Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- Medicine and Health Sciences (400)
- Veterinary Medicine (144)
- Life Sciences (107)
- Medical Sciences (99)
- Public Health (67)
-
- Immunology and Infectious Disease (43)
- Pharmacy and Pharmaceutical Sciences (39)
- Social and Behavioral Sciences (39)
- Genetics (37)
- Genetics and Genomics (37)
- Molecular Genetics (37)
- Physical Sciences and Mathematics (32)
- Engineering (28)
- Dentistry (21)
- Animal Sciences (19)
- Veterinary Infectious Diseases (19)
- Medical Microbiology (18)
- Chemistry (15)
- Nursing (14)
- Biochemistry (13)
- Biochemistry, Biophysics, and Structural Biology (13)
- Biotechnology (13)
- Economics (11)
- Veterinary Microbiology and Immunobiology (11)
- Architecture (10)
- Business (10)
- Diseases (10)
- Arts and Humanities (9)
- Civil and Environmental Engineering (8)
- Environmental Sciences (7)
- Keyword
-
- COVID-19 (10)
- Thailand (8)
- ELISA (5)
- Escherichia coli (4)
- Histopathology (4)
-
- Indonesia (4)
- Seroprevalence (4)
- Tuberculosis (4)
- Algeria (3)
- Bacteria (3)
- Dengue (3)
- Epidemiology (3)
- Malaysia (3)
- Prevalence (3)
- Risk factors (3)
- Abortion (2)
- Antibody (2)
- Antimicrobial resistance (2)
- Azithromycin (2)
- Canine (2)
- Children (2)
- Conference (2)
- Dogs (2)
- Enzyme-linked immunosorbent assay (2)
- Equine (2)
- Febrile neutropenia (2)
- Feline (2)
- Horse (2)
- ICCPHS (2)
- Incidence (2)
- Publication Year
- Publication
-
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (476)
- The Thai Journal of Veterinary Medicine (76)
- Journal of Health Research (29)
- Chulalongkorn Medical Journal (19)
- The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences (12)
-
- Journal of Metals, Materials and Minerals (5)
- Journal of Nursing Research, Innovation, and Health (5)
- NAKHARA (Journal of Environmental Design and Planning) (5)
- Applied Environmental Research (4)
- Journal of Urban Culture Research (3)
- Manusya, Journal of Humanities (2)
- Asian Review (1)
- Chulalongkorn University Dental Journal (1)
- Journal of Letters (1)
- Publication Type
Articles 211 - 240 of 639
Full-Text Articles in Entire DC Network
A Critical Discourse Analysis Of News Reports On Covid-19 From The New York Times And China Daily, Yulin Mai, Andrew Jocuns
A Critical Discourse Analysis Of News Reports On Covid-19 From The New York Times And China Daily, Yulin Mai, Andrew Jocuns
Manusya, Journal of Humanities
A multimodal critical discourse analysis of The New York Times and China Daily’s news reports of Covid-19 was conducted to identify the ideologies in Covid-19 news reports. The Covid-19 pandemic was divided into three phases: China’s anti-pandemic phase, first global outbreak, and second global outbreak. The nyt and cd’s Covid-19 news reports not only conveyed facts but also served different ideologies which shifted over each phase. Both the nyt and cd news media employed lexical devices, images, and metaphors to convey different ideologies, shaping people’s perceptions of the pandemic and government measures to control it. The nyt’s Covid-19 reporting …
การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หลักการและเหตุผล: การเกิดไข้ในภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน (R-CHOP) โดยประโยชน์ของการให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับ G-CSF ร่วมด้วย จึงยังไม่มีคำแนะนำมาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันการเกิดไข้ตามหลังการให้เคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับเคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยแบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ให้ยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 500 mg หรือยาหลอก รับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 7 วัน เริ่มหลังให้เคมีบำบัด 1 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับ G-CSF โดยประเมินผลการศึกษาหลัก คือการเกิดไข้ ในระยะเวลาทั้งสิ้น 120 วันนับตั้งแต่เริ่มเคมีบำบัด และ ผลการศึกษารอง ได้แก่การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การลดขนาดยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการเริ่มเกิดไข้ครั้งแรก และ ผลลัพธ์รวม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 29 คน อายุเฉลี่ย 61 ปี อัตราการเกิดไข้ร้อยละ 10.3 และ ร้อยละ 37.9 ในกลุ่มที่ได้ยาลีโวฟลอกซาซิน และ ในกลุ่มที่ได้ยาหลอกตามลำดับ (P = 0.014) ยาลีโวฟลอกซาซินลดอัตราการเกิดภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ 3.4 เทียบกับ ร้อยละ 24.1, P = 0.022), การลดขนาดยาเคมีบำบัด (ร้อยละ 0 เทียบกับ ร้อยละ 17, P …
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา
Journal of Nursing Research, Innovation, and Health
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา
วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำการเก็บข้อมูลภายหลังได้รับการรักษาและอยู่ในระยะที่ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อจำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การบันทึกภาคสนามและการบันทึกเสียงสนทนา ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของโคไลซี
ผลการวิจัย: อธิบายประสบการณ์ของการเจ็บป่วยเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ประสบการณ์การรับรู้อาการเจ็บป่วย เริ่มแรกไม่ได้คิดว่าตนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อต้องเจ็บป่วยจึงทำให้พบกับความไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะมีอาการเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก และเมื่อได้รับการรักษาแล้วพบว่าหลังจากการเจ็บป่วยร่างกายไม่เหมือนเดิม 2) ประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษา ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนโชคดีที่เข้าถึงการรักษาแต่รู้สึกไม่ชินกับการรักษาที่ได้รับ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ห้อง ทำกิจกรรมบนเตียงและได้รับการดูแลผ่านกล้องวงจรปิดและพูดคุยผ่านลำโพงจึงทำให้ขาดสัมพันธภาพกับผู้ดูแล 3) หลากอารมณ์ หลายความรู้สึกภายในใจ รู้สึกกังวล กลัวว่าจะไม่รอด เมื่อได้รักษาก็รู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว เนื่องจากต้องอยู่คนเดียวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปล่อยวาง ยอมรับและเข้าใจสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น 4)ประสบการณ์ในการกลับเข้าสู่สังคม ภายหลังที่หายจากการเจ็บป่วย พบว่าถูกรังเกียจจากคนรอบข้างมีเพียงคนใกล้ตัวที่ให้กำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตนเองในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
สรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการพยาบาลแบบเป็นองค์รวมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความเครียด และกิจกรรมทางกายกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไปโดยนับตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ และเคยเข้ารับการรักษาทั้งเป็นผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 ในโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 87 คน เลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้สึกเครียด แบบสอบถามกิจกรรมทางกายระดับสากล และแบบสอบถามอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. อาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ พบมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า ไอ นอนไม่หลับ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก หายใจลำบาก ปวดตามข้อ และปวดหลัง 2. ภาวะอ้วน เพศ ความเครียด โรคประจำตัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=.69, η= .31, rxy=.33, η=.23 ตามลำดับ) 3. อายุ ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ มีความสัมพันธ์ทางลบกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs= -.23, rxy= -.16 …
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
อิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีต่อภาวะซึมเศร้าในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ, ปิยาภรณ์ นฤภัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ และอิทธิพลของการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือประชากรที่มีอายุ 35 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ที่ตอบแบบสัมภาษณ์ด้วยตนเองจากโครงการสำรวจอนามัยและสวัสดิการ พ.ศ. 2564 และ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยโลจิสติกทวิภาค (Binary logistic regression analysis)ผลการศึกษาพบว่า สัดส่วนของประชากรไทยวัยกลางคนที่มีภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าวัยสูงอายุ และการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยทั้ง 2 ช่วงวัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยประชากรวัยกลางคนที่ป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีโอกาสที่จะมีภาวะซึมเศร้าสูงกว่าผู้ป่วยวัยสูงอายุ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ได้แก่ สถานภาพการทำงาน จำนวนของโรคเรื้อรังที่เป็น การหยุดกิจวัตรประจำวันเนื่องจากการเจ็บป่วย วิธีการรักษาพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล ในขณะที่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะในผู้ป่วยวัยกลางคน ประกอบด้วย ศาสนา ระดับการศึกษา เขตที่อยู่อาศัย และค่าพาหนะไป-กลับเพื่อเดินทางไปรักษาพยาบาล และประเภทโรค นอกจากนี้ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการมีภาวะซึมเศร้าที่พบเฉพาะผู้ป่วยวัยสูงอายุ ประกอบด้วย เพศ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น การให้ความสำคัญกับจำนวนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ประเภทโรคและการดูแลผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มวัยให้เข้าถึงการรักษาและได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงลักษณะทางประชากร เศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกัน จึงเป็นมาตรการที่สำคัญที่จะช่วยป้องกันและลดปัญหาภาวะซึมเศร้าของประชากรไทยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ
Molecular Detection Of Canine And Feline Hemotropic Mycoplasmas In Northern Vietnam, Bui Thi Huyen Thuong
Molecular Detection Of Canine And Feline Hemotropic Mycoplasmas In Northern Vietnam, Bui Thi Huyen Thuong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Hemoplasma is commonly used to refer to hemotropic Mycoplasma bacterial species belonging to the genus Mycoplasma that can attach to the surface of red blood cells, potentially leading to hemolytic anemia. These organisms can infect a wide range of mammals, including companion animals and humans worldwide. Specifically for companion animals, two main hemoplasma species can infect dogs, and three major species can infect cats including Mycoplasma haemocanis, Candidatus Mycoplasma haematoparvum, Mycoplasma haemofelis, Candidatus Mycoplasma haemominutum, and Candidatus Mycoplasma turicensis, respectively. Currently, there is a lack of research data regarding hemoplasma infections in dogs and cats in Vietnam. Therefore, this study …
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
A Comparative Analysis Of Medical Malpractice Law In Telemedicine Between Thailand And Germany, Surusvadee Viravud
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในประเทศไทยและเยอรมนี การแพทย์ทางไกลได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป การบริการทางการแพทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วโลก การบริการการแพทย์ทางไกลมีประโยชน์หลายประการทั้งการเข้าถึงการบริการด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพของผู้ให้บริการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การแพทย์ทางไกลได้ก่อให้เกิดความท้าทายทางด้านกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ทางไกลโดยเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลซึ่งมีรูปแบบและลักษณะแตกต่างจากการให้บริการทางการแพทย์แบบดั้งเดิมปัจจุบัน การให้บริการการแพทย์ทางไกลโดยแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตนั้นจะต้องทำตามหลักเกณฑ์ตามประกาศแพทยสภา ฉบับที่ 54/2563 ซึ่งได้กำหนดความหมายของคำว่า “การแพทย์ทางไกล" ไว้เป็นการเฉพาะ และยังปรากฏว่ามีออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องมาตรฐานสำหรับสถานพยาบาลที่ใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 