Open Access. Powered by Scholars. Published by Universities.®
- Discipline
-
- International and Area Studies (4043)
- Arts and Humanities (2917)
- Public Affairs, Public Policy and Public Administration (2833)
- History (1913)
- Asian Studies (1692)
-
- Law (1633)
- Peace and Conflict Studies (1256)
- Defense and Security Studies (1219)
- Sociology (1115)
- Asian History (1010)
- East Asian Languages and Societies (1000)
- Chinese Studies (974)
- International Law (853)
- Near and Middle Eastern Studies (836)
- Political Theory (832)
- Other Political Science (743)
- American Politics (726)
- Economics (723)
- Human Rights Law (616)
- Comparative Politics (581)
- Politics and Social Change (566)
- Psychology (532)
- Communication (497)
- International Humanitarian Law (487)
- Eastern European Studies (479)
- Business (444)
- Public Policy (427)
- Institution
-
- University of Nebraska - Lincoln (1034)
- University of Denver (695)
- Embry-Riddle Aeronautical University (530)
- University of Nebraska at Omaha (514)
- Claremont Colleges (404)
-
- City University of New York (CUNY) (337)
- Old Dominion University (310)
- Chulalongkorn University (255)
- College of Saint Benedict and Saint John's University (252)
- Brigham Young University (228)
- Universitas Indonesia (184)
- University of South Florida (179)
- American University in Cairo (178)
- SIT Graduate Institute/SIT Study Abroad (148)
- Singapore Management University (115)
- US Army War College (111)
- University of Massachusetts Boston (111)
- Kennesaw State University (106)
- Portland State University (101)
- Yale University (96)
- University of Central Florida (92)
- Syracuse University (89)
- Wright State University (87)
- Western University (83)
- Chapman University (81)
- Brigham Young University - Hawaii (78)
- Liberty University (78)
- University of Nevada, Las Vegas (70)
- University of Tennessee, Knoxville (70)
- Western Kentucky University (70)
- Keyword
-
- Human rights (566)
- China (350)
- United States (279)
- Terrorism (250)
- International relations (237)
-
- Russia (187)
- United Nations (181)
- Iraq (146)
- Foreign policy (142)
- Democracy (140)
- War (136)
- European Union (135)
- Security (128)
- International Relations (120)
- Globalization (119)
- NATO (111)
- Middle East (109)
- Israel (108)
- International law (107)
- Africa (106)
- Iran (105)
- Politics (105)
- Josef Korbel School of International Studies (102)
- Afghanistan (98)
- Conflict (98)
- Immigration (96)
- Peace (90)
- Department of Political Science (88)
- Geopolitics (87)
- Ukraine (87)
- Publication Year
- Publication
-
- China Beat Blog: Archive 2008-2012 (924)
- Human Rights & Human Welfare (562)
- International Bulletin of Political Psychology (510)
- Space and Defense (282)
- Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD) (255)
-
- International Dialogue (222)
- Graduate Program in International Studies Theses & Dissertations (198)
- Dissertations and Theses (196)
- The Journal of Social Encounters (188)
- Claremont-UC Undergraduate Research Conference on the European Union (171)
- CMC Senior Theses (167)
- Journal of Nonprofit Innovation (158)
- Electronic Theses and Dissertations (145)
- Independent Study Project (ISP) Collection (114)
- Dissertations, Theses, and Capstone Projects (103)
- Global: Jurnal Politik Internasional (99)
- Research Collection School of Social Sciences (93)
- The US Army War College Quarterly: Parameters (88)
- Browse all Theses and Dissertations (87)
- Archived Theses and Dissertations (86)
- New England Journal of Public Policy (80)
- Pacific Studies (78)
- The Politic (78)
- Political Science Publications (73)
- International Journal of Nuclear Security (67)
- Honors Theses (66)
- Masters Theses (60)
- Genocide Studies and Prevention: An International Journal (58)
- Master's Theses (56)
- Political Science Faculty Publications (55)
- Publication Type
- File Type
Articles 1891 - 1920 of 9292
Full-Text Articles in International Relations
Criminology And Violent Extremist Radicalization, Starlett Michele Martin
Criminology And Violent Extremist Radicalization, Starlett Michele Martin
Walden Dissertations and Doctoral Studies
After the 9/11 terrorist attacks, research on foreign terrorism became extensive in the United States while research on domestic terrorism and violent extremist radicalization was lacking. Despite the research that has been done, there was a lapse in scholarship analyzing terrorism radicalization and its relationship with criminology. The purpose of this general qualitative study was to analyze the perceptions of experts in terrorism and criminology about how factors of criminology can explain violent extremist radicalization. This study used two conceptual models of terrorism radicalization: (a) the staircase to terrorism and the (b) 4-stage model of the terrorist mindset. In addition, …
The Role Of The United States In Advancing Democracy In Developing Countries: The Case Of Bangladesh, 2008-2020, Abdul Halim
The Role Of The United States In Advancing Democracy In Developing Countries: The Case Of Bangladesh, 2008-2020, Abdul Halim
UNF Graduate Theses and Dissertations
The United States has been working in close collaboration with the government of Bangladesh (GoB) to promote democratic norms and practices in the country. Over the past five decades, various US agencies have provided about $8 billion in foreign aid to Bangladesh (U.S. Department of State, 2022) with a significant percentage of these funds devoted to promoting democratic governance in the recipient nation. This study seeks to investigate the impact of US aid on democratization in Bangladesh from 2008 to 2020. Utilizing bi-variate statistical models, this essay analyzes four distinct measures of US-funded projects that directly promote democracy and their …
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
