time data streams can be stored …
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 : การวิจัยแบบผสานวิธี, อรุณี ศุทธิชัยนิมิต
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยแบบผสานวิธีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ตรวจสอบโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียน และ (2) ศึกษาประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรดังกล่าวของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตนักศึกษาปริญญาตรี 320 คนในงานวิจัยเชิงปริมาณ และ 14 คนในงานเชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ มาตรวัดการบริหารจัดการเวลา มาตรวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน มาตรวัดความเหนื่อยล้าทางจิตใจ มาตรวัดภาวะหมดไฟในการเรียน และแนวคำถามการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามแนวทางของ Giorgi และคณะ ผลการวิจัยพบว่าโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารจัดการเวลา การรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ และภาวะหมดไฟในการเรียนของนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ตัวแปรอิสระทั้ง 3 ตัวแปรอธิบายความแปรปรวนของภาวะหมดไฟในการเรียนได้ร้อยละ 57 ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ตามมาด้วยการบริหารจัดการเวลา และการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูงมี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดหลายระลอก ส่งผลต่อการใช้ชีวิต (2) ลักษณะนิสัยเครียดง่าย คาดหวังสูง ปรับตัวยาก (3) ความเครียดสะสม อดนอน และบริหารจัดการเวลาไม่ได้ (4) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ส่วนผู้มีภาวะหมดไฟในการเรียนต่ำพบ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ภาวะหมดไฟในการเรียนเกิดชั่วคราว ลดประสิทธิภาพการเรียน (2) ลักษณะนิสัยยืดหยุ่นสูง เชื่อมั่นในตนเอง และไม่คาดหวังเรื่องเรียน (3) รับมือภาวะหมดไฟด้วยตนเองและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
ประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลมาจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น, ศุภวรรณ ใหญ่เสมอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแนวปรากฏการณ์วิทยาแบบตีความ เพื่อศึกษาประสบการณ์ทางจิตใจของผู้ใหญ่ที่มีความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจซึ่งเป็นผลจากการถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 6 ราย ผลการวิเคราะห์พบ 4 แก่นสาระหลัก ได้แก่ (1) โลกที่ถูกสั่นคลอนจากการถูกข่มเหงรังแก สะท้อนการรับรู้ตนเองและผู้อื่นที่ถูกท้าทายจากการข่มเหงรังแก ตลอดจนการพยายามเอาตัวรอดจากสถานการณ์และใช้ชีวิตอยู่กับผลกระทบที่เกิดจากการถูกข่มเหงรังแก (2) การบ่มเพาะสู่ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก เป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจตนเอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และต่อประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก นำไปสู่การยอมรับในตนเอง ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปล่อยวางเรื่องราวในอดีตได้มากขึ้น (3) ความงอกงามทางจิตใจภายหลังเผชิญการถูกข่มเหงรังแก โดยพบทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ ความมั่นคงจากภายในตนเอง ความรู้สึกวางใจในความสัมพันธ์ แรงผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาตนเอง และความรู้สึกซาบซึ้งยินดีในชีวิต (4) สิ่งที่พัฒนาขึ้นจากการผ่านประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแก เป็นทักษะในการดูแลใจตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น การวางขอบเขตความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจนมากขึ้น และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยเหลือผู้อื่น ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้และปรับตัวกับผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแก โดยประสบการณ์ทางจิตใจเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจความคิด ความรู้สึก ของบุคคลที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกในช่วงวัยรุ่น และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาแนวทางในการป้องกันผลกระทบจากการถูกข่มเหงรังแกในกลุ่มวัยรุ่น รวมถึงแนวทางในการให้การสนับสนุนและเยียวยาผู้ที่มีประสบการณ์ถูกข่มเหงรังแกด้วยเช่นกัน
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา
Effects Of Individual And Family Self-Management Program On Glycated Hemoglobin And Health-Related Quality Of Life Among Adults With Uncontrolled Type 2 Diabetes Mellitus In Indonesia, Margareta Teli
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
More than 85% of Indonesian adults with Type 2 diabetes (T2DM) do not meet glycemic targets. More effective support from family members on diabetes self-management may improve diabetes management and outcomes. The study aimed to 1) compare glycated hemoglobin (HbA1c) levels and health-related quality of life (HRQoL) before and after participating in individual and family self-management programs (IFSM) and 2) compare HbA1c levels and HRQoL between adults with uncontrolled T2DM who received the IFSM program and those who received usual care. This randomized controlled trial was conducted from December 2023 to March 2024 among participants recruited from 3 Public Health …
อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก
อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574, ศิริณา กมณฑลาภิเษก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 โดยใช้เทคนิคการวิจัยแบบเดลฟาย ผู้ให้ข้อมูลคือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ จำนวน 18 คน วิธีการดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 รอบ คือ รอบที่ 1 สัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 รอบที่ 2 นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วสร้างแบบสอบถาม เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงประมาณค่าแนวโน้มความน่าจะเป็นในแต่ละข้อ และรอบที่ 3 นำข้อมูลที่ได้จากรอบ 2 มาคำนวณหาค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และจัดทำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันความคิดเห็น เพื่อสรุปเป็นอนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ผลการวิจัยพบว่า อนาคตภาพการบริหารจัดการองค์การพยาบาล โรงพยาบาลสังกัดกองทัพอากาศ ช่วงพุทธศักราช 2570-2574 ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านวางแผนการบริหารองค์การ ได้แก่ การวิเคราะห์ภาระงานยุทธการด้านการแพทย์ทหาร 2) ด้านรูปแบบการบริการพยาบาล ได้แก่ การให้บริการเชิงรุกแก่ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงผู้ทำการในอากาศ 3) ด้านการจัดการความรู้และเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ 4) ด้านนวัตกรรมและการพัฒนางานคุณภาพ ได้แก่ การยกระดับความสำเร็จในการผลิตผลงานวิจัย นวัตกรรมทางการพยาบาลและงานพัฒนาคุณภาพ 5) ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นให้กับบุคลากรพยาบาลอย่างต่อเนื่อง 6) ด้านสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตให้มีคุณลักษณะและสมรรถนะเชิงวิชาชีพเป็นไปตามความต้องการขององค์การพยาบาล และ 7) ด้านการเตรียมพร้อมรับภารกิจด้านการแพทย์ทหาร สถานการณ์ฉุกเฉินและการบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรพยาบาลด้านการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย, อุษา อติโภคบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤฒพลังและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤฒพลังของผู้สูงอายุชายและหญิงในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลการสำรวจระดับประเทศจากโครงการ “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและความอยู่ดีมีสุขในบริบทสังคมสูงวัย” ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลโดยวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2559ผลการศึกษาระดับพฤฒพลัง พบว่าผู้สูงอายุชายมีระดับคะแนนพฤฒพลังสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ พฤฒพลังด้านการดำรงชีวิตโดยพึ่งตนเองได้ มีสุขภาวะที่ดีและมีความมั่นคง และพฤฒพลังด้านศักยภาพและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีพฤฒพลัง ทั้งนี้ ผู้สูงอายุชายมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดในตัวชี้วัดการประกอบกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADLs) และทุกตัวชี้วัดในพฤฒพลังด้านการทำงานเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผู้สูงอายุหญิงมีคะแนนพฤฒพลังมากที่สุดด้านการมีส่วนร่วมในสังคมในตัวชี้วัดการดูแลสมาชิกในครอบครัว ในส่วนของผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี พบว่า เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อปี และการเตรียมการเพื่อให้มีพฤฒพลัง มีความสัมพันธ์กับการมีพฤฒพลังทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Trends In Completeness And Determinants Of Birth Registration In Nigeria, Mustapha Adeiza Shuaib
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Background: Birth registration is a fundamental human right and a key component of Sustainable Development Goal (SDG) 16.9, which aims to provide legal identity for all by 2030. In Nigeria, birth registration is essential for safeguarding children's rights, including access to education, healthcare, and social services. Despite its importance, birth registration rates remain low, with significant disparities across different regions and population groups.Objective: This study aims to analyze trends in birth registration and explore the determinants of birth registration in Nigeria during 2021, utilizing the latest data from the 2021 Multiple Indicator Cluster Surveys (MICS).Methods: The study employs a descriptive …
Enhancing Labour Productivity: Insights From Female Leadership, Training Programmes And Foreign Ownership In Service Enterprises Across Thailand, Vietnam, And Malaysia, Jie Min Low
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the demographic and socio-economic factors affecting labour productivity in service enterprises across Thailand, Vietnam, and Malaysia. Previous research primarily focuses on manufacturing firms, leaving a gap in understanding productivity in service firms. Given that the service sector is increasingly significant in ASEAN economies, contributing nearly half of the region's Gross Domestic Product (GDP) in 2022, this study targets this crucial sector (Secretariat, 2023).Rapid industrialisation, ageing populations, and shrinking workforces in these countries makes it necessary for enterprises to understand how to enhance labour productivity. This research utilizes data from the World Bank's 2015 and 2016 Enterprise Surveys …
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Human Capital And Gender Dynamics In Leadership: Analysis Of Labor Productivity And Technical Efficiency In Bangladesh, Indonesia, And Pakistan, Zun Pwint Bo Bo
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study examines the impact of human capital and gender dynamics in leadership on labor productivity and technical efficiency in firms from Bangladesh, Indonesia, and Pakistan. Using data from the World Bank Enterprise Survey, the analysis uses Ordinary Least Squares (OLS) regression, Data Envelopment Analysis (DEA), and Tobit regression techniques. The findings reveal significant variations in labor productivity and efficiency among firms in the three countries, influenced by factors such as firm characteristics, managerial experience, workforce skill composition, and gender leadership. The results indicate that higher average wages positively impact labor productivity and technical efficiency across all three countries, supporting …