Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
Public Affairs, Public Policy and Public Administration Commons™
Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Publication Year
Articles 1 - 30 of 547
Full-Text Articles in Public Affairs, Public Policy and Public Administration
แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี, นฤชา แดงเทศ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บัตรประจำตัวประชาชนถือเป็นเอกสารทางราชการที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานของรัฐ หรือเอกชน ในการเข้ารับสวัสดิการและการบริการต่างๆ อีกทั้งยังใช้เพื่อยืนยันตัวตน และแสดงสถานะบุคคลตามกฎหมายของไทย ทั้งนี้ ในปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการต่ออายุบัตรประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมถึงการบริการที่ควรจะได้รับอย่างถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ การวิจัยเรื่อง แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน กรณีศึกษา สำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จึงมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ส่งผลต่อการไม่มาต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และ (2) เพื่อศึกษาถึงแนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก มีกลุ่มประชากรเป็นประชาชนในฐานะผู้รับบริการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 12 คน และกลุ่มผู้บริหาร ปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ ในฐานะผู้ให้บริการ จำนวน 4 คน ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของการไม่มาต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เกิดจากปัญหาและอุปสรรคด้านข้อมูล ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านความสะดวก ในขณะที่แนวทางในการเพิ่มประสิทธิผลการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนนั้น พบว่า การปรับสัดส่วนบุคลากรให้เหมาะสม การเพิ่มจำนวนอุปกรณ์และปรับปรุงอุปกรณ์ให้มีความเสถียร และการให้บริการต่ออายุบัตรประจำตัวประชาชนออนไลน์ มีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิผลดังกล่าว ในส่วนข้อเสนอะแนะ (1) ยกระดับการให้บริการของสำนักทะเบียนอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (2) พัฒนาระบบการแจ้งเตือนและการนัดหมายล่วงหน้า (3) ส่งเสริมการประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้
กระบวนการขับเคลื่อนเทศบาลเมืองดอนสักจากบริบทเมืองทางผ่านสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูริภัทร เปลี่ยวจิตร
กระบวนการขับเคลื่อนเทศบาลเมืองดอนสักจากบริบทเมืองทางผ่านสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูริภัทร เปลี่ยวจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท ทุน จุดแข็ง–จุดอ่อน และบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เทศบาลเมืองดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้โจทย์การขับเคลื่อนจากเมืองทางผ่านไปสู่เมืองจุดหมายเชิงเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ควบคู่กับแนวคิดการสร้างแบรนด์เมืองเป็นกรอบวิเคราะห์หลัก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชนและเครือข่ายวัฒนธรรม ตลอดจนนักท่องเที่ยวและกลุ่มผู้สนใจจะเดินทางมาดอนสัก ประกอบกับการวิเคราะห์เอกสารและการสังเกตการณ์ภาคสนาม ผลการวิจัยพบว่า เมืองดอนสักยังคงถูกใช้และรับรู้ในฐานะเมืองทางผ่านที่เชื่อมโยงกับท่าเรือเป็นหลัก แม้จะมีทุนทางทะเลและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ได้แก่ วิถีประมง ปูม้าดอนสัก ประเพณีท้องถิ่น และศรัทธาต่อหลวงพ่อจ้อย แต่ทุนดังกล่าวยังไม่ถูกพัฒนาให้เป็นอัตลักษณ์เมืองและภาพลักษณ์ร่วมอย่างเป็นระบบ งานวิจัยจึงเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอัตลักษณ์แบบวันเดียว การจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี การกำหนดแนวคิดแกนกลางของเมือง และการเสริมสร้างกลไกความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระดับพื้นที่
การพัฒนาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator), อริสา เลิศจีรกุลวงศ์
การพัฒนาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator), อริสา เลิศจีรกุลวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้เป็นการศึกษาความพร้อมในการออกมาตรการและขับเคลื่อนการลดการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) ซึ่งกรมการขนส่งทางราง ในฐานะหน่วยงานกำกับ ดูแล และส่งเสริมการพัฒนาระบบราง จึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ระบบราง เป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยการกำหนดนโยบาย มาตรการ และมาตรฐานที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมในองค์กร เพื่อเป็นผู้กำหนดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมการขนส่งทางราง และเพื่อเสนอแนวทาง ในการยกระดับความพร้อมของกรมการขนส่งทางรางในการขับเคลื่อนมาตรการสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาดังกล่าวได้นำแนวคิดความพร้อมภายในองค์กร ของ Bryan J. Weiner (2009) โดยอธิบายถึงองค์ประกอบความพร้อมไว้ 5 ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรมองค์ นโยบายและขั้นตอน การบริหารงานที่ผ่านมาในอดีต ทรัพยากรองค์ และโครงสร้างองค์กร ประกอบกับแนวคิดการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม (Collaborative Governance) ของพัชรี สิโรรส (2550) ซึ่งผลการศึกษาพบว่า กรมการขนส่งทางรางมีความพร้อมที่สามารถผลักดันและขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการขนส่งทางราง รวมทั้ง เปิดโอกาส ให้ทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกำหนดทิศทางมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็น การตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน การดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวช่วยสร้างความโปร่งใส เพิ่มการยอมรับเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดบางประการ ได้แก่ ต้นทุนด้านงบประมาณ ข้อจำกัดทางกฎหมาย สมรรถนะเฉพาะทางของบุคลากร รวมถึงการขาดคู่มือหรือแนวทางการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมและใช้ได้จริงในระดับปฏิบัติ
ความเข้าใจและการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด, สหภัค จันทศร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาแนวโน้มความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐาทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย และเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ที่ประกอบด้วยทัศนคติเชิงจริยธรรม และปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด 3) เพื่อศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 4) เพื่อศึกษาแนวโน้มพัฒนาการจริยธรรมของ Kohlberg จากเหตุผลเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 5) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรมจากมิติความรู้ ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย ด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม และด้านปัจจัยการกำหนดตนเอง (Self-Determination Theory: SDT) ที่มีผลต่อทัศนคติเชิงจริยธรรม และ 6) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านความรู้เชิงจริยธรรม ด้านทัศนคติเชิงจริยธรรม และด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมที่มีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัดต่อพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณจากการสำรวจจากแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 18 แห่งทั่วประทศ โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 543 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เจาะลึก จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) แนวโน้มเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ตอบแบบสอบมีความเข้าใจพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตอบข้อคำถามถูกมากกว่าร้อยละ 70 ทุกข้อ และเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนใหญ่ร้อยละ 96.13 มีผลคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบความรู้ความสามารถทั่วไป (ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60) ด้านการตีความกฎหมายส่วนใหญ่คิดว่าพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 มีความชัดเจน สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ร้อยละ 57.09 ไม่มีความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ร้อยละ 76.06 และสามารถอธิบายความหมายได้ทั้งหมด ส่วนด้านเหตุผลเชิงจริยธรรมภาพรวมต่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ร้อยละ 80.48 คือ เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ 2) แนวโน้มการยอมรับพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 จากทัศนคติเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐทัศนคติที่ค่อนข้างเห็นด้วย …
ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี
ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา, สุดา บุดชาดี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย เรื่อง ผลกระทบ ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ :กรณีศึกษาพื้นที่ อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาข้อจำกัดและผลกระทบของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีต่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา 2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ส่งผลต่อข้อจำกัดของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา และ 3. เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการปรับปรุงและพัฒนาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อไป ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้มีระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในพื้นที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา จำนวน 380 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือการศึกษาวิจัย และระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ผู้นำในพื้นที่ และผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาค่าความถี่ ร้อยละ และการวิเคราะห์ Probit and Logistic Regression เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับผลกระทบเชิงข้อจำกัด ผลการศึกษาวิจัย พบว่า การเข้าร่วมโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลกระทบเชิงประโยชน์อยู่ในระดับมาก ในเรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในครัวเรือน แต่ในเรื่องของสวัสดิการค่าเดินทาง และการส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น มีความสามารถชำระหนี้ และการส่งผลในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐเพิ่มเติม การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ ครอบครัว อยู่ในระดับน้อย ส่วนด้านปัจเจกบุคคลภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง และในส่วนของผลกระทบเชิงข้อจำกัด พบว่า สวัสดิการค่าอุปโภคและบริโภคไม่เพียงพอ และสวัสดิการเกี่ยวกับค่าเดินทางไม่ได้ใช้ในพื้นที่ และในส่วนข้อจำกัดด้านรายได้ คือ ยังไม่สามารถนำไปสู่การชำระหนี้ได้ ด้านการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ คือ ไม่ส่งผลให้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติม เนื่องจากการใช้สิทธิบางอย่างต้องมีการลงทะเบียน การศึกษาและการพัฒนาอาชีพ คือ ยังไม่สามารถทำให้เข้าถึงแหล่งรายได้ใหม่ได้ จึงนำไปสู่การไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในระบบได้ โดยภาพรวมการเข้าร่วมโครงการประชาชนจะใช้ค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับการอุปโภคและบริโภค ซึ่งใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน ที่กำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 2,710 บาท จึงกล่าวได้ว่า การเข้าร่วมโครงการยังคงทำให้เผชิญกับปัญหาความยากจนอยู่ โดยเมื่อทดสอบหาปัจจัยที่มีผลต่อข้อจำกัด พบว่า ในบริบทพื้นที่มีความแตกต่างเกี่ยวกับ เพศ อาชีพ อายุ บทบาทการเป็นผู้นำครอบครัว จำนวนสมาชิกในครอบครัว ปัญหาหนี้สิน ฯลฯ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดข้อจำกัดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในบริบทพื้นที่ภาพรวมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และอาศัยเป็นครอบครัว มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ความจำเป็นในการใช้สวัสดิการของรัฐ คือ ค่าอุปโภคและบริโภค …
กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร
กองทัพอากาศและการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย, ธนรัตน์ ไพจิตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ศึกษาภาพรวมความร่วมมือระหว่างกองทัพอากาศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในภาพรวม รวมถึงการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับ 4 ประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางตามคำนิยามของธนาคารโลก ได้แก่ สาธารณรัฐตุรกี สาธารณรัฐบราซิล สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีผลงานในการผลิตอากาศยานที่ใช้ในทางทหาร โดยอาศัยเนื้อหาจากการค้นคว้าวิจัยทางเอกสารที่สามารถสืบค้นได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ และการวิจัยภาคสนามผ่านบทสัมภาษณ์เชิงลึกจากข้าราชการทหารอากาศและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จากการวิจัย พบว่ากองทัพอากาศมีแนวทางและโครงการที่สอดคล้องกับการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในหลายประเด็น ทั้งโครงการในอดีตที่ผ่านมาแล้ว และแนวทางการดำเนินโครงการต่อไปในอนาคต ล้วนเป็นความตั้งใจให้เกิดการพึ่งพาตนเองมากยิ่งขึ้น แต่ในอดีตอาจพบปัญหาอยู่บ้าง เช่น การพัฒนาโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้หลายโครงการไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ในเมื่อมีสมุดปกขาวฉบับใหม่ที่ระบุรายละเอียดโครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจนขึ้นแล้ว จึงต้องรอดูในอนาคตว่าสามารถปฏิบัติได้ตามแผนหรือไม่ และจะมีการปรับเปลี่ยนตามผู้บริหารหน่วยงานหรื่อไม่เช่นกัน
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ กรณีศึกษา "โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล" จังหวัดอุดรธานี, กานต์พิชชา อินทสุภา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ: กรณีศึกษา โครงการนำร่องหนองวัวซอโมเดล จังหวัดอุดรธานี” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการบุกรุก ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ อด.1816 (บางส่วน) ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 2) เพื่อวิเคราะห์นโยบายในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุของกรมธนารักษ์ และ 3) เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินราชพัสดุ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและ การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มตัวอย่าง คือ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบาย และราษฎรผู้ถือครองที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ศึกษา ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยการบุกรุกที่ราชพัสดุเกิดจาก 1) ปัญหาการขาดแคลนที่ดินของราษฎรเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2) หน่วยงาน ผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดการบุกรุกและไม่มี การดำเนินการแก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นชุมชนในพื้นที่ นโยบายในการแก้ไขปัญหาของกรมธนารักษ์ คือ การทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กองทัพบก) ภายใต้โครงการ “ธนารักษ์เอื้อราษฎร์” นโยบายดังกล่าวได้จัดให้ราษฎรผู้ถือครองที่ราชพัสดุเช่า เพื่ออยู่อาศัยและประกอบการเกษตร การจัดทำนโยบายดังกล่าวมีปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาด้านการให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ในเรื่องสถานะที่ดิน และค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นและปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงกลุ่มราษฎรเป้าหมายให้เข้าร่วมโครงการ ข้อเสนอแนะ คือ 1) กรมธนารักษ์ควรใช้นโยบายป้องกันการบุกรุกที่ราชพัสดุ และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น 2) การให้ข้อมูล ที่ชัดเจนครบถ้วนกำหนดเงื่อนไขเรื่องการโอนสิทธิให้ถึงมือราษฎรอย่างชัดเจน และ 3) มีมาตรการดูแล กำกับติดตาม ขยายผล กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการและไม่เข้าร่วมโครงการ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
การศึกษาประสิทธิภาพการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัล (Digital Hr)ในองค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม, คชาภรณ์ ยอดล้ำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (DigitalHR) มาใช้ในการสรรหาบุคลากรตำแหน่งวิศวกรโยธาซึ่งการศึกษาครั้งนี้เป็นการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)เก็บข้อมูลเป็นการสัมภาษณ์ (interview) และนำเสนอผ่านวิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จากการศึกษาพบว่าเมื่อมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาประยุกต์ใช้โดยตำแหน่งสายงานวิศวกรที่องค์กรธุรกิจที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมต้องทำการสรรหาคัดเลือกบ่อยที่สุดตำแหน่งวิศวกรโยธาเป็นผู้ถูกสรรหาและคัดเลือกบ่อยที่สุดและเป็นจำนวนมากที่สุดในองค์กรและกระบวนการสรรหาที่นิยมใช้มากที่สุด คือ การสรรหาบุคลากรภายนอกองค์กร (External Recruitment) การพัฒนาและการนําเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มในการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เป็นดิจิทัลมากยิ่งขึ้น (Digital HR) ซึ่งเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความสามารถที่มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจเข้ามามีบทบาทในการทํางานร่วมกันหรือแทนที่ในบางตําแหน่งงานของมนุษย์ ตลอดจนการนําเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย (Social) เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile) การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytic) และคลาวด์ (Cloud) หรือ SMAC มาบูรณาการให้เกิดเป็นแพลตฟอร์มรูปแบบใหม่ในช่องทางการสรรหาบุคลากรในยุคดิจิทัลป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นช่องทางในการประกาศรับสมัครงานในปัจจุบัน อีกทั้งการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาผู้สมัครงาน การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ค้นหาผู้สมัครที่เหมาะสมได้แก่ เว็บไซต์สมัครงานของทางองค์กร แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งช่องทางนี้ผู้สมัครสามารถเห็นการประกาศได้ทันทีแบบเรียลไทม์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานอย่างเต็มที่ในการสรรหาบุคลากร ออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งรูปแบบของสื่อความสะดวกและความง่ายในการใช้งานสื่อสังคมและเครือข่ายสังคมเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการนำเสนอภาพลักษณ์ขององค์กร การประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆรวมไปถึงเป็นช่องทางในการเปิดรับสมัครงานกันอย่างแพร่หลายในงานสรรหา เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบการสรรหาออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อความสะดวกรวดเร็วและตอบสนองให้ทันกับความต้องการขององค์กรสมัยใหม่ อันจะช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาบุคลากรได้อย่างรวดเร็วและหลากหลายมากขึ้น จากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะในการบริหารองค์กร ให้สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเป็นแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital HR) มาปรับใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาบุคลากรในองค์กรต่อไป
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
การพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการรายย่อย ณ อำเภอปลวกแดง เทศบาลเมืองปลวกแดง จังหวัดระยอง, ณัฐพล รุ่งเกียรติวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาการพัฒนาโครงการคนละครึ่งจากผลการศึกษาของผู้ประกอบการ โดยมุ่งเน้นศึกษาในพื้นที่เทศบาลตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางภาษีของผู้ประกอบการจากการเข้าร่วมนโยบายคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และศึกษาข้อดีและข้อเสียจากผลกระทบจากมาตรการทางภาษีภายใต้นโยบายคนละครึ่ง รวมทั้งหาแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากผลกระทบมาตรการทางภาษีของโครงการคนละครึ่ง และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะให้เป็นแนวทางดำเนินนโยบายของภาครัฐต่อไป ซึ่งผู้วิจัยใช้วิธีการศึกษาแบบเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งโดยตรง ในขณะเดียวกันได้มีการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจต่อโครงการคนละครึ่ง ผลการศึกษาพบว่า เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้บริโภคที่มีความสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศได้ไม่เท่ากัน เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ จนไปถึงการนำเงินอุดหนุนของหน่วยงานภาครัฐไปชำระสินค้าและบริการ นอกจากนี้การโดนมาตรการทางภาษีย้อนหลังของผู้ประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐบาลได้ถ้าหากในอนาคตรัฐบาลกำหนดมาตรการออกนโยบายช่วยเหลือสถานประกอบการหรือผู้บริโภคในอนาคตออกมาอีกครั้ง นอกจากนี้สถานประกอบการทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องมาตรการชำระภาษี รวมทั้งปัญหาเรื่องเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากแอพพลิเคชั่นที่ใช้คือแอพพลิเคชั่นของกระเป๋าตังเพียงแอพเดียว ทำให้เกิดปัญหาเรืองระบบการใช้แอพพลิเคชั่นในช่วงการนำโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 ไปปฏิบัติจริง สำหรับข้อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผลกระทบมาตรการเก็บภาษีและพัฒนาโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-5 จัดตั้งองค์กรในการสนับสนุนและช่วยเหลือเรื่ององค์ความรู้ในการชำระภาษีของผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ผ่านการติดต่อสายด่วน หรือการสนับสนุนส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความสามารถด้านภาษีให้การช่วยเหลือเรื่องการชำระภาษีแก่สถานประกอบการ นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐควรกำหนดมาตรการชำระภาษีของสถานประกอบการที่ไม่ยุ่งยากและความซับซ้อนจนเกินไป รวมทั้งหากหน่วยงานภาครัฐมีการนำระบบฐานข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งหรือโครงการช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนอกจากเพื่อวัตถุประสงค์การกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษี จะต้องมีการประกาศแจ้งให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการรับทราบล่วงหน้า เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในมุมของผู้บริโภคและสถานประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมในการรับความเสี่ยงจากผลกระทบทางด้านการชำระภาษีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับการกำหนดนโยบาย: กรณีศึกษา นโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย, ดลพร นิจสาธร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด 2) เพื่อวิเคราะห์บทบาทและวิธีการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด และ 3) เพื่อให้ข้อเสนอแนะด้านการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียจากการวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มประเทศตัวอย่างที่กำหนด ต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของประเทศไทย การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) นี้ใช้เทคนิคการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยทบทวนวรรณกรรม เช่น เอกสารของรัฐ ข่าว และข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงานที่สอดคล้องกับแนวคิดด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพของ 6 ประเทศ ได้แก่ ราชอาณาจักรสวีเดน ราชอาณาจักรเดนมาร์ก สหพันธ์สาธรณรัฐเยอรมนี สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ และประเทศญี่ปุ่น โดยแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและความแตกต่างในการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย นำมาซึ่งองค์ความรู้และความเข้าใจในการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมสำหรับการกำหนดนโยบาย เพื่อเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ประเทศกลุ่มตัวอย่างสามารถแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Primary