Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 2461 - 2490 of 17318

Full-Text Articles in Entire DC Network

Innovative Design Process For Iot-Enabled Home Use Medical Device, Apiwat Thongprasert Jan 2023

Innovative Design Process For Iot-Enabled Home Use Medical Device, Apiwat Thongprasert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The transformative journey of healthcare is now shifting from hospital-based corrective care to the empowering realm of home-based preventive care. With the integration of Internet of Things (IoT) technology, the integration transforms medical devices into powerful tools with enhanced functionality, remote connectivity, and sensing capabilities. However, their true potential lies in their ability to adapt to users' lifestyles, highlighting the importance of emotional experience in daily routines. Thus, the success of these devices hinges on understanding factors related to users' perception and acceptance. However, startups and novice developers in the medical device sector face challenges in exploring these factors due …


การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง Jan 2023

การศึกษากระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการเพื่อสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ โดย แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ และดอน แบล็ค ในปีค.ศ. 1979, ชนิสรา ศรแผลง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและสังเคราะห์กระบวนการฝึกฝนการใช้จินตนาการในการแสดงที่จะสามารถนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ในละครเพลงเรื่อง เทล มี ออน อะ ซันเดย์ (Tell Me on a Sunday) อีกทั้งเพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะการร้องเพลงเพื่อนำเสนอตัวละคร เอ็มม่า ผ่านบทละครเพลงดังกล่าว โดยผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีการแสดง และฝึกซ้อมการแสดงควบคู่กับการฝึกฝนแบบฝึกหัดทางด้านการแสดงเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างตัวละคร เอ็มม่า ซึ่งความท้าทายของละครเพลงข้างต้นคือ จะมีเพียง 1 ตัวละคร ที่นำเสนอเรื่องราวบนเวที โดยมีการพูดคุยกับตัวละครอื่นที่ไม่ปรากฏบนเวที ดังนั้นนักแสดงจึงต้องใช้จินตนาการในการแสดงอย่างมากเพื่อทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วม และเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น วิธีการหลักที่ถูกใช้ในการพัฒนาและสร้างตัวละครในงานวิจัยนี้คือมนต์สมมติ (Magic If) โดยคอนสแตนติน สตานิสลาฟสกี (Constantin Stanislavski) ควบคู่ไปกับทฤษฎีการแสดงเกี่ยวกับการใช้จินตนาการ (Imagination) ของ สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการจดบันทึก การบันทึกวิดีโอการฝึกซ้อมและการแสดง ซึ่งมีการประเมินผลหลังจากนำเสนอผลงานการแสดงแล้วโดยการเก็บรวบรวมแบบสอบถามจากผู้ชมทั้งหมด 50 ชุด การประเมินการแสดงจากอาจารย์ที่ปรึกษาในรอบก่อนการแสดงจริง และมีการวิเคราะห์จากการพูดคุยจากการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิหลังจบการแสดง กระบวนที่สังเคราะห์ได้คือการฝึกฝนตามลำดับดังนี้ Magic If, Given Circumstances, Super Objective และการใช้แบบฝึกหัดเข้ามาช่วยพัฒนาระหว่างการฝึกซ้อม ซึ่งผลจากการฝึกฝนตามกระบวนการที่ได้มาทำให้ผู้วิจัยสามารถทำให้ผู้ชมเชื่อในสถานการณ์ของตัวละครได้ ผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมไปกับเหตุการณ์ที่ตัวละครกำลังประสบอยู่ และเห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงของตัวละครเอ็มม่า ในส่วนของผลของการฝึกฝนการร้องเพลงคือผู้วิจัยเกิดความมั่นใจในการร้องเพลงเพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวของตัวละครสู่ผู้ชมมากขึ้น และผู้วิจัยไม่เกิดความกังวลขณะที่กำลังแสดงอยู่เนื่องจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก่อนการแสดงจริง


The Relationship Between The Expression Of Stromal Cell Derived Factor-1 (Sdf-1) And Regional Acceleratory Phenomenon (Rap) In Orthodontic Tooth Movement After Tooth Extraction In Rats Model, Duangtawan Rintanalert Jan 2023

The Relationship Between The Expression Of Stromal Cell Derived Factor-1 (Sdf-1) And Regional Acceleratory Phenomenon (Rap) In Orthodontic Tooth Movement After Tooth Extraction In Rats Model, Duangtawan Rintanalert

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The stromal cell-derived factor 1 (SDF-1)/chemokine receptor type 4 (CXCR4) axis plays a key role in alveolar bone metabolism during orthodontic tooth movement (OTM). Herein, the effects of the SDF-1/CXCR4 axis on the regional acceleratory phenomenon (RAP) in OTM velocity and on changes in the surrounding periodontium after adjacent tooth extraction in rats were investigated. Six-week-old male Wistar/ST rats underwent left maxillary first molar (M1) extraction and mesial OTM of the left maxillary second molar (M2) with a 10-g force closed-coil spring. Phosphate-buffered saline, immunoglobulin G (IgG) isotype control antibody, or anti-SDF-1 neutralizing monoclonal antibody were injected at the M1 …


Effects Of ⍺-Lactalbumin Hydrolysate On Human Oral Squamous Cell Carcinoma Cell Lines, Agustina Putri Kintan Arini Jan 2023

