ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์
ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)
ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี,
2024
คณะแพทยศาสตร์
ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำชาวไทยและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บข้อมูลนักดำน้ำแบบนันทนาการการชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาติดำน้ำ จำนวน 126 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี ที่เดินทางมาดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลประชากรทั่วไป ประวัติการดำน้ำ การประเมินสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมินภาวะวิตกกังวล 7 ข้อ (GAD-7) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 ราย อายุเฉลี่ย 34.08 ปี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำน้ำเฉลี่ย 4.87 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.3 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 8.7 มีความวิตกกังวลในระดับเดียวกัน โดยโรคประจำตัวที่รายงานสูงที่สุดคือ การมีประวัติเคยติดเชื้อโควิด-19 โดยนักดำน้ำผู้ที่มีบันทึกการดำน้ำไม่เกิน 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงมากกว่านักดำน้ำที่มีบันทึกการดำน้ำมากกว่า 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 4.56; 95% CI: 1.38–15.07; p = 0.013) นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติของโรคซึมเศร้าหรือเคยมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงเช่นกัน (OR = 5.61; 95% CI: 1.18–26.63; p = 0.030) ในขณะที่นักดำน้ำที่มีประวัติโรคไบโพลาร์มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 9.80; 95% CI: 1.54–62.50; p = 0.016) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักดำน้ำชาวไทยที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้านคลินิกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติการรักษาและการใช้ยารักษาอาการทางจิตเวช นักดำน้ำจึงควรได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านอาการทางจิตเวชและเวชศาสตร์การดำน้ำ เพื่อความปลอดภัยในการดำน้ำต่อไป
Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study,
2024
Faculty of Medicine
Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study, Pornsinee Laisathit
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
The Brief Assessment of Social Skills – Dementia (BASS-D) was developed to provide a concise and effective measure of social cognition across four domains. This study aimed to validate the Thai version of BASS-D (BASS-D TH), examining its psychometric properties and factors associated with BASS-D TH, as well as anatomical correlates using functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS). BASS-D was forward and back -translated between Thai and English language. Minor modifications were made to enhance cultural replicability. The BASS-D TH was administered to 28 elderly controls and 13 dementia patients. Age and number of years in formal education were statistically different (t=-3.67, …
The Critical Role Of External Involvement In Supporting Adolescent Mothers Facing Postpartum Depression,
2024
Dominican University of California
The Critical Role Of External Involvement In Supporting Adolescent Mothers Facing Postpartum Depression, Samantha Campopiano
Nursing | Student Research Posters
Postpartum depression (PPD) can occur in mothers after birth. PPD affects one in seven women during their first year of postpartum. PPD does not have a definitive cause, but underlying contributions include hormonal changes, metabolic pathway changes, and a new onset of stressors. After birth, the drop in estrogen and progesterone levels can trigger or worsen the depressive episodes seen in PPD. PPD risk factors encompass the following determinants: psychological, obstetric, social, lifestyle, and family history (Carlson et al., 2024). Postpartum depression is more common in adolescents than adult mothers (Phipps et al., 2013). Research shows adolescents who don’t have …
Reducing Levels Of Compassion Fatigue Among Generation Z Hospital Nurses,
2024
Dominican University of California
Reducing Levels Of Compassion Fatigue Among Generation Z Hospital Nurses, Kailani Yee
Nursing | Student Research Posters
Although qualities such as empathy and compassion are commonly regarded as essential traits in a caregiver, continuous exposure to the hardships and suffering of others creates a risk of developing compassion fatigue. Compassion fatigue (CF) is the emotional, physical, and mental toll that builds up over time in individuals in caregiver roles. It develops from the prolonged expression of compassion and empathy while caring for individuals experiencing death, trauma, suffering, or grief (Delaney, 2018).