Stakeholders) มักประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และภาคอุตสาหกรรม ที่มีอำนาจและความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายโดยตรง และมีการตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และ 2) กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) มักประกอบด้วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกำหนดนโยบาย องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และสถาบันการวิจัยที่มีส่วนในการวิจัยและพัฒนา และประการที่สอง ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในกลุ่มประเทศตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ 1) การสนับสนุนจากภาครัฐที่ช่วยสร้างทิศทางและความมั่นใจในการปฏิบัติตามนโยบาย 2) ความสอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากลที่สร้างกรอบการทำงานที่ชัดเจน 3) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นให้มีการลงทุนในเทคโนโลยีและการวิจัยใหม่ ๆ 4) การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาโซลูชั่นที่ทันสมัย และ 5) การสื่อสารและการมีส่วนร่วมของสาธารณชนที่โปร่งใส ซึ่งช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและสังคม ผู้วิจัยจึงเสนอว่า ภาครัฐของประเทศไทยควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพตามประเด็นทั้งสองที่ได้กล่าวมา
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
การสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในกลยุทธด้านความยั่งยืน ของ บริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ทัญณัฐฐ์ ปรีมณีสิทธ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางหรือการดำเนินงานเพื่อการสื่อสารและการสร้างความตระหนักรู้ถึงกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานของบริษัท บางจาก คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และศึกษาถึงประสิทธิผลของการสื่อสารและสร้างการตระหนักรู้ถึงกลยุทธด้านความยั่งยืนขององค์กร และศึกษาถึงแนวทางในการปรับปรุงการสื่อสารและการตระหนักรู้ถึงกลยุทธของพนักงานภายในองค์กร ให้เกิดการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม, ทินภัทร คำภีร์ยาน
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “การจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลา กรณีศึกษา: องค์การเภสัชกรรม” มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ 2) เพื่อนำผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาแก่ผู้บริหารการวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ เชิงลึก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและประเมินการทำงานล่วงเวลา และผู้ปฏิบัติงาน ในหน่วยงาน ผลการศึกษาพบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการทำงานล่วงเวลาที่มากกว่าปกติ สามารถสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ 3 หมวดคือ 1) การเปลี่ยนแปลงระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้เกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาที่เกิด จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด (Covid-19) 2) การบังคับใช้นำระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งมาใช้ภายในองค์การเภสัชกรรมที่ไม่เป็นมาตรฐานและมีความเป็นเอกเทศในการบริหารของหน่วยงานต่างๆ 3) วัฒนธรรมองค์กรของผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การเภสัชกรรมที่มองว่าการทำงานล่วงเวลาเป็นช่องทางที่ดีในการเพิ่มรายได้ และสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีชีวิตที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แนวทางในการจัดการแก้ปัญหาการทำงานล่วงเวลาขององค์การเภสัชกรรม 1) การปรับใช้เทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน 2) การสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา 3) การบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 4) การเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา แนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาที่จะนำเสนอแก่ผู้บริหาร คือการจัดทำโครงการต่างๆ ได้แก่ 1) โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีและการฝึกอบรมพนักงาน เป้าหมาย คือ ลดเวลาที่ใช้ในการทำงาน และเพิ่มความสามารถในการจัดการงานให้เป็นระบบ 2) โครงการสร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ให้ข้อมูลที่ชัดเจนในการตัดสินใจเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา และ ลดปริมาณการทำงานล่วงเวลา 3) โครงการนำร่องบังคับใช้คำสั่งและนโยบายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือ สร้างมาตรฐานในการทำงานล่วงเวลาที่ชัดเจนและเป็นธรรมสำหรับพนักงานทุกคน 4) โครงการเปลี่ยนแนวคิดของพนักงานเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลา เป้าหมายคือ ลดความจำเป็นในการทำงานล่วงเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในเวลางานปกติ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
บทบาทภาครัฐในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล, อิลฟาน อาลีอิสเฮาะ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐโดยกองส่งเสริมและพัฒนาพลังงานภูมิภาคและบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมอย่างไร ที่มีต่อรูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนในพื้นที่ไฟฟ้า เข้าไม่ถึง กรณีศึกษา บ้านเกาะบูโหลนดอน จังหวัดสตูล ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูล ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และนำเสนอผ่านการวิเคราะห์ความสอดสอดคล้องกับแนวคิด การบริการสาธารณะแนวใหม่และแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน จากการศึกษาพบว่า บทบาทของภาครัฐมีดังต่อไปนี้1.) ดำเนินงานตามหน้าที่และอำนาจ และภารกิจที่ได้รับมอบหมาย 2.) จัดทำข้อเสนอแนะ เพื่อใช้พิจารณาในการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบไฟฟ้าสำหรับเกาะและพื้นที่ห่างไกลอย่างยั่งยืน 3.) ปฏิบัติงานตามโครงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการพลังงานที่ยั่งยืน ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 4.) ออกแบบวิธีการสร้างการมีส่วนร่วม ให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยลงไปศึกษาในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5.) เป็นที่ปรึกษาในการบริหารงานกลุ่และให้ความรู้ในการปฏิบัติ ในส่วนของบทบาทของประชาชนในการมีส่วนร่วมมีดังนี้ 1.) ศึกษาข้อมูลความรู้ จากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ที่เข้ามาร่วมมือช่วยแก้ไขปัญหา 2.) มีส่วนร่วมในการคิด เสนอความต้องการ ของกลุ่ม ออกกฎระเบียบบริหารกลุ่ม 3.) มีส่วนร่วมในการดูแลระบบไฟฟ้าที่กลุ่มดำเนินการติดตั้งให้มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผลจากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน ที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยสามารถนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน 5 ก. ไปปรับใช้ในภารกิจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ประสบผลสำเร็จ ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และเกิดความความยั่งยืนในการบริหารจัดการจากการมีส่วนร่วมของประชาชน