เพื่อกำกับดูแลการให้บริการการแพทย์ทางไกลของผู้ให้บริการสถานพยาบาล อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากทุรเวชปฏิบัติด้านการแพทย์ทางไกลไว้โดยเฉพาะเจาะจง การบาดเจ็บที่เกิดจากการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในกรณีการแพทย์ทางไกลจะอยู่ภายใต้มาตรา 420 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย เช่นเดียวกับกรณีการกระทำทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์เช่นเดียวกับการแพทย์แบบดั้งเดิมงานวิจัยนี้พบว่าภาระการพิสูจน์ของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บภายใต้กรอบของกฎหมายการละเมิดทั่วไป ส่งผลให้ผู้ที่รับบริการการแพทย์ทางไกลมีภาระในการพิสูจน์เช่นว่านี้มากเกินสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับระบบกฎหมายไทย ระบบกฎหมายของประเทศเยอรมนีได้สร้างกลไกที่เป็นระบบมาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลมีความรับผิดชอบต่อการบาดเจ็บนั้นมากขึ้นและคุ้มครองฝ่ายผู้รับบริการได้มากขึ้นในกรณีทุรเวชปฏิบัติในกิจการการแพทย์ทางไกล โดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบแนวปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับกรณีทุรเวชปฏิบัติทางการแพทย์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนี และชี้ให้เห็นความแตกต่างและประเด็นที่อาจนำเอามาปรับปรุง แนวทางการปฏิบัติของศาลเยอรมนีเป็นตัวอย่างหนึ่งของแนวทางที่ครอบคลุมและแสดงออกถึงการใช้กลไกทางกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อรับรองความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและสร้างความรับผิดชอบให้แก่ผู้ให้บริการเพื่อจัดการกับความท้าทายทางกฎหมายในด้านการแพทย์ทางไกล ประเทศไทยสามารถนำแนวทางปฏิบัติจากกรอบกฎหมายของประเทศเยอรมนีมาปรับใช้เพื่อลดภาระการพิสูจน์สำหรับผู้ป่วยและรับรองความรับผิดของผู้ให้บริการด้านการแพทย์ทางไกล เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วยผู้รับบริการและการรักษาสิทธิของผู้ป่วยในกรณีที่อาจมีการเรียกร้องค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลของผู้ให้บริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทย และเพื่อรับประกันความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยผู้รับบริการการแพทย์ทางไกลในประเทศไทยมากกว่าปัจจุบัน
Genome Characterization And Development Of Inactivated Vaccine Against Scale Drop Disease Virus (Sddv) In Asian Sea Bass (Lates Calcarifer), Putita Chokmangmeepisarn
Genome Characterization And Development Of Inactivated Vaccine Against Scale Drop Disease Virus (Sddv) In Asian Sea Bass (Lates Calcarifer), Putita Chokmangmeepisarn
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Scale drop disease virus (SDDV) is a significant pathogen affecting Asian sea bass (Lates calcarifer) in Southeast Asia, causing scale drop syndrome (SDS) and resulting in high mortality and substantial economic losses in aquaculture. Recently, SDDV has been reported in Asian sea bass farms throughout the Asia-Pacific region including Thailand, Indonesia, Malaysia, Singapore, and China. This study employed metagenomic methods to analyze bacterial and viral communities in infected fish tissues from Southeast Asia, leading to the recovery and characterization of the complete genome of SDDV strain TH7_2019. The genome, comprising 131 kb with 134 putative ORFs, showed high amino acid …
Characterization Of Antimicrobial Resistance And Virulence Factors In Multidrug-Resistant Extraintestinal Pathogenic Escherichia Coli Isolated From Canine Urinary Tract, Reproductive Tract And Bloodstream Infections, Parinya Sroithongkham
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Despite extensive characterization of uropathogenic Escherichia coli (UPEC) causing urinary tract infections (UTIs), the genetic background of non-urinary extraintestinal pathogenic E. coli (ExPEC) in dogs, such as those causing canine pyometra, prostatic abscesses (PAs), and bloodstream infections (BSIs), remains inadequately understood. This study characterized the virulence determinants of 101 E. coli isolates from canine pyometra (n=61), PAs (n=38), and BSIs (n=2). The analysis revealed a stronger association of pyometra strains with UPEC compared to PA strains. Forty-one isolates were resistant to third-generation cephalosporins and/or fluoroquinolones, with 14 being extended-spectrum β-lactamase producers and carrying blaCTX-M. Whole-genome sequencing was performed on 10 …
Novel Vaccination Strategy Against Vibrio Harveyi Infection In Asian Seabass (Lates Calcarifer) Using A Chitosan – Oxygen Nanobubble - Vaccine Complex, Nguyen Giang Thu Lan
Novel Vaccination Strategy Against Vibrio Harveyi Infection In Asian Seabass (Lates Calcarifer) Using A Chitosan – Oxygen Nanobubble - Vaccine Complex, Nguyen Giang Thu Lan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Vibriosis is a bacterial disease caused by Vibrio harveyi (V. harveyi; Vh ) that poses a substantial threat to Asian seabass (Lates calcarifer) aquaculture. In this study, we investigated alternative approaches to conventional injection vaccination for prevention of V. harveyi in Asian seabass. The first approach involved an immersion prime with heat-inactivated V. harveyi vaccine, followed by two oral booster doses (day 14-18 and day 28-32). Immunized fish demonstrated higher expression levels of immune genes (i.e. TNFα, IL1β, CD4, CD8, and IgM) following the immersion prime and the first oral booster dose, peaking at 14 and 28 days post vaccination …
ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร
ความเชื่อมั่น ความต้องการ และการได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของประชากรไทย โดยการจัดสรรของรัฐในช่วงระบาดของโควิด-19, ภิญญมาศ เดโชศุภกร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อ 1 ) ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการวัคซีนของประชาชนไทยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ 2) ศึกษาและวิเคราะห์การกระจายวัคซีนที่รัฐจัดสรรตามความเชื่อมั่นวัคซีนของประชาชน และ 3) พิสูจน์ความแตกต่างในการได้รับวัคซีนจากภาครัฐในแต่ละพื้นที่ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) โดยมีหน่วยในการวิเคราะห์ระดับจังหวัด จากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาความต้องการวัคซีน คือ ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในครัวเรือนส่วนบุคคลทั่วประเทศ จำนวน 46,600 คน จากแบบสอบถาม โครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 (วัคซีน) ที่เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาการได้รับวัคซีน คือ ประชากรไทย 69,556,204 คน จากรายงานผลการให้บริการวัคซีนโควิด-19 โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสถิติถดถอยพหุคูณจากผลการศึกษาพบว่าความต้องการวัคซีน ความเชื่อมั่นวัคซีน และการได้รับวัคซีน ได้แก่ เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 มีการกระจายวัคซีนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค โดยความต้องการวัคซีนและความเชื่อมั่นวัคซีนมีความสัมพันธ์กันและการได้รับวัคซีนส่งผลต่อพื้นที่ภูมิภาคที่แตกต่างกัน ผลการทดสอบโดยสถิติถดถอยพหุคูณ ทำให้ทราบว่าความต้องการวัคซีนเพิ่มขึ้น 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้จังหวัดได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 เพิ่มขึ้น 0.278 , 0.362 และ 0.401 จุดเปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และความเชื่อมั่นวัคซีนไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็ม นอกจากนี้ยังพบว่าพื้นที่เป็นตัวแปรสำคัญ โดยในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือมีการได้รับวัคซีนทั้ง 3 เข็มน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร โดยพื้นที่ที่มีความต้องการวัคซีนและการได้รับวัคซีนสูงที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร แต่ในส่วนความเชื่อมั่นวัคซีนสูงที่สุด คือ พื้นที่ภาคใต้ แต่พบว่าในพื้นที่มีการได้รับวัคซีนต่ำ โดยผลจากการศึกษานี้ใช้เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารของภาครัฐเพื่อการได้รับวัคซีนของประชาชนในการรับมือโรคโควิด-19 ได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงในแต่ละพื้นที่
การศึกษารูปแบบของยีน Mgrb และความชุกของยีน Mcr-1 ถึง Mcr-10 ใน Escherichia Coli และ Klebsiella Pneumoniae ที่ดื้อยา Colistin จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลิดสิน, ขวัญชนม์ เจียรกิติวณิช
การศึกษารูปแบบของยีน Mgrb และความชุกของยีน Mcr-1 ถึง Mcr-10 ใน Escherichia Coli และ Klebsiella Pneumoniae ที่ดื้อยา Colistin จากสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเลิดสิน, ขวัญชนม์ เจียรกิติวณิช
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การดื้อยา colistin มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Enterobacterales เนื่องมาจากการนำยา colistin กลับมาใช้ในการรักษาเชื้อดื้อยาหลายขนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ดื้อยา carbapenem ประกอบกับการถ่ายทอดยีน mobile colistin-resistant (mcr) ผ่านทาง plasmid ซึ่งส่งผลให้การแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา colistin เกิดขึ้นในวงกว้างอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เชื้อกลุ่ม Enterobacterales ที่ดื้อยา colistin ในประเทศไทยกำลังเป็นที่สนใจ เนื่องมาจากเริ่มพบอัตราเชื้อดื้อยาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาคการปศุสัตว์และในโรงพยาบาล การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาลักษณะจีโนมของเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae ที่ดื้อยา colistin ที่เพาะแยกได้จากผู้ป่วยของโรงพยาบาลเลิดสิน กรุงเทพมหานคร ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 และศึกษาความสัมพันธ์และการกระจายตัวของเชื้อในแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาล เชื้อที่เก็บได้ทั้งหมดจำนวน 54 ตัวอย่าง ประกอบด้วยเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae จำนวน 14 และ 40 ตัวอย่าง ตามลำดับ ซึ่งให้ผลดื้อยา colistin เมื่อทดสอบด้วยเครื่องอัตโนมัติ Sensititre™ Gram Negative MIC Plate เชื้อส่วนใหญ่เพาะแยกจากปัสสาวะ (46.30%, p-value=0.38) และเสมหะ (29.63%, p-value=0.63) โดยเพาะแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยใน (81.48%) มากกว่าผู้ป่วยนอก (18.52%) อย่างมีนัยสำคัญ (p-value=0.000) ภายหลังนำเชื้อทั้งหมดไปวิเคราะห์ลำดับเบสด้วยเทคนิค Illumina whole genome sequencing (WGS) สามารถจำแนกสายพันธุ์ของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเชื้อ E. coli และ K. pneumoniae มีรูปแบบยีนก่อโรคที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และพบยีน blaCTX-M, blaTEM, blaOXA ,blaSHV ,ยีน aac, ยีน qnr …
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Modal Shift From The Metro Rail Transit (Mrt) To The Bus Rapid Transit (Brt) Along Epifanio Delos Santos Avenue, Metro Manila, Rommar Jaie Reyes
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Traffic congestion in Metro Manila, particularly along Epifanio de los Santos Avenue (EDSA), is a long-standing issue. Hundreds of thousands of commuters travel along EDSA daily, utilizing major transit systems such as the Metro Rail Transit (MRT) Line 3 and the Bus Rapid Transit (BRT) Route 1, which run parallel to each other. Despite the BRT operating for more than four years since the Covid-19 pandemic, few studies have examined its effects on the MRT, particularly concerning commuter demographics. This research fills this gap by examining the shift from MRT to BRT along EDSA, comparing user demographics, and identifying factors …
Effectiveness Of The Stage Of Change And Learning Resources In Educational Institutions (Sclr) For Reducing Alcohol Consumption Among University Students: A Quasi Experimental Study, Rangsima Passara
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