Effects Of ⍺-Lactalbumin Hydrolysate On Human Oral Squamous Cell Carcinoma Cell Lines, Agustina Putri Kintan Arini

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background : Alpha-lactalbumin, the protein from human and bovine milk has been found to be promising as an alternative of anticancer agent Objective: To investigate the effects of lactalbumin enzymatic hydrolysate (LAH) on cell proliferation, migration, and mRNA expression of MMP on human squamous cell carcinoma (hSCC) cell lines, in vitro. Materials and Methods: Tongue (HSC-4 and 7) and pharyngeal (HN-30 and 31) hSCC cell lines were treated with a two-fold dilution of LAH (0.39-100 mg/ml). Cell viability and cell proliferation were examined by MTT assay. Cell migration was investigated by a scratch wound healing assay. Gene expression of metastasis-associated …


Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee Jan 2023

Right Of Association For Platform Workers In Thailand (A Case Study Of Food Delivery Platform Workers), Kanut Thamromdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Platform work has become the prominent form of employment in the last decade due to its unique features which are seemingly beneficial to workers, whether it is flexibility, autonomy, diverse job opportunities or ease of entry resulting in many people choosing to be platform workers working with platform providers on platforms. During the last decade, platform work has rapidly grown thanks to the advanced technology and innovative business models; however, it seems that Thai labour law focusing on traditional employment has not been adequately developed to catch up the growth of platform work in Thailand. Platform providers have classified platform …


Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana - Jan 2023

Α-Glucosidase Inhibitors From Rhynchostylis Retusa, Winartiana -

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

α-Glucosidase inhibitors are a group of anti-diabetic drugs that can help control blood sugar levels by hindering the breakdown of oligosaccharides and disaccharides into monosaccharides such as glucose, thus preventing intestinal absorption. Recent studies have shown that several plants in the Orchidaceae family produce secondary metabolites with α-glucosidase inhibitory activity. Rhynchostylis retusa, an orchid traditionally used for treating various diseases such as asthma, diabetes, and obesity, was investigated. The methanol extract of R. retusa showed significant inhibitory activity against the enzyme α-glucosidase, with 85.71% inhibition at a concentration of 100 µg/ml. The objective of this study was to isolate and …


การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่ Jan 2023

การศึกษาภาวะหมดไฟของนักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่, ธันย์ชนก เพชรอยู่

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสม เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล สภาวะเชิงลบของงาน สภาพแวดล้อมในงาน และความผูกพันในงานที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามของนปร. 100 คน และสัมภาษณ์เชิงลึกนปร.ที่ลาออกจากโครงการฯ 10 คน รวมถึงผู้บังคับบัญชาและผู้อำนวยการสถาบันฯ การวิเคราะห์ภาวะหมดไฟใช้ตัวชี้วัดจาก ระดับอาการเหนื่อยล้า การลดความสัมพันธ์กับงาน และภาวะสิ้นหวังต่อผลงาน โดยใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวนและสถิติถดถอยเชิงซ้อน รวมถึงการวิเคราะห์พรรณนาเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า อายุมีผลต่อภาวะสิ้นหวังต่อผลงานอย่างมีนัยสำคัญ (p-value = 0.014) สภาวะเชิงลบของงาน (p-value = 0.001) และสภาพแวดล้อมในงาน (p-value = 0.034) มีผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดภาวะหมดไฟ ทำให้ทราบว่า นปร.ที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเหนื่อยล้าที่สุด เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้น การเผชิญสภาวะเชิงลบของงานและสภาพแวดล้อมงานที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้าและภาวะสิ้นหวังมากขึ้น การขาดสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทำให้ความผูกพันในงานลดลงและลดความสัมพันธ์กับงาน เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ทำให้ต้องพบเจอกับสภาพแวดล้อมของงานที่ไม่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดระดับภาวะสิ้นหวังต่อผลงานที่สูงขึ้นเช่นกัน หากหน่วยงานไม่ได้สนับสนุนสภาพแวดล้อมของงานให้เหมาะสมและเพียงพอต่อการเผชิญกับสภาวะเชิงลบของงานจะทำให้ระดับความผูกพันในงานลดลง ซึ่งส่งผลถึงระดับการลดความสัมพันธ์กับงานนั้นสูงขึ้น แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟที่เหมาะสมจึงเป็นการมอบงานที่ท้าทายและมีคุณค่า เสริมสร้าง Growth Mindset และการแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานร่วมกัน ผู้บังคับบัญชาควรเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยง พร้อมทั้งสร้างความสุขที่ยั่งยืนในการทำงานเพื่อลดภาวะหมดไฟในอนาคต


ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย Jan 2023

ผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย, พนมพร พวงมะลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนักและไม่มีน้ำหนักที่มีต่อความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิกในนักกีฬาฟุตบอลชาย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงเป็นนักกีฬาฟุตบอลชาย อายุระหว่าง 18-25 ปี ที่มีความแข็งแรงสัมพัทธ์ในท่าแบคสควอทมากกว่าหรือเท่ากับ 1.5 เท่าต่อน้ำหนักตัว จำนวน 26 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละ 13 คน โดยวิธีจับคู่ ด้วยความแข็งแรงสัมพัทธ์ โดยกลุ่มทดลองฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบมีน้ำหนัก โดยใส่เสื้อถ่วงน้ำหนักที่ 8% ของน้ำหนักตัว และกลุ่มควบคุมฝึกพลัยโอเมตริกร่วมกับการฝึกเปลี่ยนทิศทางแบบไม่มีน้ำหนัก ฝึก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ระยะเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความแข็งแรง ความเร็ว พลังกล้ามเนื้อ ความคล่องแคล่วว่องไว และความสามารถด้านแอโรบิก ก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ โดยภายในกลุ่มใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ (One-way repeated measures ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ Bonferroni และระหว่างกลุ่มใช้สถิติ Independent Sample t-test กำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05ผลการวิจัยพบว่า หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา เวลาวิ่งระยะ 10 และ 20 เมตร พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด ความคล่องแคล่วว่องไวและความสามารถด้านแอโรบิกได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด แรงปฏิกิริยาในแนวดิ่งสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ 20 เมตร ความคล่องแคล่วว่องไว ความสามารถด้านแอโรบิกแตกต่างจากก่อนการฝึกและหลังการฝึก 4 สัปดาห์ และเวลาวิ่งระยะ 10 เมตร แตกต่างจากก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05หลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมสามารถพัฒนาความแข็งแรงสูงสุดของขา พลังกล้ามเนื้อสูงสุด ความเร็วสูงสุด เวลาวิ่งระยะ10 และ …


Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib Jan 2023

Batch And Fixed-Bed Adsorption Of Ciprofloxacin Using Magnetic Biochar From Macadamia Nutshell, Sakonsupa Damdib

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In this research, the utilization of macadamia nutshell as a potential adsorbent for ciprofloxacin (CIP) removal was investigated. The distinctive features of macadamia nutshell, characterized by its lignocellulosic composition and hardness, make it suitable as a precursor for synthesizing magnetic biochar, aimed at CIP adsorption in both batch and fixed-bed column processes. The influence of temperature activation and carbonization temperature on the properties of the resulting biochar was examined. Macadamia nutshell impregnated with a 0.10 M iron nitrate solution and carbonized under a nitrogen atmosphere at 800°C (MB-BI-800) exhibited the highest micropore and mesopore volumes, with values of 0.14 and …


Pharmacological Evaluation Of The Antirheumatic Activity Of Callicarpa Macrophylla Leaves Extracts By The Estimation Of Hepatic, Renal, And Inflammatory Markers, Harjinder Kaur, Ganesh N. Sharma, Mayur Bhurat Jan 2023

Pharmacological Evaluation Of The Antirheumatic Activity Of Callicarpa Macrophylla Leaves Extracts By The Estimation Of Hepatic, Renal, And Inflammatory Markers, Harjinder Kaur, Ganesh N. Sharma, Mayur Bhurat

The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences

Background: Callicarpa macrophylla is used in traditional medicine to treat many disorders including analgesic, antipyretic and anti-inflammatory. The aim of this study is to investigate the ethanolic and ethylacetate extracts of C. macrophylla leaves against rheumatoid arthritis (RA). Materials and Methods: Acute toxicity was studied in vivo to determine the toxic doses of the ethanolic and ethyl acetate extracts. Anti-rheumatic activity was also evaluated in vivo using formaldehyde and Complete Freund’s Adjuvant models in Wistar rats. After that paw volume was evaluated by the digital Vernier caliper and blood sample was taken by retro-orbital plexus route for the estimation of …


Ascorbic Acid-Loaded Poly(Lactic-Co-Glycolic Acid) Nanoparticles Incorporated Into A Polyacrylic Acid Gel As A Promising Tool For Site-Specific Oral Cancer Therapy, Nurul Ain Mohammad Hamdi, Ahmad Fahmi Harun Ismail, Muhammad Salahuddin, Widya Lestari Jan 2023

Ascorbic Acid-Loaded Poly(Lactic-Co-Glycolic Acid) Nanoparticles Incorporated Into A Polyacrylic Acid Gel As A Promising Tool For Site-Specific Oral Cancer Therapy, Nurul Ain Mohammad Hamdi, Ahmad Fahmi Harun Ismail, Muhammad Salahuddin, Widya Lestari

The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences

Background: Chemotherapy is commonly used in oral cancer therapy, especially as the disease advances. However, it is associated with terrible adverse effects and the occurrence of chemoresistance which causes treatment failure. Thus, discovering a new potential anticancer agent and developing a safe, effective, and non-invasive drug delivery are necessary. Objective: The objective of the current study is to develop ascorbic acid-loaded poly(lactic-co-glycolic) acid (AA-PLGA) nanoparticles incorporated into polyacrylic acid gel intended to treat oral cancer. Materials and methods: Double emulsion solvent evaporation method was used to fabricate AA-PLGA nanoparticles. Optimization was carried out in the primary emulsion based on multilevel …


Vegetable Oil-Based Cannabis: Its Cannabinoid Profiling And Photoprotective Effect On Uva-Irradiated Human Skin Keratinocytes, Nur Alfan Muhammad Zen, Kwanlada Kobtrakul, Petlada Khositanon, Kittipong Sanookpan, Visarut Buranasudja, Sornkanok Vimolmangkang Jan 2023