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อน และหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณี : ธนาคารออมสิน, ยศภัทร ช่วงมณี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์เรื่อง ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหางานพัสดุภาครัฐก่อนและหลังสถานการณ์โควิด-19 ศึกษากรณีธนาคารออมสิน โดยศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจากบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับงานพัสดุ ธนาคารออมสิน เพื่อศึกษาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปัญหาและความท้าทาย ตลอดจนวิธีการแก้ไขปัญหาของการบริหารงานพัสดุของธนาคารออมสินจากการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ธนาคารออมสินต้องพิจารณาชะลอหรือยกเลิกโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ซึ่งโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมาย ระเบียบ เป็นไปได้ยาก เนื่องจากในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความจำเป็นจะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันในรูปแบบคณะกรรมการต่างๆ และยังไม่สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพราะกฎหมาย และระเบียบ ในขณะนั้น ยังไม่รับรองให้สามารถปฏิบัติได้ ประกอบกับการบริหารงานด้านทรัพยากรบุคคลมีความแตกต่างจากก่อนมีสถานการณ์โควิด-19 เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ธนาคารออมสินมีการปรับลดอัตรากำลังโดยไม่ทดแทนพนักงานที่เกษียณอายุ ส่งผลให้การปฏิบัติงานเกิดความล่าช้า รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากจะต้องมีการจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการตรวจรับพัสดุ เช่น การกำหนดรายละเอียดขอบเขตของงาน (Term of Reference : TOR) การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง การจัดทำจัดสัญญาและการตรวจรับงาน ตลอดจนการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่สอดคล้องกับมาตรการลดงานเอกสารขององค์กรอย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความคล่องตัว ในการปฏิบัติงาน หน่วยงานควรกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถจัดทำและนำเสนองานให้ผู้บริหารอนุมัติในรูปแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในรูปแบบระบบออนไลน์ ทั้งนี้แม้ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ยุติลง องค์กรควรที่จะถอดบทเรียนจากสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้ในการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการยอมรับเรื่องการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ระเบียบวิธีปฏิบัติต่างๆ เพื่อลดระยะเวลาหรือขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไปเป็นอย่างรวดเร็วและกระชับเวลาได้มากยิ่งขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยเทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ (Traffy Fondue) กรณีศึกษา กรุงเทพมหานคร, มนัสยา ชูสุวรรณ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ปัญหาทางเท้าถือเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้กรุงเทพมหานครสามารถเข้าถึงและจัดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ เทคโนโลยีการรับเรื่องและบริหารจัดการปัญหาเมืองรูปแบบใหม่ หรือ Traffy Fondue การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร (2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานครจากผู้เกี่ยวข้อง (3) เพื่อเสนอแนะแนวทางในกระบวนการแก้ไขปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร ด้วยระบบ Traffy Fondue ในบริบทของงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขานุการปลัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 5 คน และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่หนึ่งเขตที่อยู่ในพื้นที่กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ผู้ใช้ระบบ Traffy Fondue เกี่ยวกับปัญหาทางเท้าของกรุงเทพมหานคร จำนวน 3 คน ผลการศึกษาพบว่า จากกรอบในการวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาทางเท้าด้วยระบบ Traffy Fondue ของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม กลยุทธ์ เทคโนโลยี โครงสร้าง ระบบการวัดผล ทรัพยากรบุคคล และวัฒนธรรมองค์การ อยู่ในระดับน่าพึงพอใจ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าทั้ง 7 ปัจจัย ยังมีโอกาสในการพัฒนาทั้งหมดในระดับที่แตกต่างกันไป
ผลกระทบจากการพัฒนาระบบประชุมวีดีทัศน์ทางไกล (Vcs) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่าง ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ, สุธน เขียวกอ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การจัดทำสารนิพนธ์ เรื่อง ผลกระทบการจากพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบฯ ในส่วนภูมิภาค ของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรณีตัวอย่างศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี และหน่วยงานในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการจัดทำสารนิพนธ์มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ (1) เพื่อศึกษาผลกระทบและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยส่วนภูมิภาคจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ในปัจจุบัน (2) เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 11 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประสานงานระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ข้าราชการ และพนักงานราชการทั่วไป ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบและทัศนคติจากการพัฒนาระบบประชุมวีดิทัศน์ทางไกล (VCS) ของ ปภ.ที่มีต่อองค์กรและผู้ประสานงานระบบฯ เป็นด้านบวก แม้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มข้าราชการกับพนักงานราชการด้านความก้าวหน้าแต่ไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าของผู้ประสานงานระบบฯ และการพัฒนาระบบดังกล่าวสามารถเป็นแนวทางให้กับการพัฒนาระบบดิจิทัลอื่น ๆ ต่อไป
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
ความพึงพอใจของข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ในกลุ่มข้าราชการตำรวจตั้งแต่เจเนอเรชั่นวาย ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน, สิริกร บ่อเกิด
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้เป็นการสำรวจและเปรียบเทียบการรับรู้คุณลักษณะของเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ที่กำลังทำงานร่วมกันในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้รับผลตอบกลับจากกลุ่มตัวอย่าง เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด อย่างละ 200 ตัวอย่าง เท่า ๆ กัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแต่ละเจนเนอเรชั่นมีมุมมองในหลายปัจจัยระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานแตกต่างกัน ซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ที่แตกต่างกัน ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน พบว่า เจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซดให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมแล้วไม่แตกต่างกัน แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เจนเนอเรชั่นวายมีความพึงพอใจรายด้านที่มากกว่าเจนเนอเรชั่นแซดในทุก ๆ ด้านระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงาน ผลการวิจัยยืนยันถึงความพึงพอใจระหว่างคุณภาพชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานจากมุมมองระหว่างเจนเนอเรชั่น ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อการเสริมสร้างการรับรู้และความเข้าใจในเจนเนอเรชั่นวายและเจนเนอเรชั่นแซด ตลอดจนความแตกต่างระหว่างเจนเนอเรชั่น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการองค์การและการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สอดคล้องกับยุคสมัยต่อไป
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกของกรมการปกครอง (ระดับก้าวหน้า), กรรภิรมย์ ภัทราคม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอให้เป็นไปตามมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า และเพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการของที่ทำการปกครองอำเภอให้สอดคล้องกับมาตรฐานศูนย์ราชการสะดวก (GECC) ในระดับก้าวหน้า ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ และกรรมการผู้ตรวจประเมินฯ คิดเป็นจำนวนทั้งหมด 12 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากที่ทำการปกครองอำเภอที่ผ่าน 4 แห่งและที่ทำการปกครองอำเภอที่ไม่ผ่าน 2 แห่ง ผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ ได้แก่ ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาด้านบุคลากร อาทิ การขาดการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากผู้บริหาร ปัญหาด้านภารกิจที่หลากหลายในบริบทของพื้นที่ และปัญหาด้านการตีความเกณฑ์มาตรฐานศูนย์ราชการสะดวกที่มีความไม่ชัดเจนและขาดมาตรฐานกลางสำหรับที่ทำการปกครองอำเภอเอง นอกจากนี้ยังพบปัจจัยหลายประการที่เกื้อหนุนให้ที่ทำการปกครองอำเภอได้รับการรับรองในระดับก้าวหน้า อาทิเช่น ทัศนคติเชิงบวก การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความสำเร็จในการดำเนินงานของที่ทำการปกครองอำเภอ เป็นต้น