This study aimed to test the effectiveness of an alcohol prevention program, SCLR (S = stage, C = change, L = learning, and R = resources), on the knowledge about alcohol and alcohol consumption of moderate drinkers who were Rajabhat University students in Bangkok. A quasi-experiment was implemented in two Rajabhat universities. One hundred eighty-four moderate drinkers voluntarily participated in the program (Intervention, n = 92; Control, n = 92). Knowledge about alcohol and alcohol consumption was assessed four times: at baseline, at exit point (6 weeks after baseline), 1 month, 3 months, and 6 months post-intervention. Data were analyzed …
Knowledge, Attitudes And Practices Of Solid Waste Management In Londhe-Krishnapuri Rural Community Of Jalgaon District, India, Priyanka Chavan
Knowledge, Attitudes And Practices Of Solid Waste Management In Londhe-Krishnapuri Rural Community Of Jalgaon District, India, Priyanka Chavan
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Abstract: Improper solid waste management is a critical issue in developing nations but lacks proper infrastructure in rural areas. This study investigates the Knowledge, Attitude, and Practice (KAP) of solid waste management in Londhe-Krishnapuri, a rural community in Jalgaon district, India. Currently, no formal waste management system, so this study explores residents' understanding, views, and methods on waste disposal which will help identify gaps in waste disposal awareness and practices. Information will target interventions, educational programs within the community, insights for policymakers to address disposal challenges. To identify association between knowledge, attitudes, and practices of solid waste management in Londhe-Krishnapuri …
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Systematic Review: Working Conditions And Health Outcomes Among Female Migrant Domestic Workers In Asia, Konchawan Chantima
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
About 2.78 million people die as a result of occupational accidents and work-related diseases each year. Female migrant domestic workers (MDWs) in Asia represent substantial proportions of domestic work worldwide. The challenging working conditions faced by female MDWs have raised great concerns, which may subsequentially lead to poor physical and mental health. This study aimed to examine working conditions and health outcomes of female MDWs in Southeast and East Asia via a systematic review of peer-reviewed and English-written journal articles published during 2014 – 2023 in four academic databases (i.e., ScienceDirect, Scopus, Sagepub, and GoogleScholar). This systematic review study relied …
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Development Of Plant-Produced Proteins For Treatment And Prevention Against Rsv Type A (Rsv-A), Nuttapat Pisuttinusart
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Respiratory Syncytial Virus (RSV), a highly contagious virus known to cause severe respiratory illnesses, poses a significant health threat, particularly impacting vulnerable populations such as young children, the elderly, and immunocompromised individuals. It is a leading cause of lower respiratory tract infections, often resulting in serious complications like pneumonia and bronchiolitis. Despite its substantial impact, there is currently only an approved RSV vaccine specifically designed for the elderly, emphasizing the urgency of continued research in this area for developing broader coverage of the population. The plant expression platform for producing therapeutic proteins offers a cost-effective and scalable solution, presenting a …
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Development Of A Pseudotype-Based Neutralization Test For Sars-Cov-2 Antibody Measurement, Kunlanan Charsangbong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The gold standard for measuring anti-SARS-CoV-2 neutralizing antibody is a live-virus neutralization test (VNT). However, VNT is rather complex and must be performed in a biosafety level 3 facility. Therefore, a gene-encoding spike protein of the original SARS-CoV-2 variant was designed to develop a lentivirus-based SARS-CoV-2 pseudotype in this study to replace the live virus, which can be conducted in a biosafety level 2 facility. The 2nd generation lentiviral pseudotype with green fluorescent protein (GFP) and the 3rd generation lentiviral pseudotype with luciferase as a reporter system, respectively, provided a sufficient titer (TCID50/mL) for a neutralization test. However, the 3rd …
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Perception And Experiences Of Sexual Harassment Among Lgbtq Students In Universities, Bangkok Thailand, Jiratchaya Rungrote
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The purpose of this research was to study perceptions and experiences of sexual harassment among 355 LGBTQ students in the University. Data was collected by self-administer questionnaire to find perceptions and experiences of sexual harassment. Descriptive, Pearson’s Chi-square and Fisher exact were performed to describe and determine the associations. The research findings indicate that the majority of research participants were perceived to sexual harassment at a moderate level. There was a moderate tolerant attitude towards sexual harassment, and there were experiences of verbal, non-verbal, and physical sexual harassment at a moderate level. Gender, University, part-time job type, the use of …
Knowledge And Attitude Towards Oral Health Related Behaviors Of International Students In Chulalongkorn University, During The Pandemic Of Covid-19, Isi Susanti
