การศึกษาผลของปัจจัยภูมิภาคและเพศต่อการพยากรณ์อัตรามรณะของประชากรไทย,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การศึกษาผลของปัจจัยภูมิภาคและเพศต่อการพยากรณ์อัตรามรณะของประชากรไทย, เธียรธร จุฬานุตรกุล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตัวแบบพยากรณ์อัตรามรณะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือตัวแบบของลีและคาร์เตอร์ (Lee-Carter Model, LC) ซึ่งพิจารณาปัจจัย 2 ปัจจัยคือปีและอายุ และประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Singular Value Decomposition (LC-SVD) และตัวแบบ Lee - Carter ที่ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood Estimation (LC-MLE) งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อพยากรณ์อัตรามรณะประชากรไทยจำแนกตามปี ช่วงอายุ เพศ และภูมิภาค โดยใช้ตัวแบบ 2 ตัวแบบ ได้แก่ 1. ตัวแบบการถดถอยแบบพหุคูณไม่เป็นเชิงเส้น (Nonlinear Multiple Regression, NLMR) ซึ่งจะแบ่งชุดข้อมูลตามอายุจำนวน 5 ช่วงอายุ ช่วงอายุละ 20 ปี ได้แก่ 1-19, … , 80-99 ปี และ 2. ตัวแบบ 2-Tier Augmented Common Factor (2-TACF) ที่ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี MLE บนสมมติฐานที่ว่าจำนวนการตายของประชากรมีการแจกแจงแบบปัวซง จากการเปรียบเทียบความคลาดเคลื่อนของตัวแบบที่นำเสนอกับตัวแบบต้นฉบับ 2 ตัวแบบ ได้แก่ ตัวแบบ LC-SVD และ LC-MLE โดยใช้ค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (Mean Square Error, MSE) และค่าเฉลี่ยของร้อยละความผิดพลาดสัมบูรณ์ (Mean Absolute Percentage Error, MAPE) พบว่าตัวแบบโดยภาพรวมที่ให้ค่า MSE ต่ำที่สุด คือ LC-MLE ทั้ง In-Sample Data และ Out-Sample Data ส่วนตัวแบบโดยภาพรวมที่ให้ค่า MAPE ต่ำที่สุด คือตัวแบบ 2-TACF และ LC-SVD สำหรับ In-Sample Data และ Out-Sample …
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความผันแปรของคุณสมบัติเชิงกลหลังการอบอ่อนของเหล็กแผ่นรีดเย็น,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความผันแปรของคุณสมบัติเชิงกลหลังการอบอ่อนของเหล็กแผ่นรีดเย็น, เรืองยศ วิเชียรรักษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหล็กแผ่นรีดเย็นชนิดม้วน ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตโดยกระบวนการอบอ่อนแบบเตาอบ พบว่าค่าสมบัติเชิงกลของเหล็กแผ่นจะมีความผันแปรในแต่ละตำแหน่งของความยาวม้วน โดยปัจจัยสำคัญในกระบวนการอบอ่อนได้แก่ อุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ถูกนำมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความผันแปรของค่าสมบัติเชิงกล วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ทดลองโดยใช้เหล็กแผ่นรีดเย็นที่ผ่านกระบวนการรีดในอุตสาหกรรมที่สัดส่วนการถูกรีดในสัดส่วนการรีดที่เท่ากัน และนำมาผ่านกระบวนการอบอ่อนโดยควบคุมอุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ในห้องปฏิบัติการ โดยอุณหภูมิการอบอ่อน ได้แก่ 570, 610, 650, 700◦C และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ได้แก่ 0.5, 1, 2 ชั่วโมง จากนั้นนำชิ้นงานไปตรวจวัดค่าสมบัติเชิงกล ได้แก่ ค่าความเค้นคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด ค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว และค่าความแข็ง รวมถึงตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็ก ผลการทดสอบพบว่า (1) การเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อน ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อการลดลงอย่างของค่าความเค้นคราก ค่าความเค้นแรงดึงสูงสุด และค่าความแข็ง แต่ในส่วนค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว มีค่าสูงขึ้น (2) การเพิ่มเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อค่าสมบัติเชิงกลเช่นเดียวกันกับการเพิ่มอุณหภูมิการอบอ่อน (3) ที่อุณหภูมิการอบอ่อน 650◦C และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน 2 ชั่วโมง ให้ผลลัพธ์ค่าสมบัติเชิงกล มีค่าใกล้เคียงค่าเป้าหมาย (4) ขนาดของโครงสร้างจุลภาคในเนื้อเหล็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิในการอบอ่อนเพิ่มมากขึ้น (5) ปัจจัยได้แก่อุณหภูมิการอบอ่อน และเวลาที่ใช้ในการอบอ่อน นั้นส่งผลกระทบต่อความผันแปรของค่าสมบัติเชิงกลของชิ้นงานทดสอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการโรงแรมในความแตกต่างของชนชาติ,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพการให้บริการโรงแรมในความแตกต่างของชนชาติ, กาญจนสุดา อุ่นศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความแตกต่างของผู้รับบริการแต่ละชนชาติที่ส่งผลต่อคุณลักษณะคุณภาพบริการแตกต่างกันและ 2) ปัจจัยคุณลักษณะคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในแต่ละชนชาติ งานวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้เทคนิคตามมาตรวัด SERVQUAL ในการวิจัยเชิงสำรวจกับผู้รับบริการที่มาใช้บริการโรงแรมหรู ระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร ตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ทำการวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนา ประกอบด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐาน โดยการทดสอบด้วยวิธีการวิเคราะห์ความสำคัญและผลการปฏิบัติงาน