Vegetable Oil-Based Cannabis: Its Cannabinoid Profiling And Photoprotective Effect On Uva-Irradiated Human Skin Keratinocytes, Nur Alfan Muhammad Zen, Kwanlada Kobtrakul, Petlada Khositanon, Kittipong Sanookpan, Visarut Buranasudja, Sornkanok Vimolmangkang

The Thai Journal of Pharmaceutical Sciences

Vegetable oils serve as affordable, non-toxic, and eco-friendly solvents for plant extraction. Chemical fingerprinting shows that vegetable oil-based cannabis has a cannabinoid profile similar to that of organic solvent-based cannabis. All samples possess antioxidative effects as they contain several cannabinoids and other unidentified compounds, with rice bran oil-based sample exhibiting the strongest effect. Tetrahydrocannabinol (THC) and cannabidiol (CBD) content in sesame oil-based and perilla seed oil-based cannabis differed significantly from that in virgin coconut oil (VCO)-based cannabis. In addition, THC and CBD content in all vegetable oil-based samples prepared using the heating and frying method differed significantly from that in …


Factors Associated With Human Papillomavirus (Hpv) Vaccine Uptake Among Female Adults In Mudan District, Heze, Shandong, China: A Cross-Sectional Study, Cong Liu Jan 2023

Factors Associated With Human Papillomavirus (Hpv) Vaccine Uptake Among Female Adults In Mudan District, Heze, Shandong, China: A Cross-Sectional Study, Cong Liu

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Introduction: Cervical cancer ranks second globally in cancer-related deaths among women. There is evidence linking the incidence and risk of cervical cancer to the prevalence of human papillomavirus (HPV). HPV vaccination has the potential to prevent more than 90% of HPV-attributable cancers. However, the HPV vaccination rate in China is still low. Therefore, factors associated with HPV vaccination are required among those who never received the vaccine. Objective: China has implemented programs to promote HPV vaccination; however, the HPV infection rate is still very high in Shandong Province, especially Heze City, and there is no study on the vaccination factors …


Characteristics And Metagenomic Profiles Of Antimicrobial Resistance In Bacterial Community From Airborne Dust In Pig Farm, Si Thu Hein Jan 2023

Characteristics And Metagenomic Profiles Of Antimicrobial Resistance In Bacterial Community From Airborne Dust In Pig Farm, Si Thu Hein

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study was to explore bacterial communities and antimicrobial resistance in airborne dust from pig farms. Airborne dust, pig feces, and feed were collected from nine pig farms (n=9) in Thailand, including Nakhon Sawan, Chainat, Supan Buri, Lopburi, and Saraburi, during the rainy season from May to October 2022. The farms were selected based on the owners' willingness to participate in the study and the availability of veterinarians or animal health practitioners. Airborne dust samples were collected at three different locations of the selected pig house, including upwind and downwind (25 m from pig house), and inside (at the center …


นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์ Jan 2023

นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต, มูฮำหมัด อัซซอมาดีย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดการบริหารวิชาการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต 3) พัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ประชากร คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จํานวนทั้งสิ้น 154 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวน 111 โรงเรียน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรักษาการผู้อำนวยการ 111 คน รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการหรือครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ 111 คน ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาสามัญ 111 คน และครูกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชาศาสนา 111 คน รวมทั้งหมด 444 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมิน แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการคำนวณความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กรอบแนวคิดการบริหารวิชาการ ประกอบด้วย (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตร (2) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ (3) ด้านการวัดประเมินผล 2) องค์ประกอบกรอบคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต มี 6 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย (1) คุณลักษณะด้านหลักศรัทธาอิสลามและการปฏิบัติ (2) คุณลักษณะด้านความคิด (3) คุณลักษณะด้านการเรียนรู้ (4) คุณลักษณะด้านวุฒิภาวะ (5) คุณลักษณะด้านการปรับตัว และ (6) คุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม 2) ผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารวิชาการของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตามแนวคิดคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต พบว่า การวัดและประเมินผล มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงที่สุด รองลงมาคือ การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาหลักสูตร 3) แนวปฏิบัติที่ดีในการบริหารวิชาการประกอบด้วย 53 แนวทาง 4) นวัตกรรมการบริหารวิชาการ คือ นวัตกรรมการบริหารวิชาการเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะเยาวชนมุสลิมสำหรับสังคมโลกอนาคต …


บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา Jan 2023

บทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ, แพรศิริ อยู่สุข, ชลธิรศน์ คูหา

