Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

Articles 451 - 480 of 547

Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration

การใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน : กรณีศึกษา Linkage Center สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง, ธีรภรณ์ อิ่มวิทยา Jan 2020

การใช้ประโยชน์ข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการประชาชน : กรณีศึกษา Linkage Center สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง, ธีรภรณ์ อิ่มวิทยา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้เป็นไปเพื่อศึกษาภาพรวมของการใช้ประโยชน์ ปัญหาและอุปสรรคในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ของ Linkage Center ซึ่งได้ศึกษาเฉพาะกลุ่มตัวอย่าง คือ สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง และหน่วยงานราชการที่ได้เชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก และกรมการกงสุล ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 ใช้แนวทางในรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเอกสาร ผลการศึกษาสรุปได้ว่า Linkage Center เป็นการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชาชนกลาง และฐานข้อมูลทะเบียนอื่น ๆ ให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ส่วนปัญหาและอุปสรรคที่พบคือด้านนโยบาย ด้านงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ด้านทักษณะดิจิทัลของบุคลากร ด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เป็นต้น ในส่วนของแนวทางการใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ของ Linkage Center สรุปได้ว่าสามารถนำข้อมูลภาครัฐขนาดใหญ่ไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงนโนบายและในเชิงปฏิบัติเพื่อรองรับวิถีชีวิตในยุคดิจิทัลได้ในหลากหลายมิติ สำหรับข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ ภาครัฐควรปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดให้สอดคล้องกับการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ให้มีความคล่องตัว สะดวกรวดเร็วและควรมีการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลให้กับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับของหน่วยงาน


ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช Jan 2020

ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, ชัยทัตน์ พุทธเดช

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงต่อการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีวัตถุประสงค์สามประการ นั่นคือ ประการแรก คือ เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของประเทศไทย ประการที่สอง คือ เพื่อสรุปประเด็นกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป และประการสุดท้าย คือ เพื่อวิเคราะห์ระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงชาวไทยต่อการบรรลุเป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างประชาชนชาวไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจำนวน 403 คน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงประชาชนไทยที่มีสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในการเป็นกรอบกำหนดทิศทางในการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในระดับเห็นด้วยมาก และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 6 ด้าน ในระดับเห็นด้วยน้อย โดยประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ผู้ยากจน และผู้ด้อยโอกาส และประเด็นเรื่องการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ เป็นประเด็นที่กลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียงมีความคิดเห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงมากที่สุด จากการทดสอบอิทธิพลของปัจจัยด้านภูมิหลังทางประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อระดับความเชื่อมั่นพบว่า ปัจจัยด้านอายุมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการทดสอบอิทธิพลของความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐที่มีต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง พบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมความพอใจการทำงานของรัฐมีผลโดยตรงต่อระดับความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีสิทธิออกเสียง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05


ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์ Jan 2020

ความคิดเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์: กรณีศึกษา บริษัท ทรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด., สุพิชชา สิมาพันธ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการเข้าถึงการสมัครงานผ่านแบบฟอร์มสมัครงานออนไลน์ : กรณีศึกษา ความเห็นต่อแอปพลิเคชั่นการสมัครงานออนไลน์ของบริษัททรานคอสมอส ไทยแลนด์ จำกัด โดยกำหนดรูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างประชากรทั้งหมด 180 คน ในรูปแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS ซึ่งวิธีการทางสถิติที่ผู้วิจัยหยิบมาใช้ได้แก่ วิธีการเชิงพรรณนา เช่น ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย วิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว โดยกำหนดค่าระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ประชาสัมพันธ์มีความเพียงพอไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ความพึงพอใจด้านข้อมูลภาษาที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์เข้าใจได้ง่ายไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ และความพึงพอใจด้านข้อมูลที่ใช้ในประชาสัมพันธ์มีความน่าเชื่อถือไม่แตกต่างกันเมื่อแยกตามช่องทางการทราบข่าวสมัครงานออนไลน์ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05


ความคุ้มค่าของการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ: ศึกษากรณีโครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - Asa), กล่าวขวัญ อดทน Jan 2020

ความคุ้มค่าของการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ: ศึกษากรณีโครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - Asa), กล่าวขวัญ อดทน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรรัฐวิสาหกิจ โดยใช้โครงการนำร่องการจัดจ้างผู้สูงอายุช่วยปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Airport Senior Ambassador - ASA) ของบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เป็นกรณีศึกษา งานวิจัยเสนอว่า ผู้ที่สนใจประเด็นความคุ้มค่าของโครงการจ้างงานผู้สูงอายุแบ่งการศึกษาเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ความคุ้มค่าต่อองค์กรและความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ โดยผู้วิจัยใช้แนวคิดมูลค่าเพิ่ม (value added) และความคุ้มค่าด้านงบประมาณ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อองค์กร และแนวคิดเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าต่อผู้สูงอายุ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ ข้อค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การจ้างงานผู้สูงอายุในด้านองค์กรนั้นมีความคุ้มค่าเนื่องจากสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่งานบริการจากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้สูงอายุ แต่ก็มีความไม่คุ้มค่าต่อองค์กรด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย ด้านการเรียนรู้ และด้านความอาวุโส ซึ่งความไม่คุ้มค่าเหล่านี้อาจบรรเทาได้ด้วยการวางคนให้เหมาะสมกับประเภทของงาน ในด้านของความคุ้มค่าของผู้สูงอายุ พบว่าการปฏิบัติงานของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการสร้างความคุ้มค่าทางด้านจิตใจจากการใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม และยังได้รับค่าตอบแทนเป็นรายได้และสวัสดิการ แต่อย่างไรก็ดีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ได้รับอาจไม่ถือได้ว่ามีความคุ้มค่าต่อสุขภาพของผู้สูงอายุเท่าที่ควร ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการจ้างงานผู้สูงอายุควรจัดสรรหน้าที่ให้เหมาะสมความสามารถและสมรรถภาพของผู้สูงอายุเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อองค์กรและผู้สูงอายุ และเพื่อพัฒนาการจ้างงานผู้สูงอายุในระยะยาวองค์กรควรมีการพัฒนาระบบการจ้างงานและจัดสรรสวัสดิการให้เหมาะสมเพื่อรองรับการจ้างงานผู้สูงอายุที่จะมีมากขึ้นในปัจจุบัน


ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ Jan 2020

ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง, พิทยุตม์ แสงประเสริฐ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยเรื่อง ความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 3) ศึกษาแนวทางในการเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดิน ในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง จำนวนประชากร 2,441 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 344 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Independent Samples t-test ค่า One-Way ANOVA และ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นด้านความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลางที่มีผลต่อความสัมพันธ์ต่อความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกันเพียงบางประการเท่านั้น โดยผลการทดสอบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ และระยะเวลาการทำงาน ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน ส่วนระดับการศึกษา ตำแหน่งในการทำงาน และหน่วยงานที่สังกัด ที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ปัจจัยลักษณะงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง 4) ปัจจัยประสบการณ์ในงาน มีผลต่อความผูกพันต่อองค์การของข้าราชการกรมที่ดินในหน่วยงานสังกัดราชการบริหารส่วนกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01


ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์ Jan 2020

ความพึงพอใจของพนักงานภายในองค์การต่อนโยบายขององค์การสายการบินในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) กรณีศึกษา บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด, อุไรพรรณ สถานานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษานโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทราบถึงความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 และศึกษาแนวทางการพัฒนานโยบายขององค์การสายการบิน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานภายใน บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีความพึงพอใจต่อนโยบายขององค์การในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 โดยรวมอยู่ในระดับมาก พบว่าด้านลักษณะงาน มีความพึงพอใจต่อการมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเพื่อแก้ปัญหาในการปฏิบัติงานในช่วงประสบปัญหาโควิด-19 ด้านนโยบาย มีความพึงพอใจต่อการบริหารงานตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ของผู้บังคับบัญชาอยู่ในระดับมาก แต่ความพึงพอใจต่อนโยบายการลดค่าตอบแทน/ค่าเบี้ยขยันรายเดือนอยู่ในระดับน้อย ด้านค่าจ้างและสวัสดิการ มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านสภาพแวดล้อม มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ในการจัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือเครื่องใช้ในการปฏิบัติงาน การใช้เจลแอลกอฮอล์ หน้ากากอนามัยและถุงมือ กับการจัดสภาพแวดล้อมของหน่วยงานที่เอื้อต่อการทํางาน การส่งเสริมอาชีวอนามัยสุขภาพและความปลอดภัย อาทิ การเช็ดทำความสะอาดจุดสัมผัส การอบฆ่าเชื้อห้องโดยสาร ด้านความมั่นคงและความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน มีความพึงพอใจต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานอยู่ในระดับมาก รวมถึงความพึงพอใจที่มีต่อการสนับสนุนให้บุคลากรได้นำความรู้มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพงานที่รับผิดชอบ การทำกิจกรรมกลุ่มประจำสัปดาห์ การใช้ทักษะในการทำงานใหม่ๆอยู่เสมอ และด้านพฤติกรรมในการทำงาน มีความพึงพอใจทุกข้ออยู่ในระดับมาก


ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ Jan 2020

ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนกรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (Icao), เดชดิลก อัครพงษ์ภาคภูมิ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่อง ความยั่งยืนของมาตรการแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือน กรณีศึกษาการติดธงแดงจาก International Civil Aviation Organization (ICAO) ชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามว่า การแก้ไขปัญหาด้านการกำกับดูแลการบินพลเรือนของไทยที่สืบเนื่องจากการถูกติดธงแดงในปี พ.ศ. 2558 เป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยใช้แนวคิดความล้มเหลวภาครัฐ ธรรมาภิบาลภาครัฐ และหลักนิรภัยการบิน ในการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวม 9 คน งานวิจัยชิ้นนี้ มีข้อค้นพบ คือ 1. ปัญหาหลักที่นำไปสู่การติดธงแดงโดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) คือการที่หน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) หรือกรมการบินพลเรือนในขณะนั้น ไม่แยกออกจากการเป็นผู้ให้บริการ (Operator) อย่างชัดเจน รวมทั้งกระบวนการออกใบอนุญาตยังประสบกับปัญหาความล้มเหลวภาครัฐและปัญหาธรรมาภิบาล เช่น การแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) และความล่าช้าจากระบบราชการ (Red tape) 2. การแก้ไขปัญหาการกำกับดูแลการบินพลเรือนมีทิศทางที่เป็นไปอย่างยั่งยืนเนื่องจากเกิดการปฏิรูปหน่วยงานกำกับดูแลในระดับโครงสร้างองค์กร ทำให้ประเทศไทยมีหน่วยกำกับดูแลที่แยกเป็นอิสระจากหน่วยให้บริการ การปรับโครงสร้างดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการออกใบอนุญาตที่รวดเร็วและตรวจสอบได้มากขึ้น และมีการจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นระบบและอยู่ในรูปดิจิทัล อย่างไรก็ดี งานวิจัยพบว่า การปฏิรูประบบการกำกับดูแลกิจการการบินพลเรือนอาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อนิรภัยการบิน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ในตลาดการบินพลเรือนนอกเหนือจากระบบการกำกับดูแลของภาครัฐ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในด้านการจัดการด้านข้อมูล (Data) ในอนาคตที่จะมีจำนวนมากและที่ผ่านมามีการโจมตีจากภายนอกอยู่บ่อยครั้งจากการโจรกรรมทางไซเบอร์ อาจจะต้องมีการป้องกันและสำรองข้อมูลให้เหมาะสม และปัญหาการแสวงหาค่าเช่า (Rent-seeking) เนื่องจาก บุคลากรของสำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยมีจำนวนมากจึงอาจจะเกิดช่องว่างในการแสวงหาค่าเช่าได้


ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม Jan 2020

ที่มาและพลวัตของนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545, อนุวัตร จินตกสิกรรม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่านโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2545 มีกระบวนการก่อตัวและพัฒนาการของการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร โดยใช้แนวคิดทฤษฎีการระบุปัญหาและการก่อตัวของนโยบาย และแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นแนวคิดหลักในการตอบคำถามวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประกอบด้วยการเก็บข้อมูลจาก 2 ส่วน ได้แก่ การศึกษาวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย จำนวน 11 คน ผลการศึกษา พบว่า ที่มาของนโยบายเกิดขึ้นมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานทหารกับประชาชนในพื้นที่สงวนหวงห้ามของทหารจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงปี พ.ศ. 2532 ที่นำไปสู่การชูประเด็นปัญหาการบุกรุกเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเหนือปัญหาสิทธิในที่ดินของประชาชน และปัญหาการสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของกลไก กบร. ยังเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของประชาชนจากกลไกรัฐอื่น ๆ ที่มีอยู่เดิม มาอยู่ภายใต้กลไกของส่วนกลางที่ กบร. กำหนดขึ้น ในส่วนพลวัตของนโยบาย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของนโยบายมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับรายละเอียดของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ของนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับกลไกการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งเป็นกลไกหลักของการแก้ไขปัญหา และเป็นกระบวนการที่มีปัญหาจำนวนมากในระดับปฏิบัติ ผู้ศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายควรใช้โอกาสในการโอนย้ายหน่วยงานไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ทบทวนกระบวนทัศน์ในการดำเนินนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ที่ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เพียงกระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินเท่านั้น รวมถึงควรปรับปรุงแก้ไขมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานที่ยังมีปัญหาอุปสรรคและความล่าช้าอยู่ในปัจจุบัน ให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันมากยิ่งขึ้น


นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์ Jan 2020

นโยบายส่งเสริมการมีบุตร : กรณีศึกษาเปรียบเทียบประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์, ชุติมน สุขสวัสดิ์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเป็นมา ลักษณะ และรูปแบบการดำเนินการของนโยบายส่งเสริมการมีบุตร ของประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ 2) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะที่เหมือนหรือแตกต่างของนโยบายทั้งสองประเทศ และ 3) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงนโยบายที่เหมาะสมต่อบริบทประเทศไทยโดยใช้นโยบายจากประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบ งานวิจัยนี้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยทางเอกสาร จากผลการศึกษาพบว่านโยบายของทั้งสองประเทศมีที่มา เป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่คล้ายคลึงกัน โดยทั้งสองประเทศต่างต้องการเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ในกลุ่มพ่อแม่ที่มีความพร้อมในการมีบุตรซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของประชากร นอกจากนั้นทั้งสองประเทศยังได้เลือกวิธีและเครื่องมือเชิงนโยบายที่คล้ายคลึงกัน ผ่านการใช้มาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร การส่งเสริมให้มีสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ปรับปรุงกฎหมายแรงงานเรื่องสิทธิการลาของพ่อและแม่ อย่างไรก็ตามทั้งสองประเทศมีแนวทางการดำเนินกิจกรรมที่แตกต่างกัน โดยกิจกรรมของประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อสร้างและปรับปรุงบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการมีบุตร และช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะมุ่งเน้นการจูงใจและให้ความช่วยเหลือในการเข้าถึงสวัสดิการที่มีอยู่แล้วแทน นอกจากนั้นจากการศึกษาพบว่านโยบายของประเทศสิงคโปร์มีความเป็นรูปธรรม ครอบคลุม คล่องตัว และมีการบูรณาการที่มากกว่านโยบายของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยเชิงสถาบันที่มีความได้เปรียบมากกว่า อาทิ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างไรก็ตามประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์มีปัจจัยเชิงแนวคิดที่คล้ายคลึงกันหลายประการ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยสามารถนำนโยบายส่งเสริมการมีบุตรจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นต้นแบบในการปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับบริบทของประเทศได้


ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์ Jan 2020

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) ของเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), พิชาพัทธ์ ปิยเรืองวิทย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้านที่มีปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานที่บ้าน และ 4) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานที่บ้าน กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่ประจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) จำนวน 320 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน อยู่ในระดับมาก 2) เพศ อายุ ระดับการศึกษา ลักษณะงาน สภาพความเป็นอยู่ และสถานที่ปฏิบัติงานในระหว่าง WFH แตกต่างกันมีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่บ้าน คือ ปัจจัยด้านความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้าน ปัจจัยด้านการสนับสนุน ปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน ทั้ง 4 ปัจจัยมีความเชื่อมโยงกับ 3 องค์ประกอบในการปฏิบัติงานที่บ้าน ได้แก่ 1. ด้านองค์กร ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการสนับสนุน และปัจจัยด้านความง่ายในการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงานที่บ้าน 2. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้าและลูกน้อง ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ โดยระดับการกระจายอำนาจขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันความไว้วางใจที่หัวหน้างานมีให้แก่ลูกน้องถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จ 3. ด้านตัวบุคคล โดยความสุขในการปฏิบัติงานที่บ้านมีผลต่อประสิทธิภาพ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของบ้านและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว


ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์ Jan 2020

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ Work From Home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19, ประภาสี โพธิปักขิย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง “ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19” มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ และแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 2) เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ และ 3) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ ประชากร คือ พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Samples T-Test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก และ ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบปกติ ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ เท่ากับระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่ 3) ปัจจัยด้านความเชื่อใจไว้วางใจ ปัจจัยด้านความคาดหวังในความพยายาม และ ปัจจัยด้านอิทธิพลทางสังคม มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานแบบ work from home ของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำนักงานใหญ่


ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา Jan 2020

ปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลเเละบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านเเหลม จังหวัดเพชรบุรี, ทียารัชต์ นิลนัครา