กระบวนการจัดการแรงงานของคนไทยในรัฐซาบาห์และซาราวัก ประเทศมาเลเซีย, ชนายุส ศรีจันทรา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เมื่อแรงงานไทยเผชิญปัญหาในต่างประเทศ พวกเขาจะขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่มีอำนาจครอบคลุมพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยเป็นหลัก แต่แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากทางภาครัฐเวลาที่พวกเขาประสบปัญหา เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยตั้งอยู่ และด้วยความที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ในรัฐซาบาห์ซาราวักเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและลักลอบทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานที่ถูกต้อง เพราะขอบข่ายการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศของกระทรวงแรงงานไม่ได้ครอบคลุมกรณีนี้ เนื่องจากสถานะในการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศของบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่ แรงงานย้ายถิ่น แต่เป็น “แรงงานผิดกฎหมาย” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น กลับพบว่ากลุ่มแรงงานไทยนี้มียุทธศาสตร์สำคัญในการเอาตัวรอดจากปัญหาที่ประสบในต่างแดน คือ การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ระหว่างคนไทยในรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนคนไทยที่สร้างขึ้น ผ่านทางร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง และผ่านช่องทางออนไลน์ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดั้งนั้นจึงนำมาสู่คำถามวิจัยที่ว่า แรงงานไทยในรัฐซาบาห์ และรัฐซาราวักเผชิญปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง และการจัดการแรงงานของคนไทยในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างไร โดยผู้วิจัยจะอาศัยกรอบแนวคิดเครือข่ายทางสังคมและแนวคิดภาวะข้ามชาติเพื่อตอบคำถามวิจัยและอธิบายสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจว่าอิทธิพลของเครือข่ายทางสังคมดังกล่าวส่งผลการดำรงชีพเพื่อความอยู่ดีมีสุขของแรงงานไทยเหล่านี้อย่างไร ระหว่างที่ทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ได้องค์ความรู้ที่สามารถนำเสนอเป็นนโยบายในการช่วยเหลือแรงงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
ความเป็นแกนกลางของอาเซียนในเขตการค้าเสรีระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership), นวพร ฉัตรวิริยะเจริญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งศึกษา ความเป็นแกนกลางของอาเซียนภายใต้กรอบข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และผลกระทบของข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต่อความเป็นแกนกลางของอาเซียนเมื่อมีการบังคับใช้ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้กรอบการวิเคราะห์แนวสรรสร้างนิยม ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 2001 ภายหลังความล่าช้าของการเจรจาการค้าระดับพหุภาคีรอบโดฮาขององค์การการค้าโลก จนกระทั่งพัฒนาไปสู่ข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค รวมถึงการให้สัตยาบันของประเทศสมาชิกครบถ้วน และมีการบังคับใช้ จากการศึกษาได้บ่งชี้ว่า ความเป็นแกนกลางของอาเซียน ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เนื่องจากอาเซียนไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ที่มีความขัดแย้งของประเทศสมาชิก ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และด้านอื่น ๆ ส่งผลให้การเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคยืดเยื้อเป็นระยะเวลา 8 ปี และอินเดียได้ถอนตัวจากข้อตกลงในช่วงท้ายของการเจรจา รวมถึงข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะสามารถเจรจาสำเร็จจากประเทศสมาชิกภายนอกและให้ผลประโยชน์แก่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออย่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้มากกว่าอาเซียน
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
การส่งเสริมบทบาทและสถานะไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน, ธนกฤษ เกตุเนตร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศในสมัยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ซึ่งจากการศึกษาการดำเนินนโยบายดังกล่าวที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักการจีนเดียว (One China policy) ของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ที่หวังจะรวมไต้หวันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของจีน เป็นเหตุให้ไต้หวันภายใต้การนำของประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน จำเป็นต้องดำเนินนโยบายเพื่อส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศและการรักษาอธิปไตยของไต้หวัน อีกทั้งเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความสัมพันธ์กับรัฐภายนอก โดยประธานาธิบดีไช่ อิง เหวิน ได้มีการดำเนินนโยบายเพื่อการส่งเสริมบทบาทของไต้หวันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อให้สังคมเกิดความแตกต่างจากความเป็นจีน ผ่านนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound policy) โดยมีวัตถุประสงค์พัฒนาความร่วมมือและเพื่อให้ไต้หวันกลับมามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเอเชียใต้ผ่านดำเนินนโยบายผ่านการพัฒนาบุคคลให้เป็นศูนย์กลาง (people-centered) เพื่อพัฒนาทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคผ่านกรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีทั้ง 4 รูปแบบได้แก่ 1) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2) การแลกเปลี่ยนทักษะและองค์ความรู้ระหว่างกันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3) การแบ่งปันทรัพยากร รวมถึงค่านิยมและวัฒนธรรมความเป็นไต้หวันเพื่อให้เกิดความร่วมมือ 4) สร้างความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ทั้งนี้เพื่อให้ไต้หวันสามารถมีอำนาจต่อรองในภูมิภาคและสร้างการยอมรับจากเวทีระหว่างประเทศอีกทั้งเพื่อรักษาสถานะเดิมของไต้หวันและถ่วงดุลอำนาจจีน
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ของจีนในประเทศกำลังพัฒนาผ่านข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt And Road Initiative : Bri), นันท์นภัส ภัทรอังกูร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนในประเทศในแอฟริกา โดยจะชี้ให้เห็นว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการส่งออกโมเดลจีน (China Model) ให้กับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นการส่งเสริมฉันทามติปักกิ่ง (Beijing Consensus) อันเป็นแนวคิดการพัฒนาที่แตกต่างจากฉันทามติวอชิงตัน (Washington Consensus) เพื่อส่งเสริมการผงาดขึ้นของจีน (Rise of China) ในระบบระหว่างประเทศ ซึ่งจีนได้ส่งออกเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่าน BRI และ DSR และขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะดังกล่าวภายใต้โครงการเมืองที่ปลอดภัย (Safe Cities) ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก โดยสนับสนุนการลงทุนเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนผ่านบริษัทข้ามชาติสัญชาติจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Huawei ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าไปลงทุนและดำเนินการด้านเทคโนโลยีในการสอดส่องเมือง ทำให้เมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนเต็มไปด้วยการใช้เทคโนโลยีเมืองเพื่อสอดส่องผู้อยู่อาศัยภายในเมืองจากรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลจีน ซึ่งการส่งออกแนวคิดการพัฒนาเมืองดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนพยายามแสวงหาและสร้างการยอมรับการเมืองอัจฉริยะตามโมเดลจีนกับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่โมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของจีนได้รับการยอมรับไปปรับใช้กับรัฐบาลในแอฟริกาอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทของจีนในการแข่งขันทางอำนาจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทิศทางที่จีนพอใจมากขึ้นในระดับโลก
