Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 2491 - 2520 of 17318

Full-Text Articles in Entire DC Network

การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย Jan 2023

การพัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย, นวพร แก้วเปี้ย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) นำเสนอรูปแบบสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนแบบ 3 มิติร่วมกับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนารูปแบบ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา และด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ จำนวน 9 คน โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบประเมินรูปแบบ รูปแบบการจัดการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แบบประเมินชิ้นงาน โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อศึกษาพัฒนาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเปรียบเทียบ Dependent Sample T-Test ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ คือ 1) ผู้สอน 2) ผู้เรียน 3) เป้าหมายการเรียนรู้ 4) การวัดและประเมินผล และมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นกำหนดปัญหา ขั้นทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นสังเคราะห์ความรู้ ขั้นสรุปและประเมินผล ขั้นนำเสนอและประเมินผลงาน ผลการทดลอง พบว่า รูปแบบฯที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม และจากการใช้รูปแบบฯ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long Jan 2023

The Neuro-Immune Pathogenesis Of Mild Cognitive Impairment, Tran Chi Vinh Long

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to delineate the relationship between clinical symptoms of aMCI and affective symptoms in older adults without major depression (MDD) or dysfunctions in activities of daily living (ADL), and to assess the cytokine network in aMCI after excluding patients with MDD, examining the immune profiles of quantitative aMCI (qMCI) and distress symptoms of old age (DSOA) scores. This case-control study recruited 61 participants with aMCI (diagnosed using Petersen’s criteria) and 59 older adults without aMCI, excluding subjects with MDD and ADL dysfunctions. Three distinct dimensions were uncovered: Distress Symptoms of Old Age (DSOA), comprising affective symptoms, perceived stress, …


การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ Jan 2023

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงของผลรวมภาวะไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวกับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นระริก การศึกษาย้อนหลังในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ตั้งแต่ปี 2555-2566, เมธัส ปัญญาวงศ์ขันติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความสำคัญและที่มา : ในปัจจุบันการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายนั้นได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในผู้ป่วยหัวใจห้องบนเต้นระริก อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ป่วยจะใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายแล้วก็ยังเกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดได้ตามที่ต่างๆ มีการพยายามศึกษาหาความเสี่ยงต่างๆที่อาจส่งผลทำให้เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งปัจจัยที่เคยได้ถูกศึกษาและพิสูจน์ว่าส่งผลในแง่ส่งเสริมให้เกิดลิ่มเลือดมากขึ้นได้แก่ การรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และ การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้ จะรวมเอาปัจจัยทั้งสามปัจจัยข้างต้นเป็นปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด วัตถุประสงค์ : การศึกษานี้จัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือดและอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่ได้ใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย และเพื่อศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ระเบียบวิธีวิจัย : การศึกษาชิ้นนี้ได้รวบรวมข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยที่ได้รับการใส่อุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้ายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยก่อนทำหัตถการ ข้อมูลขณะทำหัตถการ การประเมินผู้ป่วยหลังจากใส่อุปกรณ์ การตรวจติดตามและประเมินอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือด จากนั้นจึงได้นำวิธีการทางสถิติเพื่อตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด และอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ รวมถึงประเมินความเสี่ยงของปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด ผลการศึกษา : การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยทั้งสิ้น 90 ราย โดนอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 74 ปี (พิสัย 54-93 ปี) ค่าเฉลี่ยของคะแนน CHA2DS2-VASc อยู่ที่ 5 คะแนน และ HAS-BLED อยู่ที่ 3 คะแนน มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 20 รายที่เกิดอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดหลังใส่อุปกรณ์ คิดเป็นอุบัติการณ์ 0.04 รายต่อปี อุบัติการณ์การเกิดการรั่วไหลของอุปกรณ์หลังการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด อยู่ที่ 11%, 14%, 25%, และ 42% ตามลำดับ และพบว่าปัจจัยสามปัจจัย (การเกิดลิ่มเลือดบริเวณอุปกรณ์ปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, การเกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการทำหัตถการปิดรยางค์หัวใจห้องบนซ้าย, ปัจจัยด้านอุปกรณ์ที่ส่งเสริมการเกิดลิ่มเลือด) มีความสัมพันธ์กับอุบัติการณ์การเกิดลิ่มเลือดภายหลังจากใส่อุปกรณ์อย่างมีความสำคัญทางนัยสถิติ (ค่า p


การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย Jan 2023

การศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 3ที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน, รณวิทย์ ตั้งเหล่าวัฒนชัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ ปัจจุบันการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ที่ได้รับการผ่าตัดและพบว่าเป็นมะเร็ง ระยะที่ 3 คือ การให้ยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ผลข้างเคียงของยาออกซาลิพลาตินทำให้เกิด การบาดเจ็บของท่อไซนูซอยด์ เกิดภาวะม้ามโตและเกล็ดเลือดต่ำตามมาได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อแผนการ รักษาและการรอดชีพของผู้ป่วย ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการรอดชีพที่5 ปี ของ ผู้ป่วยที่มีและไม่มีภาวะม้ามโตหลังได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาจากเหตุไปหาผลแบบย้อนหลังในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะที่ 3 ซึ่งได้รับการผ่าตัดและรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตรออกซาลิพลาติน ในโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ตั้งแต่พ.ศ. 2551 – 2560 เก็บข้อมูลการให้ยาเคมีบำบัด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และ วัดความเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามก่อนและหลังให้ยาเคมีบำบัด คำนวณปริมาตรม้ามจากภาพ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง ติดตามอัตราการรอดชีพและอัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ผลการวิจัย จากการศึกษาผู้ป่วยจำนวน 300 คนที่ได้รับการรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดสูตร ออกซาลิพลาติน มีผู้ป่วยที่เกิดภาวะม้ามโต 134 คน (ร้อยละ44.7) ไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่พยากรณ์การ เกิดภาวะม้ามโตหลังได้รับยาเคมีบำบัดในงานวิจัยนี้ พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้าม โต ร้อยละ 82.1และในกลุ่มไม่มีภาวะม้ามโต ร้อยละ 84.3 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ(P=0.604) อัตราการรอดชีพแบบปลอดโรคที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 64.2และ ในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 71.1 ไม่พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P= 0.202) จากการทดสอบข้อมูลภายหลังโดยกำหนดเกณฑ์ม้ามโตร่วมกันระหว่างขนาดม้าม(volumetric threshold criteria) และสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงของขนาดม้ามเทียบกับก่อนให้ยาเคมีบำบัด (percentage change criteria) พบอัตราการรอดชีพที่ 5 ปี ในกลุ่มที่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 68.2 และในกลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโตร้อยละ 84.5 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.048) ผู้ป่วยที่ มีภาวะม้ามโตเกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำรุนแรงกว่ากลุ่มที่ไม่มีภาวะม้ามโต อย่างไรก็ตามอัตราการลด และอัตราการเลื่อนยาเคมีบำบัดไม่แตกต่างกันในทั้ง 2 กลุ่ม


สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง Jan 2023

สุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, วริญญา เพริศพริ้ง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงสุขภาวะทางจิต การรับรู้คุณค่าในตนเอง ระดับความชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลี และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้น รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดังกล่าว โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการศึกษา และเก็บข้อมูลเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2566 จากแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุระหว่าง 20 – 40 ปี เป็นผู้ติดตามโซเชียลมีเดียประเภทเฟซบุ๊กแฟนเพจของศิลปินไอดอลเกาหลี เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดพฤติกรรมความชื่นชอบศิลปินเกาหลี แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบวัดสุขภาวะทางจิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Pearson correlation, One-way ANOVA, Independent T-test และ Stepwise multiple linear regression กลุ่มตัวอย่างมีทั้งสิ้น 241 คน อายุเฉลี่ย 28.6 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 80.5) เป็นแฟนคลับมาแล้วตั้งแต่ 0.08 - 22 ปี เฉลี่ยที่ 7.04 ปี ติดตามข่าวและผลงานของไอดอลเกาหลีผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Official page) ของวง (ร้อยละ 93.8) โดยติดตามผลงานทุกวัน (ร้อยละ 75.1) วันละ 1 – 2 ชั่วโมง (ร้อยละ 46.1) มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลีด้วยการซื้อสินค้าและผลงาน (ร้อยละ 85.5) รวมถึงชมคอนเสิร์ตหรือแฟนมีทติ้ง (ร้อยละ 80.9) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสุขภาวะทางจิตและการรับรู้คุณค่าในตนเองระดับสูง (ร้อยละ 42.3 และ ร้อยละ 39.0 ตามลำดับ) และชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีระดับปานกลาง (ร้อยละ 57.3) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการรับรู้คุณค่าในตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.768, p < 0.001) ขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตกับความชื่นชอบไอดอลเกาหลี หรือกล่าวได้ว่าระดับความชื่นชอบไอดอลเกาหลีไม่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิต ทั้งนี้สุขภาวะทางจิตของแฟนคลับไทยวัยผู้ใหญ่ตอนต้นอยู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ พบความแตกต่างของสุขภาวะทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในตัวแปรอายุ รายได้ อาชีพ การมีอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอดอลเกาหลี ซึ่งการรับรู้คุณค่าในตนเองและเหตุผลชื่นชอบไอดอลเกาหลีเพื่อหนีปัญหา เป็นปัจจัยทำนายสุขภาวะทางจิตได้ร้อยละ 57.4 โดยการรับรู้คุณค่าในตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวก (ß = 0.718, p < 0.001) ขณะที่เหตุผลชื่นชอบศิลปินไอดอลเกาหลีเพื่อหลีกหนีปัญหาต่างๆ มีความสัมพันธ์ทางลบกับสุขภาวะทางจิต (ß = -0.110, p = 0.020) ซึ่งการศึกษานี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ควรมีการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง ทักษะทางสังคม และการรับมือกับปัญหาที่เหมาะสมในประชากรกลุ่มนี้


การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร Jan 2023

การศึกษาประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินเพื่อป้องกันการเกิดไข้ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน, มุทิตา สุรกิจบวร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

