Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

2020

Discipline
Institution
Keyword
Publication
Publication Type
File Type

Articles 2851 - 2880 of 2968

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร, อุบลวรรณ เจริญจิต Jan 2020

การศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค Covid-19: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร, อุบลวรรณ เจริญจิต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทยในภาวะวิกฤตการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ผ่านกรณีศึกษาอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (2) เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงโดยการยกระดับการจัดงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 และ (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับตัวการจัดงานตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 โดยการศึกษาการปรับตัวของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทย ผ่านอุตสาหกรรมการส่งออกอาหาร พบว่า ในภาพรวมทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญและเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 มีการปรับใช้มาตรการทางสาธารณสุขเพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยรองรับวิถีความปกติใหม่ รวมทั้งการยกระดับการจัดงานในรูปแบบ Hybrid โดยผสมผสานในการจัดงานแสดงสินค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อรักษามาตรฐานการจัดงานให้มีคุณภาพ ทั้งนี้ รูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าดังกล่าว จะสามารถนำแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน การบริหารจัดการ และการพัฒนาการจัดงานของวงการอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าให้ประสบผลสำเร็จต่อไป


การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรกรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสฏฐ์ศุภณัฐ รัศมิทัต Jan 2020

การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรกรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เสฏฐ์ศุภณัฐ รัศมิทัต

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร กรณีศึกษา : บุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาการรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. เพื่อศึกษาคุณลักษณะปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร 3. เพื่อศึกษาการสื่อสารภายในองค์กรที่มีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กร ของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. ใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรและ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่องค์กร ตามเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน ผลการศึกษา พบว่า ระดับการรับรู้ค่านิยมองค์กร ของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ และเมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า การรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านความภาคภูมิใจในองค์กร และด้านองค์กรที่เป็นเลิศ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านองค์กรแห่งนวัตกรรมการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ ด้านความพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง ด้านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้านการธำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรม และด้านการทำงานร่วมกันเป็นทีม อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ในส่วนของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีคุณลักษณะส่วนบุคคลแตกต่างกันมีการรับรู้ค่านิยมองค์กรที่ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐาน และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารภายในองค์กรกับการรับรู้ค่านิยมองค์กร พบว่า การสื่อสารภายในองค์กรมีผลต่อการรับรู้ค่านิยมองค์กรของบุคลากรคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐาน โดยอยู่ในระดับสูงมากและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทย, จิรเมธ แสงไกร Jan 2020

การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทย, จิรเมธ แสงไกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาผลกระทบของการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางอ้อมของอินเดีย ที่เป็นโอกาสต่อนักลงทุนไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างภาษีทางอ้อมเดิมของอินเดียกับภาษีสินค้าและบริการ ศึกษาว่าการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ (Goods and Services Tax : GST) สามารถส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตภายในอินเดียอย่างไร และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจของผู้ประกอบการไทยถึงความคุ้มค่าในการลงทุนดำเนินกิจการที่ไทยมีความเชี่ยวชาญในประเทศอินเดีย โดยการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงปริมาณ (Qualitative Research) ที่ทำการศึกษาเอกสารทางวิชาการ ประกาศของรัฐบาลอินเดีย รวมถึงข้อมูลข่าวสารจากอินเทอร์เน็ต ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกจากบุคคลเป้าหมาย เพื่อสร้างตัวแบบคำนวณภาระทางภาษีของภาษีทางอ้อม โดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการของอินเดีย พบว่า การจัดเก็บภาษีสินค้าและบริการ เป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีที่ดี ซึ่งเป็นภาษีที่มีความเรียบง่าย (Simple) ฐานภาษีกว้าง (Tax base) และอัตราภาษีต่ำ (Low Rate) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีทางอ้อมอื่น ๆ เดิม รวมทั้งมีการนำระบบเครดิตภาษี (Input Tax Credit : ITC) มาใช้ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในอินเดียมีแนวโน้มถูกลง การประกาศใช้ภาษีดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการภายใต้การดำเนินนโยบาย Make in India ที่จะดึงดูดให้นักลงทุนมาลงทุนในอินเดียมากขึ้น และจะเป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ประกอบการ ชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร การแปรรูปอาหาร การบริการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ ให้สามารถขยายการลงทุนไปยังอินเดีย เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากขึ้น


การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์ Jan 2020

การศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงใจในองค์การ:กรณีศึกษา Smes ในซีรี่ย์เกาหลี, จุฬามาศ เนรมิตสถิตวงศ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุน สร้างงาน สร้างมูลค่าจึงได้รับการ สนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นส่วนฟื้นฟูและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานราก โดยการ สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ การมีผู้นำที่ดีนอกจากจะนำพาองค์การไปในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว ยังจะช่วยทำให้วิสาหกิจอยู่รอดและประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อีกด้วย จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาภาวะผู้นำและแรงจูงในองค์การ: กรณีศึกษา SMEs ในซีรีย์เกาหลี การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อศึกษาแรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ ชเวซึงควอน มฮยอนฮี ในร้านอาหารทันบัมในซีรีย์ Itaewon Class และประเด็นที่สองเพื่อศึกษาความสอดคล้องระหว่าง Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) กับความสำเร็จของร้านทันบัม ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจที่พัคเซรอยใช้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของ โชอีซอ มฮยอนอี ซเวซึงควอน และลีโฮจิน ผ่านทฤษฎีแรงจูงใจของ Frederick Herzberg พบว่าพัคเซรอยใช้ด้านปัจจัยจูงใจ ได้แก่ ด้านการได้รับยอมรับ ความก้าวหน้า ความรับผิดชอบ และด้านปัจจัยค้ำจุน ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน ค่าตอบแทน สถานภาพของตำแหน่งงาน นโยบายและการบริหารขององค์การ นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่าแนวคิดภาวะผู้นำแบบจุดแข็ง (Strength-based Leadership) เป็นปัจจัยที่ทำให้ร้านทันบัมประสบความสำเร็จเนื่องจากตัวละครหลักของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class มีภาวะผู้นำครบทั้ง 4 รูปแบบตามแนวคิด Strength-based Leadership ของ Rath and Conchie (2008) ซึ่งประกอบไปด้วยผู้นำด้านการบริหาร (Executing) ผู้นำด้านอิทธิพล (Influencing) ผู้นำด้านการสร้างความสัมพันธ์ (Relationship Building) และผู้นำด้านคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) ข้อเสนอแนะงานวิจัย เนื่องจากสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมของซีรีย์เกาหลีเรื่อง Itaewon Class เป็นบริบทของสาธารณรัฐเกาหลี ผู้วิจัยเสนอแนะให้นำแนวคิด Strength-based leadership มาศึกษาในบริบทของประเทศไทยต่อไป


การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ไพรินทร์ สมสาย Jan 2020

การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ไพรินทร์ สมสาย

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะ พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนาสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อหาคำตอบที่สัมพันธ์กับแนวคิดสมรรถนะของสำนักงาน ก.พ. ได้แก่ ความรู้ ทักษะ ขีดความสามารถและคุณลักษะอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผนงานให้มีผลงานที่โดดเด่น โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กับการปฏิบัติงานของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน จำแนกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องเชิงนโยบาย 2) กลุ่มตัวอย่างผู้ที่เคยปฏิบัติงานร่วมกับนักวิเคราะห์นโยบายและแผนกองยุทธศาสตร์และแผนงาน 3) กลุ่มตัวอย่างนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบเชิงพรรณนากับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานราชการภายในประเทศ หน่วยงานราชการต่างประเทศ และบริษัทเอกชนด้านสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าสมรรถนะของนักวิเคราะห์นโยบายและแผน กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย สมรรถนะจำนวน 3 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านความรู้ ประกอบด้วย ความรู้นโยบายสุขภาพ ความรู้ด้านสาธารณสุข ความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัยและสถิติ และความรู้ด้านการติดตามและประเมินผล 2) ด้านทักษะ ประกอบด้วย ทักษะการฟังและจับใจความสำคัญ ทักษะการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ทักษะรู้เท่าทันดิจิตอลหรือเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการคาดการณ์ ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการเจรจาและการสื่อสาร ทักษะการนำเสนอ ทักษะการประสานงาน ทักษะการถ่ายทอดความรู้ และทักษะการทำงานเป็นทีม 3) คุณลักษณะอื่น ๆ ประกอบด้วย การเข้าใจองค์การและระบบราชการ มองภาพรวม คิดในมุมมองระดับนานาชาติ การสืบค้นข้อมูล ความพึงพอใจ ความเป็นผู้นำ ความคิดเปิดกว้าง และความคิดริเริ่ม ทั้งนี้กองยุทธศาสตร์และแผนงานฯ จึงควรมีแนวทาง ที่เหมาะสมในการพัฒนาสมรรถนะเหล่านี้ ให้แก่นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เพื่อการพัฒนาความสามารถในระดับเจ้าหน้าที่และระดับองค์กรต่อไป


การศึกษาเรื่อง“วงจรชีวิตองค์การ และ ภาวะผู้นำ ที่ส่งผลต่อการคงอยู่ขององค์การกรณีศึกษา ซีรี่ส์เกาหลี "Start-Up”, กฤษฎา เกรียงไกรกุล Jan 2020

การศึกษาเรื่อง“วงจรชีวิตองค์การ และ ภาวะผู้นำ ที่ส่งผลต่อการคงอยู่ขององค์การกรณีศึกษา ซีรี่ส์เกาหลี "Start-Up”, กฤษฎา เกรียงไกรกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องวงจรชีวิตองค์การ และ ภาวะผู้นำ จากการวิเคราะห์ซีรี่ส์เกาหลี “Start-Up” ว่าแนวคิดหรือทฤษฎีต่าง ๆ จะยังคงสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในปัจจุบันได้ วิธีดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 1.การวิเคราะห์สถานการณ์และพฤติกรรมของตัวละครจากซีรี่ส์ “Start-Up” 2.การสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนข้อมูลกับแอดมิน Facebook Page และ 3.การสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าของธุรกิจ Startup หรือมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Startup เป็นหลัก โดยผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ผลการวิจัยพบว่า วงจรชีวิตองค์การในซีรี่ส์เกาหลี “Start-Up” โดยใช้แนวคิดวงจรชีวิตองค์การ ซึ่งแบ่งวงจรชีวิตองค์การออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ 1.การเป็นผู้ประกอบการ 2.การรวมกําลัง 3.การจัดระบบเป็นทางการและการควบคุม และ 4.โครงสร้างที่เบ่งบานขยายตัว พบว่าแนวคิดดังกล่าวสามารถอธิบายวงจรชีวิตของธุรกิจ Startup ได้ และ การวิเคราะห์ภาวะผู้นำจากตัวละครหลักทั้ง 4 คน ในซีรี่ส์เกาหลี “Start-Up” ได้แก่ 1.ซอดัลมี 2.นัมโดซาน 3.ฮันจีพยอง และ 4.วอนอินแจ โดยใช้แนวคิดภาวะผู้นำนักแลกเปลี่ยน และ ภาวะผู้นำนักเปลี่ยนแปลงของ พบว่าแนวคิดทั้งสองสามารถสะท้อนภาวะผู้นำของตัวละครหลักทั้ง 4 ได้ อีกทั้งการสัมภาษณ์กับเจ้าของธุรกิจ Startup หรือมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ Startup ยังสามารถยืนยันได้ว่าภาวะผู้นำที่เห็นจากการแสดงออกของตัวละครหลัก เป็นภาวะผู้นำที่สามารถพบได้จริงในโลกธุรกิจ


การศึกษาแนวทางการกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศไทย กรณีอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะไปในทิศทางใด (เป็นผู้ประกอบแบบดั้งเดิม หรือ ผู้นำด้านการผลิตนวัตกรรม), วุฒิ มหามงคล Jan 2020

การศึกษาแนวทางการกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศไทย กรณีอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจะไปในทิศทางใด (เป็นผู้ประกอบแบบดั้งเดิม หรือ ผู้นำด้านการผลิตนวัตกรรม), วุฒิ มหามงคล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาแนวทางการกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยว่าควรจะไปในทิศทางใด จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสัมภาษณ์แนวทางการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่านโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย มุ่งเน้นการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญและการรับจ้างประกอบ ซึ่งสะท้อนได้จากผลการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประโยชน์จากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผลการคำนวณอยู่ในระดับ 0.35 สะท้อนถึงต้นทุนของผู้สูญเสียผลประโยชน์ในระดับที่สูง นำไปสู่การกำหนดนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยที่ขาดความชัดเจน การใช้งบประมาณชดเชยให้กับผู้เสียผลประโยชน์ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ และ ผู้ขายน้ำมันกลุ่มรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน จะทำให้การออกนโยบายดังกล่าวมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพ จากการศึกษานโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น พบว่ารัฐบาลของประเทศดังกล่าวนำเสนอนโยบายสาธารณะที่ครอบคลุม นับตั้งแต่นโยบายส่งการบริโภค นโยบายส่งเสริมการผลิต นโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นโยบายการอุดหนุนจากภาครัฐ นโยบายด้านการควบคุมมลพิษ โดยผ่านมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ มาตรการทางการคลังและกึ่งการคลัง เพื่อสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของความยั่งยืน


การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกร อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่, อังคณา สาขาเรือน Jan 2020

การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกร อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่, อังคณา สาขาเรือน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม 2) ปัญหาและอุปสรรคการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างเกษตรกร อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 96 คน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย วิเคราะห์ค่าที ทดสอบไค-สแควร์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกรในแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่คือเกษตรกรกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับที่มีการเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ในทุกๆด้าน เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในเรื่องต่างๆ เกษตรประเภทนี้จึงต้องมีการดูแลพืชผลอย่างใกล้ชิด รองลงมาคือเกษตรกรกลุ่มพืชไร่ มีความจำเป็นในการเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ในบางเรื่องเท่านั้น เกษตรกรกลุ่มพืชไร่พบปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างเครือข่ายโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตที่ไม่ครอบคลุม ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้บางพื้นที่ และกลุ่มสุดท้ายคือเกษตรกรกลุ่มพืชสวน/พืชผัก การทำเกษตรกลุ่มพืชสวน/พืชผัก พบปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และความไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการเข้าถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงข้อมูลความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากเป็นประเภทเกษตรที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย และถ้าติดปัญหาจะเลือกสอบถามทางเจ้าหน้าส่งเสริมการเกษตรเป็นส่วนใหญ่แทนที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ


การเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวายกรณีศึกษา: กรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, ภัณฑิรา ประทุมมา Jan 2020

การเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวายกรณีศึกษา: กรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง, ภัณฑิรา ประทุมมา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย ในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย ในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย ในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง 4) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย ในกรมสรรพสามิตสังกัดส่วนกลาง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ ข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์ จำนวน 171 คน และข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย จำนวน 161 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมจะนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติ (ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent-Samples T Test และ Multiple Regression Analysis) และวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์อยู่ในระดับมาก และระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นวายอยู่ในระดับมาก 2) ระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นเอ็กซ์เท่ากับระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการเจนเนอเรชั่นวาย 3) ปัจจัยด้านการบริหารองค์การ (ภาวะผู้นำ วัฒนธรรมองค์การ คุณภาพชีวิต และบรรยากาศในองค์การ) มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การ 4) ปัจจัยด้านลักษณะงาน (ความชัดเจน การให้ข้อมูลป้อนกลับ โอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และความอิสระ) มีอิทธิพลต่อความผูกพันต่อองค์การ


การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามนโยบายการสร้างการรับรู้สู่ชุมชน ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อานุภาพ จักรแก้ว Jan 2020

การเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากสื่อประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับมาตรการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามนโยบายการสร้างการรับรู้สู่ชุมชน ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน, อานุภาพ จักรแก้ว

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษา คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับการเข้าถึงประเภทสื่อประชาสัมพันธ์ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการเข้าถึงประเภทสื่อประชาสัมพันธ์กับการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการมีส่วนร่วม สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.6 มีอายุระหว่าง 36-50 ปี ร้อยละ 39.3 มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.8 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ร้อยละ 30.4 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท ร้อยละ 64.4 และมีเขตที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเทศบาล ร้อยละ 51.4 การทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) ลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ และเขตที่อยู่อาศัยแตกต่างกัน มีการเข้าถึงประเภทสื่อประชาสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศและอาชีพ มีการเข้าถึงประเภทสื่อประชาสัมพันธ์ที่ไม่แตกต่างกัน 2) ลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ และเขตที่อยู่อาศัยต่างกัน มีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ และอายุ มีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการมีส่วนร่วมที่ไม่แตกต่างกัน และ 3) การเข้าถึงประเภทสื่อประชาสัมพันธ์มีความสัมพันธ์กับการเปิดรับข้อมูลข่าวสารเพื่อการมีส่วนร่วม


การเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นสำนักงานดิจิทัลของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, ฐิณัชญสินี รวิชญทรัพย์ Jan 2020

การเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นสำนักงานดิจิทัลของ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, ฐิณัชญสินี รวิชญทรัพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยกระดับสำนักงานคณะกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. ให้เป็นสำนักงานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 6 ตามแนวทางการประเมินรัฐบาลดิจิทัลของ สพร. ในด้านต่างๆ และศึกษาแนวทางรวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการดำเนินงานการพัฒนาสำนักงานดิจิทัลของ สำนักงาน กสทช. โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกด้วยคำถามแบบกึ่งมีโครงสร้างในการเก็บข้อมูล จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริการของ กสทช. และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พรรณนาบรรยายข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการเป็นสำนักงานดิจิทัล คือ การบูรณาการด้านข้อมูลของบุคลากร เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรขาดการสื่อสารเพื่อแบ่งปันข้อมูลในการดำเนินงานร่วมกันเช่น ในการประสานงานเพื่อก่อให้เกิดระบบทั้งการให้บริการประชาชน อีกทั้งยังรวมถึงระบบที่ใช้ดำเนินงานภายในร่วมกัน ส่งผลทำให้เกิดระบบที่ทับซ้อนกัน และยังแยกตัวออกจากกัน นอกจากนั้นยังมีปัจจัยด้านกฎระเบียบ แนวปฏิบัติจากหน่วยงานตรวจสอบภายนอกที่ยังคงทำให้เกิดความติดขัดในการเป็นสำนักงานดิจิทัล ในส่วนของปัจจัยอื่นๆ สำนักงาน กสทช. มุ่งมั่นและพร้อมสนับสนุนในทุกด้านเพื่อส่งเสริมการเป็นสำนักงานดิจิทัลเช่น ปัจจัยด้านการออกนโยบาย และปัจจัยส่งเสริมศักยภาพบุคลากรทางด้านดิจิทัล รวมไปถึงสนับสนุนงบประมาณในการจัดหาระบบเทคโนโลยีเพื่อนำมารวมระบบการทำงานไว้เป็นหน้าต่างเดียวกัน ทั้งระบบดำเนินงานภายใน และระบบการให้บริการแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม เพื่อการเป็นสำนักงานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพยังคงต้องได้รับการสนับสนุนที่เพิ่มมากขึ้นจากผู้นำระดับสูงและรัฐบาลของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหรือแนวปฏิบัติในด้านการเบิกจ่าย เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและทิศทางเดียวกันกับหน่วยงานตรวจสอบ รวมถึงด้านอื่นๆ ที่จะต้องครอบคลุมและส่งเสริมการเป็นหน่วยงานองค์กรดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ


การใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน : กรณีศึกษา Linkage Center สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง, ธีรภรณ์ อิ่มวิทยา Jan 2020

การใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน : กรณีศึกษา Linkage Center สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง, ธีรภรณ์ อิ่มวิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อศึกษาภาพรวมของการใช้ประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ของ Linkage Center ซึ่งได้ศึกษาเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง และหน่วยงานราชการที่ได้เชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก และกรมการกงสุล ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 ใช้แนวทางในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเอกสาร ผลการศึกษาสรุปได้ว่า Linkage Center เป็นการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนกลาง และฐานข้อมูลทะเบียนอื่น ๆ ให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบคือด้านนโยบาย ด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ด้านทักษณะดิจิทัลของบุคลากร ด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เป็นต้น ในส่วนของแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ของ Linkage Center สรุปได้ว่าสามารถนำข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงนโนบายและในเชิงปฏิบัติเพื่อรองรับวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลได้ในหลากหลายมิติ สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ ภาครัฐควรปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดให้สอดคล้องกับการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ให้มีความคล่องตัว สะดวกรวดเร็วและควรมีการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้กับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับของหน่วยงาน


การใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคล: กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ตรี ณ ระนอง Jan 2020

การใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคล: กรณีศึกษา กรมศุลกากร, ตรี ณ ระนอง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากร (2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการใช้สมรรถนะในการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากร โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 11 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจงจากบุคลากรสังกัดกองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมศุลกากร ผลการศึกษา พบว่า กรมศุลกากรมีการกำหนด “สมรรถนะ” ซึ่งหมายถึง (1) ความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่ง (2) ทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่ง และ (3) สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย สมรรถนะหลัก สมรรถนะทางการบริหาร และสมรรถนะเฉพาะตามลักษณะงานที่ปฏิบัติ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน โดย “สมรรถนะ” ที่กล่าวมานี้ มีการนำมาใช้ประกอบการพิจารณาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากรหลัก ๆ 4 ด้าน ได้แก่ (1) การสรรหา บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย และเลื่อนระดับ (2) การพัฒนาบุคลากร (3) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (4) การให้ค่าตอบแทนและจูงใจ อย่างไรก็ตาม ในด้านการพัฒนาระบบงานนั้น ไม่ได้มีการนำสมรรถนะมาใช้ในการพิจารณาอยู่ด้วย


การให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจ กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศศิล คำนึง Jan 2020