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัยสูงอายุเป็นช่วงปลายของชีวิตมนุษย์ ซึ่งมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เสื่อมลงตามธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการสูงอายุ (Geriatric syndromes) และเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและรุนแรงหลายระบบในร่างกายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที รวมถึงมีแนวโน้มการเกิดผลลัพธ์คลินิกที่ไม่ดี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุเป็นการประเมินสภาวะของผู้สูงอายุครอบคลุมทุกมิติสำคัญ ได้แก่ 1) ภาวะสุขภาพทางกาย 2) ภาวะสุขภาพจิตและการรู้คิด 3) สภาพแวดล้อมและสังคม และ 4) ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อค้นหาปัญหาสุขภาพและแหล่งประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับวางแผนให้การดูแลตามความต้องการและสภาพปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุครอบคลุมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดกลุ่มอาการสูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามบริบทการทำงานซึ่งมีผู้รับบริการจำนวนมาก ต้องคัดกรองภาวะเร่งด่วนที่คุกคามชีวิต และให้การพยาบาลในระยะฉุกเฉินก่อนเป็นลำดับแรก การคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุจึงมักถูกมองข้าม พยาบาลผู้สูงอายุถือเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพด่านแรกในการตั้งรับผู้รับบริการสูงอายุจึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับแนวทางการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุและการส่งต่อเพื่อดูแลรักษา บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอบทบาทพยาบาลผู้สูงอายุในการคัดกรองกลุ่มอาการสูงอายุในคลินิกผู้สูงอายุ อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป


ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต Jan 2023

ปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม, จันทร พูลพิพัฒน์, รัตน์ศิริ ทาโต

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยย้อนหลังแบบพรรณนาเชิงทำนาย

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมทุกระยะของโรคที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และโรงพยาบาลมะเร็งชลบุรี จำนวน 110 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกระยะเวลาการมาโรงพยาบาล แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม มีค่า KR-20 เท่ากับ .70 แบบสอบถามความกลัวการวินิจฉัยและการรักษา แบบสอบถามการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .88 และ .81 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ

ผลการศึกษา: 1) ระยะเวลาการมาโรงพยาบาลของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมตั้งแต่พบอาการผิดปกติ ครั้งแรกจนกระทั่งมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกมีระยะเวลาเฉลี่ย 119.45 วัน 2) ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม (Beta=-.447) และการได้รับแรงสนับสนุนทางสังคม (Beta=-.236) สามารถร่วมกันทำนายระยะเวลาการมาโรงพยาบาลเพื่อตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 24.70

สรุป: ผลการศึกษานี้สามารถใช้ข้อมูลไปใช้เป็นแนวทางให้กับพยาบาลในการพัฒนาโปรแกรมเพื่อลดระยะเวลาการตรวจครั้งแรกของผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมที่มารับการตรวจที่โรงพยาบาล


บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์ Jan 2023

บทบาทพยาบาลกับการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย: ประเด็นการยับยั้ง/การถอดถอนการรักษาพยุงชีพ, บุญสิตา ทิงาเครือ, พิรนันท์ ศิริ, นิชาภา พุมสอน, อิสระพันธ์ เรืองทอง, จันจิรา เพ็ญ, วาสินี วิเศษฤทธิ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

การตัดสินใจเชิงจริยธรรมเป็นกระบวนการที่ช่วยให้พยาบาลได้ตรวจสอบประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างเป็นระบบและเป็นองค์รวม โดยยึดหลักเหตุผลเชิงจริยธรรม พยาบาลผู้ตัดสินใจ  จะต้องรู้องค์ประกอบและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและสามารถเลือกกระทำหรือไม่กระทำในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้ เนื่องจากพยาบาลถือว่าเป็นบุคลากรทางด้านสุขภาพที่มีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากที่สุด ในหลายสถานการณ์ที่พยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นทางจริยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทความนี้แสดงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการการยื้อหรือยุติการมีชีวิตอยู่ในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ที่ท้าทายบทบาทของพยาบาล พยาบาลจึงมีบทบาทสำคัญที่จำเป็นต้องมีทักษะ ความรู้ และประสบการณ์หลายด้านในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย รวมทั้งทีมบุคลากรด้านสุขภาพต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในการดูแลประคับประคองด้านข้อมูลและด้านจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อเพิ่มความมั่นใจและศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายแบบองค์รวม ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและครอบครัว


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน, ปริฉัตร อยู่คง, เพ็ญพักตร์ อุทิศ, เมธีวัชร์ ชิตเดชะ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ต่อพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชนและผู้ดูแลหลักในครอบครัวจำนวน 42 ครอบครัว ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 21 ครอบครัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ 2) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน และ 4) แบบประเมินความสามารถในการจัดการตนเองและผู้ป่วยของผู้ดูแล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ เชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที

ผลการศึกษา: พฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุป: บุคลากรทางสุขภาพควรนำรูปแบบของโปรแกรมการจัดการตนเองและครอบครัวตามวิถีใหม่ไปใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันการป่วยซ้ำของบุคคลที่เป็นจิตเภทในชุมชน


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย Jan 2023

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม, พัชรินทร์ พรมโคตร, สุรีพร ธนศิลป์, กิตต์วดี ศักดิ์ศรชัย

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์การวิจัย: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมเพศหญิงอายุ 20- 60 ปี จำนวน 135 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย ความกลัวการกลับเป็นซ้ำของโรคมะเร็ง ความรอบรู้ทางสุขภาพ การสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

ผลการวิจัย: ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยของผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านม อยู่ในระดับปานกลาง

(=69.04, SD =11.78) ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบ กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (r=-.400) ความทุกข์ทรมานจากอาการ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (r=.324) และความกลัวการ กลับเป็นมะเร็งซ้ำมีความสัมพันธ์ทางบวก กับความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (r=.380)

