Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

34,428 Full-Text Articles 51,533 Authors 28,322,419 Downloads 278 Institutions

All Articles in Nursing

Faceted Search

34,428 full-text articles. Page 361 of 1500.

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง, สุชานาถ กั๋ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ได้รับยาลดระดับความดันโลหิตทั้งเพศชายและเพศหญิงที่มารับบริการคลินิกอายุรกรรม แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยจำนวน 56 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 28 คน จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และชนิดของการได้รับยา กลุ่มทดลองเป็นกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 8 และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามส่วนบุคคล ระดับความดันโลหิต และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการปฎิบัติพฤติกรรมสุขภาพ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและการทดสอบที โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 4.75, df = 27, p < .05; t = 2.54, df = 27, p < .05) 2. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนโดยใช้แอปพลิเคชันไลน์ ภายหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต Systolic และระดับความดันโลหิต Diastolic ต่ำกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.24, df = 54, p < .05; t = 2.77, df = 54, p < .05)


ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, นภัสวรรณ ลังกาวงษ์ 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, นภัสวรรณ ลังกาวงษ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวทั้งเพศหญิงและเพศชาย อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก คลินิกโรคหัวใจ โรงพยาบาลกำแพงเพชร จำนวน 46 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 23 ราย ดำเนินการกำหนดกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มตามเกณฑ์ที่กำหนด จับคู่ให้มีความใกล้เคียงกันในเรื่องเพศ อายุ และปริมาณยาขับปัสสาวะ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการจัดการตนเอง เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกน้ำหนักและอาการประจำวัน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.87 และมีค่าสัมประสิทธิ์แคปปา เท่ากับ 1.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติ paired t-test และ independent t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะน้ำเกินของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองหลังการทดลองน้อยกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 9.90, df=22, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนภาวะน้ำเกินของผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองภายหลังการทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 3.67, df=44, p < 0.001) สรุปได้ว่า ผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการการจัดการตนเองมีภาวะน้ำเกินน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ


Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang 2024 Faculty of Nursing

Effects Of The Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills Program On Body Mass Index And Body Image Among University Personnel With Obesity, Pornsuang Chotchuang

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study employed a clustered randomized controlled trial (RCT) to examine the effectiveness of the Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program on body mass index (BMI) and body image among university personnel obesity. Participants were 64 university personnel of Suratthani Rajabhat University, who were divided equally by clustered random sampling into an intervention and a control group. The 12-week Integrative Information-Motivation-Behavioral Skills (IIMBS) program based on Information-Motivation-Behavioral Skills model (Fisher & Fisher, 1992). It was used via face-to-face sessions and “Belly to Healthy Shape” LINE OA. The research instruments consisted of a demographic questionnaire, Thai-version Body Shape Questionnaire (BSQ-34), and the …


The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal 2024 Faculty of Nursing

The Effect Of The Individual And Family Self-Mannagement Program On Medication Adherence Among School-Aged Children With Epilepsy., Chutimaporn Kangwal

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This randomized controlled trial with repeated measures compared medication adherence among school-aged children with epilepsy who received the Individual and Family Self-Management (IFSM) program versus standard nursing care at baseline, post-test, week 8, and week 12. Sixty-two eligible children and their families were randomly assigned to experimental (n=31) and control groups (n=31) using block randomization. The 12-week IFSM program, based on Ryan and Sawin's (2009) Individual and Family Self-Management theory, focused on (1) accurate knowledge and beliefs, (2) self-regulation skills, and (3) social facilitation. The intervention included face-to-face sessions, activities via the “KanChak” LINE Official Account, and booster sessions with …


การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

การศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล, กัลย์ญาณ์มาส ศรีสุวรรณ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive research) โดยใช้เทคนิคแบบเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 3 ชุด ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการ โรงเรียนบริบาล 2) แบบสอบถามเรื่องสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ระดับความสำคัญของข้อรายการสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล และ 3) แบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคงคำตอบเดิม หรือเปลี่ยนแปลงคำตอบที่มีอยู่เดิม ผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 19 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 5 คน 2) กลุ่มคณาจารย์ทางการศึกษา จำนวน 5 คน และ 3) กลุ่มพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล จำนวน 9 คนผลการวิจัยพบว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล โดยสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีทั้งหมด 9 ด้าน ประกอบด้วย ด้านธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 4 ข้อ ด้านกลยุทธ์เชิงธุรกิจการจัดการศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการบริหารองค์กรสถานศึกษา จำนวน 8 ข้อ ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสถานศึกษา จำนวน 7 ข้อ ด้านการจัดการส่วนผสมการตลาดทางการศึกษา จำนวน 5 ข้อ ด้านสัมพันธภาพระหว่างบุคคล จำนวน 5 ข้อ ด้านภาวะผู้นำและคุณลักษณะส่วนบุคคล จำนวน 8 ข้อ ด้านจริยธรรม กฎหมายธุรกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จำนวน 6 ข้อ และด้านการ บูรณาการวิชาชีพทางการพยาบาล จำนวน 5 ข้อ โดยสมรรถนะพยาบาลผู้ประกอบการโรงเรียนบริบาล มีค่าระดับความสำคัญอยู่ในระดับมาก และมากที่สุด (Md = 4.29-4.82, IR = …


ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์ 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่, ปรีชญา ตักโพธิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ อายุ 45-59 ปี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่อง ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการป่วยเป็นโรคเบาหวาน และอายุ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 22 คน กลุ่มควบคุม 22 คน รวม 44 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ เครื่องมือกำกับการทดลอง ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเนื้อหาเท่ากับ .98 และมีค่าความเชื่อมันเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติที ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ กลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตที่ระดับ .05 2. ระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ ที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนับสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมจัดการอาการที่เน้นการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่อความเหนื่อยล้าในผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดเครื่องไตเทียม, ทัชชญา ภัทรธรวราดล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงต่ออาการเหนื่อยล้าในผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ณ หน่วยไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 21 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติ คล้ายคลึงในด้านอายุ และระยะเวลาในการรักษาด้วยการฟอกเลือด กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง พัฒนาขึ้นโดย การทบทวนวรรณกรรม ใช้กรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd และคณะ (2001) ร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงของ สุรีพร ธนศิลป์ (2557) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินคัดกรองระดับอาการเหนื่อยล้า Brief Fatigue Inventory (BFI) แปลเป็นไทยโดย เพ็ญโพยม สาคร (2564) ผ่านการตรวจสอบความตรง ตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการบริหารกาย-จิตด้วยชี่กงจะมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, พรรณทิวา สุขรอด

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความต้องการของผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ได้แก่ อายุ ภาวะโรคร่วม ความทุกข์ทรมานจากอาการ ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน การสนับสนุนทางสังคม และความปวด กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล ทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการ ณ คลินิกศูนย์บริการเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ของโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 3) แบบสอบถามความต้องการของผู้ป่วย 4) แบบประเมินภาวะโรคร่วม 5) แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ 6) แบบประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน 7) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 8) มาตรวัดความปวดแบบตัวเลข เครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน แบบสอบถามที่ 3, 5, และ 7 เท่ากับ 0.80, 1.00 และ 0.88 ตามลำดับ ซึ่งแบบสอบถามที่ 4, 6 และ 8 เป็นเครื่องมือมาตรฐาน ตรวจสอบความเที่ยงค่าแบบสอบถามที่ 3 - 7 เท่ากับ 0.89, 0.81, 0.92, 0.80, 0.85, และ 0.97 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจภายหลังออกจากโรงพยาบาล มีความต้องการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.32 (S.D. = 13.56) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าความต้องการด้านข้อมูลข่าวสารอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 31.71 (S.D. = …


ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง, วชิราภรณ์ ชาติครบุรี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเพื่อเปรียบเทียบคะแนนอาการปวดในผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อเปรียบเทียบอาการปวดในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ทั้งเพศชายและเพศหญิง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนดแบบเฉพาะเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการพยาบาลปกติ จำนวน 21 คนและกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อต่ออาการปวด จำนวน 21 คน ผู้วิจัยพัฒนาโปรแกรมโดยได้นำกรอบแนวคิดการจัดการอาการของ Dodd et al. (2001) ร่วมกับเทคนิคการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับผู้ป่วยปวดหลังส่วนล่าง การประเมินอาการปวด ใช้แบบประเมินมาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale : VAS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลอง และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยอาการปวดหลังการทดลองระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง ผลการวิจัยสรุปดังนี้ 1. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง หลังได้รับโปรแกรมการจัดการอาการร่วมกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ มีอาการปวดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, ศิริพร พึ่งตน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรม และเพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่เข้าได้รับโปรแกรมกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแลในชุมชนที่มารับบริการแผนกจิตเวชและยาเสพติดของโรงพยาบาลองครักษ์ จำนวน 40 คน จับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุและเพศ สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 ครอบครัว เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์ 2) แบบวัดพฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษา 3) แบบวัดความรู้ความเข้าใจผู้ป่วยจิตเภทและผู้ดูแล เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.85, 0.78 และ 0.83 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงแบบมาตรฐานและสถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1. พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05 2 .พฤติกรรมการใช้ยาตามเกณฑ์การรักษาของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาครอบครัวโดยบูรณาการกับแอปพลิเคชันไลน์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05


The Effect Of A Culture Based Breast Health Education Program On Breast Self-Examination Practice Among High-Risk Adult Pakistani Women, Sumaira Naz 2024 Faculty of Nursing

The Effect Of A Culture Based Breast Health Education Program On Breast Self-Examination Practice Among High-Risk Adult Pakistani Women, Sumaira Naz

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

This study aimed to determine the effect of a culture-based breast health education program on breast self-examination practice (BSEP) in high-risk women through a randomized controlled trail (RCT). The participants of 72 high -risk women, aged 20-50 years from POF hospital, Taxila was taken on matched pairs with age and educational level and randomly assigned into an experimental and a control group. The program was developed on social cognitive theory (SCT) (Bandura, 1977, 1989), and the cultural identity concept of PEN-3 model (Airhihenbuwa,1989). The intervention group received the culture-based breast health education program, while control group received usual care. BSEP …


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย, จันจิรา เพ็ญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบบรรยายเชิงความสัมพันธ์ ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตายของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย ได้แก่ อายุ ชนิดการรักษา ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย ความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง และภาระที่ค้างคา กับการยอมรับความตาย กลุ่มตัวอย่างผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก ณ ศูนย์โรคไตและหน่วยไตเทียม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมหาวิทยาลัย นวมิน ทราธิราช และหน่วยไตเทียมมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย จำนวน 125 ราย ที่ได้มาจากการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามประเมินการยอมรับความตายวิถีพุทธ แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามความเชื่อทางศาสนาเกี่ยวกับความตาย แบบสอบถามภาระที่ค้างคา แบบสอบถามการรับรู้ในความสามารถของตนเอง ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .85, .87, .80, .73, และ .74 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงบรรยาย และค่าสัมประสิทธ์ของเพียร์สันผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้คือ1. กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย มีการยอมรับความตายในระดับสูง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 39.20 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.16 2. อายุ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง และความเชื่อทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับความตาย มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับสูง (r = .74 , r =.77) ตามลำดับและ การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง ( r = .65 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความตายมีความสัมพันธ์ทางลบกับการยอมรับความตายในระดับสูง ( r = - .78) และ ภาระที่ค้างคา มีความสัมพันธ์ทางลบ กับการยอมรับความตายในระดับปานกลาง (r = - .66) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ชนิดการรักษาไม่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับความตาย ของผู้ที่เป็นไตระยะสุดท้าย


