Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

34,161 Full-Text Articles 51,084 Authors 27,896,659 Downloads 276 Institutions

All Articles in Nursing

Faceted Search

34,161 full-text articles. Page 1333 of 1487.

Quiet Please…A Compendium Of Strategies To Impact Hospital Noise, Sherri L. Betz RN 2014 Lehigh Valley Health Network

Quiet Please…A Compendium Of Strategies To Impact Hospital Noise, Sherri L. Betz Rn

Patient Care Services / Nursing

No abstract provided.


Skin Cancer Risk Perception And Sunscreen Use In Adolescent Female Soccer Athletes, Cheryl L. Butera PhD, MSN, APRN, FNP-BC, NP-C, PHN 2014 University of San Diego

Skin Cancer Risk Perception And Sunscreen Use In Adolescent Female Soccer Athletes, Cheryl L. Butera Phd, Msn, Aprn, Fnp-Bc, Np-C, Phn

Dissertations

Over 3.5 million cases of skin cancer are diagnosed annually in the United States. In adolescent females ages 15-19, melanoma is the second most common form of cancer. The greatest risk factor for skin cancer is ultraviolet rays from the sun. Research has shown that sunscreen use is protective of all skin cancers, especially melanoma. The purpose of this study was to obtain perceptions about risk of skin cancer and sunscreen use among 13- to 18-year-old adolescent female club soccer athletes as a basis for effective interventions to improve sunscreen use in this population. The Health Belief Model was employed …


Chhs September 2014 E-Newsletter, Dr. John Bonaguro, Dean, VaShon S. Wells, editor, WKU College of Health & Human Services 2014 WKU College of Health & Human Services

Chhs September 2014 E-Newsletter, Dr. John Bonaguro, Dean, Vashon S. Wells, Editor, Wku College Of Health & Human Services

College of Health & Human Services Publications

No abstract provided.


Stress And Health Behaviors: Zoe Transformation Challenge Findings, Jeana Handley 2014 Southern Adventist University

Stress And Health Behaviors: Zoe Transformation Challenge Findings, Jeana Handley

Graduate Research Projects

No abstract provided.


การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย โรงพยาบาลรัฐ, อมราพร นาโควงค์, สุชาดา รัชชุกูล 2014 Chulalongkorn University

การพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย โรงพยาบาลรัฐ, อมราพร นาโควงค์, สุชาดา รัชชุกูล

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย โรงพยาบาลรัฐ\n\nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางการพยาบาล จํานวน 8 คน กลุ่ม พยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย จํานวน 408 คน และหัวหน้างานและรองหัวหน้างานของพยาบาลผู้ทําหน้าที่ ไกล่เกลี่ย จํานวน 60 คน ดําเนินการสร้างแบบประเมินสมรรถนะพยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ยโดย แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาแบบประเมินฯ ประกอบด้วย 1) กําหนดคํานิยามเชิงปฏิบัติการ โดยทบทวนวรรณกรรมและบูรณาการร่วมกับข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางการพยาบาล 2) สร้างข้อคําถามตามคํานิยามที่ได้ 8 มิติ จํานวนทั้งหมด 89 ข้อ 3) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของ แบบประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .85 โดยถูกตัดออก 3 ข้อ คงเหลือ 86 ข้อ 4) หาความเที่ยงโดยนําไปทดลองใช้กับพยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย จํานวน 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์ อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ .92 และ 5) ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct validity) โดย ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ตัวประกอบ (Factor analysis) สกัดตัวประกอบหลักของแบบประเมินที่นําไปใช้ กับพยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย จํานวน 408 คน ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินฯ ประกอบด้วย 1) ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างโดยวิธี Known-groups 2) หาความเที่ยงโดย คํานวณค่าสัมประสิทธิอัลฟ่าของครอนบาค และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของการประเมินโดยใช้สถิติ Interclass correlation coefficient\n\nผลการวิจัย: แบบประเมินสมรรถนะพยาบาลผู้ทําหน้าที่ไกล่เกลี่ย โรงพยาบาลรัฐ มีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน รวม 53 ข้อ คือ 1) …


สมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, สุจารี บัวเจียม, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร 2014 Chulalongkorn University

สมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง, สุจารี บัวเจียม, บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาสมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้เทคนิค EDFR\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 18 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการหลักสูตร ฝึกอบรมการพยาบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จํานวน 4 คน แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา หรือประสาทศัลยศาสตร์ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จํานวน 1 คน หัวหน้าหอผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง จํานวน 6 คน และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ / พยาบาลชํานาญการด้านการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง จํานวน 7 คน การดําเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ขั้นตอนที่ 2 นํา ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหาแล้วนํามาสร้างแบบสอบถามเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 18 คน แสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความสําคัญของข้อคําถามแต่ละข้อ ขั้นตอนที่ 3 นําข้อมูลที่ได้มาคํานวณหา ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และส่งแบบสอบถามกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญยืนยันคําตอบ หลังจาก นั้นนําข้อมูลที่ได้มาคํานวณหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ โดยพิจารณาค่ามัธยฐานมากกว่า 3.50 และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ไม่เกิน 1.50\n\nผลการวิจัย: สมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1) สมรรถนะ ด้านความรู้เรื่องโรค (6 ข้อ) 2) สมรรถนะด้านการประเมินและการจัดการในภาวะเร่งด่วน (7 ข้อ) 3) สมรรถนะด้านการให้ยาละลายลิ่มเลือด (5 ข้อ) 4) สมรรถนะด้านการพยาบาลในหอผู้ป่วยโรคหลอด เลือดสมอง (7 ข้อ) 5) สมรรถนะด้านการพยาบาลเพื่อวางแผนการจําหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง (5 ข้อ) และ 6) สมรรถนะด้านการสื่อสารและประสานงาน (5 ข้อ)\n\nสรุป: สมรรถนะพยาบาลหอผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วยสมรรถนะ 6 ด้าน ซึ่งสามารถใช้ …


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกายของ, ณีรนุช เกาะกายสิทธิ์, มยุรี นิรัตธราดร, คมสันต์ สุวรรณฤกษ์ 2014 Chulalongkorn University

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกำลังกายของ, ณีรนุช เกาะกายสิทธิ์, มยุรี นิรัตธราดร, คมสันต์ สุวรรณฤกษ์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และพฤติกรรมการออกกกําลังกายของสตรีก่อนวัยทอง\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\n วิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ สตรีก่อนวัยทองอายุ 30-45 ปี ที่มีคุณสมบัติตามกําหนด จํานวน 66 คน คัดเลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 33 คน กลุ่มทดลอง ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน และกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน ประกอบด้วย คู่มือการดูแลตนเองสําหรับ สตรีก่อนวัยทอง แผนการสอน และคู่มือการดําเนินกิจกรรม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และแบบสอบถามพฤติกรรมการออกกําลังกาย มีค่า CVI เท่ากับ .80 และ .87 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient)\nเท่ากับ . 80 และ . 84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที่ ผลการวิจัย: 1) สตรีก่อนวัยทองที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน มีคะแนนพฤติกรรม การบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกําลังกาย สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) สตรีก่อนวัยทองที่ได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน มีคะแนน พฤติกรรมการบริโภคอาหารและพฤติกรรมการออกกําลังกาย สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ .01\n\nสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารและพฤติกรรม การออกกําลังกายในสตรีก่อนวัยทอง ทําให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทางบวก โดยมีพฤติกรรมการ รับประทานอาหารและพฤติกรรมการออกกําลังกายที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น\n


ผลของโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงในระดับปริญญาตรี, สายใหม ตุ้มวิจิตร, นาถสุดา โชติวัฒนากุลชัย, ฉวี มากพุ่ม, สุลี ทองวิเชียร 2014 Chulalongkorn University

ผลของโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงในระดับปริญญาตรี, สายใหม ตุ้มวิจิตร, นาถสุดา โชติวัฒนากุลชัย, ฉวี มากพุ่ม, สุลี ทองวิเชียร

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนต่อพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของนักศึกษาหญิงในระดับปริญญาตรี \n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง วิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหญิงในระดับปริญญาตรี จํานวน 60 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม ทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 ราย กลุ่มควบคุมได้รับแผ่นพับวิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยจับคู่ ระดับความรู้เรื่องโรคมะเร็งเต้านม และการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เก็บรวบรวมข้อมูลโดย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบสอบถามพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วย ตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI) เท่ากับ .83 ตรวจสอบความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคได้เท่ากับ .93 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที (t-test)\n\nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองของกลุ่มทดลองภายหลังได้รับ โปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สูงกว่าก่อน ได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการตรวจเต้านม ด้วยตนเองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n \nสรุป: โปรแกรมการพยาบาลระบบสนับสนุนและให้ความรู้ผ่านทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่งผล ให้นักศึกษาหญิงในระดับปริญญาตรีมีพฤติกรรมการตรวจเต้านมด้วยตนเองเพิ่มขึ้นและเพิ่มมากกว่าการ ให้ความรู้ทางแผ่นพับ\n