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องปัจจัยที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาว่าปัจจัยใดที่ผลักดันให้พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลพัฒนาศักยภาพของตนเอง 2) ศึกษาและให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลนำไปใช้ในการพัฒนานักงานส่วนตำบลและบุคลากรในสังกัดให้รู้จักพัฒนาตนเองมากยิ่งขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานส่วนตำบลและบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลในอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 80 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) คือ สถิติการการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) การทดสอบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Independent Samples) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One way Anova) พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการในการพัฒนาตนเองในภาพรวมอยู่ในระดับมากและมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากด้วย การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านความพึงพอใจในการทำงาน การสอบเข้ารับราชการและระดับการศึกษามีผลต่อความต้องการในการพัฒนาตนเองของพนักงานส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีส่วนตำบลและบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลในเขตอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่.05


ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ Jan 2020

ปัจจัยที่พัฒนาเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี, สโรชินี เตียวธนโชติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยที่พัฒนาการเกษตรเชิงนวัตกรรม: กรณีศึกษาการพัฒนาเกษตรในจังหวัดราชบุรี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยสองประเด็น ประเด็นแรกเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมประเด็นที่สองเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรม ผลการศึกษาพบว่า คือ กลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี มีความเห็นว่าปัจจัยการตลาดเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดและในยุคปัจจุบันเทคโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กับการเกษตรถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ปัจจัยรองลงมาคือปัจจัยเรื่องการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้ภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องมีการบูรณาการร่วมกันในการส่งสริม ปัจจัยที่มีผลน้อยที่สุดคือปัจจัยส่วยบุคคล กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดี แต่ได้รางวัลรับรองมาตราฐานอื่นๆนั้นมีมุมมองความคิดที่ต่างจากกลุ่มเกษตรกรได้รับรางวัลการปฎิบัติทางการเกษตรที่ดีโดยให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารงานส่งเสริมของภาครัฐมากกว่าเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม คณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม จังหวัดราชบุรี มองว่าภาคการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการและช่วยกันการส่งเสริมพัฒนาโดยต้องช่วยเกษตรกรในเรื่องการตลาดและเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเกษตรกรได้มากในการพัฒนาการเกษตรเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ข้อเสนอแนะจากการวิจัย การบริหารงานส่งเสริมการเกษตรให้เกิดการพัฒนาการเกษตรสู่เกษตรเชิงนวัตกรรมนั้นภาครัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการตลาดมากขึ้นเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกษตรกรให้ความสำคัญและยังมองว่าปัจจุบันยังคงเป็นปัญหา


ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง Jan 2020

ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ กรณีศึกษา งานสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร กรมศุลกากร, สโรชา สาตร์บำรุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน ซี่งกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 567 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยสถิติหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ T-Test สถิติ One-Way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพคือผู้ใช้งานระบบ จำนวน 8 คน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและแปรผลโดยการวิเคราะห์จากเนื้อหา จากนั้นจะนำผลของทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการยอมรับของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การใช้ระบบ ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ใช้งานมีระดับการยอมรับระบบที่แตกต่างกัน แต่สำหรับสถานภาพในการทำงาน ในการวิจัยเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่การวิจัยเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 3) ปัจจัยหลัก ได้แก่ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ความน่าเชื่อถือของระบบ และการสนับสนุนจากองค์กร เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับของผู้ใช้งาน ส่วนการรับรู้ประโยชน์ของการใช้งาน ในเชิงปริมาณพบว่าไม่มีผล แต่ในเชิงคุณภาพพบว่ามีผล 4) ในการพัฒนาระบบ ต้องคำนึงถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ให้ข้อมูลวิธีใช้งานอย่างง่ายและข้อมูลด้านความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ ประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของระบบ ตลอดจนผลักดันให้องค์กรของผู้ใช้สนับสนุนระบบ


ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง Jan 2020

ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว, ทิพย์ชนก เสนผดุง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านองค์กรกับความผูกพันต่อองค์กรและการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการข้าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรกรมการข้าวส่วนกลาง จำนวน 186 คน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติโดยวิธีหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยสถิติ t-test สถิติ F-test และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson correlation coefficient) ผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลใดที่มีผลต่อความผูกพันมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ ประสบการณ์ในการทำงาน รองลงมาคือ เพศ และระดับการศึกษา ตามลำดับ (2) ข้อมูลความคิดเห็นของปัจจัยด้านองค์กร ได้แก่ ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ด้านการมีส่วนร่วมในการบริหารงาน ด้านการได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน ด้านการกระจายอำนาจ และด้านสวัสดิการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและความคิดเห็นของความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรกรมการข้าว โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากได้แก่ ด้านความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ด้านการทุ่มเทในการปฏิบัติงาน และด้านความต้องการในการทำงานอย่างยาวนานโดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากเช่นกัน (3) ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันที่ประกอบไปด้วย เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานนั้น ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 (4) ปัจจัยทางด้านองค์กร เช่น ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน การมีส่วนร่วมในการบริหารงาน การได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถผู้ปฏิบัติงาน การกระจายอำนาจ และสวัสดิการ มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ 0.05


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ Jan 2020

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), พิณนภา เพชรศิริ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้วิจัยได้เลือกใช้การวิจัยเชิงสำรวจด้วยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษากับพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จำนวน 288 คน และใช้สถิติเชิงพรรณนาด้วยการบรรยายในลักษณะค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ด้วยการใช้ T-test และการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) ผลการศึกษาพบว่าการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ด้านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แก่ ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร คือ ด้าน Accountability และปัจจัยด้านสื่อ คือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม Jan 2020

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวะกรรม : กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย, วรินทร การเดิม

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม ของหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน และพนักงานสายงานวิศวกรรมที่ลาออกจากหน่วยงาน ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลาออกของพนักงานสายงานวิศวกรรม กรณีศึกษา หน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จากการสัมภาษณ์ พบว่าสาเหตุของการลาออกของผู้บริหารสายงานวิศวกรรมและพนักงานสายวิศวกรรม มีประเด็นหลัก 5 ประเด็น คือ 1. ด้านความน่าสนใจในงาน/ด้านลักษณะงานในการบริหารงาน 2. ด้านความสัมพันธ์ต่อผู้บังคับบัญชา 3. ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ 4. ด้านนโยบายและการบริหารงาน 5. ด้านโอกาสและความก้าวหน้าในสายงาน จากผลการศึกษาในครั้งนี้ หน่วยงานสามารถนำผลการศึกษามาเป็นแนวทางในการวางแผนและปรับปรุงแผนการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรักษาพนักงานสายงานวิศวกรรมให้คงอยู่ในหน่วยงานการทางพิเศษแห่งประเทศไทย


