ผลของการฝึกโปรแกรมทักษะทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการด้านลบเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามปกติ,
2018
คณะแพทยศาสตร์
ผลของการฝึกโปรแกรมทักษะทางสังคมของผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการด้านลบเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษาตามปกติ, ศิริลักษณ์ ปรมะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง (Experimental study) แบบ Randomized Control Study มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการทางด้านลบ ที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่วยนอกจิตเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการด้านลบจำนวน 23 คน แบ่งกลุ่มโดยการสุ่มอย่างง่าย ในกลุ่มทดลองผู้ป่วยได้รับการฝึกโปรแกรมทักษะทางสังคม จำนวน 8 คน และกลุ่มควบคุมที่ได้รับการรักษาตามปกติ จำนวน 15 คน โดยใช้เครื่องมือ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินทางจิต Positive and Negative Syndrome Scale (PANSS – T) 3) แบบประเมินทักษะการทำหน้าที่ทางสังคม 4) โปรแกรมทักษะทางสังคม ผลการศึกษาพบว่า 1) ค่าคะแนนทดสอบทักษะทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการฝึกทักษะทางสังคมเพิ่มมากขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม (ค่าเฉลี่ยค่าคะแนนการทำหน้าที่ทักษะทางสังคมกลุ่มทดลอง ก่อนทดลอง = 96.5 หลังทดลอง = 117.88 กับ กลุ่มควบคุม ก่อนการทดลอง = 129.67 หลังทดลอง = 122.93, P<0.05) 2) ค่าคะแนนทดสอบทักษะทางสังคมในผู้ป่วยจิตเภทกลุ่มทดลองหลังได้รับโปรแกรมการฝึกทักษะทางสังคมสูงกว่าก่อนได้รับการฝึกโปรแกรมทักษะทางสังคม (ค่าเฉลี่ยค่าคะแนนการทำหน้าที่ทักษะทางสังคมกลุ่มทดลอง ก่อนทดลอง = 96.5 หลังทดลอง = 117.88, P<0.05) แต่ไม่พบผลดังกล่าวในกลุ่มควบคุม
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุบลราชธานี และความเกี่ยวข้อง ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว,
2018
คณะแพทยศาสตร์
ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุบลราชธานี และความเกี่ยวข้อง ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว, จุฑาพร แต้ภักดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross - sectional Descriptive Study) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 716 คน ซึ่งถูกเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ของจิตราภรณ์ ทองกวด ซึ่งพัฒนามาจากทฤษฏีของโกลแมน และแบบวัดการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว Chulalongkorn Family Inventory (CFI) นำเสนอโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สถิติ t-test , One way ANOVA และ Multiple Linear Regression โดยกำหนดความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.93 ในขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวอยู่ในระดับดีพอสมควร ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.11 ความสัมพันธ์ระหว่างความเห็นอกเห็นใจและการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p < 0.001) และมีความสัมพันธ์กับทุกด้านของการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวยกเว้นด้านการควบคุมพฤติกรรม และมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับปัจจัยเพศ ( p < 0.001) คะแนนเฉลี่ยสะสม ( p < 0.001) สถานะความสัมพันธ์ของบิดามารดา ( p = 0.03) และความสัมพันธ์ของนักเรียนกับมารดา ( p = 0.001) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นการช่วยให้ครอบครัวปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างแข็งแรงย่อมช่วยในการเสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้กับเด็กได้
ผลของสุคนธบำบัดที่มีต่อความฝันที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ความรู้สึก 9 ด้านและเพื่อวัดคุณภาพการนอนหลับในผู้ป่วยจากการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, ชนิดา โรจน์จำนงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบำบัดด้วยสุคนธบำบัดในผู้ป่วยจากการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการบำบัดรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี 20 คน โดยเป็นผู้ป่วยที่อยุู่ในช่วงฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและใจ เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข โดยเปรียบเทียบเมื่อไม่ได้รับการบำบัดด้วยสุคนธบำบัดกับเมื่อได้รับการบำบัดด้วยสุคนธบำบัด พบว่าน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะลิมีผลต่อความรู้สึกทั้ง 9 ด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย ความรู้สึกถูกระตุ้น (stimulant) ความรู้สึกกังวล (anxious) ความรู้สึกหิว (hungry) ความรู้สึกมีอารมณ์พุ่งสูง (high) ความรู้สึกหวาดระแวง (paranoid) ความรู้สึกพูดไม่ออก (tongue-tied) ความรู้สึกแย่ (bad) ความรู้สึกกระสับกระส่าย (restless) และความรู้สึกอยากเสพสาร (craving) โดยมีคะแนนค่าเฉลี่ยความรู้สึกทั้ง 9 ด้านในวันที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยต่ำกว่าวันที่ไม่ได้รับน้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า < 0.05 ทั้งนี้ในส่วนของการบันทึกความฝันที่เกี่ยวกับการใช้สารเสพติดในช่วงที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยมีคะแนนค่าเฉลี่ยต่ำกว่าวันที่ไม่ได้รับน้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า 0.05 และการวัดคุณภาพการนอนหลับในช่วงที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยมีคะแนนค่าเฉลี่ยต่ำกว่าวันที่ไม่ได้รับน้ำมันหอมระเหยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับน้อยกว่า < 0.05 ดังนั้นการได้รับการบำบัดด้วยสุคนธบำบัดจึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำไปใช้บำบัดเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยติดสารเสพติดได้
ปัจจัยทางจิตสังคมของกลุ่มประชากรคนไร้บ้านที่มีโรคจิตเวชในเขตกรุงเทพมหานคร,
2018
คณะแพทยศาสตร์
ปัจจัยทางจิตสังคมของกลุ่มประชากรคนไร้บ้านที่มีโรคจิตเวชในเขตกรุงเทพมหานคร, ถิรนันท์ ช่วยมิ่ง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคจิตเวชกับสถานการณ์ก่อนและหลังภาวะไร้บ้านในกลุ่มประชากรคนไร้บ้าน และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางจิตสังคมของคนไร้บ้านและการเปลี่ยนแปลงอาการของโรคจิตเวช กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มประชากรคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน ซึ่งได้รับการวินิจฉัยจากเครื่องมือวินิจฉัย โรคจิตเวช Mini International Neuropsychiatric (Thai version) (5.0) (M.I.N.I) รวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ตามหัวข้อคำถามที่สร้างขึ้น โดยมีเนื้อหาครอบคลุมวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษา สัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติส่วนตัว สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจไร้บ้าน ประวัติความเจ็บป่วยทางจิตเวชของคนไร้บ้านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ปัจจัยทางจิตสังคมของคนไร้บ้านและการเปลี่ยนแปลงอาการจิตเวช การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการศึกษาพบข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างสถานการณ์โรคจิตเวชก่อนไร้บ้านและหลังภาวะไร้บ้าน สถานการณ์โรคจิตเวชก่อนไร้บ้าน พบ 4 โรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคติดสุราหรือสารเสพติด และโรคจิต สถานการณ์โรคจิตเวชในปัจจุบัน พบ 5 โรค ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคอารมณ์สองขั้ว โรคติดสุราหรือสารเสพติด โรคจิต และโรควิตกกังวล พบว่าโรคจิตเวชมีความสัมพันธ์กับสาเหตุของการไร้บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชากรกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นคนไร้บ้านคือผู้ที่มีอาการจิตเวช ในระดับรุนแรง อาทิ โรคจิตหรือโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งมีปัจจัยทางด้านสุขภาพจิตทับซ้อนกับปัญหาทางสังคม อันได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความล้มเหลวของระบบการรักษาผู้ป่วยจิตเวช การสนับสนุนทางสังคม ทัศนคติทางลบ ความไม่รู้และไม่เข้าใจต่อผู้ป่วยจิตเวช ปัญหาเหล่านี้เป็นระเบิดเวลาที่จะสร้างปัญหาให้กับคุณภาพประชากรในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่พ้น และพบปัจจัยจิตสังคมที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาการจิตเวช ดังนี้ ปัจจัยทางด้านสังคม 6 ด้าน ได้แก่ ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านการงาน สภาพแวดล้อมและความปลอดภัยในสังคม สุขภาพและความพิการ นโยบายจัดระเบียบคนไร้บ้านของภาครัฐ และการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและบริการสาธารณสุข และ ปัจจัยทางด้านจิตใจ 3 ด้าน ได้แก่ ความสิ้นหวัง ความโดดเดี่ยว และความรู้สึกไร้ค่า ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชน ไปจนถึงระดับนโยบายส่วนกลาง พัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยจิตเวช โดยเริ่มต้นได้จากการสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโรคจิตเวชให้กับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอคติ ทำให้เกิดความอาทร นำไปสู่ความช่วยเหลือของชุมชนที่จะมีต่อผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัว เพื่อที่จะไม่ต้องแบกรับปัญหาและการแก้ไขสถานการณ์ปัญหาต่าง ๆ เพียงลำพัง เป็นการดีหากมีพื้นที่ในการฟื้นฟู ดูแล ผู้ป่วยจิตเวชที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ จะมีเพิ่มขึ้นและเป็นต้นแบบในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชอย่างรอบด้าน เป็นสิ่งที่ได้เริ่มขึ้นโดยชุมชนที่เข้มแข็งเป็นสำคัญ
ผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองต่อระดับการรับรู้สติ 5 ด้านและความเครียดของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี, นพดล โสภณวรกิจ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
จากปัญหาอัตราการกลับไปเสพสารเสพติดซ้ำของผู้เข้ารับการบำบัดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจากการขาดการรับรู้ถึงความสามารถของตน ซึ่งการพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองเป็นอีกหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการรับรู้ถึงความสามารถของตนอย่างเหมาะสม การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกการตระหนักรู้ในตนเองของผู้ป่วยมีความผิดปกติของการใช้สารกลุ่มแอมเฟตามีน โดยเป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลอง แบบศึกษากลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยที่เข้ารับการบำบัดที่แผนกผู้ป่วยในของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี จำนวน 40 คน ซึ่งเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก 4 หัวข้อ ได้แก่ 1) การสังเกตและรับรู้ในตนเอง, 2) การฝึกปล่อยวางอารมณ์ รู้ทันความคิด, 3) การตระหนักรู้ในชีวิตประจำวัน และ 4) การวางแผนการดำเนินชีวิตในระยะยาวผ่านการมองหาคุณค่าของบุคคลรอบข้าง รวม 4 ครั้ง ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลส่วนตัว 2) แบบวัดการรับรู้ของสติใน 5 ด้าน 3) แบบประเมินความเครียด กรมสุขภาพจิต ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมด้วยสถิติ pair t-test และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ด้วยค่าสหสัมพันธ์แบบ Pearson จากผลการศึกษาพบว่าหลังจากเข้าร่วมโปรแกรมการรับรู้สติทั้งในภาพรวมและจำแนกตามองค์ประกอบ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการสังเกต ด้านการบรรยายเป็นคำพูด ด้านการรับรู้อิริยาบถ ด้านการไม่ตัดสิน ด้านการไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกมีค่าคะแนนสูงขึ้น ในขณะที่ค่าคะแนนความเครียดลดลง โดยมีค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ 0.001*, 0.113, 0.035*, 0.037*, 0.281, 0.049* และ 0.008* ตามลำดับ และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะประชากรและผลต่างของค่าคะแนนก่อน-หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกมีประสิทธิภาพในการเพิ่มระดับการตระหนักรู้ในตนเองของผู้เข้าร่วม อีกทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยทั้งที่เคยและไม่เคยมีประสบการณ์การฝึกเจริญสติได้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการช่วยลดปัญหาการกลับมาเสพสารเสพติดซ้ำในผู้เข้ารับการบำบัดรักษาในอนาคต
การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิผลของการพักรักษาในสถานบำบัดแบบระยะสั้นและระยะยาวในการบำบัดรักษาการใช้สารเมทแอมเฟตามีนในสถาบันธัญญารักษ์,
2018
คณะแพทยศาสตร์
การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิผลของการพักรักษาในสถานบำบัดแบบระยะสั้นและระยะยาวในการบำบัดรักษาการใช้สารเมทแอมเฟตามีนในสถาบันธัญญารักษ์, พุทธิพงศ์ ประสาทพรศิริโชค
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนและประสิทธิผลของการพักรักษาในสถานบำบัดแบบระยะสั้น (ไม่เกิน 30 วัน) และระยะยาว (มากกว่า 30 วัน) ในการบำบัดรักษาการใช้สารเมทแอมเฟตามีน รวมถึงศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความสามารถในการหยุดใช้สารเสพติดได้นานกว่า 3 เดือนหลังเข้ารับการบำบัดรักษาภาวะติดสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนก่อนเข้ารับการรักษาครั้งปัจจุบันที่สถาบันธัญญารักษ์ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงานวิจัย ก่อนหน้าที่ได้เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินกึ่งโครงสร้างของภาวะติดสารเสพติดและโรคพิษสุราเรื้อรัง (Semi-Structured Assessment for Drug Dependence and Alcoholism Thai version 2.0 SSADDA) จากผู้ที่กำลังเข้ารับการบำบัดรักษาภาวะติดสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนที่สถาบันธัญญารักษ์ เมื่อปี 2550 จนถึงปัจจุบัน ภายหลังจากคัดกรองกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์การคัดเข้าและเกณฑ์การคัดออกของงานวิจัยแล้ว ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 614 คน คิดเป็นจำนวนครั้งในการเข้ารับการบำบัดรักษาภาวะติดสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนทั้งสิ้น 772 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ซึ่งได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และฐานนิยม จากนั้นวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิผลของการพักรักษาในสถานบำบัดแบบระยะสั้นและระยะยาวในการบำบัดรักษาการใช้สารเมทแอมเฟตามีนโดยใช้การประเมินทางเศรษฐศาสตร์ และหาความสัมพันธ์โดยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก ผลการศึกษา พบว่า การรักษาแบบระยะสั้นมีอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผล อยู่ที่ 1,418.55 บาทต่อการรักษาแบบระยะสั้น 1 คอร์ส ในขณะที่การรักษาแบบระยะยาวมีอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผล อยู่ที่ 13,753.05 บาทต่อการรักษาแบบระยะยาว 1 คอร์ส เมื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการบำบัดรักษากับผลของการบำบัดรักษา พบว่า การบำบัดรักษาภาวะติดสารเสพติดแบบระยะสั้นมีความสัมพันธ์กับความสามารถในการหยุดใช้สารเสพติดได้นานเกินกว่า 3 เดือนหลังการบำบัดรักษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเมื่อทดสอบความสัมพันธ์กับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการหยุดใช้สารเสพติดได้นานเกินกว่า 3 เดือน พบว่า ระดับการศึกษา การได้รับผลกระทบจากการใช้สารเสพติด และจำนวนวันการรักษาเฉลี่ยที่มากกว่า 30 วัน เป็น 3 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการหยุดใช้สารเสพติดได้นานเกินกว่า 3 เดือนอย่างน้อย 1 ครั้ง หลังเข้ารับการบำบัดรักษาภาวะติดสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนของกลุ่มตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลของโปรแกรมการฝึกทักษะทางสังคม ร่วมกับการใช้ยารักษาซึมเศร้า กับการใช้ยารักษาซึมเศร้าเพียงอย่างเดียวต่อภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ที่มารับการตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, วนัสนันท์ จันทร์นิ่ม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อย เฉลี่ยร้อยละ 12 พบความชุกชั่วชีวิต เกิดในเพศหญิงได้มาก กว่าชายและมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยรวมทั้งครอบครัว มีอาการสำคัญคือ 1)อาการด้านอารมณ์ 2)อาการทางกาย 3)ปัญหาด้านการเคลื่อนไหว 4)อาการทางความคิด 5)อาการด้านสัมพันธภาพ การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีความบกพร่องของหน้าที่ทางสังคม จากการขาดทักษะทางสังคมที่จะส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดการหลีกออกจากสังคมและมีอาการซึมเศร้าที่มากขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกทักษะทางสังคมร่วมกับการใช้ยารักษาซึมเศร้า เทียบกับการใช้ยารักษาซึมเศร้าเพียงอย่างเดียวในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ มาเข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (experimental study) แบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (randomized controlled trial, RCT) ทำการคัดกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ (purposive sampling) ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า (MDD) ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่แผนกผู้ป่วยนอก จิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาสาสมัครจำนวน 42 คน ทำการสุ่มแบบบล็อก (block randomization) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 คนที่ได้รับโปรแกรม STTP และได้รับการรักษาตามปกติจากแพทย์ และกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 21 คนที่ได้รับการรักษาตามปกติจากแพทย์เท่านั้น เก็บข้อมูลด้วย1) แบบสอบถามข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล 2) แบบกรอกข้อมูลทางการแพทย์ 3) แบบประเมินอาการซึมเศร้า (BDI-II) และแบบประเมินหน้าที่ทางสังคม (SFQ) ผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละและค่าเฉลี่ยและโดยปรับค่าเริ่มต้น (Baseline) แล้วนำมาทำการวัดสองครั้งด้วยสถิติ repeated-measures analysis of variance (ANOVA) เพื่อหาค่าความแตกต่างของค่าคะแนนในการวัดสัปดาห์ที่ 0 - 5 และสัปดาห์ที่ 0 - 10 แล้วนำมาวิเคราะห์การลดลงของคะแนนซึมเศร้า (BDI-II) ว่ามีการลดลงของคะแนนซึมเศร้ามากกว่ากันอย่างไรระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กำหนดนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ระดับ p < 0.05 ผลการศึกษามีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 42 คนโดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 21 คนไม่พบความแตกต่างของคะแนนซึมเศร้าเริ่มต้น (กลุ่มทดลอง = 34.52 + 13.07 และ กลุ่มควบคุม = 29.95 + 09.97) ทั้งสองกลุ่มได้รับยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม SSRIs เป็นหลักด้วยขนาดเทียบเท่ายา sertraline 50-100 มิลลิกรัมต่อวัน หลังจากคำนวนความแตกต่างจากค่าเริ่มต้นพบว่าค่าคะแนนซึมเศร้า BDI-II ระหว่างสองกลุ่มไม่พบว่ามีความแตกต่างทั้งภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม (P < 0.05) ส่วนของคะแนนหน้าที่ทางสังคม (SFQ) พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าคะแนนหน้าที่ทางสังคมที่แตกต่างจากเดิม ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างภายในกลุ่ม (p < 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่ามีความแตกต่างระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม (p < 0.01) การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าไม่พบความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงของคะแนนซึมเศร้า ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม แต่พบว่ากลุ่มทดลองมีค่าคะแนนหน้าที่ทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในด้านความ สัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว ความสัมพันธ์ทางเพศ การเข้าสังคม และการใช้เวลาว่างของตนเอง ทำให้ผู้ป่วยลดการแยกตัวทางสังคม ส่งผลให้มีหน้าที่ทางสังคมที่ดีขึ้น
ความเครียดกับแรงสนับสนุนของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวในจังหวัดกรุงเทพมหานคร,
2018
คณะแพทยศาสตร์
ความเครียดกับแรงสนับสนุนของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวในจังหวัดกรุงเทพมหานคร, วรรชนก ปิ่นเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เก็บรวบรวมข้อมูลจากพ่อแม่เลี้ยง เดี่ยวในจังหวัดกรุงเทพมหานครจำนวน 95ราย โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง ซึ่งประกอบไป ด้วย 1.แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2.แบบวัดความเครียดสำหรับคนไทย (Thai Stress Test) 3.แบบสอบถามด้านปัจจัยทางสังคมและครอบครัว ดัดแปลงมาจาก The Personal Resource Questionnaire: PRQ Part II ของ Brand and Weinert วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ 1.วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา 2.วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียด 3.คำนวณ สถิติเชิงอนุมานเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับแรงสนับสนุนทางสังคมของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว โดยใช้สถิติ Chi-square ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มประชากรส่วนใหญ่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีช่วงอายุ Mean±SD = 40.7±9.9 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา/ปวช. รายได้เฉลี่ย10,001-20,000บาท อาศัยอยู่กับลูกของตนเอง การเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่เกิดจากการหย่าร้าง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่มี ความเครียดในระดับเล็กน้อย ร้อยละ68.4 ระยะเวลาการเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวมีความสัมพันธ์กับความเครียด ด้านแรงสนับสนุนทางสังคมของพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ70.5 ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับแรงสนับสนุน ได้แก่ ด้านการได้รับความช่วยเหลือแนะนำ (P<0.002) ด้านความผูกพันใกล้ชิด (P<0.042)
The Hold Me Tight Program For Couples Becoming Parents: A Mixed Methods Study,
2018
Wilfrid Laurier University
The Hold Me Tight Program For Couples Becoming Parents: A Mixed Methods Study, Debbie Wang
Theses and Dissertations (Comprehensive)
ABSTRACT
Attachment theory has made substantial contributions to the understanding of close relationships. The purpose of this study was to inquire whether an attachment-informed psychoeducational program is a feasible and effective intervention for couples expecting their first child. The overarching question was: Is an attachment-informed relationship enhancement program, such as Hold Me Tight® (HMT), helpful to couples in strengthening their relationship and increasing their confidence in becoming first-time parents? The research question was addressed using a mixed-methods approach.