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Objectives: To determine the association of knowledge and attitude toward oral healthcare behavior of overseas university students staying in Thailand between January 2020 and July 2022 and explore the experiences of their oral health problems. Methods: A cross-sectional study conducted using an online survey in English operated through the Google platform by convenience sampling among overseas Chulalongkorn University students. The sample size was calculated by the Yamane formula with a minimum sample size of 297 after adding 10% compensation. Descriptive statistics, Chisquare test, t-test, ANOVA, and Pearson correlations were employed using IBM SPSS version 29. Results: Of 311 overseas students, …
อนุภาคของละอองฝอยที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการศัลยกรรมช่องปาก, ดิษธร สังแก้ว
อนุภาคของละอองฝอยที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการศัลยกรรมช่องปาก, ดิษธร สังแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคติดต่อหลายโรครวมถึงโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019, วัณโรค และโรคไช้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายการติดต่อได้ทางละอองชีวภาพจากผู้ป่วย การศึกษาเพื่อการหามาตรการจัดการที่เหมาะสมที่แต่เดิมใช้วิธีการตรวจหาการแพร่กระจายของจุลชีววิทยาและการปนเปื้อนของโลหิตถูกเปลี่ยนไปเป็นหลักการฝุ่นละอองขนาดเล็ก การรักษาทางทันตกรรมนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองฝอยดังกล่าว แต่พบว่ามีการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับศัลยกรรมช่องปากจำนวนน้อยมาก โดยส่วนใหญ่งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในเรื่องของละอองชีวภาพที่เกิดจากทันตกรรมจะมุ่งไปที่การรักษาในทางทันตกรรมหัตถการและปริทันต์ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์คือต้องการที่จะใช้หลักการฝุ่นละอองขนาดเล็กในการวัดปริมาณของละอองชีวภาพที่เกิดขึ้นจากหนึ่งในกระบวนการศัลยกรรมช่องปากคือการตัดฟัน โดยงานวิจัยนี้จะเป็นไปในรูปแบบการทดลองตัดฟันในระบบปิดจากการใช้เครื่องมือ 3 ชนิด คือ 1.หัวกรอเร็ว 2.เครื่องพีโซอิเล็กทริค 3.หัวกรอไมโครมอเตอร์ เป็นเวลา 1 นาที และวัดปริมาณละอองชีวภาพที่เกิดขึ้นในรูปแบบของ ฝุ่นละออง PM1, PM2.5 และ PM10 ด้วยเครื่องวัดอนุภาคในอากาศ โดยผลการวิจัยพบว่าการใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดในการตัดฟันสามารถสร้างละอองชีวภาพขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ปริมาณละอองชีวภาพทั้ง PM1, PM2.5 และ PM10 สูงสุดเกิดจากการใช้หัวกรอเร็วตามมาด้วยการใช้เครื่องพีโซอิเล็กทริคและหัวกรอไมโครมอเตอร์ตามลำดับ โดย ณ เวลาที่ปริมาณละอองชีวภาพสูงสุดของแต่ละการใช้เครื่องมือทั้ง 3 ชนิดจะมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และการใช้หัวกรอเร็วจะต้องการเวลามากที่สุดโดยใช้เวลา 16 นาที 40 วินาที เพื่อให้ค่าละอองชีวภาพกลับสู่ค่าเริ่มต้น ในขณะที่การใช้เครื่องพีโซอิเล็กทริคใช้เวลา 13 นาที 20 วินาที และการใช้หัวกรอไมโครมอเตอร์จะใช้เวลา 8 นาที 20 วินาที นอกจากนี้จากการวิจัยพบว่า กระบวนการตัดฟันโดยการใช้หัวกรอไมโครมอเตอร์จะสร้างละอองชีวภาพน้อยที่สุดและไม่เกินข้อกำนดคุณภาพอากาศในอาคารขององค์การอนามัยโลก ขณะที่การใช้หัวกรอเร็วและเครื่องพีโซอิเล็กทริคจะสร้างละอองชีวภาพในปริมาณที่สูงกว่าข้อกำหนดคุณภาพอากาศในอาคารดังกล่าว การจัดการอากาศอย่างเหมาะสมควรจะถูกพิจารณามาใช้เพื่อป้องกันการติดต่อโรคติดเชื้อทางอากาศ โดยเฉพาะในระหว่างการใช้หัวกรอเร็วและเครื่องพีโซอิเล็กทริคในการตัดฟัน และควรจะมีการกำหนดมาตรฐานระดับปริมาณของละอองชีวภาพที่เหมาะสมในคลินิกทันตกรรม
การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน
การพัฒนาวิธีการตรวจออกซิไดซ์ไลโพโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ โดยใช้เทคนิคการตรวจวัดบนกระดาษร่วมกับ Immunogold Silver Enhancement, สุจิตรา ต๊ะยามัน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery Disease, CAD) เป็นโรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรังที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่กล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน สาเหตุหลักเกิดจากไขมันและเนื้อเยื่อสะสม มีผลทำให้เยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในหนาตัวขึ้นและเกิดการอุดตัน จากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ox-LDL เป็นจุดเริ่มต้นของโรคดังกล่าว เนื่องจากมีคุณสมบัติต่างจาก normal LDL โดยไม่สามารถจับได้กับ LDL receptor ได้ แต่สามารถจับได้กับ scavenger receptor ที่ผิวเซลล์แมคโคฟาจจึงทำให้ ox-LDL สามารถเข้าเซลล์ได้อย่างไม่มีสิ้นสุด เกิดเป็นโฟมเซลล์ (foam cells) สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดเกิดเป็นรอยขีดไขมัน (fatty streak) ประกอบกับการกระตุ้นเกล็ดเลือดและเซลล์อิมมูน ทำให้เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันทางเดินของเส้นเลือด แม้ว่า ox-LDL จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคแต่การตรวจวัดระดับไขมัน ox-LDL ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ เนื่องจากชุดตรวจมีราคาแพง ใช้เวลาในการวิเคราะห์นาน และยังต้องใช้เครื่องมือที่มีความจำเพาะ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการตรวจวัดระดับ ox-LDL ด้วยเทคนิคการตรวจวัดบนฐานกระดาษร่วมกับ immunogold silver enhancement โดยออกแบบกระดาษกรองให้มีรูปแบบเป็น microtiter plate อาศัยเทคนิค wax printing ในการสร้างขอบเขต หาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับออกซิไดซ์กระดาษ เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการตรึงแอนติบอดี โดยเปลี่ยนเซลลูโลสเป็นหมู่แอลดีไฮด์ งานวิจัยนี้ได้นำสารละลายลิเธียมคลอไรด์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกซิไดซ์ร่วมกับสารละลายโซเดียมเพอร์ริออเดท พบว่ากระดาษที่ออกซิไดซ์แล้วสามารถคงสภาพนาน 72 ชั่วโมง และแอนติบอดีที่ตรึงไว้คงสภาพนานที่สุด 4 ชั่วโมง ทดลองวิเคราะห์วัดปริมาณ std. ox-LDL และ ox-LDL ที่เตรียมเองในห้องปฏิบัติการด้วยสภาวะเทคนิคดังกล่าว พบว่าสีปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจน อันเนื่องมากจากข้อจำกัดของความจำเพาะของแอนติบอดี การทำให้เกิดสีด้วย silver enhancement ซึ่งยังคงต้องมีการพัฒนาต่อไปเพื่อให้ผลการวิเคราะห์มีความชัดเจน นอกจากนี้ได้พัฒนากล่องถ่ายภาพเพื่อใช้เก็บผลการวิเคราะห์บนฐานกระดาษ ที่สามารถถ่ายภาพด้วยแสงและระยะที่คงที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายในภาคสนาม อย่างไรก็ตามแม้การพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ ox-LDL ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ยังพอได้แนวทางและต้นแบบในการศึกษาต่อไปในอนาคต