สร้างโมเดลสมการโครงสร้างและการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานของการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้รับบริการแต่ละชนชาติมีคุณลักษณะคุณภาพบริการที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และความกลมกลืนของโมเดลสมการโครงสร้างมีความ สอดคล้องตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้ดังนี้ ค่าCMIN/DF เท่ากับ 3.428 ค่าGFI เท่ากับ 0.914 ค่าCFI เท่ากับ 0.971 ค่าRMR เท่ากับ 0.017 และค่าRMSEA เท่ากับ 0.078 แสดงให้เห็นว่า ชนชาติที่แตกต่างกันสามารถส่งผลต่อคุณลักษณะคุณภาพบริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คุณลักษณะคุณภาพบริการเป็นตัวแปรส่งผลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ท้ายที่สุดงานวิจัยได้อภิปรายผลและให้ข้อเสนอแนะในการสร้างความพึงพอใจจากคุณลักษณะคุณภาพบริการแต่ละชนชาติไว้อย่างสัมฤทธิ์ผล ซึ่งทำให้ความพึงพอใจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.15 เป็น 94.36
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน, กุลนิษฐ์ เอกนิพิฐสริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบิน ซึ่งทำการศึกษาการจัดวิธีการทำงานโดยใช้ Single Minute Exchange of Die method (SMED) และศึกษาการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานของชุด splicer โดยประยุกต์ใช้ Design of Experiment (DOE). เพื่อที่จะลดเวลาสูญเสียที่เกิดการรอคอยของเครื่องจักรและการรอคอยของพนักงาน โดยการปรับปรุงมี 3 ส่วนหลัก คือ การศึกษาการตั้งเครื่องจักรภายในและการตั้งเครื่องจักรภายนอก มีการเพิ่มพนักงาน 1 คนต่อกะ มาทำงานในตำแหน่งพนักงานตั้งค่าเครื่องจักรภายนอก เพื่อให้เครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินมีเวลาสูญเสียในการหยุดเครื่องจักรที่น้อยที่สุด และลดมูลค่าการเสียโอกาสในกรณีที่ไม่สามารถผลิตยางได้ตามความต้องการของลูกค้าได้ การศึกษาหาค่าที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งค่าพารามิเตอร์ของชุด splicer และการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร ข้อมูลหลังการปรับปรุงเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินจากเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 พบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 23 ม้วนต่อกะ เป็น 28 ม้วนต่อกะ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องตัดผ้าใบประกอบยางเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นด้วย จาก 81.3% เป็น 85.4 % และลดมูลค่าความเสียโอกาสในกรณีที่ไม่สามารถผลิตตามความต้องการของลูกค้าได้ถึง 36.4 ล้านบาทต่อปี
การออกแบบกระบวนการวิเคราะห์สำหรับการปรับปรุงระบบการผลิต,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การออกแบบกระบวนการวิเคราะห์สำหรับการปรับปรุงระบบการผลิต, จงกล สุขจำนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ระบบการผลิตต้องพบเจอกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่างๆ และความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นการปรับปรุงระบบการผลิตอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญอย่างมาก แต่ถึงอย่างไรระบบการผลิตส่วนมากก็จะมีองค์ประกอบและการดำเนินงานที่มีความซับซ้อน ทำให้ยากต่อการพิจารณาว่าควรดำเนินการปรับปรุงอย่างไร และหากดำเนินการปรับปรุงผิดพลาดก็จะส่งผลให้ต้องสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากร ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงต้องการนำเสนอกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิต เพื่อเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบได้ถึงประเด็นปัญหาที่สำคัญที่ระบบการผลิตจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุง และนำเสนอถึงแนวทางการปรับปรุงที่เหมาะสม โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการผลิตของระบบการผลิต ให้ได้มาซึ่งระบบการผลิตที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้ตามต้องการ และยังต้องตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้อย่างทันท่วงที ภายใต้การใช้ทรัพยากรและการจัดเก็บพัสดุคงคลังที่เหมาะสม โดยกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิตที่ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.) ข้อมูลนำเข้าสำหรับการวิเคราะห์ ซึ่งจะเน้นไปที่ตัวชี้วัดสมรรถนะของระบบการผลิตสำหรับใช้ในการประเมิน 2.) กระบวนการประเมิน เพื่อตรวจสอบถึงประเด็นปัญหาที่ระบบการผลิตควรต้องปรับปรุง และ 3.) แนวทางการปรับปรุงระบบการผลิต คือผลลัพธ์ที่แนะนำแนวทางในการปรับปรุงในรูปแบบของการปรับองค์ประกอบของระบบการผลิต โดยหลังจากนำกระบวนการวิเคราะห์ระบบการผลิตไปทดสอบใช้จริงกับระบบการผลิตกรณีศึกษา พบว่ากระบวนการนี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบถึงแนวทางการปรับปรุงที่เหมาะสม และผลกระทบของการปรับปรุงที่สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงได้จริง อีกทั้งยังสามารถดำเนินการวิเคราะห์ได้อย่างง่ายจากกระบวนการวิเคราะห์ที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน
การบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงเชิงคุณภาพสำหรับบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกที่มีการลดน้ำหนัก,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การบริหารจัดการและควบคุมความเสี่ยงเชิงคุณภาพสำหรับบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกที่มีการลดน้ำหนัก, ณัฐกานต์ ชูวงษ์วัฒนะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกเพื่อประหยัดต้นทุนวัตถุดิบลงนั้น ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์บางลง เมื่อนำเข้าสู่กระบวนการบรรจุที่มีแรงมากระทำต่อขวด ทำให้อาจเกิดข้อบกพร่องที่ไม่คาดคิดจำนวนมากขึ้นบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาประเด็นข้อบกพร่อง ประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงคุณภาพเบื้องต้น รวมทั้งดำเนินการจัดการลดข้อบกพร่องเชิงคุณภาพที่เกิดขึ้นจากการใช้บรรจุภัณฑ์ลดน้ำหนักในกระบวนการบรรจุ เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายการลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระดับคุณภาพที่องค์กรและลูกค้ายอมรับได้ โดยงานวิจัยนี้ได้ใช้หลักการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง ใช้เทคนิคเครื่องมือการวิเคราะห์ลักษณะข้อบกพร่องของกระบวนการและผลกระทบและการออกแบบการทดลอง เพื่อหาปัจจัยหลักและค่าปรับตั้งที่เหมาะสมต่อการใช้บรรจุภัณฑ์ลดน้ำหนักในกระบวนการบรรจุ รวมทั้งจัดทำแผนการควบคุมคุณภาพและเอกสารขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อใช้ในการควบคุมค่าการปรับตั้งให้เป็นไปตามที่ได้ปรับปรุงแล้ว
การประยุกต์ใช้สารหล่อเย็นน้อยที่สุดในการกลึงชิ้นงานดรัมไฮคลัช,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การประยุกต์ใช้สารหล่อเย็นน้อยที่สุดในการกลึงชิ้นงานดรัมไฮคลัช, ณัฐรดา ขำจีน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การกลึงเป็นกระบวนการหลักที่ใช้ในการแปรรูปชิ้นส่วนยานยนต์ และจากความต้องการผลผลิตที่มากขึ้น จึงต้องใช้ความเร็วในการตัด และอัตราการป้อนตัดที่สูง ซึ่งการตัดดังกล่าวทำให้อุณหภูมิในการตัดสูง เป็นสาเหตุให้อายุการใช้งานของมีดตัดลดลง ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพผิวของชิ้นงานแล้ว ยังส่งผลให้อัตราการผลิตต่ำลงด้วย จากการหยุดเครื่องจักรเพื่อทำการเปลี่ยนมีดตัดใหม่ ดังนั้นการใช้การใช้สารหล่อเย็น (คูลแลนท์) เป็นวิธีหนึ่งที่นิยมใช้เพื่อช่วยลดอุณหภูมิที่เกิดขึ้นขณะตัด ลดอัตราการสึกหรอของมีดตัด ช่วยยืดอายุการใช้งานของมีดตัด และชิ้นงานได้คุณภาพตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตามใช้การใช้สารหล่อเย็นก็ไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีเสมอไป จากต้นทุนที่สูงและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการใช้เทคนิค MQL จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เริ่มใช้มากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น งานวิจัยนี้ได้เสนอการใช้เทคนิค MQL มาใช้ทดแทนการตัดแบบเปียกที่ใช้ในกระบวนการผลิตปัจจุบัน โดยนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อศึกษาเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมสำหรับวัสดุเหล็กคาร์บอนเกรด SAPH370 ด้วยเครื่องมือตัดคาร์ไบด์ โดยเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมจะพิจารณาจากปริมาณสารหล่อเย็นน้อยที่สุด และอายุการใช้งานของมีดตัดสูงสุด ภายใต้ความขรุขระผิวเฉลี่ย (Ra) ไม่เกิน 1.2 ไมโครเมตร จากงานวิจัยนี้ได้เสนอเงื่อนไขการตัดที่เหมาะสมที่อัตราการป้อนตัด 0.10 มิลลิเมตรต่อรอบ ความเร็วในการตัด 300 เมตรต่อนาที และปริมาณการใช้สารหล่อเย็น 5 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง
ออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายสำหรับเกมคอมพิวเตอร์,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายสำหรับเกมคอมพิวเตอร์, ณัฐพล จิระรัตนานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้เล่นส่วนใหญ่ยังคงใช้แป้นพิมพ์มาตรฐานในการเล่นเกม ซึ่งแป้นพิมพ์ทั่วไปนั้น นอกจากจะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับกับมือของผู้ที่ใช้งานแล้ว ยังออกแบบมาสำหรับการพิมพ์งานพิมพ์ดีดทั่วไป ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในการเล่นเกมโดยเฉพาะ ส่งผลให้ผู้เล่นเกิดอาการเมื่อยล้า หรือส่งผลให้ไม่สามารถดึงศักยภาพสามารถของผู้เล่นออกมาได้ การออกแบบแป้นพิมพ์มือซ้ายที่ใช้สำหรับเกมคอมพิวเตอร์ ปรับให้รูปทรงและตำแหน่งของปุ่มตามหลักการยศาสตร์ และทดสอบกับอาสาสมัคร 10 คน เพศชาย อายุ ประสบการณ์ โดยทดสอบใน 3 วิธีการทดสอบ คือการทดสอบเวลาตอบสนองตามตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นบนจอแบบสุ่มด้วยโปรแกรมที่สร้างขึ้นเอง แล้วนำผลลัพท์ที่ได้เทียบกับแป้นพิมพ์มาตรฐาน การทดสอบโดยการเล่นเกมพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน และการทดสอบด้วยเกมที่มีความซับซ้อนและถูกใช้ในการแข่งขันประเภทกีฬาอีเล็กโทรนิก พบว่าผู้เล่นที่ใช้แป้นพิมพ์ของงานวิจัยนี้มีเวลาในการตอบสนองไม่แตกต่างจากการใช้งานในทุกระดับความยากที่เพิ่มขึ้นที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
การพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล Iso 50001:2018,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การพัฒนาระบบการจัดการพลังงานสู่มาตรฐานสากล Iso 50001:2018, จุฑามาศ พุดสีเสน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดบูรณาการระบบการจัดการพลังงานในประเทศไทย ได้แก่ การจัดการพลังงานตามกฎหมาย และการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001 (Energy Management System) โดยดำเนินการ เปรียบเทียบเนื้อหา ข้อกำหนดต่างๆ นำไปสู่การนำเสนอ ความสำคัญของการทำระบบการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001:2018 ซึ่งจะพบว่าทั้ง 2 ระบบนี้มีหลักการการดำเนินงานที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก จะแตกต่างกันเพียงรายละเอียดบางประการ องค์กรสามารถพัฒนาต่อยอดการดำเนินการจัดการพลังงานตามกฎหมายที่องค์กรต้องดำเนินการอยู่แล้วได้เลย ซึ่งปัจจุบันการจัดการพลังงานตามมาตรฐานสากล ISO 50001 ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานฉบับใหม่จากเดิม ISO 50001:2011 เป็น ISO 50001:2018 นอกจากนี้ ระบบมาตรฐานสากล ISO อื่นๆ ได้แก่ ISO 9001 และ ISO 14001 ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานเช่นเดียวกัน คือ ISO 9001:2008 เป็น ISO 9001:2015 และ ISO 14001:2004 เป็น ISO 14001:2015 โดย ISO พยายามที่จะปรับปรุงโครงสร้างให้อยู่ในระดับเดียวกัน คือโครงสร้างระดับสูง หรือที่เรียกกันว่า High Level Structure (HLS) บทพื้นฐานของ Annex SL เพื่อให้มาตรฐานนั้นสามารถบูรณาการร่วมกันได้ ดังนั้นงานวิจัยฉบับนี้จึงนำมาตรฐานทั้ง 3 มาตรฐาน คือ ISO 9001:2015, ISO 14001:2015 และ ISO 50001:2018 มาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อนำเสนอวิธีการช่วยให้องค์กรสามารถจัดการระบบ ISO 50001:2018 เข้าด้วยกันกับระบบของ ISO 9001:2015 และ ISO 14001:2015 ที่องค์กรดำเนินการหรือได้รับการรับรองแล้ว ร่วมกับระบบการจัดการพลังงานตามกฎหมาย
การปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าของแผงวงจรรวม ด้วยหลักการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าของแผงวงจรรวม ด้วยหลักการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น, ทิฆัมพร ศรีสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราของเสียที่เกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจร และหาค่าปรับตั้งปัจจัยของเครื่องจักรที่ใช้ในการทดสอบที่เหมาะสมเพื่อให้อัตราของเสียที่เกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจรมีค่าน้อยที่สุด ขั้นตอนการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาในงานวิจัยนี้เลือกใช้เครื่องมือแผนผังและสาเหตุหลังจากนั้นจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีผลต่ออัตราของเสียที่การเกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบทางไฟฟ้าเนื่องจากการเปิดของวงจร โดยใช้ FMEA ในขั้นตอนการปรับปรุงได้ทำการคัดเลือกเครื่องจักรโดยใช้หลักการคัดเลือกเครื่องจับงานที่เหมาะสมกับชิ้นงาน โดยอาศัยหลักการกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ จากนั้นทำการทดลองเพื่อหาค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของเครื่องจักรโดยอาศัยวิธีการพื้นผิวตอบสนองแบบส่วนประสมกลางชนิดแบบ Faced Central Composite Design: CCF จากการวิเคราะห์การออกแบบการทดลองเบื้องต้น พบว่าที่ระดับนัยสำคัญที่ 0.05 ปัจจัยที่มีผลต่อตัวแปรตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญเพื่อนำไปปรับปรุงหาระดับของปัจจัยที่เหมาะสม คือ B ความสูงของคานยกเข็มทดสอบ 100 ไมโครเมตร, C จำนวนครั้งในการทำความสะอาดเข็มทดสอบ 372 touchdown/time. นอกจากนั้นทางผู้วิจัยได้จัดทำแผนควบคุม และวิธีการปฏิบัติงานใหม่ของการตั้งค่าเครื่องจักรเพื่อสร้างเป็นมาตรฐานในการตั้งค่าเครื่องจักรให้แก่พนักงานควบคุมเครื่องจักรต่อไป หลังจากปรับปรุงกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าพบว่าอัตราของเสียหลังการปรับปรุงโดยเฉลี่ยอยู่ 0.0045% หรือ 45 ตัวในหนึ่งล้านตัว (45 PPM) โดยก่อนปรับปรุงกระบวนการอัตราของเสียลดลงจากก่อนปรับปรุงเท่ากับ 2.2355% คิดเป็นร้อยละ 99.79 ของ % ของเสียในกระบวนการก่อนปรับปรุง และสามารถลดความสูญเสียได้ 1,322,926 บาทต่อปี
ความสัมพันธ์ระหว่างตำเเหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำด้วยวิธีจำลองสถานีงานกับข้อมูลขนาด สัดส่วนร่างกายผู้สูงอายุ,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ความสัมพันธ์ระหว่างตำเเหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำด้วยวิธีจำลองสถานีงานกับข้อมูลขนาด สัดส่วนร่างกายผู้สูงอายุ, นพมาศ เวียงเกตุ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
หนึ่งในปัญหาการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุ คือไม่สามารถระบุตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำที่เหมาะสมได้ เนื่องจากมาตรฐานความสูงที่ใช้ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างที่มีช่วงอายุหรือเชื้อชาติที่แตกต่างกันหรือเป็นฐานข้อมูลที่ล้าสมัย โดยการกำหนดความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำมาจากการอนุมานเทียบกับขนาดสัดส่วนร่างกายในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเหมาะสมสำหรับการออกแบบให้กลุ่มบุคคลทั่วไปหรือห้องน้ำสาธารณะ เนื่องจากผู้สูงอายุมีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยจากวัยปกติทั่วไป ดังนั้นการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุควรใช้หลักการออกแบบเฉพาะรายบุคคล ซึ่งมีวิธีการหาตำแหน่งความสูงอุปกรณ์ห้องน้ำได้หลายวิธีได้แก่ การวัดโดยตรงจากการจำลองสถานีงาน หรือการอนุมานค่าจากสมการจะช่วยลดต้นทุนการออกแบบ การหาความสัมพันธ์ดังกล่าวในงานวิจัยนี้ใช้อาสาสมัครเป็นผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อายุ 60-75 ปี จำนวน 100 คน (ชาย 45 คน และหญิง 55 คน) โดยผู้เข้าร่วมทดลองแต่ละคนได้ถูกวัดขนาดสัดส่วนร่างกายจำนวน 16 มิติ แบ่งเป็นสัดส่วนท่ายืน 