หลักการและเหตุผล: การเกิดไข้ในภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดสูตรริทูซิแมบ ไซโคฟอสฟามาย วินคริสติน ดอกโซรูบิซิน และ เพร็ดนิโซโลน (R-CHOP) โดยประโยชน์ของการให้ยาต้านจุลชีพเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับ G-CSF ร่วมด้วย จึงยังไม่มีคำแนะนำมาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินประสิทธิภาพของยาลีโวฟลอกซาซินในการป้องกันการเกิดไข้ตามหลังการให้เคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ทำการศึกษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่ได้รับเคมีบำบัดสูตร R-CHOP ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2566 - 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 โดยแบ่งกลุ่มการศึกษาเป็น 2 กลุ่ม ให้ยาลีโวฟลอกซาซินขนาด 500 mg หรือยาหลอก รับประทานวันละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 7 วัน เริ่มหลังให้เคมีบำบัด 1 วัน ผู้ป่วยทุกรายได้รับ G-CSF โดยประเมินผลการศึกษาหลัก คือการเกิดไข้ ในระยะเวลาทั้งสิ้น 120 วันนับตั้งแต่เริ่มเคมีบำบัด และ ผลการศึกษารอง ได้แก่การเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากการติดเชื้อ การเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ การลดขนาดยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการเริ่มเกิดไข้ครั้งแรก และ ผลลัพธ์รวม ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 58 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 29 คน อายุเฉลี่ย 61 ปี อัตราการเกิดไข้ร้อยละ 10.3 และ ร้อยละ 37.9 ในกลุ่มที่ได้ยาลีโวฟลอกซาซิน และ ในกลุ่มที่ได้ยาหลอกตามลำดับ (P = 0.014) ยาลีโวฟลอกซาซินลดอัตราการเกิดภาวะไข้ร่วมกับเม็ดเลือดขาวต่ำ (ร้อยละ 3.4 เทียบกับ ร้อยละ 24.1, P = 0.022), การลดขนาดยาเคมีบำบัด (ร้อยละ 0 เทียบกับ ร้อยละ 17, P …


Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn Jan 2023

Effects Of Knowledge And Awareness Enhancement Program To Change The Consumption Behavior Of Cannabis-Containing In Food And Beverage Among Undergraduate Students In Pathum Thani Province Of Thailand: A Quasi-Experimental Study, Phannathat Tanthanapanyakorn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Since 2021, the societal acceptance of cannabis in various nations across Thailand has significantly catalyzed the integration of cannabis in food and beverages. Thailand Government Gazette at the end of July 2021 permitted the use of cannabis for medical, cosmetic, and food and beverage purposes. It might allow people, especially adolescents, to easily access cannabis with a high prevalence (69%). This research was a quasi-experimental study to investigate the effects of knowledge and awareness enhancement program for changing the consumption behavior of cannabis-containing food and beverages among undergraduate students of Pathum Thani province in Thailand.Phase 1 aimed to assess the …


Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra Jan 2023

Factors Correlated With Mental Health Help Seeking Of Mother In Postpartum Period In Jakarta, Indonesia, Malika Adila Fitra

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The postpartum period is a critical time for mothers, marked by significant physical and mental changes. During this time, mothers are vulnerable to issues like postpartum blues and depression. Early professional help can reduce the burden of these mental health problems, but barriers such as social stigma, lack of support, and personal reluctance often prevent mothers from seeking help. This study aims to explore the factors correlated with mental health help-seeking among postpartum mothers in Jakarta, using the Theory of Planned Behaviour and considering sociodemographic, social, and environmental factors. Despite the availability of mental healthcare facilities in Jakarta, help-seeking behavior …


Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan Jan 2023

Physical And Psychological Factors Associated With Non-Specific Low Back Pain Among Female Cleaners In Academic Settings, Kristsada Chaichan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The objective of this study was to determine the association between physical and psychological variables and the presence of NSLBP among female cleaners working in an academic setting. One hundred and ninety-nine female cleaners aged between 18 and 60 years old with and without LBP were asked to complete a set of self-reported questionnaires related to individual, work-related variables, quality of life, and the prevalence of NSLBP among cleaners. The binomial logistic regression analyses were used to determine the association between physical and psychological factors and the presence or of absence NSLBP. The results showed that the overall prevalence of …


นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ Jan 2023

นโยบายนวัตกรรมอาหารสนามแห่งความร่วมมือ การต่อสู้ทางนโยบาย และการจัดการปกครองเครือข่าย, ศรัญญา ปานเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของนโยบายนวัตกรรมอาหารของไทย อธิบายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบริบทเชิงโครงสร้าง เครือข่ายนโยบาย และผลลัพธ์นโยบายเมืองนวัตกรรมอาหาร รวมถึงเปรียบเทียบการจัดการปกครองเครือข่ายนวัตกรรมอาหารตามแนวทางการกำหนดพื้นที่ของเมืองนวัตกรรมอาหาร ผลการศึกษา พบว่า ในช่วงของการกำหนดนโยบาย บริบททางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายนโยบายและผลลัพธ์ของนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารโดยตรง ในขณะที่บริบททางความคิด เช่น แนวคิดนวัตกรรมอาหาร แนวคิดความมั่นคงทางอาหาร เป็นจุดยืนทางนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เพื่อให้การพัฒนาข้อเสนอทางนโยบายมีความชอบธรรม โดยการกำหนดนโยบายนี้อาศัยระบบความเชื่อในการหลอมรวมจุดยืนทางความคิดและทรัพยากรของแนวร่วมพันธมิตรแต่ละกลุ่มให้มีความสอดคล้องกัน จนนำไปสู่การผลักดันนโยบายเมืองนวัตกรรมอาหารได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ พบว่า แต่ละพื้นที่มีการจัดการปกครองเครือข่ายที่แตกต่างกันทั้งในด้านพันธกิจและวัตถุประสงค์ของเครือข่าย กลยุทธ์ที่ใช้ในการสร้างเครือข่ายและการเลือกพันธมิตร รูปแบบโครงสร้างความร่วมมือ และการกำกับดูแลเครือข่าย อย่างไรก็ตาม ทุกเครือข่ายมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ ความคาดหวังให้เมืองนวัตกรรมอาหารเป็นระบบนิเวศนวัตกรรมที่หลอมรวมโครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของประชาชนในพื้นที่


Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong Jan 2023

Impact Of Environment, Social, And Governance On Cost Of Equity: Evidence From Asia Pacific Markets, Panida Uaariyapoonpong

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study examines the impact of Environmental, Social, and Governance (ESG) performance, proxied by the ESG Combined Score, on the cost of equity (COE), measured by the CAPM, for companies in the Asia-Pacific region from 2015 to 2022. It also explores how this relationship is influenced by economic crises and market development levels. The findings indicate a negative correlation, where higher ESG performance leads to a lower COE. Specifically, the environmental and governance pillars are negatively associated with COE, similarly reducing equity costs, while the social pillar shows no significant effect. The research also studies the impact of economic conditions …


การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ Jan 2023

การวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียงที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ, นพวิชญ์ ลีลานภากาศ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เนื่องมาจากการก่อสร้างที่พักอาศัยที่มีอยู่ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นต้นเหตุของมลพิษทางอากาศและเสียง โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานก่อสร้าง งานวิจัยนี้จึงต้องการวิเคราะห์มลพิษทางอากาศและเสียง (PM 2.5, PM 10, NO2, CO, dB(A)) ที่เกิดจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้างที่พักอาศัยโดยเครื่องมือวัดส่วนบุคคลร่วมกับบันทึกวีดีโอ ซึ่งนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เซนเซอร์ตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียง และกล้องบันทึกวีดีโอมาประยุกต์ใช้ ทำให้ทราบค่าความเข้มข้นของมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของงานก่อสร้าง การตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงโดยทั่วไปวัดจากค่าเฉลี่ยของปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับตลอดช่วงเวลาทำงาน อีกทั้งเครื่องมือวัดมีขนาดใหญ่ มีราคาสูง และไม่สามารถทราบถึงกิจกรรมย่อยที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อแรงงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ได้ติดเครื่องมือวัดและกล้องบันทึกวีดีโอกับแรงงาน เพื่อให้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่แรงงานได้รับจากกิจกรรมย่อยของการก่อสร้าง โดยเมื่อมีปริมาณมลพิษเกินค่ามาตรฐานจะมีการแจ้งเตือนไปยัง Line Notify เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยโครงการได้ทราบถึงปริมาณมลพิษที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หลังจากนั้นประยุกต์ใช้เครื่องมือตรวจวัดมลพิษทางอากาศและเสียงกับโครงการก่อสร้างกรณีศึกษา 4 โครงการ ผลการทดสอบพบว่า กิจกรรมย่อยที่เกิดมลพิษมากที่สุด คือ เชื่อมโลหะโดยใช้ลวดเชื่อม มีปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 และ PM 10 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ เกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ตามเครื่องมือยังมีข้อจำกัดในเรื่องขีดจำกัดต่ำสุดและสูงสุดของเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดมลพิษได้


A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta Jan 2023

A Predictive Factors Of Intention And Behavior Toward Waste Separation Of Waterfront Communities: A Case Study Of Khlong Lat Luang Community Phra Pradaeng District Samut Prakan, Chadalak Samritthinanta

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research aims to study the factors influencing the intention and behavior of waste management among residents living along the Chao Mueang Canal in Phra Pradaeng District, Samut Prakan Province. The study employs quantitative research methods by collecting questionnaires from 114 households along the Chao Mueang Canal. Data analysis utilizes descriptive statistics, including frequency, percentage, mean, and standard deviation, to analyze the socio-economic aspects of the sample group. Inferential statistics, such as the independent t-test, One-way ANOVA, and Structural Equation Modeling (SEM), are used to analyze the factors influencing waste separation behavior and intention, with a statistical significance level set …


Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon Jan 2023

Criminal Justice System And The Environmental Views Of Ex-Offenders In Mauritius, Jean Laurent Stephen Lyajoon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The UN Sustainable Development Goals aims to promote environmentally friendly development across every aspect of life to mitigate the effects of climate change. However, the criminal justice system, despite bringing a significant contribution, is often overlooked when talking about this specific topic. Ex-offenders, upon their release from the prison system, are valuable assets who can contribute significantly to sustainable development which sometime are hindered due to harbored stigmas and perceptions from society. Therefore, this study aims to explore the factors, such as environmental, social and organizational, affecting the environmental attitude of ex-offenders in Mauritius and how it has been shaped …


Impact Of Microwave Synthesis Time On The Shape Of Silver Nanostructures And Their Antibacterial Activity, Nhat Hieu Hoang, Van Nghia Nguyen, Thi Tho Nguyen, Thi Mong Diep Nguyen Jan 2023

Impact Of Microwave Synthesis Time On The Shape Of Silver Nanostructures And Their Antibacterial Activity, Nhat Hieu Hoang, Van Nghia Nguyen, Thi Tho Nguyen, Thi Mong Diep Nguyen