Nurses are among the populations most impacted by CF as they are typically at the forefront of patient-care, bearing responsibility for the physical, psychosocial, and emotional …
Coping With Eco-Emotions,
2024
The University Of Montana
Coping With Eco-Emotions, Cassandra O. Berg, Sylvia Wood, Sylvia Luceno, Kaitlyn M. Blume, Siena Cysewski, Jack Person, Alis Auch
Undergraduate Theses, Professional Papers, and Capstone Artifacts
"Coping with Eco-Emotions” was an initiative aimed at tackling the growing challenges of emotional distress brought about by the impacts of climate change, specifically eco-grief and eco-anxiety. Despite the complex and widespread nature of the issue and the limited training of the group in the field of mental health, the goal was to raise awareness about eco-emotions and provide a supportive space for individuals to process their feelings related to the climate crisis. Through hosting a week-long series of events, each tailored to a different strategy for addressing eco-emotions, the project aimed to create a platform for individuals at the …
Understanding Intention And Behavior Of Practicing Yoga Through The Lens Of Theory Of Planned Behavior Specifically In Rural Communities; A Qualitative Study,
2024
University of Kentucky
Understanding Intention And Behavior Of Practicing Yoga Through The Lens Of Theory Of Planned Behavior Specifically In Rural Communities; A Qualitative Study, Shelley Meyer
Theses and Dissertations--Kinesiology and Health Promotion
While there are known health benefits for participating in yoga, little has been studied on the intention and behavior for why individuals practice yoga especially through a theoretical lens and intense qualitative thematic analysis. Targeting the rural community considers other extenuating circumstances experienced by rural residents that can impact yoga participation in rural areas. Interviews were used to gain insight into a holistic viewpoint with the rich data bringing clarity to an individual’s thought process (of intention) to incorporate yoga (behavior) in their daily life. Utilizing the Theory of Planned Behavior as the theoretical framework for developing interview questions allowed …
Evaluating The Caring Cards Program And Its Effect On Mental Health Indicators Among A Self-Defined Agricultural Group In Rural Kentucky,
2024
University of Kentucky
Evaluating The Caring Cards Program And Its Effect On Mental Health Indicators Among A Self-Defined Agricultural Group In Rural Kentucky, Katrina Clontz
Theses and Dissertations--Community & Leadership Development
Suicide is currently the 11th leading cause of death in the Unites States (American Foundation for Suicide Prevention, 2024), and is especially high among the farming and agricultural population (Kennedy et al., 2021; Klingelschmidt et al., 2022; Monteith et al., 2020). Additionally, mental health access and outcomes are worse among this population, partially due to the inaccessibility of care in rural areas (Taylor, 2019). Communication among caring individuals is thought to be an effective suicide prevention strategy (Long, 2023; Ross & Bassilos, 2019). The Caring Cards program was developed as a way to facilitate mental health communications among a …
An Appalachian Perspective On Suicide: A Focus On West Virginia’S Unique Context,
2024
West Virginia University
An Appalachian Perspective On Suicide: A Focus On West Virginia’S Unique Context, Erin Delaney Caswell
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
INTRODUCTION: The Appalachian region, spanning 13 states from New York to northern Mississippi, experiences the suicide rates in the United States (U.S.), underscoring a public health crisis exacerbated by persistent socioeconomic challenges. West Virginia (WV), the only state entirely within Appalachia, serves as a focal point for understanding the broader suicide crisis in the region, as WV has the highest suicide rates in the region. Moreover, the state has several unique socioeconomic factors, like increased poverty, lower educational attainment, limited access to healthcare, and a high prevalence of chronic pain and substance that may contribute to elevated rates of suicide. …
Humor Matters: An Adapted Multiple Case Study Exploring Music Therapists’ Perspectives Of Humor With Older Adults,
2024
University of Kentucky
Humor Matters: An Adapted Multiple Case Study Exploring Music Therapists’ Perspectives Of Humor With Older Adults, Caleb M. Posey
Theses and Dissertations--Music
Humor is a ubiquitous human experience and a skill retained in older adulthood. It is also an integral but elusive therapeutic tool with numerous benefits and risks to well-being. Therapeutic humor – the application of humor to client well-being – is an emerging area of study. However, scant music therapy literature on humor is available. The purpose of this qualitative thesis was to explore the use and function of humor in music therapy with older adults from the perspectives of experienced music therapists. There were three research questions: (1) how do music therapists describe their use of humor with older …
Balancing Honest Assessment And Compassion For Learners Experiencing Burnout: A Workshop And Feedback Tool For Clinical Teachers,
2024
The Texas Medical Center Library
Balancing Honest Assessment And Compassion For Learners Experiencing Burnout: A Workshop And Feedback Tool For Clinical Teachers, Gal Barak, Dana Foradori, H Barrett Fromme, Linessa Zuniga, Andrea Dean
Faculty, Staff and Students Publications
INTRODUCTION: Burnout in medical trainees challenges their work effectiveness and impedes their ability to learn. Teachers in the clinical learning environment (CLE) are well situated to identify burnout and are often responsible for learner assessment.
METHODS: We developed a workshop to improve clinical teachers' identification and understanding of learner burnout while empowering them to provide constructive feedback and support. Building on best-practice feedback techniques and utilizing the Maslach Burnout Inventory (MBI) as a framework, we designed the GetINBurnOUT method to provide feedback and support for learners experiencing burnout. Applying Kern's six-step approach to curriculum development, we created and implemented a …
Effectiveness Of Peer Support Groups For Mothers At Risk For Postpartum Depression,
2024
West Virginia University
Effectiveness Of Peer Support Groups For Mothers At Risk For Postpartum Depression, Natalie Paige Gates
Graduate Theses, Dissertations, and Problem Reports (ETD)
Motherhood requires a role transition, new maternal responsibilities, and changes in everyday life, which can impact the mother’s mental health, possibly leading to postpartum depression. Postpartum depression can, in turn, create additional challenges for the mother in engaging in her daily routines and occupations. Therefore, a peer support group for mothers at risk for postpartum depression was developed in hopes of improving the mothers’ management of routines, ultimately improving maternal mental health. The effectiveness of the peer support group was measured through quantitative and qualitative online self-report surveys, where the mothers reported their current mental health status, self-efficacy, and occupational …