8 มิติ และสัดส่วนท่านั่ง 7 มิติ และทดลองใช้อุปกรณ์ของห้องน้ำ 6 ประเภท ได้แก่ วาล์วน้ำฝัวบัว ที่วางสบู่ ราวแขวนผ้า ฝักบัว สายฉีดชำระ และราวแขวนกระดาษชำระ ในสถานีงานจำลอง โดยผู้เข้าร่วมทดลองสามารถทดสอบการใช้งานและปรับระดับตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจนกว่าได้ตำแหน่งที่พอใจ ความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจะถูกเก็บบันทึกไว้เพื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติ การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำกับขนาดสัดส่วนร่างกาย โดยใช้วิธีการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ผลที่ได้จากการวิเคราะห์พบว่าอุปกรณ์ห้องน้ำ 4 ประเภทได้แก่ วาล์วน้ำฝักบัว ที่วางสบู่ ราวแขวนผ้า และฝักบัว สามารถอนุมานได้จากสมการถดถอยเชิงเส้นที่ใช้ข้อมูลเฉพาะความสูงขณะยืน ซึ่งวิธีการดังกล่าวเหมาะสำหรับการออกแบบห้องน้ำเฉพาะรายบุคคล เช่น ห้องน้ำตามบ้านเรือนที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ แต่สำหรับความสูงของสายฉีดชำระ และที่แขวนกระดาษชำระ สามารถใช้คำแนะนำร่วมกับการออกแบบห้องน้ำสาธารณะได้ ซึ่งในกรณีการออกแบบห้องน้ำสาธารณะต่างๆ เช่น บ้านพักคนชรา โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น สามารถใช้ค่าความสูงของอุปกรณ์ห้องน้ำจากตารางค่าทางสถิติในรูปแบบเปอร์เซ็นไทล์
การสร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การสร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ, ธีพิสิฐ คชภักดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรทั่วโลก ก่อให้เกิดความห่วงใยในการดูแลผู้สูงอายุ ทัศนคติต่อผู้สูงอายุในทางลบ มองผู้สูงอายุเป็นภาระของครอบครัวและสังคม มีการปรับปรุงทัศนคติเหล่านี้ด้วยชุดจำลองความสูงอายุ งานวิจัยนี้สร้างข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบเพื่อพัฒนาชุดจำลองความสูงอายุ โดยออกแบบจากข้อมูลการเปลี่ยนแปลงร่างกายผู้สูงอายุในส่วนกล้ามเนื้อที่ลดลงตามอายุและใช้หลักการของแรงเสียดทาน มีผู้เข้าร่วมทดลองวัยหนุ่มและวัยสูงอายุ ทดสอบ Ergometer และการเดิน(Gait Analysis) เปรียบเทียบอัตราส่วนระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจคงที่กับสูงสุดในการทดสอบ Ergometer และพิจารณาองศาเข่า ระยะก้าวระหว่างเท้าข้างหนึ่งถึงเท้าอีกข้างหนึ่ง,จำนวนก้าวใน 1 นาทีในการเดิน ผลการทดลองทางสถิติ ในอัตราส่วนระหว่างอัตราการเต้นของหัวใจคงที่กับสูงสุดในการทดสอบ Ergometer และระยะก้าวระหว่างเท้าข้างหนึ่งถึงเท้าอีกข้างหนึ่ง จำนวนก้าวใน 1 นาที ในการเดินที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และองศาเข่าในวงจรการเดินพบว่า วัยหนุ่มสวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบไม่มีความแตกต่างกับวัยสูงอายุ แต่ไม่สวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบมีความแตกต่างกับผู้สูงอายุ การสวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบของวัยหนุ่มมีความใกล้เคียงกับผู้สูงอายุมากกว่าไม่สวมข้อต่อแรงเสียดทานต้นแบบ เนื่องจากการสวมข้อต่อแรงเสียดทานเป็นการเพิ่มภาระให้กับร่างกาย ทำให้เหนื่อยง่ายขึ้น เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น กำลังสถิตของกล้ามเนื้อลดลงเหมือนกับผู้สูงอายุ ทั้งในการทดสอบ Ergometer และการเดิน (Gait Analysis) สามารถจำลองความสูงอายุได้
การออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสาน,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสาน, นรีทิพย์ อติคุณธำรง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาสร้างตัวแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อใช้ในการช่วยออกแบบเส้นทางการเดินรถขนส่งสำหรับบริษัทตัวแทนจำหน่ายโลหะบัดกรีและลวดเชื่อมประสานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากรูปแบบปัญหา Capacitated Vehicle Routing Problem (CVRP) ปัจจุบันบริษัทดังกล่าวมีนโยบายการเดินรถขนส่งแบบตายตัว ซึ่งง่ายต่อจัดการ หากแต่ขาดความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่แปรเปลี่ยนไปในแต่ละวัน ส่งผลทำให้บริษัทจำเป็นต้องจ้างรถ Outsource และจ้างพนักงานในการทำงานล่วงเวลาเป็นจำนวนมาก ผู้วิจัยได้ทำการแบ่งการสร้างตัวแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ตัวแบบ Travelling Salesman Problem (TSP) ในการออกแบบเส้นทางการเดินรถที่ไม่ขัดแย้งกับนโยบายของบริษัท และ ตัวแบบ Capacitated Vehicle Routing Problem (CVRP) ในการออกแบบเส้นทางการเดินรถโดยไม่คำนึงถึงนโยบายของบริษัท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้ระหว่างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ถูกสร้างขึ้น และการดำเนินงานในอดีตเป็นเวลา 35 วัน ผู้วิจัยพบว่า แผนการเดินรถขนส่งจากแบบจำลอง TSP สามารถลดต้นทุนการเดินรถของบริษัทลงได้ประมาณ 4% ในขณะที่แผนการเดินรถขนส่งจากแบบจำลอง VRP สามารถลดต้นทุนการเดินรถได้มากถึง 28%
การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี, ธนิชกาญจน์ ภูภัทรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเรื่อง การปรับปรุงระบบการจัดการคลังสินค้าสำหรับโรงงานผลิตชุดชั้นในสตรี มีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการจัดการของคลังสินค้าที่กำลังประสบปัญหาการรับมือกับปริมาณความต้องการที่ไม่แน่นอน รวมทั้งการจัดสรรการใช้สอยพื้นที่ที่มีอยู่อย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ โดยพบว่าการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพนี้ส่งผลให้การส่งสินค้าสำเร็จรูปไปยังลูกค้าตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 ถึง 40 ได้เพียงเฉลี่ยอาทิตย์ละ 84% ค่าความแปรปรวนอยู่ที่ 16% ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดคือ 95% ต่อสัปดาห์ โดยสาเหตุหลักมาจากการค้นหาวัตถุดิบล่าช้าของคลังสินค้า ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสายการผลิตได้ ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของสายการผลิต หรือ Downtime เพื่อที่จะลดปัญหาการหยุดชะงักของสาย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคลังสินค้า รวมทั้งการจัดการพื้นของคลังสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงมีการนำหลักการ ABC Classification ผสมผสานกับการจัดการแผนผังคลังสินค้าใหม่ พบว่า (1) สามารถกำจัดจำนวนพาเล็ทที่วางสินค้าไม่จำเป็นได้สูงถึง 1,342 พาเล็ท คืนพื้นที่สำหรับการจัดการวัตถุดิบในอนาคต (2) การจัดวางแผนผังคลังสินค้าโดยอาศัยหลักการ FIFO ทำให้การจัดวางสินค้า การค้นหา และการไปหยิบสินค้าเป็นไปได้โดยสะดวก สามารถลดชั่วโมงการหยุดชะงักของสายการผลิตอันเกิดจากความล่าช้าในการหาวัตถุดิบได้ จากเดิม 79,930 ชั่วโมง คน เป็น 3,048 ชั่วโมง คน หรือลดลง 96.19% (3) สามารถลดค่าใช้ในการเช่ายืมอุปกรณ์ภายในคลังสินค้าได้ถึง 300,000 บาทต่อเดือน รวมทั้งยังสามารถลดค่าเช่าคลังสินค้าภายนอกและค่าขนส่งได้ถึง 600,000 บาทต่อเดือน
ฮิวริสติกสำหรับการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการผลิตแบบซ้อนทับ,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ฮิวริสติกสำหรับการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการผลิตแบบซ้อนทับ, นันทิยา เอี่ยมสำอางค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ ศึกษาปัญหาการเลือกสูตรและการจัดตารางการผลิตคอนกรีตสำเร็จรูปที่สามารถผลิตงานซ้อนทับกันได้ วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดโดยจะต้องผลิตให้ทันกำหนดส่งงาน โดยมีสูตรการผลิตให้เลือก 5 สูตร สูตรการผลิตที่แพงจะใช้เวลาในการผลิตสั้น ส่วนสูตรการผลิตที่ถูกจะใช้เวลาในการผลิตนาน โดยแต่ละขั้นตอนการผลิตนั้น ต้องใช้ทรัพยากรเฉพาะในการผลิตซึ่งมีเพียง 1 หน่วยเท่านั้น จึงไม่สามารถผลิตขั้นตอนการผลิตเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกันได้ จากงานวิจัยก่อนหน้าซึ่งเสนอวิธีการแบ่งปัญหาย่อยออกเป็น 2 ส่วนเพื่อหาคำตอบงานวิจัยนี้จึงเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ซึ่งพิจารณาปัญหาทั้งหมดเป็นปัญหาเดียวกันเพื่อปรับปรุงคำตอบ ซึ่งแบบจำลองทางคณิตศาสตร์รวมนี้สามารถหาคำตอบได้ยอ่างมีประสิทธิภาพในปัญหาขนาดเล็กเท่านั้น เมื่อปัญหามีขนาดใหญ่ขึ้น แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะใช้เวลาในการหาคำตอบค่อนข้างนาน ทำให้ไม่สามารถหาคำตอบที่ดีที่สุดออกมาได้และอาจได้คำตอบที่แย่กว่าการแบ่งปัญหาย่อย จึงเสนอวิธีฮิวริสติกซึ่งพิจารณาทั้งงานชั้นล่างและงานซ้อนทับพร้อม ๆ กัน วิธีฮิวริสติกนี้สามารถหาคำตอบได้ดีกว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ 24 ปัญหา จาก 29 ปัญหา โดยได้คำตอบที่ดีกว่าไม่เกิน 43% และได้คำตอบที่แย่กว่าไม่เกิน 16% วิธีนี้ใช้เวลาน้อยกว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ค่อนข้างมาก โดยสามารถลดเวลาจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์โดยเฉลี่ย 86.45%
การวิเคราะห์ปัจจัยในการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การวิเคราะห์ปัจจัยในการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส, ธนกร พุ่มชุมพล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเผาไหม้เชื้อเพลิงชีวมวลของหม้อกำเนิดไอน้ำฟลูอิไดซ์เบดแบบฟองแก๊ส โดยพิจารณาใช้เชื้อเพลิงที่มีต้นทุนต่ำและโรงงานสามารถจัดหาได้ ซึ่งในงานวิจัยนี้ศึกษาสูตรเชื้อเพลิงทั้งหมด 3 สูตร คือ สูตรเชื้อเพลิง A (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์:ขี้เลื่อย 8:6:1:1) สูตร B (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์:ขี้เลื่อย 5:5:1:1) และสูตร C (ไม้สับ:แกลบ:ไฟเบอร์ 5:2:2) จากการวิเคราะห์สมการถดถอยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตไอน้ำแรงดันสูงและเปอร์เซ็นต์ออกซิเจนคือ ค่าความชื้น อัตราการป้อนเชื้อเพลิง อัตราการป้อนอากาศ ความดันเตาเผาไหม้ และอุณหภูมิเตาเผาไหม้ วิเคราะห์ด้วยวิธิการพื้นผิวตอบสนองเพื่อให้ได้อัตราการผลิตไอน้ำที่ 43 kg/s ค่าออกซิเจนส่วนเกินในช่วง 3-4.5% และมีต้นทุนเชื้อเพลิงต่อตันไอน้ำเฉลี่ยลดลง พบว่าค่าที่เหมาะสมสำหรับสูตรเชื้อเพลิง A B และ C มีผลดังนี้ ค่าความชื้นเชื้อเพลิงอยู่ที่ 33 % อัตราการป้อนเชื้อเพลิงอยู่ที่ 1455 ton/d 1469 ton/d 1504 ton/d อัตราการป้อนอากาศอยู่ที่ 54.00 kg/s 58.23 kg/s 56.52 kg/s ความดันเตาเผาไหม้อยู่ที่ -1.00 mbar -1.10 mbar -1.21 mbar และอุณหภูมิเตาเผาไหม้อยู่ที่ 881 oC 870 oC 848 oC ตามลำดับ หลังปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยใช้สภาวะที่กำหนดพบว่าอัตราการผลิตไอน้ำแรงดันสูงสตรเชื้อเพลิง A B และ C มีค่า 43.32 kg/s, 43.26 43.44 kg/s ตามลำดับ และค่าออกซิเจนส่วนเกิน มีค่า 4.00%, 4.11%, 4.13% ตามลำดับ สำหรับต้นทุนเชื้อเพลิงของสูตรเชื้อเพลิง A B และ C มีค่า 557.11 บาท/ตันไอน้ำ 553.78 บาท/ตันไอน้ำ และ 573.06 บาท/ตันไอน้ำ ตามลำดับ