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
ประสิทธิภาพของยีน Tef ในการจัดจำแนกเชื้อ Aspergillus ที่เพาะได้จากผู้ป่วยไทย, ประภาพร คชพงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Aspergillosis เป็นโรคติดเชื้ออันตรายถึงแก่ชีวิต มีสาเหตุมาจากเชื้อราในจีนัส Aspergillus การวินิจฉัยโรคในปัจจุบัน การเพาะแยกเชื้อและจัดกลุ่มตามลักษณะทางสัณฐานวิทยายังคงเป็นวิธีมาตรฐาน การตรวจหา galactomannan มักใช้ตรวจวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น ในขณะที่เทคนิคทางอณูชีววิทยาอาศัยข้อมูลสารพันธุกรรมของ “its region” ในการจำแนกกลุ่มเชื้อระดับสปีชีส์ แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวถูกพิสูจน์ว่าสามารถจำแนกกลุ่มเชื้อราก่อโรคในคนในระดับสปีชีส์ได้ต่ำ ในด้านการรักษาสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus มักไม่ถูกนำมาพิจารณาร่วมเพื่อการเลือกกลุ่มยาแม้ว่ายังคงมีผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเนื่องจากเชื้อสาเหตุดื้อต่อยาต้านเชื้อรา ด้วยเหตุดังกล่าวเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสปีชีส์และรูปแบบความไวรับต่อยา การค้นหายีนที่สามารถจำแนกเชื้อ Aspergillus ในระดับสปีชีส์ได้อย่างแม่นยำจึงเป็นสิ่งจำเป็นยีน “tef-1α” เป็นสารพันธุกรรมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติสามารถจำแนกเชื้อราเส้นสายในระดับสปีชีส์ได้สูง ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้เปรียบเทียบผลการจำแนกกลุ่มเชื้อ Aspergillus ที่แยกได้จากผู้ป่วยจำนวน 227 ตัวอย่าง โดยใช้ข้อมูลสารพันธุกรรม “its region” และ“tef-1α” จากผลการศึกษาพบว่าสารพันธุกรรมจากยีน“tef-1α” (D=0.8461) มีความสามารถในการจำแนกเชื้อในระดับสปีส์สูงกว่าบริเวณ “its” (D=0.796) โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน section Fumigati ข้อมูลสารพันธุกรรมจาก “its region” สามารถแบ่งเชื้อกลุ่มดังกล่าวออกได้เพียง 1 สปีชีส์ คือ A. fumigatus ในขณะที่ยีน“tef-1α” สามารถแบ่งออกเป็น A. fumigatus และอีก 2 สปีชีส์ คือ A. lentulus และ A. udagawa ซึ่งเป็นเชื้อที่ดื้อต่อยา amphotericin B โดยกำเนิด โดยสรุป ผลจากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจำแนกสปีชีส์ของเชื้อ Aspergillus โดยใช้ยีนทุติยภูมิ “tef-1α” สามารถบ่งชี้กลุ่มยาที่เหมาะสมต่อการรักษาได้
Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana
Functional Characterization Of Pacific White Shrimp Litopenaeus Vannamei Heat Shock Protein 90 In Response To White Spot Syndrome Virus Infection, Warumporn Yingsunthonwattana
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Heat shock proteins (HSPs) are host chaperones that can be used by viruses to facilitate various steps of viral infections. In this study, we found that Litopenaeus vannamei heat shock protein 90 (LvHSP90) is a viral-responsive protein, due to a significant transcriptional and translational upregulation following white spot syndrome virus (WSSV) infection. Suppression of LvHSP90 significantly reduced WSSV infection which was corresponded with significantly decreased expressions of viral genes, including the immediate-early genes and viral DNA polymerase. Conversely, injecting shrimp with WSSV that had been co-incubated with a recombinant LvHSP90 (rLvHSP90) promoted WSSV infection as evidenced by an increased cumulative …
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
มโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ, ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์
มโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ, ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐ และเพื่อศึกษาเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์และหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ในประเทศไทยในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐโดยใช้แนวคิดมโนอุปลักษณ์ตามมุมมองภาษาศาสตร์ปริชานและหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ตามแนววัจนปฏิบัติศาสตร์ เก็บข้อมูลจากวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์และวาทกรรมสื่อภาครัฐในช่วงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และโรคโควิด-19 รวม 803 ตัวบท ผลการศึกษาพบมโนอุปลักษณ์เกี่ยวกับภาวะโรคระบาดใหญ่ 10 มโนอุปลักษณ์ ได้แก่ [การแพร่ระบาดของโรค คือ สงคราม] [การแพร่ระบาดของโรค คือ ภัยพิบัติ] [การแพร่ระบาดของโรค คือ กีฬาชกมวย] [โรคระบาด คือ คนร้าย] [โรคระบาด คือ บุคคล] [โรคระบาด คือ สัตว์ร้าย] [โรคระบาด คือ วิญญาณร้าย] [โรคระบาด คือ พืช] [โรคระบาด คือ มะเร็ง] และ [การแพร่ระบาดของโรค คือ การเรียน] มโนอุปลักษณ์ที่พบสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับโรคระบาดได้ 6 มุมมอง ได้แก่ 1) โรคระบาดเป็นภัยคุกคาม จึงต้องควบคุมป้องกันให้สิ้นสุดลงโดยเร็ว 2) โรคระบาดไม่สามารถควบคุมให้สิ้นสุดลงโดยง่ายและสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้ 3) โรคระบาดเป็นสิ่งน่ากลัว สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ 4) โรคระบาดเป็นการคุกคามสุขภาพที่ร้ายแรงถึงชีวิตและรักษาได้ยาก 5) โรคระบาดคือการแข่งขันกีฬา ผู้เข้าแข่งขันต้องทำคะแนนเพื่อป้องกันการถูกโจมตีตลอดเวลาและสามารถเอาชนะได้ในที่สุด และ 6) โรคระบาดเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องทำความรู้จักและปรับตัวเพื่อให้อาศัยอยู่ร่วมด้วยได้ เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบการสื่อสาร องค์ประกอบที่น่าจะมีผลต่อหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ ได้แก่ ฉาก ผู้ร่วมเหตุการณ์ จุดมุ่งหมาย ลำดับวัจนกรรม เครื่องมือ บรรทัดฐานการปฏิสัมพันธ์และการตีความ และประเภทของข้อความ ทำให้หน้าที่ของมโนอุปลักษณ์ที่พบมีหน้าที่ทั้งหมด 3 ด้าน ได้แก่ หน้าที่ด้านถ่ายทอดความคิด หน้าที่ด้านถ่ายทอดความคิดและบุคคลสัมพันธ์ และหน้าที่ด้านเรียบเรียงความ เมื่อเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ตามโรคพบว่าด้วยระยะเวลาการแพร่ระบาดที่ยาวนานไม่เท่ากันและความรุนแรงที่ต่างกันทำให้พบมโนอุปลักษณ์ต่างกัน มโนอุปลักษณ์ที่พบต่างกันในการแพร่ระบาดทั้งสองครั้ง ได้แก่ [การแพร่ระบาดของโรค คือ กีฬาชกมวย] และ [โรคระบาด คือ มะเร็ง] เมื่อเปรียบเทียบมโนอุปลักษณ์ตามวาทกรรมพบมโนอุปลักษณ์ในวาทกรรมสื่อหนังสือพิมพ์มากกว่าวาทกรรมสื่อภาครัฐซึ่งสัมพันธ์กับบทบาทการรายงานข่าวสาร