Journal of Metals, Materials and Minerals

Silver is a well-known effective antibacterial and disinfectant material with relatively few side effects. Nanosilver derived from it, have strong antibacterial, antifungal and broad-spectrum antiviral properties. This study describes how the microwave synthesis durations of silver nanoparticles affect their shape, and the effect of the shapes of these nanoparticles on their antibacterial activity. The optical properties of the nanosilver were examined through UV-Vis absorption spectroscopy. The morphology of the grain was determined by transmission electron microscopy (TEM), and the crystallinity of the nanosilver was confirmed by X-ray diffraction (XRD). The antibacterial activities were assessed using bacterial pathogens Bacillus cereus and …


Synthesis Of Zinc Oxide Photocatalysts From Zinc-Dust Waste For Organic Dye Degradation, Wanwalee Promsuwan, Pornapa Sujaridworakun, Wuttichai Reainthippayasaku Jan 2023

Synthesis Of Zinc Oxide Photocatalysts From Zinc-Dust Waste For Organic Dye Degradation, Wanwalee Promsuwan, Pornapa Sujaridworakun, Wuttichai Reainthippayasaku

Journal of Metals, Materials and Minerals

Zinc-dust waste from a hot-dip galvanizing plant in the metal plating industry was successfully used as the starting material to synthesize zinc oxide (ZnO) nanopowder via a hydrothermal method. Effects of acid types in zinc-dust dissolving process and concentration of NaOH for precipitation on physical characteristics and photocatalytic activity of the synthesized ZnO were investigated. Elemental composition, phase and crystallite size, morphology with chemical composition, and specific surface area of the ZnO nanostructures were characterized by X-ray fluorescence spectroscopy (XRF), X-ray diffraction (XRD), scanning electron microscopy with energy dispersive X-ray spectroscopy (SEM-EDS), and gas adsorption-desorption analysis, respectively. The photocatalytic performance …


Synthesis, Characterization, And Application Of Zif-8 For Removal Of Cd, Ni, And Pb Ions From Aqueous Solutions: Optimization Of The Process By Response Surface Methodology (Rsm) Based On Central Composite Design (Ccd) Technique, Amir Khosravi, Maryam Randjbar, Razieh Habibpour Jan 2023

Synthesis, Characterization, And Application Of Zif-8 For Removal Of Cd, Ni, And Pb Ions From Aqueous Solutions: Optimization Of The Process By Response Surface Methodology (Rsm) Based On Central Composite Design (Ccd) Technique, Amir Khosravi, Maryam Randjbar, Razieh Habibpour

Journal of Metals, Materials and Minerals

A Zeolitic imidazolate framework-8 (ZIF-8) was synthesized by the solvothermal method of zinc nitrate hexahydrate and 2-methylimidazole in DMF to remove Cd(II), Ni(II), and Pb(II) ions from aqueous solutions. The synthesized ZIF-8 was distinguished by XRD, FT-IR, BET, SEM, EDX, TEM methods. Several significant variables were optimized with response surface methodology (RSM) to obtain the highest removal of metal ions. According to the achieved results, the aqueous solution pH values of 6.5, 6.5, and 6.0, ZIF-8 dosages of 0.05, 0.06, and 0.05 g⸳L-1, and metal ions initial concentrations of 50, 60, and 60 mg⸳L-1 were chosen as the optimum amount …


Feasibility Study Of Coconut Shell Biochar Production Using Community-Scale Biochar Kiln, Uraiwan Pongsa, Pasuree Lumsakul, Orajit Jamesang, Prasan Saengkhiao, Phoometh Sangrayub, Wichai Pumchan Jan 2023

Feasibility Study Of Coconut Shell Biochar Production Using Community-Scale Biochar Kiln, Uraiwan Pongsa, Pasuree Lumsakul, Orajit Jamesang, Prasan Saengkhiao, Phoometh Sangrayub, Wichai Pumchan

Journal of Metals, Materials and Minerals

The enormous coconut shell waste from local farmers and manufacturers has caused negative environmental and economic impacts in Thailand. A low-cost, small-scale pyrolysis kiln comprised of a cylindrical tank, gas circulating pipes, a kiln stand, and a manual drum lever was constructed and used to produce biochar from coconut shells in this study. The air intake and holding times for the biochar production process were varied. The biochar yield was 30.67% to 36.22%, or 4.6 kg to 5.4 kg per day per unit. The biochar porosity and fixed carbon content increased as the air intake and holding times were increased. …


Enhancing The Color Shade And Depth Of Linen Fabrics Dyed With Caesalpinia Sappan L. Wood Extract Using Metallic Salt Mordants, Thanika Hutakamol, Penwisa Pisitsak, Sarida Thongmee, Sinuntorn Srijanand, Thankamol Somrus Jan 2023

Enhancing The Color Shade And Depth Of Linen Fabrics Dyed With Caesalpinia Sappan L. Wood Extract Using Metallic Salt Mordants, Thanika Hutakamol, Penwisa Pisitsak, Sarida Thongmee, Sinuntorn Srijanand, Thankamol Somrus