การให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจ กองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศศิล คำนึง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของการให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของข้าราชการตำรวจกองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการศึกษาเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณผสานกับเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างคือ ข้าราชการตำรวจกองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 100 คน ใช้วิธีเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพได้ดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้วิธีสุ่มแบบไม่มีโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Performant) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพโสด นับถือศาสนาพุทธ มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร การศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้สุทธิต่ำกว่า 20,000 บาท ระดับชั้นยศชั้นสัญญาบัตร และมีอายุราชการน้อยกว่า 10 ปี อีกทั้งยังเคยเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆเพิ่มเติมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกด้วย พบว่าภาพรวมด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานมีผลต่อการให้ความหมายของการประสบความสำเร็จอยู่ในระดับปานกลาง และ ภาพรวมด้านแรงจูงใจใฝ่สัมพันธ์ในการปฏิบัติงานมีผลต่อการให้ความหมายของการประสบความสำเร็จอยู่ในระดับมาก ส่วนผลของการให้ความหมายเกี่ยวกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในด้านที่มีความคิดเห็นในระดับความเห็นมากที่สุด ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพชีวิตในการทำงาน 2) ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน


ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช Jan 2020

ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวัตถุประสงค์สามประการ นั่นคือ ประการแรก คือ เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย ประการที่สอง คือ เพื่อสรุปประเด็นกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป และประการสุดท้าย คือ เพื่อวิเคราะห์ระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงชาวไทยต่อการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจำนวน 403 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงประชาชนไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในการเป็นกรอบกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในระดับเห็นด้วยมาก และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ในระดับเห็นด้วยน้อย โดยประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ผู้ยากจน และผู้ด้อยโอกาส และประเด็นเรื่องการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ เป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงมีความคิดเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงมากที่สุด จากการทดสอบอิทธิพลของปัจจัยด้านภูมิหลังทางประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อระดับความเชื่อมั่นพบว่า ปัจจัยด้านอายุมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการทดสอบอิทธิพลของความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐที่มีต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์ Jan 2020

ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเข้าถึงการสมัครงานผ่านแบบฟอร์มสมัครงานออนไลน์ : กรณีศึกษา ความเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์ของบริษัททรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด โดยกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างประชากรทั้งหมด 180 คน ในรูปแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS ซึ่งวิธีการทางสถิติที่ผู้วิจัยหยิบมาใช้ได้แก่ วิธีการเชิงพรรณนา เช่น ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์มีความเพียงพอไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ความพึงพอใจด้านข้อมูลภาษาที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์เข้าใจได้ง่ายไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ และความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ใช้ในประชาสัมพันธ์มีความน่าเชื่อถือไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05


ความคุ้มค่าของการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ: ศึกษากรณีโครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - Asa), กล่าวขวัญ อดทน Jan 2020

ความคุ้มค่าของการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ: ศึกษากรณีโครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - Asa), กล่าวขวัญ อดทน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ โดยใช้โครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - ASA) ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นกรณีศึกษา งานวิจัยเสนอว่า ผู้ที่สนใจประเด็นความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุแบ่งการศึกษาเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความคุ้มค่าต่อองค์กรและความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ โดยผู้วิจัยใช้แนวคิดมูลค่าเพิ่ม (value added) และความคุ้มค่าด้านงบประมาณ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อองค์กร และแนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ ข้อค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การจ้างงานผู้สูงอายุในด้านองค์กรนั้นมีความคุ้มค่าเนื่องจากสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่งานบริการจากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สูงอายุ แต่ก็มีความไม่คุ้มค่าต่อองค์กรด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย ด้านการเรียนรู้ และด้านความอาวุโส ซึ่งความไม่คุ้มค่าเหล่านี้อาจบรรเทาได้ด้วยการวางคนให้เหมาะสมกับประเภทของงาน ในด้านของความคุ้มค่าของผู้สูงอายุ พบว่าการปฏิบัติงานของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการสร้างความคุ้มค่าทางด้านจิตใจจากการใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม และยังได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้และสวัสดิการ แต่อย่างไรก็ดีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ได้รับอาจไม่ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าต่อสุขภาพของผู้สูงอายุเท่าที่ควร ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการจ้างงานผู้สูงอายุควรจัดสรรหน้าที่ให้เหมาะสมความสามารถและสมรรถภาพของผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อองค์กรและผู้สูงอายุ และเพื่อพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุในระยะยาวองค์กรควรมีการพัฒนาระบบการจ้างงานและจัดสรรสวัสดิการให้เหมาะสมเพื่อรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุที่จะมีมากขึ้นในปัจจุบัน


ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์ Jan 2020

ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษานโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทราบถึงความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 และศึกษาแนวทางการพัฒนานโยบายขององค์การสายการบิน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานภายใน บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีความพึงพอใจต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 โดยรวมอยู่ในระดับมาก พบว่าด้านลักษณะงาน มีความพึงพอใจต่อการมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเพื่อแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 ด้านนโยบาย มีความพึงพอใจต่อการบริหารงานตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ของผู้บังคับบัญชาอยู่ในระดับมาก แต่ความพึงพอใจต่อนโยบายการลดค่าตอบแทน/ค่าเบี้ยขยันรายเดือนอยู่ในระดับน้อย ด้านค่าจ้างและสวัสดิการ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสภาพแวดล้อม มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติงาน การใช้เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยและถุงมือ กับการจัดสภาพแวดล้อมของหน่วยงานที่เอื้อต่อการทํางาน การส่งเสริมอาชีวอนามัยสุขภาพและความปลอดภัย อาทิ การเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัส การอบฆ่าเชื้อห้องโดยสาร ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน มีความพึงพอใจต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานอยู่ในระดับมาก รวมถึงความพึงพอใจที่มีต่อการสนับสนุนให้บุคลากรได้นำความรู้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพงานที่รับผิดชอบ การทำกิจกรรมกลุ่มประจำสัปดาห์ การใช้ทักษะในการทำงานใหม่ๆอยู่เสมอ และด้านพฤติกรรมในการทำงาน มีความพึงพอใจทุกข้ออยู่ในระดับมาก


ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ Jan 2020

ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือน กรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (ICAO) ชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่า การแก้ไขปัญหาด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยที่สืบเนื่องจากการถูกติดธงแดงในปี พ.ศ. 2558 เป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยใช้แนวคิดความล้มเหลวภาครัฐ ธรรมาภิบาลภาครัฐ และหลักนิรภัยการบิน ในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวม 9 คน งานวิจัยชิ้นนี้ มีข้อค้นพบ คือ 1. ปัญหาหลักที่นำไปสู่การติดธงแดงโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) คือการที่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) หรือกรมการบินพลเรือนในขณะนั้น ไม่แยกออกจากการเป็นผู้ให้บริการ (Operator) อย่างชัดเจน รวมทั้งกระบวนการออกใบอนุญาตยังประสบกับปัญหาความล้มเหลวภาครัฐและปัญหาธรรมาภิบาล เช่น การแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) และความล่าช้าจากระบบราชการ (Red tape) 2. การแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนมีทิศทางที่เป็นไปอย่างยั่งยืนเนื่องจากเกิดการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลในระดับโครงสร้างองค์กร ทำให้ประเทศไทยมีหน่วยกำกับดูแลที่แยกเป็นอิสระจากหน่วยให้บริการ การปรับโครงสร้างดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการออกใบอนุญาตที่รวดเร็วและตรวจสอบได้มากขึ้น และมีการจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นระบบและอยู่ในรูปดิจิทัล อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่า การปฏิรูประบบการกำกับดูแลกิจการการบินพลเรือนอาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อนิรภัยการบิน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ในตลาดการบินพลเรือนนอกเหนือจากระบบการกำกับดูแลของภาครัฐ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในด้านการจัดการด้านข้อมูล (Data) ในอนาคตที่จะมีจำนวนมากและที่ผ่านมามีการโจมตีจากภายนอกอยู่บ่อยครั้งจากการโจรกรรมทางไซเบอร์ อาจจะต้องมีการป้องกันและสำรองข้อมูลให้เหมาะสม และปัญหาการแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) เนื่องจาก บุคลากรของสำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีจำนวนมากจึงอาจจะเกิดช่องว่างในการแสวงหาค่าเช่าได้


ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1กรณีศึกษา : ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, เกรียงไกร เตชะวรางกุล Jan 2020

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและชุมชนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1กรณีศึกษา : ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, เกรียงไกร เตชะวรางกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับของความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบ้านปงและชุมชนบ้านปง 3 ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระยะที่ 1 2) เพื่อศึกษารูปแบบ การก่อตัวและกระบวนการของความร่วมมือระหว่าง รพ.สต.และชุมชน 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับความร่วมมือ ได้แก่ ปัจจัยการรับรู้ปัญหาร่วมกัน ปัจจัยศักยภาพองค์การ ปัจจัยการสนับสนุนจากบุคคลหรือองค์การ ปัจจัยผู้นำชุมชน และปัจจัยความสัมพันธ์ที่มีมาแต่เดิม 2) การก่อตัวของความร่วมมือเกิดจากการรับรู้ปัญหาร่วมกันว่าโรคโควิด-19 เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน แต่ศักยภาพของ รพ.สต.และชุมชนไม่เพียงพอจึงต้องร่วมมือกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน บุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ บนพื้นฐานของความสัมพันธ์อันดีที่มีมานาน นอกจากนี้ยังพบว่าความไว้วางใจและความสัมพันธ์แบบเครือญาติยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความร่วมมือ 3) กระบวนการความร่วมมือ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ (1) การเจรจา (2) การสร้างข้อตกลง (3) การดำเนินการ (4) การประเมินผล และ (5) การเสริมแรง ซึ่งการเสริมแรงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่การศึกษานี้ได้ค้นพบ 4) รูปแบบความร่วมมือ เป็นความร่วมมือแบบภาครัฐและประชาชนร่วมกันดำเนินการ 5) ปัญหาและอุปสรรคของความร่วมมือ ได้แก่ ขาดแคลนทรัพยากรในการป้องกันโรค สมาชิกชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจในการป้องกันโรคทำให้เกิดความตื่นตระหนก และผู้นำชุมชนขาดอำนาจตามกฎหมายในการรับมือกับโรคระบาด


ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในที่ทำงานกับความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, ณัฐณิชา ขยายแย้ม Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดในที่ทำงานกับความผูกพันต่อองค์กร:กรณีศึกษาข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, ณัฐณิชา ขยายแย้ม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับความเครียด และระดับความผูกพันต่อองค์กร รวมถึงเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของความเครียดในที่ทำงานและความผูกพันธ์ต่อองค์กรของข้าราชการตำรวจสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างข้าราชการตำรวจสังกัด สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 108 นาย สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 5 นาย จาก 5 กองกำกับการ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ช่วงอายุ 18 – 30 ปี จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ระยะเวลาในการทำงานที่สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติต่ำกว่า 5 ปี สถานภาพโสด รายได้ต่อเดือนอยู่ในช่วง 10,001 - 20,000 บาท 2) ข้าราชการตำรวจมีความเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานด้านลักษณะงานอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก รวมถึงมีความเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานอีก 4 ด้านได้แก่ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร ด้านโครงสร้างและบรรยากาศองค์กร ด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ และด้านบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ในระดับความเห็นด้วยน้อย 3) ข้าราชการตำรวจมีความเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กรในด้านการคงไว้ซึ่งสมาชิกภาพอยู่ในระดับเห็นด้วยน้อย ในส่วนของความเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กรอีก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเพื่อองค์กร และด้านการยอมรับเป้าหมายองค์กร มีระดับความเห็นด้วยมาก 4) ปัจจัยด้านเพศ อายุ ระยะเวลาในการทำงานที่สำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อความผูกพันองค์กรที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับความเครียดในที่ทำงานในด้านลักษณะงาน และด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร มีอิทธิพลต่อระดับความผูกพันองค์กร


ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขกรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, กรวรรณ ฟักสุบรรณ์ Jan 2020

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขกรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ, กรวรรณ ฟักสุบรรณ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้วัฒนธรรมองค์การและทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุข รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้วัฒนธรรมองค์การกับทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุขของข้าราชการตำรวจในสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ การวิจัยในครั้งนี้เป็นเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลจากข้าราชการตำรวจทั้งหมดที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเลขานุการตำรวจแห่งชาติ (จำนวน 110 คน) ในขณะเดียวกันสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์ โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากข้าราชการตำรวจที่เป็นตัวแทนของแต่ละตำแหน่งตั้งแต่ตำแหน่งผู้บังคับการจนถึงผู้บังคับหมู่จำนวน 6 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร เพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-30 ปี โดยมีรายได้อยู่ที่ 10,001-20,000 บาทต่อเดือน ปฏิบัติงานอยู่ในฝ่ายอำนวยการ และมีประสบการณ์ปฏิบัติงาน 12 ปีขึ้นไป 2) ข้าราชการตำรวจมีการรับรู้วัฒนธรรมองค์การในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และมีการรับรู้วัฒนธรรมองค์การแบบเครือญาติมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 3) ข้าราชการตำรวจมีทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขในภาพรวมระดับปานกลางและมีทัศนคติเกี่ยวกับการกลายเป็นองค์กรแห่งความสุขในด้านคุณธรรมและความกตัญญู (Happy Soul) มากที่สุด 4) การรับรู้วัฒนธรรมองค์การแบบปรับตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุขในภาพรวมมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการรับรู้วัฒนธรรมองค์การด้านอื่นๆ


ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม Jan 2020

ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่านโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545 มีกระบวนการก่อตัวและพัฒนาการของการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการระบุปัญหาและการก่อตัวของนโยบาย และแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวคิดหลักในการตอบคำถามวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย จำนวน 11 คน ผลการศึกษา พบว่า ที่มาของนโยบายเกิดขึ้นมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานทหารกับประชาชนในพื้นที่สงวนหวงห้ามของทหารจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2532 ที่นำไปสู่การชูประเด็นปัญหาการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเหนือปัญหาสิทธิในที่ดินของประชาชน และปัญหาการสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของกลไก กบร. ยังเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของประชาชนจากกลไกรัฐอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม มาอยู่ภายใต้กลไกของส่วนกลางที่ กบร. กำหนดขึ้น ในส่วนพลวัตของนโยบาย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของนโยบายมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายละเอียดของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ของนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกลไกการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งเป็นกลไกหลักของการแก้ไขปัญหา และเป็นกระบวนการที่มีปัญหาจำนวนมากในระดับปฏิบัติ ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายควรใช้โอกาสในการโอนย้ายหน่วยงานไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ทบทวนกระบวนทัศน์ในการดำเนินนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เพียงกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเท่านั้น รวมถึงควรปรับปรุงแก้ไขมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานที่ยังมีปัญหาอุปสรรคและความล่าช้าอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น


นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์ Jan 2020

นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา ลักษณะ และรูปแบบการดำเนินการของนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างของนโยบายทั้งสองประเทศ และ 3) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงนโยบายที่เหมาะสมต่อบริบทประเทศไทยโดยใช้นโยบายจากประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบ งานวิจัยนี้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยทางเอกสาร จากผลการศึกษาพบว่านโยบายของทั้งสองประเทศมีที่มา เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองประเทศต่างต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ในกลุ่มพ่อแม่ที่มีความพร้อมในการมีบุตรซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของประชากร นอกจากนั้นทั้งสองประเทศยังได้เลือกวิธีและเครื่องมือเชิงนโยบายที่คล้ายคลึงกัน ผ่านการใช้มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร การส่งเสริมให้มีสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเรื่องสิทธิการลาของพ่อและแม่ อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยกิจกรรมของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อสร้างและปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะมุ่งเน้นการจูงใจและให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วแทน นอกจากนั้นจากการศึกษาพบว่านโยบายของประเทศสิงคโปร์มีความเป็นรูปธรรม ครอบคลุม คล่องตัว และมีการบูรณาการที่มากกว่านโยบายของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงสถาบันที่มีความได้เปรียบมากกว่า อาทิ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างไรก็ตามประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์มีปัจจัยเชิงแนวคิดที่คล้ายคลึงกันหลายประการ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำนโยบายส่งเสริมการมีบุตรจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบในการปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับบริบทของประเทศได้


ประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย กรณีศึกษา : การส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัย โดยสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โทน เวชชะ Jan 2020

ประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย กรณีศึกษา : การส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัย โดยสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โทน เวชชะ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้นักวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม และเพื่อนำผลการศึกษาไปพัฒนาแนวทางการดำเนินงานของสำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการส่งเสริมและสนับสนุนนักวิจัยให้ได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และคัดเลือกผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผู้ให้สัมภาษณ์ได้แก่อาจารย์หรือนักวิจัย สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์และพันธกิจแหล่งทุน สำนักบริหารวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนจากแหล่งทุน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ได้ถูกวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบพรรณนาเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยได้รับทุนวิจัยจากหน่วยทุนวิจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยด้านลักษณะขององค์การ 2. ปัจจัยด้านลักษณะของสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน 3. ปัจจัยด้านนโยบายการบริหารและการปฏิบัติงาน และ 4. ปัจจัยด้านหลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอโครงการของแหล่งทุน โดยปัจจัยที่ 1 – 3 จะส่งผลต่อการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์หรือนักวิจัยสามารถที่จะเขียนข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนทุนจากหน่วยทุนวิจัย ส่วนปัจจัยที่ 4 จะเป็นกรอบให้อาจารย์หรือนักวิจัยเขียนข้อเสนอโครงการให้ครบถ้วนตามที่แหล่งทุนกำหนด


ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล Jan 2020

ประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข, ธัญจิรา เพ็ญสิริกุล

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาการดำเนินการ และเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนา ปรับปรุงการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการ โดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยวิจัยศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) ในเขตพื้นที่นำร่อง เขตสุขภาพที่ 6 (จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว สมุทรปราการ) และดำเนินการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ในมุมมองของผู้บริหารส่วนกลางที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ Top-down และผู้บริหารและผู้ปฏิบัติส่วนภูมิภาคที่เกี่ยวข้องในการวางแผนและยุทธศาสตร์แบบ bottom-up จากนั้นนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าสำหรับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการโดยเขตสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข : กรณีศึกษา เขตสุขภาพที่ 6 กระทรวงสาธารณสุข ผู้ให้สัมภาษณ์มีความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพในระดับปานกลางหรือพอใจในระดับนึง เนื่องจากการมีจุดแข็งของเขตสุขภาพเป็นจุดเชื่อมโยงเครือข่ายบริการให้ไร้รอยต่อมากขึ้น นำไปสู่การตอบสนองความต้องการในพื้นที่ได้รวดเร็วมากขึ้น มีการปรับปรุงกระบวนการของการผลิตอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาการบริหารจัดการกำลังคนตามการจัดระบบบริการตามบริบทพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม มีการปรับเกลี่ยกำลังคนเกิดความคล่องตัวขึ้น ทิศทางระบบบริหารจัดการตอบสนองการพัฒนาบริการในพื้นที่เกิดความต่อเนื่องและเกิดความก้าวหน้าด้านบริการที่มีมากกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ยังมีจุดอ่อนของความล่าช้าในระบบราชการ กฎระเบียบที่ไม่ทันสมัย และการกระจายอำนาจที่ยังไม่เบ็ดเสร็จแท้จริง กรอบกำลังคนไม่สัมพันธ์กับภาระงานจริง และข้อมูลที่มียังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงสรุปได้ว่ามีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งทั้งในมิติมีความเท่าเทียม รวดเร็วทันเวลา เพียงพอเหมาะสม เกิดความต่อเนื่อง แต่ยังมีความก้าวหน้าที่ยังต้องพัฒนาให้เกิดความเหมาะสมต่อการตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการเชิงพื้นที่ในประเด็นจุดอ่อนที่กล่าวถึงนี้ต่อไป


ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์ Jan 2020

ประสิทธิภาพและความพึงพอใจเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ: กรณีศึกษา แอพพลิเคชั่น Rama App ของโรงพยาบาลรามาธิบดี, ปารมี จารุพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี เกี่ยวกับการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การ ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน (ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ) ซึ่งกลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 370 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวน 5 คน สำหรับผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่นมีความคิดเห็นว่าการนำแอพพลิเคชั่น Rama App มาใช้ในองค์การสามารถลดความผิดพลาดในการปฏิบัติงาน และทำให้ผู้ปฏิบัติงานทราบถึงปริมาณงาน รวมถึงช่วยลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจน สามารถลดระยะเวลาในการใช้บริการที่โรงพยาบาล อีกทั้งสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2) กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการในหน่วยตรวจผู้ป่วยนอกพิเศษเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี มีความพึงพอใจทุกฟังก์ชั่นของแอพพลิเคชั่น Rama App ในระดับมาก โดยพบว่ามีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “คัดกรอง COVID-19” มากที่สุด และมีความพึงพอใจฟังก์ชั่น “แผนที่” น้อยที่สุด


ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์ Jan 2020

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้านที่มีปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน และ 4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ประจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) จำนวน 320 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน อยู่ในระดับมาก 2) เพศ อายุ ระดับการศึกษา ลักษณะงาน สภาพความเป็นอยู่ และสถานที่ปฏิบัติงานในระหว่าง WFH แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน คือ ปัจจัยด้านความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้าน ปัจจัยด้านการสนับสนุน ปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน ทั้ง 4 ปัจจัยมีความเชื่อมโยงกับ 3 องค์ประกอบในการปฏิบัติงานที่บ้าน ได้แก่ 1. ด้านองค์กร ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการสนับสนุน และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ โดยระดับการกระจายอำนาจขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันความไว้วางใจที่หัวหน้างานมีให้แก่ลูกน้องถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จ 3. ด้านตัวบุคคล โดยความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้านมีผลต่อประสิทธิภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของบ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว


ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์ Jan 2020

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19” มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ประชากร คือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-Test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก และ ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เท่ากับระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อใจไว้วางใจ ปัจจัยด้านความคาดหวังในความพยายาม และ ปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคม มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่


ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา Jan 2020

ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาว่าปัจจัยใดที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง 2) ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลนำไปใช้ในการพัฒนานักงานส่วนตำบลและบุคลากรในสังกัดให้รู้จักพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 80 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) คือ สถิติการการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Independent Samples) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way Anova) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการพัฒนาตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากด้วย การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน การสอบเข้ารับราชการและระดับการศึกษามีผลต่อความต้องการในการพัฒนาตนเองของพนักงานส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05