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน Jan 2020

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กรณีศึกษา : การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), พิชชาพร สงวนศักดิ์โยธิน

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สารนิพนธ์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาบุคลากรผ่านระบบ ELS ผู้วิจัยใช้การดำเนินการวิจัย 2 รูปแบบ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่ผ่านการฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 409 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ย 1 กลุ่มตัวอย่างกับค่าทดสอบ การทดสอบค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเพื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยในประชากร 3 กลุ่มขึ้นไป และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงาน กฟผ. ที่มีประสบการณ์การฝึกอบรมในระบบ ELS จำนวน 10 คน และวิเคราะห์เนื้อหาพร้อมเขียนสรุปผลในเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบการเรียนรู้ออนไลน์ กฟผ. หรือ EGAT Learning Space (ELS) ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลแตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS ไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านคุณลักษณะของผู้เข้าอบรมมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS 4) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานมีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการเรียนรู้ผ่านระบบ ELS


ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี, กรกนก หะวานนท์ Jan 2020

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี, กรกนก หะวานนท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในการมาเที่ยวชมสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านกายภาพมีอิทธิพลมากที่สุด ในขณะที่ปัจจัยด้านการตลาดและเทคโนโลยีมีอิทธิพลน้อยที่สุด สะท้อนถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของสวนสัตว์ตามลำดับ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดการจัดส่วนประสมทางการตลาด (Marketing Mix : 7Ps) นำไปสู่การสร้างกลยุทธ์ในการพัฒนากิจการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวในรูปแบบของ TOWS Matrix พบ 4 กลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) กลยุทธ์เชิงรุก การสร้างคอนเทนต์ใหม่และการทำตลาดเชิงรุก 2) กลยุทธ์เชิงแก้ไข การพัฒนาสวนสัตว์รูปแบบใหม่ (Smart Zoo) 3) กลยุทธ์เชิงป้องกัน การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างครอบครัวและมีบุตรเล็กเดินทางมาจากกรุงเทพและชลบุรี รวมทั้งการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ 4) กลยุทธ์เชิงรับ การวิจัยทางการตลาดเพื่อหาจุดขาย ในขณะเดียวกันการเติบโตทางเศรษฐกิจที่กำลังจะมาพร้อมกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงถือเป็นโอกาสในการพัฒนากิจการสวนสัตว์ แต่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) เป็นหนึ่งภัยคุกคามที่น่าจับตามอง สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจึงควรหากลยุทธ์ในการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างสถานีรถไฟฟ้ากับแหล่งท่องเที่ยวอื่นในชุมชน รวมทั้งออกแบบพื้นที่ใช้สอยสำหรับผู้สูงอายุ ท้ายที่สุดแล้วทุกกลยุทธ์ที่กล่าวมาจะเป็นแนวทางในการพัฒนากิจการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ช่วยสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าของคนไทยและชาวต่างชาติในภูมิภาคอาเซียนต่อไป


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร, ปิยวรรณ บรรพชาติ Jan 2020

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร, ปิยวรรณ บรรพชาติ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระดับประสิทธิภาพและปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพในปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาคือ ข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร รวมจำนวนทั้งสิ้น 225 คน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม คือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Samples t-test, One-Way ANOVA และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน จากการวิจัยพบว่า 1) ข้าราชการในสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร มีความเห็นด้วยมากที่สุดด้านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน 2) ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ด้านระดับการศึกษาส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด 3) ปัจจัยด้านแรงจูงใจ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยด้านค่าจ้างและผลตอบแทนส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด และ 4) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการองค์การเพื่อประสิทธิภาพตามแนวคิดกระบวนทัศน์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01


ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี, ปราณี เรืองอรุณกิจ Jan 2020

ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี, ปราณี เรืองอรุณกิจ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยนี้มีเป็นการศึกษาประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของงบจังหวัด (Area) ที่จังหวัดสระบุรีได้รับการจัดสรร เนื่องจากงบจังหวัดเป็นงบที่ใช้สำหรับภารกิจในเชิงพื้นที่ กระจายลงสู่พื้นที่เป้าหมายโดยตรง และประชาชนในพื้นที่ มีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณ อันเป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ในปีงบประมาณ 2562- 2563 จังหวัดสระบุรีมีผลการเบิกจ่ายงบประมาณจังหวัดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ โดยมีผลการเบิกจ่ายสูงถึงร้อยละ 100 ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ควรนำมาถอดเป็นบทเรียน ผู้วิจัยในฐานะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมีความสนใจศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเบิกจ่าย โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลปฐมภูมิ และข้อมูลทุติยภูมิ และทำการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมาย ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี ได้ยึดหลักการบริหาร POLC อันประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การจัดองค์การ (Organizing) การนำ (Leading) และการควบคุม (Controlling) สำหรับปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณของจังหวัดสระบุรี คือ จังหวัดสระบุรี มีข้อได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ นอกจากนี้ จังหวัดสระบุรีมีผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้นำที่มีลักษณะโดดเด่น คือ มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้ฟังที่ดี มีความยืดหยุ่น ใช้คนเป็น ทำงานเก่ง เชี่ยวชาญพื้นที่ มุ่งเน้นผลลัพธ์ในการทำงาน และมีส่วนสำคัญในการดึงศักยภาพของทรัพยากรที่มีอยู่นำไปใช้ในการบริหารงานคลังและการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์ Jan 2020

