Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Digital Commons Network™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University

Discipline
Keyword
Publication Year
Publication
Publication Type

Articles 1231 - 1260 of 17317

Full-Text Articles in Entire DC Network

ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์ Jan 2024

ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด


ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ Jan 2024

ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี, ชนม์นิภา ประดิษฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะเสียงผิดปกติในครูอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนสังกัดอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 373 คน ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วง เดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยด้านการทำงาน และแบบสอบถาม Voice Handicap Index (VHI) ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวแปร และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบโลจิสติก ผลการศึกษาพบว่า ครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 31-40 ปี สมรสแล้ว และมีประสบการณ์การสอนมากกว่า 10 ปี ความชุกของภาวะเสียงผิดปกติในกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ร้อยละ 25.7 โดยครูที่สอนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีความชุกของภาวะเสียงผิดปกติสูงถึงร้อยละ 63.6 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะเสียงผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเป็นหวัดบ่อยครั้ง (Adjusted OR = 3.75, 95% CI = 1.74-8.10), สถานะโสด (Adjusted OR = 2.61, 95% CI = 1.51-4.52), การดื่มสุราเป็นครั้งคราว (Adjusted OR = 2.07, 95% CI = 1.21-3.54) และการมีประวัติเสียงผิดปกติในครอบครัว (Adjusted OR = 6.10, 95% CI = 1.60-23.27) ในทางตรงกันข้าม ครูที่รู้วิธีป้องกันเสียงแหบมีความเสี่ยงต่อภาวะเสียงผิดปกติน้อยลง (Adjusted OR = 0.44, 95% CI = 0.26-0.76) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าภาวะเสียงผิดปกติในครูเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม และควรมีการพัฒนามาตรการเฝ้าระวังและส่งเสริมความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะเสียงผิดปกติในครูต่อไป


Mri-Based Radiomics Model From Mesorectal Fat To Predict Perirectal Lymph Node Status And Extramural Venous Invasion In Colorectal Cancer Patients, Yaniga Swaengdee Jan 2024

Mri-Based Radiomics Model From Mesorectal Fat To Predict Perirectal Lymph Node Status And Extramural Venous Invasion In Colorectal Cancer Patients, Yaniga Swaengdee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Colorectal cancer (CRC) is the third most common cancer worldwide and the incidence rate is rising in Asia. Perirectal lymph node metastasis (PLN) and extramural venous invasion (EMVI) are common and associated with poor prognosis in CRC patients. While total mesorectal excision is the gold standard for confirming PLN and EMVI, MRI is keys modality for staging. Radiomics, a technique that extracts quantitative features from medical images, allows for the development of predictive models for PLN and EMVI. This study aimed to build and evaluate a predictive model based on mesorectal fat radiomics from MRI images to improve PLN and …


Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen Jan 2024

Cytokine Levels In Malignant Pleural Effusion: Comparison Between Expandable And Non-Expandable Lung, Jarudul Phocharoen

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Lung expandability is crucial for successful pleurodesis in malignant pleural effusion (MPE); however, pleurodesis failure can occur despite meeting expandability criteria. Objectives: To study pleural fluid cytokines as potential biomarkers for predicting lung expandability and pleurodesis outcomes in MPE. Methods: Sixty-eight patients with MPE were enrolled and classified into expandable (n = 34; pleural elastance ≤ 14.5 cmH2O/L or pleural apposition ≥ 75%) and non-expandable (n = 34; pleural elastance > 14.5 cmH2O/L and pleural apposition < 75%) lung groups. Pleural fluid cytokine levels were measured using multiplex assays and compared. Pleurodesis outcomes were assessed in the expandable lung group, and the diagnostic performance of these cytokines in predicting pleurodesis success was evaluated. Results: Pleural fluid cytokine levels, including transforming growth factor-β1 (TGF-β1), did not significantly differ between patients with expandable and non-expandable lungs, nor did they correlate with pleural elastance. However, within the expandable lung group, where 25% of patients experienced pleurodesis failure, TGF-β1 levels were significantly higher in the failure group (median [IQR]: 5,779.83 [3,924.54–9,705.53]) than in the success group (2,598.93 [1,425.35–3,294.35]; p = 0.003). A TGF-β1 cutoff of < 3,743.04 pg/mL demonstrated 90.48% sensitivity and 85.71% specificity for predicting pleurodesis success. Conclusion: Pleural fluid TGF-β1 may predict pleurodesis success in expandable lung, but its limited correlation with lung expandability and pleural elastance suggests complex biological and mechanical interactions.


ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม Jan 2024

ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ Jan 2024

สุขภาพจิตและกลไกทางจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร, จิรทีปต์ ชอบทำกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพจิต กลไกทางจิต และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 265 ราย ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2567 ด้วยแบบสอบถามที่ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านการทำงาน แบบสอบถามกลไกทางจิตฉบับภาษาไทย และแบบสอบถามวัดสุขภาพจิตคนไทยฉบับสมบูรณ์ 55 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน รวมถึงการวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบสองตัวแปรและพหุตัวแปรโดยใช้สถิติการถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่ขนขยะมูลฝอยร้อยละ 39.6 มีภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป และเมื่อควบคุมปัจจัยอื่น พบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การใช้กลไกทางจิตประเภทบิดเบือนภาพลักษณ์ตนเองหรือผู้อื่น (OR=3.50, 95%CI 1.64-7.46) การใช้กลไกทางจิตประเภทที่ช่วยลดความรู้สึกที่ไม่พึงประสงค์ (OR=2.86, 95%CI 1.49-5.48) ระดับการศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษาตอนต้น (OR=1.91, 95%CI 1.12-3.26) และความพึงพอใจต่อตารางการปฏิบัติงานในระดับต่ำ (OR=2.22, 95%CI 1.04-4.73) จากผลการศึกษาดังกล่าว องค์กรควรมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังสุขภาพจิต โดยกำหนดนโยบายคัดกรองสุขภาพจิตประจำปี และจัดให้มีระบบรายงานปัญหาสุขภาพจิตแก่หัวหน้างาน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต เช่น การให้ความรู้เรื่องการจัดการความเครียด ควรเสริมสร้างกลไกทางจิตที่เหมาะสมโดยฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ใช้กลไกทางจิตเชิงบวก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานเพื่อลดแรงกดดัน


ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)


การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล Jan 2024

การศึกษาปัจจัยเสี่ยงและตัวแบบทำนายของการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนมในโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูงประเทศไทย, กันตภพ ปัทมสิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: การดื้อยาต้านจุลชีพเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลกได้จัดให้เชื้อ เอนเทอโรแบคเทราเลสที่ดื้อต่อคาร์บาพีเนม (Carbapenem-resistant Enterobacterales: CRE) เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญสูงสุด ในประเทศไทยอัตราการดื้อยาของ CRE มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการติดเชื้อในกระแสโลหิตของเคลบเซลลานิวโมเนียอี (Klebsiella pneumoniae) ซึ่งพบมากกว่าสามในสี่ของผู้ป่วย CRE ทั้งหมด และมีอัตราการเสียชีวิตสูง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ความเสี่ยงของการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากของเคลบเซลลานิวโมเนียอีที่ดื้อต่อยากลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae) เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและให้ยาต้านจุลชีพได้อย่างเหมาะสมวิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงธันวาคม 2567 โดยมุ่งเน้นการระบุปัจจัยเสี่ยงและพัฒนาตัวแบบการทำนายสำหรับการติดเชื้อในกระแสโลหิตจาก carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในผู้ป่วยผู้ใหญ่อายุมากกว่า 18 ปีผลการศึกษา: เพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการดื้อยาน้อยกว่าเพศชาย (OR: 0.23, p = 0.031) ในขณะที่การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มคาร์บาพีเนม (carbapenem) (OR: 617.36, p<0.001) และประวัติการติด เชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อน (OR: 63.55, p < 0.001) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส าคัญที่สุด การติดเชื้อทะลุการได้รับยาในกลุ่มเบต้า-แลคแทมเมส อินฮิบิ เตอร์(β-lactam + β-lactamase inhibitors) (OR: 84.27, p = 0.004) และการมีประวัติการใช้ยาเซฟา โลสปอรินรุ่นที่ 3 หรือ 4 (3rd or 4th generation cephalosporins) (OR: 5.08, p = 0.038) ก็มีความเสี่ยงที่ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ตัวแบบการท านายนี้มีพื้นที่ใต้ Receiver operating characteristic curve เท่ากับ 0.9441 (95% CI: 0.91–0.98) สรุป: ประวัติการติดเชื้อหรือมีการตั้งถิ่นฐานของเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ในช่วง 90 วันก่อนการติดเชื้อ เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการดื้อยาในกลุ่ม carbapenems ตัวแบบการทำนายที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถช่วยให้แพทย์ใช้ยาต้านจุลชีพต่อเชื้อ carbapenem-resistant Klebsiella pneumoniae ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น


ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์ Jan 2024

ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …


Varian Halcyon Cone Beam Computed Tomography Dose Measurement By Radiophotoluminescent Glass Dosimeter, Kantida Jittrakool Jan 2024

Varian Halcyon Cone Beam Computed Tomography Dose Measurement By Radiophotoluminescent Glass Dosimeter, Kantida Jittrakool

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Cone beam computed tomography (CBCT) is widely used as the primary imaging method in image-guided radiation therapy. The Varian Halcyon system (Varian Medical Systems, Palo Alto, CA, USA) requires daily imaging prior to each patient’s treatment. This study focuses on comparing the radiation doses to normal organs across all available kV-CBCT protocols on the Varian Halcyon system. Radiophotoluminescent glass dosimeters (RPLGD) were used to measure doses, placed inside an Alderson Rando phantom positioned at specific anatomical sites including the head, thorax, breast, and pelvis. CBCT scans were performed using preset protocols, with no modifications to parameters. The average organ dose …


ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล Jan 2024

ความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดทีเซลล์ในผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม, กมลชนก ตันโชติกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมเป็นภาวะการอักเสบมากผิดปกตินำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลว โดยในผู้ใหญ่มักเกิดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที ซึ่งมักจะมีการพยากรณ์โรคแย่กว่าสาเหตุอื่น การตรวจหาเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่มีต้นกำเนิดเดียวกันจึงมีความสำคัญในการวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความชุกและการพยากรณ์โรคของโรคความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ทีเซลล์ในภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรม ที่ได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจทางพยาธิวิทยาและการตรวจความเป็นต้นกำเนิดเดียวกันจากดีเอ็นเอ งานวิจัยรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมจากเกณฑ์วินิจฉัยปีค.ศ. 2004 ที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็ง อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 ถึงพฤศจิกายน 2567 นำชิ้นเนื้อหรือเลือดจากไขกระดูกมาสกัดดีเอนเอและใช้เทคนิคการหาลําดับนิวคลีโอไทด์แบบใหม่ (Next generation sequencing: NGS) หรือใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสร่วมกับแคปิลารีอิเล็กโตรโฟรีซิส (PCR-CE) เพื่อตรวจหาการจัดเรียงตัวของยีนแสดงตัวรับบนผิวเซลล์ (T cell receptor gene rearrangement: TCR-beta/gamma) ส่วนการพยากรณ์โรคใช้การวิเคราะห์การรอดชีวิตแบบ Kaplan-Meier ผลการศึกษา พบผู้ป่วยที่มีภาวะฮีโมฟาโกไซติกซินโดรมทั้งหมด 109 ราย เป็นผู้ชาย 60% และมีค่ามัธยฐานอายุที่ 48 ปี มีสาเหตุของโรค ได้แก่ มะเร็ง (41.3%) การติดเชื้อ (30.3%) โรคภูมิต้านตนเอง (11.0%) ไม่ทราบสาเหตุ (9.2%) และจากการกลายพันธุ์ของยีน HAVCR2 (8.3%) พบภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดทีที่ผิดปกติ 24 คน (22%) จำแนกเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Extranodal NK/T cell lymphoma (ENKTL) (28.8%), Peripheral T cell lymphoma (PTCL) (15.5%) และ เม็ดเลือดขาวชนิดทีมีต้นกำเนิดเดียวกันแต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่ (8.9%) ที่ระยะติดตามค่ามัธยฐาน 54 วัน กลุ่มผู้ป่วย 24 รายที่มีความผิดปกติของทีเซลล์ มีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (HR 2.012, 95%CI: 1.219-3.322, p=0.006) โดยมีค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตอยู่ที่ 1.13 เดือน โดยมักมีระดับไฟบริโนเจนต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (1.09 เทียบกับ 2.08, p=0.018) เทียบกับกลุ่มที่ไม่มีทีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกัน โดยสรุป …


Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit Jan 2024

Utility Of Cell-Free Dna Detection In Diagnosis And Prognostication Of Diffuse Large B-Cell Lymphoma, Kamolthorn Srisuwannakit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Diffuse large B-cell lymphoma (DLBCL) is the most common type of lymphoma and is potentially curable. Tissue biopsy for histopathology remains the gold standard for diagnosis. However, previous studies have demonstrated that plasma cell-free DNA (cfDNA) analysis, a non-invasive technique, is useful for the diagnosis of DLBCL. Objectives: To determine the sensitivity and specificity of IgH sequencing using plasma cfDNA from blood in DLBCL at diagnosis, and to evaluate the level of cfDNA and its clinical correlation. Methods: A single-center, case-control, prospective study was conducted at King Chulalongkorn Memorial Hospital between May 2024 and December 2024. Newly diagnosed DLBCL …


Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran Jan 2024

Comparison Of The Visual Clarity Between Intravenous Tranexamic Acid And Epinephrine-Diluted Irrigation During Arthroscopic Rotator Cuff Repair, Quang Son Tran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: To compare the effects of intravenous tranexamic acid (TXA) versus epinephrine (EPN)-diluted irrigation on visual clarity, surgical outcomes, and safety during arthroscopic rotator cuff repair.Methods: Patients aged ≥ 18 years old diagnosed with rotator cuff tears were randomized 1:1 into the TXA and EPN groups. The TXA group received an intravenous infusion of TXA (15 mg/kg) over 15 minutes before surgery, with normal saline used to irrigate during arthroscopy. The EPN group received irrigation with 0.33 mg of EPN (1:1000) diluted per liter of normal saline without intravenous TXA. Both patients and surgeons were blinded to the interventions. Visual …


Effects Of High-Intensity Inspiratory Muscle Training In Patients With Heart Failure With Mildly Reduced And Preserved Ejection Fraction: A Randomized Controlled Trial, Tran Huu Dat Jan 2024

Effects Of High-Intensity Inspiratory Muscle Training In Patients With Heart Failure With Mildly Reduced And Preserved Ejection Fraction: A Randomized Controlled Trial, Tran Huu Dat

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Inspiratory muscle weakness (IMW) associates with exercise intolerance and poor prognosis in heart failure with preserved (HF-pEF) and mildly reduced ejection fraction (HF-mrEF). Inspiratory muscle training (IMT) has shown promise in improving IMW and functional capacity, but evidence for high-intensity IMT (HI-IMT) remains limited, particularly in HF-pEF and HF-mrEF.Objective: This study aimed to assess the effects of an home-based 8-week HI-IMT program on inspiratory muscle strength, exercise capacity, echocardiographic parameters, and quality of life in patients with HF-pEF and HF-mrEF.Methods: A randomized, double-blind, controlled trial with a prospective design was performed with 40 patients. Participants were randomly allocated to …


การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์ Jan 2024

การเปลี่ยนแปลงของระดับ Gdf-15 และ Fgf-21 ในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงที่ได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก, กนกวรรณ เกษรปทุมานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background : ภาวะอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญและมีความสัมพันธ์กับโรคทางเมตาบอลิกรวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในกรณีที่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรม และการใช้ยาลดน้ำหนักโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง โกรทดิฟเฟอเรนชิเอชันแฟกเตอร์ 15 (GDF-15) และไฟโบรบลาสต์โกรทแฟกเตอร์ 21 (FGF-21) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการควบคุมความอยากอาหารและเมตาบอลิซึม โดยมีระดับสูงขึ้นในภาวะอ้วน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของระดับ GDF-15 และ FGF-21 ที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหาร และความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนัก การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการหายของโรคเบาหวาน Method : การศึกษานี้เป็นการศึกษาติดตามไปข้างหน้าในผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรงอายุ 18–70 ปี (ดัชนีมวลกาย ≥ 30 กิโลกรัม/ตร.ม.) ที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ถึงมิถุนายน พ.ศ. 2567 ได้รับการเจาะเก็บเลือดเพื่อตรวจระดับพลาสมาของ GDF-15 และ FGF-21 ร่วมกับพารามิเตอร์เมตาบอลิกอื่นๆ รวมไปถึงน้ำหนักและดัชนีมวลกายเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เมตาบอลิกและน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนการผ่าตัด และที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก Result: ในผู้ป่วย 47 รายที่เข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ระดับ GDF-15 ที่หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักที่ 6 เดือนไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับก้อนผ่าตัด แต่มีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนผ่าตัด ส่วนระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน โดยไม่มีความแตกต่างที่ 6 เดือน การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารแบบรู-เอ็น-วายผ่านกล้อง (RYGB) พบมีการเปลี่ยนแปลงของ GDF-15 และ FGF-21 มากกว่าการผ่าตัดกระเพาะอาหารแบบสลีฟผ่านกล้อง (LSG) โดยระดับ GDF-15 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 1 และ 3 เดือน และระดับ FGF-21 เพิ่มขึ้นที่ 3 เดือนอย่างมีนัยสำคัญ …


Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin Jan 2024

Efficacy Of Adjunctive Low-Level Light Therapy (Lllt) To Intense Pulsed Light (Ipl) For Meibomian Gland Dysfunction (Mgd): A Randomized Controlled Trial. (Allt+Ipl Study), Chatchada Kharuhayothin

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to evaluate the efficacy of low-level light therapy (LLLT) combined with intense pulsed light (IPL) compared to IPL alone in the treatment of meibomian gland dysfunction (MGD). In this prospective, double-blind, randomized controlled trial, 58 patients were randomized to receive either IPL with adjunctive LLLT or IPL alone across four weekly sessions. The primary outcome was lipid layer thickness (LLT), measured at baseline and at weeks 2, 4, 12, and 24. Secondary outcomes included meibum quality, gland expressibility, meiboscore, non-invasive tear breakup time (NIBUT), Ocular Surface Disease Index (OSDI), corneal and conjunctival staining, and tear cytokines (IL-1β, …


The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr Jan 2024

The Efficacy Of Distance Training In Movement Disorders Among Lao Final Year Medical Students Using Chulalongkorn Center For Excellence For Parkinson’S Disease And Related Disorders Curriculum, Appasone Phoumindr

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Medical education in the Lao People’s Democratic Republic (Lao PDR) is limited and supported by only one medical University, the University of Health Sciences. Despite the rising prevalence of neurological disorders, Laos has only nine neurologists and one movement disorder neurologist to care for patients. (Table 1).We implemented a pilot distance training programme to teach the movement disorders curriculum to undergraduate medical students, evaluating its effectiveness in enhancing their understanding and confidence in treating movement disorders. This programme utilised the Chulalongkorn Centre of Excellence for Parkinson’s Disease and Related Disorders curriculum (www.chulapd.org).A six-month distance training programme, integrating synchronous and asynchronous …


ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์ Jan 2024

ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …


Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran Jan 2024

Association Between Antenatal Covid-19 Vaccination And Neonatal Outcomes, Napatsorn Thewaran

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic has increased risks for pregnant women. In Thailand, a diverse range of COVID-19 vaccines is available, including mRNA vaccines, viral vector vaccines, and inactivated vaccines. This variety makes the Thai vaccination situation unique. This study aims to assess the association between antenatal COVID-19 vaccination and neonatal outcomes in Thailand, focusing on adverse outcomes such as preterm birth, small for gestational age (SGA), stillbirth, abortion, congenital anomalies, 5-minute Apgar score


Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon Jan 2024

Immunotherapeutic Properties Of Virus Like Particles Displaying Allergens In A Mouse Model Of House Dust Mite Allergy, Piyachat Patniboon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

House dust mite (HDM) represents one of the most prominent sources of allergens. The rising prevalence of HDM-induced allergic diseases such as allergic rhinitis, allergic asthma or atopic dermatitis is a major global health challenge. Allergen immunotherapy (AIT), by frequent administrations of HDM allergen extracts, is the unique treatment capable of alleviating the Th2-biased allergic response through the induction of immune tolerance. However, AIT faces limitations in terms of duration, efficacy and safety, explaining the poor patient adherence. Clinical efficacy of HDM extract-based AIT was shown to be dependent on the selection of patients sensitized to the two major HDM …