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมของหน่วยงานภาครัฐไทยผ่านกลไกแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม: กรณีศึกษากรมการพัฒนาชุมชน, กมลชัย สุวรรณรงค์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน และเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ของแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากเอกสารของหน่วยงานและการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานและผู้มีความรู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมภาครัฐ และ มีประสบการณ์ในการส่งเสริมคุณธรรม ของกรมการพัฒนาชุมชน จำนวนรวม 8 คน โดยมีข้อค้นพบ จากงานวิจัยฉบับนี้ ผลการดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม คือ 1) กิจกรรม โครงการ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม 2) การมีส่วนร่วม ความสามัคคีของบุคลากร 3) พฤติกรรม หรืออุปนิสัยของบุคลากร 4) วัฒนธรรมองค์กร 5) ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และ ในส่วนของผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานตามแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรม 1) ผลผลิต (Outputs) รูปเล่มเอกสารสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน และวิดีทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลสำเร็จของการดำเนินงาน 2) ผลลัพธ์ (Outcomes) การจัดการความรู้ และ ความเข้าใจการถ่ายทอดองค์ความรู้ 3) ความคุ้มค่า คือการดำเนินงานด้าน การส่งเสริมองค์กรคุณธรรมไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณ เพิ่มเติม โดยพบว่า การดำเนินงานตามแผน การขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกรมการพัฒนาชุมชน ส่งผลให้องค์กรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีคุณธรรมก่อให้เกิดโครงการ กิจกรรมใหม่ๆ ที่สร้างคุณธรรมให้กับบุคลากรในองค์กร โดยเน้นการมีส่วนร่วม ของทุกฝ่ายในแผนการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมให้บุคลากรทุกระดับมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นและ ร่วมดำเนินการโครงการ กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่มีคุณธรรม ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานตามภารกิจหน้าที่ของบุคลากร และได้เกิดผลสัมฤทธิ์การส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานตามเป้าหมายของแผนการขับเคลื่อน องค์กรคุณธรรมในองค์กร
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร, เกษราภรณ์ เกียรติเฉลิมลาภ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัย ความท้าทายและข้อจำกัดของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายและข้อจำกัดและเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ กรณีศึกษา สำนักงานที่ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีการวิจัย แบบผสมผสาน (Mixed Method) ระหว่างการใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรของสำนักงานที่ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สถิติ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา พบว่า ข้อจำกัดและปัญหาของการนำนโยบายการจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมต่างสำนักงานแบบออนไลน์ไปปฏิบัติ คือ 1) จำนวนบุคลากรไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน 2) บุคลากรขาดความเชี่ยวชาญในการใช้งานระบบ 3) ระบบปฏิบัติการขาดความเสถียร เกิดความขัดข้องอยู่บ่อยครั้ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ปฏิบัติการไม่ทันสมัย ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน 4) ระบบฐานขอมูลของสำนักงานที่ดินแต่ละสาขาขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ฐานข้อมูลของสำนักงานที่ดินในระบบออนไลน์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และข้อมูลบางส่วนยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง 5) ปัญหาของระบบการนัดหมายล่วงหน้าในการการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างสำนักงาน 6) ความล่าช้าในการรอสำนักงานอีกฝั่งในการอนุมัติให้ดำเนินการ นิติกรรมแบบออนไลน์ได้ และ 7) ระบบไม่สามารถให้บริการของสำนักงานที่ดินได้ครบถ้วน และมีข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหา คือ 1) ปรับปรุงระบบการให้บริการ ควรยกเลิกระบบการนัดหมายล่วงหน้าที่สร้างความยุ่งยากให้กับประชาชน โดยปรับเปลี่ยนเป็นระบบที่ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ทันทีที่สำนักงานที่ดิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากขึ้น 2) พัฒนาความเชี่ยวชาญ ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับระบบออนไลน์อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสำนักงาน นอกจากนี้ควรจัดระบบ พี่เลี้ยงเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้จากผู้เชี่ยวชาญสู่เจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีการประเมินทักษะและความเชี่ยวชาญของบุคลากรเป็นระยะเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง 3) ปรับปรุงระบบปฏิบัติการและระบบจัดเก็บข้อมูลให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล จัดหาระบบสำรองข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือสูง และติดตั้งระบบไฟฟ้าสำรองที่เพียงพอ เพื่อป้องกัน การหยุดชะงักของระบบ 4) ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการให้สามารถรองรับ การทำงานพร้อมกันจำนวนมาก เพิ่มความเร็วในการประมวลผล ปรับปรุงระบบเครือข่ายให้มี ความเสถียร และพัฒนาระบบสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการสูญหายของข้อมูล
วิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ กรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี, จิรเมธ หมู่คำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิสาหกิจเพื่อสังคมในฐานะเครื่องมือสนับสนุนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอกรณีศึกษา การจัดตั้งบริษัทดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพภายใต้แนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านกฎมายที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการบริหารราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอแบบบูรณาการ และค้นหาแนวทางต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาเชิงพื้นที่ โดยหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคในระดับอำเภอ ผ่านกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไป การศึกษานี้ใช้วิธีการศึกษาผ่านการค้นคว้าเอกสารและสื่อสารสนเทศออนไลน์ การสังเกตการณ์ในพื้นที่การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ผลการศึกษาพบว่า การนำแนวคิดการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ.2562 ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์อันเนื่องมาจากการเข้าเป็นกิจการภายใต้กฎหมายดังกล่าว โดยที่นำผลกำไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อสังคม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดของวิสาหกิจเพื่อสังคม และการขับเคลื่อนภารกิจของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคมีส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น และมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเกื้อกูลด้วยแนวนโยบายและข้อกำหนดทางกฎหมาย ที่สามารถทำให้ทั้งสองภารกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันได้ อีกทั้งยังมีความสอดคล้องกับภารกิจหลักของรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย รวมถึงหน่วยงานของราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีโอกาสในการพัฒนาไปสู่นโยบายสำคัญของกรมการปกครองได้ในอนาคต
แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์
แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ชัญญกร ถนอมพันธุ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง แรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาความสัมพันธ์ของแรงจูงใจและความคาดหวังที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นการศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีเชิงสำรวจ โดยการเก็บข้อมูลทางแบบสอบถาม ทั้งหมดจำนวน 400 คน ด้วยสถิติเชิงพรรณนา จากการศึกษาพบว่าแรงจูงใจมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด พบว่าความคาดหวังมีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะใกล้ที่พักมากที่สุด และพบว่าผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์ของแรงจูงใจ ความคาดหวัง และการตัดสินใจสมัครงานเข้าทำงานที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรณีศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยสายปฏิบัติการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่ามากกว่า 0.50