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง: กรณีศึกษาไทย - กัมพูชา, ปิยพัชร เหล่าสมบัติ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้กรอบ ACMECS ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา เพราะประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน มีแนวเขตแดนที่ติดกัน ทำให้ทั้ง 2 ประเทศมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการดำรงชีวิตของประชาชนที่คล้ายคลึงกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ประชาชนไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เป็นอย่างดี และไทยกับกัมพูชาก็ได้มีกรอบความร่วมมือหรือยุทธศาสตร์ที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ โดยสารนิพนธ์นี้ผู้เขียนได้นำกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) มาเป็นกรณีศึกษา โดยไทยเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้นมา ในสมัยรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และหลังจากได้มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีตามยุคสมัย จนถึงสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทำให้ความมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของไทยย่อมปรับเปลี่ยน ผู้เขียนจึงสนใจที่จะศึกษาว่าโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ACMECS นี้ มีโครงการใดที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และน่าจะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา โดยผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร รายงาน วิทยานิพนธ์ ข่าวสาร และบทความวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล โดยผลการวิจัยพบว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างให้ความสำคัญกับกรอบ ACMECS โดยมีโครงการที่เป็นรูปธรรม บรรลุวัตถุประสงค์ของกรอบ ACMECS และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
อาเซียนกับความมั่นคงทางพลังงาน, วโรตม์ ชอินทรวงศ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลไกความร่วมมือทางพลังงานของอาเซียน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน เพื่อไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน การวิเคราะห์บทบาทตัวแสดงที่สำคัญที่มีส่วนต่อการพึ่งพาอาศัยอันนำไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงให้ข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินนโยบายที่มีส่วนสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงาน ผลวิจัยพบว่าอาเซียนจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทางพลังงาน เพื่อจัดการกับปัญหาความขาดแคลนทางพลังงาน และมุ่งไปสู่ความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งมีลักษณะการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) มากยิ่งขึ้นโดยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ประการแรก มีช่องทางการปฏิสัมพันธ์และตัวแสดงที่หลากหลายในความร่วมมือ ทั้งบทบาทของรัฐ เอกชน และปัจเจกบุคคล ประการที่สอง ความมั่นคงประกอบไปด้วยประเด็นที่หลากหลายรอบด้านมากกว่าทางการทหาร และความมั่นคงทางพลังงานก็เป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน และประการที่สาม การพึ่งพาอาศัยอย่างสลับซับซ้อน ทำให้มีรัฐเข้าสู่ข้อขัดแย้งที่อาจเกิดการใช้กำลังน้อยลง ส่งเสริมการเกิดสันติภาพขึ้นในภูมิภาคผ่านการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ก็ยังมีอุปสรรคที่อาเซียนยังต้องร่วมกันแก้ปัญหา และปรับตัวให้ทันกับประเด็นความท้าทายต่อความมั่นคงทางพลังงานในยุคปัจจุบัน
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเมืองโลก: กรณีศึกษาเส้นทางสายไหมดิจิทัลของสาธารณรัฐประชาชนจีน 2015-2021, วิทวัส อภิญ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เส้นทางสายไหมดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น (Digital Silk Road; DSR) โดย DSR เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative; BRI) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาระดับทวีปของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยความสำคัญที่มากขึ้นนี้นำไปสู่การศึกษาถึงเป้าหมายของ DSR และวิธีการของจีนเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว งานศึกษานี้จึงมีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การศึกษา DSR มีความจำเป็นโดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอันเป็นรากฐานของการคงอยู่ของกิจกรรมทางดิจิทัลโดยรวม และสามารถเป็นตัวแปรต้นในการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวในการเมืองระหว่างประเทศ ข้อค้นพบในงานศึกษานำไปสู่คำตอบของเป้าหมายของ DSR คือการตอบสนองต่อปัจจัยภายในว่าด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและความท้าทายทางข้อมูล รวมถึงปัจจัยภายนอก คือ การเมืองระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา ทั้งสองปัจจัยกลายเป็นแรงผลักให้จีนแสวงหาอธิปไตยทางดิจิทัล เพื่อให้ DSR ประสบความสำเร็จจีนได้ดำเนินการลงทุนในต่างประเทศเกี่ยวกับดิจิทัลทั้งทางตรงและอ้อม โดยวิธีการทางเศรษฐกิจของจีนสามารถศึกษาผ่านเครื่องมือของเสรีนิยมใหม่อย่าง โซน (Zone) การสร้างนิเวศเศรษฐกิจ (business ecosystem) นอกจากนี้ยังมีการก่อร่างของโครงร่างระบบระหว่างประเทศของจีนผ่านการนำเสนอระเบียบดิจิทัลที่มาพร้อมกับ DSR
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
การวิเคราะห์การฟื้นคืนความสัมพันธ์ไทย – ซาอุดีอาระเบียผ่านพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย, สิทธิกร สุทธิขาว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยที่นำไปสู่การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเน้นศึกษาปัจจัยพระดำริในมกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย การศึกษาปัจจัยดังกล่าวอิงกับแนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นกรอบแนวคิดหลัก การศึกษาพบว่า ปี ค.ศ. 2015 ซาอุดีอาระเบียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุดังกล่าว มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงทรงมีดำริแผนเพื่อพัฒนาและปฏิรูปประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2016 ถึง ปี ค.ศ. 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อรับมือกับสถานการณ์สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายการลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึง การสร้างภาพลักษณ์ใหม่และทันสมัยมากยิ่งขึ้นแก่ซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้ การที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานฝีมือ ด้วยเหตุดังกล่าว ไทยจึงเป็นประเทศเป้าหมายที่มีศักยภาพสำหรับซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเป็นเหตุผลตามหลักผลประโยชน์แห่งชาติของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการแรงงานไทยกลับเข้าไปทำงานเพื่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นที่มาของการฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างไทย - ซาอุดีอาระเบีย