ขณะที่มโนอุปลักษณ์ในวาทกรรมสื่อภาครัฐแม้ว่าจะพบน้อยกว่าแต่ก็มีบทบาทสำคัญในการชี้แนะให้ผู้รับสารปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติบางอย่างรวมไปถึงกำหนดบทบาทหน้าที่และควบคุมสังคมในยามวิกฤต สำหรับหน้าที่ของมโนอุปลักษณ์เมื่อพิจารณาตามประเภทวาทกรรมมีความต่างกันที่หน้าที่ถ่ายทอดความคิดและบุคคลสัมพันธ์ที่เด่นชัดกว่าในวาทกรรมสื่อภาครัฐจากบทบาทในการผลิต เผยแพร่ ผลิตซ้ำ และตอกย้ำอุดมการณ์บางอย่างเพื่อชักจูงโน้มน้าวผู้รับสาร ผลการศึกษาแสดงให้เห็นบทบาทของภาษาในการถ่ายทอดความคิดด้วยการนำสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าและประสบการณ์ที่ใกล้ตัวกว่ามาเปรียบเทียบกับโรคระบาดให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและสภาวการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นบทบาทของภาษาในภาวะวิกฤตที่นอกจากจะมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นยังมีหน้าที่กำหนดความคิดของคนในสังคมเพื่อทำให้ภาวะโรคระบาดที่เกิดขึ้นกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro
Crispr-Cas12a-Based Detection And Differentiation Of Mycobacterium Spp., Peeraphan Compiro
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Mycobacterium species cause several vital human diseases, including tuberculosis (TB) and non-tuberculous mycobacterial (NTM) infections. TB is a chronic infectious disease caused by the Mycobacterium tuberculosis complex (MTBC). Additionally, non-tuberculous mycobacteria infections are caused by major NTM species, including Mycobacterium abscessus, Mycobacterium avium, Mycobacterium fortuitum, Mycobacterium kansasii, Mycobacterium gordonae, and Mycobacterium intracelulare, are medically necessary. Both groups of infections can lead to outbreaks in immunocompromised individuals and AIDS patients. It is crucial to differentiate between these two groups of mycobacterial infections, as they require distinct treatment approaches. However, initial diagnosis poses limitations in terms of time and diagnostic tools. Therefore, …
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด, ปรียาภรณ์ หงส์พิมลมาศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยเชิงพรรณนา นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ และความสัมพันธ์ระหว่างอายุ เพศ ระดับAlbuminในเลือด ชนิดของโรค ระยะของโรคมะเร็ง จำนวนครั้งที่ได้รับเคมีบำบัด โรคร่วม พฤติกรรมการดูแลตนเอง และกิจกรรมทางกาย กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่มาใช้บริการในแผนกผู้ป่วยนอกคลินิกโลหิตวิทยา โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จำนวน 114 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย โดยแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัด และแบบสอบถามกิจกรรมทางกาย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีคุณภาพดีทั้งความตรงเชิงเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการใช้สถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับยาเคมีบำบัดเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำ ร้อยละ 34.2 และส่วนใหญ่เกิดในครั้งแรกของการได้รับยาเคมีบำบัด ร้อยละ 48.7 และเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำเพียง 1 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 84.6 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่ำมากขึ้น ได้แก่ เพศหญิง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ระดับอัลบูมินในเลือดต่ำ (< 3.5 g/dL) เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองระยะแพร่กระจาย จำนวนครั้งที่ได้รับยาเคมีบำบัด และการมีโรคร่วม (OR=5.43, 1.68, 4.76, 1.62, 1.83, 2.33 ตามลำดับ p<.05) ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ท่าให้เกิดภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่าลดลงในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน่าเหลือง ได้แก่ กิจกรรมทางกาย (OR= 0.58, p<.05) และปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะไข้จากเม็ดเลือดขาวต่า ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และ ชนิดของโรคมะเร็ง (OR=0.62, 1.15 ตามล่าดับ p>.05)
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Exploring The Implementation Of National Strategic Plan On Antimicrobial Resistance In The Appropriate Use Of Antimicrobials, Shinnawat Saengungsumalee
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In August 2016, the Cabinets of Thailand approved the National Strategic Plan on Antimicrobial Resistance 2017-2021. The Strategy 5 of the National Strategic Plans aimed to enhance the public's understanding of antimicrobial resistance (AMR) and promote awareness of appropriate use of antimicrobials (AMU). This study aims to investigate the implementation process and activities of Strategy 5 and the factors contributing to the implementation process and activities of Strategy 5. The study was divided into 2 phases. Phase I used a descriptive survey study to answer the implementation process and activities of Strategy 5. Phase II used an in-depth interview with …
Radiosynthesis Of Novel 68ga-Labelled-Α-Cyclodextrin For Pet Imaging, Sirapop Sriaumpai
Radiosynthesis Of Novel 68ga-Labelled-Α-Cyclodextrin For Pet Imaging, Sirapop Sriaumpai
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Cyclodextrins (CDs) are cyclic oligosaccharides composed of glucose units linked by α-1,4 glycosidic bond. CDs are commonly used as pharmaceutical excipients and they offer versatile benefits in various industries. Recently, CDs have been promising for the application of medical imaging, especially nuclear medicine imaging. Herein, we aim to radiosynthesize 68Ga-alpha-cyclodextrin (68Ga-αCD) by directly radiolabeling Ga-68 to αCD. Briefly, Ga-68 was eluted, mixed with αCD solution and heated at 100 °C for 20 min. Subsequently, the reaction was allowed to cool down at room temperature. The resulting 68Ga-αCD was characterized using mass spectrometry (MS) and elucidated by in silico computational studies. …