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง ภายใต้การบริหารงานของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.), ปานธิดา วัชระคิรินทร์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ และสังเคราะห์แนวทางการพัฒนาการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ การวิจัยใช้แนวทางเชิงคุณภาพ ด้วยการค้นคว้าข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ นโยบายและกฎหมายด้านยาเสพติด ใช้เทคนิควิจัยการสัมภาษณ์ โดยสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ส. ที่ทำงานในการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ รวมทั้งสิ้น 20 คน จากผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านทิศทางการปรับเปลี่ยนของนโยบายยาเสพติดโลก ปัจจัยด้านผู้บริหารฝ่ายการเมือง ปัจจัยด้านผู้บริหาร ป.ป.ส. ปัจจัยด้านผู้ปฏิบัติงาน ป.ป.ส. ปัจจัยด้านกลุ่มทุน ปัจจัยด้านเกษตรกร และปัจจัยด้านกฎหมาย เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดสู่พืชเศรษฐกิจ กรณีศึกษา กัญชง โดยทุกปัจจัยจะส่งผลต่อกันในลักษณะ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 กระแสปัญหา ส่งผลต่อระดับที่ 2 กระแสนโยบายและการเมืองของชนชั้นนำ และส่งผลต่อระดับที่ 3 การตอบสนองนโยบายของ สำนักงาน ป.ป.ส. ปัญหาและอุปสรรคในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวยในการขับเคลื่อนกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ การขาดหน่วยงานหลักในการผลักดันกัญชงสู่พืชเศรษฐกิจ และการขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชง ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะ คือ ควรมีแนวทางการพัฒนาด้านผู้บริหาร ควรให้การผลักดันนโยบายส่งเสริมกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ด้านผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานเชิงรุกและขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุตามเป้าหมาย ด้านกลุ่มทุน ความรู้เกี่ยวกับระเบียบ การอนุญาต การผลิต และกระบวนการผลิต ควรมีการอบรมแก่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย ด้านเกษตรกร ควรศึกษากฎหมายกัญชงให้ชัดเจน และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หน่วยงานหลัก ควรเป็นสำนักงาน ป.ป.ส. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม และบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร Jan 2020

ภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้า ภาค 3, พฤกษา พฤทธิสาริกร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความต้องการของงาน ระดับทรัพยากรในงานและระดับภาวะหมดไฟในการทำงาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความต้องการของงานและทรัพยากรในงานกับภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรณีศึกษาสายงานการไฟฟ้าภาค 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในสังกัดสายงานการไฟฟ้าภาค 3 จำนวน 1,010 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มตัวอย่าง (Independent t-test) การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแปรปรวน (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation) ผลการศึกษา พบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างมีระดับความต้องการของงานโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีระดับทรัพยากรในงานโดยรวมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ซึ่งเมื่อพิจารณาภาวะหมดไฟในการทำงานเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเสี่ยงที่เกิดภาวะหมดไฟในการทำงานต่ำ ทั้ง 3 ด้าน ; ด้านความรู้สึกอ่อนล้า ด้านการเมินเฉย และด้านการลดคุณค่าความสำเร็จในตนเอง 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อายุ ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ระดับตำแหน่ง 3) ความต้องการของงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับภาวะหมดไฟในการทำงาน 4) ทรัพยากรในงานโดยรวมและรายด้านมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะหมดไฟในการทำงาน


มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย, วรรัมภา ศรีปานันท์ Jan 2020

มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย, วรรัมภา ศรีปานันท์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศไทยจากการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดให้มีประสิทธิภาพในการสร้างความเป็นธรรมทางการค้า โดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร และการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก ประกอบด้วย ข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในกองปกป้องและตอบโต้ทางการค้า หัวหน้าแผนกวิจัยและข้อมูลอุตสาหกรรม สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย และผู้บริโภค มีกรอบแนวคิดในการศึกษาคือตัวแบบ CIPP (Context-Input-Process-Product Model) ผลการศึกษาพบว่าองค์ประกอบในการใช้มาตรการ ได้แก่สภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต มีผลต่อความสำเร็จในการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเพื่อขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่อุตสาหกรรมเหล็ก ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศกลับมามีส่วนแบ่งตลาดและยอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งผลต่อเนื่องให้อุตสาหกรรมเหล็กในประเทศได้มีการพัฒนานวัตกรรม


มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) : ความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ด้านการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์, ธนภูมิ เครื่องทิพย์ Jan 2020

มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) : ความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ด้านการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์, ธนภูมิ เครื่องทิพย์

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบคำถามที่ว่า ผู้ผลิตและผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทต่าง ๆ มีความเชื่อมั่นในเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) มากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด และการพัฒนาเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนมีคุณภาพสูงขึ้นและแข่งขันได้มากขึ้นหรือไม่ อย่างไร โดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายของภาครัฐ และแนวคิดเกี่ยวกับการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และความสามารถในการแข่งขันในตลาดมาเป็นแนวทางการทำวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้คือ การได้มาซึ่งเครื่องหมาย มผช. เป็นประโยชน์ต่อการสร้างแบรนด์และกิจกรรมทางการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ต้องอาศัยหน้าร้าน ผู้ผลิตรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดมานานแล้วมีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการขอ มผช. มากกว่าผู้ผลิตหน้าใหม่หรือผู้ผลิตรายเล็ก ในส่วนของผู้บริโภค แม้ว่าเครื่องหมาย มผช.จะไม่เป็นที่รู้จักหรือสนใจมากนัก เพราะผู้บริโภคสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนมักเลือกซื้อสินค้าจากความประทับใจในอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนมากกว่าการดูเครื่องหมาย แต่ผู้บริโภคสินค้าบางชนิด เช่น ผ้าไหม เห็นว่าเครื่องหมาย มผช. จะช่วยให้ตัวเองเลือกซื้อสินค้าได้ดีขึ้น ในส่วนของกระบวนการขอมาตรฐาน พบว่า ผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองเครื่องหมาย มผช. พึงพอใจกับการให้บริการของภาครัฐในกระบวนการรับรองค่อนข้างมาก ซึ่งความพึงพอใจนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเครื่องหมาย มผช. ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะคือ สมอ. ควรปรับระยะเวลาการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้สั้นลงเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้ผลิตชุมชน เนื่องจาก เครื่องหมาย มผช.ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันและช่องทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น และควรดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องหมาย มผช. เป็นที่รู้จัก ผู้บริโภคเชื่อมั่นและสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีคุณภาพสูงขึ้น


รูปแบบการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: ศึกษากรณีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), นวีนา วรรธนผลากูร Jan 2020

รูปแบบการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work From Home) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: ศึกษากรณีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.), นวีนา วรรธนผลากูร

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

งานวิจัยเรื่องรูปแบบการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work from Home) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019: ศึกษากรณีสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ชิ้นนี้ มุ่งตอบคำถามที่ว่ารูปแบบการ Work from Home ของบุคลากร สสวท. เป็นอย่างไร สามารถแบ่งได้กี่รูปแบบ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีว่าด้วยหลักการ Telework หรือ Work from Home และการ Work from Home ในฐานะมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) โดยการสัมภาษณ์รายบุคคล ข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ รูปแบบการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย (Work from Home) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของบุคลากรสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มี 2 รูปแบบ คือ 1) รูปแบบพฤติกรรมที่ทำงานอดิเรกมากขึ้น และ 2) รูปแบบพฤติกรรมที่ใช้เวลาในการทำงานนานขึ้น โดยรูปแบบพฤติกรรมแบบที่หนึ่ง พบได้มากในกลุ่มบุคลากรที่มีทัศนคติและความรู้สึกเชิงบวกต่อการ Work from Home กลุ่มบุคลากรที่ใช้จ่ายมากขึ้น และกลุ่มบุคลากรที่มองว่าผลการปฏิบัติงานของตนไม่แตกต่างจากเดิม ส่วนรูปแบบพฤติกรรมแบบที่สอง พบได้ในกลุ่มบุคลากรที่มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างจากเดิม และบุคลากรที่มองว่าผลการปฏิบัติงานของตนดีขึ้น โดยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ คือ สสวท. อาจกำหนดให้การ Work from Home เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำงานของบุคลากร สสวท. ในอนาคต โดยเฉพาะกับบุคลากรที่มีความพร้อม มีทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานที่บ้าน และมีผลการปฏิบัติงานที่ดีขึ้นเมื่อทำงานที่บ้าน


วิกฤตใหม่ วิถีปกติใหม่: การปรับตัวด้านการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์ภายใต้การจัดการภาวะวิกฤตของสำนักงานการต่างประเทศ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), กรกฎ หนูเกื้อ Jan 2020

วิกฤตใหม่ วิถีปกติใหม่: การปรับตัวด้านการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์ภายใต้การจัดการภาวะวิกฤตของสำนักงานการต่างประเทศ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19), กรกฎ หนูเกื้อ

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการปรับตัวด้านการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์กับแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตของสำนักงานการต่างประเทศ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ลักษณะปัญหาและความท้าทายของหน่วยงาน คือ การทำงานในรูปแบบเดิมมีการปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบออนไลน์ ส่วนการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของหน่วยงาน พบว่า หน่วยงานมีจุดแข็ง คือ บุคลากรมีความรับผิดชอบสูง มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเมืองพี่เมืองน้องต่างประเทศ และมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษและการใช้เทคโนโลยี จุดอ่อน คือ การขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยีของกรุงเทพมหานครและข้อจำกัดของระเบียบราชการที่มีผลต่อการปฏิบัติงาน โอกาส ได้แก่ บุคลากรมีโอกาสในการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองได้มากขึ้นและหน่วยงานมีเครือข่ายระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ส่วนอุปสรรค ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรกรุงเทพมหานครอาจมีความสนใจในงานต่างประเทศน้อยลง กรุงเทพมหานครขาดการจัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง และหน่วยงานต่างประเทศขาดความพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการปรับตัวด้านการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์กับแนวทางการจัดการภาวะวิกฤตของสำนักงานการต่างประเทศ สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานคร เป็นไปด้วยดี มีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ควรมีการศึกษาการปรับตัวด้านการทำงานของนักวิเทศสัมพันธ์และการเปรียบเทียบการทำงานทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ภายหลังทุกประเทศทั่วโลกสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้เรียบร้อยแล้ว


ศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคต กรณีศึกษา เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, สุชาวดี ขวัญเมือง Jan 2020

ศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคต กรณีศึกษา เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, สุชาวดี ขวัญเมือง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคต กรณีศึกษา เทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานของโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคตของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 2) เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคตของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี การศึกษาในครั้งนี้อาศัยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ กลุ่มผู้บริหารระดับสูง กลุ่มผู้บริหารระดับกลาง กลุ่มหัวหน้าและคณะทำงาน และกลุ่มผู้นำชุมชน รวมทั้งสิ้น 21 คน ใช้เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึกและสัมภาษณ์กลุ่ม โดยใช้แนวคำถามการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างแล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยความสำเร็จในการดำเนินงานของโครงการส่งเสริมความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคตของเทศบาลเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี โดยยึดตามกรอบแนวคิดการวิจัย ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ให้ความเห็นต่อเป็นปัจจัยความสำเร็จสามอันดับแรกว่าเกิดจาก (1) การสนับสนุนจากผู้บริหาร (2) งบประมาณ (3) การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างประเทศในการจัดหางบประมาณ การสร้างทรัพยากรบุคคลในชุมชนและการสื่อสารกับคนในชุมชนเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานของโครงการ


สาแหรกของแนวคิดนโยบายการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของไทย (พ.ศ. 2436 - 2478), จีรวุฒิ บุญรัศมี Jan 2020

สาแหรกของแนวคิดนโยบายการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของไทย (พ.ศ. 2436 - 2478), จีรวุฒิ บุญรัศมี