In the first phase, the Hold Me Tight® program developed by Dr. Sue Johnson was modified for use with couples …
The Imprint Of Childhood Abuse On Trauma-Related Shame In Adulthood,
2018
University of South Florida St. Petersburg
The Imprint Of Childhood Abuse On Trauma-Related Shame In Adulthood, Joan A. Reid
Dignity: A Journal of Analysis of Exploitation and Violence
Research has consistently linked residual trauma-related shame among child sexual abuse (CSA) survivors to sexual revictimization, health risk behaviors, and poorer response to mental health treatment. However, questions remain regarding the imprint of childhood maltreatment on trauma-related shame including which CSA characteristics or types of childhood maltreatment contribute to residual shame in adulthood. Using data drawn from a prospective study of 174 primarily African American women with histories of CSA and a matched comparison group, this study explores whether specific characteristics of CSA (familial CSA, CSA with penetration, force used by CSA perpetrator), repeat sexual victimization in adolescence, childhood physical …
Of Rats And Men,
2017
Cuny Graduate School of Journalism
Of Rats And Men, Thomas S. Walsh
Capstones
This capstone is a data-driven investigation into New York City's rat problem. By using publicly available government data to map rat activity in NYC, I identified several socio-economic variables that correlate with rat populations at the community district, borough, and city-scale. I used these findings (mainly that rat problems are linked to lower incomes) as the basis of an investigation, which includes interviews with residents, experts, and city officials. Prof. Bobby Corrigan, urban rodentologist and formerly with the NYC Department of Health criticizes the city's efforts for the first time on the record.
https://thomasseiyawalsh.wixsite.com/ratstone
An Analysis Of Operant Conditioning And Its Relationship With Video Game Addiction,
2017
San Jose State University
An Analysis Of Operant Conditioning And Its Relationship With Video Game Addiction, Daniel Vu
ART 108: Introduction to Games Studies
A report published by the Entertainment Software Association revealed that in 2015, 155 million Americans play video games with an average of two gamers in each game-playing household (Entertainment Software Association, “Essential Facts about the Computer and Video Game Industry”). With this massive popularity that has sprung alongside video games, the question must be asked: how are video games affecting today's people? With the current way some video games are structured, the video game rewards players for achieving certain accomplishments. For example, competitive video games reward players who achieve victories by giving them a higher ranking or other games display …
Exercise, Cognition, And The Aging Process Among Active, Competitive, And Sedentary Middle-Aged And Older Adults,
2017
University of Arkansas, Fayetteville
Exercise, Cognition, And The Aging Process Among Active, Competitive, And Sedentary Middle-Aged And Older Adults, Katherine Adams
Health, Human Performance and Recreation Undergraduate Honors Theses
Purpose This study aimed to compare the cognitive measures of reaction time and dual-task performance among recreationally active, master athletes, and sedentary older adults aged 50 years or older. Methods 59 late middle-aged and older adults between the ages of 50 to 88 years old participated in reaction time and dual-task tests of which consisted of multiple trials on the same day. Subjects were placed either into the recreationally active, masters athlete, or sedentary activity level group based on the Rapid Assessment of Physical Activity (RAPA) form. For the gait speed with associated dual-task component, subjects walked 10-meters at two …
Interns Matter: Maximizing Integration Of Interns Into Community Agencies,
2017
California State University, Monterey Bay
Interns Matter: Maximizing Integration Of Interns Into Community Agencies, Valerie Garcia
Capstone Projects and Master's Theses
Hope Services is a non-profit agency serving individuals with developmental disabilities in six counties. Over the years, there have been many agencies that have formed connections with Hope Services. One of these collaborative partnerships has been with CSU Monterey Bay’s (CSUMB) integration of interns through their field placement program. However, recently former Hope Services South District Manager, Greg Dinsmore, witnessed a lack of utilization and integration of interns across all Hope Services agencies. Through firsthand experience as a mentor, he witnessed the benefits of utilizing interns and saw the need for further advocacy and support for the integration of interns …
Evaluation Of Adult Mental Health First Aid: Findings From 2015-2017 Post-Course Surveys,
2017
University of Nebraska Medical Center
Evaluation Of Adult Mental Health First Aid: Findings From 2015-2017 Post-Course Surveys, Gina Schwieger
Capstone Experience: Master of Public Health
Abstract
Introduction: Lack of knowledge about mental health, lack of access to mental health care, and stigma create substantial barriers to the overall United States adult population from seeking or helping individuals with behavioral health issues. This study evaluated Adult Mental Health First Aid (MHFA) courses, an evidence-based program for increasing mental health knowledge, decreasing stigma, and increasing the community’s confidence in helping and frequency of referring people in need.
