Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Geriatric Nursing Commons™

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

980 Full-Text Articles 1,524 Authors 784,006 Downloads 136 Institutions

All Articles in Geriatric Nursing

Faceted Search

980 full-text articles. Page 16 of 46.

Factors Associated With Technology Adoption By Community-Dwelling Older Adults During The Covid-19 Pandemic, Elizabeth A. Sutton 2023 CUNY Graduate Center

Factors Associated With Technology Adoption By Community-Dwelling Older Adults During The Covid-19 Pandemic, Elizabeth A. Sutton

Dissertations, Theses, and Capstone Projects

The COVID-19 pandemic brought to the forefront the disparity between older and younger Americans in the utilization of information and communication technologies (ICT) when measures such as the COVID vaccine rollout were dependent on technology use. Technology adoption has implications for overall health and the continuation of disparities in technology adoption is associated with poor aging outcomes. The aim of this study was to understand factors associated with technology adoption by community-dwelling older adults during the COVID-19 pandemic. A nationally representative sample of 2,954 community-dwelling older adults who completed the National Health and Aging Trends Study (NHATS) COVID-19 Questionnaire was …


Heart Smart Holidays: Coping With Stress, Staying Active, And Healthy Cooking Strategies For Seniors In Cleveland County, Lauren Ridgeway 2023 Gardner-Webb University

Heart Smart Holidays: Coping With Stress, Staying Active, And Healthy Cooking Strategies For Seniors In Cleveland County, Lauren Ridgeway

Doctor of Nursing Practice Projects

This Doctor of Nursing Practice Project assessed whether attending community group meetings focusing on stress, staying active, and healthy eating during the holidays, could influence cardiovascular disease awareness, mental health awareness, and quality of life of senior citizens in Cleveland County. A convenience sample of 6 participants attended the Coping with Stress and Staying Active event while 10 participants attended the Healthy Cooking Strategies event. The objectives were measured using a pretest posttest design before and after the presentations. There was strong evidence (t(9) = -13.597, p < .05) that the group seminar on managing stress and staying active during the holiday season improved the mental health awareness of participants. Data also showed a significant increase in Cardiovascular Disease Awareness from pretest to posttest (t(5) = 3.246, p < .05) after the seminar on healthy cooking strategies. The project raised community awareness to the importance of managing stress, staying active, and making small nutritional changes to positively impact the cardiovascular health of Seniors.


Early Identification Of Barriers To Medication Adherence In The Elderly Population Through The Use Of A Modified Screening Tool, Miranda Joyner, Blake Meranto 2023 The University of Southern Mississippi

Early Identification Of Barriers To Medication Adherence In The Elderly Population Through The Use Of A Modified Screening Tool, Miranda Joyner, Blake Meranto

Doctoral Projects

Medication nonadherence (MNA) is a major contributor to hospitalizations and accounts for billions of dollars spent every year on health care. Despite medications being prescribed in nearly 75% of healthcare interactions, it is estimated that 33 to 50% of Americans do not take their medications as prescribed, if at all (Bartlett Ellis et al., 2020; Kleinsinger, 2018). The COM-B (Capability, Opportunity, Motivation, Behavior) Model used in this DNP project suggests that an individual must have the capability, opportunity, and motivation to enact a certain behavior, and should any of these areas be lacking, the behavior is unlikely to occur. This …


Therapeutic Gardening And Its Effects On Depressive Symptoms In Dementia Care, Shannon E. Norton 2023 University of Central Florida

Therapeutic Gardening And Its Effects On Depressive Symptoms In Dementia Care, Shannon E. Norton

Honors Undergraduate Theses

Aim: To present a literature review of the positive effects and overall reduction of depressive symptoms that an intervention such as therapeutic gardening has on individuals living within memory care facilities.

Background: As most humans age, they often lose abilities or skills that they have had for their entire lives (e.g. driving, grooming, toileting, seeing and/or hearing). By implementing programs that involve therapeutic garden therapy, individuals with dementia who are at greater risk for clinical depressive symptoms may find that this alternative approach improves their symptoms.