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
การทูตเพื่อสาธารณสุขของจีน: การให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19, กรกมล ปรปักษ์ขาม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นศึกษาการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขของจีนในการให้ความช่วยเหลือด้านวัคซีนในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 โดยมีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจว่าเพราะเหตุใดการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขและการทูตวัคซีนของจีนในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งผลให้สามารถเจรจาโน้มน้าวประเทศต่าง ๆ และสามารถนำไปสู่การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเป้าหมายได้ แต่การทูตวัคซีนของจีนที่ดำเนินนโยบายระหว่างสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 กลับส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนดีขึ้นในช่วงแรกของการระบาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังขาของประเทศอื่น ๆ ที่มีต่อวัคซีนโควิด 19 ของจีน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อ Soft Power ของจีน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำแนวคิด Soft Power ของ Joseph Nye มาอธิบายถึงความพยายามดังกล่าวของจีน ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการทูตวัคซีนของจีนจะได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนดำเนินมาอย่างยาวนาน เนื่องจากการทูตเพื่อสาธารณสุขที่จีนใช้เป็น Soft Power ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น กรอบความร่วมมือด้านสุขภาพในประเด็นสุขภาพที่สำคัญ และดำเนินไปพร้อมกับยุทธศาสตร์ BRI มีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้น การดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสาธารณสุขเป็น Soft Power ที่มีความจริงใจและโปร่งใส ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมีการเน้นไปยังกรอบความร่วมมือด้านสุขภาพนั้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในฐานะมหาอำนาจและการเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือของจีนได้ดี
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
อาวุธและการเลือกข้าง: การจัดหายุทโธปกรณ์ทางทหารของกองทัพไทยหลังรัฐประหาร 2557, ฐานันดร์ กาญจนนิรินธน์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การค้นคว้าจากเอกสารสาธารณะและเอกสารทางราชการเพื่อวิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขข้อจำกัดในการจัดหาอาวุธของกองทัพไทยหลังรัฐประหารปีพุทธศักราช 2557 ท่ามกลางข้อจำกัดจากนโยบายสหรัฐอเมริกาที่ระงับความช่วยเหลือต่างประเทศต่อประเทศที่มีระบอบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่ากองทัพได้หันมาจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหารที่สำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและจีนในการจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ซึ่งถือเป็นอาวุธยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ดีการแก้ไขข้อจำกัดนี้มิได้บ่งถึงการละทิ้งความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐอเมริกาโดยสมบูรณ์ เนื่องจากความสัมพันธ์ทวิภาคีครอบคลุมหลายด้าน เช่น ความมั่นคงและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กรณีศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวในการจัดหาเรือดำน้ำเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนไปจัดหาหรือพึ่งพาอาวุธจากจีนเพียงประเทศเดียวอาจมิใช่ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทย การศึกษายังเน้นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ และชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้สามารถยกระดับการพึ่งตนเองและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว แม้มิใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทันทีทันใดก็ตาม
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
นโยบายของออสเตรเลียต่อจีน ห้วงปี ค.ศ. 2015-2022, ธนิษฐา แพงวงษ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพลวัตของความสัมพันธ์เชิงนโยบายต่างประเทศระหว่างออสเตรเลียและจีน ซึ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2015 เป็นต้นมา โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจใหม่ของจีน เกิดเป็นการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนสร้างความกังวลให้หมู่ประเทศตะวันตก รวมถึงการรับรู้ว่าจีนเป็นภัยคุกคามทั้งระดับรัฐบาลและประชาชน ทำให้ออสเตรเลียเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายไปในทิศทางเดียวกันกับสหรัฐอเมริกาเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนอย่างชัดเจน เหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายต่อการดำเนินนโยบายของออสเตรเลียในระยะต่อมา ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับการบริหารความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
ความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: อุปสรรคและความท้าทาย, ตรีสิริ เซะวิเศษ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญกับปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่รุนแรงขึ้น หลังจีนห้ามนำเข้าขยะและของเสียอันตรายหลายประเภท ตั้งแต่ปี 2018 ส่งผลให้ภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้วแทน ประกอบกับปัจจัยการบริโภคอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Electrical and Electronic Equipment: EEE) ที่ทำให้ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่อาเซียนยังไม่มีการบังคับใช้กฎระเบียบเข้มงวดจัดการปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเป็นกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สารนิพนธ์เรื่องนี้จึงต้องการศึกษาว่าอาเซียนมีความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไร รวมถึง อุปสรรคและความท้าทายที่เกิดขึ้น สารนิพนธ์เรื่องนี้ใช้กรอบแนวคิดเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบัน (Neoliberalism) ภายใต้นิยามของ Robert O. Keohane ที่เน้นความสำคัญของสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐ สนับสนุนด้วยทฤษฎีระบอบ (Regime Theory) ของ Stephen D. Krasner ที่อธิบายว่าระบอบระหว่างประเทศ ประกอบด้วยชุดกฎเกณฑ์ บรรทัดฐานและการตัดสินใจ ซึ่งกำหนดพฤติกรรมและบทบาทของรัฐในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยผลการศึกษาพบว่าความริเริ่มด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในอาเซียนเผชิญอุปสรรคและความท้าทายหลายประการ จากการขาดกฎระเบียบ มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิก กลไกการบังคับใช้ ทำให้อาเซียนต้องจัดตั้งระบอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นการเฉพาะขึ้นร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
นโยบายต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ : ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก, พิชญ์ คุ้มล้วนล้อม