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัย:กรณีศึกษา เทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี, ชิดชนก พวงเพ็ชร์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจสภาพปัญหา อุปสรรค และความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญ รวมถึงนำเสนอแนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ การศึกษาวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในเขตเทศบาลตำบลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุในพื้นที่ และบุคลากรผู้ปฎิบัติงานร่วมกับเทศบาลตำบลธัญบุรี เพื่อทำความเข้าใจบทบาทขององค์กรในการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคที่พบในกระบวนการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์ข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาพบว่า การดำเนินงานของเทศบาลครอบคลุมด้านการจัดสรรบริการด้านสุขภาพ การพัฒนาทักษะผู้สูงอายุ และการสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่ขาดความพร้อมทางเทคโนโลยี ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ประกอบด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน การพัฒนาความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพของการบริหารจัดการและตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างยั่งยืน ผลลัพธ์จากการวิจัยสามารถนำไปปรับใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีสุขภาพดี มีความสุข และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์
การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด, ณพัฒน์ สุขสวัสดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา การดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด เพื่อรวบรวมปัญหา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ด้านต่าง ๆ โดยศึกษาการดำเนินกิจกรรมที่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร มีประสิทธิผลอย่างไรในเชิงลึก โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหาร ผู้จัดการและพนักงานในบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ต่างบทบาทกันในเรื่องกากำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรม การรับนโยบายจากผู้บริหารถ่ายทอดกิจกรรมและการดำเนินการกิจกรรม รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมและนำกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรในกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยกิจกรรมต่าง ๆ ช่วยสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงานในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การวางแผน การสื่อสาร อย่างไรก็ตาม การประเมินผลยังคงเป็นจุดที่ควรปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเปลี่ยนแปลงและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ยังพบข้อจำกัดในด้านการออกแบบกิจกรรมที่ไม่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของพนักงานและขาดการเชื่อมโยงกับบริบทภายนอก และต้องการปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายในเชิงกลยุทธ์ จะช่วยเพิ่มผลลัพธ์เชิงบวกและสร้างความยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรได้ในระยะยาว
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี, ญาศินี มิถุนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งแนวทางการพัฒนาปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารระดับสูงในระดับจังหวัดและอำเภอ ผู้ปฏิบัติงานหลัก ผู้ปฏิบัติงานลำดับรอง และผู้สนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 11 ท่าน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM พบว่า การทำงานของปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจของกรมการปกครอง และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ภายใต้ปัจจัยลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน ที่ส่งผลต่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ อาทิเช่น ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ความสำเร็จในการปฏิบัติงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะของงาน ความก้าวหน้าในอาชีพ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร ความมั่นคงในงาน ค่าจ้างและผลตอบแทน นอกจากนี้ การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังเป็นไปตามลักษณะการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่-NPM โดยพบว่ามีตัวชี้วัดที่ชัดเจน มีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมาใช้ในการปฏิบัติงานและให้บริการแก่ประชาชน มีการทำงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี ยังพบว่ามีปัญหา อุปสรรคในด้านความเพียงพอของบุคลากรและงบประมาณ ซึ่งหากได้รับปรับปรุงพัฒนาการปฏิบัติงานตามแนวทาง ข้อเสนอแนะโดยการออกระเบียบ หรือแนวทางปฏิบัติงานที่มีความชัดเจน ไม่คลุมเครือเพื่อลดขั้นตอนและภาระงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุน ส่งเสริมให้การปฏิบัติงานของบุคลากรกรมการปกครอง จังหวัดปทุมธานี มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากร กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง, ณัฐณิชา บรรดาศักดิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัล และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน สังกัดส่วนกลาง โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลในรูปแบบแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างของข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่าง ๆ จากหน่วยงานภายในสังกัดส่วนกลางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวมจำนวน 256 คน และประมวลผลข้อมูลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างในภาพรวมยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลระดับมาก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในส่วนของปัจจัยทางด้านภูมิหลังของประชากร พบว่าตำแหน่งงานนิติกรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าตำแหน่งงานเจ้าพนักงานธุรการ และในส่วนของปัจจัยจูงใจ พบว่าปัจจัยด้านการสื่อสารนโยบายและการปฏิบัติ และปัจจัยด้านระบบการดำเนินงาน ส่งผลต่อระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และปัจจัยด้านการพัฒนาบุคลากร ไม่ส่งผลต่อการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นกรมจึงควรมุ่งพัฒนาการสื่อสารนโยบายและการมีคู่มือการปฏิบัติงาน รวมถึงการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีความง่ายในการใช้งาน และอาจมีการพัฒนาในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการจัดอบรมให้ความรู้ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบาย และเพื่อทำให้บุคลากรมีระดับการยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรแห่งยุคดิจิทัลเพิ่มขึ้น
การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์