การลดการสูญเสียในการผลิตของโรงงานผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การลดการสูญเสียในการผลิตของโรงงานผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์, นานา รัตนนิยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหลอดไฟสำหรับยานยนต์ โดยเป็นการสูญเสียที่เกิดจากข้อบกพร่องในการผลิต โดยมีการแบ่งกลุ่มการสูญเสียเป็น 2 ประเภท คือ การสูญเสียที่เกิดภายในกระบวนการผลิตและการสูญเสียที่เกิดระหว่างกระบวนการผลิตหนึ่งไปยังกระบวนการหนึ่ง โดยการสูญเสียที่ทำการวิเคราะห์ทั้งหมดในกระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศของหลอดไฟประเภทไฟหน้า รุ่น T19 ด้วยการประยุกต์ใช้การประเมินการขัดข้องและผลกระทบ (FMEA) ด้วยการประเมินความรุนแรง (Severity) โอกาสในการเกิด (Occurrence) และความสามารถในการตรวจจับ (Detection) เพื่อนำไปคำนวณค่าดัชนีความเสี่ยง (RPN) และดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่อง เมื่อค่าดัชนีความเสี่ยงมากกว่า 100 คะแนน งานวิจัยนี้เริ่มจากการศึกษาข้อมูลปริมาณการขาย มูลค่าที่ขายได้ ต้นทุนการผลิต การสูญเสียและแนวโน้มการเกิดของแต่ละประเภทหลอดไฟ จากนั้นได้ทำการศึกษากระบวนการผลิตของหลอดไฟประเภทไฟหน้า T19 ในทุกกระบวนการ พบว่า กระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศมีมูลค่าการสูญเสียในอัตราส่วนร้อยละ 82 เทียบกับผลรวมการสูญเสียทุกกระบวนการ จึงทำการค้นหาข้อบกพร่องทั้งหมดที่สามารถเกิดได้โดยคณะทำงาน และทำการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องเมื่อได้คะแนนดัชนีความเสี่ยง RPN ตามข้อกำหนดการประเมิน หลังจากนั้นได้ค้นหาสาเหตุของปัญหาด้วยการระดมความคิด แผนผังเหตุและผล การทดลอง พิสูจน์ตามหลัก 3 จริง จึงสามารถลดข้อบกพร่องได้ทั้ง 11 หัวข้อของการสูญเสีย ผลการดำเนินการพบว่ากระบวนการขึ้นรูปและดูดอากาศมีข้อบกพร่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียมีค่าดัชนีความเสี่ยงมากกว่า 100 เท่ากับ 11 หัวข้อ หลังจากการดำเนินการแก้ไขและได้ทำการประเมินอีกครั้งพบว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาวะความรุนแรงได้ แต่สามารถลดโอกาสในการเกิด และเพิ่มความสามารถในการตรวจจับ โดยค่าดัชนีความเสี่ยง RPN ที่มีค่าน้อยกว่า 100 มีทั้งหมด 10 หัวข้อ และมี 1 หัวข้อที่ยังมีค่ามากกว่า 100 เนื่องจากยังไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการตรวจจับได้ การดำเนินการนี้ส่งผลให้มูลค่าการสูญเสียลดลง คิดเป็นร้อยละ 2.60 เมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต ส่งผลให้สามารถลดความสูญเสียลงคิดเป็นมูลค่า 392,390.37 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์ลดลงได้ในที่สุด
การประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Ahp) สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การประยุกต์ใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (Ahp) สำหรับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน, นุชนาถ สุขสมัย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ที่ผ่านมาพบว่าเมื่อมีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานขยะมักไม่ได้รับการยอมรับจากชุมชนทั้งในประเด็นแนวทางการจัดการขยะเป็นพลังงานและเทคโนโลยีการผลิตพลังงานของโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ งานวิจัยนี้จึงนำกระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (AHP) มาใช้เป็นเครื่องมือวิจัย ผลของงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดตั้งโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากชุมชนต่อไป ชุมชนที่เป็นกรณีศึกษาตั้งอยู่ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณขยะ 16,500 ตัน/ปี ในการดำเนินงานวิจัยได้เก็บข้อมูลความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวน 24 คน และความคิดเห็นของตัวแทนชุมชนจำนวน 21 คน การวิเคราะห์แบ่งออกเป็นสองประเด็น ประเด็นแรกเป็นการวิเคราะห์หาแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อเป็นพลังงาน มีเกณฑ์หลักของการวิเคราะห์เป็นปัจจัย PESTEL ประกอบด้วย การเมือง (P) เศรษฐกิจ (Ec) สังคม (S) เทคโนโลยี (T) สิ่งแวดล้อม (En) และกฎหมาย (T) ประเด็นที่สองเป็นเทคโนโลยีการผลิตพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ โดยมีเกณฑ์หลักได้แก่ ประเภทของขยะ (W) เงินลงทุน (I) พลังงานจากกระบวนการผลิต (E) และการยอมรับในเทคโนโลยี (A) ผลการวิเคราะห์พบว่าผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนชุมชนมีความเห็นตรงกันว่าควรทำการคัดแยกขยะมูลฝอยในพื้นที่ก่อนการนำไปผลิตเป็นพลังงานและควรมีกำลังผลิตไฟฟ้าน้อยกว่า 10 MW แต่ประเด็นเทคโนโลยีการผลิตนั้นผู้เชี่ยวชาญเลือกเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชันในขณะที่ตัวแทนชุมชนเลือกการเผาด้วยเตาเผาซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน จากการสังเกตพบว่าตัวแทนชุมชนมีประสบการณ์ด้านการผลิตพลังงานจากเตาเผามากกว่าอย่างอื่น ข้อแนะนำควรให้ชุมชนมีประสบการณ์ในเทคโนโลยีการผลิตพลังงานแบบอื่นๆ และได้รับการยอมรับจากชุมชนก่อนการจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ
ผลกระทบของความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำในการลุกขึ้นยืนของผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
ผลกระทบของความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำในการลุกขึ้นยืนของผู้ใหญ่ตอนปลายและผู้สูงอายุ, พงศธร พรมสกล