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ, ฐิติพร สุรินธรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ และศึกษาตัวแปรพยากรณ์ที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ ที่มีประสบการณ์ทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม แบบสอบถามบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และแบบสอบถามพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ .94, .89, .88 และ .93 ตามลำดับ และทดสอบค่าความเที่ยง โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ได้ค่าความเที่ยง เท่ากับ .90, .97, .95 และ .96 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49, S.D. = 0.76) การเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และบรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .683, .524 และ .499 ตามลำดับ) ปัจจัยที่สามารถร่วมทำนายพฤติกรรมการทำงานที่เน้นนวัตกรรมของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต บรรยากาศการส่งเสริมนวัตกรรมในองค์การ และภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม โดยมีอำนาจในการทำนายร้อยละ 53.6 (Adjusted R² = .536) สามารถเขียนสมการทำนายในรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้ ZIWB = .540 ZLLL + .192 ZOIC + .149 ZIL


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ, วรรณพร จงชิดกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ปัจจัยนำ ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ปัจจัยเอื้อ ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม ปัจจัยเสริม ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลและบริการทางสังคม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการบริการ ณ คลินิกโรคหัวใจในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 101 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสัมภาษณ์ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 3) แบบสอบถามเกี่ยวกับทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ 4) แบบสอบถามการรับรู้โอกาสเสี่ยงการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 5) แบบสอบถามเกี่ยวกับการสนับสนุนจากสังคม 6) แบบสอบถามด้านการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ 7) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนี้ความตรงตามเนื้อหาในชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 0.97, 0.96, 0.98, 0.8, 0.9 และ 0.98 ตามลำดับ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคชุดที่ 2 – 7 เท่ากับ 1.00, 0.72, 0.81, 0.76, 0.72 และ 0.73 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจมีพฤติกรรมการป้องกัน เท่ากับ 42.58 (SD = 4.817) 2. ทัศนคติเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ และการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 (r = 0.405, 0.335, 0.242) ตามลำดับ 3. ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่และการสนับสนุนทางสังคมไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ


ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล, สุวรา พรหมวี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้องต่ออาการท้องผูกในผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลเลิดสิน ที่มีภาวะเปราะบาง ประเมินด้วยแบบคัดกรองภาวะเปราะบาง (FRAIL scale) จำนวน 48 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 24 คน โดยจับคู่ตามอายุ ตำแหน่งที่เกิดพยาธิสภาพ และความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมเป็นเวลา 8 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย เครื่องมือคัดกรอง ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะเปราะบาง Mini-CogTM และแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องผูก หาความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ .80, .88, .87 ตามลำดับ เครื่องมือเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และความเที่ยงด้วยการวัดซ้ำเท่ากับ .76 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 และเครื่องมือกำกับการทดลอง คือ แบบบันทึกการนวดหน้าท้องและการขับถ่ายอุจจาระ มีค่าความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 1.0 ข้อมูลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและสถิติที กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้สูงอายุเปราะบางที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลโดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการนวดหน้าท้อง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนอาการท้องผูกน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรัง, ชัชพงศ์ สมุทรอาลัย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและระดับไขมันความหนาแน่นต่ำของผู้ที่มีภาวะหัวใจ ขาดเลือดเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลิดสิน จำนวน 66 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 33 คน ดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการจับคู่ (matched pair) ด้าน อายุ เพศ ระดับการศึกษาและ ยา Statin กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในระดับพื้นฐานและระดับปฏิสัมพันธ์ที่ครอบคลุม การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ความรู้ ทักษะการสื่อสาร ทักษะในการตัดสินใจ การจัดการตนเอง การรู้เท่าทันสื่อ โปรแกรมผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีค่าสัมประสิทธิ์ Cronbach's Alpha = .76 แบบบันทึกข้อมูล ส่วนบุคคล แบบคัดกรองภาวะหัวใจขาดเลือด แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทีกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1.ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในด้านการดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ (tdf=32 =11.62, p < .001) ด้านการดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ (tdf=32 =13.8, p < .001) ด้านการดูแลตนเองจัดการกับอาการ (tdf=32 =7.07, p < .001) และระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 (tdf=32 =9.3, p < .001) 2. ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมในทุกด้าน ได้แก่ การดูแลตนเองเพื่อคงภาวะสุขภาพ การดูแลตนเองเฝ้าระวังติดตามอาการ และการดูแลตนเองจัดการกับอาการ นอกจากนี้ ระดับ LDL-C ในกลุ่มทดลองลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แม้ว่ากลุ่มควบคุมจะมีระดับ LDL-C ลดลงเช่นกันแต่กลุ่มทดลองแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน


Effect Of Incentive Spirometry On Respiratory Parameters Among Critically Ill Patients With Chest Tube Drainage, marwa abdo, Nayera Mohamed Tantaewy, asmaa ibrahim aboseda 2024 taibahu university,KSA

Effect Of Incentive Spirometry On Respiratory Parameters Among Critically Ill Patients With Chest Tube Drainage, Marwa Abdo, Nayera Mohamed Tantaewy, Asmaa Ibrahim Aboseda

Nursing

Background: Chest tube drainage is a common procedure following cardiac or thoracic surgery, which can lead to respiratory disorders. Incentive spirometry (IS) is used to enhance respiratory outcomes by promoting deep breathing and lung expansion. Aim: evaluate the effect of incentive spirometry on respiratory parameters among critically ill patients with chest tube drainage. Research Design: A quasi-experimental design was used in this study. Setting: Cardiothoracic intensive care unit at the Cardiothoracic and Vascular Surgery Center of Mansoura University. Subjects: A convenience sample of 120 patients who underwent chest tube drainage was randomly assigned to either the IS group (n = …


ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการสอนแนะต่อสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม, จาฬุฎา มาเมืองบน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองประเภทกลุ่มเดียววัดแบบอนุกรมเวลา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม “ก่อน” และ “หลัง” ได้รับโปรแกรมการสอนแนะทันที และ“ระยะติดตามผล 4 สัปดาห์” กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลจบใหม่ คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 13 คน ได้รับโปรแกรมเป็นเวลา 4 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลจบใหม่ ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และมีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way repeated Measures ANOVA) ผลการศึกษา พบว่าพยาบาลจบใหม่ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยศัลยกรรม มีคะแนนความสามารถด้านการปฏิบัติการพยาบาล ด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ และด้านการพัฒนาตนเองและหน่วยงาน ภายหลังได้รับโปรแกรมการสอนแนะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < .05) ผลการศึกษา สามารถนำโปรแกรมการสอนแนะ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสมรรถนะพยาบาลจบใหม่โดยเฉพาะหอผู้ป่วยศัลยกรรมที่มีบริบทคล้ายกัน


ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาต่อการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชน, อภิสรา กานต์นนทกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา และเพื่อเปรียบเทียบการทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญากับกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 40 ราย จับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันด้วยอายุที่เริ่มเจ็บป่วยและการพักอาศัยกับผู้ใด สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญา 2) แบบประเมินการทำหน้าที่ทางสังคม เครื่องมือทุกชุดได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน วิเคราะห์ความเที่ยงของเครื่องมือโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .77 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบที ผลการวิจัย พบว่า 1) การทำหน้าที่ทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนหลังได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอภิปัญญาดีกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การทำหน้าที่ทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทในชุมชนที่ได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว 2024 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน, กมลทิพย์ รุยแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยกึ่งทดลองวัดก่อนและหลังมีกลุ่มเปรียบเทียบนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อต่อพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายและเปอร์เซ็นต์ไขมันของวัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน อายุ 13-18 ปี จำนวน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ 15 คน และกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ 15 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามการรับรู้ประโยชน์ของการมีกิจกรรมทางกาย 2) แบบสอบถามการรับรู้อุปสรรคของการมีกิจกรรมทางกาย 3) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะตนเองในการทำกิจกรรมทางกาย และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกาย โดยมีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 1.0, 1.0, 1.0, และ 0.83 ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.78 , 0.86, 0.66 และ 0.68 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที (t-test) ผลการวิจัย พบว่า วัยรุ่นที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนหลังจากได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพโดยใช้เกมเป็นสื่อ มีพฤติกรรมการมีกิจกรรมทางกายสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ และสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -3.51, t= -2.91; p < .05) แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันภายหลังได้รับโปรแกรมฯ และระหว่างกลุ่มไม่แตกต่างกัน


Digital Commons powered by bepress