Methods: A comprehensive, electronic, literature search in the CINAHL database was completed and included …


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่, อุทุมพร ศิริงาม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ชนิดการรักษา ความวิตกกังวล ความทุกข์ทรมานจากอาการ และการสนับสนุนทางสังคมกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมรายใหม่จำนวน 133 คนที่รับการรักษาในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลตำรวจ สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีเลือกตามสะดวก เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบสอบถามความวิตกกังวลตามสถานการณ์ แบบสอบถามความทุกข์ทรมานจากอาการ และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาดังนี้ แบบประเมินความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน เท่ากับ 0.88 แบบประเมินความทุกข์ทรมานจากอาการ เท่ากับ 0.8 และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคมเท่ากับ 0.9 และหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค มีค่าเท่ากับ.96, .95, .85 และ 82 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่มีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนในระดับน้อย (mean = 2.39, SD = 0.78) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือระบบสุขภาพและข้อมูล มีความต้องการระดับปานกลาง(mean = 3.09, SD = 1.15) รองลงมาคือด้านการดูแลผู้ป่วยและการสนับสนุน (mean = 2.80 SD = 1.22) ขณะที่ด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุดคือเพศสัมพันธ์ (mean = 1.60, SD = 0.74) 2. ความวิตกกังวลและความทุกข์ทรมานจากอาการมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = .40, .41 และ .45 ตามลำดับ) การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางลบกับความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 (r = -.18) สำหรับปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ได้แก่ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และการรักษา


ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, ชาลินี ปุรินทะ 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน, ชาลินี ปุรินทะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน จำนวน 214 คน ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 9 ส่วน คือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ 3) แบบสอบถามการรับรู้อาการเจ็บหน้าอก 4) แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วยฉบับย่อ 5) แบบสอบถามความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของโรคฉบับย่อ 6) แบบสอบถามความวิตกกังวลในผู้ป่วยโรคหัวใจ 7) แบบประเมินความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย 8) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตน และ 9) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .70, 1, .77, .83, .94, .91, .92 และ 1 ตามลำดับ และผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ .70, .71, .84, .80, .81, .84 และ .89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. บุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 23.8 มีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับปานกลางคิดเป็นร้อยละ 57.9 มีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในระดับมากคิดเป็นร้อยละ 18.2 และบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมีความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 36.92, SD = 9.89) 2. ปัจจัยทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ ความวิตกกังวล (Beta = .369) ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย (Beta = .281) การรับรู้ความเจ็บป่วย (Beta = .119) และการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Beta = - .309) สามารถทำนายความรู้สึกกลัวความก้าวหน้าของความเจ็บป่วยในบุคคลภายหลังเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันคิดเป็นร้อยละ 69.6 (Adjusted R2 …


ผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ, ธัญญลักษณ์ ตาทอง 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ, ธัญญลักษณ์ ตาทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดแบบอนุกรมเวลามีการให้สิ่งทดลองซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้าต่ออาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทั้งเพศชายและเพศหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการตรวจสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ ณ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 19 คน โดยจับคู่กลุ่มตัวอย่างให้มีคุณสมบัติคล้ายคลึงในด้านเพศ อายุ ชนิดและปริมาณยาลดปวดที่ได้รับ กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า พัฒนาขึ้นโดยใช้กรอบแนวคิดทางสรีระวิทยาการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างในผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบประเมินอาการปวดหลังส่วนล่างโดยใช้มาตรวัดความปวดด้วยสายตา (Visual analog scale) ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และได้ค่าความเที่ยงด้วยวิธีการวัดซ้ำเท่ากับ 0.83 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้า หลังได้รับโปรแกรมในชั่วโมงที่ 2, 4 และ 6 มีคะแนนอาการปวดหลังส่วนล่างน้อยกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผู้ป่วยภายหลังได้รับการตรวจสวนหัวใจในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการนวดกดจุดสะท้อนฝ่าเท้ามีคะแนนอาการปวดหลังส่วนล่างน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ ในชั่วโมงที่ 2, 4 และ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ปริญญา ยอดอาษา 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว, ปริญญา ยอดอาษา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว เพศชายและหญิง อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด โดยจับคู่ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกันในเรื่องเพศ อายุ ระดับการศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน โดยกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพร่วมกับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกิน และแบบสอบถามประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับหัวใจล้มเหลวและภาวะน้ำเกิน ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ .95 และ .80 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .91 และ .93 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างด้วยสถิติทดสอบที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวในกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมป้องกันภาวะน้ำเกินในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่ได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Polypharmacy: Increasing Medication Adherence, James C. Kelly 2023 Dominican University of California

Polypharmacy: Increasing Medication Adherence, James C. Kelly

Nursing | Student Research Posters

Polypharmacy is a common problem among older adults where they take multiple medications concurrently, leading to negative health outcomes such as adverse drug reactions, drug-drug interactions, and non-adherence to medications. To address this issue, a randomized controlled trial (RCT) is proposed that will involve elderly patients (aged 65 years or older) who are taking five or more medications. Participants will be randomly assigned to either the intervention or control group, with the intervention group receiving nurse-led medication therapy management (MTM) and patient education to improve medication adherence. The Health Belief Model can be used to educate and empower older adults …


