Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Other Mental and Social Health Commons

Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

1,561 Full-Text Articles 3,179 Authors 1,460,697 Downloads 191 Institutions

All Articles in Other Mental and Social Health

Faceted Search

1,561 full-text articles. Page 21 of 74.

Epds-Us (English), Sara W. Moyer, Patricia Kinser 2024 Virginia Commonwealth University

Epds-Us (English), Sara W. Moyer, Patricia Kinser

School of Nursing Publications

How we talk about perinatal mental health matters, even in the minute details of words on screening forms. Any shifts towards removing barriers to screening, reducing stigma, encouraging disclosures, raising awareness related to symptom prevalence and the breadth symptom related experiences, and creating opportunities for connecting with support and care are essential.

In the EPDS-US, we have adapted the wording of the original Edinburgh Postnatal Depression Scale (EPDS), using a respectful care and trauma-informed approach with a focus on optimizing patient experiences and clinical utility while maintaining reliability and validity of the 10 item scale. Many individuals report feelings of …


Sticks And Stones May Break My Bones, But Words Can Hurt Me Too: Psychological Safety And Microaggressions, Theresa Reichert, Janelle Maciej, Julia Vang 2024 CentraCare Health

Sticks And Stones May Break My Bones, But Words Can Hurt Me Too: Psychological Safety And Microaggressions, Theresa Reichert, Janelle Maciej, Julia Vang

Nursing Posters

To foster a healthy work environment, address reports of microaggressions, and improve psychosocial safety within the SCH Telemetry team


Reimagining Equitable Care: Simulation-Based Education And The Dismantling Of Implicit Bias And Stigma Of Vulnerable Populations In Hospitals, Vanessa Smith 2024 Dominican University of California

Reimagining Equitable Care: Simulation-Based Education And The Dismantling Of Implicit Bias And Stigma Of Vulnerable Populations In Hospitals, Vanessa Smith

Nursing | Senior Theses

Background: Simulation-based education consists of using high-fidelity mannequins and equipment to provide a safe space for healthcare professionals to practice crucial skills within healthcare. Used within hospitals and schools, simulation most commonly surrounds practicing hands-on skills such as central line insertion, IV insertion, Ultrasound-guided procedures, code blue response, etc. However, a large portion of healthcare that is overlooked is tackling issues within patient-provider relationships. Simulation can help dismantle the negative behaviors and feelings providers push onto patients through the use of standardized patients and role-playing. By using these methods, simulation can reduce providers’ personal implicit biases and the stigma associated …


Emotional Resilience In The Age Of Digital Media, Beam Lertbunnaphongs 2024 Dartmouth College

Emotional Resilience In The Age Of Digital Media, Beam Lertbunnaphongs

ENGS 15.11: Design and Education

This lesson addresses the complexities of maintaining emotional resilience in the digital age, helping college students balance their online interactions with emotional well-being. Using online activism fatigue as a case study, students will examine the psychological effects of digital media, practice neuroscience-backed coping strategies like cognitive reframing and boundary setting, and participate in interactive activities to build resilience. By guiding students to develop personalized action plans, the lesson promotes sustainable, actionable practices to prevent burnout and support meaningful online advocacy, empowering students to pursue their passions without feeling overwhelmed.


Chronic Adolescent Stress Alters Gr-Fkbp5 Interactions In The Hippocampus Of Adult Female Rats, Sydney Rowson, Mandakh Bekhbat, Sean Kelly, Molly M Hyer, Samya Dyer, David Weinshenker, Gretchen Neigh 2024 The Texas Medical Center Library

Chronic Adolescent Stress Alters Gr-Fkbp5 Interactions In The Hippocampus Of Adult Female Rats, Sydney Rowson, Mandakh Bekhbat, Sean Kelly, Molly M Hyer, Samya Dyer, David Weinshenker, Gretchen Neigh