Journal of Metals, Materials and Minerals

This study demonstrated natural dyeing of linen with a dye extracted from sappan wood (Caesalpinia sappan L.). Four metallic salt mordants, namely (NH4)2Fe(SO4)2, CuSO4, SnCl2, and AlK(SO4)2, referred to as Fe, Cu, Sn, and Al, respectively, were used to improve the dyeing properties. The influences of the pH, dye concentration, mordant type and concentration, and mordanting technique on the dyeing properties were investigated. Dyeing without mordants resulted in a reddish-brown fabric; however, different mordants produced a variety of color shades. In general, the mordant containing Fe yielded the highest color strength, generating a dark gray color very close to black. …


Cellulose-Based Fabrics Triboelectric Nanogenerator: Effect Of Fabric Microstructure On Its Electrical Output, Rawiwan Khwanming, Satana Pongampai, Naratip Vittayakorn, Thitirat Charoonsuk Jan 2023

Cellulose-Based Fabrics Triboelectric Nanogenerator: Effect Of Fabric Microstructure On Its Electrical Output, Rawiwan Khwanming, Satana Pongampai, Naratip Vittayakorn, Thitirat Charoonsuk

Journal of Metals, Materials and Minerals

At present, fabric-based triboelectric nanogenerator (TENG) has been paid attention and developed for self-power generation systems with wearability for E-textiles, especially cotton. However, there are many commercial cellulose-based fabrics with different fiber characteristics and fabric structures that gain possibility to effect on TENG performance and has been underreported. This work presents the fabrication of the textile TENG by using four types of commercial cellulose-based fabrics as friction layer and compare the electrical output efficiency relating their molecular structure, fabric structure and surface morphology characteristics. As shown by the electrical output, though all fabrics can generate electricity for TENG device, nevertheless, …


Review Of Materials, Functional Components, Fabrication Technologies And Assembling Characteristics For Polymer Electrolyte Membrane Fuel Cells (Pemfcs) – An Update, Arun Daya, Arputharaj Samson Nesaraj Jan 2023

Review Of Materials, Functional Components, Fabrication Technologies And Assembling Characteristics For Polymer Electrolyte Membrane Fuel Cells (Pemfcs) – An Update, Arun Daya, Arputharaj Samson Nesaraj

Journal of Metals, Materials and Minerals

Fuel cells use electrochemical processes to transform the chemical energy of a fuel into electrical energy, which is a key enabler for the shift to an H2-based economy. Because of their high energy conversion efficiency and low pollution emissions, fuel cells with polymer electrolyte membranes (PEMFCs) are regarded as being in frontline of commercialization for the transportation and automotive industries. However, there are two major hurdles to their future commercialization: cost and durability, which promote basic study and development of their components. In this article, we reviewed the materials, functional components, fabrication technologies and assembling characteristics related to PEMFCs. Platinum's …


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร Jan 2023

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี, จิรา ขอบคุณ, วารีวรรณ ศิริวาณิชย์, พรพรรณ พุ่มประยูร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรของนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุระหว่าง 15-19 ปี จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรอบรู้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร 6 ด้าน และ แบบประเมินพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ของกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน

ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง มีอายุเฉลี่ย16.86 ปี (SD = 0.97)  มีพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรอยู่ในระดับดีมาก (SD= 5.95) ผลการวิจัยพบว่ามีเพียงตัวแปรเพียงด้านเดียวที่ทํานายพฤติกรรมการป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<.05) คือ การตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

สรุป: ผลการวิจัยทำให้ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์เพื่อการพัฒนาศักยภาพของวัยรุ่นให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอต่อการตัดสินใจเลือกปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควรได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร Jan 2023

การเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช : การศึกษาเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง, ฉันทนา เคหะ, อุษณีย์ ฟองศรี, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, หรรษา พิมพ์พิพัฒน์, กัญชลิกา เสถียรวิจิตร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสาเหตุการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป


รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา แบบภาคตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 800 รายเป็นผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับการตรวจรักษาในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลศิริราช คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามสาเหตุที่มาเข้ารับบริการห้องฉุกเฉิน และ 3) แบบสอบถามปัจจัยการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติทดสอบของเยตส์ หรือสถิติฟิชเชอร์
ผลการวิจัย: สาเหตุของการเข้ารับบริการห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ได้แก่ ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ ร้อยละ 45.5 ผู้ป่วยไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน ร้อยละ 21.7 และผู้ป่วยไม่สะดวกมารับบริการในเวลาราชการ ร้อยละ 15.2 สำหรับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป พบว่า การรับรู้ขั้นตอนการลงทะเบียนของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (X2 = 6.11, p < .05)


สรุป: ผู้ป่วยที่รู้สึกว่ามีอาการของโรครุนแรงไม่สามารถรอได้ และผู้ป่วยที่ไม่ทราบบริบทการให้บริการห้องฉุกเฉิน เป็นกลุ่มผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินที่เข้ารับบริการห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการมากที่สุด และการรับรู้ขั้นตอนการให้บริการของหน่วยตรวจเฉพาะทางมีความสัมพันธ์กับการเลือกเข้ารับบริการด้วยอาการเจ็บป่วยลักษณะเดียวกันครั้งต่อไป ดังนั้น ควรมีการแนะนำขั้นตอนให้บริการหรือการนัดหมายของหน่วยตรวจเฉพาะทาง การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ เพื่อช่วยลดความแออัดของห้องฉุกเฉินได้


ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็ง ท่อน้ำดีระยะลุกลาม, ปวีณา พงษ์พันนา, นพมาศ พัดทอง, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลามก่อนได้รับโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ, ระยะได้รับโปรแกรมฯ ขณะอยู่โรงพยาบาล,  ระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯ ขณะอยู่ที่บ้าน และระยะติดตามผลหลังสิ้นสุดโปรแกรมฯ ในสัปดาห์ที่ 6

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยแบบ Quasi experimental with single-group time-series design ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเดียว ติดตามวัดผล 4 ครั้ง ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ที่นับถือศาสนาพุทธ อายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 24 คน  เครื่องมือวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมการดูแลวิถีพุทธ แบบประเมิน Functional  Assessment of Chronic Illness Therapy–Palliative Care (FACIT-Pal) ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ (Buddhist Death Acceptance Scale) ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .94 และ .73 ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างได้รับการพยาบาลตามปกติ และโปรแกรมการดูแลวิถีพุทธในโรงพยาบาล และนำไปปฏิบัติต่อที่บ้าน  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ(One-way repeated ANOVA)

ผลการวิจัย: คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน มากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 กับระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯ ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้มิติความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลในสัปดาห์ที่ 6 มากกว่าระยะก่อนได้รับโปรแกรมฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

สรุป: โปรแกรมฯสามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีระยะลุกลาม ทั้งในระยะได้รับโปรแกรมฯขณะอยู่ในโรงพยาบาล และระยะสิ้นสุดโปรแกรมฯขณะอยู่ที่บ้าน และโปรแกรมฯยังส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความผาสุกด้านจิตอารมณ์ในระยะติดตามผลได้


ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว Jan 2023

ผลของการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account ต่อความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรก, พรรณยุพา เนาว์ศรีสอน, จิรัญญา พวงแก้ว, จีระพร เพ็งสว่าง, เจนจิราพร วจนะศิริ, ธนัชชา ภูผานี, ปานฤดี แสงราม, ผกามาศ จักรคำ, ภาณุมาศ ศรีท้องแท้, เยาวเรศ อาทิตย์ตั้ง, วิโรจน์ บุตรแก้ว

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความรู้ในการเตรียมตัวคลอดของสตรีตั้งครรภ์แรกระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account กับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลปกติ และเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account

แบบแผนการวิจัย การวิจัยแบบกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีตั้งครรภ์แรกอายุครรภ์ตั้งแต่ 28-36 สัปดาห์ ที่รับบริการฝากครรภ์ ณ แผนกฝากครรภ์และวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลนครพนม จำนวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและควบคุมกลุ่มละ 15 ราย ซึ่งกลุ่มทดลองจะได้รับการเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Official Account และนำกลับไปใช้ที่บ้านนาน 1 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมจะได้รับการพยาบาลปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลทางสูติกรรม และแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอด ได้ค่าความเชื่อมั่น (KR-20) เท่ากับ .73 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา สถิติ Wilcoxon signed rank test และ Mann-Whitney U test

ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองมีความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวคลอดหลังทดลองมากกว่าก่อนทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป การเตรียมตัวคลอดโดยใช้ Line Application ส่งผลให้สตรีตั้งครรภ์แรกมีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดเพิ่มขึ้น และผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ในการเตรียมตัวคลอดสำหรับสตรีตั้งครรภ์ได้ เพื่อส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีความรู้ในการเตรียมตัวคลอดได้ด้วยตนเอง


ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา Jan 2023

ประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, ชนินาถ ชำนาญดี, จิราพร เกศพิชญวัฒนา

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา

วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำการเก็บข้อมูลภายหลังได้รับการรักษาและอยู่ในระยะที่ไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อจำนวน 16 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การบันทึกภาคสนามและการบันทึกเสียงสนทนา ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาตามวิธีการของโคไลซี

ผลการวิจัย: อธิบายประสบการณ์ของการเจ็บป่วยเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ 1) ประสบการณ์การรับรู้อาการเจ็บป่วย เริ่มแรกไม่ได้คิดว่าตนจะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อต้องเจ็บป่วยจึงทำให้พบกับความไม่สุขสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะมีอาการเหนื่อยมาก หายใจไม่ออก และเมื่อได้รับการรักษาแล้วพบว่าหลังจากการเจ็บป่วยร่างกายไม่เหมือนเดิม 2) ประสบการณ์ในการเข้ารับการรักษา ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนโชคดีที่เข้าถึงการรักษาแต่รู้สึกไม่ชินกับการรักษาที่ได้รับ ถูกจำกัดให้อยู่แต่ห้อง ทำกิจกรรมบนเตียงและได้รับการดูแลผ่านกล้องวงจรปิดและพูดคุยผ่านลำโพงจึงทำให้ขาดสัมพันธภาพกับผู้ดูแล 3) หลากอารมณ์ หลายความรู้สึกภายในใจ รู้สึกกังวล กลัวว่าจะไม่รอด เมื่อได้รักษาก็รู้สึกว้าเหว่ โดดเดี่ยว เนื่องจากต้องอยู่คนเดียวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปล่อยวาง ยอมรับและเข้าใจสภาพตามอายุที่เพิ่มขึ้น 4)ประสบการณ์ในการกลับเข้าสู่สังคม ภายหลังที่หายจากการเจ็บป่วย พบว่าถูกรังเกียจจากคนรอบข้างมีเพียงคนใกล้ตัวที่ให้กำลังใจ แต่อย่างไรก็ตามการเจ็บป่วยในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ทำให้ผู้สูงอายุต้องปรับตนเองในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