The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay Jan 2024

The Study On Elderly Hip Fracture, An Initial Management And Effect Of Sarcopenia In Elderly Hip Fracture, Sanzhar Artykbay

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

บทนำ: ภาวะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราการเจ็บป่วย อัตราการเสียชีวิต และภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาล วิธีการตรึงกระดูกก่อนผ่าตัดและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) ซึ่งเป็นภาวะที่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความแข็งแรง ส่งผลกระทบสำคัญต่อผลลัพธ์ของการผ่าตัดและการฟื้นฟู การศึกษานี้จึงมุ่งเน้นการประเมิน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิภาพของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด และความสัมพันธ์ระหว่างภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยกับการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดกระดูกสะโพก วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินความไม่ด้อยกว่าของรองเท้าบูทรักษาการหมุนเมื่อเทียบกับการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดและเพิ่มความสบายของผู้ป่วย เพื่อศึกษาผลกระทบของภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยต่อผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักสูงอายุ วิธีการ: การศึกษาที่ 1 ใช้การทดลองแบบสุ่มที่ควบคุมหลายศูนย์ในผู้ป่วย 97 รายเพื่อเปรียบเทียบรองเท้าบูทรักษาการหมุนกับการดึงผิวหนังในผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหักแบบอินเตอร์โทรแคนเทอริก การศึกษาที่ 2 ศึกษาผู้ป่วยสูงอายุ 60 รายที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแบบ Bipolar Hemiarthroplasty โดยประเมินภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยตามเกณฑ์ของกลุ่มทำงานในเอเชีย (AWGS) ผลลัพธ์การฟื้นฟูสมรรถภาพถูกประเมินด้วยดัชนี Barthel, การทดสอบ SPPB, คะแนน HHS และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสะโพกภายหลัง 3 เดือน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ใช้ Structural Equation Modeling (SEM) ผลการศึกษา: รองเท้าบูทรักษาการหมุนมีประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่าการดึงผิวหนังในการลดความเจ็บปวดภายใน 24 ชั่วโมง และเพิ่มความสบายได้ดีกว่า (คะแนน ICQ: 82.0 เทียบกับ 76.8, p=0.0015) ในขณะที่ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยส่งผลกระทบเชิงลบต่อผลลัพธ์ทุกด้าน ได้แก่ ดัชนี Barthel (β=−17.53 ...


Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan Jan 2024

Depletion Of Oxalate In High-Oxalate Beverages By Positively Charged Particles, Sukrita Aungsuthan

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Excessive dietary intake of oxalate is a key risk factor of calcium oxalate (CaOx) nephrolithiasis. Therefore, limiting daily oxalate intake is recommended to prevent CaOx stone formation. Black tea and coffee are commonly consumed beverages that are rich in oxalate, and avoidance of tea and coffee consumption is relatively hard. In this study, therefore, we aimed to develop a novel tool for depleting oxalate in black tea and coffee. Since oxalate is negatively charged, we hypothesized that positively charged particles would be an effective tool for capturing and removing oxalate. Hydroxyapatite (HA) and calcium alginate (Ca-Alg) beads were fabricated and …


Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee Jan 2024

Visual Acuity Change In Non- Arteritic Anterior Ischemic Optic Neuropathy, Parinee Kemchoknatee

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Purpose: :To assess the potential influence of serum biochemical factors, specifically lipid profile parameters, on visual outcomes in patients with NAION. Patients And Methods :All patients diagnosed with NAION at Rajavithi Hospital between 1 January 2011and 31 December 2020 were retrospectively reviewed .The primary wutcome was defined as visual recovery, measured by an improvement of at least 0.2 logarithm of the minimal angle of resolution (logMAR) in their best corrected visual acuity (BCVA) at the 12 weeks follow up visit compared to the initial visit and determine whether those lipid profiles parameters are predictive of 12 weeks visual outcomes. Results: …


การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา Jan 2024

การแยกและการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนาดเล็กและความหลากหลายของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน Aedes Aegypti, จีริสุดา พรหมเพรา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ยุงลายบ้านเป็นพาหะสำคัญของโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น โรคไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา และโรคซิกา ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตทั่วโลก ไม่กี่ปีที่ผ่านมามีรายงานว่าสาหร่ายขนาดเล็กสามารถยับยั้งการเจริญของลูกน้ำยุงและส่งผลต่อจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของยุง ซึ่งเป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์ใหม่สำหรับควบคุมพาหะนำโรค เพื่อแยก เพาะเลี้ยง และตรวจสอบความสัมพันธ์และความหลากหลายของสาหร่ายขนาดเล็กและจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของลูกน้ำยุงและน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบ้าน จากจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงและเทคนิคเมตาบาร์โค้ด พบสาหร่ายขนาดเล็ก 10 สกุล ด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง และด้วยเทคนิคเมตาบาร์โค้ด 25 สกุล รวมถึงไดอะตอมในอันดับ Achnanthales โดยพบสาหร่ายขนาดเล็กจากทั้ง 2 วิธี 4 สกุล ได้แก่ Tetradesmus, Nannochloropsis, Monoraphidium และ Leptolyngbya และมี 2 สกุล คือ Tetradesmus และ Leptolyngbya ที่พบจากทั้งกระเพาะอาหารและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายบ้าน ส่วนจุลินทรีย์พบทั้งหมด 18 ไฟลัม โดยพบมากที่สุดทั้งในกระเพาะอาหารลูกน้ำและในน้ำจากแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเดียวกัน ได้แก่ ไฟลัม Proteobacteria, Planctomycetota และ Actinobacteriota ตามลำดับ สะท้อนถึงความสอดคล้องขององค์ประกอบจุลินทรีย์ระหว่างสิ่งแวดล้อมและตัวอ่อนของยุง บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงทางชีวภาพระหว่างสิ่งแวดล้อมและลูกน้ำยุงลายบ้าน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาวิธีควบคุมลูกน้ำยุงอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้


ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ Jan 2024

ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้


ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์ Jan 2024

ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา Jan 2024

ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์


Zinc Chloride Molten Salt Carbonization And Activation For Conversion Of Plastic Waste Into Porous Carbon, Theerawat Waiyaka Jan 2024

Zinc Chloride Molten Salt Carbonization And Activation For Conversion Of Plastic Waste Into Porous Carbon, Theerawat Waiyaka

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This research focuses on the development of a prototype of a continuous molten salt carbonization and activation process to convert plastic waste into porous carbon by improving the immersion of zinc chloride molten at 350°C under atmospheric conditions. The plastic wastes used in the study include polypropylene (PP) from plastic cups, polylactic acid (PLA) from plastic glasses, and polyethylene terephthalate (PET) from plastic bottles with a ZnCl2 to plastic waste ratio of 10:1 by mass. The experimental results showed that PET plastic yielded the highest amount of mesoporous carbon yield of 14.1% of the initial mass, followed by PLA at …


Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon Jan 2024

Regulation Amendment To Improve Thai Drug Importation Control System, Neeranart Potiyanon

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Background: Drug importation is critical for ensuring access to essential medicines in Thailand. However, the current system faces significant challenges, including outdated regulations, inefficient processes, and limited use of modern technology. This study aimed to identify regulatory and operational gaps and propose improvements to enhance the effectiveness of Thailand’s drug importation control. Methods: A two-phase mixed-methods study was conducted in Bangkok from 2019 to 2021. Phase 1 employed the Context, Input, Process, and Product (CIPP) model to analyze content from semi-structured interviews with 19 key informants representing both government and private sectors. In Phase 2, the Multi-Criteria Decision Analysis (MCDA) …


Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn Jan 2024

Thermally Conductive Adhesive Based On Carbon Quantum Dots/Graphene Nanoplatelets-Epoxy Composites For Electronic Packaging, Thanayuth Jongrungrotbaworn

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Conventional bottom-up synthesis of carbon quantum dots (CQDs) often requires extended reaction times, high energy input, and specialized equipment, limiting scalability and sustainability. In this study, we present an eco-friendly and energy-efficient method for synthesizing CQDs using H₂CO₃ as a carbon precursor at just 72 °C for 1 hour—representing one of the lowest reported synthesis temperatures and shortest reaction times using simple apparatus. Graphene oxide vacancies act as catalytic and nucleation sites, promoting the formation of CQDs under these mild conditions. The resulting CQD solution exhibits strong yellow photoluminescence, with a maximum emission at 533 nm and excitation-independence across the …