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นกับฟิลิปปินส์ภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และเพื่อทำความเข้าใจการดำเนินนโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ โดยใช้กรอบแนวคิดดุลแห่งอำนาจ จากผลการศึกษาพบว่าการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคภัย คุกคามด้านความมั่นคงจากเกาหลีเหนือ และความกังวลในท่าทีที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกา เป็นปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องปรับนโยบายความมั่นคงจากการพึ่งพาความคุ้มครองทางทหารของสหรัฐไปสู่แนวทางที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น การปกป้องความมั่นคงและเสถียรภาพทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความจำเป็นต่อความอยู่รอดของประเทศ จึงทำให้ยุทธศาสตร์นี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นในสังคมชาวญี่ปุ่น อีกทั้งยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกยังช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์พหุภาคีและทวิภาคีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมได้ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับจีนในประเด็นทางทะเลเช่นเดียวกับญี่ปุ่น จึงได้มีการกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินยุทธศาสตร์ของนายอาเบะได้เป็นอย่างดี
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
การอพยพเข้ามาในประเทศไทยของผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2023, นิรัชพร โพ้ท
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ในประเทศไทย โดยมีคำถามหลัก 2 ข้อ ประกอบด้วย 1) อะไรคือสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ตัดสินใจอพยพ และ 2) ทำไมผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานผู้นับถือศาสนาคริสต์ จึงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย วิธีการดำเนินการวิจัยเน้นการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทยระหว่าง ปี ค.ศ. 2009-2023 จำนวน 15 คน จากการสัมภาษณ์พบว่า สาเหตุสำคัญของการอพยพ คือ ปัจจัยทางการเมือง ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งในชุมชนท้องถิ่น เนื่องมาจากความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันจนนำไปสู่การฟ้องร้องโทษฐานกระทำความผิดกฎหมายดูหมิ่นศาสนา และยังพบว่าสาเหตุที่ผู้แสวงหาที่พักพิงชาวปากีสถานที่นับถือศาสนาคริสต์เลือกเดินทางมายังประเทศไทย เนื่องจากผู้แสวงหาที่พักพิงอาศัยเครือข่ายทางสังคม เครือข่ายศาสนา และเครือข่ายความเป็นคนบ้านเดียวกันในการอพยพ เครือข่ายเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้แสวงหาที่พักพิง รวมถึงกลุ่มประชาสังคม องค์กรศาสนา หน่วยงาน INGOs และมิชชั่นนารี มีบทบาทอย่างมากในการช่วยเหลือผู้แสวงหาที่พักพิง โดยมีการพึ่งพาซึ่งกันและกันในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ “ผู้อุปภัมถ์และผู้พึ่งพา” (Patron and Client) สร้างผลประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ในมาเลเซีย : กรณีศึกษาชาติพันธุ์สยามในรัฐกลันตัน, ภูวดล หน่อแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ตลอดระยะเวลาที่อังกฤษได้ปกครองและมีอิทธิพลเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายู ได้ใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง(Divide and Rule) มาปกครองชาติอาณานิคม และหลังจากที่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี ค.ศ.1957 ก็ได้นำวิธีการดังกล่าว มาใช้ปกป้องผลประโยชน์และสิทธิของชาวมลายูและชนพื้นเมืองในฐานะภูมิบุตรา หรือบุตรแห่งแผ่นดิน โดยที่นโยบายภูมิบุตรา ได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางนโยบายเศรษฐกิจใหม่(New Economic Policy : NEP) เป็นการซ้ำเติม ความตึงเครียดระหว่างชาติพันธุ์ให้มีมากกว่าเดิม แม้ว่าเป้าหมายหลักของนโยบายดังกล่าว จะเป็นกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย แต่ก็ส่งผลกระทบทางอ้อม ไปยังชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย หรือชาวสยาม ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อย ทำให้ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน กระบวนการถูกทำให้เป็นคนชายขอบ(marginalization) และการกีดกันทั้งทางด้านวัฒนธรรม กฎหมาย การศึกษา และด้านการประกอบอาชีพ ผ่านกลไกทางนโยบายของรัฐอย่างเป็นระบบเช่นนี้ ประกอบกับ การที่ไม่ได้มีฐานอำนาจทางเศรษฐกิจดังเช่นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย ทำให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายไทย จำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เพื่อคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ของตนให้ดำรงสืบไป
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
การดำเนินยุทธศาสตร์ความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, พงศกร ฉัตรศรี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
ภายหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2017 ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนเเปลงต่อนโยบายความมั่นคงเเละยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศญี่ปุ่นในสมัยของนายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซะ ความไม่เเน่นอนด้านนโยบายต่างประเทศเเละความมั่นคงของสหรัฐฯภายใต้การนำของทรัมป์ก่อให้ความกังวลเกิดความมั่นคงต่อระบบพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ส่งผลให้อาเบะจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯท่ามกลางสภาวะพื้นฐานของความไม่เเน่นอนตลอดการดำรงตำเเหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯภายใต้การขยายอิทธิพลด้านความมั่นคงจีนที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่นต่อสหรัฐฯในช่วงการดำรงตำเเหน่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงระหว่าง ปี 2017-2020 ในช่วงสมัยการดำรงตำเเหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นอาเบะ ชินโซะ มีเเนวทางอย่างไรในการดำเนินนโยนายต่างประเทศด้านความมั่นคงเเละอาเบะดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อบทบาทของสหรัฐฯในภูมิภาคอินโด-เเปซิฟิก เพื่อถ่วงดุลอำนาจจากการขยายอิทธิพลของจีนเเละรักษาเสถียรภาพด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่เกิดจากความเเปลี่ยนทางการเมืองของสหรัฐฯ.
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
The 2014 Central American Migrant Crisis: Necropolitics And Its Consequences, Siyapah Surathumrong
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
In the summer of 2014, a surge of more than 69,000 unaccompanied children apprehended at the US-Mexico border, urging the media outlets to coin this emergence “the Central American Migrant Crisis.” Immediate responses by the Obama Administration have deemed successful results, with number of children apprehended at the border has decreased rapidly. Thus, it took years for the issue to resurface, revealing that not only the crisis has never been fully solved, but many unaccompanied children also still suffered from what US policies have inflicted upon them. In order to investigate into the heart of the crisis, this research argues …