สรุป: ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เข้าใจประสบการณ์การเจ็บป่วยของผู้ป่วยสูงอายุที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ซึ่งสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการพยาบาลแบบเป็นองค์รวมที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยต่อความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, วันทนีย์ งามวงศ์, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดมะเร็งเต้านมหลังได้รับโปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม

รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดก่อนหลัง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ผ่าตัดในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มแบบเฉพาะเจาะจงเข้ากลุ่มควบคุมและทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่อายุ ชนิดผ่าตัดและการรับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัย คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ และ 3) โปรแกรมสนับสนุนข้อมูลผ่านไลน์แอปพลิเคชันร่วมกับการบริหารกาย-จิตแบบชี่กงวิถีไทยและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินความวิตกกังวลมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของคอนบาค .88 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบค่าที (t-test)

ผลการวิจัย: ความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมฯ ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯและต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมฯนี้สามารถลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดได้


ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองต่ออาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภท, สุภัสสรา สิมมา, สุดาพร สถิตยุทธการ, จินตนา ยูนิพันธุ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอาการซึมเศร้าของพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทก่อนและหลังได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง


รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา


วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พระสงฆ์อาพาธที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทตามคู่มือการวินิจฉัยตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช (ICD-10) ที่เข้ารับการบริการรักษาที่กลุ่มงานพยาบาลจิตเวชผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์จำนวน 15 รูป ได้รับการดูแลตามโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคอง 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าในผู้ป่วยจิตเภท และ 3) แบบประเมินสัมพันธภาพระหว่างบุคคล  เครื่องมือทุกฉบับได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.84 และ 0.90 ตามลำดับ ค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.92 และ 0.94 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนเมื่อมีการวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA)

ผลการวิจัย: อาการซึมเศร้าของพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคจิตเภทที่ได้รับโปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05

สรุป: การใช้โปรแกรมกลุ่มจิตบำบัดแบบประคับประคองในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภททำให้อาการซึมเศร้าในพระสงฆ์ที่อาพาธด้วยโรคจิตเภทลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้


ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร Jan 2023

ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว, กัมพล อินทรทะกูล, สุรีพร ธนศิลป์, ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัวรูปแบบการวิจัย: วิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยาของ Heidegger

วิธีดำเนินการวิจัย: คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ดูแลในครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักให้การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก บันทึกเทป วิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีของ van Manen (1990)  ข้อมูลอิ่มตัวจากผู้ให้ข้อมูล จำนวน 13 ราย

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 การให้ความหมายของความเจ็บป่วยด้วยมะเร็งระยะลุกลาม แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน และ 2) ยังหวังว่าการรักษาอาจจะช่วยให้หายได้ และส่วนที่ 2 ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านของผู้ดูแลในครอบครัว แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1) การดูแลเพื่อเพิ่มความสุขสบายไม่ทุกข์ทรมาน  2) การได้รับความช่วยเหลือสนับสนุน  และ 3) การเรียนรู้และการปรับตัวจากการดูแล

สรุป: ผลการวิจัยนี้นำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทีมสุขภาพในการส่งเสริมศักยภาพของผู้ดูแลในครอบครัวให้สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามที่บ้านได้


กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี Jan 2023

กระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุในโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง), ณฐพรรณ จรดล, วิวัฒน์ เหล่าชัย, เสาวลักษณ์ คูณทวี

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษากระบวนการและผลลัพธ์การจัดการความปวดของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุหลังผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ 24, 48 และ 72 ชั่วโมง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังเชิงพรรณนา

วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาเวชระเบียนย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ 2562-2564 จำนวน 80 ราย ในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดศัลยกรรมจักษุ โดยการสุ่มแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลโดยแบบบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคลและด้านสุขภาพ ผลลัพธ์การจัดการความปวด และกระบวนการจัดการความปวด เครื่องมือการวิจัยครั้งนี้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงวุฒิ ทั้งหมด 3 ท่าน ได้ค่าความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.0, .85 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย และสถิติ One sample t-test

ผลการวิจัย: ค่าเฉลี่ยคะแนนความปวดกับเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด (ค่าคะแนนความปวด ≤  3 คะแนน) หลังจากผู้ป่วยผ่าตัดทางจักษุที่มีคะแนนความปวดมากที่สุด ด้วยสถิติ One sample t-test พบว่าระยะเวลา 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ผู้ป่วยมีคะแนนความปวดสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานควบคุมความปวด อย่างไม่มีนัยสำคัญ (p= .244) และระยะเวลา 48 และ72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด พบว่าผู้ป่วยมีคะแนนความปวดอยู่ในระดับเกณฑ์ควบคุมความปวดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= .001 และ .001 ตามลำดับ)

สรุป: หลังผ่าตัดทางจักษุในระยะเวลา 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ผู้ป่วยจะมีคะแนนความปวดมากกว่า 3 คะแนน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดทางจักษุ ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณรอบๆดวงตาถูกทำลายจากการผ่าตัด ดังนั้นพยาบาลหรือแพทย์ผู้รักษา ควรมีการจัดการความปวดอย่างมีประสิทธิภาพให้เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น