สรุป: การประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย เช่น อาการ ความทุกข์ทรมานจากอาการและความกลัวการกลับเป็นมะเร็งซ้ำ จะช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการดูแลและ หาแนวทางการป้องกันการเกิดความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วยและภาวะแทรกซ้อนในผู้รอดชีวิตจากมะเร็งเต้านมในอนาคตได้


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน, อนงค์นาฎ คุณประสาท, เพ็ญนภา แดงด้อมยุทธ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลต่ออาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชน

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าและครอบครัวที่รับบริการในแผนกยาเสพติดและจิตเวชโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 ครอบครัว จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและคะแนนอาการซึมเศร้า สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว โดยกลุ่มทดลองได้รับการดูแลตามโปรแกรมฯ และกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแล 2) แบบประเมินอาการซึมเศร้าของBeck 3) แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้า 4) แบบวัดสัมพันธภาพในครอบครัว โดยเครื่องมือทุกชุดได้รับการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .81 ,1 และ 1 ตามลำดับ และมีค่าความเที่ยงสัมประสิทธิ์ของแอลฟาครอนบาคเท่ากับ .78, .86 และ .85 ตามลำดับ และนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบ t-test

ผลการวิจัย: 1) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) คะแนนอาการซึมเศร้าในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าที่ได้รับโปรแกรมฯ น้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

ข้อสรุป: โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดูแลสามารถลดอาการซึมเศร้าของผู้สูงอายุโรคซึมเศร้าในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์ Jan 2023

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการท้องอืดในผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง, กัญธิดา พันทรังษี, สุรีพร ธนศิลป์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์ : ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการ ท้องอืดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้อง

รูปแบบการวิจัย: วิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดครั้งเดียว

วิธีการดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องในโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี คัดเลือกแบบเจาะจง เข้ากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน จับคู่ อายุ จำนวนยาแก้ปวด และระยะเวลาในการผ่าตัด กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ หลังผ่าตัด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือวิจัยคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินอาการท้องอืด 3) โปรแกรมการจัดการอาการร่วมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าและเครื่องมือกำกับการทดลอง แบบประเมินอาการ      ท้องอืดมีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค .84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ สถิติการทดสอบความแปรปรวนแบบเกี่ยวข้อง (Repeated – measures ANOVA)

ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ามีอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05

สรุป: โปรแกรมฯ นี้สามารถลดอาการท้องอืดหลังการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีผ่านกล้องได้


ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด Jan 2023

ผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการ ตอบสนองและความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช, นลินนาฏ ธนบุญสุทธิ, สุรศักดิ์ มุลศรีสุข, จตุพร โยธา, นริศ ใจบริสุทธิกุล, สงคราม โชติกอนุชิด

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วย  วีดิทัศน์ต่อการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง  และความคาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทันทีหลังการทดลองและ 6 เดือนหลังการทดลอง

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง

วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนทั่วไป อายุมากกว่า 20 ปี ที่เข้ามารับบริการมุมสุขภาพ ตึกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลศิริราช จำนวนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 103 คน กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ กลุ่มควบคุมได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพตามปกติของโรงพยาบาล เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความรุนแรง แบบสอบถามโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง แบบสอบถามความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และแบบสอบถามความคาดหวังในความสามารถของตนในการปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติทดสอบที

ผลการวิจัย: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ ทำให้กลุ่มทดลองมีการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้โอกาสเสี่ยง ความคาดหวังในประสิทธิผลของการตอบสนอง และความ คาดหวังในความสามารถของตนเองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่ากลุ่มควบคุม (ทันทีหลังการทดลอง) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมเมื่อติดตาม 6 เดือน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05

สรุป: กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมกับสื่อการสอนด้วยวีดิทัศน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในหน่วยบริการด้านส่งเสริมสุขภาพอื่น ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงบริการ และมีความรู้ความเข้าใจอาการความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง มีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม


ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์ Jan 2023

ศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ : กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12, เพ็ญจันทร์ แสนประสาน, นัชชา สุนทรสวัสดิ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ: กรณีศึกษาพยาบาลเขตสุขภาพที่ 12

รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา

วิธีการดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพที่มีบทบาทหน้าที่ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดไร้รอยต่อเขต 12 จำนวน 40 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และ แบบประเมินสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่ ในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจไร้รอยต่อของ สมาคมพยาบาลโรคหัวใจ และทรวงอก (ประเทศไทย) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูล  ทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และสมรรถนะการพยาบาลตามบทบาทหน้าที่โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา

ผลการศึกษา : สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และ หลอดเลือดแบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทุกด้านตามลำดับดังนี้ 1. ความสามารถในด้าน การประเมินผู้ป่วย 2. ความสามารถในด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจ 3. ความสามารถด้านปฏิบัติการ ช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) 4.ความสามารถการบริหารยาผู้ป่วย และ 5. ความสามารถด้านการให้การพยาบาล และช่วยทำหัตถการในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบไร้รอยต่อ

สรุป: สมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพในการพยาบาลผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด แบบไร้รอยต่อมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางทั้งรายด้านและรวมทั้งหมด


Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd Jan 2023

Exploring The Barriers To Education And Employment For Hmong Women In Sapa, Vietnam, Connor John Kidd