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การศึกษาครั้งนี้ มุ่งศึกษาเบื้องหลังแนวคิดและการก่อตัวของนโยบายการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเริ่มเผยตัวตนขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2436 – 2478) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้คำอธิบายว่าแนวคิดศุขาภิบาลได้คลี่คลายมาเป็นเทศบาลได้อย่างไร โดยใช้วิธีการศึกษาแบบวิธีวิจัยประวัติศาสตร์สาแหรก (Genealogy) ของ Michel Foucault รวมไปถึงตรวจสอบประเด็นปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ อันเป็นผลให้แนวคิดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ถูกนำมาประกาศใช้จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมา พบว่า ในระยะแรกรัฐบาลของรัชกาลที่ 5 ได้นำรูปแบบบางประการของคณะกรรมการด้านสุขาภิบาล(Sanitary Board) ที่มีตัวอย่างจากดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ มาปรับใช้เป็น “ศุขาภิบาล” ในไทย อันมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันและระงับโรคระบาดตามความเชื่อของทฤษฎีอายพิษ (Miasma) แต่ยังคงไว้ซึ่งหลักการบางประการของแนวคิดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาล (Municipal) อาทิ เงินผลประโยชน์ในท้องถิ่น ซึ่งสมัยนั้นชนชั้นนำเรียกศุขาภิบาลเหล่านี้ว่า “ศุขาภิบาลตามหัวเมืองคล้ายลักษณะมิวนิซิเปอล” ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แนวคิดรัฐกับการสาธารณสุขได้พัฒนาขึ้นสู่จุดสูงสุดในไทย มีการจัดตั้ง “กรมสาธารณสุข” ขึ้นและให้กรมดังกล่าวกำกับดูแลกิจการศุขาภิบาล จึงทำให้รูปแบบ “ศุขาภิบาลตามหัวเมืองคล้ายลักษณะมิวนิซิเปอล” ในรัชกาลก่อนถูกกดทับและเน้นหนักไปที่พันธกิจของการสาธารณสุขมากจนเกินไป เมื่อล่วงเข้าสู่รัชกาลที่ 7 รัฐบาลโดยพระราชดำริของพระมหากษัตริย์มีพระประสงค์อย่างยิ่งที่จะจัดตั้งเทศบาลขึ้นมาจริง ๆ โดยการปรับปรุงศุขาภิบาลทั่วประเทศเป็นเทศบาลอันมีฐานะเป็นนิติบุคคล จนนำไปสู่การร่างพระราชบัญญัติเทศบาลเป็นผลสำเร็จ แต่กลับถูกคัดค้านจากเสนาบดีเนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวให้สิทธิ์ทางการเมืองแก่ชาวต่างชาติมากเกินไป ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรได้นำพระราชบัญญัติเทศบาลของรัชกาลที่ 7 มาแก้ไขปรับปรุงจนกระทั่งประกาศใช้เป็นผลสำเร็จ จึงกล่าวได้ว่าสาแหรกแนวคิดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลในไทยใช้เวลากว่าจะเผยตัวกว่า 4 ทศวรรษ อีกทั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาแนวคิดการปกครองท้องถิ่นแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลของประเทศไทยเป็นการอนุญาตและจัดให้มีขึ้นโดยรัฐบาล (State-created)


อิทธิพลของความผูกพันต่อองค์การและคุณภาพชีวิตการทำงานที่มีต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นันท์นลิน เทพคง Jan 2020

อิทธิพลของความผูกพันต่อองค์การและคุณภาพชีวิตการทำงานที่มีต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, นันท์นลิน เทพคง

Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนบุคคล ความผูกพันต่อองค์การ และคุณภาพชีวิตการทำงานที่มีต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพล และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายของผู้บังคับบัญชาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการทำงานของข้าราชการตำรวจของกองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดีขึ้น การวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสม (Mixed Method) โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากประชากร ข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพล จํานวน 132 คน ได้แบบสอบถามครบถ้วนสมบูรณ์ 132 ชุด สําหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ดําเนินการโดยใช้การสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว (Face-to-Face) ผ่านแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured- Selection Interview) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) และสถิติ Independent T-Test กับ One Way ANOVA ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับความคิดเห็นต่อความผูกพันต่อองค์การ คุณภาพชีวิตการทำงาน และปัจจัยที่มีต่อการคงอยู่ในงานอยู่ในระดับ “มาก” เมื่อศึกษาความผูกพันต่อองค์การที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพลด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Linear Regression) พบว่าปัจจัยด้านบรรทัดฐาน ส่งผลต่อการคงอยู่ในงาน และเมื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานที่มีอิทธิพลต่อการคงอยู่ในงานของข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพล พบว่า ความมั่นคงในหน้าที่ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ความสัมพันธ์ทางสังคม การบริหารองค์การของผู้บังคับบัญชา และความภูมิใจต่อความรับผิดชอบขององค์การ ส่งผลต่อการคงอยู่ในงาน นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการตำรวจ พบว่า ข้าราชการตำรวจที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อายุราชการ ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน และสังกัดที่ต่างกันมีความคิดเห็นต่อการคงอยู่ในงานไม่แตกต่างกัน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า สิ่งจูงใจในการทำงานที่ส่งผลให้ข้าราชการตำรวจกองทะเบียนพลตั้งใจคงอยู่ในงานต่อไปโดยไม่คิดจะลาออก ได้แก่ ต้องการความสมดุลในชีวิตการทำงานและชีวิตด้านอื่น ๆ โดยลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ต้องการงานที่ท้าทายเพื่อความก้าวหน้า ความสำเร็จ และการได้รับการยอมรับทั้งระบบบุคคล องค์การและสากล ต้องการรางวัลและค่าตอบแทนทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินที่เหมาะสมและเป็นธรรม ต้องการสัมพันธภาพที่ดีจากหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงาน และต้องการเรียนรู้และพัฒนาในส่วนที่สอดคล้องกับงานในสายอาชีพรวมถึงการพัฒนาความฉลาดรอบด้าน ทั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่าหน่วยงานควรพัฒนาความผูกพันต่อองค์การ และคุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อการคงอยู่ในงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของหน่วยงานให้เพิ่มขึ้นและนําผลจากการวิจัยมาประยุกต์ใช้ในการวางแผนรักษาบุคลากรให้คงอยู่ในงานต่อไป