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การลุกขึ้นจากเก้าอี้เป็นกิจกรรมที่แสดงถึงการรักษาความเป็นเป็นอิสระของการใช้ชีวิตสำหรับวัยผู้สูงอายุ มักถูกพบว่าวัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีปัญหาการลุกขึ้นซึ่งส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุการหกล้มขณะลุกจากเก้าอี้ ปัญหาการลุกจากเก้าอี้ของวัยผู้สูงอายุอาจเกิดจากการออกแบบความสูงเก้าอี้และพื้นที่ขั้นต่ำที่ไม่เหมาะสมกับการสำหรับการลุกขึ้น ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลุกขึ้นยืนและหาพื้นที่ขั้นต่ำสำหรับการลุกขึ้นยืนอย่างเหมาะสมกับผู้สูงอายุ โดยเปรียบเทียบความแตกต่างของการลุกขึ้นจากเก้าอี้ระหว่างผู้สูงอายุและวัยรุ่น เพื่อหาอิทธิพลความสูงเก้าอี้ต่อท่าทางและพื้นที่ขั้นต่ำการลุกขึ้นจากเก้าอี้ของผู้สูงอายุ ผู้เข้าร่วมการทดลอง 120 คนแบ่งเป็นวัยผู้สูงอายุ 90 คน (อายุเฉลี่ย 66.42 ปี, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4.56 ปี) และวัยรุ่น 30 คน (อายุเฉลี่ย 21.07 ปี, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.83 ปี) ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลการลุกขึ้นยืนของทั้งสองกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง ซึ่งการวิจัยได้กำหนดระดับความสูงเก้าอี้ 3 ความสูง ประกอบด้วย 90%, 100%, และ 110% ของระดับความสูงข้อพับแนวเข่าด้านใน ผลการเปรียบเทียบการลุกขึ้นยืนของทั้งสองกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลอง พบว่าความเร็วเชิงมุมเฉลี่ยของลำตัวและสะโพกมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทั้ง 3 ระดับความสูงเก้าอี้ ซึ่งอาจเกิดจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลง ดังนั้นจึงหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการลุกขึ้นจากเก้าอี้ของผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่าปัจจัยร่วมระหว่างเพศและกลุ่มช่วงอายุส่งผลต่อมุมงอลำตัวสูงสุดและความเร็วเชิงมุมเฉลี่ยสะโพกอย่างมีนัยสำคัญ และความสูงของเก้าอี้ส่งผลต่อมุมงอลำตัวสูงสุดและเวลาที่ใช้ลุกขึ้นยืนมีความแตกต่างอย่างมีนัย มากกว่าไปนั้นการลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุสามารถแบ่งออกได้ 2 ท่าทางโดยแบ่งจากความเร็วเชิงมุมของลำตัวและสะโพก คือ ท่า momentum transfer และท่า Stabilization พบว่าเมื่อเพิ่มความสูงเก้าอี้ขึ้นผู้สูงอายุมีแนวโน้มใช้ท่า stabilization เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นท่าที่ใช้ความเร็วต่ำและเสี่ยงต่อการหกล้มน้อยกว่า นอกจากนี้การหาพื้นที่การลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุซึ่งถูกแบ่งออกเป็นความยาวและความกว้างของการเคลื่อนที่ลำตัว โดยวัดจากระยะที่เคลื่อนที่ไกลสุดของร่างกายจากด้านหลังไปด้านหน้าและการเคลื่อนที่ไกลสุดจากด้านซ้ายไปด้านขวาตามลำดับ พบว่าระยะที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุทางด้านหน้าและด้านข้างไม่ควรต่ำกว่า 0.89 และ 0.77 เมตรตามลำดับ ท้ายที่สุดแล้วการออกแบบเก้าอี้ควรใช้ความสูงมากว่าระดับ 100% ข้อพับแนวเข่าด้านในแต่ไม่เกิน 110% เพราะส้นเท้าเริ่มจะไม่สัมผัสพื้น นอกจากระดับความสูงเก้าอี้หรือที่นั่งสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการออกแบบคือพื้นที่ขั้นต่ำของการลุกขึ้นยืนของผู้สูงอายุ
การออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่,
2018
คณะวิศวกรรมศาสตร์
การออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่, ปิยวรรณ ปราณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่ซึ่งสามารถลดเวลา ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน และลดต้นทุนค่าดำเนินงานได้ โดยข้อมูลลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่(NCP Survey) เป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์ลักษณะกลุ่มลูกค้าของรถยนต์แต่ละรุ่นเพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด จากวิธีการทำงานในปัจจุบันพบปัญหาข้อมูลล่าช้า ข้อมูลไม่ครบถ้วน และมีขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ผู้วิจัยจึงได้นำแนวความคิดเรื่อง 8 Waste, 3 GEN แผนผังก้างปลา FMEA และWhy-Why Analysis มาใช้ในการหาสาเหตุของปัญหา พบว่าสาเหตุหลักมาจากวิธีการได้มาของข้อมูลอยู่ในรูปแบบกระดาษ นำไปสู่การหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขจึงได้มีการศึกษาเรื่องการทำแบบบสอบถามออนไลน์(Online Survey) ข้อดีข้อเสียต่างๆ ซึ่งสุดท้ายได้เลือกทำเป็น Web Application เนื่องจากสอดคล้องกับความต้องการของระบบและเกณฑ์ของบริษทัท จึงทำการออกแบบระบบใหม่โดยการสร้างแผนผังการทำงาน(Process flow) และแผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow) เพื่อจำลองขั้นตอนการทำงานของระบบ มีการออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้งาน(User Interface) และออกแบบส่วนแสดงผล(Output Design) ซึ่งผลการออกแบบระบบได้ถูกทดสอบโดยการเปรียบเทียบผลลัพธ์กับวิธีการเดิมพบว่าได้รับข้อมูลเร็วขึ้นจากเดิมใช้เวลาเฉลี่ย 108 วันเหลือ 0 วันหรือเป็นแบบ Realtime และได้ข้อมูลครบถ้วนมากขึ้น สามารถลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนได้ และสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้จากปีละ 1,440,000 บาท เหลือเพียงค่าดูแลรักษาระบบปีละ 55,000 บาท โดยมีค่าพัฒนาระบบ 450,000 บาทในปีแรก