ความพึงพอใจของผู้ประกันตนที่มีต่อบริการของโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน สันติวรนันท์, กฤตกรณ์ ประทุมวงษ์, จีรนันท์ แกล้วกล้า 2014 Chulalongkorn University

ความพึงพอใจของผู้ประกันตนที่มีต่อบริการของโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร, ไพลิน สันติวรนันท์, กฤตกรณ์ ประทุมวงษ์, จีรนันท์ แกล้วกล้า

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

No abstract provided.


Social Script Ipad Application Versus Usual Care Before Undergoing Medical Imaging: Two Case Studies Of Children With Autism, Norah L. Johnson, Octavia Alexis Bree 2014 Marquette University

Social Script Ipad Application Versus Usual Care Before Undergoing Medical Imaging: Two Case Studies Of Children With Autism, Norah L. Johnson, Octavia Alexis Bree

College of Nursing Faculty Research and Publications

Autism spectrum disorders (ASDs) are neurodevelopmental disorders of socialization, communication, and repetitive behaviors. Children with ASD have underlying anxiety leading to challenging behaviors in unfamiliar situations. The anxiety impacts timely completion of an imaging procedure. The purpose of the case study was to describe the process of the social script intervention delivered using the iPad application on parent and child anxiety, child behaviors, and imaging procedure length between two parent and child dyads. The case study of two parent-child dyads demonstrated the process for comparing the social script intervention iPad app for preparing for imaging versus usual care. Parent anxiety …


Are Rural And Urban Newly Licensed Nurses Different? A Longitudinal Study Of A Nurse Residency Programme, Marilyn Meyer Bratt, Marianne Baernholdt, Jessica E. Pruszynski 2014 Marquette University

Are Rural And Urban Newly Licensed Nurses Different? A Longitudinal Study Of A Nurse Residency Programme, Marilyn Meyer Bratt, Marianne Baernholdt, Jessica E. Pruszynski

College of Nursing Faculty Research and Publications

Aim

This study aimed to compare rural and urban nurse residency programme participants’ personal and job characteristics and perceptions of decision-making, job satisfaction, job stress, nursing performance and organisational commitment over time.

Background

Nurse residency programmes are an evolving strategy to foster transition to practice for new nurses. However, there are limited data available for programme outcomes particularly for rural nurses.

Method

A longitudinal design sampled 382 urban and 86 rural newly licensed hospital nurses during a 12-month nurse residency programme. Data were collected at the start of the programme, at 6 months and the end of the programme.

Results …


Comparison Of Alcohol-Based Sanitizers Versus Personal Protective Equipment On The Incidence Of Hospital-Associated Infections, Danice B. Greer, Colleen Marzilli 2014 The University of Texas at Tyler

Comparison Of Alcohol-Based Sanitizers Versus Personal Protective Equipment On The Incidence Of Hospital-Associated Infections, Danice B. Greer, Colleen Marzilli

Faculty Posters

This poster was presented at the 1st Annual Interprofessional Evidence-Based Practice Conference, 2014.


Comparison Of Abstinence And Coital Frequency Between 2 Natural Methods Of Family Planning, Richard J. Fehring, Mary Schneider 2014 Marquette University

Comparison Of Abstinence And Coital Frequency Between 2 Natural Methods Of Family Planning, Richard J. Fehring, Mary Schneider

College of Nursing Faculty Research and Publications

Introduction

The length of periodic abstinence, due to overestimation of the fertile phase of the menstrual cycle, is often a cause for dissatisfaction, discontinuation, and user error with natural family planning (NFP) methods. The objective of this research was to compare the length of required abstinence (ie, estimated fertility) and coital frequency between 2 NFP methods.