Gender Differences In Administration Of Tpa In Treatment Of Ischemic Stroke, Christina Annerino 2023 Northern Illinois University

Gender Differences In Administration Of Tpa In Treatment Of Ischemic Stroke, Christina Annerino

CURE Proceedings

As medicine and pharmacology advance through the years, new life-saving treatments are studied or discovered every day, and a medical emergency is no longer a death sentence. Even with conditions as serious as ischemic stroke, there is hope for survival and rehabilitation with the ‘clot-busting’ drug, tissue plasminogen activator, colloquially known as ‘tPA’. tPA is a thrombolytic agent, a substance that acts on fibrin in clots to dissolve them so they can no longer cause ischemia in blood vessels that results in a stroke. (Vega, 2022). tPA is an extremely effective treatment for ischemic stroke, demonstrated in 2013 by a …


Utilizing Podcast Education To Improve Nurse Knowledge, Confidence, And Behaviors Related To Palliative Care Conversations In The Intensive Care Unit, Brittany Estridge 2023 University of Kentucky

Utilizing Podcast Education To Improve Nurse Knowledge, Confidence, And Behaviors Related To Palliative Care Conversations In The Intensive Care Unit, Brittany Estridge

DNP Projects

Background: The personal connection that Registered Nurses (RNs) build with patients and their families puts them at the forefront of many conversations during the patient’s stay in the intensive care unit (ICU). Some of the most difficult conversations are related to palliative care (PC). It can be challenging to know how to respond to the complex questions posed in palliative care conversations (PCC) when patients and their caregivers are making decisions that will alter the course of the patient’s treatment, as well as affect the quality and length of their life.

Purpose: Nurses receive inadequate training in PCC. The purpose …


Addressing The Inpatient Penicillin Allergy And Antibiotic Stewardship: The Effect Of Education On Compliance Rates Of The Nurse Driven Penicillin Allergy Assessment Tool, Alexandria Bassler 2023 University of Kentucky

Addressing The Inpatient Penicillin Allergy And Antibiotic Stewardship: The Effect Of Education On Compliance Rates Of The Nurse Driven Penicillin Allergy Assessment Tool, Alexandria Bassler

DNP Projects

Background: Penicillin allergies are the most frequently reported drug allergy but less than 1% of the total population has a true immune-mediated allergy. Patients who are labeled as having a penicillin allergy may receive drugs that are less effective, more costly, and more toxic. The nurse driven penicillin allergy assessment tool strives to increase penicillin allergy de-labeling rates by pharmacists and providers.

Objective: The purposes of this study were to (1) perform a retrospective and prospective chart review to determine compliance rates with the nurse driven penicillin allergy assessment tool, (2) provide an education module on antibiotic stewardship …


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, ชมพูนุช ไชยยะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระยะของโรค ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า กิจกรรมทางกาย ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ภาวะโรคร่วม การสนับสนุนทางสังคม กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้และทวารหนัก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 94 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะโรคร่วม แบบสอบถามอาการวิตกกังวลและอาการซึมเศร้าของผู้ป่วยในโรงพยาบาล แบบสอบถามการมีกิจกรรมทางกายสากล แบบประเมินกิจวัตรประจำวัน แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แบบสอบถามเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจความตรงเชิงเนื้อหา และเคยนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการศึกษาในผู้ป่วยกลุ่มโรคมะเร็งในประเทศไทยมากก่อน และเหมาะกับบริบทผู้สูงอายุไทย ตรวจสอบความเที่ยงเท่ากับ 0.84, 0.78, 0.83, และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและสเปียร์แมน ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1. คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักอยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.26; SD= 1.24) 2. ระยะของโรค กิจกรรมทางกาย การสนับสนุนทางสังคม ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= 0.757, 0.323, 0.608, และ 0.222 ตามลำดับ) 3. ภาวะโรคร่วม มีความสัมพันธ์เชิงลบต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยสูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r= -0.314) 4. ภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า ไม่ความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้สูงอายุโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์ 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ, ศรัณย์พร ศรีใจอินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาหาความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคประจำตัว ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ ความรุนแรงของอาการติดเชื้อโควิด-19 การรักษาที่ได้รับระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ความเครียด และกิจกรรมทางกายกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่มีประวัติติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเวลาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ขึ้นไปโดยนับตั้งแต่วันแรกของการติดเชื้อ และเคยเข้ารับการรักษาทั้งเป็นผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน หรือหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19 ในโรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 87 คน เลือกการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้สึกเครียด แบบสอบถามกิจกรรมทางกายระดับสากล และแบบสอบถามอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อ ไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ โดยเครื่องมือมีคุณภาพทั้งความตรงตามเนื้อหาและความเที่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. อาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ พบมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า ไอ นอนไม่หลับ มีเสมหะ เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ มีน้ำมูก หายใจลำบาก ปวดตามข้อ และปวดหลัง 2. ภาวะอ้วน เพศ ความเครียด โรคประจำตัว มีความสัมพันธ์ทางบวกกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=.69, η= .31, rxy=.33, η=.23 ตามลำดับ) 3. อายุ ประวัติการรับวัคซีนป้องกันโควิค-19 ก่อนการติดเชื้อ มีความสัมพันธ์ทางลบกับอาการหลงเหลือภายหลังการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 19 ในผู้สูงอายุ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs= -.23, rxy= -.16 …


ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ, จิรารัตน์ ขันติยะบุตร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและความสัมพันธ์ระหว่าง อายุ เพศ โรคร่วม ดัชนีมวลกาย อาการและสภาวะการทำหน้าที่กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เคยเข้ารับการรักษาในระบบบริการทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของโรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 113 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินอาการ แบบประเมินสภาวะการทำหน้าที่ และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านและตรวจสอบความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .83, .83, และ .81 ตามลำดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อีต้าและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ คือ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ มีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.38 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.55 2. สภาวะการทำหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .257) 3. อาการมีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยอาการที่มีความสัมพันธ์ ได้แก่ อาการเจ็บหน้าอก/ใจสั่น อาการมึนงง/คิดไม่ออก อาการอ่อนเพลีย/เหนื่อยล้า อาการนอนไม่หลับ อาการปวดศีรษะ/เวียนศีรษะ อาการหายใจลำบาก/หอบเหนื่อย อาการปวดเจ็บในข้อ และปัญหาด้านอารมณ์ (r = -.363, -.295, -.292, -.281, -.250, -.247, -.229 และ -.198) ตามลำดับ 4. อายุ เพศ โรคร่วมและดัชนีมวลกายไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังจำหน่ายออกจากระบบ


ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ, กฤษภุมรินทร์ จงอบกลาง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนายเพื่อศึกษาปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกศัลยกรรมทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และโรงพยาบาลรามาธิบดี รวมทั้งสิ้น จำนวน 272 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้า เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามทั้งหมด 7 ส่วน คือ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามภาวะซึมเศร้า 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม 4) แบบสอบถามความวิตกกังวล 5) แบบสอบถามความหวัง 6 ) แบบสอบถามการมองโลกในแง่ดี 7) แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ได้ ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.95, 1, 0.97, 0.88, 0.96 และ 0.98 ตามลำดับ และผ่านการตรวจสอบความเที่ยงของ เครื่องมือเท่ากับ 0.74, 0.73, 0.81, 0.74, 0.72 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยคำนวณสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1. บุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า คิดเป็นร้อยละ 93.75 มีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 6.25 และบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ( Mean = 64.99, SD= 13.11) 2. ปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจประกอบด้วย 4 ตัวแปร ได้แก่ การมองโลกในแง่ดี (Beta = .203) การรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย (Beta = -.143) การสนับสนุนทางสังคม (Beta = -.117) ความวิตกกังวล (Beta = .311) เป็นปัจจัยที่สามารถทำนายภาวะซึมเศร้าในบุคคลภายหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คิดเป็นร้อยละ 38.1 (Adjusted R2 = .381, p


ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก, อิสริยา ทับทิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก อายุ 30 – 84 ปี ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ว่าเป็นกระดูกสะโพกหัก ได้รับการผ่าตัดสะโพก และเข้าพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จับคู่กลุ่มตัวอย่างด้วยตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา และความปวด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 22 คน กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต่อความสามารถในการทำกิจกรรมของผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพก เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม ประเมินโดยใช้แบบบันทึกระยะทางที่ผู้ป่วยเดินได้บนพื้นราบภายในเวลา 6 นาที (Six-minute walk test) โปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตารางบันทึกการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเป็นเครื่องมือกำกับการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และสถิติทดสอบค่าที ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกภายหลังได้รับโปรแกรมส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสะโพกที่ได้รับโปรแกรมส่งเสริมความของแรงของกล้ามเนื้อมีความสามารถในการทำกิจกรรมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการพยาบาลตามปกติในระยะก่อนจำหน่าย สัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์ 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง, ชนกนันท์ คันธะยันต์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยแบบสหสัมพันธ์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะซึมเศร้า การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม ระดับการศึกษาทางโลก ระดับการศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 84 รูป พระสงฆ์ที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยที่พระสงฆ์สูงอายุได้รับการรักษาอยู่ในแผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรมโรงพยาบาลสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามการรับรู้ความเจ็บป่วย แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม แบบสอบถามความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเที่ยงจากการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ ครอนบาคเท่ากับ .84, .81, .86, .87, .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและพอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 38.1 มีความกระตือรือร้นในการดูแลตนเอง ระดับ 4 (แสดงพฤติกรรมใหม่ และคงไว้ได้ในสถานการณ์ตึงเครียด) แต่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 61.90) ของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง มีความกระตือรือร้นระดับ 1 2 และ 3 (ไม่เข้าใจบทบาทการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในการดูแลตนเอง) 2. ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ การรับรู้สมรรถนะแห่งตน การรับรู้ความเจ็บป่วย การสนับสนุนทางสังคม และระดับการศึกษาทางโลก (r = .736, r = .659, r = .386, r = .295) ตามลำดับ ส่วนภาวะซึมเศร้ามีความสัมพันธ์ทางลบกับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 (r = -.765) อีกทั้งพบว่า การศึกษาทางธรรม และดัชนีมวลกาย ไม่มีความสัมพันธ์กับความกระตือรือร้นในการดูแลตนเองของพระสงฆ์สูงอายุอาพาธโรคความดันโลหิตสูง


ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค, ปริญญดา เปการี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีและเป็นวัณโรค มีอายุตั้งแต่ 20 -59 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 84 ราย ซึ่งกำลังรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี และยารักษาวัณโรคพร้อมกัน ได้รับการรักษาดังกล่าวมาแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน จากคลินิกยาต้านเอชไอวีและคลินิกโรคปอด ณ โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความร่วมมือในการรักษา การประเมินการสนับสนุนทางสังคม แบบประเมินการรักษาโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การประเมินปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การประเมินความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค และ แบบประเมินการตีตราภายในตนเองในผู้ติดเชื้อเอชไอวีฉบับภาษาไทย โดยแบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบค่าความเที่ยงได้เท่ากับ 0.93, 0.80, 0.93, 0.72, 0.97 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติสหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ผลการศึกษา พบว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค มีระดับความร่วมมือในการรักษาอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 56.23 (SD = 6.218 ) และมีความร่วมมือในการรับประทานยาในระดับสูงโดยมีคะแนนเฉลี่ย 30.56 (SD= 2.78) และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 25.67 (SD= 5.16) การสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค (r= .218) และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=.224) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีและยารักษาวัณโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= .223) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค ( r= -.311) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความสัมพันธ์ทางลบกับความร่วมมือในการรับประทานยา (r= -.312) และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (r=-.285) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนับสำคัญทางสถิติ ระหว่าง การดูแลแบบมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการตีตราภายในตนเอง ต่อความร่วมมือในการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีโรคร่วมวัณโรค …


ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์ 2023 คณะพยาบาลศาสตร์

ปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง, ณิรินทร์ญา ปิยะพีรกาญจน์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองและศึกษาปัจจัยคัดสรรที่สัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย และความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จำนวน 93 คน ที่มารับการตรวจติดตามการรักษา ณ แผนกผู้ป่วยนอกหน่วยตรวจโรคประสาทศัลยศาสตร์และอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลตำรวจ และสถาบันประสาทวิทยา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2542 แบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล แบบประเมินความเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย หาความเที่ยงของแบบประเมินแบบประเมินกิจวัตรประจำวันดัชนีบาร์เธลเอดีแอล ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย แบบสอบถามความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย แบบประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความเข้มแข็งทางใจสำหรับผู้สูงอายุไทย โดยการคำนวณค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .84, .85, .87, .80 และ .93 ตามลำดับ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์อีต้า สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษา พบว่า 1. ความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=73.49, SD=7.145) 2. ระดับการศึกษา ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rs=.659, rs=.265, rxy=.620 ตามลำดับ) 3. ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไม่แน่นอนในความเจ็บป่วย มีความสัมพันธ์ทางลบกับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (rxy=-.310, rxy=-.603 ตามลำดับ) 4. เพศ สถานภาพสมรส ไม่มีความสัมพันธ์กับความเข้มแข็งทางใจของผู้สูงอายุโรคหลอดเลือดสมอง


Digital Commons powered by bepress