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

In the mountainous region of Sapa, Vietnam, the Hmong community navigates the complex interplay of preserving their cultural identity amidst immense pressure to modernize. This thesis, centered on Hmong women, delves into their selective adaptation to contemporary challenges, particularly in education and employment. Using document research, a survey, and fieldwork this study draws from both historical data and firsthand accounts. These findings highlight significant disparities in educational attainment and employment opportunities when compared to the national average. Notably, issues of linguistic barriers, cultural priorities, and systemic underrepresentation emerge as primary obstacles. This research illuminates the unique socio-economic dynamics faced by …


ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร Jan 2023

ผลของการฝึกกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างที่มีต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล, ชุตินันท์ คงสาธิตพร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาผลของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่าง ส่งผลต่อสมรรถภาพของการหายใจและสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอล โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง 7 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน โดยใช้ค่าแรงดันในการหายใจเข้าสูงสุด (MIP) โดยใช้เครื่องมือ TU - Breath Training ในการฝึก ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการฝึกที่ความหนัก 50% MIP และกลุ่มควบคุมได้รับการฝึกที่ความหนัก 0% MIP ตามโปรแกรมที่กำหนด คือ 15 ครั้ง/ เซต ทั้งหมด 3 เซต 5 วัน/สัปดาห์ เป็นระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ โดยก่อนและหลังได้ทำการทดสอบตัวแปรด้านสรีรวิทยา ตัวแปรด้านสมรรถภาพปอด สมรรถภาพการหายใจ และตัวแปรด้านความสามารถที่แสดงออกทางแอโรบิก จากนั้นนำมาวิเคราะห์ผลทางสถิติโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าทีแบบรายคู่ และวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยการทดสอบค่าแบบอิสระ ผลการวิจัยพบว่าหลังการฝึก 4 สัปดาห์ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มมีการเพิ่มขึ้นของค่าความดันหายใจเข้าสูงสุด (MIP) ค่าการขยายตัวของทรวงอกระดับกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มด้านนสมรรถภาทางแอโรบิกไม่มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าในกลุ่มทดลองที่ได้รับแรงต้านจากการฝึก การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจเข้าแบบให้แรงต้านบริเวณทรวงอกส่วนล่างช่วยพัฒนาด้านสมรรถภาพของการหายใจ และมีแนวโน้มในการพัฒนาสมรรถภาพทางแอโรบิกในนักกีฬาวีลแชร์บาสเกตบอลได้


ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ Jan 2023

ผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความสามารถในการทรงท่าและความแม่นยำในนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลมทีมชาติ, ภัชรีญา เดชศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการฝึกการทรงตัวด้วยท่ายิงปืนแบบเฉพาะเจาะจงที่มีต่อความแม่นยำในการยิงปืนวิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักกีฬายิงปืนสั้นอัดลม อายุตั้งแต่ 20-35 ปี แข่งขันในระดับทีมชาติ จำนวน 5 คน ใช้เวลาในการวิจัย 8 สัปดาห์ แบ่งเป็นฝึกด้วยโปรแกรมที่มีการซ้อมเป็นปกติ 4 สัปดาห์ และฝึกเสริมด้วยโปรแกรมการทรงตัวด้วยท่าเฉพาะเจาะจงอีก 4 สัปดาห์ และฝึกสัปดาห์ละ 2 วัน โดยทำการทดสอบก่อน ระหว่าง และหลังการฝึกด้วยแบบประเมินการทรงตัว ได้แก่ แบบประเมิน Mini-BESTest และ Time Up and Go Test และทำการทดสอบความแม่นยำด้วยการยิงปืน นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติโดยทดสอบการแจกแจงข้อมูลแบบโค้งปกติของทุกตัวแปรโดยใช้ Shapiro-Wilk (พบว่าข้อมูลทุกตัวแปรมีการกระจายตัวปกติ) จึงทดสอบความแตกต่างของผลการทดสอบ สัปดาห์ 0 , 4 และ 8 โดยใช้ ANOVA repeated measure และหาคู่ต่างโดยสถิติ Bonferroni test เป็น Post hoc โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ P


กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ Jan 2023

กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจรีสอร์ตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษา คาลิมา รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต, พีชฮิลล์ โฮเต็ล และ อริญชย์นารา บางเทาบีช รีสอร์ท, ปานวาด ผลบำรุงวัชระ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นเดียวกันในประเทศไทยซึ่งมีอุดสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็เป็นภาคที่บริโภคพลังงานและสร้างผลกระทบมากมายเช่นกัน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการเข้าร่วมการรับรอง กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืน รวมถึงผลจากการดำเนินงานนั้น ของรีสอร์ตในจังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับ ทอง เงิน และทองแดง ระดับละ 1 กรณีศึกษา รวม 3 กรณีศึกษา และสรุปบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทยจากผลการศึกษาพบว่า 1) รีสอร์ตมีการปรับตัวสู่การเป็นที่พักที่มีการดำเนินการด้านความยั่งยืน โดยมีปัจจัยในการเข้าร่วมการรับรองโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คือ ปัจจัยด้านการต่อยอดทางธุรกิจ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมและที่ตั้ง และปัจจัยแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของผู้บริหาร 2) กลยุทธ์การดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่รีสอร์ตกรณีศึกษาเน้นมากที่สุด 4 หมวด ได้แก่ (1) ด้านการจัดการทรัพยากรและพลังงาน (2) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน (3) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง และ (4) ด้านการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากธุรกิจที่พักแรมเป็นการลงทุนในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อลดค่าใช้จ่าย รวมถึงพัฒนาบริการเพื่อสร้างรายได้ 3) ผลการดำเนินงานพบว่าค่าคะแนนภายใต้การดำเนินการด้านความยั่งยืนโดยรวมเป็นไปในทิศทางบวก อีกทั้งมุมมองผู้ประกอบการมองว่าการเข้าร่วมการรับรองดังกล่าวมีผลตอบรับที่ดี ทั้งจากผู้เข้าพัก พนักงาน และชุมชน โดยมองว่าทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้เข้าพักอาจมีข้อคิดเห็นในเชิงลบอยู่บ้าง เนื่องจากอาจขาดความเข้าใจในการดำเนินงานของรีสอร์ต จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ากรณีศึกษาระดับทองมีการดำเนินงานตามแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ที่สอดคล้องตามตัวชี้วัดของเกณฑ์โรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกรณีศึกษาระดับเงิน มีการดำเนินงานอย่างจริงจังใน 3 โครงการหลักอยู่เดิมจึงเป็นการเข้าร่วมโครงการเพื่อประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน และต่อยอดไปยังการรับรองและรางวัลด้านความยั่งยืนอื่น ขณะที่กรณีศึกษาระดับทองแดงที่มีข้อแตกต่างด้านที่ตั้ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน มีการบูรณาการร่วมกับการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดเป็นหลัก


ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล Jan 2023

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ในบริบทของการรับข้อมูลจากแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์, กฤติยา อนันตกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาถึง การรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่ โดยศึกษาตัวแปรทำนาย 4 ตัว คือ ปริมาณเวลาที่แม่มือใหม่ใช้เข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่สร้างโดยแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ พฤติกรรมในการชอบเปรียบเทียบตนเองกับแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ ความเชื่อมั่นในตัวแม่ออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์ และประสบการณ์การประสบความสำเร็จของแม่มือใหม่ในการเลี้ยงลูกช่วงขวบปีแรก กลุ่มตัวอย่างเป็นแม่มือใหม่จำนวน 81 คน ที่มีลูกคนแรกและคนเดียวอายุระหว่าง 1-3 ปี และติดตามแม่ที่เป็นออนไลน์อินฟลูเอนเซอร์เป็นประจำ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม และมาตรวัดตัวแปรต่าง ๆ ในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการถดถอยเชิงขั้น (hierarchical regression analysis) ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้ความสามารถในการเป็นแม่ของแม่มือใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประสบการณ์การประสบความสำเร็จในอดีต (ß = .522, p


กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา Jan 2023

กลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น, นันท์ปพร สิทธิยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 3) เพื่อสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 4) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ใช้การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสังเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. แนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตสำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประกอบด้วย 1) ความสำเร็จและศิษย์เก่า 2) การศึกษาและหลักสูตร 3) การให้และการมีส่วนร่วมกับชุมชน 4) การวิจัยและนวัตกรรม 5) ความยั่งยืนและวิทยาเขตอัจฉริยะ 2. ผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า วิธีปฏิบัติในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ มีทัศนคติที่ดี/เจตคติที่ดี เป็นพลเมืองดีในสังคม และมีสมรรถนะความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต มหาวิทยาลัยมีแนวทางดำเนินการตั้งแต่การสร้างกระบวนการรับนักศึกษา เมื่อได้รับนักศึกษาเข้าสู่มหาวิทยาลัย จะเข้าสู่กระบวนการ (process) พัฒนานักศึกษาตามหลักสูตร กิจกรรมเสริมหลักสูตร การสร้างทัศนคติที่ดีให้กับนักศึกษา 3. ผลการสังเคราะห์การดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏต้องมีแคมเปญ (Campaign) มีความเป็นสากลที่เท่าทันโลกการเปลี่ยนแปลง (Global) ควบคู่กับการพัฒนาท้องถิ่นชุมชนที่เป็นปรัชญามหาวิทยาลัยราชภัฏ (Local) ยุทธศาสตร์ที่ 2 การผลิตและพัฒนาครู ต้นกำเนิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏมาจากการผลิตครู (Legacy University) มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงต้องรักษาความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการพัฒนาหลักสูตรการผลิตและพัฒนาครูที่ทันสมัย ตรงตามความต้องการของวิชาชีพ และการบริการสังคม (Community Service) ด้วยกระบวนการ มหาวิทยาลัยเชื่อมโยงเครือข่ายราชภัฏ (Linkage University) ยุทธศาสตร์ที่ 3 การยกระดับคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นต้นแบบการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) พัฒนาบนรากฐานความยั่งยืนการประสานความร่วมมือกับท้องถิ่น ปรับตัว ความคล่องตัวและการปรับตัว(Agility and Adaptability) จัดการศึกษายกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมตามมาตรฐานสากล ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาระบบบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำหนดกลยุทธ์สู่การเป็น “G-L-O-C-A-L มีความเป็นสากลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” 4. ผลการพัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พบว่า …