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Green Bri ของจีนและการจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ, สรวีย์ ขาวมาก
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ศึกษาวิเคราะห์ความพยายามของจีนในการจัดการภาพลักษณ์ข้อริเริ่ม BRI ผ่านการเปลี่ยนแปลงสู่แนวคิดการพัฒนาสีเขียว จีนได้ริเริ่ม BRI เป็นนโยบายต่างประเทศที่สำคัญในปี ค.ศ. 2013 อย่างไรก็ตามกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในโครงการ BRI ได้ทำให้จีนมุ่งสู่แนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากบรรทัดฐานและกรอบข้อตกลงระหว่างประเทศที่ผลักดันโดยองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ มาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ BRI เป็นตัวแบบสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงแต่พยายามจัดการกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของ BRI แต่ยังมุ่งสร้างจุดยืนระดับโลกของจีนให้ดีขึ้นในการเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องสิ่งแวดล้อม เมื่อพิจารณาตามข้อเสนอหลักของ Martha Finnemore ที่ว่ารัฐรับเอาบรรทัดฐานและคุณค่าใหม่ผ่านองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจีนรับเอาหลักการพัฒนาสีเขียวมาใช้ทางยุทธศาสตร์เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้ระหว่างประเทศของการดำเนินนโยบายต่างประเทศจีน การรับมานี้ไม่เพียงช่วยลดข้อกังวลต่างๆ ที่เกี่ยวกับ BRI แต่ยังทำให้จีนก้าวสู่การเป็นผู้นำที่ปฏิบัติตามวาระสีเขียวในเวทีโลกอีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่จีนให้คำมั่นสัญญาต่อการพัฒนาสีเขียวในโครงการ BRI ทำให้เกิดการสำรวจตรวจสอบจากตัวแสดงระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศที่อาจพยายามค้นหาเพื่อทำให้จีนรับผิดชอบต่อการดำเนินการทางสิ่งแวดล้อมของ green BRI ตามที่ได้ให้ไว้กล่าวโดยสรุป สารนิพนธ์เสนอว่าการนำแนวคิดการพัฒนาสีเขียวมาใช้เพื่อปรับการดำเนินโครงการ BRI ไปเป็น green BRI ของจีนเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของคำมั่นสัญญาและพันธกิจต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พันธกิจดังกล่าวเป็นสิ่งที่จะถูกใช้อ้างอิงต่อไปในความร่วมมือระหว่างประเทศของจีนที่เกี่ยวข้องกับ Green BRI ด้านหนึ่งจีนจะถูกตรวจสอบความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น แต่พร้อมกันนั้นก็เป็นโอกาสสำหรับจีนที่จะแสดงให้เห็นถึงการอุทิศตนต่อความรับผิดชอบในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานระหว่างประเทศ
การขยายตัวของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศกับการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเล : ศึกษาบทบาทของกองทัพเรือกับการจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, วิศเวศ คุ้มราษี
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัตถุประสงค์ของสารนิพนธ์ฉบับนี้คือการศึกษาสมรรถนะและประสิทธิภาพของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ในการทำหน้าที่บูรณาการยุทธศาสตร์ แผนงาน และบริหารทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการปฏิบัติตามกรอบพันธกรณีของระบอบระหว่างประเทศด้านความมั่นคงทางทะเล โดยใช้แนวคิดของเสรีนิยมใหม่เชิงสถาบันเป็นกรอบการวิเคราะห์ และใช้การวิจัยเอกสารทั้งเอกสารทางการและที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นวิธีศึกษา สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่าความร่วมมือและการประสานการปฏิบัติงานภายในประเทศเพื่อให้เป็นไปตามกรอบของระบอบระหว่างประเทศส่งผลให้เกิดการกระจายความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความมั่นคงทางทะเลที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจัดตั้ง ศรชล. และการแต่งตั้งผู้บริหารของกองทัพเรือปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญของ ศรชล. ส่งผลให้ส่วนราชการของประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการยกระดับกลไกการประสานงาน บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่สำคัญกับการจัดการความมั่นคงทางทะเล พร้อมกันนั้นการบูรณาการยังทำให้การบริหารจัดการทรัพยากร การประสานความร่วมมือเป็นไปอย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น สารนิพนธ์มีข้อเสนอแนะว่าเพื่อให้ศรชล. สามารถขยายบทบาทในการเป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล กองทัพเรือควรมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับความร่วมมือทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี รวมทั้งพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพตามพันธกรณีระหว่างประเทศ
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
ตำรวจไทยกับประเด็นวาระระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์, ทศพล กระพี้แดง
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์นี้ใช้การวิจัยข้อมูลเอกสารเพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตินำมาใช้ในการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ จากความตระหนักรู้ทั่วโลกในการขยายตัวของปัญหาดังกล่าว องค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานที่ทำงานด้านสังคมในระดับนานาชาติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการต่อต้านและปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางออนไลน์ ทำให้ปัญหานี้ถูกยกระดับให้เป็นประเด็นวาระระหว่างประเทศที่ได้รับความสำคัญทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค ในบริบทดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ยกระดับการประสานงานทั้งภายในประเทศไทยและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อจัดการกับอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นการเสริมพลังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแนวทางเชิงกลยุทธ์และสร้างความร่วมมือในการจัดการกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กออนไลน์ ไม่เพียงแต่ภายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแบ่งปันข้อมูล ความร่วมมือในด้านกฎหมาย และการสร้างความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การศึกษานี้มีความหมายที่สำคัญต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปรับปรุงกลยุทธ์ในการป้องกันเด็กจากการล่วงละเมิดออนไลน์และในการเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อสู้กับอาชญากรรมออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
ระบอบชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์สู่ยุคเสรีนิยมใหม่, กชกร มานะจิตต์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาและอธิบายถึงปรากฏการณ์กระแสต่อต้านความเท่าเทียมทางเพศในประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพศชายอายุ 20s ถึง 30s ปี ที่สมาทานตนว่าเป็นกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์ ผู้เป็นฐานเสียงสำคัญในการคว้าชัยชนะของประธานาธิบดีฝ่ายอนุรักษนิยมที่ใช้นโยบายแสดงทัศนคติแห่งการเหยียดเพศและความเป็นปรปักษ์ต่อความเท่าเทียมทางเพศอย่าง ยุน ซอก ยอล ได้สำเร็จ โดยมีข้อค้นพบว่าการเกิดกลุ่มแอนไทเฟมินิสต์เป็นผลผลิตมาจากการสร้างชาติสมัยรัฐเผด็จการทหารภายใต้การนำของนายพล ปัก จอง ฮี ภายใต้บริบทแห่งสงครามเย็นและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ พร้อมกำหนดให้ภัยคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคาม ดังนั้นการกำจัดคอมมิวนิสต์จึงกลายเป็นผลประโยชน์แห่งชาติ และเพื่อที่จะไขว่คว้าหมุดหมายดังกล่าวได้ เกาหลีใต้ตามทัศนะของนายพลปัก จอง ฮีจะต้องเป็นรัฐที่ทันสมัยให้ได้เสียก่อนคือรัฐที่มั่งคั่งและมีแสนยานุภาพทางการทหารที่ยิ่งใหญ่ โดยดำเนินนโยบายผ่าน 1) การสร้างรัฐชายเหนือชายแบบผสม 2) การก่อกำเนิดกองทัพที่ส่งเสริมให้ชายเป็นใหญ่ 3) การเป็นพลเมืองตามเพศสภาวะ รวมไปถึงอิทธิพลของเศษซากมรดกจากการตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวหน้าตระกูลที่เรียกว่า”โฮจู”ที่มาพร้อมกับ “โฮจ๊อก” ที่ส่งผลต่อกฎหมายครอบครัวของเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา แม้เกาหลีใต้จะสามารถปลดแอกตนเองจากการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิญี่ปุ่นแล้วก็ตาม หลายทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวที่ทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศอุตสาหกรรมพัฒนาแล้วที่ใช้แนวคิดปิตาธิปไตยให้กลายเป็นสถาบันและเป็นสังคมที่มี ”ลำดับชั้นทางเพศสภาวะ”ที่สูง เป็นรัฐที่มุ่งเน้นแต่ความเป็นชาย รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานในสังคมว่าความแตกต่างทางเพศเพียงสองเพศเพียงเท่านั้นจะปกติอีกด้วย แนวคิดหรือความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้ถูกชำระล้างด้วยแนวคิดประชาธิปไตย แต่ถูกกระตุ้นด้วยวิกฤติการณ์เศรษฐกิจทั้ง 3 ช่วงเวลาคือ วิกฤติเศรษฐกิจปี 1997, 2008 และวิกฤติการณ์โควิด 19 ล้วน เป็นช่วงเวลากระชากโฉมหน้าแห่งสังคมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึกในสังคมเกาหลีถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง และยังเป็นช่วงเวลาที่เปลือกแห่งสังคมปิตาธิปไตยถูกกัดเทาะ ตั้งคำถามต่อสังคมไร้ความเท่าเทียมทางเพศผ่านกลุ่ม “เฟมินิสต์” การมีตัวตนของกลุ่มเฟมินิสต์นี่เอง ที่สร้างความหวาดกลัวหรือภัยคุกคามต่อสังคมชายเป็นใหญ่ และกลัวว่ากลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรีจะพรากสิทธิที่ตนพึงจะได้รับ เพื่อรับมือภัยคุกความหรือความหวาดกลัวดังกล่าวจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม แอนไทเฟมินิสต์ หรือ แอนไทเฟม นั่นเอง
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
ผลกระทบของการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา, ณัฐพงศ์ ปรีสิทธิ์
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในยุคปลายของประธานาธิบดี Barack H. Obama ผลักดันให้ฝ่ายการเมืองสหรัฐฯ ตอบโต้รัฐบาลทหาร เพื่อกดดันเร่งให้มีการเลือกตั้งและคืนอำนาจการปกครองแก่ประชาชนชาวไทย ด้วยการรัฐประหารขัดต่อค่านิยมที่สหรัฐฯ ส่งออกอย่างเสรีนิยมประชาธิปไตย และขัดต่อกฎหมายสหรัฐฯ โดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตลอดช่วงห้าปีแรกภายหลังการรัฐประหาร กระทั่งถึงการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 แม้จะมีการกระทบกระทั่งทางการเมืองและการทูตอยู่บ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกามิได้รับผลกระทบจากการรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557 ด้วยว่ารัฐไทยยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ผ่านกลไกความร่วมมือและองค์กรของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกฉียงใต้ อันหมายถึงการคงอยู่ของผลประโยชน์แห่งชาติของทั้งสองประเทศที่ยังคงสอดคล้องกัน โดยกรอบความร่วมมือทางการทหารและความมั่นคงที่สำคัญที่สุดอย่างการซ้อมรบร่วมระดับภูมิภาค Cobra Gold และโครงการซื้อขายยุทโธปกรณ์ Foreign Military Sales (FMS) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด อันเหนี่ยวรั้งให้ความร่วมมือทางทหารของไทยและสหรัฐฯ ยังคงอยู่ได้ เหนือพลวัตความเปลี่ยนแปลงหรือความแตกต่างจากปัจจัยด้านอื่นๆ รวมทั้งเศรษฐกิจ และค่านิยมที่ยึดถือ
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
ภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัยกับบทบาทสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้, ยศยา แก้วเพชร
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
วัฒนธรรมประชานิยมของเกาหลีใต้โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครได้นำเสนอประเด็นทางเพศและปัญหาทางสังคมอื่น ๆ มากขึ้น นอกจากนี้ สื่อบันเทิงเกาหลีใต้กลายเป็นพื้นที่ปะทะกันระหว่างเรื่องราวที่มีผู้ชายเป็นใหญ่และเรื่องราวที่เน้นผู้หญิงเป็นหลัก ดังนั้น สารนิพนธ์ฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของสตรีและความเหลื่อมล้ำทางเพศในเกาหลีใต้ที่ปรากฏในภาพยนตร์และละครเกาหลีใต้ร่วมสมัย การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กรอบแนวคิดสตรีนิยมเพื่อศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอบทบาทผู้หญิงผ่านตัวละครหญิงและประเด็นทางเพศผ่านภาพยนตร์และละครซีรีส์เกาหลีใต้ที่ได้คัดเลือกเป็นกรณีศึกษา ได้แก่ ละครเรื่อง Misaeng (2014) ภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 (2019) ภาพยนตร์เรื่อง Cart (2014) และละครเรื่อง Squid Game (2021) ข้อเสนอของการศึกษานี้คือภาพยนตร์และละครร่วมสมัยของเกาหลีใต้วิพากษ์และสะท้อนสังคมชายเป็นใหญ่ประกอบกับนำเสนอวาทกรรมปิตาธิปไตยและความเหลื่อมล้ำทางเพศในแง่มุมต่าง ๆ ได้แก่ การกีดกันทางเพศหรือเพศนิยม อคติทางเพศ และการเลือกปฏิบัติทางเพศ อีกทั้งการศึกษาพบว่า ละครเรื่อง Misaeng และภาพยนตร์เรื่อง Kim Ji-young, Born 1982 นำเสนอผลกระทบของแนวคิดปิตาธิปไตยแบบขงจื่อและความเหลื่อมล้ำทางเพศที่มีต่อผู้หญิงทั้งในสถานที่ทำงานและในครอบครัว ในขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง Cart และละครเรื่อง Squid Game นำเสนอกลุ่มผู้หญิงโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเพศและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลกระทบจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมปิตาธิปไตยของเกาหลีใต้ โดยรวมแล้ว ภาพยนตร์และละครที่นำมาศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้เกาหลีใต้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำทางเพศยังคงดำรงอยู่ในสังคมเกาหลีใต้ร่วมสมัย
สร้างความเข้มแข็งด้วยข้อมูล : บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบอบอภิบาลแม่น้ำโขง, ศุภณัฐ ชาวนา