Methods: This retrospective evaluation of 2015-2017 Adult MHFA courses, utilizes qualitative and quantitative data from post-course surveys completed by course participants. Quantitative data was measured using a five-point Likert Scale. …
To Heal, Escape: Using Theatre Arts To Promote Holistic Health In The Clinical Setting,
2017
Liberty University
To Heal, Escape: Using Theatre Arts To Promote Holistic Health In The Clinical Setting, John Filegar
Senior Honors Theses
The purpose of this thesis is to provide an argument for the implementation of theatre arts therapy in the clinical setting. The effects of traditional art therapies involving visual arts, expressive arts, and music on the holistic health of the patient in the clinical setting have been thoroughly researched and understood. However, the extent of the influence of theatre arts therapy on the holistic health of individuals in the clinical setting lacks sufficient evidence and therefore cannot be compared to the influence of traditional art therapies on the holistic health of individuals in the same setting. Following an overview on …
Differences In Mental Health Education Across Baby Boomers, Generation X, And Millennials,
2017
Georgia Southern University
Differences In Mental Health Education Across Baby Boomers, Generation X, And Millennials, Ashlyn M. Avera
Honors College Theses
There is no denying that mental illness has gained a strong prevalence in the United States. According to the National Alliance on Mental Illness, approximately one in five adults in the United States experiences a mental illness in any given year. Although mental health stigmas have played a role in the past, it does not mean they must continue to play the same role in the future. Research is now looking toward ways to decrease mental health stigma through increasing mental health knowledge. This study examines the starting point for which a society becomes literate in mental health. Using a …
The Dynamics Of Stress And Fatigue Across Menopause: Attractors, Coupling, And Resilience,
2017
University of Utah
The Dynamics Of Stress And Fatigue Across Menopause: Attractors, Coupling, And Resilience, Lisa Taylor-Swanson, Alexander E. Wong, David Pincus, Jonathan E. Butner, Jennifer Hahn-Holbrook, Mary Koithan, Kathryn Wann, Nancy F. Woods
Psychology Faculty Articles and Research
Objective:
The objective of this study was to evaluate the regulatory dynamics between stress and fatigue experienced by women during the menopausal transition (MT) and early postmenopause (EPM). Fatigue and perceived stress are commonly experienced by women during the MT and EPM. We sought to discover relationships between these symptoms and to employ these symptoms as possible markers for resilience.
Methods:
Participants were drawn from the longitudinal Seattle Midlife Women's Health Study. Eligible women completed questionnaires on 60+ occasions (annual health reports and monthly health diaries) (n = 56 women). The total number of observations across the sample was 4,224. …
I’M Going To Tell You A Little About Myself: Illness Centrality, Self-Image And Identity In Cystic Fibrosis,
2017
University of Florida
I’M Going To Tell You A Little About Myself: Illness Centrality, Self-Image And Identity In Cystic Fibrosis, Susan Horky Lcsw, Laura Sherman Licsw, Julie K. Polvinen Ba, Medhavi Saxena Md, Michael Rich Md
Patient Experience Journal
This study assessed the illness centrality of adolescents with CF and the specific ways that CF may affect adolescents’ identities, through the qualitative analysis of video narratives. Adolescents with CF were loaned video cameras and asked to “show us your life outside the hospital” and to “teach your healthcare team about your CF.” Four major themes were identified related to illness centrality: CF is Central, CF is Compartmentalized, CF is Integrated into Self Image, CF is Denied. Integration and compartmentalization often co-existed. Four themes emerged related to the role of CF in self-image and identity: (1) Valence (positive or negative); …
Brain Imaging In Older Patients With Delirium,
2017
Aurora St. Luke's Medical Center
Brain Imaging In Older Patients With Delirium, Laila M. Hasan, Ariba Khan, Maharaj Singh, Michael L. Malone
Journal of Patient-Centered Research and Reviews
Background: Delirium is a common, serious and costly condition in older patients admitted to the hospital. This study describes the prevalence and results of brain imaging among a cohort of older hospitalized patients with and without delirium.
Purpose: Investigate the frequency and results of brain imaging in older patients with delirium as compared to those without delirium.
Methods: This was a cross-sectional study. Data were collected on hospitalized patients age 65 years or older who were admitted to 3 hospitals in Milwaukee, Wisconsin, during a 1-month period in the fall of 2013. Subjects were tested for delirium via the “Confusion …