Methods

This was an analysis of data from a 12-month prospective comparison study in which participants were randomized into either an electronic hormonal fertility monitor (EHFM) group or a cervical mucus monitoring (CMM) group—both of which included a fertility algorithm as a double check …


ผลของการใส่เสื้อกระชับแผลและประคองทรงต่อความสุขสบายและภาพลักษณ์ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมออก, เบญจรัตน์ ธรรมปรีชาพงศ์, กนกพร นาคะรัต, รุ่งนภา ศรีสังข์, อพัชชา อิทธิยาวุฒิ 2014 Chulalongkorn University

ผลของการใส่เสื้อกระชับแผลและประคองทรงต่อความสุขสบายและภาพลักษณ์ของผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมออก, เบญจรัตน์ ธรรมปรีชาพงศ์, กนกพร นาคะรัต, รุ่งนภา ศรีสังข์, อพัชชา อิทธิยาวุฒิ

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความสุขสบายและภาพลักษณ์ระหว่างผู้ป่วยที่ใส่เสื้อกระชับแผลและ ประคองทรงหลังผ่าตัดเต้านมออกกับผู้ป่วยที่ได้รับการปิดแผลด้วยวัสดุปิดแผลตามปกติ\n\n รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อรับการผ่าตัดเต้านมออก จํานวน 30 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 15 ราย กลุ่มทดลองได้รับการใส่เสื้อกระชับแผล และประคองทรงหลังผ่าตัด ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการปิดแผลด้วยวัสดุปิดแผลแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ ในการทดลอง คือ เสื้อกระชับแผลและประคองทรง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบ ประเมินความสุขสบายและแบบประเมินภาพลักษณ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัยและผ่านการตรวจสอบความ ตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ นํามาหาดัชนีความตรงตามเนื้อหาได้ค่า CVI เท่ากับ .86 และ .86 ตาม ลําดับ หาความเที่ยงโดยคํานวณสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคได้ค่าเท่ากับ .62 และ .77 ตามลําดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบที\n \nผลการวิจัย: ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ใส่เสื้อกระชับแผลและประคองทรงหลังผ่าตัดเต้านมมีคะแนนเฉลี่ย ความสุขสบายและภาพลักษณ์สูงกว่ากลุ่มที่ปิดแผลด้วยวัสดุปิดแผลตามปกติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05\n\nสรุป: การสวมใส่เสื้อกระชับแผลและประคองทรงส่งผลให้ผู้ป่วยมีความสุขสบายมากขึ้นและมีภาพลักษณ์ ที่ดีขึ้น พยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยผ่าตัดเต้านมจึงควรนําเสื้อกระชับแผลและประคองทรงไปใช้เพื่อให้ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดเต้านมมีความสุขสบายและมีภาพลักษณ์ที่ดี\n


ปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, ยุวดี บาคาล, สุวิณี วิวัฒน์วานิช 2014 Chulalongkorn University

ปัจจัยทำนายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, ยุวดี บาคาล, สุวิณี วิวัฒน์วานิช

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพและปัจจัยทํานายพฤติกรรมส่งเสริม สุขภาพของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชุมชน เขตภาคกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบบรรยายเชิงทํานาย (Descriptive predictive research)\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน เขตภาคกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข จํานวน 347 คน ทําการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัย คือ แบบสอบถามลักษณะองค์การ แบบสอบถามการจัดการสถานที่ทํางานที่เอื้อต่อสุขภาพ และ แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาของแบบสอบถามการจัดการสถานที่ทํางานที่เอื้อต่อสุขภาพ และ แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ .89 และ 1.00 ตรวจสอบสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค ของแบบสอบถามทั้งสอง ได้เท่ากับ .93 และ .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ\nขั้นตอน\n \nผลการวิจัย: 1) พยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลชุมชน เขตภาคกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.02, SD = 0.31)\n2) ปัจจัยทํานายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลชุมชน ได้แก่ การจัดโครงการสถานที่ทํางานน่าอยู่น่าทํางาน (β = .366) ประสบการณ์ปฏิบัติงาน (β = .176)\nโรงพยาบาลขนาดเล็ก (β = .133) การนําองค์การและการบริหาร (β = .128) ได้รับการอบรมด้านส่งเสริม สุขภาพ (β = .108) ผ่านการรับรองเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (β = .-131) และช่วงอายุ 30-39 ปี (β = .-128) โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพ ได้ ร้อยละ 22.3 (R² = …


การพัฒนาแบบวัดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครอง และบุตรสาวเรื่องการละเว้นเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน, จรรยา เจริญสุข, รุจา ภู่ไพบูลย์ 2014 Chulalongkorn University

การพัฒนาแบบวัดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครอง และบุตรสาวเรื่องการละเว้นเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน, จรรยา เจริญสุข, รุจา ภู่ไพบูลย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแบบวัดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและบุตรสาวเรื่องการละเว้นเพศสัมพันธ์ \nในวัยเรียน\n\nรูปแบบการวิจัย: การพัฒนาเครื่องมือ\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ วัยรุ่นหญิงที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จํานวน 261คน ดําเนินการสร้างแบบวัดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและบุตรสาวเรื่อง การละเว้นเพศสัมพันธ์ ในวัยเรียน ตามขั้นตอนดังนี้ 1) กําหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ จากการศึกษาแนวคิดและการสนทนากลุ่ม กับวัยรุ่นหญิงที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จํานวน 9 คน 2) สร้างข้อคําถามตามคํานิยาม เชิงปฏิบัติการที่ประกอบด้วย 3 มิติ จํานวน 25 ข้อ ลักษณะคําตอบเป็นแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ตั้งแต่ เป็นประจํา (5 คะแนน) ถึง ไม่เคยเลย (1 คะแนน) 3) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาของแบบวัด โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงเท่ากับ .95 โดยไม่มีข้อใดถูกตัดออก 4) หาความเที่ยงโดยนํา ไปทดลองใช้กับวัยรุ่นหญิงที่กําลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จํานวน 30 คน ได้ค่าสัมประสิทธิ์ อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .94 และ 5) ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct validity) โดย การวิเคราะห์ปัจจัย (Factor analysis) ของแบบวัดฯ ในนักเรียนหญิงจํานวน 261 คน\n\nผลการวิจัย: แบบวัดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและบุตรสาวเรื่อง การละเว้นเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน มีองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ รวม 24 ข้อ คือ 1) ผลเสียของการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ประกอบ ด้วยข้อคําถาม จํานวน 8 ข้อ สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 22.67, 2) การหลีกเลี่ยงโอกาส เสี่ยง / สถานการณ์ที่นําไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ประกอบด้วยข้อคําถาม จํานวน 8 ข้อ …


Return To Work After Stroke: A Nursing State Of The Science., Catherine Harris, PhD, MBA, CRNP 2014 Thomas Jefferson University

Return To Work After Stroke: A Nursing State Of The Science., Catherine Harris, Phd, Mba, Crnp

College of Nursing Faculty Papers & Presentations

There is a lack of research related to return to work (RTW) after acute ischemic stroke. Historically considered a disease of the elderly, acute ischemic stroke studies have not routinely used return to work as an outcome. Major stroke trials have not routinely collected this data as an endpoint. However, the mean age for acute ischemic stroke (AIS) has declined to 69 years of age, while the incidence in patients under the age of 55 has increased to 19%1-3. Changes in retirement age have also affected RTW as a consideration in stroke patients. Failure to RTW after recovery …


ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย, สุขิตา มาศขาว, รัตน์ศิริ ทาโต 2014 Chulalongkorn University

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย, สุขิตา มาศขาว, รัตน์ศิริ ทาโต

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมทางเพศ \nที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย\n\nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n\nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอาชีวศึกษาชายที่กําลังศึกษาหลักสูตร ปวส. ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี จากโรงเรียน 2 แห่ง ที่มีลักษณะคล้ายกันในจังหวัดน่าน โดยสุ่มโรงเรียนเพื่อจัดเป็นกลุ่ม ทดลองหรือควบคุม แล้วคัดเลือกโรงเรียนละ 2 ห้อง แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จํานวน 30 คน และกลุ่ม ทดลอง จํานวน 30 คน กลุ่มควบคุมได้รับความรู้จากหลักสูตรการเรียนการสอนตามปกติ กลุ่มทดลองได้ รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การใช้คําพูดชักจูง 2) การได้เห็นตัวแบบหรือประสบการณ์ของผู้อื่น 3) ประสบการณ์ที่กระทําสําเร็จด้วยตนเอง และ 4) สภาวะด้านร่างกายและอารมณ์ โดยมีสื่อประกอบการดําเนินกิจกรรม คือ แผนการสอน ภาพสไลด์ วีดิทัศน์ และคู่มือ "อาชีวะยุคใหม่ ทันสมัย ไม่เข้าใกล้เอดส์" ซึ่งได้รับการตรวจสอบความตรงของ เนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 คน เครื่องมือกํากับการทดลอง ได้แก่ แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะ ของตนเองในการมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย มีค่าความเที่ยง .81 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการทดสอบค่าที่\n\nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชายหลังได้รับ โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (x̄ = 66.40, SD = 2.43) สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ (x̄ = 55.77, SD = 6.09) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p < .01) และ 2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมทางเพศ ที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (x̄ = 66.40, SD = 2,43) สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับความรู้ตามปกติ (x̄ = 57.30, SD = 5.36) อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (p < .01)\n \nสรุป: โปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนส่งผลให้นักเรียนอาชีวศึกษาชายมีพฤติกรรมทางเพศ ที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นและเพิ่มมากกว่านักเรียนอาชีวศึกษาชายที่ได้รับความรู้ตามปกติ\n


ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด, ปริศนา แผ้วชนะ, วีณา จีระแพทย์ 2014 Chulalongkorn University

ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด, ปริศนา แผ้วชนะ, วีณา จีระแพทย์

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: 1) เปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียน โรคหอบหืด ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการวางแผนจําหน่าย และ 2) เปรียบเทียบพฤติกรรม การจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืดระหว่างกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม การวางแผนจําหน่ายกับกลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด จํานวน 40 คน อายุ 7-12 ปี ที่มา รับการรักษาแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง 20 คนแรก เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง 20 คนหลัง เป็นกลุ่มทดลอง จับคู่ให้เหมือนกันด้าน อายุ และเพศ เครื่องมือที่ใช้ในการ ทดลองประกอบด้วย โปรแกรมการวางแผนจําหน่าย สถานการณ์จําลอง และสมุดพกแนวทางปฏิบัติตัว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถามพฤติกรรมการจัดการตนเอง ซึ่งผ่านการตรวจสอบ ความตรงตามเนื้อหา และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ .87 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที\n \nผลการวิจัย: 1) พฤติกรรมการจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกําเริบของเด็กวัยเรียนโรคหอบหืด หลังได้รับโปรแกรมการวางแผนการจําหน่าย ดีกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 2) พฤติกรรมจัดการตนเองเพื่อป้องกันอาการหืดกำเริบของเด้กวัยเรียนโรคหอบหืด กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการวางแผนการจําหน่าย ดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05\n\nสรุป: การวางแผนจําหน่ายที่ใช้สถานการณ์จําลองและสมุดพกแนวทางปฏิบัติตัว เป็นกิจกรรมการ พยาบาลที่มีประสิทธิภาพต่อการเสริมสร้างพฤติกรรมการจัดการตนเองในเด็กวัยเรียน\n


ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคสูงอายุต้อหิน, หทัยกาญจน์ เชาวกิจ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา 2014 Chulalongkorn University

ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยโรคสูงอายุต้อหิน, หทัยกาญจน์ เชาวกิจ, จิราพร เกศพิชญวัฒนา

Journal of Nursing Research, Innovation, and Health

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัว ต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน\n \nรูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง\n \nวิธีดําเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคต้อหินทั้งชายและหญิง ที่เข้ารับการรักษาในคลินิก โรคต้อหิน แผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กําหนด จํานวน 60 ราย แบ่ง เป็นกลุ่มทดลอง 30 ราย กลุ่มควบคุม 30 ราย โดยจับคู่ด้าน เพศ ระดับการศึกษา รายได้ และโรคประจําตัว กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตน และการสนับสนุนจากครอบครัว ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) การประเมินทางสภาพสรีรวิทยาและ การกระตุ้นทางอารมณ์ 2) การให้คําแนะนําหรือการใช้คําพูดชักจูง 3) การเรียนรู้ผ่านตัวแบบหรือ ประสบการณ์ของผู้อื่น และ 4) ประสบการณ์ที่กระทําสําเร็จได้ด้วยตนเอง และการสนับสนุนจากครอบครัว ใน 4 ด้าน คือ ด้านอารมณ์ ด้านการประเมินค่า ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านทรัพยากร เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน มีค่าดัชนีความตรงเชิง เนื้อหา เท่ากับ .80 มีค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ .84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ Paired-t test และสถิติ One-way ANOVA\n \nผลการวิจัย: 1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหินหลังได้รับโปรแกรมฯ สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n2) ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหิน หลังได้รับโปรแกรมฯสูงกว่าผู้ป่วยสูงอายุโรคต้อหินที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05\n \nสรุป: โปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนจากครอบครัวส่งผลให้ผู้สูงอายุโรคต้อหิน มีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพดีขึ้นและดีกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ\n


Digital Commons powered by bepress