การพัฒนาบุคลากรสายงานข้าราชการธุรการเจนเนอเรชั่นวายในระบบราชการ 4.0 สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด, เดชาวุฒิ ทองพาศน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การทำวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์ เพื่อศึกษาการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 ภายใต้ระบบราชการ 4.0 ซึ่งกำหนดเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายในการปฏิบัติงานของข้าราชการธุรการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดียาเสพติด 4 สำนักงานอัยการสูงสุด ให้มีความเหมาะสมกับบริบทระบบราชการ 4.0 นั้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุน ส่งเสริม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถบุคลากร ให้สอดคล้องกับรูปแบบการปฏิบัติงานในปัจจุบัน โดยจากการศึกษาพบว่า ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะอื่นที่จำเป็น ดังนี้ 1.) ทักษะด้านดิจิทัล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่สำนักงานอัยการสูงสุดนำมาใช้ในการปฏิรูปการทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามแนวทางของระบบราชการ 4.0 2.) ทักษะการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.) ทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเขียน การพูดและการนำเสนอ การทำงานร่วมกับทีม มีทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในองค์กรและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ 4.ความคิดสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิดใหม่สามารถคิดค้นและเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนางานหรือบริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการให้บริการแก่ประชาชน 5.ความมุ่งมั่นต่อการบริการประชาชน การให้บริการที่มีคุณภาพ มีแนวคิดในการให้บริการที่มุ่งเน้นความพึงพอใจของประชาชนเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 6.จริยธรรมและความรับผิดชอบจริยธรรมในการทำงานโดยยึดมั่นในความถูกต้อง ความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการให้บริการ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 7.ความเป็นผู้นำและการสร้างเครือข่าย สามารถเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานหรือโครงการต่าง ๆ โดยมีการสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุนผู้อื่นในการปฏิบัติงาน สามารถสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ8.ความยืดหยุ่นและการปรับตัวการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสภาพแวดล้อมการทำงานได้ดี และ 9.ทักษะการบริหารจัดการเวลาการวางแผนและจัดลำดับความสำคัญ สามารถจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ
สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง, ณัฐพงษ์ รุกชาติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาเรื่อง “สมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล กองการเจ้าหน้าที่ กรมการปกครอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของสมรรถนะ (Competency) ข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล ในกองการเจ้าหน้าที่ สังกัดกรมการปกครอง และเสนอแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคลให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เกิดประสิทธิผลสูงสุดต่อองค์กร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณโดยการใช้วิธีเชิงสำรวจจากแบบสอบถาม เพื่อนำมาอธิบายความรู้ ความเข้าใจ และความคาดหวังต่อสมรรถนะของข้าราชการตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์รายบุคคลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญผลการศึกษาพบว่าระดับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลที่เป็นจริงในปัจจุบันทั้งด้านทักษะการปฏิบัติงาน และด้านอารมณ์และพฤติกรรมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.7143 และ 3.8929 ตามลำดับ แต่ยังต่ำกว่าสมรรถนะที่คาดหวัง ในด้านทักษะการปฏิบัติงานค่าเฉลี่ยที่ 4.1771 และด้านอารมณ์และพฤติกรรม 4.2643 โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้อธิบายปัญหาเกี่ยวกับสมรรถนะของนักทรัพยากรบุคคลว่า ยังขาดองค์ความรู้พื้นฐานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรบุคคล ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี รวมถึงการประเมินผลและติดตามการปฏิบัติงานและพัฒนาตนเองยังไม่ชัดเจน ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาตนเอง ดังนั้น ได้เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล 5 แนวทาง ได้แก่ 1.การพัฒนาฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะสำหรับนักทรัพยากรบุคคล เน้นการสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล ตลอดจนการปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสม 2.ปรับปรุงการประเมินผล กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนและกำหนดแผนพัฒนารายบุคคล (IDP) 3.ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ สนับสนุนการศึกษาต่อและการฝึกอบรมที่จำเป็น 4.การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน เพิ่มการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น AI, HRIS ในกระบวนการบริหารจัดการ 5.การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง (On the job training) รวมถึงการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสในการศึกษาเทคนิคใหม่ ๆ จากต่างประเทศ
การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากร ตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธราดล กมุทา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การศึกษาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท ของสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับของที่มีราคาไม่เกิน 1,500 บาท การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน คือ ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ระบบสารสนเทศของกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็นระบบการออกใบเสร็จรับเงินของกรมศุลกากร (กศก. 122) ที่ยังมิสามารถออกใบเสร็จแยกรายผู้นำเข้าได้ ระบบผ่านพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ซึ่งหน่วงและขาดเสถียรภาพ ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของกรมศุลกากรที่ยังบกพร่องและไม่ครอบคลุม ผู้นำเข้าและประชาชนจำนวนมากไม่ทราบถึงการมีอยู่ของมาตรการการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท โดยผู้ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เห็นว่าในการพัฒนาการปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา แก้ไข และปรับปรุงระบบสารสนเทศของ กรมศุลกากร ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้การปฏิบัติงาน การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า อำนวยความสะดวกในการดำเนินพิธีการศุลกากรต่อผู้ประกอบการและประชาชน
หัวข้อวิจัย : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity And Transparency Assessment : Ita)กรณีศึกษา : ความรู้และทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity And Transparency Assessment : Oit), นิธิศ พงษ์ชุติสรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเพื่อศึกษาทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ต่อการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT) รวมทั้งศึกษาค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงาน ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปสู่แนวทางพัฒนาการดำเนินการและการกำหนดมาตรการป้องกัน การทุจริตภายในหน่วยงาน เพื่อยกระดับการดำเนินการด้านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือการประเมิน ITA ของหน่วยงานในปีงบประมาณถัดไป ให้ดียิ่งขึ้น โดยใช้รูปแบบการศึกษาด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้านความรู้และทัศนคติ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้บริหารและบุคลากรศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 5 คน และเก็บข้อมูลด้านค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยวิธีการสัมภาษณ์ทั่วไป (General Interview) กับบุคลากรสังกัดสำนัก/กอง ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก/ร่วม ในการดำเนินการตามแบบวัดการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (OIT) ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 17 คน ผลการศึกษาภายใต้กรอบแนวคิดความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (Knowledge Attitude and Practice Theory : KAP) รูปแบบที่ 3 ของ Singh โดยความรู้ (K) และ ทัศนคติ (A) ต่างทำให้เกิดการปฏิบัติ (P) โดยที่ความรู้และทัศนคติไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน พบว่า ความรู้ ทัศนคติของบุคลากรสังกัดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายดำเนินการขับเคลื่อน การประเมิน ITA รวมถึงค่านิยมเรื่องการต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย คือ ดำเนินการขับเคลื่อนการประเมิน ITA โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงาน (สำนัก/กอง) ร่วมดำเนินการตามเเบบวัด OIT จนทำให้คะเเนนการประเมิน ITA ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ยังมีข้อค้นพบที่สำคัญ …