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ศึกษาสหรัฐอเมริกากับความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของระบบกำกับดูแลแม่น้ำโขงของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) โดยใช้การวิจัยข้อมูลเชิงเอกสารทั้งที่เป็นเอกสารราชการและเอกสารเผยแพร่สาธารณะ สารนิพนธ์ได้ข้อค้นพบว่า MRC ประสบกับข้อจำกัดที่เกิดจากโครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรซึ่งส่งผลต่อกระบวนการกำกับดูแล การวางแนวปฏิบัติสำหรับจัดการการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำของประเทศสมาชิก และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การก่อสร้างเขื่อนของจีนในแม่น้ำโขงตอนบนโดยไม่มีการเปิดเผยและแบ่งปันข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญ ส่งผลเสียต่อประเทศปลายน้ำและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สหรัฐฯ ดำเนินบทบาทเชิงรุกผ่านกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง โดยสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) การจัดโครงการสนับสนุนการทำงานของ MRC โดยตรง 2) การจัดทุนสนับสนุนศูนย์วิจัยในการศึกษา วิจัย และติดตามผลกระทบของเขื่อนรวมทั้งการเผยแพร่แบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับแม่น้ำโขงแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรวมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเปิดเผยและโปร่งใส และ 3) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีและภาคส่วนต่าง ๆ โดยยึดหลักความเท่าเทียมและความยั่งยืน แรงผลักดันจากความพยายามเหล่านี้ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการข้อมูลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การติดตามการใช้ประโยชน์จากลุ่มน้ำและเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแม่น้ำโขงจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ มีผลทำให้จีนตกลงแบ่งปันข้อมูลการจัดการน้ำและข้อมูลอุทกวิทยาที่สำคัญกับประเทศสมาชิกแถบลุ่มน้ำ ซึ่งความร่วมมือนี้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการจัดการแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
นโยบาย “Cool Japan” 2011-2020 รูปแบบใหม่ของเศรษฐกิจทุนนิยมยุคหลังอุตสาหกรรม, ยุพนธีร์ เขียวขำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการแปลงทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย "Cool Japan" ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 2011-2020 โดยใช้กรอบแนวคิดเศรษฐกิจทุนนิยมแบบใหม่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ทุนนิยมอวัตถุ ทุนนิยมแพลตฟอร์ม และเศรษฐกิจสีเขียวภายใต้ระบบทุนนิยม เพื่อวิเคราะห์อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 3 ประเภท คือ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเนื้อหา (อนิเมะ) และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า นโยบาย Cool Japan ได้นำไปสู่การแปลงทุนวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้กลายเป็นสินค้าและบริการเชิงสัญลักษณ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ผ่านการสร้างเรื่องราว ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น จนทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะเดียวกัน ก็พบความท้าทายและผลกระทบเชิงลบที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ สภาพการทำงานของแรงงาน การครอบงำของกลุ่มทุนและแพลตฟอร์ม ความไม่ยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตท้องถิ่น การแปลงวัฒนธรรมเป็นสินค้าภายใต้นโยบาย Cool Japan จึงสะท้อนให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมหลังอุตสาหกรรม ดังนั้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรม จำเป็นต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว: กรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว, ณัฐพล ชาวคอนไชย
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว ผ่านกรณีศึกษาโครงการรถไฟจีน-ลาว ซึ่งเป็นความร่วมมือทวิภาคีระหว่างสองชาติ และสอดคล้องกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทางของจีน และยุทธศาสตร์การเปลี่ยนประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นประเทศเชื่อมโยงภูมิภาคของ สปป.ลาวว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สปป.ลาว อย่างไร โดยประยุกต์ใช้กรอบวิเคราะห์นีโอมาร์กซิตส์และแนวคิดการพึ่งพามาอธิบายว่า บทบาททางเศรษฐกิจของจีนต่อ สปป.ลาว อยู่ในลักษณะที่ไม่เท่าเทียมอยู่แล้วโดยจีนเป็นรัฐแกนกลาง ขณะที่ สปป.ลาว เป็นรัฐบริวาร อีกทั้ง การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว สร้างผลประโยชน์ให้กับจีนมากกว่า สปป.ลาว และเป็นเครื่องมือสำหรับขูดรีดอีกทางหนึ่งผ่านการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และการขยายตลาดส่งออกมาสู่อาเซียนด้วยต้นทุนการขนส่งที่ลดลง นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการรถไฟจีน-ลาว ยังส่งผลให้ สปป.ลาว เผชิญความเสี่ยงด้านหนี้สินจำนวนมาก และในท้ายที่สุด สปป.ลาว จะยิ่งจำเป็นต้องพึ่งพาจีนในทางเศรษฐกิจ และอาจต้องดำเนินนโยบายที่เอียงเองต่อจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11, กนก ดีทองคำ
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้ศึกษา เรื่องมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยหลังเหตุการณ์ 9/11 โดยมุ่งศึกษาอิทธิพลของเหตุการณ์ 9/11 ที่ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ คือ 1.แนวคิดทุนนิยมหายนะ (Disaster Capitalism) 2. แนวคิดการทำให้เป็นอเมริกัน (Americanization) เป็นกรอบแนวคิดหลัก โดยผู้วิจัยพบว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดบรรทัดฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนแบบสากลที่เข้มงวดขึ้นโดยองค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) เป็นผู้กำกับดูแล อีกทั้งทำให้เกิดหน่วยงานที่มีบทบาทที่สำคัญอย่าง Transportation Security Administration (TSA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยผ่านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศส่งต่อมายังสำนักงานการบินเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จาการวิจัยยังพบว่าความเชื่อมโยงของ ICAO และ TSA ที่มีต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของไทยทำ้ให้เกิด กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ซับซ้อนยากต่อการปฏิบัติตาม และส่งผลให้เกิดการลงทุนอย่างมหาศาลด้านการักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนและเป็นช่องว่างให้เกิดการหากินกับหายนะ พร้อมทั้งมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในการบินพลเรือนทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของการปรับใช้มาตรการตามแบบแผนของสหรัฐอเมริกา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยซึ่งมีเที่ยวบินตรงสู่สหรัฐฯ ทำให้ประเทศไทยต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความปลอดภัยของตน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินจากประเทศไทยสู่สหรัฐฯ
เปลี่ยนการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคลให้เป็นประเด็นความมั่นคง, ณัฐพล เทียนแก้ว
เปลี่ยนการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคลให้เป็นประเด็นความมั่นคง, ณัฐพล เทียนแก้ว
Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
สารนิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการทำธุรกรรมซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบบบุคคลต่อบุคคล (P2P) ซึ่งเป็นช่องทางที่อาชญากรใช้ในการฟอกเงิน การศึกษาครั้งนี้พบว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลก แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคง เนื่องจากลักษณะการทำงานที่กระจายอำนาจและความยากลำบากในการติดตามตรวจสอบธุรกรรม การทำธุรกรรมแบบ P2P ยิ่งทำให้ปัญหาดังกล่าวซับซ้อนมากขึ้น เพราะขาดการควบคุมจากสถาบันการเงิน ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ที่อาชญากรสามารถใช้ประโยชน์ในการฟอกเงินได้ง่าย การศึกษาครั้งนี้จึงเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยเน้นที่การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยและครอบคลุม เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