Faculty, Staff and Student Publications

Chronic stress exposure during development can have lasting behavioral consequences that differ in males and females. More specifically, increased depressive behaviors in females, but not males, are observed in both humans and rodent models of chronic stress. Despite these known stress-induced outcomes, the molecular consequences of chronic adolescent stress in the adult brain are less clear. The stress hormone corticosterone activates the glucocorticoid receptor, and activity of the receptor is regulated through interactions with co-chaperones-such as the immunophilin FK506 binding proteins 5 (FKBP5). Previously, it has been reported that the adult stress response is modified by a history of chronic …


Improving Spiritual Care Competency Among Intensive Care Unit Nurses: Promoting Holistic Patient Care Towards End-Of-Life, Joanne Nguyen, Dana Bagis 2024 Dominican University of California

Improving Spiritual Care Competency Among Intensive Care Unit Nurses: Promoting Holistic Patient Care Towards End-Of-Life, Joanne Nguyen, Dana Bagis

Nursing | Senior Theses

Intensive care unit (ICU) nurses play a crucial role in providing physiological stabilizing care in a dynamic and fast-paced environment, often marked by constant changes and variability in complex patients. Despite their specialization, the aspect of spiritual care tends to be overlooked, particularly in the context of end-of-life care. This is significant because previous studies have shown that a lack of spiritual care leads to poorer health outcomes, decreased coping, increased depression, and diminished quality of life for patients. This research proposal aims to investigate the spiritual care competency among ICU nurses who partake in spiritual care-based training, with the …


ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความตั้งใจมีบุตร บุคลิกภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร ในกรุงเทพมหานคร, ปิยาภัสร์ แผ่นทอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความตั้งใจมีบุตร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลิกภาพกับความตั้งใจมีบุตร และปัจจัยที่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตร กลุ่มตัวอย่างคือผู้หญิงทำงานที่ยังไม่มีบุตร อายุ 18–49 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 110 คน โดยตอบแบบสอบถามออนไลน์เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลพื้นฐาน ทัศนคติเรื่องคุณค่าของบุตร อิทธิพลทางสังคม ลำดับความสำคัญของปัจจัยสนับสนุน และแบบวัดบุคลิกภาพ IPIP-NEO ฉบับภาษาไทย จำนวน 30 ข้อ ซึ่งครอบคลุมบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square, t-test และ Logistic Regressionผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ตั้งใจไม่มีบุตรหรือน่าจะไม่มีบุตรมีความชุกสูงที่สุด (ร้อยละ 55.5) บุคลิกภาพทั้ง 5 ด้านไม่สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่า อายุ ทัศนคติว่าบุตรทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และอิทธิพลจากบุคคลรอบข้าง สามารถทำนายความตั้งใจมีบุตรได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับปัจจัยสนับสนุนกลุ่มที่ตั้งใจจะมีบุตรให้ความสำคัญสูงสุดกับ นโยบายของที่ทำงาน รองลงมาคือ บริการดูแลเด็ก ขณะที่กลุ่มที่ตั้งใจจะไม่มีบุตรให้ความสำคัญกับ ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ และ นโยบายของที่ทำงานผลการศึกษานี้สะท้อนความซับซ้อนของการตัดสินใจมีบุตรในกลุ่มผู้หญิงทำงาน และสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนเชิงนโยบายด้านครอบครัวและแรงงานในอนาคต


ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร, ปาณิศา กาญจนซิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาความชุกของการใช้สารเสพติดและคุณภาพชีวิตในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่ทำงานในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยดำเนินการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ด้วยแบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลก ในบุคลลากรฝ่ายสนับสนุนจำนวน 250 คนจากผลการศึกษาพบว่าความชุกของการใช้สารเสพติดในบุคลากรฝ่ายสนับสนุนที่เคยใช้สารเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาคิดเป็น ร้อยละ 94.0 และ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 70.8 โดยพบว่าชนิดของสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรกตลอดช่วงชีวิต และใน 3 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ กัญชา ใบกระท่อม และสารผสมน้ำต้มใบกระท่อม และพบความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดของบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กัญชา ยากระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน สารระเหย ใบกระท่อม สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม สารกลุ่มฝิ่น ร้อยละ 78.02, 93.02, 87.23, 90.91, 91.25, 76.92, 71.43 ตามลำดับ ขณะที่ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบส่วนใหญ่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 55.22 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับสารเสพติดที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เพศ อายุ และหน่วยงาน โดย เพศชาย อายุ 18-35 ปี เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สารและระดับความรุนแรงในการใช้สารมากที่สุด นอกจากนั้นยังพบว่าบุคลากรส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.60 แบ่งเป็น คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพร่างกายในระดับดี ร้อยละ 53.60 คุณภาพชีวิตด้านจิตใจในระดับดี ร้อยละ 64.80 คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคมในระดับปานกลาง ร้อยละ 62.00 และคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.00


ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความเครียดจากงานและภาวะติดงานของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานคร, นัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความเครียดจากงาน ภาวะติดงาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากงาน ของผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรุงเทพมหานครวิธีการศึกษา : การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อจากบริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 295 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยผู้เข้าร่วมการศึกษาทำการตอบแบบสอบถามทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างสมัครใจ แบบสอบถามทั้งหมดได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามความเครียดจากงาน (Work Stress Scale) 4) แบบสอบถามภาวะติดงาน (Bergen Work Addiction Scale, BWAS) 5) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม (Social Support Questionnaire) 6) แบบสอบถามความสุขในการทำงาน (Work Happiness Questionnaire) นำเสนอความเครียดจากงานและภาวะติดงาน โดยใช้สัดส่วน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วจึงทำการวิเคราะห์ปัจจัยระหว่างความเครียดจากงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ความถดถอยลอจิสติกเพื่อระบุปัจจัยทำนายความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากของผู้ผลิตสื่อ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ต่ำกว่า 0.5ผลการศึกษา : มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 56.3) ของผู้ผลิตสื่อมีความเครียดอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยของค่าคะแนนความเครียดเท่ากับ 53.71 ± 12.35 และมีผู้ที่มีภาวะติดงานร้อยละ 23.1 จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าการมีภาวะติดงานมีความสัมพันธ์กับความเครียดจากงานในระดับสูงถึงสูงมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน (p<0.01) ซึ่งปัจจัย เหล่านี้เองก็เป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมากเช่นกัน สรุปผลการศึกษา : ผู้ผลิตสื่อ บริษัทด้านสื่อสังคมออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร โดยส่วนมาก (ร้อยละ 56.3) มีความเครียดจากงานระดับสูง และพบภาวะติดงานร้อยละ 23.1 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและเป็นปัจจัยทำนายของความเครียดจากงานระดับสูงถึงสูงมาก คือ ภาวะติดงาน การสนับสนุนทางสังคมระดับต่ำถึงปานกลาง ความสุขในการทำงานระดับต่ำมากถึงปานกลาง และการทำงานมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน


ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความวิตกกังวล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ที่รับไว้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, ณัฐธิดา รัชตารมย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความวิตกกังวลของผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก และเพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยผู้สูงอายุเพศชาย และเพศหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกฝ่ายออร์โธปิดิกส์ ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งรับไว้ในโรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน จำนวน 85 ราย โดยใช้แบบสอบถามรวมทั้งหมด 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความวิตกกังวลแฝงและบบประเมินความวิตกกังวลขณะเผชิญ แบบประเมินระดับความวิตกกังวล (Visual Analog Scale-Anxiety: VASA) แบบประเมินความปวด และแบบวัดการสนับสนุนทางสังคม และใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann-Whitney U Test Kruskal-Wallis Test และ Spearman’s rank correlation โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่น้อยกว่า 0.05 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของความวิตกกังวลขณะเผชิญ ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเท่ากับ 48.15 คะแนน (11.06) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 47 (40.0–57.5) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.4 จากคะแนนเต็ม 80 คะแนน ส่วนความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก มีค่าเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) เท่ากับ 3.15 คะแนน (1.95) ค่ามัธยฐาน (ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์) เท่ากับ 3.0 (1.43–4.43) และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันหลังผ่าตัด ส่วนปัจจัยที่มีเกี่ยวข้องกับความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดกระดูกข้อสะโพก ได้แก่ ประสบการณ์ที่ผู้ป่วยเคยได้รับการผ่าตัด ระดับความเจ็บปวด ความวิตกกังวลแฝง และการสนับสนุนทางสังคมด้านความพึงพอใจ มีความสัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด สรุปผลการศึกษา: ความวิตกกังวลในผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่พบว่ามีความวิตกกังวลในระดับปานกลาง และพบปัจจัยที่สัมพันธ์กับความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถช่วยดูแลผู้ป่วยและจัดการกับความวิตกกังวลได้อย่างเหมาะสม และพัฒนาคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัดกระดูกสะโพกหักทั้งในช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด


ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม 2024 คณะแพทยศาสตร์

ประสิทธิภาพของการคัดกรองและการบำบัดแบบย่อสำหรับความเสี่ยงจากการใช้สารเสพติดและความเครียดในทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี, จิตรลดา รีเอี่ยม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ (Brief Intervention) ต่อพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติด เปรียบเทียบความเครียดและพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี โดยเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง (ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความเครียด แบบคัดกรองประสบการณ์ในการใช้ยาสูบ สุรา และสารเสพติดตัวอื่นๆ และการตรวจปัสสาวะ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สารเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ก่อนและหลังการบำบัดแบบย่อ มีสัดส่วนเท่ากับร้อยละ 100.00 และ 64.40 ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมีประสิทธิภาพการบำบัดแบบย่อ โดยสารที่มีการใช้มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ เครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ใบกระท่อม, สารผสมน้ำต้มใบกระท่อม, และกัญชา โดยมีความเสี่ยงระดับปานกลาง มีความเครียดก่อนการบําบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบําบัดแบบย่อส่วนใหญ่มีความเครียดระดับน้อย (51.10%) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเครียดก่อนการบำบัดแบบย่อระดับสูง (35.60%) หลังการบำบัดแบบย่อมีความเครียดอยู่ในระดับน้อย (51.10%) จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า อายุ ภูมิลำเนา รายได้ และความเครียดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สารเสพติดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้พฤติกรรมการใช้สารเสพติดและความเครียดของทหารเกณฑ์ สังกัดหน่วยทหารในจังหวัดปราจีนบุรีลดลงหลังได้รับการบำบัดแบบย่อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะซึมเศร้า และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร, ขนิษฐา เมฆสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ในกลุ่มผู้ที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหาร ที่เพศกำเนิดเป็นหญิง ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร และรับงานผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ผู้วิจัยเข้าถึงกลุ่มตัวอย่างแบบมีเป้าหมาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางกลุ่มสหภาพไรเดอร์และกลุ่มในเครือข่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2567 - กุมภาพันธ์ 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามเกี่ยวกับงานขับขี่รถส่งอาหาร 3. แบบประเมินภาวะซึมเศร้าของเบ็คฉบับที่ 1A 4. แบบสอบถามวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ (WHOQOL-BREF-THAI) ในการศึกษาครั้งนี้พบว่าความชุกของภาวะซึมเศร้าในหญิงที่ประกอบอาชีพขับขี่รถส่งอาหารในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นอัตราส่วน ร้อยละ 38.9 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย, ภาระงานบ้าน จับจ่ายซื้อของ, ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์, ผลรวมคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ และจำนวนชั่วโมงการนอนหลับ โดยปัจจัยทำนายภาวะซึมเศร้าในประชากรกลุ่มนี้ได้แก่ การประกอบอาชีพอื่นร่วมด้วย (AOR=4.600, 95% CI=1.172 – 18.052, p=0.029), การมีภาระงานบ้านจับจ่ายซื้อของ (AOR=7.354, 95% CI=1.616–33.460, p=0.010), ความยากลำบากในการจัดหาอุปกรณ์ (AOR=8.491, 95% CI=1.425–50.606, p=0.019), ค่าคะแนนคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ (AOR=0.656, 95% CI=0.541-0.796, p<0.001), จำนวนชั่วโมงการนอนหลับ (AOR=0.637, 95% CI=0.407-0.995, p=0.048)


ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณัชญ์ประเสริฐ วิฑูรเศรษฐ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

เหตุผลในการทำวิจัย: ภาวะหมดไฟในการเรียน เป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก เนื่องจากประสบกับปัญหาการเรียนที่มีเนื้อหามากและเข้มข้นในเวลาที่จำกัดร่วมกับมีภาวะการแข่งขันในการเรียนสูง ต้องปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมในการเรียนของแต่ละชั้นปีที่มีความคาดหวังสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการเรียน การศึกษาที่ผ่านมาพบว่านิสิตแพทย์เป็นกลุ่มที่มีภาวะหมดไฟในการเรียนสูง และยังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบและการสนับสนุนทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียนในประเทศไทย วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิธีทำการวิจัย: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ในนิสิตแพทย์ชั้นพรีคลินิกปีการศึกษา 2566 จำนวน 340 คน ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2567-มิถุนายน 2567 โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเองจำนวน 4 ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ 3) แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และ 4) แบบประเมินภาวะหมดไฟ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟ โดยใช้ Chi-square tests และ Fishers’ exact test วิเคราะห์ปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟ โดยใช้ Multivariable logistic regression analysis โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา: พบความชุกของภาวะหมดไฟในการเรียนสูงอย่างน้อยหนึ่งด้าน ร้อยละ 56.8 โดยภาวะหมดไฟในการเรียนสูงจำนวนด้าน 1,2 และ 3 พบร้อยละ 32.6, 17.1 และ 7.1 ตามลำดับ ในการศึกษานี้ใช้เกณฑ์ภาวะหมดไฟสูง 3 ด้าน ถือว่ามีภาวะหมดไฟในการเรียน (ร้อยละ 7.1) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ อายุมากกว่า 21 ปี เรียนชั้นปี2และ3 การมีโรคจิตเวช ความพึงพอใจในการเรียนแพทย์ในระดับเฉยๆถึงไม่ค่อยพึงพอใจ การชอบฟังเพลง การไม่ออกกำลังกายและไม่ค่อยออกกำลังกาย การมีปัญหาการนอน การใช้ยานอนหลับ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวต่ำ บุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ บุคลิกภาพแบบมีจิตสำนึกต่ำ การสนับสนุนทางสังคมด้านอารมณ์ต่ำ และการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมต่ำ และพบว่าปัจจัยทำนายภาวะหมดไฟในการเรียน ได้แก่ การไม่ออกและไม่ค่อยออกกำลังกาย และบุคลิกภาพแบบเปิดกว้างต่ำ …


ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะซึมเศร้าวิตกกังวลและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย 3 เดือน หลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, ศุภนิดา โกยสมบูรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีอาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลภายหลังป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมา 3 เดือน โดยใช้ Hospital Anxiety and Depression Scale คัดกรองภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล แบบวัดคุณภาพชีวิตเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (SS-QoL-12)ประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Fisher’s Exact Test และ Forward Conditional Binary Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 101 คน อายุเฉลี่ย 64.06 ± 11.11 ปี พบภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9 และภาวะวิตกกังวลร้อยละ 8 มีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับดีร้อยละ 95 ปัจจัยที่ทำนายภาวะซึมเศร้า ได้แก่ การไม่ได้ประกอบอาชีพ (OR = 64.276; 95%CI = 2.464 - 1677.010) การมีประวัติเจ็บป่วยทางจิตเวชในครอบครัว (OR = 72.476; 95%CI = 3.089 – 1700.640) การมีพยาธิสภาพบริเวณ Caudate Nucleus (OR = 25.345; 95%CI = 1.975 – 325.268) การมีอาการอ่อนแรง (OR = 17.665; 95%CI = 1.017 – 306.765) และมีอาการชา (OR =15.417; 95%CI = 1.360 – 174.837) ปัจจัยทำนายภาวะวิตกกังวล ได้แก่ มีประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว (OR =7.522; 95%CI = 1.200 – 47.156) การมีค่าคะแนน MOCA ผิดปกติ (OR = …


ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น, พีรวัส เตียวเจริญ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการให้คลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์สมาร์ทโฟนต่อคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยเก็บข้อมูลจากคนช่วงอายุ 25-45 ปี ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองด้านสรีรวิทยาและจิตวิทยา (ผ่านแบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว แบบสอบถาม SPST-20, แบบสอบถาม HADS และ STOP-Bang ฉบับภาษาไทย) จำนวน 70 ราย สุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มละ 35 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันที่ผู้วิจัยออกแบบและพัฒนาขึ้นก่อนเวลาเข้านอนเป็นเวลา 40 นาที ทุกคืนติดต่อกัน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับการแทรกแซง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพการนอนหลับชนิดตอบด้วยตนเอง (PSQI ฉบับภาษาไทย) ก่อนและหลังการทดลองผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีคุณภาพการนอนหลับหลังการทดลองดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) กลุ่มทดลองมีคุณภาพการนอนหลับในองค์ประกอบย่อยที่ 1, 2 และ 3 (Subjective Sleep Quality, Sleep Latency และ Sleep Duration) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้บ่งชี้ว่าคลื่นเสียงบำบัดชนิดไอโซโครนิคมีประสิทธิผลในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของ คนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ผลการศึกษานี้บ่งชี้ว่า การได้รับคลื่นเสียงชนิดไอโซโครนิคผ่านแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟนมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับของคนวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายในการแก้ไขปัญหาการนอนหลับในประชากรกลุ่มนี้


ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ผลของการบำบัดด้วยแสงจ้าต่อคุณภาพการนอนและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สวางคนิวาส สภากาชาดไทย, ฬุฎี เตชะเทพประวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีปัญหาการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และคุณภาพชีวิตลดลง การบำบัดด้วยแสงจ้า (Bright Light Therapy) จึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพการนอนและจิตใจ ระเบียบวิธีวิจัย - เป็นการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวน 25 คน ที่เข้ารับการฟื้นฟู ณ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภากาชาดไทย โดยได้รับการดูแลตามมาตรฐาน 14 วัน หลังจากนั้นได้รับการบำบัดด้วยแสงจ้าขนาด 7,500 ลักซ์ เป็นเวลา 45 นาทีต่อวันควบคู่ไปด้วยเป็นเวลา 14 วัน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินได้แก่ แบบประเมิน PSQI เพื่อประเมินคุณภาพการนอน แบบประเมินคุณภาพชีวิต WHOQOL-BREF แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล HADS และใช้นาฬิกา Garmin เก็บข้อมูลการนอนเชิงลึกและอัตราการเต้นของหัวใจ วิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าสถิติเชิงพรรณาและหาค่าความเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์การศึกษาด้วยสถิติ Generalized Estimating Equations (GEE) ผลการศึกษา - การบำบัดด้วยแสงจ้าให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น (p < .001) เพิ่มคุณภาพชีวิต (p = .004) ลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล (p < .001) รวมทั้งพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างการนอน เช่น เพิ่มระยะเวลาการนอนหลับลึกและการหลับฝัน REM-sleep ลดการนอนหลับตื้น และลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะตื่นและขณะหลับได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการการบำบัดด้วยแสงจ้า (p = .001) สรุป - การบำบัดด้วยแสงจ้าเป็นแนวทางการบำบัดที่มีประสิทธิภาพต่อคุณภาพการนอนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะฟื้นฟูและปลอดภัย สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง


ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา 2024 คณะแพทยศาสตร์

ภาวะหมดไฟจากการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร, ธมลวรรณ กุลเลิศจริยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ในปัจจุบันบุคลากรทางการแพทย์มีความเสี่ยงการเกิดภาวะหมดไฟสูง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องคํานึงถึงการแข่งขันในตลาด ทำให้บุคลากรเกิดความกดดัน ความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน นำไปสู่การเกิดภาวะหมดไฟได้ในที่สุด การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณา เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะหมดไฟของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล จำนวน 500 คน ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมิน Maslach Burnout Inventory แบบสอบถามความพึงพอใจในงาน แบบวัดความเครียดสวนปรุง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Independent t test , Chi-squared, Fisher's Exact Test, Binary logistic regression analysis เพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเป็นเพศหญิง(81%) มีอายุช่วง 20 – 29 ปี (64.8%) ระดับการศึกษาปริญญาตรี (81.8%) เป็นพยาบาลวิชาชีพ (42%) โดยมีภาวะหมดไฟด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์และการลดความเป็นบุคคลระดับต่ำ ร้อยละ 87.4 และ 98.8 ตามลำดับ ด้านความสำเร็จส่วนบุคคลระดับปานกลาง ร้อยละ 36.8 ส่วนภาวะหมดไฟโดยรวมระดับต่ำ ร้อยละ 55.9 และระดับปานกลาง ร้อยละ 42.7 และพบว่าปัจจัยด้านความเครียดสูง อยู่แผนกผู้ป่วยนอก ภาระงานมาก เวลาพักน้อย เวลาในการเดินทางมาทำงาน > 30 นาที การใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ความยากลำบากช่วง Covid-19 การดื่มแอลกอฮอล์และชั่วโมงการนอนหลับต่อวัน ≤6 ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงานปานกลาง-สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อวิเคราะห์ด้วย logistic regression analysis พบว่าปัจจัยที่ทำนายการมีภาวะหมดไฟ ระดับสูงได้แก่การทำงานแผนกผู้ป่วยนอก ใกล้ชิดกับผู้รับบริการ ระยะเวลาพักน้อย การดื่มแอลกอฮอล์บางครั้ง และชั่วโมงการนอนหลับเฉลี่ยต่อวัน ≤6 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์ในการศึกษาส่วนใหญ่มีภาวะหมดไฟในระดับต่ำ-ปานกลาง ซึ่งเกี่ยวข้อง กับลักษณะงานที่ทำ ระยะเวลาในการพักผ่อนนอนหลับและการใช้แอลกอฮอล์


ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร, กัญจน์การิน ลัทธศักย์ศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง ที่มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและภาวะวิตกกังวลในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ที่กำลังติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในสถาบันกวดวิชาย่านสยาม เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จำนวน 115 คน เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2567 - ธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยผู้เข้าร่วมวิจัยตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง ซึ่งประกอบด้วย แบบสอบถามคัดกรองผู้เข้าร่วมวิจัย, แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป, แบบสอบถามการรับรู้ความคาดหวังของผู้ปกครองที่มีต่อตนเองในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา, แบบสอบถามความคาดหวังต่อตนเองในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยรวม, แบบวัดอาการซึมเศร้า (CES-D) ฉบับภาษาไทย, แบบวัดความวิตกกังวล (STAI Form Y-1, A-state) ฉบับภาษาไทย, แบบสอบถามเรื่องความรู้สึกต่อตนเอง (Revised Thai RSES) ฉบับภาษาไทย โดยวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน จากการศึกษาในครั้งนี้พบ ความชุกของภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 29.4 พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า ได้แก่ ภาวะวิตกกังวล, ระดับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส covid-19, ระดับความเครียดจากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง, (p<0.01) ระดับความรู้สึกเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อน, การมีบุคคลที่รู้สึกไว้วางใจ, และระดับความคาดหวังต่อตนเอง ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย (p<0.5) และพบความชุกของภาวะวิตกกังวล ร้อยละ 78 (ภาวะวิตก กังวลปานกลาง ร้อยละ 68.8 ภาวะวิตกกังวลสูง ร้อยละ 9.2) ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะวิตกกังวล ได้แก่ เพศ, ภาวะซึมเศร้า, การลงเรียนกวดวิชาวิทยาศาสตร์ (p<0.01), ระดับความเครียด จากการเรียนกวดวิชา, ระดับความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง (p<0.05)


ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์ 2024 คณะแพทยศาสตร์

ความชุกของภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำที่ใช้เครื่องช่วยหายใจใต้น้ำ แบบนันทนาการ ชาวไทย ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฏร์ธานี, รัชดา แสงสานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษางานวิจัยแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของนักดำน้ำชาวไทยและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเก็บข้อมูลนักดำน้ำแบบนันทนาการการชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาติดำน้ำ จำนวน 126 คน อายุระหว่าง 18–60 ปี ที่เดินทางมาดำน้ำที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลประชากรทั่วไป ประวัติการดำน้ำ การประเมินสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 9 ข้อ (PHQ-9) และแบบประเมินภาวะวิตกกังวล 7 ข้อ (GAD-7) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเพื่อหาความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรง ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 126 ราย อายุเฉลี่ย 34.08 ปี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดำน้ำเฉลี่ย 4.87 ปี กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.3 มีภาวะซึมเศร้าระดับปานกลางถึงรุนแรง และร้อยละ 8.7 มีความวิตกกังวลในระดับเดียวกัน โดยโรคประจำตัวที่รายงานสูงที่สุดคือ การมีประวัติเคยติดเชื้อโควิด-19 โดยนักดำน้ำผู้ที่มีบันทึกการดำน้ำไม่เกิน 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงมากกว่านักดำน้ำที่มีบันทึกการดำน้ำมากกว่า 40 ไดฟ์ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 4.56; 95% CI: 1.38–15.07; p = 0.013) นอกจากนี้ผู้ที่มีประวัติของโรคซึมเศร้าหรือเคยมีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตายมีแนวโน้มมีภาวะซึมเศร้าปานกลางถึงรุนแรงเช่นกัน (OR = 5.61; 95% CI: 1.18–26.63; p = 0.030) ในขณะที่นักดำน้ำที่มีประวัติโรคไบโพลาร์มีความสัมพันธ์กับระดับความวิตกกังวลในระดับปานกลางถึงรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ (OR = 9.80; 95% CI: 1.54–62.50; p = 0.016) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่ามีนักดำน้ำชาวไทยที่มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลในระดับที่ต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติมด้านคลินิกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยมีประวัติการรักษาและการใช้ยารักษาอาการทางจิตเวช นักดำน้ำจึงควรได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจทั้งด้านอาการทางจิตเวชและเวชศาสตร์การดำน้ำ เพื่อความปลอดภัยในการดำน้ำต่อไป


Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study, Pornsinee Laisathit 2024 Faculty of Medicine

Thai Version Of The Brief Assessment Of Social Skills-Dementia (Bass-D Th): A Validation And Functional Near-Infrared Spectroscopy Study, Pornsinee Laisathit

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

The Brief Assessment of Social Skills – Dementia (BASS-D) was developed to provide a concise and effective measure of social cognition across four domains. This study aimed to validate the Thai version of BASS-D (BASS-D TH), examining its psychometric properties and factors associated with BASS-D TH, as well as anatomical correlates using functional Near-Infrared Spectroscopy (fNIRS). BASS-D was forward and back -translated between Thai and English language. Minor modifications were made to enhance cultural replicability. The BASS-D TH was administered to 28 elderly controls and 13 dementia patients. Age and number of years in formal education were statistically different (t=-3.67, …


Digital Commons powered by bepress